สราวุฒิ ชลออยู่ หารือปัญหาผลกระทบจากกิจการพลังงานและอุตสาหกรรมต่อชุมชนในมาบตาพุด พร้อมเสนอแนวทางส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างบูรณาการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ผ่านการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ใช้กำไรเพื่อพัฒนาชุมชนโดยไม่จ่ายปันผล พร้อมเสนอมาตรการจูงใจด้านภาษีและโครงการนำร่องที่ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพและสมาชิก ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ขอเรียน ชี้แจงรายงานเรื่อง การส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมในการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน โดยภาคอุตสาหกรรมและกิจการพลังงาน ก่อนอื่นผมขออนุญาตกล่าวถึงนิยามศัพท์ ในรายงานฉบับนี้นะครับ คําแรก ซีอี (CE) หรือ คอมมูนิตีเอนเตอร์ไพรส์ (Community Enterprise) หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นศัพท์เกี่ยวกับสําหรับคน ประชาชน ๗ คน จดทะเบียนที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสํานักงานเกษตรจังหวัด แล้วก็ฐานะเป็น นิติบุคคล คําศัพท์ที่ ๒ คือ ซีเอสอาร์ (CSR) หรือ คอมมูนิตี โซเชียล เรสพอนซิบิลิตี (Community Social Responsibility) คือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เอสอี (SE) หรือ โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคม สําหรับ วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วย การยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ อันนี้วิสาหกิจเพื่อสังคมจะจดทะเบียน บริษัทที่กรมการพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และการรับรองเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม จากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในการนําเสนอรายงานวันนี้จะกล่าวถึงภาพรวมและข้อมูลของโครงการ นําร่องในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ในเรื่องของปัญหาวิธีการปฏิรูปกําหนดเวลา แหล่งงบประมาณ และข้อเสนอแนะ และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ในประเด็นแรกปัญหา สืบเนื่องจากการดําเนินการกิจการพลังงาน และการผลิตของกลุ่มประกอบการอุตสาหกรรมต่อเนื่องเป็นกิจการขนาดใหญ่ จะนํา มาตรฐาน มาตรการการควบคุมในการผลิต ซึ่งเป็นมาตรการสากลนั้นมาผลิต อย่างไรก็ตาม แต่ก็หลีกเลี่ยงผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบไม่ได้ ประกอบกับกระบวนการจัดสรร งบประมาณของรัฐไม่เพียงพอ ถึงแม้ว่าจะมีกองทุนพัฒนาไฟฟ้าในพื้นที่ แต่ว่างบประมาณ ก็ยังไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อให้เกิดกระแส ต่อต้านคัดค้านการสร้างและการประกอบกิจการทางด้านของพลังงานและอุตสาหกรรม ในพื้นที่ใกล้ชุมชนของตน ประกอบกับการจัดกิจกรรมทางสังคมหรือ ซีเอสอาร์ (CSR) ที่ได้กล่าวไปแล้วด้วยความสมัครใจของผู้ประกอบกิจการทางด้านพลังงานแล้วก็อุตสาหกรรมนั้น จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อชุมชน แต่ที่ผ่านมาก็ไม่สามารถที่จะครอบคลุมได้ ยังขาด ความต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการลงทุนและในการดําเนิน กิจการระยะยาว แผ่นที่ ๒ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สําหรับในพื้นที่มาบตาพุด พื้นที่ ๔๐,๐๐๐ ไร่ อันประกอบไปด้วยโรงงาน ๑๕๑ โรง มีวิสาหกิจเพื่อชุมชนประมาณ ๘๗ แห่ง ประกอบกิจการด้านอาหาร ด้านเครื่องดื่ม ด้านสินค้า แล้วก็บริการ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวนั้น มีโรงงานซึ่งดําเนินกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ประมาณ ๑๓ โรงด้วยกัน และส่วนที่ไม่ได้มีกิจกรรมเพื่อสังคมประมาณ ๑๓๘ โรงด้วยกัน
สําหรับข้อจํากัดในการทํา ซีเอสอาร์ (CSR) ของโรงงานหรือความรับผิดชอบ ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้น ในปัจจุบันโรงงานต่าง ๆ ทั้งมีและก็ไม่มีในการดําเนินกิจกรรม ส่วนที่โรงงานที่ทําซีเอสอาร์ (CSR) นั้น ข้อดีก็คือสามารถที่จะควบคุมโครงการได้ แล้วโรงงาน ก็จะได้ชื่อเสียง ส่วนข้อด้อยก็คือซีเอสอาร์ (CSR) หรือการดําเนินกิจกรรมเพื่อสังคมนั้น ไม่ทั่วถึง ยังไม่ครอบคลุมทุกชุมชนในพื้นที่ และมีหลายหลากรูปแบบซ้ําซ้อนกันบ้าง ยากต่อ การส่งเสริมในภาพรวมทั้งภาครัฐแล้วก็ของบริษัทเอง
แนวคิดเกี่ยวกับแผนการดังกล่าวจึงเป็นแนวคิดในการเกื้อกูลแบบองค์รวม หรืออินทีเกต (Integrate) นะครับ ซึ่งในพื้นที่ที่กล่าวไปแล้วว่ามีทั้งกิจการพลังงานแล้วก็ อุตสาหกรรมต่อเนื่องอยู่มากมายในพื้นที่ของมาบตาพุด กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานจึงมีแนวคิดว่าควรที่จะรวมกิจการซีเอสอาร์ (CSR) แล้วก็กิจการ วิสาหกิจเพื่อสังคมรวมกันโดยบริษัทสมัครใจในการดําเนินงานเพื่อให้เกิดการดําเนินการ ต่อสังคมอย่างต่อเนื่องในพื้นที่นะครับ ซึ่งแนวคิดองค์รวมนี้ โดยทํากิจการรับผิดชอบต่อ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยโรงงานจะทําผ่านวิสาหกิจชุมชนร่วมกับการทําวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมโดยบริษัทต่าง ๆ บริษัทที่เราจะก่อตั้งหรือมีแนวคิด หรือบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดก็จะจัดหาตลาดเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้า แล้วก็เป็นพี่เลี้ยงเพื่อพัฒนายกระดับวิสาหกิจชุมชน
สําหรับเป้าหมายในเรื่องของการปฏิรูปในครั้งนี้มี ๓ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นแรก เพื่อศึกษาและจัดทํารูปแบบของการรวมตัวของกลุ่มผู้ประกอบ กิจการพลังงานและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
ประการที่ ๒ เพื่อนําเสนอให้กับภาครัฐในการพิจารณาในการส่งเสริม การลงทุนให้กับผู้ประกอบการด้วยมาตรการการจูงใจทางภาษี
ประการที่ ๓ เพื่อจัดทําข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนโครงการนําร่อง ซึ่งจะใช้พื้นที่ของมาบตาพุดเป็นรูปแบบที่เหมาะสมในการดําเนินการเป็นโครงการนําร่อง ต่อไป
สําหรับวิธีการนั้น เราได้นําผลการศึกษาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวาระ ปฏิรูปที่ ๑๐ ของระบบพลังงาน เรื่องที่ ๖ ในเรื่องการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม มาเป็นต้นแบบในการศึกษานะครับ หลังจากนั้น สปท. หรือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานก็มีการจัดตั้งอนุกรรมาธิการและคณะทํางาน ซึ่งเป็นผู้ที่ เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่มาบตาพุด แล้วก็มีบริษัทที่อยู่ในพื้นที่ แล้วก็ หน่วยราชการในพื้นที่เป็นคณะทํางานในครั้งนี้นะครับ แล้วการวิเคราะห์การจัดทําแนวทาง ปฏิรูปนั้น เราก็เริ่มต้นจากการจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและวิสาหกิจ ชุมชนทั้ง ๘๗ แห่ง ผู้ประกอบการทั้ง ๑๕๑ โรง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหน่วยราชการ คือเกษตรจังหวัด เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนนะครับ หลังจากการสัมมนาแล้ว เราก็ได้มีการพบ หารือ และรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยราชการต่าง ๆ ทั้ง ๙ หน่วยด้วยกัน โดยไปพบส่วนราชการระดับกรม ซึ่งท่านอธิบดีได้กรุณาและก็ส่งผู้เกี่ยวข้องมาร่วม ให้ข้อเสนอแนะด้วย หน่วยแรก คือกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ๒. กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๓. กรมธุรกิจการค้าและกรมการค้า ภายใน ๔. กระทรวงพาณิชย์ ๕. กรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง ๖. กรมการพัฒนา ชุมชน กระทรวงมหาดไทย ๗. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และ ๘. กระทรวงการคลังนั้นได้ขออนุญาตเข้าพบหารือกับ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสุดท้ายคณะทํางานของเราได้มีการร่วม หารือกับคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน โดยมีรายละเอียดตามเอกสารในผนวก ง
สรุปข้อเสนอแนะที่ได้พบหารือกับทั้ง ๙ หน่วยงานด้วยกันนี้นะครับ
ประการแรก ทุกภาคส่วนและทุกหน่วยมีความเห็นเช่นเดียวกันว่า การปฏิรูป รูปแบบของการจัดทํากิจกรรมทางสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ของผู้ประกอบการ ควรที่จะ เป็นองค์รวมในรูปแบบของกิจการวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการ ของประชาชนและชุมชนในพื้นที่อย่างทั่วถึง
ประการที่ ๒ หากจะสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ควรดําเนินการในรูปแบบของการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจํากัดหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม
ประการที่ ๓ ควรพิจารณาจัดตั้งในรูปแบบบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยอาศัย มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวล รัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙
ประการที่ ๔ ที่ทุกหน่วยเห็นพ้องต้องกันนะครับคือ ควรพิจารณามาตรการ ทางภาษีให้การลงทุนโดยผู้ประกอบการในบริษัทสามารถนําไปหักค่าใช้จ่ายได้เพิ่มเติม เป็นกรณีพิเศษ
ประการที่ ๕ ควรมีการต่อยอดการดําเนินงานดังกล่าวสู่การจัดตั้งเป็นบริษัท วิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดเพื่อเป็นโครงการนําร่อง ไพลอตโปรเจกต์ (Pilot Project) สําหรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอื่น ๆ ต่อไปนะครับ
ประการที่ ๖ ควรกําหนดข้อเสนอในการสนับสนุนบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เทียบเท่ากับการสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรืออาร์ดีแอนด์ไอ (RD&I) นะครับ ควรปรับปรุงแก้ไขการกําหนดเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ภาษีในร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการดําเนินงานของขั้นตอนการออก พระราชบัญญัติในอนาคต และควรปรับปรุงโครงสร้างบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมให้ชัดเจน สามารถนําไปปฏิบัติได้จริง
ประการสุดท้ายควรให้โครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยเฉพาะ สัดส่วนของผู้แทนของภาคราชการมีจํานวนลดลงเพื่อให้การบริหารจัดการเป็นรูปของเอกชน ให้มากขึ้น และก็ควรมีการเสนอแนะเกี่ยวกับการเพิ่มทุนของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยการกําหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติม
หลังจากเราทําการสัมมนาและหารือกับหน่วยทั้ง ๙ แล้ว จึงได้ดําเนินการ วิเคราะห์เพื่อหาแนวทางปฏิรูปที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการนําร่องนี้ ต่อไปอย่างไรบ้างนะครับ ปัจจุบันศักยภาพ ในด้านของดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ของพื้นที่ยังถูกจํากัด ขาดการเชื่อมโยง กล่าวคือทางกลุ่มโรงงาน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีกําลังการซื้อสูง แล้วก็กลุ่มชุมชนซึ่งเป็นหน่วยภาคผลิตนั้นยังขาดการประสานงาน เชื่อมโยงกันที่เราศึกษาพบในพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่ของมาบตาพุดนี้นะครับ
สําหรับศักยภาพรวมของพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งเป็นพื้นที่นําร่องนั้นอุตสาหกรรม เกี่ยวกับกลั่นน้ํามัน ปิโตรเลียม เคมี โรงไฟฟ้ารวมกันประมาณ ๑๕๐ โรง มีพนักงานและคนงาน ในพื้นที่ของนิคมประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าคน ความต้องการสินค้าและบริการในพื้นที่สําหรับ เงินทุนหมุนเวียนในพื้นที่ทั้ง ๑๕๑ โรง แล้วก็คน ๓๐,๐๐๐ คน ประมาณ ๑,๓๕๘ ล้านบาท ต่อปี อันนี้เป็นข้อมูล ซึ่งได้จากนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย สํานักงานเกษตรจังหวัดระยอง และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมาบตาพุด อันนี้เป็นข้อมูลศักยภาพ ซึ่งทางคณะทํางานของกรรมาธิการได้ดําเนินการหาข้อมูล ในพื้นที่ รอบ ๆ นั้นมีวิสาหกิจชุมชนอยู่ด้วยประมาณ ๘๗ แห่ง
สําหรับแนวทางหรือรูปแบบที่เหมาะสม เมื่อเราศึกษารูปแบบที่เหมาะสม แล้วจึงได้กําหนดแนวคิดในการจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้น เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มชุมชนแล้วก็ กลุ่มโรงงาน โดยเราพบว่ากลุ่มโรงงานและกลุ่มชุมชนนี้ขาดการประสานงานเชื่อมโยงกัน จึงมีแนวความคิดจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้น โดยกลุ่มโรงงานจะสนับสนุนงบประมาณ ด้วยความสมัครใจ ประการที่ ๒ ก็จะอุดหนุนซื้อสินค้าบริการจากชุมชน ส่วนภาคชุมชนนั้น จะผลิตและจําหน่ายสินค้าบริการต่าง ๆ โดยภาครัฐที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม หรือเกษตรจังหวัดและหน่วยงานอื่น ๆ ก็จะสร้างแรงจูงใจ แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนี้ จะสร้างแรงจูงใจทางระบบภาษี
สําหรับโครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ถ้าจะกล่าวในรูปของหน้าที่ เอกสารหน้า ๑๙ นะครับ ผู้ถือหุ้นจะประกอบด้วยวิสาหกิจชุมชน เป็นผู้ก่อตั้ง รวม ๆ ตัวกัน ก่อตั้ง โดยลงถือหุ้นเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของและส่วนรับผิดชอบต่อความสําเร็จของ วิสาหกิจเพื่อสังคม ส่วนบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นก็จะประกอบด้วย มีบอร์ด (Board) มีผู้บริหาร แล้วก็มีภารกิจต่าง ๆ นั้น โดยบริษัทจะได้รับเงินบริจาคจากภาคอุตสาหกรรม ด้วยความสมัครใจ ส่วนผู้บริหารหรือบอร์ด (Board) นั้นก็จะมีหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์ ทิศทางและเป้าหมายการดําเนินงาน จัดทําแผนการตลาด แผนงบประมาณ ค่าใช้จ่าย และกําหนดตัวชี้วัดในความสําเร็จของภารกิจ มีการติดตามผลประเมินการทํางานของผู้บริหาร ซึ่งเป็นมืออาชีพ ผู้บริหารนี้ก็จะดําเนินการตามยุทธศาสตร์และงบประมาณที่บอร์ด (Board) เป็นผู้กําหนด โดยมีภารกิจงานด้วยกันที่กรอบแนวคิดของกรรมาธิการของเรา ก็คือ มี ๕ ภารกิจด้วยกัน
ภารกิจแรก คือยกระดับมาตรฐานสินค้า ปรับปรุงแพ็กเกจ (Package) หีบห่อ และเพิ่มมาตรฐานคุณภาพของสินค้าคือคิวซี (QC) แล้วจัดทําบัญชีการเงิน
ส่วนภารกิจที่ ๒ ก็คือหาตลาดทั้งภายในและภายนอกนิคม
ส่วนภารกิจที่ ๓ ก็จะกําหนดให้มีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) รวบรวมความ ต้องการให้ครบวงจรทั้งทางฝ่ายต้องการสินค้าและผู้ผลิต แล้วก็กระจายสินค้าด้วย
ภารกิจที่ ๔ คือการฝึกอบรมขยายผลของวิสาหกิจชุมชน บริษัทวิสาหกิจ เพื่อสังคม บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ให้เป็นระดับเอสเอ็มอี (SMEs) ต่อไป ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ต่อไป
ภารกิจที่ ๕ คือการพัฒนาบุคลากรโดยใช้ปราชญ์ชุมชน
สําหรับโครงสร้างของบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ในหน้า ๒๐ นี้นะครับ ที่เรา กําหนดในพื้นที่ของมาบตาพุดนี้ ในหน้านี้จะอธิบายถึงเรื่องของการดําเนินงาน โดยผู้ถือหุ้นนั้น กราบเรียนไปแล้วว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชนมาบตาพุดนี้ที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับ สํานักงานเกษตรจังหวัด สําหรับบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น ก็ได้เงินบริจาคจาก โรงงานภาคอุตสาหกรรมและพลังงานด้วยความสมัครใจ สําหรับคณะกรรมการบอร์ด (Board) นั้น จะกําหนดว่ามีผู้แทนภาคโรงงาน ๔ ส่วนใน ๑๐ ส่วน ผู้แทนวิสาหกิจชุมชน ๔ ส่วนใน ๑๐ ส่วนสําหรับส่วนราชการนั้นสนับสนุนและให้คําปรึกษานี้โดยมีอัตราส่วน ๒ ใน ๑๐ ส่วนด้วยกัน กล่าวคือมีทั้งของนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาบตาพุดและก็ เกษตรจังหวัดระยองนะครับ ส่วนผู้บริหารนั้นเรามีแนวคิดว่าจะให้เป็นผู้บริหารมืออาชีพ ซึ่งคัดเลือกมาจากคณะกรรมการบอร์ด (Board) อีกทีหนึ่ง ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ในชุมชน มีความรู้เพื่อพัฒนาบริหารชุมชนในอนาคตต่อไปนะครับ ส่วนภารกิจที่ได้กล่าวไปแล้ว ในข้างต้นเมื่อสักครู่นี้นะครับ แล้วโดยการทํางานของผู้บริหารจะดําเนินการในการหารายได้ จากภารกิจทั้ง ๕ ภารกิจ แล้วก็ไม่มีการปันผลหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นนะครับ
สําหรับการศึกษาความเป็นไปได้และความยั่งยืนของบริษัทในด้านของ เศรษฐศาสตร์นั้นหรือบิซิเนสโมเดล (Business Model) โดยรายได้จากการประสานงานของ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมในการดําเนินงานนั้น กําไรที่ได้จากบริษัทจะถูกใช้ไปในการฝึกอบรม พัฒนาศักยภาพชุมชน การทํากิจกรรมด้านการตลาด ส่งเสริมการขายและการลงทุน การลงทุนนี้ก็จะ ๗๐ – ๗๕ เปอร์เซ็นต์ตามข้อกําหนดของพระราชบัญญัติของกฤษฎีกา ทั้งนี้จะอยู่ภายใต้ความเห็นของบอร์ด (Board) โดยจะไม่มีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น
สําหรับประมาณการรายได้ที่คณะทํางานของเราได้รวบรวมข้อมูลจาก ๔ หน่วยงานที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นรายได้ของวิสาหกิจชุมชนภายใต้การดําเนินงานของ บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุด รายได้ก็มี ๒ ฐานด้วยกัน คือฐานจากภายในมาซื้อขาย ภายในโรงงานที่อยู่ในมาบตาพุดเอง ๑๕๑ โรง ประมาณเงินทุนหมุนเวียนก็ประมาณ ๖๑ ล้านบาท ส่วนถ้าเกิดขายข้างนอกที่เราประมาณการไว้ประมาณ ๔๗ ล้านบาท รวมกัน ก็ประมาณ ๑๐๘ ล้านบาทต่อปี สําหรับแรงจูงใจในด้านภาษีต่อการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจ เพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น ขั้นต้นก็จะเสนอให้รับการยกเว้นภาษีตามเงื่อนไขพระราชกฤษฎีกา ประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วก็จะเสนอเพิ่มเติมเป็น ๒ เท่าต่อไป แล้วก็มอบเงินบริจาคจากบริษัทด้วยความสมัครใจ
สําหรับวิธีการขั้นตอนของโครงการนี้เรากําหนดคณะทํางาน คณะกรรมาธิการ ของเรากําหนด ๙ ขั้นตอนด้วยกันสําหรับวิธีการในการปฏิรูปโครงการนําร่องนี้นะครับ
ขั้นตอนแรก ภาครัฐสร้างมาตรการจูงใจด้านภาษีแก่โรงงาน ทั้งนี้โดยกระทรวง การคลังซึ่งจะเสนอให้มีการหักค่าใช้จ่ายในการคํานวณภาษี ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์ และไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของกําไรสุทธิหักภาษีรายได้นะครับ
ขั้นตอนที่ ๒ จะมีการจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุด อันนี้สําหรับ ขั้นตอน คือการจัดนั้นก็จะต้องขออนุมัติจากกระทรวงพาณิชย์นะครับ
ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นตอนรับรองบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคมมาบตาพุดนั้น หน่วยงาน ที่รับรองคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ขั้นตอนที่ ๔ ขั้นตอนเชิญชวนให้โรงงานเข้าร่วมโครงการนําร่อง อันนี้กระทรวง อุตสาหกรรมซึ่งดูแลเรื่องโรงงานทั้งหมดในนิคม แล้วก็เกี่ยวข้องกับกระทรวงพลังงานด้วย มีทั้ง ๒ กระทรวงคือ กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน เชิญชวนบริษัทในการ บริจาคเงินด้วยความสมัครใจ
ขั้นตอนที่ ๕ เป็นขั้นตอนซึ่งโรงงานระดมเงินด้วยความสมัครใจ
ขั้นตอนที่ ๖ เตรียมความพร้อมของโรงงาน ในการดําเนินงานจัดผู้บริหาร กําหนดบอร์ด (Board) ในการดําเนินงาน
ขั้นตอนที่ ๗ เริ่มดําเนินงานของบริษัท อันนี้ ๕ ภารกิจที่ได้กราบเรียนไปแล้ว ก็จะเริ่มมีรายได้นําสู่การบริหารจัดการของบริษัทแล้วก็ชุมชนต่อไป
ขั้นตอนที่ ๘ คือการประเมินผลสําหรับโครงการนําร่องนี้ โดยกระทรวง อุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน
ขั้นตอนที่ ๙ จะขยายผลต่อไปทั่วประเทศ
อันนี้สําหรับ ๙ ขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการเรามีแนวคิดนะครับ
ส่วนกรอบกําหนดเวลานั้นเรากําหนดเวลา ๑ – ๓ ปีในการดําเนินการ แหล่งที่มาของงบประมาณนะครับ โดยภาครัฐที่แนวคิดของเรา คือภาครัฐไม่ต้องรับผิดชอบ ในเรื่องของงบประมาณนะครับ เพราะว่าเพียงแต่สนับสนุนแล้วก็ให้คําปรึกษา โดยการ ระดมทุนจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในการจดทะเบียนก่อนขั้นต้น แล้วก็ประการที่ ๒ เงินบริจาคเป็นทุนประเดิมของบริษัท ประการที่ ๓ รายได้จากค่าบริการต่าง ๆ ประการที่ ๔ รายได้จากการแบ่งส่วนรายได้ของดอกเบี้ยเงินกู้และกิจการของวิสาหกิจชุมชน ประการที่ ๕ รายได้จากการฝึกอบรม ประการที่ ๖ รายได้จากดอกเบี้ยและผลประโยชน์ และประการที่ ๗ สําหรับผู้บริจาคกองทุนในอนาคตต่อไปนะครับ ซึ่งสรุปว่าไม่มีเงินที่ใช้งบประมาณจากภาครัฐ นะครับ
สําหรับความรับผิดชอบนั้นก็หน่วยงานหลัก เพื่อหน่วยงานของรัฐดําเนินงาน โดยอํานวยความสะดวกสร้างแรงจูงใจและขอความร่วมมือกับบริษัท ห้างร้าน บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ที่ในพื้นที่โดยผู้รับผิดชอบทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน แล้วก็กระทรวง เกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อชุมชน แล้วก็กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มที่ ๔ ก็คือกลุ่มผู้ประกอบการนะครับ โดยผู้สนับสนุนที่สําคัญก็คือกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรในเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์นะครับ
ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการก็มี ๕ ข้อด้วยกัน
ประการแรก คือเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็นชอบข้อเสนอของ คณะเราในการปฏิรูปโดยเสนอให้มีมติของคณะรัฐมนตรีกําหนดมาตรการส่งเสริมด้านภาษี ให้กับภาคเอกชนที่มาร่วมลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด แล้วก็เขตอุตสาหกรรมอื่น ๆ และระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกต่อไปนะครับ
ประการที่ ๒ เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
ประการที่ ๓ เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนเครือข่าย วิสาหกิจชุมชนมาบตาพุดร่วมกันจัดตั้งและดําเนินการบริษัทส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม มาบตาพุด
ประการที่ ๔ เสนอให้กระทรวงการคลังกําหนดมาตรการด้านภาษี และเงื่อนไขเพื่อชักจูง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการ โดยสามารถนําเงินบริจาค ไปหักค่าตอบแทนได้ ๒ เท่า
ประการที่ ๕ เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ประเมินผลและรายงานผลการประเมินต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขยายผลโครงการนําร่อง และมาตรการส่งเสริมด้านภาษีให้ครอบคลุมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการ อุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก อีสเทิร์น อีโคโนมิก คอริดอร์ (Eastern Economic Corridor) หรืออีอีซี (EEC) ต่อไปนะครับ
ประโยชน์ของโครงการที่เสนอนี้นะครับ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับมี ๒ ประเด็นด้วยกัน ในประเด็นของสังคมแล้วก็ของเศรษฐศาสตร์ ทางสังคมนั้นสามารถที่จะ ดําเนินการได้ทันทีและเห็นผลรวดเร็ว สร้างอาชีพและรายได้แก่ชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ําและการย้ายถิ่นเข้ามาสู่เมืองหลวง แล้วก็สร้างโอกาสการเรียนรู้ต่อยอด ของวิสาหกิจสู่เอสเอ็มอี (SMEs) ต่อไป เป็นต้นแบบการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงาน สามารถขยายผลสู่พื้นที่อุตสาหกรรมทั่วประเทศต่อไป และประโยชน์ทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้น โครงการนําร่องมาบตาพุดสร้างรายได้และเงินหมุนเวียนในชุมชนประมาณ ๑๐๘ ล้านบาท ต่อปี ทุก ๆ ปี และเพิ่มเป็น ๑,๘๐๐ ล้านบาทหากขยายผล แล้วก็การดําเนินงานบรรลุ เป้าหมาย สร้างรายได้ภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่รัฐทุกปี ลดภาระการอุดหนุนภาครัฐ ต่อผู้ที่มีรายได้น้อยนะครับ
สําหรับรายได้ภาษีภาครัฐของโครงการนําร่องนี้ที่คณะกรรมาธิการได้คํานวณ แล้วก็ศึกษาและได้ข้อมูลว่า รายได้จากภาควิสาหกิจที่ปัจจุบันนี้คาดว่าประมาณ ๔๐ ล้านบาท แต่ถ้าบริหารเพิ่มทั้งระดับ ๑ ระดับ ๒ ระดับ ๓ ก็เพิ่มเป็น ๑๐๘ ล้านบาท ๒๑๖ ล้านบาท ๓๒๔ ล้านบาทเป็นลําดับต่อไป ส่วนรายได้ที่จะได้ก็เกี่ยวกับภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ภาษีเงินได้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แวต (VAT) ๗ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้คาดว่ารายได้ภาครัฐจะได้ตั้งแต่ ๑.๔ ล้านบาท ๕.๙ ล้านบาท ๑๑ ล้านบาท ๑๗ ล้านบาท ต่อไปนะครับ ซึ่งแรงจูงใจด้าน ภาษีของภาครัฐซึ่งเราจะเสนอ ๒ เท่า แล้วก็ระยะเงินคืนทุนก็ประมาณคาดว่าตั้งแต่ ๒ ปี ๑ ปี แล้วก็ ๗ เดือนต่อไปนะครับ ประโยชน์จากการขยายผลโครงการสู่อนาคต ซึ่งเรา กําหนดไว้ ๓ ขั้นตอนคือในพื้นที่นําร่องมาบตาพุด แล้วก็พื้นที่ของอีอีซี (EEC) แล้วก็พื้นที่ นิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ พื้นที่นําร่องของมาบตาพุดมีนิคมด้วยกัน ๕ นิคม เราคาดว่า ประโยชน์ที่ได้รับที่มีวิสาหกิจชุมชน ๘๗ วิสาหกิจชุมชน มีรายได้ที่กราบเรียนไปแล้วมี ประมาณ ๑๐๘ ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าเราประเมินผลแล้วเพิ่มระดับในพื้นที่อีอีซี (EEC) ต่อไปที่มี ๓๓ นิคม ในพื้นที่ของระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรามีวิสาหกิจชุมชนประมาณ ๖๖๐ วิสาหกิจ เงินหมุนเวียนรายได้ของวิสาหกิจชุมชนก็ได้ประมาณเกือบ ๆ ๘๐๐ ล้านบาทต่อปี ถ้าขยับ ออกไปทั่วประเทศซึ่งมี ๗๙ นิคม มี ๑,๕๐๐ วิสาหกิจ เงินก็น่าจะหมุนเวียนประมาณ ๑,๘๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ข้อมูลก็ได้จากกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ที่กล่าวไปแล้ว ๔ หน่วยข้างต้นเมื่อสักครู่นี้ครับ
สําหรับเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องคือ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. .... ซึ่งตอนนี้ขั้นตอนอยู่ในระหว่างการดําเนินการของรัฐบาล และ สนช. นะครับ
สรุปการดําเนินงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้นําเสนอถึงปัญหาการดําเนินงานกิจการเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ (CSR) ของผู้ประกอบการ อุตสาหกรรม กิจการพลังงาน แล้วก็เกี่ยวกับประชาชนในพื้นที่นะครับ ซึ่งไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรไหนเชื่อมโยง แล้วก็มีการสัมมนาการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนรับฟัง หารือ ความคิดเห็นของส่วนราชการ แล้วก็คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ แล้วก็ท่านผู้ช่วยขอเพิ่มรูปไปเรื่อย ๆ ครับ รัฐมนตรีว่การกระทรวงการคลัง จึงได้ กําหนดรูปแบบบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมซีเอสอาร์ (CSR) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมของผู้ประกอบการโรงงานและกิจการวิสาหกิจ เพื่อสังคม หรือเอสอี (SE) ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยเสนอให้หน่วยงานภาครัฐ สนับสนุนตั้งแต่การจดทะเบียน การก่อตั้งบริษัท การดําเนินงานจนถึงการประเมินผล และการขยายผลเพื่อการอยู่ร่วมกันของประชาชนภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน และภาครัฐนําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป ผมขอจบการรายงานแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ