เลิศรัตน์ รัตนวานิช นำเสนอทิศทางพลังงานทดแทนจากต่างประเทศ โดยยกตัวอย่างนโยบายของฝรั่งเศสที่จะเลิกผลิตรถยนต์ใช้พลังงานฟอสซิลในปี 2040 เพื่อผลักดันการใช้พลังงานสะอาดและลดภาวะโลกร้อน พร้อมเสนอแนวทางการเปิดเสรีด้านพลังงาน โดยสนับสนุนการขยายการแข่งขันในภาคผลิตไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ เพื่อให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดและลดภาระรัฐ นอกจากนี้ยังเสนอการผลิตพลังงานทดแทนแบบไฮบริดในชุมชนที่ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมถึงชี้แจงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมแบบแนวนอนที่พัฒนาได้รับลิขสิทธิ์แล้ว ซึ่งใช้พื้นที่น้อยและติดตั้งในชุมชนได้ จึงเสนอให้เป็นทางเลือกพลังงานทดแทนที่เหมาะสมและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้อย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน แต่บังเอิญไม่ได้รับผิดชอบในรายงานนี้ ก็เลยขออนุญาต ให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากมีผู้อภิปรายเพียง ๒ – ๓ ท่าน ก็คิดว่าจะเป็นข้อมูลที่อาจจะเป็น ประโยชน์ เนื่องจากได้ไปดูงานในประเทศและในต่างประเทศได้เห็นในเรื่องของพลังงาน ทดแทนค่อนข้างมาก ทั้งด้านแสงอาทิตย์และด้านลม จึงอยากจะให้ข้อมูลกับเพื่อนสมาชิกว่า พัฒนาการในเรื่องของการผลิตไฟฟ้าในประเทศต่าง ๆ มันไปกันในทิศทางไหน แต่อยากจะ ให้ข่าวอันหนึ่งที่ได้รับฟังเมื่อเช้านี้เป็นข่าวจากประเทศฝรั่งเศส คือท่านประธานาธิบดี แอมานุแอล มาครง ของประเทศฝรั่งเศสได้ประกาศว่า ฝรั่งเศสจะเลิกผลิตรถยนต์ที่ใช้ ฟอสซิล (fossil) คือก๊าซและน้ํามันในปี ๒๐๔๐ คืออีก ๒๓ ปีจากวันนี้จะเลิกผลิตรถยนต์ ที่จริงทางสแกนดิเนเวียเข้าใจว่าจะเป็นประเทศสวีเดนอีก ๔ – ๕ ปี เขาก็จะเลิกผลิตแล้ว ก็ให้เป็นทิศทางของการใช้พลังงานทดแทนเพื่อช่วยกันลดภาวะโลกร้อนที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้กําลังเดินไปสู่ทิศทางนั้นนะครับ
กลับมาในเรื่องเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ ก็ชัดเจนว่ารายงานฉบับนี้ มีความประสงค์ที่จะเปิดเสรีในการผลิตไฟฟ้าในบางส่วน ซึ่งที่จริงกรรมาธิการที่ผมรับผิดชอบ ทางอนุกรรมาธิการที่ผมรับผิดชอบเราก็ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว ถึงแนวทางในการเปิดเสรี ในด้านพลังงาน ทั้งเรื่องของน้ํามัน เรื่องของก๊าซ เรื่องของการผลิตไฟฟ้าที่จะให้กับประชาชน ว่าควรจะพิจารณาการเปิดเสรีเพิ่มมากขึ้น อันนั้นจะตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณา อภิปรายเมื่อสักครู่นี้คือท่านเสรี ว่าถ้าเราสามารถเปิดเสรีได้มากขึ้นเท่าไร ก็จะมีการแข่งขัน มากขึ้นเท่านั้น โอกาสที่ราคาจะเป็นไปตามกลไกตลาดและถูกลงก็จะเป็นลักษณะนั้น ในอดีต เรามีรัฐวิสาหกิจในด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ขึ้นมาจํานวนหลายสาธารณูปโภค ก็เพื่อมุ่งหวัง ว่าถ้าหากว่าสาธารณูปโภคแพง ก็จะได้ซับซิไดซ์ (Subsidize) โดยรัฐบาล แต่วันนี้ สถานการณ์มันเปลี่ยนไป ทุกอย่างก็กําลังเดินไปสู่กลไกตลาด น้ํามันในบ้านเราตอนนี้ก็มี โรงกลั่น ๖ – ๗ โรง มีบริษัทที่จําหน่ายน้ํามันเป็นลักษณะของปั๊มอยู่หลายบริษัท มันก็เป็น การแข่งขันกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้บริโภคก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากราคาที่แข่งขันกัน คือตามกลไกตลาดนั่นเอง
มาพูดถึงเรื่องของข้อเสนอในการให้ใช้พลังงานทดแทนในชุมชน ผลิตโดยชุมชน หรือจะเป็นเอกชนไปผลิต เพื่อป้อนให้กับประชาชนในพื้นที่จํากัด อาจจะเป็นตําบล หมู่บ้าน อําเภอ ซึ่งเรื่องนี้ที่จริงแล้วในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทํากันอยู่เป็นประจํา ถ้าเราขับรถไปในยุโรปไม่กี่นาทีเราก็จะเห็นเทอร์ไบน์วินด์ (Turbine Wind) คือเสาพลังงานลม แห่งละ ๒ – ๓ ต้นเท่านั้นเอง เพราะ ๒ – ๓ ต้นนี่มันก็ประมาณ ๗ – ๘ เมกะวัตต์ แล้วต้นหนึ่ง เดี๋ยวนี้ ๒.๕ เมกะวัตต์ ถึง ๓ เมกะวัตต์ สามารถที่จะดูแลหมู่บ้านได้สบาย ๆ ๑๐๐ หลังคาเรือน มันก็เป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนในแต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนได้ โดยไม่ต้องเข้าไปสู่ การซื้อขายผ่านภาครัฐ และนั่นเป็นทิศทางหนึ่งซึ่งเราเห็นมากในยุโรป แต่ผมเคยไปที่เมืองเพิร์ท ไปดูวินด์ฟาร์ม (Wind Farm) แห่งหนึ่งก็มีประมาณสัก ๔๐ – ๕๐ ต้น ผลิตกระแสไฟฟ้า ประมาณร้อยละ ๑๐ เมกะวัตต์ อันนั้นดูแลเรียกว่าระดับตําบล แต่ผู้ถือหุ้นคือชาวบ้าน เขาเปิดทั้งบริษัทที่เข้าไปติดตั้ง เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาซื้อหุ้นก่อนเป็นความเร่งด่วนอันดับแรก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นลักษณะของการที่ให้ชาวบ้าน ให้คนที่ใช้ไฟฟ้ามีส่วนเป็นเจ้าของ มีส่วนเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเองด้วย แล้ววิธีนี้ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทําให้การบริโภคไฟฟ้าเกิดประโยชน์ ตกแก่ผู้ใช้ ผู้ซื้อไฟฟ้า ทั้งในทางตรงและทางอ้อม ในเรื่องของข้อเสนอนี้ผมมีข้อสังเกตอยากจะฝากทางกรรมาธิการไปพิจารณาว่า จะกําหนด กฎเกณฑ์อย่างไร หรือในภาครัฐเมื่อจะต้องเป็นผู้ออกระเบียบ เราพูดกันเสมอถึงความ ไม่เสถียรของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน คําว่า ไม่เสถียร ที่เป็นประเด็นสําคัญ ก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาจากแสงแดดหรือโซลาร์ (Solar) ได้ทั้ง ๒๔ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นในช่วงที่มีแสงแดดจ้า ๆ อาจจะประมาณ ๔ – ๕ ชั่วโมงเราก็ผลิต กระแสไฟฟ้าได้เต็มที่ แต่เวลาอีก ๑๐ กว่าชั่วโมงเกือบถึง ๒๐ ชั่วโมงนั้นเราก็ไม่มี กระแสไฟฟ้าที่มาจากโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) หรือโซลาร์ รูฟ (Solar Roof) จึงทําให้ทางภาครัฐ คือทางการไฟฟ้าคิดว่าถ้าหากเราจะส่งเสริมให้มี การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ (Solar) มาก ๆ รัฐบาลก็ต้องมีการเพิ่มการผลิตกระแสไฟฟ้าจาก ฟอสซิล (Fossil) หรือจากแหล่งอื่นอยู่ดีเพื่อที่จะไว้ใช้ในเวลาเย็น เวลากลางคืน อันนี้ก็จึงเป็น ปัญหาที่ทําให้ภาครัฐไม่ต้องการหรือไม่สามารถที่จะเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าที่มาจากการผลิตของ พลังงานทดแทนที่เป็นโซลาร์ (Solar) หรือเป็นวินด์ (Wind) ได้มากกว่าที่ผู้ประกอบการ ต้องการที่จะดําเนินการ เวลานี้มติของ ก.พ.ช. คือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้ออกมาแล้ว ซึ่งผมอยากให้โครงการนี้ได้รวมสิ่งนี้เข้าไปด้วย คือการเสนอเรื่องการผลิต ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเป็นแบบไฮบริด (Hybrid) คําว่า ไฮบริด (Hybrid) อันนี้ไม่ใช่แบบ ไฮบริด (Hybrid) ในรถยนต์ที่เราใช้อยู่นะครับ ระหว่างแบตเตอรี่กับน้ํามัน ไฮบริด (Hybrid) ตัวนี้คือระหว่างพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงหรือใช้แหล่งของการผลิตที่ผลิตได้ครบ ๒๔ ชั่วโมง ให้เป็นไฮบริด (Hybrid) เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเสนอว่าท่านต้องการจะผลิตโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ๓ เมกะวัตต์ ซึ่งมันทําได้เฉพาะช่วงมีแสงแดด ท่านก็จะต้องเสนอการผลิต กระแสไฟฟ้าอีก ๓ เมกะวัตต์จากเชื้อเพลิงอื่น ๆ เช่น ขยะ หรือเช่นชีวมวลที่สามารถผลิต ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง หรือจะเป็นแท่งเชื้อเพลิงที่เราทําขึ้นมาที่เรียกว่าอาร์ดีเอฟ (RDF) มาใช้ เพราะฉะนั้นถ้าเราทําแบบนี้ก็จะทําให้เราสามารถส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้าที่มาจาก พลังงานทดแทนลมหรือแสงแดดได้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องกระทบไม่เป็นภาระต่อภาครัฐ ที่จะต้องเตรียมในการหาโรงไฟฟ้าไว้เสริมในช่วงที่เราไม่สามารถผลิตไฟฟ้าจากลมและจาก แสงแดดได้
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะกราบเรียนคือเทคโนโลยีที่พัฒนาในเรื่องของ การผลิตไฟฟ้าจากลมนั้น ผมได้ไปที่ประเทศสิงคโปร์พบกับผู้ผลิตซึ่งเขาได้สามารถออกแบบ และได้รับลิขสิทธิ์แล้วในการทําพลังงานเทอร์ไบน์วินด์ (Turbine Wind) พลังงานลมแบบ จะเรียกว่าระดับก็แล้วกันนะครับ สมมุติว่าปัจจุบันนี้เป็นแบบพัดลม คือหมุนด้วยเบลด (Blade) ในทางดิ่ง แต่อันนี้จะเป็นเบลด (Blade) ที่ตั้งในทางลดระดับ ในทางฮอริโซนทัล (Horizontal) ก็แปลว่าเบลด (Blade) อันนี้ซึ่งอาจจะมีถึง ๖ หรือ ๘ เบลด (Blade) เป็นลักษณะแบบไม้พาย สามารถที่จะรับลมในทางระดับได้ แล้วก็แปลงขยายให้มีกําลัง เพิ่มขึ้น ๑ ชุดจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ๑ เมกะวัตต์ ใช้พื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ได้รับ จดลิขสิทธิ์แล้ว แล้วก็กําลังจะนําเข้ามาในประเทศเราในอนาคตอีก ๑-๒ ปี คําถามก็คือว่าเขา จะสามารถเข้ามาติดตั้งในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แล้วก็ซัปพลาย (Supply) กระแสไฟฟ้าให้กับ ชุมชนนั้น โดยอาจจะสร้างเดินสายไฟในการสายส่งเอง นี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งที่เข้ากับสิ่งที่เป็น ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าในอนาคตไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของโซลาร์ (Solar) เท่านั้น ที่จะมาทดแทนหรือมาใช้ในชุมชนเพื่อชุมชน แต่อาจจะเป็นทางด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ไม่จําเป็นจะต้องลงทุนแพงแบบที่เป็นเสาสูง ๆ ตั้ง ๑๐๐ – ๑๕๐ เมตรที่ใช้กันอยู่ในทุกวันนี้ เพราะลักษณะอันนั้นจะมีความสูงเพียงแค่ ๓๐ เมตรเท่านั้น ก็กราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติม ให้กับคณะกรรมาธิการครับ