ดุสิต เครืองาม หารือแนวทางการปฏิรูปการไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทางเลือก โดยเสนอให้เปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าในระดับชุมชน ผลักดันให้เอกชนและประชาชนสามารถใช้โครงข่ายร่วมและผลิตไฟฟ้าใช้เองได้อย่างเสรีภายใต้กรอบกฎหมายที่เป็นธรรม พร้อมเน้นการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามขีดความสามารถของระบบไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและเพิ่มความมั่นคงพลังงานอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ในส่วนของ กิจการไฟฟ้า พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน ครับ หัวข้อของการนําเสนอ การปฏิรูปในวันนี้ ที่เรานําเสนอคือเรื่องการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน ในระดับชุมชนครับ
หัวข้อของการนําเสนอในวันนี้มีคําศัพท์ที่สําคัญอยู่ ๓ คํา ก็คือคําว่า กิจการ ไฟฟ้าเสรี มีคําว่า พลังงานทดแทน และมีคําว่า ชุมชน ครับ คําว่า กิจการไฟฟ้าเสรี นั้น ในที่นี้หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปสามารถ มีทางเลือกได้ว่าจะเลือกรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน หรือว่าจะเลือก รับซื้อจากแหล่งผลิตพลังงานทดแทนที่จะได้รับการส่งเสริมที่เราจะกล่าวในวันนี้ และคําว่า ในระดับชุมชนนั้น ก็คือหมายถึงในระดับท้องถิ่น ในระดับบ้านใกล้เรือนเคียง โรงงานหรือว่า ที่ติดกันในระดับหมู่บ้าน ในระดับตําบล ในระดับอําเภอ หรืออย่างไกลที่สุดก็คือในระดับ จังหวัด การเปิดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรีนั้น เรายังไม่ได้มองว่าจะต้องซื้อ จะเปิดเสรีให้ ซื้อขายไฟฟ้ากันข้ามภูมิภาค หรือว่าข้ามจังหวัดที่มีอยู่ห่างไกลกัน อย่างเช่น ผลิตอยู่ที่จังหวัด ขอนแก่น แล้วผู้รับซื้ออยู่ที่จังหวัดระยอง ก็คงยังไปไม่ถึงขนาดนั้นครับ เรายังคงจํากัด เนื่องจากว่าระบบไฟฟ้าของประเทศไทยเรายังต้องมีความระมัดระวังอยู่หลายเรื่อง เราจึง ขอรับการส่งเสริมในระดับชุมชนก่อนนะครับ ที่อยู่ในหมู่บ้าน หรือว่าอําเภอ หรือว่าจังหวัด ขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) ภาพที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
หลักการและเหตุผลนะครับ หัวข้อของการปฏิรูปในวันนี้เราดําเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับแผนและนโยบายด้านพลังงาน ของรัฐบาล ซึ่งได้ประกาศอยู่ในรูปแบบของคําว่า แผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี (PDP) ฉบับปี ๒๕๕๘ และจะใช้ยาวนานไปอนาคตอีกถึง ปี ๒๕๗๙ ในแผนพีดีพี (PDP) ดังกล่าวนั้นเขากล่าวไว้ว่าประเทศไทยในปัจจุบันเรามีกําลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ ๓๗,๐๐๐ เมกะวัตต์และในอนาคตอีก ๒๐ – ๓๐ ปีข้างหน้าประเทศไทยเราจะมีโรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้น หรือว่าความต้องการโรงไฟฟ้าทั้งหมดในสิ้นปี ๒๕๗๙ นี้สูงเป็น ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ จาก ๓๗,๐๐๐ เมกะวัตต์จะไปถึง ๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์นั้นเป็นแผนสร้างโรงไฟฟ้าที่สอดคล้อง กับความต้องการการใช้กระแสไฟฟ้า สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ คือความต้องการใช้พลังงานควบคู่กันไป บางโรงไฟฟ้าที่เก่าจนหมดอายุก็จะต้องถูกปลดออกจากระบบ ตามแผนก็คือจะปลดออกไป ประมาณ ๒๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ กลายเป็นว่าเราจะต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ขึ้นมามากถึง ๕๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ ใน ๒๐ ปีข้างหน้านั้นถามว่า ๕๗,๐๐๐ กว่าเมกะวัตต์นั้นเราจะนํามาจากไหน ก็จะต้องใช้แหล่งพลังงานจากหลาย ๆ แหล่งด้วยกัน ซึ่งมีอยู่ในสไลด์ (Slide) หมายเลข ๓ ครับ
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๓ การวางแผนในการที่จะมีโรงไฟฟ้าในอนาคตนั้น กระทรวงพลังงานก็ได้วางแผนว่าจะต้องมีการผลิตไฟฟ้าขึ้นเองในประเทศด้วย แล้วก็ รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเสริมเข้ามาด้วย แล้วก็เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงก็จะกระจายปริมาณ ร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ของแหล่งพลังงานต่าง ๆ อย่างเช่นการซื้อไฟฟ้าที่เป็นพลังน้ํา ที่ผลิตจากพลังน้ําจากต่างประเทศนั้น ปัจจุบันมีอยู่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเพิ่มเป็นระดับ ๑๕ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินปัจจุบันไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ๒๐ – ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พลังงานหมุนเวียน ปัจจุบันอยู่ร้อยละประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ ๑๕ – ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แก๊สธรรมชาติก็จะลดจาก ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือ ๓๐ – ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แบบนี้เป็นต้น อย่างไรก็ตามในส่วนที่จะ มีความสําคัญหรือว่าเป็นหัวข้อหลักของการรายงานในวันนี้ ก็คือเรื่องแล้วเราจะนําพลังงาน ทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนมาจากที่ไหน จึงจะสามารถเป็นไปตามแผนดังกล่าวได้ และเนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจทุกวันนี้ก็โตขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งความยากลําบากในการ จัดหาแหล่งฟอสซิล (Fossil) ต่าง ๆ จากต่างประเทศก็มีความยากลําบากขึ้น ล่าสุดรัฐบาล ก็กําลังที่จะสั่งการไปให้กระทรวงพลังงานศึกษาดูว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อผลิต กระแสไฟฟ้าของประเทศไทยนั้นถ้าจะปรับขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของความต้องการ ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดจะมีความเป็นไปได้หรือไม่ ตรงนั้นก็คือเป็นสิ่งที่มีความท้าทาย เป็นอย่างยิ่งว่า แล้วเราจะหาแหล่งพลังงานทดแทนมาได้อย่างไร เราจะควบคุมอัตรา ค่าไฟฟ้าไม่ให้มันสูงแพงเกินความจําเป็นได้อย่างไร
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๔ ในการแจกแจงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนนั้น ณ ปัจจุบันรัฐบาลได้มีเป้าหมายไว้ว่าในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ก็จะมีการผลิตไฟฟ้าจาก ขยะ ๕๐๐ เมกะวัตต์ ขยะอุตสาหกรรม ๕๐ เมกะวัตต์ ชีวมวล ๕,๕๗๐ เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ ๖๐๐ เมกะวัตต์ พลังน้ําขนาดเล็ก ๓๐๐ เมกะวัตต์เศษ ก๊าซชีวภาพที่เป็นพืช พลังงานอีก ๖๘๐ เมกะวัตต์ พลังงานลมประมาณ ๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ ๖,๐๐๐ เมกะวัตต์ พลังน้ําขนาดใหญ่อีกประมาณ ๒,๙๐๐ เมกะวัตต์ สิ่งเหล่าก็คือ เป็นเป้าหมาย คําถามก็อยู่ตรงที่ว่าการที่เราจะสามารถมีพลังงานทดแทนต่าง ๆ เหล่านั้น มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความเจริญเติบโตเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้น เราจะ มีมาตรการในการส่งเสริมอย่างไร เพื่อกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของพี่น้องประชาชน ให้น้อยที่สุด นั่นคือโจทย์หัวข้อของการปฏิรูปในวันนี้
ขออนุญาตไปสไลด์ (Slide) หมายเลข ๕ หลักการและเหตุผลอีกข้อหนึ่ง เมื่อสักครู่ผมได้เรียนชี้แจงถึงความจําเป็นที่เราจะน้องมีพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมพลังงาน ดั้งเดิมแล้ว เราก็ต้องมาดูว่าแล้วเราจะบริหารกิจการไฟฟ้า รวมทั้งพลังงานทดแทนของ ประเทศไทยเราได้อย่างไร เราได้ไปศึกษาประวัติความเป็นมาของกิจการไฟฟ้าของประเทศไทย ก็พบว่าประเทศไทยเราเริ่มมีการนําไฟฟ้าเข้ามาใช้ คือเครื่องกําเนิดไฟฟ้ามาใช้ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ ๕ ในปี ๒๔๒๗ หลังจากนั้นในปี ๒๔๕๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ได้มีการจัดตั้ง การไฟฟ้าหลวงสามเสนขึ้นมา และในปี ๒๕๐๑ ก็มีการจัดตั้งการไฟฟ้านครหลวง ปี ๒๕๐๓ มีการจัดตั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปี ๒๕๑๑ มีการจัดตั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขึ้นมา เมื่อมีการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตครบแล้ว ต่อมาเราก็จะมาดูว่ากระแสไฟฟ้านั้นพี่น้องประชาชนเรารับซื้อมาจากใคร ในภาพสไลด์ (Slide) นี้ที่มีลูกศรชี้อยู่ล่างสุด ก็คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัด นนทบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จะต้องซื้อมาจากการไฟฟ้านครหลวงเท่านั้น ประชาชนที่อยู่ ในจังหวัดอื่น ๆ อีก ๗๓ จังหวัดนั้น ก็ต้องซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมาเท่านั้น
ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๖ เมื่อมี รัฐวิสาหกิจเกิดขึ้น มีการผลิตไฟฟ้าโดย กฟผ. เกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อมีความต้องการไฟฟ้า มากขึ้น เพื่อเป็นการลดภาระของรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย ในช่วงปี ๒๕๓๐ ก็ได้มีรัฐบาลในขณะนั้นก็ได้ออกเป็นนโยบายที่จะส่งเสริม ให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า นําไปสู่รายละเอียดของการออกระเบียบว่าด้วย เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระขนาดใหญ่ เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และเอกชนผู้ผลิตไฟฟ้า ขนาดเล็กมาก ซึ่งมีขนาดเมกะวัตต์ลดหลั่นกันมา นิยามของใหญ่มาก คือไอพีพี (IPP) นั้น ใหญ่กว่า ๑๐๐ เมกะวัตต์ ขนาดเล็กคือเอสพีพี (SPP) นั้นอยู่ในช่วง ๑๐ ถึง ๑๐๐ เมกะวัตต์ และขนาดเล็กมากหรือวีเอสพีพี (VSPP) นั้นก็คือเล็กกว่า ๑๐ เมกะวัตต์ลงมา อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเอกชนเข้ามาเสริมการไฟฟ้าฝ่ายผลิต มาช่วยกันผลิตไฟฟ้าแล้ว กระแสไฟฟ้าทั้งหมดนั้น ยังจะต้องขายผ่าน กฟผ. ขายผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงอยู่ดี เอกชน ประชาชนทั่วไป ก็ยังไม่สามารถที่จะมีอิสรเสรีในการที่จะเลือกซื้อไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ๆ ได้เลย
ลําดับถัดไป สไลด์ (Slide) หมายเลข ๗ ขออนุญาตกราบเรียนวัตถุประสงค์ ของรายงานเรื่องนี้
๑. เพื่อกําหนดให้การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนเป็นกิจการไฟฟ้าที่รัฐ จะต้องอํานวยความสะดวกให้เกิดขึ้น
๒. เพื่อให้เอกชนด้วยกันสามารถทําสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้อย่างถูกต้อง ภายใต้ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
๓. เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจําหน่าย คือ กฟภ. และ กฟน. สามารถเปิดโอกาส ให้เอกชนสามารถใช้โครงข่ายระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงและส่วนภูมิภาคให้เป็น ทางผ่านของกระแสไฟฟ้าได้ และให้มีมาตรการในการคิดค่าผ่านสายไฟดังกล่าว อย่างเป็นธรรม
๔. เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้พลังงานทดแทนในการผลิตไฟฟ้า อย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน
๕. เพื่อสร้างความมั่นคงของกิจการไฟฟ้าและให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม ไม่แพงเกินความจําเป็น
๖. ซึ่งมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งคือ เพื่อดําเนินการตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง โดยใช้แหล่งพลังงานทรัพยากรในชุมชนที่สามารถนําไปผลิต เป็นพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้
ขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ หมายเลข ๘ สภาพปัญหา และแนวทางแก้ไข ขออนุญาตกราบเรียนซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อ ๑ ปัจจุบันรูปแบบของกิจการ ไฟฟ้าของประเทศไทยเรานั้นเป็นระบบที่เรียกว่า ระบบผู้ซื้อรายเดียว กล่าวคือ กลุ่มรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้แก่ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. เป็นผู้รับซื้อ ไม่ว่าไฟฟ้าจะมาจากต่างประเทศหรือจาก เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใดก็ตาม และรัฐวิสาหกิจเหล่านั้นก็ขายไฟฟ้าต่อในราคาขายปลีก ลงมาสู่ประชาชนทั่วประเทศ ประชาชนยังไม่สามารถที่จะเลือกว่าถ้าตัวเองต้องการจะซื้อ ไฟฟ้าจากแหล่งอื่น ซึ่งบ้างก็อยากจะรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ บ้างอยากจะ รับซื้อไฟฟ้าจากลมหรือขยะอะไรก็ตาม ไม่มีสิทธิที่จะเลือกซื้อ
ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ภาพถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๙ ภาพนี้ เป็นแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงการไหลของกระแสไฟฟ้าในปัจจุบันค่อนข้างจะมีรายละเอียดมาก แต่ขอกราบเรียนว่าที่ผมวงกลมเป็นสี่เหลี่ยมแดง ๆ นั้นคือหมายความว่า รัฐวิสาหกิจ คือ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. รับซื้อไฟฟ้ามาจากทั้งต่างประเทศ เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่มาก ขนาดเล็ก ขนาดเล็กมาก แล้วก็ขายไฟฟ้าลงมาหาผู้บริโภคคือพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนนั้น ก็ยังไม่สามารถที่จะเลือกได้ว่าตัวเองอยากจะซื้อไฟฟ้าจากที่ใด ในราคาเท่าใด ในเวลาใด ยังไม่สามารถดําเนินการได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๐ สภาพปัญหาข้อที่ ๒ ปัญหาในการจํากัด ปริมาณไฟฟ้าที่เอกชนจะสามารถขายให้กับการไฟฟ้าในราคาพิเศษ เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้นค่อนข้างจะแพง แล้วก็แพงกว่าไฟฟ้าดั้งเดิม คือพวกฟอสซิล (Fossil) หรือถ่านหินหรือแก๊สธรรมชาติ ดังนั้นที่ผ่านมารัฐบาลจึงมีมาตรการ รับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษผ่านมาตรการที่เรียกว่าแอดเดอร์ (Adder) ก็ดี มาตรฐานฟีด อิน ทาริฟ (Feed in Tariff) ก็ดี อย่างเช่น ถ้ารับซื้อจากแสงอาทิตย์อาจจะราคา ๔ บาท ๕ บาท ๖ บาท เมื่อเทียบกับค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าอยู่ที่ ๓ บาทหรือ ๔ บาท เป็นต้น เมื่อกระทรวงพลังงานรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษจากพลังงานทดแทน เขาก็นําส่วนต่างตรงนั้น ไปคิดเป็นต้นทุนแล้วก็ไปเพิ่มอยู่ในบิล (Bill) ค่าไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศซึ่งก็ไปอยู่ใน ค่าเอฟที (FT) นั่นเอง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่มันจะแพงขึ้นที่มาอยู่ในบิลค่าไฟฟ้า ของประชาชน มีความจําเป็นที่รัฐก็จะต้องมีการจํากัดปริมาณรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษ ดังกล่าว นั่นคือปัญหาที่ผ่านมา ถ้าหากว่าเราปฏิรูปเรื่องกิจการไฟฟ้าเสรีเรื่องนี้ได้สําเร็จ ความจําเป็นที่รัฐจะต้องหาเงินมาสนับสนุนรับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษนั้นก็จะลดลงไปมาก เพราะเอกชนกับเอกชนเขาก็จะตกลงในการที่จะขายที่จะซื้อไฟฟ้ากันเองได้อย่างเสรี
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๑ ครับ สภาพปัญหาข้อ ๓ ปัญหาในการห้าม ไม่ให้มีกระแสไฟฟ้าไหลย้อนขึ้นสู่ระบบของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในกรณีที่ประชาชนเขาจะผลิตไฟฟ้าแล้วก็ใช้เองภายในครัวเรือนหรือภายในบ้านหรือภายใน โรงงานที่เรียกว่าเป็น เซลฟ์คอนซัมป์ชัน (Self Consumption) ตัวอย่าง ถ้ามีห้างสรรพสินค้า แห่งหนึ่งติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์อยู่บนหลังคา แล้วในช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์โดยโรงงาน อุตสาหกรรมมีช่วงวันหยุด ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนอาจจะเหลือเมื่อเทียบกับวันปกติ ที่ใช้ไฟฟ้ามาก ในวันหยุดที่ใช้ไฟฟ้าน้อย ไฟฟ้าส่วนเกินเหล่านั้นในสภาพปัจจุบันคือการไฟฟ้า ห้ามมิให้มีกระแสไฟฟ้าไหลย้อนขึ้นเสาไฟฟ้าเลย คือไม่ให้ยุ่งกับระบบสายไฟฟ้าของ การไฟฟ้าเขา และยังมีมาตรการสั่งให้หยุดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และยังมีมาตรการ สั่งให้ติดตั้งระบบรีเลย์ (Relay) หรือว่าเบรกเกอร์ (Breaker) ชัตดาวน์ (Shutdown) ระบบ พลังงานทดแทนเหล่านั้นด้วยซ้ําไป เหล่านี้จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนา พลังงานทดแทนอย่างชัดเจน ไม่ได้สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเลย อุตส่าห์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนแล้ว แค่มีไฟฟ้าเหลือจากการใช้ยังต้องถูกสั่งให้ ชัตดาวน์ (Shutdown) คือปิดระบบ หรือว่าสั่งให้มีรีเลย์ (Relay) มาสั่งทํางานคือปลดระบบออก เราต้องการที่จะปลดล็อกเหล่านี้ออกไปให้ได้นั่นก็คือเรื่องของการปฏิรูปในวันนี้ครับ
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๒ ครับ สภาพปัญหาอีกข้อหนึ่งก็คือว่าในปัจจุบัน ยังห้ามมิให้เอกชนรายหนึ่งผลิตขายให้กับเอกชนด้วยกัน คือเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ยังไม่สามารถที่จะรับซื้อไฟฟ้าได้อย่างอิสรเสรี ยังไม่มีระเบียบรองรับที่จะทําให้เอกชนมีความ มั่นใจว่าตัวเองสามารถดําเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือตามระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นะครับ ตามสไลด์ (Slide) ที่เห็นอยู่นี้ บ้านหลังหนึ่งอาจจะติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือมีกังหันลมหรือมีโซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) อยู่ ในชุมชนในหมู่บ้านเขาบอกเขาอยากจะ ซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในชุมชนตนเอง ก็ยังไม่สามารถทําได้ เพราะยังติดขัดระเบียบ ต่าง ๆ อยู่นะครับ เราก็ต้องการที่จะปลดล็อกให้เอกชนกับเอกชนเขาสามารถที่จะเลือก เจรจากันเองได้ บางชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทนั้นการไฟฟ้าปักเสาพาดสายขยายเขต ไปไม่ถึง หรือว่าไฟฟ้าตก ๆ ดับ ๆ ไปไม่พอ ก็เกิดปัญหาในชุมชนขึ้นมา แต่ว่าถ้าเอกชนเขา สามารถไปตั้งโรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว ขนาดเล็กมาก จะผลิตด้วยขยะ ผลิตด้วยชีวมวล ลมอะไร ก็แล้วแต่ ก็จะช่วยทําให้หมู่บ้านและชุมชนนั้นมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง และยังลดภาระ ที่การไฟฟ้าไม่ต้องไปขยายเขตอะไรให้วุ่นวายมากมายด้วยซ้ําไป
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๓ สภาพปัญหาข้อ ๕ ว่าการใช้แหล่งพลังงาน ทรัพยากรของชุมชนในปัจจุบันนี้ยังไม่คุ้มค่า ถ้าเราสังเกตดูให้ดีในแต่ละปี ในแต่ละช่วงเวลา กระทรวงพลังงานก็จะมีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลบ้าง ขยะบ้าง แสงอาทิตย์บ้าง ลมบ้าง แล้วก็ปิด ๆ บางช่วงก็ไม่รับซื้อ ก็เกิดปัญหาว่าแหล่งพลังงานทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นแหล่งของพลังงานทดแทนนั้นมีอยู่เหลือเฟือในประเทศไทย แต่ว่ายังไม่สามารถนําไปใช้ ได้อย่างคุ้มค่า แสงอาทิตย์มีทุกพื้นที่ ลมก็มีทุกพื้นที่ ขยะก็มีมากจนล้นเมือง ชีวมวลซึ่งเป็น วัสดุเหลือใช้จากเกษตรก็มีมาก บางครั้งต้องมีการเผาทิ้ง แม้แต่ก๊าซชีวภาพที่ผู้ประกอบการ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ บางทีก็มีมูลของสัตว์เหล่านั้นแล้วก็สามารถหมักให้เกิดก๊าซชีวภาพได้ แต่ไม่สามารถที่จะนําก๊าซชีวภาพนั้นไปผลิตไฟฟ้า ก็ต้องปล่อยก๊าซชีวภาพเหล่านั้นทิ้งหรือไม่ ก็เผาทิ้งไปเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการของเรา จึงคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราจะต้องปฏิรูปกิจการไฟฟ้าของเราให้สอดคล้องกับ ความต้องการสอดคล้องกับความพร้อมเทคโนโลยีและวัตถุดิบในปัจจุบันที่อยู่ในประเทศไทย เหลือเฟือ แต่การที่จะเปิดอิสรเสรีทันทีทันใดนั้นก็คงเป็นเรื่องยาก เราจึงจํากัดอยู่ว่าให้เสรี เฉพาะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน แล้วเรายังจํากัดว่าอย่าข้ามจังหวัด อย่าเพิ่งข้ามภูมิภาค ก็โดยใช้คําว่า ในชุมชน เพื่อให้การไฟฟ้าหรือว่าเอกชนด้วยกันสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี ต่าง ๆ ไปด้วยกัน รวมทั้งการนําเอาระบบสมาร์ตกริด (Smart Grid) ปิดเข้ามาใช้ เพื่อที่จะ สามารถสอดส่อง ตรวจเช็ก (Check) กํากับดูว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลจากแหล่งพลังงาน ทดแทนไปยังชุมชนนั้นไม่กระทบต่อความมั่นคงหรือเสถียรภาพของระบบการไฟฟ้าเดิม
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๔ เพื่อให้เกิดความรอบคอบของการเสนอเรื่อง เราจึงได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาเพื่อให้ข้อคิดเห็น ๑๐ กว่าหน่วยงานครับ ไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาพลังงานทดแทน สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน สํานักงานคณะกรรมการ กํากับกิจการพลังงาน การไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่ง แม้แต่กระทั่งกรมทางหลวง หลายท่านอาจจะ สงสัยว่าทําไมข้อ ๗ จึงมีคําว่า กรมทางหลวง ข้อ ๘ ทําไมมีคําว่า กรมทางหลวงชนบท เนื่องจากว่าถ้าเอกชนจะผลิตไฟฟ้าจากโรงงานแห่งหนึ่งไปยังผู้ซื้อไฟฟ้าอาจจะห่างกันไป ๕ กิโลเมตร ๑๐ กิโลเมตร ๑๕ กิโลเมตร บางครั้งอาจจะต้องขอไหล่ทาง หรือว่าเขตของ กรมทางหลวงชนบท หรือว่ากรมทางหลวงในการที่จะเพิ่มในการปักเสาขยายเขตจะสามารถ เป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งเราก็ได้คําตอบมาว่าเป็นไปได้ ตรงนี้ก็จะทําให้สามารถสร้างโครงข่าย ขึ้นมาเพิ่มลดภาระของการไฟฟ้าลงได้ แล้วก็ได้เชิญผู้ประกอบการเอกชนมาให้ข้อคิดเห็น ต่างก็ล้วนให้ข้อคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่าเห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสํานักงานนโยบาย และแผนพลังงานก็ดี สํานักงานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานก็ดีเขายังบอกว่าเขา กําลังทํามาตรการที่เรียกว่าเทิร์ด ปาร์ตี้ แอ็กเซส (Third Party Access) เทิร์ด (Third) แปลว่าลําดับที่ ๓ ปาร์ตี้ (Party) ก็คือบุคคลที่แอ็กเซส (Access) คือการสามารถเข้าใช้ นั่นคือ หมายความว่าทุกวันนี้สายไฟฟ้าที่อยู่ตามริมถนนที่เราบอกว่าเป็นของการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นทางหน่วยงานในกระทรวงพลังงานเองเขาบอก เขาจะต้องปลดล็อก ตรงนั้นเพื่อให้เอกชนสามารถขอใช้สายไฟฟ้าที่มีเหลือเฟืออยู่ตามท้องถนน ให้เอกชนสามารถ ขอใช้เป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้า แล้วก็ให้มีมาตรการในการคิดค่าผ่านสายไฟฟ้า โรงงานผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลอาจจะปล่อยไฟฟ้า ๑ เมกะวัตต์ขึ้นเสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าไป การไฟฟ้าเขาก็จะคิด ถ้าอย่างนั้นจะคิดค่าไฟฟ้า ค่าผ่านสายไฟฟ้าหน่วยละกี่บาทก็เป็น ค่าธรรมเนียมที่จะต้องคิดไป แล้วก็ผู้ซื้อที่อยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งหรือตําบลหนึ่งก็จะสามารถ รับซื้อไฟฟ้านั้นลงไปได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๕ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วข้อเสนอในการปฏิรูป ก็คือ ข้อ ๑ ให้มีการกําหนดรูปแบบที่เหมาะสมของกิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทน เนื่องจากว่ายังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย แล้วก็ตามที่ผมเรียนแล้วว่าประเทศไทยเรามี การไฟฟ้าทั้ง ๓ แห่งมามีอายุยาวนานร่วม ๑๐๐ ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ วันนี้ นะครับก็ถือว่าน่าจะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปกิจการไฟฟ้าอย่างแท้จริงก็คือการเปิดเสรี การเปิด เสรีนี้ขอกราบเรียนอีกนิดหนึ่งนะครับว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแปรรูป ไม่ได้พูดถึงเรื่องการ จะแปรรูปการไฟฟ้าหรือว่าแปรรูปสายส่ง สายจําหน่ายว่าจะไปเป็นของใครเหมือนเดิมครับ ยังเป็นของรัฐวิสาหกิจ แต่ขอให้เอกชนได้มีสิทธิในการใช้เป็นทางผ่านของกระแสไฟฟ้า
ข้อ ๒ ข้อเสนอในการปฏิรูป ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ภาพถัดไปครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๖ ภาพตรงนี้ถ้าหากว่าการปฏิรูปเราเกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่า เอกชนผู้ใช้ไฟฟ้าซึ่งอยู่ในระดับต่ําสุดของภาพนี้คือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า แม้ว่าจะเป็นชุมชน กลุ่ม ๑ หรือว่าชุมชนกลุ่ม ๒ ก็ตาม เขาจะสามารถเลือกที่จะซื้อจากการไฟฟ้าแบบเดิมหรือว่า เลือกเป็นเส้นประตัวใหม่ก็ได้ เส้นประสีแดงที่เขียนอยู่บนภาพสไลด์ (Slide) นี้ประชาชนผู้ใช้ ไฟฟ้าสามารถที่จะซื้อตรงจากเอกชนด้วยกันได้นะครับ หรือแม้แต่กระทั่งกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า กลุ่ม ๑ หรือกลุ่ม ๒ มองหน้ามองหลังกัน ตกลงในเงื่อนไขกันได้ เอกชนกับเอกชน ชุมชนกับ ชุมชน ก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าด้วยกันได้ นี่ล่ะครับคือการปฏิรูปให้เกิด อิสรเสรีขึ้นมา
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๗ นี้เป็นการอธิบายซ้ําอีกครั้งหนึ่งว่า เอกชน ผู้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งอยู่ด้านซ้ายสุดของแผนภาพ ก็จะส่งกระแสไฟฟ้า เขาสามารถที่จะเลือก เส้นทางในการส่งกระแสไฟฟ้าไปยังปลายทางได้ ถ้าจะเป็นเส้นประข้างบนนั้นก็คือขอยืม หรือว่าจ่ายค่าผ่านสายไฟฟ้าให้กับโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐวิสาหกิจคือการไฟฟ้าต่าง ๆ หรือใช้ เส้นประข้างล่าง ก็คือเอกชนก็ขออนุญาตไปปักเสาขยายเขตอยู่ริมถนน ไม่ว่าจะเป็น ในชนบทหรือว่าอยู่ในหมู่บ้าน หรือว่าเข้าไปในหมู่บ้านจัดสรร เข้าไปในชุมชน เพราะฉะนั้น โครงข่ายนั้นถ้าเป็นของรัฐวิสาหกิจก็ขอใช้เป็นทางผ่าน หรือว่าปักเสาขยายเขตออกมาใหม่ ก็ได้ และที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งนะครับก็คือว่าไหน ๆ จะปฏิรูปกิจการไฟฟ้าเสรีแล้วก็ควร จะต้องมีมาตรการส่งเสริมการใช้ระบบเก็บสะสมพลังงานไฟฟ้าด้วย ที่เรียกว่าระบบ เอเนอร์จี สตอเรจ (Energy Storage) กระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนนั้น ทุกวันนี้ผลิตเสร็จ ก็ต้องส่งออกไปยังปลายทางทันที ที่ผ่านมาต้นทุนในการเก็บลงแบตเตอรี่ หรือว่าเก็บด้วย เทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นยังแพงอยู่ แต่ปัจจุบันราคาต้นทุนก็ค่อนข้างลดลงไปแล้ว ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยเราก็ยังไม่มีระเบียบใด ๆ มารองรับ อยู่ดี ๆ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน คอยเก็บใส่แบตเตอรี่ไว้ชั่วคราวแล้วก็จะปล่อยขึ้นเสาไฟฟ้า ทุกวันนี้ยังทําไม่ได้ครับ แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นด้านผู้ผลิต หรือว่าเป็นด้านผู้ซื้อ น่าจะมีสิทธิเสรีภาพในการเก็บสะสมพลังงานเอาไว้ใช้ในช่วงเวลา ในยามที่มีความจําเป็น เป็นต้น
จะสุดท้ายแล้วครับ สไลด์ (Slide) หมายเลข ๑๙ ข้อ ๒ ขอเสนอให้ กกพ. กกพ. นี้ก็คือคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นมาภายใต้ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ ถ้าการสื่อสารแล้วก็หลาย ๆ ท่าน ก็คงจะรู้จักคําว่า กสทช. ถ้าเลือกตั้งท่านก็คงจะรู้จักคําว่า กกต. แต่พลังงานเรามี กกพ. กํากับกิจการพลังงาน เขามีอํานาจหน้าที่อยู่แล้ว เรื่องที่ผมกราบเรียนมาทั้งหมดนั้นเท่าที่ เราศึกษามาในประเด็นของการเปิดเสรีก็ดี การขออนุญาตใช้โครงข่ายไฟฟ้าก็ดี หรือสร้าง โครงข่ายไฟฟ้าขึ้นมาใหม่ก็ดีนั้น คงไม่ต้องถึงกับต้องไปออกกฎหมายใหม่หรือว่าแก้ไข กฎหมายใด พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ยังเอาอยู่ ณ วันนี้เท่าที่เราศึกษา อยู่ในอนาคตอาจจะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับอื่นหรือไม่นั้นก็คงเป็นเรื่องของอนาคต เราจะเสนอให้ กกพ. ออกระเบียบออกมา คือถ้ามีระเบียบก็จะทําให้เกิดความมั่นใจกับ ผู้ลงทุน ความมั่นใจจากผู้ซื้อ ความมั่นใจจากแหล่งสถาบันการเงินที่จะมาปล่อยเงินกู้ สร้างความมั่นใจให้กับชุมชนว่าถ้าเขาคุยแล้วเขาจะได้ไฟฟ้าออกมาแน่ ข้อ ๑ ให้กําหนด ประเภทแหล่งพลังงานทดแทน ข้อ ๒ ให้กําหนดรูปแบบวิธีการจัดส่งพลังงานไฟฟ้า ซึ่งอาจ ใช้โครงข่ายของการไฟฟ้าเดิม หรือเปิดโอกาสให้เอกชนสร้างโครงข่าย คือปักเสาพาดสายไฟฟ้า ขึ้นมาใหม่ก็ได้ ข้อ ๓ สําคัญมากครับ เร่งรัดให้มีการออกข้อกําหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ คือจากผู้ผลิตไฟฟ้าจะเชื่อมขึ้นเสาไฟฟ้าต้องมีข้อกําหนดมารองรับในการให้บริการ ในการ ใช้บริการและการปฏิบัติให้สามารถทําได้โดยเร็ว รวมถึงการกําหนดอัตราค่าบริการในการใช้ หรือเชื่อมต่อที่เหมาะสมและเป็นธรรม ตามที่กราบเรียนแล้วว่าอยู่ดี ๆ ใครจะเอาพลังงาน ทดแทนปล่อยให้ไหลขึ้นเสาไฟฟ้า ไม่ได้ การไฟฟ้าก็งง ๆ เขาก็รับไม่ได้ แล้วถ้าจะคิดเป็น ค่าผ่านสายไฟฟ้าเขาก็ไม่มีอัตรา ไม่รู้จะคิดกี่บาท กี่สตางค์ ตรงนี้ล่ะครับถึงเวลาแล้วที่จะต้อง มีการกําหนดกัน
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๒๐ ข้อ ๕ กําหนดรูปแบบมาตรฐานของโครงข่าย ไฟฟ้าที่สอดคล้องตามมาตรฐานต่าง ๆ ข้อ ๖ ให้มีการส่งเสริมให้มีการเก็บสะสมพลังงาน ที่ผลิตจากพลังงานทดแทน ข้อ ๗ ในการขายไฟฟ้าก็ดี ซื้อไฟฟ้าในโครงการนี้ต้องไม่เป็นภาระ ค่าไฟฟ้าของประชาชน ลดภาระสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ให้เป็นภาระต่อ การลงทุนของการไฟฟ้า ข้อ ๘ กําหนดขั้นตอนและระยะเวลาของการยื่นเอกสารที่เหมาะสม ข้อ ๙ กําหนดให้มีกลไกที่มีหน่วยงานที่จะสามารถให้คําปรึกษาในการดําเนินการและบริหาร โครงการกิจการไฟฟ้าเสรีได้
สไลด์ (Slide) หมายเลข ๒๑ อย่างไรก็ตามเนื่องจากเมื่อพูดถึงเรื่องพลังงาน ทดแทนก็จะมีบางคนตกใจว่าเดี๋ยวพลังงานทดแทนจะเข้ามาใช้มากกันเกินไปจะทําให้มี ปัญหาเรื่องเสถียรภาพ เราจึงกําหนดให้การส่งเสริมเป็น ๒ ระยะ ระยะที่ ๑ เอาขนาดจิ๋ว ก่อนนะครับ คือพลังงานทดแทนที่มีขนาดเล็กมาก และเมื่อประสบความสําเร็จก็ไปขยาย เป็นขนาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วก็ยังคงจํากัดอยู่ในระดับชุมชนครับ
ผมคงขออนุญาตจบการบรรยายชี้แจงแต่เพียงเท่านี้ และขอเรียนว่า ถ้ากิจการไฟฟ้าเสรีที่ใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชนนี้เกิดขึ้นได้ก็จะทําให้ประเทศไทย เรามีพลังงานที่มั่นคง และที่สําคัญจะทําให้ประกาศต่อชาวโลกด้วยว่าประเทศไทยเรานี้ มีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างสง่าและมีความภาคภูมิใจครับขอบพระคุณครับ