สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๗๕ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๐๐ ท่าน ครบองค์ ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระ จำนวน ๓ เรื่อง คือ

เรื่องแรก รับทราบแถลงผลงานครบรอบ ๑ ปี เมื่อวันพุธที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๙ ด้วยผมได้มอบให้เจ้าหน้าที่แจกให้สมาชิก สปท. ประจำที่นั่งแล้ว สำหรับหนังสือผลงานคาดว่า จะดำเนินการพิมพ์แล้วเสร็จและพร้อมแจกสมาชิกทุกท่านประมาณวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๙ อนึ่งภายหลังการแถลงข่าว ปรากฏว่าสื่อได้นำเสนอข่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในประเด็น ว่าในรอบ ๒ ปีกว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ผลักดันกฎหมายจำนวน ๑๘๓ ฉบับนั้นเป็นผลงานของ สปท. ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง ทั้ง ๆ ที่ในวันแถลงผลงาน ผมได้มีเอกสารแจกผู้สื่อข่าวไปพร้อมนี้แล้ว ซึ่งต่อมาสำนักประชาสัมพันธ์ได้มีหนังสือไปยังสื่อทุกแขนงเพื่อขอให้แก้ไขแล้ว จึงขอแจ้ง ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๒ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยในคราวประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๔๖ วันพฤหัสบดีที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้มีมติให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งสมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการและกรรมาธิการดังกล่าว และครั้งที่ ๔๗ วันพฤหัสบดีที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้มีมติให้นำสรุปผลการประชุมของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ได้วางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงเรียนให้ที่ประชุมให้ทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๓ ขอเรียนเชิญสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าร่วม กิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพพลานามัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติตามนโยบาย ของรัฐบาล ด้วยคณะกรรมการส่งเสริมกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพพลานามัยที่ดี สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้กำหนดจัดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพพลานามัย สภานิติบัญญัติแห่งชาติตามนโยบายรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมทั้งสร้างเสริม ให้บุคลากรมีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ และห่างไกลโรคภัยต่าง ๆ จึงขอเรียนเชิญ สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวในวันพุธที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๙ ระหว่างเวลา ๑๕.๑๕- ๑๖.๐๕ นาฬิกา ณ ลานจอดรถบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ๒ โดยขอให้สมาชิกกรอกแบบตอบรับ เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับ แล้วก็ส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ภายในวันนี้ ณ บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภา จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส จำนวน ๓ เรื่อง คือ

๑. การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติจำนวน ๒ ฉบับ ได้แก่

(๑) ร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ....

(๒) ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

๒. การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ

๓. การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส

ผมได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส โดยมีอำนาจหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์จัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะ เพื่อการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสให้สัมฤทธิผล เมื่อคณะกรรมการได้ศึกษาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้วจึงได้จัดทำ รายงานจำนวน ๓ เรื่อง ตามที่เรียนให้ทราบเมื่อกี้นะครับ แล้วก็ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในคราวประชุม ครั้งที่ ๔๗ วันพฤหัสบดีที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๙ และที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้นำรายงานดังกล่าวเสนอ ต่อที่ประชุมสภา ผมจึงได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาในวันนี้ ทั้ง ๓ เรื่อง เนื่องจากคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้เสนอรายงาน จำนวน ๓ เรื่อง และร่างพระราชบัญญัติที่ให้ที่ประชุมสภาพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องลักษณะทำนองเดียวกัน ดังนั้นเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาผมจะให้ ประธานกรรมการแถลงรายงานทั้ง ๓ เรื่อง และร่างพระราชบัญญัติไปในคราวเดียวกัน และให้สมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานทั้ง ๓ เรื่อง และร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวรวมกัน จากนั้นจะเป็นการลงมติให้ความเห็นชอบกับรายงานทีละเรื่องตามลำดับนะครับ

ขอเรียนเชิญคณะกรรมการเข้าประจำที่

(คณะกรรมการเข้าประจำที่)
นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ตามที่ท่านประธานได้กล่าวว่าคณะกรรมาธิการได้เสนอเรื่องให้พิจารณา ๓ เรื่อง และท่านประธานได้สั่งบรรจุเป็นเรื่องเดียวกัน และให้คณะกรรมาธิการได้นำเสนอพร้อมกัน ๓ เรื่อง กระผมก็อยากจะนำเรียนหารือว่าเรื่องแต่ละเรื่อง ผมอ่านดูแล้วมันก็มีลักษณะ เหมือนกันบ้างแล้วก็ไม่เหมือนกันบ้าง แต่ถ้าท่านให้สมาชิกอภิปรายรวมกัน สมาชิกก็จะ อภิปรายได้คนละ ๑๐ นาทีเท่านั้น ทั้งที่จะต้องแบ่งเป็นเรื่องทั้ง ๓ เรื่องก็เลยต้องหารือว่า จริง ๆ น่าจะแบ่งให้อภิปรายเรื่องละ ๑๐ นาทีของแต่ละสมาชิก เพราะเนื้อหามันก็ไม่เหมือนกัน ก็ขอกราบเรียนหารือครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรื่องเวลาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับ ก็สามารถอนุโลมให้ได้ตามที่ท่านคุรุจิตกรุณา แนะนำมา ด้วยประธานกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ และคณะ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต จึงขอเชิญ ผู้มีรายชื่อดังกล่าวและคณะเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย สำหรับผู้ร่วมชี้แจงก็ได้แก่ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ได้แก่ ๑. ท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการและเลขานุการ ในฐานะประธานอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ท่านเป็นนายกสมาคม คนตาบอดแห่งประเทศไทย ปัจจุบันท่านก็เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อีกท่านหนึ่ง คือท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการ ท่านเป็นอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ก็คือท่านวิเชียร ชวลิต กรรมการ ในฐานะประธานอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ท่านเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต่อไปเป็นคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ก็คือท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมการในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขและเป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ นอกจากนั้นแล้วบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งก็คือ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ท่านเป็นประธานกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ท่านเป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ท่านเป็นประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญ ประธานกรรมการ ท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมการ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ด้านการศึกษาได้กราบเรียน ที่ประชุมนี้ได้นำเสนอแผนไปแล้วทั้งหมด ๑๐ แผน ครั้งนี้เป็นการศึกษาซึ่งท่านประธาน ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการขึ้นใหม่เป็นความร่วมมือระหว่าง ๔ คณะกรรมาธิการ มีคณะกรรมาธิการศึกษา คณะกรรมาธิการสังคม คณะกรรมาธิการสาธารณสุข และคณะกรรมาธิการท้องถิ่นได้ร่วมกันทำแผนปฏิรูปด้านการศึกษาสำหรับคนพิการ สำหรับ ผู้สูงอายุและสำหรับผู้ด้อยโอกาส ๓ แผน เพื่อจะนำเสนอที่ประชุมได้กรุณาพิจารณา

สำหรับแผนแรกนั้นคือการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่จริงทั้ง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบเนื่องกันและกัน ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ว่า สังคมไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุ กำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุที่สมบูรณ์ภายใน ๕ ปีเศษ ๆ ที่จะถึงนี้ แปลง่าย ๆ ว่าเราจะมีผู้สูงอายุประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขกลม ๆ คือ ประมาณ ๑๐ ล้านคน แล้วด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้เราอายุยืน ในขณะเดียวกัน แนวโน้มเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จะถึง ๒๐ ล้านคนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกันคนทำงานหรือวัยทำงานนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากคนไทยเกิดน้อยลง ปกติปีละ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคนก็มีแนวโน้มจะเกิดลดลงเหลือ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าคน คนที่เข้าสู่ วัยแรงงานมีแนวโน้มลดลง ในขณะเดียวกันสภาวะเศรษฐกิจของโลก เทคโนโลยีใหม่ของโลก ซึ่งกำลังจะอุบัติขึ้นนั้นจะทำให้คนที่อยู่ในระบบวัยแรงงานประมาณ ๓.๘ ล้านคนจะตกงานกัน เป็นจำนวนมากซึ่งเพื่อนสมาชิกคงเห็นข้อมูลอยู่บ้างแล้ว บางบริษัทใหญ่ ๆ ปลดคนงานออกที เป็นพันคน และคนเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เพื่อจะประกอบอาชีพใหม่ อัตราการแบกภาระสำหรับคนที่อยู่ในวัยทำงานที่ต้องรับภาระต่อผู้สูงอายุนั้นก็นับวัน จะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นทั้งผู้สูงอายุซึ่งแนวโน้มถ้าไม่ได้รับการศึกษา ไม่ได้รับภาระ หันกลับมาทำงานสมองก็จะเสื่อมลง ร่างกายก็จะเสื่อมลง จิตใจก็จะเสื่อมลง และสุดท้าย ก็จะกลายเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุที่กลายเป็นผู้พิการแล้วขณะนี้มีถึง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ได้รับการศึกษาอย่างดีที่จะดูแล ผู้สูงอายุนี้ ก็จะกลายเป็นผู้ที่เพิ่มภาระของคนพิการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันผู้ด้อยโอกาส ในสังคมซึ่งมีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง รุนแรงมากถึงขั้นรัฐบาลนี้ประกาศว่าจะต้อง แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคมให้ได้นั่นก็แปลว่าผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ในสังคมเรานั้นมีมาก ทั้ง ๓ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานก็ได้กรุณาตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง ๔ คณะกรรมาธิการมาร่วมกันทำงานซึ่งจะกราบเรียนขอความเห็นชอบและขอความเห็นเพิ่มเติม จากเพื่อนสมาชิกทุกท่านตามลำดับดังต่อไปนี้ครับ

เรื่องแรกผมคิดว่าการศึกษาสำหรับผู้พิการซึ่งท่านอาจารย์ต่อพงศ์ เสลานนท์ ท่านทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการและท่านก็ได้กรุณาทำหน้าที่เป็น ประธานอนุกรรมการทำการศึกษา แล้วก็สำเร็จเรียบร้อยแล้วเพื่อจะนำเสนอให้ที่ประชุม ได้กรุณาช่วยกันพิจารณาในชั้นต้น ผมขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านอาจารย์ต่อพงศ์ เสลานนท์ ได้นำเสนอรายงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการต่อไป ขออนุญาตครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๕๙ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จะขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยผมจะขออนุญาตแบ่งเนื้อหาเป็น ๓ ส่วน

ในส่วนที่ ๑ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการแล้วก็สภาพปัญหาซึ่งผมจะขอ อนุญาตนำเสนอเอง และ

ในส่วนที่ ๒ ซึ่งจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอการปฏิรูปแผนระยะเวลา ต่าง ๆ จะขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ สปท. ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ได้ช่วยนำเสนอ

ในส่วนสุดท้ายที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ในเรื่องนี้จะขออนุญาตให้ท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ได้เป็นผู้นำเสนอ

ต้องกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกว่าเป็นผู้ที่รู้กันว่าการศึกษา เป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ทุกคน เพราะการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ สามารถที่จะยกระดับชีวิตตัวเองเรียนรู้แล้วก็อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาส่วนหนึ่งก็คือทำอย่างไรให้การศึกษามีความเท่าเทียม เสมอภาค แล้วก็ในขณะเดียวกันก็มีคุณภาพที่กระจายอย่างเท่าเทียมกันด้วย ผมคิดว่าอันนี้ เป็นอุดมการณ์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาก็คงจะคาดหมาย ให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งในส่วนการศึกษาของคนพิการ ต้องเรียนว่าก็เป็นการศึกษาของคน ที่ต้องการที่จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน โดยหลักการสำคัญ ในการที่เสนอรายงานฉบับนี้ก็จะประกอบด้วยกันอยู่หลายส่วนนะครับ

ในส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นหลักการที่อ้างอิงจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงประชามติไป เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมที่ผ่านมา ในมาตรา ๔ เรื่องเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาตรา ๒๗ ว่าด้วยการห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม แล้วก็มาตรา ๕๔ ที่ว่าด้วย การจัดการศึกษา ๑๒ ปี แล้วก็พูดถึงคุณภาพและการกระจายการจัดการศึกษาให้อย่างเท่าเทียม ทุกกลุ่มคนให้กับประชาชนทุกคน นอกนั้นก็จะเป็นหลักการที่มาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ คนพิการ ซึ่งประเทศไทยของเราได้ให้สัตยาบรรณกับอนุสัญญาฉบับนี้แล้วนะครับ แล้วก็ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เรื่องการศึกษาก็ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำคัญที่รัฐภาคี ของอนุสัญญาจำเป็นต้องดำเนินการให้เกิดการจัดการศึกษาให้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และมีคุณภาพนะครับ นอกเหนือจากนี้ก็ยังพูดถึงหลักการในเรื่องของเป็นความร่วมมือในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก เรียกว่าเป็นอินชอนสทราทีจี (Incheon strategy) หรือยุทธศาสตร์อินชอน ซึ่งเป็นการบูรณาการ การทำงานด้านคนพิการในแต่ละประเทศที่อยู่ในกลุ่มภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งแน่นอน เรื่องการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน

อีกส่วนหนึ่งถ้าพวกเราย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนมันจะมีหลักการการพัฒนา ของโลก เป้าหมายของการพัฒนาของโลกที่เรียกว่าเอ็มดีจี (MDGs) มิลเลนเนียม ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Millennium Development Goals) ซึ่งก็สิ้นสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๘ แล้วก็ เปลี่ยนมาเป็นซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือเป้าหมายที่ ๔ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ก็ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาของประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม ซึ่งแนวทางที่เอสดีจี (SDGs) ได้ให้ไว้ก็จะเรียกว่าเป็นการศึกษาแบบอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) หรือการศึกษาที่เป็นการเรียนรวม หรือทำให้นักเรียนหรือว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของ การจัดการศึกษา นอกนั้นก็เป็นในส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ ซึ่งก็มีการกำหนดแนวทางการยกระดับคุณภาพในการจัดการศึกษา ทั้งเกี่ยวข้องกับการบริหาร การจัดการต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาที่สูงขึ้น

ส่วนต่อมาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคลังเพื่อการศึกษาซึ่งก็มุ่งเน้นที่จะให้งบประมาณ มุ่งตรงไปสู่ผู้เรียนเพื่อที่จะทำให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเรียนที่ไหนก็สามารถที่จะมีงบประมาณ ที่จะไปปรับตัวให้เขามีการศึกษาที่ดีที่มีคุณภาพได้ตามสภาวะความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่นะครับ

ต่อมาก็คือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ของสังคมไทยเราของประเทศเรา ในเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรหรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา ที่ต้องพูดถึงตัวคุณภาพ แล้วก็ความสามารถในการที่จะเข้าไปฝึกทักษะหรือว่าปลูกฝังสิ่งที่ดี ให้กับเด็กนักเรียน แล้วก็พูดถึงการปฏิรูประบบการเรียนรู้ซึ่งก็มิใช่การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น หรือการศึกษาที่เกิดขึ้นเฉพาะในชั้นเรียนนะครับ

ส่วนต่อมาก็เป็นเรื่องการร่างแผนยุทธศาสตร์ของชาติซึ่งก็มุ่งเน้นในเรื่องเกี่ยวกับ การวางแผนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติในระยะยาว ซึ่งก็มีทั้งยุทธศาสตร์ที่ ๓ และที่ ๔ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

และท้ายสุดในส่วนของหลักการที่ได้หยิบยกมาเป็นสิ่งอ้างอิงแล้วก็ เป็นแนวคิดหลักในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งผมขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงพระราชทานไว้กับมูลนิธิ อนุเคราะห์คนพิการในการเปิดโรงเรียนศรีสังวาลย์ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๗ ใจความสำคัญ ก็คือไม่มีใครอยากพิการ แต่เมื่อมีความพิการหรือมีการพิการขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องที่หนัก ต่อครอบครัวต่อชุมชน เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนพิการที่ถูกต้องที่ถูกวิธีก็คือจะทำอย่างไร หรือพัฒนาอย่างไรให้เขาสามารถที่จะพึ่งพาตัวเองหรือช่วยเหลือตัวเองได้ให้มีเศรษฐกิจ ของตัวเองแล้วก็ไม่เป็นภาระของสังคม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือที่มาที่ไปและแนวคิดที่จะเป็น ตัวชี้นำในการเสนอการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการในครั้งนี้นะครับ

ต่อมาจะขออนุญาตนำเรียนว่ากลุ่มเป้าหมายในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูป การศึกษาสำหรับคนพิการ ในการจัดการศึกษาคนพิการจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นตัวเป้าหมายเป็นคนพิการอยู่ ๙ ประเภท บางท่านอาจจะบอกว่าใน พ.ร.บ. เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แบ่งคนพิการไว้ ๗ ประเภท แต่ว่าในด้านการศึกษาแบ่งความพิการไว้ที่ ๙ ประเภท

(๑) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ในคำสามัญทั่วไป ก็คือเป็นคนตาบอดคือไม่สามารถใช้สายตาในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้

(๒) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือว่าคนหูหนวก

(๓) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

(๔) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

(๕) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

(๖) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

(๗) บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์

(๘) บุคคลออทิสติก

๙) บุคคลพิการซ้อน

ซึ่งต้องเรียนว่าในบรรดาคนพิการ ๙ ประเภท จำนวนคนพิการในปัจจุบันมีถึง ๔๔๘,๙๗๖ คน ใน ๙ ประเภทความพิการ ประเภทที่เยอะที่สุดก็คือประเภทบกพร่อง ในการเรียนรู้มีถึงประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ คน สิ่งที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คืออะไรครับ ในตัวเลข จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่จะอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเมื่อไปดูตัวเลขของการศึกษาของเด็กพิการที่อยู่ในระบบการศึกษาที่ระดับสูงขึ้นไป จากขั้นพื้นฐาน ในระดับอุดมศึกษาจะพบว่ามีตัวเลขเด็กพิการที่อยู่ในระดับอุดมศึกษา เพียงแค่ ๒,๙๐๐ คนเศษ ๆ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดนะครับ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่าปัญหาในการจัดการศึกษาหรือระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะพัฒนาเขาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขึ้นไปทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา แล้วก็มุ่งไปสู่อุดมศึกษา เพราะฉะนั้นแล้วถ้าจะพูดถึงการศึกษาเพื่อการไปสู่ มีงานทำหรือการมีเศรษฐกิจของตัวเองตามแนวพระราชดำรัสของรัชกาลที่ ๙ ก็ต้องเรียกว่า ยังอีกห่างไกล ดังนั้นแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้อง ทำอย่างไรให้เด็กพิการที่อยู่ในระบบการศึกษาสามารถที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่สามารถที่จะนำพาเขาไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้นไปได้ โดยสภาพปัญหาที่คณะอนุกรรมการ ได้สรุปมาเป็น ๕ ปัญหาหลัก ซึ่งผมขออนุญาตได้กราบเรียนก็คือ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับบุคลากร การขาดแคลนบุคลากรต้องถือว่า เป็นเรื่องใหญ่ของการจัดการศึกษา ต้องเรียนว่าในบรรดาโรงเรียนทั้งหลายต้องบอกว่า อาจจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลยที่บุคลากรจะมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้คนพิการ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญก็คือต้องแก้ปัญหาทำให้ปริมาณของบุคลากร ที่มีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้คนพิการแต่ละประเภทมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะรวมหมายความถึงการผลิตครูหรือหมายความรวมถึงเกี่ยวกับการเพิ่มเติมความรู้ ให้บุคลากรปัจจุบันที่เป็นอยู่นะครับ

อันที่ ๒ เมื่อบุคลากรมีความรู้ที่จำกัดนี้นะครับ สิ่งต่อมาที่จำกัดตามก็คือ เรื่องสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้นะครับ ต้องเรียนว่าในปัจจุบันนี้ทั้งเทคโนโลยีและสื่อ ที่เป็นทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) นี้นะครับ ในโลกเรานี้มีบทบาท สำคัญที่เข้ามาช่วยการจัดการศึกษาคนพิการค่อนข้างมาก แล้วก็เป็นการลดภาระต่าง ๆ ให้กับบุคลากร ให้กับครู แล้วก็รวมถึงการใช้ทรัพยากรในเชิงงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆ ด้วย แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงในปัจจุบันก็คือสิ่งเหล่านี้ยังขาดแคลนนะครับ แล้วก็ทำให้ การจัดการศึกษาให้กับคนพิการในหลายกรณีที่จำเป็นต้องใช้สื่อที่ทันสมัย ใช้ซอฟต์แวร์ (Software) ใช้โปรแกรม (Program) ที่เข้ามาช่วยต่าง ๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นหรือไม่สามารถ ดำเนินการได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงนะครับ

อันที่ ๓ ที่เป็นสภาพปัญหาก็คือการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าการจัดการศึกษาคนพิการมิได้หมายความว่า จะเริ่มต้นเฉพาะวัยเรียนหรือ ๓ ขวบเข้าประถมวัยแล้วก็มาสู่ประถมศึกษา การจัดการศึกษา ให้คนพิการนี้นะครับ หรือผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษยิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่าไรหรือว่ายิ่งจัดให้ เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาว่าการค้นพบเด็กก่อนวัยเรียนจึงเป็นปัญหาสำคัญว่า ถ้าเราไม่สามารถพบเขาตั้งแต่เขาเริ่มมีความพิการหรือตั้งแต่กำเนิดนี้และเตรียมความพร้อม เขามาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ๐-๓ ปีอย่างนี้ พอนำเขาเข้าสู่ระบบโรงเรียนเลยก็กลายเป็นปัญหา ที่โรงเรียนไม่สามารถที่จะเตรียมความพร้อมหรือรองรับเขาได้ เพราะฉะนั้นการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือว่ากับกระทรวงศึกษาธิการก็จะเป็น สิ่งสำคัญที่ทำให้แพทย์หรือระบบสาธารณสุขที่รู้จัก รู้แล้วว่าเด็กคนนี้มีความพิการนี้ แล้วก็ ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับโรงเรียนเพื่อที่จะทำให้การจัดการศึกษาของเด็กมีความราบรื่น และนอกเหนือจากนั้นนะครับ ต้องเรียนนะครับว่าในประเทศไทยเรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบ การจัดการศึกษานี้ค่อนข้างหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของท้องถิ่น กรุงเทพมหานครก็ดี หรือในส่วนของแม้กระทั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการบูรณาการที่จะเข้าไปช่วยให้ความช่วยเหลือเรื่องการจัดการศึกษานี้ ภาคหน่วยงานก็จะเป็นปัญหาอุปสรรคอยู่นะครับ พอปัญหาการศึกษามีข้อจำกัดก็นำไปสู่ การขาดโอกาสทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่

อันที่ ๔ เป้าหมายสำคัญอันหนึ่งก็คือการจัดการศึกษาที่ผมเรียนชั้นต้น ก็คือต้องจัดการศึกษาเพื่อมุ่งไปสู่การที่ทำให้เด็กพิการกลายเป็นคนพิการ แล้วก็เป็นคนพิการ ในที่สุดที่มีงานทำ ทุกวันนี้ที่มีการจ้างงาน ๑๐๐ ต่อ ๑ ภาคเอกชนก็มีเสียงสะท้อนมา หลายส่วนว่ามีคนพิการที่อาจจะมีความรู้หรือพื้นฐานในการศึกษาอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ ทางภาคเอกชนต้องการ ซึ่งรากฐานต่าง ๆ ก็มาจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราสามารถ แก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ในอนาคตข้างหน้าก็เชื่อว่าคนพิการที่ได้รับการจ้างงาน ตามอัตราส่วน ๑๐๐ ต่อ ๑ ก็จะตรงกับความต้องการของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นนะครับ และกรณีคนพิการที่ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบการจ้างงานทั่วไปได้ก็ให้นำเขาไปสู่ การประกอบอาชีพอิสระหรือว่าสร้างผลผลิตต่าง ๆ เพื่อส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อไป

และปัญหาอื่น ๆ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ การบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ แล้วก็ปัญหาสำคัญอันหนึ่งที่ในกลุ่มเคลื่อนไหวหรือที่ทำงานด้านคนพิการนี้พยายามทำมาตลอด ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการสร้างทัศนคติหรือปรับเจตนคติของคนในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครอง ต้องเรียนนะครับว่าการยอมรับคนพิการเข้าไปในสังคมนี่มีส่วนสำคัญมากในการที่นำพา คนพิการออกมาจากบ้านและเข้าไปสู่ระบบการศึกษา ย้อนไปสัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ต้องเรียนว่า พ่อแม่จำนวนมากนี้ไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยหรือว่าให้ลูกตัวเองที่มีความพิการนี่ออกมา สู่ระบบโรงเรียนหรือออกมาสู่สังคม แต่ว่าเวลาผ่านมาเรามีกฎหมายเรื่องการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการ เรามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เรามีแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เรามีการสื่อสารกับสังคมให้เห็นถึงความสามารถต่าง ๆ ของคนพิการนี้ ทัศนคติเหล่านี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ก็ทำให้คนพิการออกมาสู่สังคมได้ นี่คือหลักการและสภาพปัญหาเบื้องต้นที่ผมขออนุญาตท่านประธานได้กราบนำเรียนกับ เพื่อนสมาชิกแล้วก็ทุกท่านนะครับ ซึ่งสิ่งต่อไปที่จะเป็นข้อเสนอที่คณะอนุกรรมการได้ร่วมกัน พิจารณาเพื่อนำมาเสนอนี้ จะขออนุญาตให้ท่าน สปท. ธรรมศักดิ์ ได้ช่วยกรุณานำเสนอ ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปครับ ขอเชิญท่านอาจารย์ธรรมศักดิ์ครับ

ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กรรมการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานกับคณะทำงานชุดผู้พิการ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าสหประชาชาติก็ได้มีคอนเวนชัน ออน เดอะ ไรต์ ออฟ เพอร์ชัน วิท ดิสอะบิลิตี (Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ กระผมเองซึ่งได้สัมผัสกับสิ่งนี้มา แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่พอถูกเชิญมาร่วมงานนี้ ก็รู้สึกว่าพร้อมที่จะช่วยทำ ท่านคงทราบดีว่าประชากร ๗๐ ล้านคนของเราเมื่อกี้ท่านต่อพงศ์ รายงานว่ามีถึง ๔๐๐,๐๐๐ คนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คนเป็นบุคคลที่พิการตั้ง ๙ ลักษณะด้วยกัน ใน ๙ ลักษณะนี้ก็จะเห็นว่ากลุ่มที่พิการมากที่สุดคือพิการทางด้านการเรียนรู้ และพิการ ทางด้านบกพร่องทางร่างกายเป็นกลุ่มใหญ่ ท่านคงทราบดีว่าบุคคลเหล่านี้เป็นประชากรของชาติไทย ถ้าดูในบริบทของโลกจะเห็นว่าเรามีบุคลากรที่พิการ แต่ทำงานได้อย่างเยี่ยมยอด ยกตัวอย่าง เช่นโปรเฟสเซอร์ (Professor) สตีเฟน ฮอว์คิง ซึ่งเป็นคนพิการพูดไม่ได้ ควรจะสิ้นอายุไป เมื่ออายุ ๓๐ แต่จนปัจจุบันจะ ๗๐ กว่าไปแล้วสามารถเป็นนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและฟิสิกส์ที่สำคัญของโลก หรือนักวิ่งที่วิ่งเร็วกว่าคนธรรมดา แต่ว่าขาไม่มีใช้ขาเทียม เป็นเหล็กนี่นะครับ เป็นวัสดุอัลลอย (Alloy) ออสการ์ ก็เป็นคนหนึ่ง แต่อาจจะมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็ไม่ใช่ตัวอย่างของบุคคลทั่วไป คนอื่นมีอีกเยอะแยะอยู่ในกลุ่มที่น่าจะให้ความสำคัญนะครับ กระผมเองจึงพร้อมที่จะรายงานให้ทุกท่านเป็นสไลด์ (Slide) ซึ่งทางฝ่ายคณะเลขานุการ ได้จัดเตรียมมานะครับ วิธีการปฏิรูปตามความต้องการของคณะกรรมการชุดนี้จะมีอยู่ ทั้งหมด ๖ ขั้นตอนนะครับ สไลด์ (Slide) แผ่นนี้ซึ่งเจ้าหน้าที่คงจะฉายให้ท่านดูนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ก็คือ ๑. เรื่องการปฏิรูป กฎหมายนโยบายที่เกี่ยวข้อง ๒. ปฏิรูปการบูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ ๓. ปฏิรูปเพื่อรองรับ การศึกษาเฉพาะคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ๔. ปฏิรูปเพื่อรองรับ การศึกษาแบบเรียนรวม ๕. ปฏิรูปเพื่อรองรับการศึกษาตลอดชีวิต ตามสไลด์ (Slide) ที่ฉายอยู่ และสุดท้ายข้อเสนอการปฏิรูปแบบควิกวิน (Quick Win) สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ข้อ ๑ แนวทางการปฏิรูปกฎหมายนโยบายที่เกี่ยวข้อง

๑.๑ เป็นการปรับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ เช่นการกำหนดให้มีการจัดการศึกษาตามความต้องการจำเป็นพิเศษของผู้เรียน

๑.๒ พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พุทธศักราช ๒๕๕๑ เช่น จัดให้มีศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครู การศึกษาพิเศษ การสนับสนุนการเรียนรวม เรื่องนี้จริง ๆ แล้วทุกสถาบัน ผมเองเป็นอธิการบดีของ มหาวิทยาลัยอยู่ เราก็พยายามเตรียมการด้านนี้แต่เราก็ทราบดีว่าเด็กกลุ่มนี้ที่จะเข้าสู่ระบบ ของเรามีอยู่แค่ ๒,๙๐๐ คนเองจากเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน อาชีวะยิ่งน้อยไปอีกน้อยมากเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น ควรจะอยู่อาชีวะเยอะ ๆ หรือเข้าศูนย์อะไรลดลงไปนะครับ

ข้อ ๒ การปฏิรูปการบูรณาการของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ทั้ง ๙ แบบ

๒.๑ การพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพรายบุคคล ข้อมูลการเปรียบ ประเมินคัดกรองตั้งแต่แรกเกิด หรือ เบิร์ท ดีเฟกต์ รีจิสเทรชัน (Birth Defect Registration)

๒.๒ การดูแลคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษหลังวัย ๑๘ ปี อันนี้คือวัยทำงานนะครับ หลายท่านก็เก่งที่จะทำงานได้ดี

๒.๓ จัดระบบการส่งต่อหรือการจ้างงานคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษ

๒.๔ การเตรียมความพร้อมด้านอาชีพและด้านสังคม อันนี้ก็ยังบกพร่องอยู่ ซึ่งต้องปฏิรูป

ข้อ ๓ การปฏิรูปเพื่อรองรับการศึกษาเฉพาะคนพิการและบุคคลที่มีความพร้อม การจำเป็นพิเศษ ได้แก่

๓.๑ การศึกษาของบุคคลที่บกพร่องทางการได้ยิน อาทิ การจัดการเรียนการสอน การสอนภาษามือให้กับครอบครัว การจัดบริการล่ามภาษามือและการพัฒนาบุคลากร ทางการศึกษา อันนี้คือชั้นเรียนต่าง ๆ

๓.๒ การศึกษาของบุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาออทิสติก การเรียนรู้จิตใจและพฤติกรรม อาทิ การเรียนรวม ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่าอินคลูซิฟ เอดูเคชัน (Inclusive Education) ห้องคู่ขนาน อันนี้อาจจะเป็นกลุ่มของอินทีเกรเตด เอดูเคชัน (Integrated Education) เดิม หรือการเรียนสอนเสริม

ข้อ ๔ การปฏิรูปเพื่อรองรับการศึกษาแบบเรียนรวม อันนี้เป็นข้อที่ทาง คณะกรรมาธิการชุดนี้เสนออย่างมากเลยนะครับ คือจัดเป็นแบบที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า อินคลูซิฟเอดูเคชัน(Inclusive Education) การจัดการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติกับ เด็กที่พิการ อันนี้เรียนร่วมและสามารถจัดการศึกษาได้หลายรูปแบบ มี ๒ ส่วน คือการเรียนร่วม บางเวลาซึ่งทำอยู่แล้ว อันนี้เรารู้จักกันในชื่ออินทีเกรชัน (Integration) อินทีเกรชันเอดูเคชัน (Integration Education) เป็นการจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนในโรงเรียน ตามปกติซึ่งเราเห็นอยู่ทั่วไป โดยการจัดให้อยู่ในชั้นปกติบางเวลา เช่น วิชาดนตรี วิชาพลศึกษา เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องที่หลัก ๆ เลยการเรียนร่วมเต็มเวลาเป็น เมนสตรีม (Main Stream) ของอินคลูซิฟเอดูเคชัน(Inclusive Education) เป็นการจัดให้เด็กมีความต้องการพิเศษ ได้มีโอกาสเรียนชั้นเดียวกับเด็กปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียนตั้งแต่เช้าถึงเย็นที่อยู่ โรงเรียนต้องมีครู หรือผู้เชี่ยวชาญพิเศษ หรือนักวิชาชีพบางประการ เช่น ภาษาล่าม ภาษามือ ต้องช่วยอาจารย์ในชั้นเรียนมากขึ้นให้เด็กเหล่านี้เป็นเด็กปกติเช่นเดียวกับเด็กอื่น ๆ

ข้อ ๕ ปฏิรูปเพื่อรองรับการศึกษาตลอดชีวิต

๕.๑ คือส่งเสริมให้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนโดยภาคประชาชนทั่วประเทศจัดให้มีขึ้น

๕.๒ ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ อาทิ ด้านอาชีพและด้านสุขภาพ อันนี้เพื่อให้เขาได้ครองชีวิตอย่างมีความเป็นปกติทั้งทำงานได้แล้วก็สามารถเลี้ยงชีพตนได้

ข้อ ๖ ของการปฏิรูปคือการทำควิกวิน (Quick Win) มีทั้งหมด ๖ ระดับด้วยกัน

๖.๑ คือการคัดกรอง การคัดกรองต้องเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีเกียรติทุกท่านว่าระบบการคัดกรองเด็กอายุตั้งแต่เกิดจนกระทั่งถึง ก่อนเข้าชั้นเรียน ป. ๑ เรามีระบบคัดกรองที่มีคุณภาพจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ เป็นรูปแบบที่ กทม. นำมาใช้ในการคัดกรองโรงเรียนของ กทม. ด้วย สิ่งนี้เป็นตัวช่วยสำคัญ เพราะจะทำให้เด็กจะถูกแยกออกไปให้ชัดเจนว่าเขาพิการแบบไหน ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการอะไรในชั้นเรียนเป็นพิเศษไม่อยากให้เขามีความแตกต่างจากเด็กทั่วไป ระบบนี้ ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพสมควรที่จะพัฒนาต่อไป

๖.๒ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เมื่อกี้ท่านต่อพงศ์ก็บอกไปแล้วว่าในปัจจุบันท่านต่อพงศ์ ท่านวิริยะที่นั่งอยู่นี้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างดีมากเลย มีความสามารถเท่าเทียมกับ พวกเราซึ่งเป็นคนปกติ เราอยากเห็นบุคคลที่เป็นทรัพยากรของชาติลักษณะนี้อยู่ในสังคม ถึงแม้เขาจะพิการก็ตาม ตามที่ผมยกตัวอย่างว่าสตีเฟน ฮอว์คิง เป็นโปรเฟสเซอร์(Professor) ที่อังกฤษ หรือใคร ก็แล้วแต่ที่สำคัญ ๆ หรือหลาย ๓๐ ปีก่อนทุกคนอาจจะเคยเห็นดารา หรือนักแสดงเดินโชว์ เดินแบบสวยงาม แต่สุดท้ายเขากระโดดโชว์ ปรากฏว่าเขาไม่มีขาสักข้างหนึ่ง สวย ทุกอย่างพร้อม แต่ขาเทียม อันนี้เป็นต้นนะครับ

๖.๓ ผลิตและพัฒนาบุคลากร อันนี้ก็ได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่าควรจะมีอาจารย์พิเศษ นักวิชาชีพพิเศษ ครูพิเศษต่าง ๆ ที่อยู่ประจำชั้นเรียนเพื่อช่วยหรือประจำโรงเรียนนะครับ อันนี้ก็ต้องเพิ่มขึ้น

๖.๔ จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะเห็นว่าทุกมหาวิทยาลัย ทุกโรงเรียน ตอนนี้ก็ทำทางขึ้นทางลงพร้อมกับตัวอักษรนูนในลิฟต์ ในอะไรยังไม่พอนะครับ มันต้องทำเพิ่มขึ้น ให้พอเพียงกับกลุ่มคนพิการทั้ง ๙ แบบ เพราะว่าเขาคือคนไทยคนหนึ่ง

๖.๕ จัดสรรงบประมาณรายหัว อันนี้ก็ต้องเจรจากับทางกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐบาลต่อไป

๖.๖ ใช้แนวทางประชารัฐ

ทั้งหมดนั้นเป็นขั้นตอนหรือแนวทางการปฏิรูป ส่วนกลไกการดำเนินการ สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ

ข้อ ๑ กลไกการดำเนินการมุ่งเน้นใช้กลไกในการทำงานเชิงพื้นที่ในทุกระบบ เห็นไหมครับ ผมคนปกติแต่ยังอ่านบกพร่องจากหนังสือต้องขออภัยนะครับ อยากจะให้เราให้ ความสำคัญตรงส่วนนี้มากขึ้น ข้อนี้โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคประชาชน ครอบครัว ชุมชน ซึ่งเราทราบดีว่าครอบครัวมักจะไม่ค่อยเปิดเผยลูก บุตรหลานตนเอง ดังนั้นการจัดการร่วม แบบอินคลูซิฟเอดูเคชัน(Inclusive Education) มันต้องเป็นทุกภาคส่วนมาช่วยกัน

ข้อ ๒ ใช้กลไกการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด อำเภอ ให้มีบทบาทหน้าที่ ที่จะบ่งชี้ว่าคนพิการและบุคคลที่มีความจำเป็นพิเศษควรได้รับบริการทางการศึกษา และได้รับระบบการสนับสนุนทางการศึกษาโดยคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ควรได้รับบริการทางการศึกษาแม้จะไม่ได้รับการวินิจฉัยทางแพทย์ อันนี้ก็สอดรับกับยูเอ็นซีอาร์พีดี (UNCRPD) ที่อ่านไปแล้วว่าเป็นคอนเวนชัน (Convention) ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของคนพิการ ทั้งโลกนะครับ

ข้อ ๓ กำหนดเวลาการปฏิรูป

ระยะที่ ๑ แผน ๑ ปี ธันวาคม ๒๕๕๙ จนถึงพฤศจิกายน ๒๕๖๐ ๑ ปี จะดำเนินการปฏิรูปตามข้อกำหนดการปฏิรูปเร็วหรือควิกวิน (Quick Win)

ระยะที่ ๒ แผน ๒ ปี อันนี้ก็คือปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ และผลักดันให้นำไปปฏิบัติโดยนำไปบรรจุในแผนงานปกติของรัฐบาล

ระยะที่ ๓ เป็นแผน ๓ ปี ก็มี ๒ ขั้นตอน ๑. มีการดำเนินการจัดตั้งและปรับเปลี่ยน โครงสร้างตามที่กฎหมายกำหนด ๒. มีสถานศึกษาแบบเรียนรวมอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) อย่างพอเพียงต่อความต้องการของคนพิการและบุคคลที่มี ความต้องการจำเป็นพิเศษ

ระยะที่ ๔ แผนระยะยาว ก็คือดำเนินการให้สถานศึกษาทุกแห่งมีการจัด การศึกษาแบบอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) อย่างเพียงพอต่อความต้องการ ของทุกคน

ระยะที่ ๕ แหล่งที่มาของงบประมาณ ก็แน่นอนครับ ๑. งบประมาณจากทุกกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ณ ปัจจุบันก็มีอยู่ ๔-๕ กระทรวง ตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เป็นต้น ๒. งบประมาณบูรณาการตามความร่วมมือจากกระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการปฏิรูป

รายละเอียดผมคิดว่าท่านศาสตราจารย์วิริยะและท่านต่อพงศ์คงพร้อมที่จะ ตอบในคำถามที่ท่านมีนะครับ ผมขอขอบคุณและรายงานจบเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการและอาจารย์ ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผม ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะ อนุกรรมการนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผมอยากให้เข้าใจว่าในทุกโรงเรียน มีคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและพิการอยู่แล้วเพียงแต่เราไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ในเรื่องควิกวิน (Quick Win) จึงเสนอว่าจะต้องรีบคัดกรองเด็กในทุกโรงเรียน ตั้งแต่เล็ก ให้ทราบว่าเขามีความต้องการจำเป็นพิเศษอะไร หรือพิการอะไร ความต้องการ จำเป็นพิเศษก็คือกลุ่มเสี่ยงที่เรายังเห็นไม่ชัด เช่นแอลดี (LD) ที่ยังไม่ชัด หรือออทิสติก ที่ยังไม่ชัดนะครับ หรือกลุ่มอื่นที่มีบกพร่องทางอารมณ์ สมาธิสั้นที่ยังไม่ชัดนะครับ ถ้าเราคัดกรองพบแล้วว่าเขามีความบกพร่องก็ต้องรีบให้ความช่วยเหลือ คนที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษที่ไม่ชัด ถ้าเรารีบช่วยเหลือแล้วเขาก็จะหาย แต่ถ้าเขาเป็นถาวร อย่างแอลดี (LD) ถาวรอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แบบนี้ ถึงเราจะช่วยอย่างไรเขาก็ไม่สามารถที่จะ อ่านออกเขียนได้ แอลดี (LD) คือไม่สามารถอ่านออกเขียนได้หรือคิดเลขยาก ๆ ไม่ได้นะครับ ถ้าเรารู้แล้วว่าเขาแอลดี (LD) แท้ ไม่ใช่เทียม เราก็ต้องสื่อสารด้วยวิธีที่ถูกต้อง เช่น แอลดี (LD) แท้ เราก็ต้องให้เขาเรียนหนังสือ ใช้สื่อการเรียนการสอน เหมือนกับคนตาบอดครับ เพราะว่าอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ท่านไม่สามารถจะอ่านหนังสือได้ แต่เมื่อเราให้ท่าน ฟังเพลงสัก ๒-๓ รอบท่านก็จำได้ แล้วก็สามารถที่จะร้องเพลงได้ เพราะฉะนั้นความพิการ มันไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาดนะครับ ทุกวันนี้เมื่อเราไม่คัดกรอง เราพอเห็นเด็กอ่านออก เขียนไม่ได้ คณิตศาสตร์ไม่ดี เราก็บอกงี่เง่า ทุบตี ลงโทษให้ท่องให้จำ ในที่สุดเด็กก็ออกจาก โรงเรียน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นตัวเลขสถิติว่าเด็กพื้นฐานมีจำนวนมากแต่ค่อย ๆ หายไป หายไปนี้ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะเราไล่เขาออกนะครับ แต่เราอยากจะเปลี่ยนระบบว่า เราควรจะรีบเข้ามาแก้ไข เมื่อเรารีบแก้ไขตั้งแต่เล็กเขาหายนะครับ เขาหายไปจากระบบ เหมือนกันแต่เขาเข้ามาสู่ในระบบของคนทั่วไป ก็เหลือที่พิการจริง ๆ ที่เราแน่ใจ เราก็เข้าช่วยเหลือ ตามวิธีการนั้นนะครับ ด้วยเหตุนี้ในการแก้ไขควิกวิน (Quick Win) อันนี้ก็ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้รีบประกาศเป็นนโยบายที่จะรีบให้มีการคัดกรองเด็กทุกคนในทุกโรงเรียน โดยเร็วนะครับ แล้วก็เข้าช่วยเหลือตามที่เขาควรจะได้รับการช่วยเหลือนะครับ

ในส่วนของกฎหมายนั้นที่สไลด์ (Slide) ที่ผมขอสลับเป็น ๓๔ ก่อน และเป็น ๓๓ ก็เพราะว่าเราต้องเริ่มจาก พ.ร.บ. การจัดการศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นธรรมนูญการศึกษา เราก็เริ่มด้วยการแก้ไขคำนิยามในมาตรา ๔ ให้คลุมถึงครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะเป็นนักกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด อรรถบำบัด ทุกวันนี้เมื่อเราไม่ถือเขาว่าเป็นครู เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถเอาครูที่จะมาฝึกหัด มาฝึกหัดที่ศูนย์การศึกษาพิเศษได้ ซึ่งมันน่าเสียดายนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องให้มีคำนิยามว่าครูรวมถึงบุคคลเหล่านี้ เพราะฉะนั้นต่อไปศูนย์การศึกษาพิเศษก็ถือว่ามีครูครบถ้วนนะครับ การที่จะเอาบุคลากรครู มาฝึกงานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษก็สามารถที่จะกระทำได้

ส่วนในมาตรา ๑๐ นั้นเราก็เพียงแต่ให้เห็นว่าเรื่องคนของคนพิการก็ไม่พึง จะถูกทอดทิ้งก็ควรจะพูดไว้ด้วยว่าการศึกษา ๑๕ ปีฟรีนั้นก็ให้รวมถึงคนพิการด้วย อันที่จริงแล้ว คนพิการนั้นเรามีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีจนถึงระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้วในทุกวันนี้ เพียงแต่ควรจะกล่าวไว้ไม่ให้ตกหล่นนะครับ

ในมาตรา ๒๒ นั้นอันนี้เป็นเรื่องสำคัญเพื่อรองรับเรื่องการคัดกรองว่า ในทุกช่วงวัยนั้นเราต้องให้การศึกษาตามความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ นั่นหมายความว่าเราต้องมีการคัดกรองทุกช่วงวัยที่ได้รับการศึกษาแล้วก็ให้การดูแล ตามปัญหาที่เขามีนะครับ ในส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปของครู แต่ผมก็อยากจะพูด เพื่อให้ที่นี้สบายใจว่าการปฏิรูปครูนั้น เราก็อยากจะเน้นคุณครูที่เราจะพัฒนาใหม่นั้น ก็น่าจะมีความรู้เรื่องการศึกษาพิเศษเหมือนในอารยประเทศ แล้วก็ควรจะมีทักษะในการ แก้ไขปัญหาเด็กได้อย่างง่าย ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ครูที่เข้าไปดูแลทุกโรงเรียนสามารถที่จะดูแลเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่ไม่ยุ่งยากได้นะครับ ส่วนที่ยุ่งยากนั้นค่อยมาเชื่อมกับ ศูนย์การศึกษาพิเศษต่อไป ด้วยเหตุนี้ในมาตรา ๒๒ เราจึงต้องเน้นว่าทุกช่วงวัยต้องให้ได้รับ การศึกษาตามความต้องการจำเป็นพิเศษของเขา เมื่อเรารู้ว่าเป็นพิการก็ให้ตามความพิการ ของเขา

ทีนี้มาที่ พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการนั้นก็เป็นการล้อตาม พ.ร.บ. การจัดการศึกษาแห่งชาติในมาตรา ๔ ว่าคำนิยามของคำว่า ครู นั้นก็ให้มีความหมายกว้าง อันนี้จะอยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๓๓ ว่าครูนั้นก็หมายถึงผู้มีวิชาชีพต่าง ๆ ด้วยที่ผมได้พูดไปแล้ว รวมถึงคุณครูทั่วไปที่ได้รับการพัฒนาให้ความรู้เรื่องการศึกษาพิเศษก็ควรจะรวมเข้ามาเป็นครู ตามกฎหมายนี้ด้วย เพราะครูตามกฎหมายนี้จะได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษซึ่งทุกวันนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็เขียนรองรับในกฎหมายนี้เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราแก้ไข เรื่องนิยามของคำว่า ครู นอกจากนี้เราต้องการยกระดับสำนักบริหารการศึกษาพิเศษนั้น ให้มีฐานะเทียบเท่ากรมและมาอยู่ที่สำนักปลัด เหตุผลเพื่อสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุน การจัดการศึกษาทุกช่วงวัย คือเราอย่าลืมว่าในระบบงบประมาณของเรานั้นเมื่ออยู่ สพฐ. ก็ช่วยได้แต่ สพฐ. อาชีวะ การศึกษานอกโรงเรียน กทม. อะไรก็ถูกทอดทิ้ง เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าควรจะยกสำนักนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากรมเหมือน กศน. เหมือน สช. แล้วก็อยู่ที่ สำนักปลัดเพื่อที่จะเข้าไปสนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และคนพิการที่เรียนรวมอยู่ในทุกโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงอาศัยเครือข่ายของสำนักนี้ก็คือศูนย์การศึกษาพิเศษซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดอยู่แล้ว แล้วก็มีบุคลากรพร้อมทุกวันนี้ก็มีสาขาขยายลงไปถึงอำเภอ ก็เข้ามาเป็นกลไกสำคัญของสำนักนี้ ในการที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนก็จึงต้องเพิ่มงานบางอย่างเข้าไปให้ศูนย์การศึกษาพิเศษ รับผิดชอบในการที่จะไปสนับสนุนและไปติดตามประเมินผลในการจัดการศึกษาในทุกโรงเรียน ให้มีมาตรฐานเป็นไปตามมาตรฐานของการศึกษาพิเศษที่ควรจะมี อันนี้ก็เป็นเนื้อหาทั้งหมด ในการที่เราจะปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งก็อยู่ในมาตรา ๔ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สำหรับรายงานเรื่องแรก การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จะมีข้อเสนอเป็นการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับด้วยกันนะครับ ก็คือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. .... ซึ่งเรามีพระราชบัญญัติเดิมอยู่ เมื่อปี ๒๕๕๑ นะครับ

ต่อไปจะเป็นรายงานเรื่องต่อไป โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต ในฐานะประธานอนุกรรมการและเป็น อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเชิญครับ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมการ 🔗

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและในฐานะของประธานอนุกรรมการการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ขออนุญาตเรียนโดยสรุปถึงรายงานการศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งก็ต้องเรียนย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ถึงสภาพที่เราควรจะได้ทบทวนก็คือว่าขณะนี้เราเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งกำลังมีสัดส่วน ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก และที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียนในประเด็นก่อนที่จะ ไปสู่ประเด็นปัญหาการศึกษาของผู้สูงอายุให้ทราบว่าปัจจุบันนั้นผู้สูงอายุที่ดำรงชีวิตอยู่ ในสังคมนั้นเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยการพึ่งพาหรือการสนับสนุนจากบุตรเป็นรายได้หลักนะครับ เพราะว่าเรามีถึง ๓๕.๗ เปอร์เซ็นต์ที่พึ่งพาการสนับสนุนจากบุตร ในขณะที่ผู้สูงอายุที่ทำงาน หารายได้เองมีลำดับกับรองลงมาก็คือมีประมาณ ๓๔.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วสำหรับพวกเราที่อยู่ ในห้องนี้แล้วก็หลายท่านที่อยู่ในระบบการรับเบี้ยยังชีพต่าง ๆ มีเพียงร้อยละ ๑๕.๓ เท่านั้นเองนะครับ แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการพึ่งพารายได้จากคู่สมรสก็จะมีอยู่ร้อยละ ๔.๖ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือสถานะทางเศรษฐกิจที่จะต้องพูดถึงเพราะว่าจะเกี่ยวเนื่องกับการที่สังคม จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งการพึ่งพากลุ่มคนต่าง ๆ คงจะมีผลกระทบ เพราะฉะนั้น จากสภาพดังกล่าวผู้สูงอายุจำเป็นมากที่จะต้องมีการศึกษาที่ดี แล้วก็สามารถพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างดี จากตัวเลขที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ ก็คือการศึกษาของผู้สูงอายุในปัจจุบัน เรามีถึงร้อยละ ๗๕.๘ ที่จบการศึกษาในระดับ ประถมศึกษาหรือต่ำกว่าระดับประถมศึกษา และมีเพียงร้อยละ ๑๒.๖ เท่านั้นเองที่จบสูงกว่า ระดับประถมศึกษา และเรายังมีคนที่ไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ถึงร้อยละ ๑๑.๖ นี่คือตัวเลขที่อยากจะนำเรียนต่อที่ประชุมเพื่อได้รับทราบว่าระดับการศึกษาในภาพรวมของ ผู้สูงอายุไทยนั้นมีปัญหาและอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมหรือให้โอกาส ผู้สูงอายุในการที่จะมีแหล่งความรู้ในการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง คณะอนุกรรมการการศึกษาผู้สูงอายุได้ศึกษาแล้วก็รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นการดำเนินการสำหรับการศึกษาของผู้สูงอายุนี้ ปัจจุบันอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่า มีหน่วยงานที่ทำอยู่ที่ดำเนินการเป็นหลักอยู่ก็คือ

หน่วยแรกคือกระทรวงศึกษาธิการซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ กระจายอยู่ทุกจังหวัด แล้วก็ลงไปถึงอำเภอและตำบล แต่ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาปรากฏผลว่าน่าจะเกิดจาก การจัดการศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายเพราะว่าเรายังไม่ได้อยู่ในสภาวะของสังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นการส่งเสริมหรือจัดการศึกษาเพื่อตอบรับกับกลุ่มคนทั่วไปหรือโดยเฉพาะคนที่อยู่ ในวัยทำงาน เพราะฉะนั้นขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการที่จะพิจารณาว่า การจัดการศึกษาซึ่งเดิมอาจจะเป็นลักษณะของการข้างเคียงไม่ใช่เป็นเป้าหมายหลัก เพราะฉะนั้นในระบบการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยคงจะต้องเข้ามามีบทบาทและจัดการศึกษาให้กับผู้สูงอายุ ขณะนี้ ตัวเลขที่มีก็คงจะเป็นตัวเลขน้อยนิดแล้วก็มีจำนวนไม่มาก เพราะน่าจะเกิดจากการที่ไม่ได้ เป็นเป้าหมายหลักนะครับ

หน่วยที่ ๒ ก็คือกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็จะมีเป้าหมาย หรือนโยบายที่จะทำหน้าที่ในการฝึกอบรมทักษะด้านอาชีพให้กับผู้สูงอายุ นี่ก็เป็น ลักษณะเดียวกันก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมามองผู้สูงอายุในฐานะที่เรากำลังเข้าสู่ กระบวนการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในกระทรวงแรงงานมีอยู่ ๒ หน่วยที่ผมอยากจะเอ่ยถึง ก็คือกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมการจัดหางาน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขับเคลื่อนในการที่จะ หันมาดูผู้สูงอายุในฐานะที่จะเป็นคนที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในช่วงเวลาต่อไปนะครับ

หน่วยที่ ๓ ก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งก็มี หน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงจะทราบดีว่าเพิ่งตั้งมาได้ เพียงปีเศษ ก็มีการขับเคลื่อนผ่านศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุหรือเรียก ย่อ ๆ ว่า ศพอส. ขึ้นในตำบลต่าง ๆ ในลักษณะของการเป็นหน่วยนำร่อง ซึ่งขณะนี้ก็ ขับเคลื่อนไว้ทุกอำเภอก็อยู่ในราวประมาณ ๘๗๘ ศพอส. นะครับ

แล้วก็มีอีกหน่วยหนึ่งที่ดำเนินการแล้วขณะนี้น่าจะเป็นการดำเนินการ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่เราได้ยินและเห็นภาพกันอยู่เป็นที่ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้เมื่อเราอาวุโส แล้วเป็นผู้สูงอายุ เราก็สามารถไปเข้าโรงเรียนเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ มีการแต่งเนื้อแต่งตัว แบบเด็กนักเรียน ลักษณะ แต่ว่าเป้าหมายหลักก็คือการพัฒนาองค์ความรู้หรือการจัดการ ในรูปของโรงเรียนที่เราเรียกว่าโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการโดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ กำลังเกิดขึ้นและกระจายตัวเป็นจำนวนมาก ผมก็อยากจะนำต่อไปถึงว่า ในกฎหมายที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งบัญญัติตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แก้ไข เมื่อปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๓ ได้พูดถึงการศึกษาไว้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญ งอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสาน ทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้ ตลอดชีวิตนะครับ แล้วก็นิยามความหมายของการศึกษาตลอดชีวิตก็ได้พูดถึงไว้ว่าการศึกษา ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศัยเพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นี่ก็คือนิยาม ความหมายในพระราชบัญญัติซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันที่จะนำไปสู่ว่าทำอย่างไร ถึงจะจัดการศึกษาให้กับผู้สูงอายุที่เป็นสภาพปัญหาอยู่นะครับ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษานั้นในพระราชบัญญัติการศึกษา ปี ๒๕๔๒ แก้ไขเมื่อปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๓ ดังที่ผมเรียนว่าการจัดการศึกษามีอยู่ ๓ หลักก็คือจะต้องเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิต สำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และการพัฒนาสาระ และกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง นี่คือบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา ซึ่งสามารถที่จะนำมาปรับใช้ในการศึกษาของผู้สูงอายุได้ ทีนี้ก็จะเป็นประเด็นว่า ในการจัดการศึกษาผู้สูงอายุนั้นคนที่จะเป็นหน่วยหรือเป็นกลไกในการดำเนินการหลัก ต้องเรียนว่าเรามีองค์กรที่เป็นองค์กรเชิงนโยบายสำหรับผู้สูงอายุซึ่งบัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้บัญญัติไว้ว่ามีการกำหนดให้ผู้สูงอายุทุกคน มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านการศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต นี่ก็คือหลักการกว้าง ๆ ที่พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ได้บัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้สูงอายุแห่งชาติที่จะขับเคลื่อนแล้วก็ดำเนินการในการที่จะจัดการหรือดูแลผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้น ๑ ในปัญหาสำหรับผู้สูงอายุก็คือการศึกษาก็คงจะเป็นบทบาทหน้าที่ ที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะต้องขับเคลื่อนภายใต้กรอบและความคิดดังกล่าว ผ่านกระบวนการที่สามารถจะดำเนินการได้ในหน่วยงานที่ผมได้นำเรียนถึงบทบาทหน้าที่ ในฐานะที่จะจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุได้ เพราะว่าการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุนั้น คณะกรรมการได้มีความเห็นแล้วก็ได้สรุปถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการศึกษาผู้สูงอายุไว้ ๓ ประการที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ สรุปง่าย ๆ ของวัตถุประสงค์

ประการแรกก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษาก็คือเพื่อสร้างและขยายโอกาส ให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ทางวิชาการและความรู้ทั่วไปที่จะเป็น ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ นี่ก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษานะครับ

ประการที่ ๒ เพื่อส่งเสริมให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส การมีส่วนร่วมในสังคมของผู้สูงอายุทุกระดับ นั่นก็คือการศึกษาที่ผู้สูงอายุนั้นมีความจำเป็น ต้องเข้ามีส่วนร่วมแล้วก็สร้างโอกาสให้มีโอกาสในการมีส่วนร่วม ถ้าจะอธิบายขยายความ ก็เหมือนกับกรณีที่ผู้สูงอายุไปรวมกันแล้วก็อยากจะให้มีการจัดให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ สุขภาพ การดูแลตัวเอง การทำอย่างไรที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วก็ต่อสู้กับ ภาวะปวดเมื่อย ไขข้อไม่ดี ปัญหาอื่น ๆ ที่ปรากฏในผู้สูงอายุนะครับ

ประการที่ ๓ ซึ่งเป็นประการสำคัญที่ผมได้กราบเรียนถึงเหตุผลที่ผู้สูงอายุ มีปัญหาในวันนี้และต่อไปก็คือการพึ่งพาเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะ ความรู้ด้านอาชีพเพื่อการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้นโดยวัตถุประสงค์ ๓ ประการนี้ก็คงจะอธิบายสรุปความให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบว่าการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุนั้นต้องทำทั้ง ๓ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ก็คือจะปิดกั้น ไม่ให้ผู้สูงอายุไม่อยากไปเรียนปริญญาตรีจนจบปริญญาตรี ซึ่งหลายคนก็บอกว่าอายุไม่ได้ เป็นเครื่องขีดคั่นอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี แล้วก็สามารถจะไปเรียนรับปริญญาได้ อันนี้คือการศึกษา เพื่อการศึกษา ประการที่ ๒ การศึกษาเพื่อจะดูแลตนเองในช่วงปลายของชีวิต แล้วก็ประการที่ ๓ ก็คือการศึกษาที่ต้องการให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาตนเองก็คงจะต่อเนื่องไปจากหลักการ ที่ท่านประธานคณะกรรมการท่านวิวัฒน์ได้พูดถึงก็คือว่าในยุคปัจจุบันนั้นในเวลาต่อไป เมื่อเรามีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะขาดแคลน ถ้าเราให้ผู้สูงอายุ กลับบ้านหมดไม่ทำงานเลยก็จะเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาว่าเราขาดแคลนบุคลากรหรือคน หรือทรัพยากรบุคคลที่จะเข้าสู่หรือสามารถจะทำงานสร้างผลผลิตให้กับชาติโดยรวมได้ เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่วันนี้ได้รับการดูแล มีสุขภาพแข็งแรง มีความสมบูรณ์ มีจิตใจ มีความพร้อม ในหลาย ๆ ประการก็สามารถจะเข้าสู่ หรือว่าสามารถมีส่วนในการทำงานแล้วก็ทำให้ตนเองนั้น จะมีชีวิตที่ยืนยาว และที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพนั่นก็คือถ้าเราไม่พัฒนาหรือเราไม่ส่งเสริม การศึกษาให้กับผู้สูงอายุทั้ง ๓ ประการดังกล่าวแล้วก็จะทำให้ผู้สูงอายุนั้นในที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวเหงาหงอย และที่สำคัญที่สุดก็คือสุขภาพไม่ดี เมื่อสุขภาพไม่ดี ก็จะเป็นคนไข้ที่เป็นภาระของสังคมต่อไป เพราะฉะนั้นแนวทางและกลไกในข้อเสนอ ของคณะกรรมการที่สำคัญก็คือให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการในฐานะ ที่เป็นหน่วยทางยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการผ่านองค์กรที่สำคัญที่เป็นหน่วยดำเนินงาน ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ดังที่ผมเรียนแล้วก็คือการศึกษาในระบบและนอกระบบ กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงมหาดไทยโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและการส่งเสริมการศึกษา นี่ก็คือการขับเคลื่อนและการดำเนินงาน ซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปต้องเรียนว่าระยะแรกนี้ เป็นการรายงานการขับเคลื่อนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุต่อสภา และระยะต่อไปก็คือ การที่สภาขับเคลื่อนจะเสนอให้มีมติคณะรัฐมนตรีในการที่จะกำหนดข้อเสนอในเชิงนโยบาย ที่จะทำให้การจัดการศึกษาผ่านกลไกและองค์กรต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองกับ สังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่จะถึงและในเวลานี้ให้สามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้ อย่างทั่วถึง เรามีข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการในนามของคณะกรรมการว่า

ประการที่ ๑ ผู้สูงอายุจะต้องสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ ได้อย่างกว้างขวางโดยไม่มีข้อจำกัด นั่นก็คือวัตถุประสงค์ประการแรกการศึกษาเพื่อการศึกษา

ประการที่ ๒ จะต้องเพิ่มศักยภาพและกลุ่มเป้าหมายรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกระทรวงแรงงาน เพื่อรองรับความต้องการของการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ และการมีงานทำ รวมทั้งการพัฒนาตนเองเพื่อรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ซึ่งขณะนี้ กระทรวงแรงงานก็ได้ทราบว่ากำลังเริ่มต้นในการที่จะขับเคลื่อน ก็ขออนุญาตเสนอแนะ เป็นเชิงนโยบายว่าจะต้องมีเป้าหมายและมีการขับเคลื่อนที่เข้มแข็งเพื่อรองรับให้ได้กับ สภาวะของสังคมผู้สูงอายุ

ประการที่ ๓ คือสนับสนุนการศึกษากับผู้สูงอายุหลากหลายรูปแบบ ทั้งการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย เช่น ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริม อาชีพผู้สูงอายุ คือ ศพอส. โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ ให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ภายใต้โครงการประชารัฐผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนต่าง ๆ

ประการที่ ๔ คือเร่งรัดพัฒนาคนที่อยู่ในช่วงปลายวัยทำงานเพื่อเตรียมความพร้อม ในการปรับสภาพรองรับสภาพไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

ประการที่ ๕ คือรวบรวมและส่งเสริมภูมิปัญญาผู้สูงวัยเพื่อเป็นครูผู้ทรงความรู้ ถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ

ประการที่ ๖ คือเร่งรัดพัฒนาผู้สูงวัยโดยให้การศึกษาและฝึกอบรมเพื่อให้ดูแล ผู้สูงวัยที่ช่วยตนเองไม่ได้ ผ่านกระบวนการอาสาสมัครและศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ศพอส. โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประการที่ ๗ คือส่งเสริมความร่วมมือประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ

ประการที่ ๘ ส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาผู้สูงอายุ

ประการสุดท้าย คือสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยนำเอาความรู้และ ประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาใช้ประโยชน์

นี่ก็คือข้อเสนอแนะเชิงปฏิรูปเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนงานต่อการศึกษา ผู้สูงอายุ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขอต้อนรับคณาจารย์และคณะนักศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จำนวน ๑๖๐ ท่าน ซึ่งก็เป็นเยาวชนและอนาคตของชาติต่อไป โดยที่อีก ๓๐-๔๐ ปีข้างหน้าก็จะเป็นผู้สูงอายุ เช่นกัน และควรจะพึงทราบว่าประเทศกำลังปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ในทุกด้านนะครับ อีก ๒ ปีข้างหน้า คือปี ๒๕๖๑ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ก่อตั้งประเทศไทย ๗๐๐ กว่าปี ที่เราจะมีประชากรผู้สูงอายุสูงกว่าประชากรวัยเด็กเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นะครับ มันเป็นจุดเปลี่ยน เพราะฉะนั้นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและแม่น้ำ ๕ สาย โดยการนำของ ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำการปฏิรูป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างจุดเปลี่ยน ด้วยการยกเครื่องอัปเกรด (Upgrade) ยกระดับประเทศไปสู่การตอบโจทย์ในอนาคต ของประเทศ และวันนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสนั้นก็กำลังนำเสนอรายงาน เสร็จไปแล้ว ๒ เรื่อง ต่อไปขอเชิญท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ซึ่งท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข และเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเชิญครับ

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ตัวแทนจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมในคณะอนุกรรมการชุดนี้ ขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษา การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ในองค์ประกอบของ คณะอนุกรรมการชุดการศึกษาผู้ด้อยโอกาสก็จะมีองค์ประกอบที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ประเด็นประสบการณ์สำคัญจากมูลนิธิองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้จัดการการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่มีประสบการณ์ แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์อย่างดียิ่ง ตลอดจนตัวแทน จากยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทยที่เข้ามาให้ความคิดเห็น ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ ส่วนของท้องถิ่นโดยเฉพาะประเด็นท่านปลัด อบจ. สุรินทร์ที่เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดการศึกษา แบบเบญจภาคี รวมทั้งตัวแทนกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พม. หรือกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งผู้บริหารส่วนกลางแล้วก็ผู้ปฏิบัติที่อยู่หน้างานที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ในองค์ประกอบของเรา ก็ได้นำประสบการณ์ แล้วก็ปัจจัยของความสำเร็จของการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนมา ศึกษาร่วมกัน แล้วก็สังเคราะห์ข้อเสนอที่จะมีข้อเสนอในที่จะนำเสนอสภาในวันนี้อยู่ ๙ ประเด็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นการบริหารจัดการว่า ๙ ประเด็นนี้จะมีอะไรบ้าง อย่างไร ส่วนประเด็นเรื่องกฎหมายถึงแม้ว่าจะมียกร่างเรื่องนี้อยู่แต่คิดว่าเรื่องนี้เราคงจะใช้ ผลของการศึกษาเรื่องนี้ถ้าสามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้ในพื้นที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะ แก้ไขกฎหมายในอนาคตต่อไปนะครับ

สำหรับข้อมูลพื้นฐาน ขออนุญาตนำเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในเอกสารที่เป็นการรายงานจะเห็นว่ามีทั้งข้อมูลผู้ด้อยโอกาสที่มีทั้งเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เป็นเด็ก ในส่วนผู้ใหญ่มีประมาณ ๑๐ ล้านคน ในส่วนของเด็กเรามีข้อมูลเฉพาะผู้ที่เข้าอยู่ในระบบแล้ว ทั้ง ๒ ปีการศึกษา คือปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๘ มีตัวเลขของผู้เข้าสู่ระบบการศึกษา ประมาณ ๔.๘ ล้านคน ถ้าถามถึงข้อมูลภาพใหญ่ของผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะเด็กนี้เรายังไม่มี ข้อมูล ดังนั้นระบบข้อมูลอันนี้จะเป็นข้อเสนอหนึ่งในประเด็นของการปฏิรูปที่จะต้องทำให้ เกิดขึ้น สำหรับการศึกษาในชุดของอนุกรรมการมีความเห็นว่าการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ ที่ด้อยโอกาสนี้ ซึ่งมีหลายกลุ่มขณะนี้กลไกต่าง ๆ ก็เคลื่อนไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงให้ ความสำคัญกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส โดยเราจำแนกกลุ่มเป้าหมายออกเป็น ๔ กลุ่ม ก็คือ กลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ กลุ่มพิการและกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้ กลุ่มเปราะบางทางสังคม แล้วก็กลุ่มปัญหาเฉพาะ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ ๑ และกลุ่มที่ ๓ แล้วก็กลุ่มที่ ๔ ในบางประเด็น อันนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่เราได้ศึกษากรอบแนวคิดหลัก ในการที่เราจะปฏิรูปทั้ง ๙ ประเด็นนี้ มีอยู่ ๓ แนวคิดหลักใหญ่ ๆ นะครับ

ประเด็นแรกคือคณะอนุกรรมการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในพื้นที่ โดยเฉพาะที่เรียกว่าแอเรียเบส (Area-based) ให้ความสำคัญกับการจัดการในพื้นที่มากกว่า ที่จะเป็นการจัดการเชิงนโยบายหรือเรียกว่าเซนทรัลไลซ์ (Centralize) ดังนั้นจุดแตกหักของเรา คงให้ความสำคัญกับจังหวัด แล้วก็ในระดับตำบล

ประเด็นที่ ๒ คือให้ความสำคัญกับการทำงานในรูปประชารัฐ ในรูปพหุภาคี ก็คือการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การงบประมาณ เรื่องกำลังคน โดยให้ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนผสมผสานในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับ ส่วนราชการต่าง ๆ ในส่วนของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. แล้วก็เทศบาลนะครับ แล้วก็ ส่วนของผู้นำ ผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ที่จะทำงานร่วมกัน อันนี้คงเป็นหลักการอันที่ ๒ ที่เราวางไว้

ประเด็นที่ ๓ ก็คือการทำงานในเชิงรุก เรื่องนี้คงต้องทำงานในเชิงรุก เนื่องจากว่ากลุ่มด้อยโอกาสคงไม่ได้อยู่กับที่ ที่มีอยู่แล้วไม่ว่าการศึกษานอกโรงเรียน ที่ทำอยู่ประจำอยู่แล้วก็คงดำเนินไป แต่เราคงจะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกที่จะ เข้าไปค้นหา เข้าไปประเมิน แล้วก็นำเข้าสู่ระบบการศึกษา อันนี้คงเป็นหลักการ ๓ ข้อ ที่เราวางไว้สำหรับข้อเสนอในวันนี้นะครับ

สำหรับวิธีการปฏิรูปในเรื่องที่ ๑ ที่เราถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อที่ ๑ ก็คือมีความเห็นว่าครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส ถ้าตามคำศัพท์ของ องค์กรภาคเอกชนก็จะเรียกว่าครูข้างถนน จะเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง เป็นกำลังสำคัญที่จะ ทำงานเชิงรุก เรามีข้อเสนอให้มีผู้จัดการการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสหรือว่าครูผู้สอน เนื่องจากว่าหลายคนที่จะเข้าสู่ระบบ หรือที่เข้าสู่ระบบอยู่แล้วอาจจะไม่ได้เป็นครู มีความเป็น วิชาชีพอยู่ เราก็เลยพูดถึงว่าน่าจะมีผู้จัดการการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส หรือมีครู ในทุกท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เราให้ความสำคัญกับท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ที่จะต้องมองภาพรวม ของจังหวัด แล้วก็สนับสนุนให้เกิดครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาสให้เกิดขึ้นจะต้องทำงานเชิงรุกร่วมกัน ขณะนี้บุคลากรที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น กศน. ตำบลที่มีอยู่เกือบจะทุกตำบล จริง ๆ ใน กศน. จะมีครูข้างถนนเหมือนกัน แต่มีจำนวนระดับสิบ แล้วก็ กศน. ตำบลเองก็คงมีภารกิจอื่น ที่ถูกมอบหมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นอื่น ๆ ต่าง ๆ ที่มากมาย จนกระทั่ง ภารกิจหลักอาจจะทำได้น้อยลงนะครับ เราอยากเห็นครูผู้สอนเด็กผู้ด้อยโอกาสทำงาน ร่วมกันในเชิงรุกกับ กศน. ตำบล ทำงานร่วมกับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ครูในสังกัดเทศบาล ภาครัฐ เอกชน และองค์กรเอกชนที่มีอยู่ ในพื้นที่นะครับ หน้าที่หลักก็คือการที่จะต้องค้นหา คัดกรอง ประเมินศักยภาพ ของผู้ด้อยโอกาส ของเด็กผู้ด้อยโอกาส ต้องเรียนว่าเด็กผู้ด้อยโอกาสคงไม่ใช่เด็กธรรมดา มีสภาพปัญหาที่ไม่ว่าจะเป็นเปราะบางในด้านต่าง ๆ ดังนั้นครูผู้สอนอันนี้จะต้องมีลักษณะ ที่จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของไซโคโซเชียล (Psychosocial) ต่าง ๆ และที่สำคัญ คือจะต้องทำงานเชิงรุกในการที่จะเข้าไป คงนึกภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส หรือว่าผู้ที่เป็น กลุ่มปัญหาเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะต่าง ๆ ประสบการณ์เรื่องนี้องค์กรภาคเอกชนคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดขอนแก่น หรือว่าเด็กด้อยโอกาสแถวสะพานพุทธ เพราะฉะนั้น การจัดการการศึกษานี้คงทำงานตั้งรับไม่ได้ ต้องทำงานเชิงรุกนะครับ หลังจากที่ค้นหา คัดกรอง ประเมินศักยภาพ จัดการศึกษารวมทั้งให้คำปรึกษาอาจจะเป็นเรื่องวิชาชีพมากกว่า เรียนต่าง ๆ ที่สำคัญคือจะต้องส่งต่อกลุ่มเป้าหมายนี้ไปยังระบบการศึกษาที่จะมีนะครับ ทั้งนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอนุกรรมการ ซึ่งผมจะเสนอในข้อเสนอถัดไปถึงกลไก ในระดับจังหวัด แล้วก็ระดับพื้นที่นะครับ ภาพรวมก็คือ อบจ. กับท้องถิ่นน่าจะต้องมองเรื่องนี้ ส่วนจำเป็นจะต้องมีครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาสทุกตำบลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขนาดของปัญหา ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจ การวางแผนร่วมกันของกลไกในระดับจังหวัด อันนี้ถือว่าเป็นความสำคัญ แล้วก็เป็นคีย์เพอร์ซัน (Key Person) ที่เราคงจะต้องจัดให้มีภายใต้การจ้างงานของท้องถิ่น นะครับ

ข้อที่ ๒ ก็คือระบบการจัดการศึกษาที่จะต้องมีความยืดหยุ่นหลากหลาย ซึ่งอาจจะต้องมีทั้งในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกงาน เรื่องแรงงาน เรื่องของวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรศาสนาในแต่ละพื้นที่คงจะต้องเข้ามาเพื่อที่จะได้ช่วยกัน จัดการศึกษาอย่างมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งตัวเฉพาะหลักสูตร หรือว่าจะต้องเป็นไปตามกรอบ ของหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น จะเป็นการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับเด็กด้อยโอกาสที่มีความต้องการตรงนั้น

ข้อที่ ๓ ซึ่งคิดว่าเป็นกลไกที่เรามีข้อเสนอแนะก็คือเราอยากเห็นอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ที่ระดับจังหวัด ถือว่าเป็นความสำคัญ เดิมเราจะมีข้อเสนอว่า กศจ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดที่ตั้ง ตาม ม. ๔๔ อยากจะใช้ชุดนั้น แต่เนื่องจากชุดนั้นคงมีภารกิจอื่น ๆ ด้วย เลยมีข้อเสนอว่า น่าจะมีอนุกรรมการที่ระดับจังหวัดภายใต้ กศจ. ให้ กศจ. ไปตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับองค์ประกอบก็เสนอให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วก็มีนายก อบจ. เป็นรองประธาน โดยมีศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่เป็น เลขานุการที่จะมองภาพรวมของการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด องค์ประกอบก็จะมี ส่วนราชการที่เป็นส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ตัวแทนองค์กรภาคเอกชน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะเปิดกว้าง ๆ สำหรับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แล้วก็มี ผู้แทนของสำนักบริหารการศึกษาพิเศษกับผู้แทนของ กศน. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ อันนี้คงเป็นกลไกหลักที่เราจะมีข้อเสนอให้ กศจ. ตั้งขึ้นเพื่อที่จะรับผิดชอบภาพของ การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสทั้งจังหวัด ส่วนอีกระดับหนึ่งก็คือในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความเห็นว่าน่าจะมีในระดับเทศบาลหรืออาจจะในระดับตำบลในส่วนที่จะเป็นส่วน ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของการควบรวมต่าง ๆ โดยที่จะมีท่านนายกเทศมนตรีหรือกำนัน ประสบการณ์ที่สุรินทร์บอกว่าเรื่องนี้ต้องทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับท้องที่ที่จะทำงาน ในพื้นที่ รวมทั้งผู้แทนอาสาสมัครอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อสม. หรืออื่น ๆ ที่จะต้องทำงาน เพราะว่ากลไกที่จะเคลื่อนหลักคงเป็นอนุกรรมการในระดับตำบลหรือในระดับเทศบาล ภายใต้การกำกับของอนุกรรมการในระดับจังหวัด ตรงนี้คงเป็นกลไกที่เราจะเสนอให้เกิดขึ้น สำหรับใน กทม. เอง แล้วก็ในพื้นที่พิเศษไม่ว่าจะเป็นเมืองพัทยา ถ้าจะได้ทำในลักษณะ เดียวกันในระดับเขตก็อาจจะให้ผู้อำนวยการเขตได้เป็นประธานของอนุกรรมการ การจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ ในระดับส่วนกลางน่าจะเป็นรองผู้ว่า กทม. ผมคิดว่าตรงนี้ จะเป็นจุดสำคัญที่เราให้ความสำคัญกับแอเรียเบส (Area-based) มากกว่าการที่จะโยน ความสำคัญอันนี้ให้กับกรรมการในส่วนกลางที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ อันนี้คงเป็นข้อที่ ๓ นะครับ

ข้อที่ ๔ ก็คือระบบข้อมูล ขณะนี้ข้อมูลเท่าที่เราศึกษาจะมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับส่วนราชการ ดังนั้นข้อเสนอเรื่องนี้คืออนุกรรมการระดับจังหวัดกับพื้นที่จะต้องทำ ให้เกิดข้อมูลที่เป็นแอเรียเบส (Area-based) และที่สำคัญคือเอาไว้ใช้ ไม่ใช่เอาไว้ส่ง เป็นการเอาไว้ใช้แล้วก็ให้มันปัจจุบันสำหรับการที่จะเคลื่อนไหวสำหรับการที่จะจัดการ การศึกษานะครับ

ข้อที่ ๕ มีความเห็นว่าศูนย์กลางในการดูแลผู้ด้อยโอกาสแล้วก็อาจจะเป็น ศูนย์พักพิงในเบื้องต้นน่าจะมีความสำคัญที่จะต้องทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ให้การพักพิงของ พม. ที่มีอยู่หรือบ้านพักเด็ก ครอบครัว ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง การที่จะกำหนดศูนย์กลาง ดูแลผู้ด้อยโอกาสและพักพิงขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ข้อเสนอก็คือเราจะใช้โรงเรียนที่ถูกยุบเลิก หรือไม่อย่างไร หรืออาจจะใช้สถานที่ของ กศน. ตำบลต่าง ๆ ตรงนี้ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับ อนุกรรมการพื้นที่ที่จะไปกำหนด และใช้สำหรับเป็นศูนย์กลางในการประเมิน ศูนย์กลาง ในการพักพิงเบื้องต้น อันนี้น่าจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการปฏิรูปอันนี้

ข้อที่ ๖ เรื่องงบประมาณ งบประมาณรายหัวแล้วก็งบสนับสนุนประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายหัว จริง ๆ เรามีความเห็นว่าถ้าจะเป็นดีมานด์ไซด์ (Demand Side) ควรจะเป็นระดับจังหวัดมากกว่าที่จะเป็นระดับพื้นที่เป็นตำบล ความเชื่อ พวกเราอาจจะเห็นว่าจุดที่เล็กอยู่แล้วก็จะยิ่งได้รับงบประมาณน้อย อำเภอหรือว่าตำบลที่ใหญ่ ก็อาจจะได้รับงบประมาณมากขึ้น ดังนั้นงบประมาณเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายหัว หรือว่างบประมาณสนับสนุน ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. มีข้อเสนอให้จัดสรรตรงไปยังที่ อนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อที่จะให้อนุกรรมการระดับจังหวัดได้บริหารจัดการ แล้วก็ จัดสรรให้กับแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา อันนั้นคงเป็นก้อนที่หนึ่ง ส่วนที่ ๒ ก็คือ งบประมาณของแต่ละท้องถิ่นที่จะจัดสนับสนุนได้เมื่อส่วนราชการร้องขอ ส่วนที่ ๓ ก็คือ งบอุดหนุนจากกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะของ พม. ที่มีอยู่ ซึ่งขณะนี้ทิศทางการใช้ อันนี้จะเซนทรัลไลซ์ (Centralized) หรือไม่อย่างไร รวมทั้งจะสามารถเอาออกมาสนับสนุน การจัดการศึกษาตรงนี้ได้หรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะต้องมีการทบทวน มีการศึกษา แล้วก็ ให้เป็นช่องทางสำหรับกระจายอำนาจให้กับจังหวัดที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กองทุนที่จะสนับสนุนให้กับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสได้นะครับ

ข้อที่ ๗ ผมคิดว่าคงตรงกันในหลายชุดที่พูดถึงเรื่องของผลิตและพัฒนา ศักยภาพของครูผู้สอน ข้อที่ ๑ ที่คณะอนุกรรมการเสนอก็คือให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการให้มี ประเด็นข้อที่ ๗ อันนี้คือการพัฒนา เพราะว่าครูที่จะต้องเข้าไปดิว (Due) กับผู้ด้อยโอกาส คงไม่ใช่ครูธรรมดาเหมือนกัน อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะเหมือนกับครูสำหรับผู้พิการบางเรื่อง แต่ตรงนี้คงต้องมีประเด็นของในมิติของจิตสังคมต่าง ๆ มิติของความเข้าใจในบริบทของ เด็กด้อยโอกาส เด็กเปราะบางทางสังคม เด็กที่มีปัญหา เด็กที่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า ครูกลุ่มนี้จะต้องเป็นครูที่ได้รับการพัฒนาในเชิงทักษะของไซโคโซเชียล (Psychosocial) มากกว่าแล้วก็เพิ่มเติมด้วยอื่น ๆ ด้วยนะครับ ฉะนั้นอาจจะต้องมีประสบการณ์ที่หลากหลาย ส่วนหลักสูตรก็คงเป็นเรื่องส่วนกลางที่จะต้องดำเนินการ ส่วนผู้ที่จะไปดำเนินการ ก็คืออนุกรรมการจังหวัด ซึ่งคงใช้งบประมาณในที่ได้นำเรียนไปแล้วนะครับ

ข้อที่ ๘ เรื่องระบบและกลไกในการติดตามกำกับและประเมินผล มีข้อเสนอว่า ในเมื่ออนุกรรมการในระดับตำบลกับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ กศจ. น่าจะเป็นอินเทอร์นัลออดิต (Internal Audit) แล้วก็สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่าจะเป็นเอกซ์เทอนัล (External) ที่จะต้องเข้ามากำกับเรื่องนี้ เรามีความเห็นว่าการติดตามกำกับประเมินผลน่าจะเป็นประเด็น สำคัญอย่างยิ่งนะครับ

สุดท้ายการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการแก้ไขในระดับกระทรวง ในระดับกฎหมายรอง เช่น การเทียบโอนหลักสูตรที่อาจจะต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ หลักสูตรที่อาจจะไม่ครบ การที่จะปรับปรุงวิธีการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นไป ตามมติ ครม. แล้วก็เรื่องวิชาชีพของครูผู้สอนเด็กผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ประเด็นมีการ ยกร่าง พ.ร.บ. เรื่องนี้ไว้แต่เรายังไม่ได้ศึกษามากนัก เนื่องจากว่าในยกร่างนั้นพูดถึงกรรมการ ส่วนกลางเท่านั้น ขณะที่ข้อเสนอของเราให้ความสำคัญกับแอเรียเบส (Area-based) ดังนั้น ประสบการณ์ถ้าจะทำงานเรื่องนี้กับการที่จะยกร่างหรือการแก้กฎหมาย การเสนอกฎหมาย อาจจะเป็นประสบการณ์ที่จะทำในอนาคตนะครับ อันนี้เป็น ๙ ประเด็นที่เรามีข้อเสนอ สำหรับการปฏิรูปการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส

สำหรับแผนปฏิทินก็คงจะเป็นไปตามเอกสารนะครับ ในระยะเบื้องต้นคงให้ ความสำคัญกับการทำให้เกิดกลไกระดับจังหวัดและกลไกในระดับพื้นที่เพื่อที่จะเดินหน้า ระยะแรกเราเสนอให้มีการจัดการเรื่องระบบเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบติดตามกำกับ ประเมินผลระบบข้อมูล ใน ๖ เดือนแรกหลังจากที่ผ่านสภานี้แล้วเห็นตรงกันใน ๓ ฝ่าย ส่วนใน ๖ เดือนถัดไปก็จะเริ่มดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นทำให้มีครูผู้สอน เด็กผู้ด้อยโอกาส ทำให้มีระบบการจัดการศึกษา ทำให้มีการผลิตและพัฒนา รวมทั้งการที่จะ พัฒนาศูนย์กลางการดูแลและพักพิงที่สำคัญคือเรื่องงบประมาณนะครับ ทั้งหมดเป็นข้อเสนอ ที่อนุกรรมการเสนอกับสภาเพื่อให้พิจารณา ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เมื่อประธานกรรมการและคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ ได้นำเสนอรายงานทั้ง ๓ เรื่องพร้อมร่างพระราชบัญญัติแล้วนะครับ

ต่อไปผมจะขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ทั้งนี้ผมจะอนุโลมตามสมควรเกี่ยวกับช่วงเวลาของการอภิปราย ท่านแรก ขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน รายงานของท่านกรรมการเป็นปึกนี่นะครับ มีเรื่องใหญ่ ๆ มากเลยถึง ๓ เรื่อง อ่านแล้วก็มีความรู้สึกโดยสรุปว่าเป็นการเสนอที่ถูกเวลาอย่างยิ่ง อย่างที่ท่านได้กล่าวแล้วว่า ในอนาคตผู้สูงอายุจะมากขึ้นปีหนึ่งคนพิการก็มากขึ้น ปีใหม่นี้อาจจะต้องพิการกันอีกแล้ว ขับรถไปต่างจังหวัดก็จะต้องมีผู้พิการขึ้นมาอีก ผู้ด้อยโอกาสก็มากขึ้นก็ถือว่าสุดยอดของ การนำเสนอในวาระนี้ และเหมาะเจาะคล้องจองกับต่างประเทศและในประเทศ ในประเทศ ผมกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านกล่าวไว้ก่อนเลย ว่าท่านจะพัฒนาประเทศไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ท่านกล่าวมานานแล้วนะครับ ขณะเดียวกันเมื่อเดือนที่แล้วประเทศใหญ่โตมโหฬารก็เอาสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวไว้ ในทุกที่ไปบอกว่าจะไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่อเมริกาเลยได้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกาไป ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้มันมี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน ผมอยากจะพูด ทั้ง ๓ เรื่อง แต่ผมจะเน้นเรื่องผู้สูงอายุ เพราะเรื่องของคนพิการก็ดี หรือผู้ด้อยโอกาสก็ดี ผมเตรียมมาแล้วแต่ไม่กล้านำเสนอ เพราะเนื่องจากการนำรูปของคนพิการขึ้นจออาจมี ปัญหาได้ เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากท่านผู้พิการเหล่านั้น

ผมขออนุญาตสไลด์ (Slide) แรกครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมจะบรรยาย ตามที่ท่านเสนอ ภาพที่ ๒ ผมอยากจะอ่านท่านให้ฟังก่อน นัตถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญาไม่มี แต่ฝรั่งเขาบอกว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนนี่แปลเป็นภาษาไทย โน วัน อีส ทู โอลด์ ทู เลิร์น (No one is too old to learn) ใช่ไหมครับท่านกรรมาธิการที่เคารพ ถ้าท่านมั่นใจว่าใช่ ผมจะอธิบายต่อไปว่าทำไมผมยกพุทธภาษิต นัตถิ ปัญญา สมาอาภา ขึ้นมากล่าวก่อน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเทศนามา ๒๕๖๐ กว่าปีแล้ว ท่านก็กล่าวว่าแสงสว่าง ในโลกนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ท่านเห็นแสงสว่างที่ผมอ่านเห็น เพราะว่าเนื่องจาก แสงสว่างจากหลอดไฟ ท่านออกไปนอกสถานที่ก็คือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แต่เมื่อไร ดวงอาทิตย์ตกไปลับฟ้าไปหรือเกิดสุริยคราส ท่านก็มองไม่เห็นถูกไหมครับ พอถึงกลางคืน ถ้าพระจันทร์เดือนหงาย ท่านก็จะเห็นแสงรำไร แต่เมื่อไรก็ตามต้นเหตุของทำให้แสงนั้นหมดไป ท่านก็ไม่เห็น อ่านหนังสือไม่ได้ ไฟก็เหมือนกันถ้าไฟขาดฟิวส์ขาดก็มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน แต่แสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่มีวันหมด ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนในถ้ำแม้แต่หลายท่านในโลกนี้ ที่ถูกจำคุกได้ออกมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะท่านใช้พุทธภาษิตขององค์สมเด็จ สัมมาพระพุทธเจ้าแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ผมเคยสงสัยเมื่อไปวัดหนองป่าพง วัดหลวงพ่อชาท่านสอนพระฝรั่งไม่ว่าจะมาจากอังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ มาเลเซีย หรือเยอรมัน ทั้ง ๆ ที่คนละภาษา หลวงปู่ชาเท่าที่ทราบท่านก็ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นั่นคือสอนจากการกระทำหรือเรียกว่าเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) สอนจากการกระทำ หลวงปู่ชาท่านก็เป็นต้นแบบของการนั่งสมาธิของการทำโน่น ทำนี่ร้อยแปดจิปาถะ พระฝรั่งเดี๋ยวนี้ก็เป็นท่านเจ้าคุณไปแล้ว เช่น พระราชสุเมธาจารย์ ท่านชยสาโร ท่านสิริปัญโญเยอะมากและกระจายไปเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนาอยู่ ในหลายประเทศนะครับ ที่ผมกราบเรียนอันนี้ก็คือผมว่าท่านมาตรงแล้ว มาตรงอะไร การสร้างปัญญาผมก็ไปศึกษาค้นคว้ามาว่ามี ๓ ประการ

ประการที่ ๑ คือการสร้างปัญญาด้วยการคิดหาเหตุผล เรียกว่า จินตามะยะ ปัญญา

ประการที่ ๒ การสร้างปัญญาด้วยการเจริญภาวนา เรียกว่า สุตะมะยะ ปัญญา

ประการที่ ๓ การสร้างปัญญาด้วยเจริญภาวนา เรียกว่า ภาวนามะยะปัญญา

ถามว่าทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากการศึกษาเล่าเรียนจากหนังสือก็ตามจากครู บุพพาจารย์ก็ดีแล้วนำมาคิดไตร่ตรองก็จะเกิดปัญญาขึ้น พอเกิดปัญญาก็จะเกิดการเรียนรู้ ลักษณะของปัญญามี ๒ อย่างใหญ่ ๆ คือ ๑. โลกียปัญญาคือความรู้ระดับโลก ๆ ของเรา ที่เราโลกทั่ว ๆ ไป กับโลกุตรปัญญาคือปัญญาที่ทำให้เราพ้นโน่น มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไปไกลซึ่งยากมากที่จะไปถึง ผมอยากจะกราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ผ่านประธานไปยังกรรมาธิการถึงประชาชนที่รับฟังว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็สามารถที่จะ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผมขออนุญาตก้าวล้ำไปนิดหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์วิริยะได้พูดถึง เรื่องผู้พิการ เมื่อผมอยู่กระทรวงแรงงาน กระทรวง พม. ในอดีตเป็นกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งก็ร่วมทำงานด้วยกัน ผมก็ไปมาหลายที่นะครับ ก็จะเห็นว่าผู้พิการนั้นถ้าเมื่อไรก็ตาม ผู้พิการไม่พิการทางใจเขาย่อมเรียนรู้ได้เสมอ ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่อยู่กรรมการ บนบัลลังก์นี้คือท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านอายุ ๑๕ ปี ท่านก็ตาเสีย ปกติคนพิการที่ไม่พิการแต่กำเนิดชีวิตอยู่ลำบากมาก เพราะอะไร เพราะผมไปเห็นมากับตา เมื่อผมเป็นอธิบดี เป็นเลขาธิการประกันสังคมเรามีศูนย์พัฒนาคนพิการอยู่ทุกภาคที่เกิดจาก การทำงาน จะฆ่าตัวตายก็มีร้อยแปดจิปาถะเพราะรับไม่ได้ ขออนุญาตอาจารย์นะครับ อาจารย์วิริยะท่านรับและสู้ สู้นี่ผมกราบเรียนหลายท่านอาจจะไม่ทราบประวัติของท่านนะครับ ท่านจบเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี ๒๕๑๙ เกียรตินิยมนะครับ ทั้ง ๆ ที่ ท่านตาไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย ปีต่อมาปีเดียวท่านสอบเนติบัณฑิตได้เป็นอย่างไรครับ บางคนสอบ ๕ ปี ๗ ปี ยังไม่ได้เลย ท่านก็สอบได้ อีก ๒-๓ ปี ต่อมาท่านจบปริญญาโท ทางกฎหมายแพ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ข้ามน้ำข้ามเรือไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จบปริญญาเอกทางแท็กเซชัน (Taxation) ก็คือกฎหมายภาษีซึ่งก็เรียนยากมาก ฝรั่งยังไม่ค่อย จะเรียนเลย อย่างนี้ตัวอย่างเป็นต้นเลยที่ยกอาจารย์ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าผู้พิการ ทั้งหลายในโลกนี้โดยเฉพาะในประเทศไทยท่านสู้ ถ้าใจมันสู้แล้วก็จะประสบความสำเร็จ ดังตัวอย่าง หรืออาจารย์ต่อพงศ์ท่านตาไม่ดีท่านก็สามารถทำอะไร ๆ ร้อยแปดจิปาถะได้ ต่อไปผมขออนุญาตเข้ารูปภาพที่ผมนำเสนอนะครับ อันนี้ก็จะเห็นเลยว่าผู้สูงอายุ เรียนคอมพิวเตอร์แล้วก็มีครูสอนนะครับ

ต่อไปครับ อันนี้ก็เรียนเกี่ยวกับการวาดรูปร้อยแปดจิปาถะนะครับ ให้เห็นว่า สามารถเรียนได้ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่พิการนะครับ ก็สามารถจะทำอะไรได้หลายอย่าง ตามอัตภาพนะครับ อันนี้ทำดอกไม้ประดิษฐ์นะครับ อันนี้ไทยแน่นอนเลยจักสานครับ ผู้สูงอายุนี้จักสานเก่งในชนบททุกที่ที่ไหนที่มีไม้ไผ่หรือไม่มีไปหาซื้อมาก็สามารถจักสานได้ ขายได้ราคาแพงนะครับ ตั้งแต่เป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ขังไก่ รวมทั้งปีใหม่นี้ก็จะเป็นกระเช้า สำหรับใส่ของไปให้ผู้ที่เรารักเคารพนะครับ ต่อไปผู้สูงอายุแต่งนักเรียนเข้าเรียนอย่างที่ ท่านกรรมาธิการว่าเมื่อสักครู่นะครับ ผมไปหามาก็เป็นภาพที่น่าสนใจ แต่ผมให้ข้อสังเกต ผู้สูงอายุนี้ไม่ว่าจะเข้าวัดก็ดีหรือทำกิจกรรมอะไรก็ดีนี้ครับ ข้อสังเกตของผมในช่วงชีวิต ๗๐ ปี ปีนี้สุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ จริงไหมท่านรู้อยู่แก่ใจ ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนถึง เรื่องการศึกษาตลอดชีวิตที่ท่านกรรมาธิการว่าภาพการศึกษาตลอดชีวิตนี้ ผมอยากจะเพิ่มอีกนิด การศึกษาเพื่อชีวิตน่าจะลึกล้ำมากกว่าอันนี้ผมคิดเองนะครับ ภาพต่อไปท่านดอกเตอร์เกรียงไกร ตวงวรนันท์ ปัจจุบันนี้ท่านอายุ ๘๔ ปี เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เมื่ออายุเลย ๖๐ ปีแล้วที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบดอกเตอร์ ไม่ใช่กิตติมศักดิ์เป็นดอกเตอร์จากการเรียน ท่านทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไรครับ เรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณเป็นอย่างไรครับ ตรงกับที่ท่านนำเสนอกันไหมครับท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ และท่านยังบอกว่า การมีโอกาสเรียนหนังสือจะทำให้มีการพัฒนาสมองเพราะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ท่านบอก อันนี้ผมไปค้นมาที่ท่านพูดนะครับ ใครไปสัมภาษณ์ท่านท่านก็บอกอย่างนี้และผมก็โดนใจ ก็เลยนำมาเสนอท่านและผ่านไปยังกรรมาธิการและพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้าน ต่อไปอันนี้ อาจจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ ภาพต่อไปในประเทศญี่ปุ่นผู้สูงอายุนี้ทำงานเกือบทั้งประเทศ หน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ก็อยู่ที่ศูนย์การค้าช่วยแพ็ก (Pack) ช่วยเอาของใส่ร้อยแปดจิปาถะ หรือถ้าท่านไปที่สถานีรถไฟทั้งบนดินและใต้ดินที่ญี่ปุ่นก็จะเห็นผู้สูงอายุเก็บขยะร้อยแปดจิปาถะ อยู่ตามห้องน้ำทำความสะอาด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีคุณภาพชีวิตและทุกคนให้เกียรติ ผู้สูงอายุ ภาพต่อไปอันนี้เห็นไหมครับผู้สูงอายุทำช่างไม้ ช่างเล็ก ๆ จากเล็ก ๆ ไปใหญ่ ๆ เขาเรียกห้อยโหนอะไรไม่ได้ไปปีนอะไร ก็ทำเครื่องเรียนเครื่องไม้เล็ก ๆ ก็ทำได้นะครับ ต่อไปผู้สูงอายุสามารถรีดผ้าได้หลังจากซักด้วยเครื่องแล้วก็สามารถหาเงินได้ ที่ผมพูดทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ อย่างยิ่งที่นำเสนอ ๓ เรื่องนี้ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส ทุกปีผมจะไปที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ไปที่โรงเรียนไม่ได้ยินคือหูหนวกที่ราชวัตรและไปที่ดินแดงคือพิการทางสมอง ล้วนแล้วด้อยโอกาส ทั้งสิ้นนะครับ แต่ผมนี้มีรูปแต่ผมไม่กล้านำเสนอนะครับ ถามว่าถ้าเรามีลูกมีหลานหรือตัวเรานี้ อยากเกิดมาพิการไหม อยากเกิดมาเป็นคนด้อยโอกาสไหม ไม่มีที่จะนอน เมื่อวานผมฟัง กิจกรรมของ คสช. ที่ไปสัมภาษณ์คนไร้บ้าน เขาสู้ครับสู้จนบัดนี้คนไร้บ้านเริ่มมีบ้านแล้ว และรัฐบาลก็ช่วยดูแลหาที่อยู่และให้อยู่ได้ ๓๐ ปี โดยกระทรวง พม. โดยท่านรัฐมนตรีอดุลย์ แสงสิงแก้ว และท่านปลัดปัจจุบัน และท่านอดีตปลัด วิเชียรก็ทำเรื่องนี้มาก่อน ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อท่านนะครับ ก็ดีมากเลยครับต้องใช้คำว่า ดีมาก ๆ มันเข้าข้อความที่ว่าเราคนไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะการที่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพียงคนเดียวอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ ๆ ให้กับชาติบ้านเมืองได้ ข้อเสนอเพื่อพิจารณา ก็อาจจะตรงกับท่าน เพราะผมเตรียมมาก็ตรงกับที่ท่านพูดเลยก็คือ

๑. ต้องส่งเสริมการศึกษาผู้สูงอายุทั้งในระบบ นอกระบบ รวมถึงการฝึก อบรมอาชีพครับ ถ้าให้เรียนไปแล้วเพิ่มไปแล้วเขาไม่มีงานทำ เขาก็หงอยเหงาแล้วก็ เศร้าสร้อย แล้วก็ในที่สุดไม่มีเพื่อนฝูงก็ถึงอนิจกรรมได้เร็วเกินเหตุก็ต้องหาอาชีพที่เหมาะสม สมัยก่อนนี้ผมว่าให้ผู้สูงอายุนี่ทำดอกไม้จันทน์ก็มีอาชีพได้นะครับ

๒. ต้องส่งเสริมการทำงานผู้สูงอายุโดยคำนึงถึงสภาพงาน สภาพของการเรียนว่า จะเรียนที่ไหนแล้วก็สุขภาพเขาด้วย ไม่ใช่บอกพอจบจากกรรมการนี้ทุกคนก็เฮโลไปเชิญ ผู้สูงอายุไม่ว่าจะสุขภาพดีไม่ดีมานั่งเรียนหนังสือหรือฝึกอบรมอาชีพต้องดูตามเหมาะสม กับสภาพของท่านนะครับ

และผมอยากกราบเรียนว่าดอกเตอร์เมื่อกี้สักครู่นี่นะครับ ท่านเรียนจบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คนก็เลยถามท่านว่าดอกเตอร์เกรียงไกรทำไมเลือกเรียน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คือมหาวิทยาลัยรามคำแหงนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดอายุ เพราะฉะนั้นก็เรียนได้ มหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยหลายแห่งนี่ถ้าอายุมากก็ไม่รับแต่ที่นี่รับ ค่าเรียนถูกไม่แพงนะครับ ผมยังกราบเรียนว่าถ้าสังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้พิการ ให้ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสช่วยตัวเอง หาความรู้ใส่ตัวเอง ภาระของเราของชาติบ้านเมือง ก็จะลดน้อยลงและนอกจากนั้นเรายังได้กุศลจากการทำนี้ด้วย ผมก็ขอจบการอภิปรายของผม ด้วยความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อท่านกรรมการและท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ อดีตเจ้ากรมการพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร ขอเชิญครับ

พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสที่ได้ดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้สำหรับ ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ต้องขอชื่นชมแล้วก็ขอชมนะครับ ผมจะขออภิปราย

ประเด็นแรกของผู้พิการ ซึ่งท่านได้ยกประเด็นในการแก้ไข แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยแก้ไขของปี ๒๕๕๑ ถ้าเปิดไปดูในหน้า ๔๐ ในเรื่องแรกนี้พารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ แผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคลหมายถึงแผนซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพและการจัดการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ ท่านเพิ่ม ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ในการเพิ่มประโยคนี้นะครับ ตลอดจนกำหนดเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการช่วย และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล ในประเด็นสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อนั้นนะครับ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต แล้วก็เพิ่มเติมให้เอกสารฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้นในประเด็นของ ความซ้ำซ้อนของภาครัฐในการสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นของกระทรวง สาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลผมขออนุญาตกล่าวอ้างอิงบุคคลข้างนอกนะครับ แพทย์หญิงสาวิตรี ชลออยู่ นามสกุลเดียวกับผมนะครับก็เป็นแพทย์แผนก ตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลเด็กก็คือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีหรือโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งดูแลเด็กตั้งแต่ ๑ ขวบแรกเกิดจนถึง ๑๘ ปี อันนี้ผมพูดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์ คือเรื่องของเครื่องช่วยฟังหรือถ้าเกิดหูเราพิการไม่ได้ยินตามความถี่ของแต่ละประเภท อันนี้ตั้งแต่เด็กกระทรวงสาธารณสุขก็จัดอุปกรณ์ให้เด็กสนับสนุนซื้อให้ราคาหลักพันบาท ถึงหลักหมื่นบาทหรือหลายหมื่นบาท เด็ก ๆ พอเข้าไปเรียนในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก็จัดให้อีก ดังนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ บางครั้งเด็กที่พิการเรื่องหูหรือการได้ยินมีเครื่องช่วยฟัง บางคนมี ๑-๕ เครื่องก็มี อันนี้มันเลยซ้ำซ้อนกันในประเด็นแรกซึ่งอันนี้ก็อยากเสนอว่า ควรเขียนไว้ด้วยในการปฏิรูปว่าเรื่องอุปกรณ์มอบให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งดูแลไปเลย กระทรวงหลัก โดยเฉพาะเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องนี้นะครับ และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอุปกรณ์เหมือนกัน เราควรที่จะป้องกันการพิการไม่ให้เกิด การซ้ำซ้อน ในประเด็นนี้หมายความว่าบางคนพอเรารู้ตั้งแต่เกิด ผมขออนุญาตชื่นชมว่า ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นครูหรือบุคลากรที่ท่านจะเพิ่มขึ้นบุคลากรพิเศษ บางครั้งอาจจะมีความรู้ด้านนี้น้อย ยกตัวอย่างว่าบางครั้งได้ยิน หูไม่ได้ยินเพียงความถี่ ไม่กี่ความถี่สามารถที่จะพูดได้ แต่ถ้าเกิดผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลย เด็กก็จะพูดไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นซ้ำซ้อน ไม่ได้ยินด้วย พูดไม่ได้ด้วย ก็จะส่งผลถึงการศึกษา อย่างประเด็นที่ ๒ หมายความว่าอย่างอุปกรณ์จากการได้ยินบางครั้งถ้าเรื่องจริงเลยคือคนที่ไปติดตั้งให้เด็ก ๆ ส่วนมากร้อยละ ๘๐ ถึงร้อยละ ๙๐ ปัจจุบันคือบริษัท บริษัทเข้าไปติดตั้งให้เด็กไม่ว่าเป็นตาม โรงเรียนหรือตามอะไร ดังนั้นความรู้อาจจะมีน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ที่ท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูป ให้มีก็ควร ผมสนับสนุนเรื่องนี้ควรจะมีนะครับ แล้วก็ครูบาอาจารย์บางท่านที่อยู่ตามโรงเรียน บางครั้งเครื่องช่วยฟังเอาไปวางให้เด็กใช้เฉพาะตอนเรียน นอกนั้นก็เก็บวางไว้ กลัวหายบ้าง กลัวอะไรบ้าง ดังนั้นเครื่องช่วยฟังควรที่จะติดเด็กอยู่กับเด็กตลอดเวลาเลยและมีการปรับจูน (Tune) ความถี่กัน อันนี้คือหมายความว่าคุณครูบุคลากรจะต้องทราบใน ๒ ประเด็น ที่ผมเห็นด้วยในพารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ นะครับ

ส่วนเรื่องต่อไปคือเรื่องที่ท่านแก้ไขพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๑ เพิ่มเติม ทุกมาตราเลย มาตรา ๔ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๙ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างเช่นท่านบอกว่าการเรียนร่วม ร่วม ท่านเปลี่ยนเป็น รวม ๒ คำนี้มีทั้งหมดเกี่ยวข้องหลายมาตราเลย ถ้าไปเปิดดูราชบัณฑิตสถาน ๒ คำ ซึ่งคำว่า ร่วม ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วก็แก้ไขมาตลอด ซึ่งถ้าเปิดดูแล้วก็เป็นแบบว่าร่วม มีความหมายว่ามีส่วนร่วมอยู่ด้วยกันเป็นอันเดียวกัน แล้วก็ถ้าภาษาอังกฤษก็คือแชร์กัน อาจจะไม่สนิท แต่ถ้า รวม คือบวกเข้าด้วยกัน ผสมเข้าด้วยกัน คละปนกัน สนิท เพราะฉะนั้นผมว่า ๒ คำนี้ ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ในการแก้ของท่านกรรมการ ท่านแก้เป็นรวมทั้งหมดเลย แล้วก็ท่าน เขียนเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความถูกต้อง เขียนแค่นี้ ผมก็เลยสงสัยว่า ๒ คำนี้เป็นอย่างไร ข้อเสนอแนะของผมอยากจะใช้เหมือนเดิมเหมือนพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๑ คือร่วม มีไม้เอก นะครับ แต่ถ้าท่านยังยืนยันว่าใช้รวมเหมือนเดิมก็ขออนุญาตให้ขยายความว่าเพื่อให้เกิด ความถูกต้อง ขอขยายความให้มากกว่านี้ในประเด็นที่ ๒ นะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ในประเด็นนี้ในหน้า ๑๗ ซึ่งข้อ ๓.๑ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับ ผู้ด้อยโอกาสระดับจังหวัดประกอบด้วย ประธานคือรองผู้ว่าราชการจังหวัด ในประเด็นเรื่องนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนถามท่านอนุกรรมการว่าตั้งขึ้นโดยใช้อำนาจของพระราชบัญญัติ หรือของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ หรือฉบับที่ ๑๑ หรือฉบับที่ ๓๘ ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ลงนามใช้อำนาจตัวไหนแต่งตั้งแล้วก็ประธานนี่เป็นรองหรือจะให้เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด อันไหนจะเหมาะสมกว่ากันใน ๓ ประเด็น

สรุปได้ว่าที่เสนอท่านนี่เห็นด้วยในหลักการ ส่วนข้อสังเกตในเรื่องของ การแก้ไขในร่างพระราชบัญญัติในเรื่องของการซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ตั้งแต่อุปกรณ์ต่าง ๆ ระหว่างควรจะเป็นหน่วยงานเดียว อย่างเช่นกระทรวงสาธารณสุขจะดูแลเรื่องอุปกรณ์ เราควรจะป้องกันไม่ให้เกิดความพิการซ้ำซ้อนเพิ่มเติม ควรให้เป็นครูหรือผู้ที่รอบรู้สามารถ ป้องกันมีความรู้ในเรื่องของการป้องกันไม่ให้พิการซ้ำซ้อนเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เรียนถาม เรื่องอำนาจทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงานและอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมจะขออภิปรายในรายงานเรื่องแรกก่อน คือรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือวิป (Whip) สปท.

เรื่องแรกก็คือเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ก็ได้เสนอรายงานเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา สำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติ มาด้วย ๒ ฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๑๑ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ สรุปเหตุผลก็น่ารับฟังมาก เพราะว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ซึ่งกำหนดให้คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกระดับโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต สอดคล้องกับซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ๑๗ ข้อ ของสหประชาชาติ แล้วก็ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่ให้โอกาสแก่ผู้พิการในเรื่อง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันที่ประเทศไทยได้ไปร่วมประชุม แล้วก็เป้าหมาย ๑๐ ประการของสิทธิคนพิการ รายงานของท่านก็ได้ระบุถึงตัวเลขการศึกษาของ กระทรวงสาธารณสุขที่ระบุตัวเลขนักเรียนพิการที่อยู่ในระบบการศึกษามีถึง ๔๔๐,๐๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓๗๐,๐๐๐ คน แล้วก็ยังมีนักเรียนที่พิการอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบการศึกษา ของ อปท. อีก ๔๔,๐๐๐ คน ท่านก็ได้สรุปสั้น ๆ ว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาเกิดขึ้นรวม ๔ ประการ ปัญหาแรกก็คือขาดบุคลากร ที่สนับสนุน เช่น ล่าม นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยาที่จะมาสนับสนุนการศึกษาของผู้พิการ ขาดการสื่อสารและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนพิการ ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและการเชื่อมโยงข้อมูล ขาดโอกาสหลังจาก จบการศึกษา คณะกรรมาธิการของท่านจึงได้เสนอความร่วมมือใน ๔ ด้านและ ๔ ช่วงวัย ก็คือก่อนวัยเรียน ปฐมวัย การศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษา โดยตั้งเป้าหมายไว้ ๔ ประการคือ

ข้อ ๑ การให้ความช่วยเหลือในระยะแรก ได้แก่ การตั้งศูนย์การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับการให้บริการทางการแพทย์ และการฟื้นฟูสถานภาพการคัดกรอง

ข้อ ๒ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เรียนรวมหรือเรียนร่วมโดยจัดให้มี หลักสูตรที่มีบุคลากรที่สนับสนุนในสหวิชาชีพ เรื่องสถานที่ เรื่องการอบรมทักษะครู

ข้อ ๓ จัดการศึกษาแบบมีงานทำ

ข้อ ๔ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรการศึกษาผู้เกี่ยวข้องกับคนพิการ และนอกจากนั้นก็มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมาประกอบการพิจารณา ๒ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. .... ซึ่งจริง ๆ ก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ท่านเสนอยกเลิก พ.ร.บ. เก่าของปี ๒๕๕๑ รวม ๖ ประเด็นนะครับ ก็คือให้มีแผนพัฒนา ศักยภาพนักเรียนผู้พิการตั้งแต่เกิดจนตาย เพิ่มคำจำกัดความบุคลากรการศึกษาพิเศษ ท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณขึ้นมาเป็นกองทุนเพื่อการนี้ได้ เพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากสมาคมพิการทุกประเภทในประเทศไทย

ข้อ ๕ ก็มีให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการจัดการการศึกษาสำหรับผู้พิการ เป็นหน่วยงานใหม่ในระดับกรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและให้เพิ่ม ตำแหน่งอธิบดีที่เรียกว่าเลขาธิการขึ้นมาอีก ๑ คน

ข้อ ๖ ก็ให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษนี้ด้วยในระดับจังหวัด ประจำจังหวัด ทำหน้าที่กำกับดูแล ประเมินผลงาน

ข้อ ๗ ก็ให้มีกองทุนซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้ว แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอเพิ่มเติมว่ากองทุนนี้ไม่ต้องนำเงินส่งเข้าคลัง ส่วนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกันอีกเล็กน้อย

ท่านประธานครับ กระผมก็อยากจะเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อ รายงานฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของคนพิการและบุคคลผู้มีความต้องการพิเศษ และข้อเสนอแนะในบางเรื่อง ข้อเสนอหลาย ๆ ข้อของท่านกรรมาธิการก็เป็นเรื่องที่ ควรสนับสนุน เช่น

เรื่องแรกก็ให้มีสถานการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะมีการจัดการศึกษา แบบเรียนร่วมหรือเรียนรวมก็ควรจะได้รับเงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือพิเศษจากรัฐบาล ตามมาตรา ๘

เรื่องที่ ๒ การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะต้องมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกันตามมาตรา ๙

เรื่องที่ ๓ ก็คือควรสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการที่เป็นนักเรียน นักศึกษา นอกเหนือจากการออกแบบ แบบยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design)

เรื่องที่ ๔ ก็คือควรสนับสนุนให้มีการจัดทำแผนบุคลากรการศึกษาพิเศษครู ซึ่งจะต้องดำเนินการหาครูอย่างจริงจังร่วมกับสถาบันการศึกษาภายในประเทศที่มี ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้

ต่อไปก็เห็นควรสนับสนุนอย่างยิ่งเลยนะครับ การจัดทำฐานข้อมูลคนพิการ ที่อยู่ในระบบการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงสถานะทางครอบครัว ข้อมูลความพิการ ข้อมูล ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์และความต้องการที่จะช่วยเหลือทางด้านอาชีพ การศึกษาและพัฒนาทักษะ แล้วก็เห็นด้วยกับการให้กฎหมายมีสภาพบังคับตามมาตรา ๙ กรณีที่สถาบันการศึกษาไม่รับผู้พิการเข้าเรียน คือผมเห็นด้วยกับการที่ให้ผู้พิการเรียนร่วม กับคนปกติไม่ใช่แยกไปเรียนนะครับ และเห็นด้วยกับการที่พัฒนาศักยภาพผู้พิการให้เป็น การเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนร่วมกับคนปกตินะครับ ซึ่งตามกฎหมายเดิมเขาก็มีอยู่แล้ว แต่ท่านประธานครับ ผมได้อ่านดูแล้วในเรื่องแรกก็เห็นว่ามีข้อเสนอที่อาจจะไม่น่าสนับสนุน หรือผมไม่ค่อยเห็นด้วยก็มีบางเรื่องนะครับ

เรื่องแรกก็คือการที่ท่านเสนอให้มีการตั้งหน่วยงานใหม่ที่เรียกว่าสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาพิเศษเป็นหน่วยงานระดับกรม มีอธิบดีที่เรียกว่าเลขาธิการ แล้วก็ ย้ายการบังคับบัญชาออกมาจาก สพฐ. มาอยู่กับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระผม เห็นว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มภาระงบประมาณแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องของ การจะบูรณาการหรือมีประสิทธิภาพ เดิมเขาทำงานอยู่กับ สพฐ. ท่านก็แยกมาอยู่กับปลัด แล้วก็จะบูรณาการกันได้อย่างไร และในยุคที่กระทรวงศึกษาธิการเขากำลังพยายามควบรวม โรงเรียนเพราะไม่มีนักเรียน ท่านก็ไปเสนอสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีกทั้งระดับกรม ที่ส่วนกลางแล้วระดับจังหวัด ซึ่งมันนำมาสู่ข้อ ๒ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะตั้งหน่วยงาน ระดับจังหวัดศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งมันก็น่าจะรวมอยู่กับศึกษาธิการจังหวัดได้ ทำไมจะต้อง มาตั้งและท่านจะตั้งกี่จังหวัดจะตั้งอย่างไร ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และอย่างไรส่งไปรัฐบาล เขาต้องให้ ก.พ.ร. วิเคราะห์แน่ ไม่ใช่ว่าจะมาเขียนกฎหมายตั้งกรมขึ้นมาได้เฉย ๆ

อันที่ ๓ ก็คือท่านเสนอเพิ่มจำนวนคณะกรรมการบริหารกองทุนและ คณะกรรมการชุดใหญ่ที่เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน จากตามกฎหมายเดิมที่เขามีตัวแทน ผู้พิการอยู่ ๗ คน ท่านก็เพิ่มเป็น ๘ คน และผมดูในหมายเหตุในตารางที่ท่านแนบมาก็ไม่ได้ ให้เหตุผลว่าท่านเพิ่มเพราะอะไร ซึ่งผมดูแล้วก็มองไม่เห็นประโยชน์หรือเหตุผลเลย และไม่ทราบว่าองค์ประกอบที่มีอยู่ปัจจุบันทำงานไม่ดีหรืออย่างไร มันทำให้ดูเสมือนว่า ต้องการเอาจำนวนเป็นตัวตั้งและผู้พิการประเภทหนึ่งก็คงไม่สามารถจะไปดูแลเอาใจใส่ หรือดูแลผลประโยชน์ให้คนพิการอีกประเภทหนึ่งได้นะครับ แล้วก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปแก้เพิ่ม หลักการใหม่ในกฎหมายในมาตรา ๒๓ หรืออะไรนี่นะครับที่บอกว่าเงินกองทุนตามกฎหมาย เดิมเป็นเงินที่ไม่ต้องส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

ทั้งนี้ผมก็อยากจะขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากประเด็นที่ได้รายงานไปแล้ว และจะขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกรรมการว่าท่านได้มีการศึกษาและกำหนดเป้าหมายของ นักเรียนพิการที่สามารถพัฒนาไปสู่การมีอาชีพหรือการมีงานทำหรือพึ่งพาตนเองได้ มีจำนวนสักเท่าใดจากจำนวน ๔๔๐,๐๐๐ คนที่ท่านระบุไว้ในรายงานนะครับ กลุ่มเขา สามารถจะพัฒนาได้ไหม ซึ่งทำอย่างไรถึงจะพัฒนาขึ้นไปไม่ต้องเป็นภาระทางสังคมที่ต้อง เลี้ยงดูต่อไป และในส่วนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่ท่านมีตัวเลขอยู่ ๑๓,๐๐๐ คน ท่านได้มีการศึกษาหรือทำแผนว่าบุคลากรนี้เมื่อจบการศึกษาอาชีวะเขาจะศึกษาขึ้นไปสูงขึ้น ได้ไหม มีการร่วมมือกับกระทรวงแรงงานหรือไม่ เพราะจริง ๆ การมีงานทำมันไม่ใช่การศึกษา เพราะว่าบุคคลจะมีงานทำก็ต้องไปฝึกให้สอดคล้องกับงานด้วย เพราะฉะนั้นบางทีมันเป็น เรื่องของกระทรวงแรงงานด้วย ซึ่งท่านก็ควรจะศึกษาไปถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ

สำหรับรายงานอีก ๒ ฉบับของท่าน เนื่องจากเวลาจำกัดสำหรับเรื่องของผู้สูงอายุ ผมไม่มีความเห็นแล้วก็พร้อมจะสนับสนุนนะครับ และเรื่องของผู้ด้อยโอกาสก็เช่นเดียวกัน แต่อยากจะฝากเรียนว่าพลิก ๆ ดูแล้วในรายงานเรื่องผู้ด้อยโอกาสของท่านพูดถึงคนด้อย โอกาสส่วนใหญ่คือคนยากจน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้าผมจำไม่ผิดหรือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนไม่รู้ ซึ่งรัฐบาลเขาก็ประกาศอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาหรือในประกาศ คสช. มาตรา ๔๔ ว่าให้มีการศึกษาฟรี ๑๕ ปีมันก็หมายถึงคนเหล่านี้อยู่แล้ว คนเหล่านี้ไม่ใช่ ผู้ด้อยโอกาส ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งในผู้ด้อยโอกาสคือเด็กไม่มีสัญชาติ ซึ่งผมไม่แน่ใจ ว่าท่านหมายถึงเด็กเกิดจากแรงงานต่างชาติอยู่ในเมืองไทยหรืออย่างไร เพราะผมคิดว่า การศึกษาของประเทศ เงินก็มาจากภาษีอากรก็ภาษีอากรของคนที่เสียภาษีก็ควรจะได้รับ กำ ร ศึ ก ษำ ก่ อ น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอย่าละเลยว่าคนที่เขาอยู่ในระบบคนที่เป็นคนไทยนี่ก็ควรจะได้รับ การศึกษาอย่างมีคุณภาพก่อนกับคนที่เข้ามาในเมืองไทยแล้วก็ไม่ได้เสียภาษีอันนี้ ก็อยากจะฝากท่านไว้ แล้วก็จริง ๆ ผู้ด้อยโอกาสและรวมถึงคนยากจนที่รัฐบาลเขาดูแลอยู่ แล้วไม่ควรจะมีสคีม (Scheme) ใหม่หรือกลไกใหม่ที่มาดูแลซึ่งมันจะสิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วก็ขาดการบูรณาการ กระผมก็มีแค่เรื่องที่จะอภิปรายฝากไปยังท่านกรรมาธิการเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในเอกสารที่แจกต่อพวกเราแล้วก็สิ่งที่ทางกรรมาธิการได้ กล่าวถึงคืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ แล้วก็ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์อินชอนของการ ประชุมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศเกาหลี หรือพูดถึงยูเอ็นเอสแคป (UNESCAP) แล้วก็อื่น ๆ แล้วก็ยังคงไม่ได้พูดอีกตั้งหลายข้อมติ แล้วก็อนุสัญญาของสหประชาชาติ ที่เกี่ยวกับทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุแล้วก็ผู้ด้อยโอกาส ทั้งชนกลุ่มน้อยชาวไทยพม่าพลัดถิ่น ตรงจังหวัดระนอง แล้วก็แรงงานต่างชาติโดยเฉพาะลูกหลานของเขา และมันก็ยังมีกรอบ ของการร่วมมือของประชาคมอาเซียน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในภาพรวมเกี่ยวกับ ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์แล้วก็ความมั่นคงในชีวิต เรื่องการศึกษาแค่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็จะแยกเอาเรื่องการศึกษามาพิจารณาเป็นการเฉพาะโดยไม่คำนึงถึงสิทธิอื่น ๆ คงจะยากลำบากนะครับ แล้วก็ในการวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลไทยโดย คณะกรรมการของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ เขาก็ได้ให้ข้อคิดเห็นว่าเราต้อง ปรับปรุงอีกตั้ง ๔-๕ ประเด็น โดยเฉพาะเขาได้พูดไว้แน่ชัดที่ปรากฏในเอกสารว่าคนพิการ ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลคงไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษานะครับ เรื่องของการดูแลโดยทั่ว ๆ ไป และเราก็ยังมีปัญหาของระบบการบริหารจัดการ เรื่องของครูแล้วก็บุคลากรที่จะดูแล คนพิการและมันก็อาจจะขยายไปจนถึงผู้ด้อยโอกาสแล้วก็ผู้สูงอายุด้วย เพราะฉะนั้น ผมอยากจะขอให้มีการทบทวนและพิจารณาใหม่ว่าต้องเอาเรื่องของสิทธิโดยองค์รวมศักดิ์ศรี แห่งความเป็นมนุษย์แล้วก็ความมั่นคงแห่งชีวิตนั้นเป็นตัวตั้งเสียก่อน แล้วก็ดูสิว่าในกรอบอันนี้ นอกจากเรื่องการศึกษาแล้วก็มีเรื่องของการดูแลประจำวัน ในคณะกรรมการของอนุสัญญา ก็ยังได้บอกว่าต้องมีการดูแลคนพิการแต่ละรายเป็นการเฉพาะ เราก็ยังไม่มีสถิติแล้วก็ไม่รู้ว่างานนี้ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่จะเข้าไปดูแลจนถึงที่บ้านของผู้พิการทุกคน มันไม่มีสถิติแล้วก็ไม่รู้ว่าใครรับผิดชอบ ทีนี้ประเด็นของผมก็คือว่าคนพิการเรื่องของการสาธารณสุขต้องเป็นเรื่องที่มาก่อนแม้กระทั่ง เรื่องการศึกษา ต้องมีสถิติให้แน่ชัด และมันก็ต้องแบ่งงานกันออกมาเป็น ๒ ส่วนคือส่วนกลาง รัฐบาลกลาง โดยเฉพาะสำนักงานสถิติแล้วก็สภาพัฒน์ แล้วก็จะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นจะให้การสนับสนุนส่วนที่ ๒ คือทางฝ่ายท้องถิ่น ณ ที่นี้ก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดบวกกับนายก อบจ. ว่าจะไปกันอย่างไร ผมก็เห็นด้วยครับว่ามันเป็น เรื่องของท้องถิ่นคือผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. ต้องรู้เสียก่อนว่าในแต่ละจังหวัดของตนนั้น ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุอยู่ที่ไหนแล้วก็มีจำนวนเท่าใด และ ณ วันนี้ได้รับการดูแล หรือว่าไม่ได้รับการดูแลมากน้อยแค่ไหน เอาตรงนั้นเป็นตัวตั้งเสียก่อน เพราะว่าจะไปเรียน หนังสือโดยที่สุขภาพยังไม่ดี แล้วไม่มีคนดูแลมันก็เหมือนกับหัวมังกุท้ายมังกรนะครับ เอาเรื่องที่ยังไม่สำคัญที่สุดเอามาเป็นตัวตั้ง เราต้องดูแลซึ่งคุณภาพชีวิตของเขาเสียก่อน และผมก็อยากจะขอเสนอให้กรรมการปฏิรูปการศึกษานั้นผมว่าทำงานอย่างใกล้ชิด กับทางด้านกรรมาธิการสังคมแล้วก็สาธารณสุข แล้วก็มาดูทั้งหมดเลยว่าในภาพรวมนั้น เราจะดูแลทั้งผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสแล้วก็ผู้พิการอย่างไร แล้วก็ใครรับผิดชอบทั้งส่วนกลาง แล้วก็ส่วนท้องถิ่น จะมีการจัดงบประมาณอย่างไร จะมีการพัฒนาบุคลากร จะเป็นที่คณะครุศาสตร์ หรือว่าคณะแพทย์ศาสตร์หรือว่าคณะพยาบาลศาสตร์ จะฝึกครูที่จะมาดูแลทั้งการเป็น คนพิการเป็นคนด้อยโอกาสช่วยตัวเองไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความรู้เขาด้วย มันต้องรวมแทบจะอยู่ในบุคคลเดียวกันหรือว่าแต่ละสถานที่การศึกษาหรือว่าศูนย์ที่จะดูแลนั้น ก็ต้องหลากหลายด้วยผู้ชำนาญการทั้งทางด้านการศึกษาแล้วก็ดูแลคนพิการ และผู้ด้อยโอกาสหรือผู้สูงอายุด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าจะต้องดำเนินการเสียก่อน อยู่ดี ๆ จะยกแค่เรื่องของการเรียนรู้ออกมาโดยไม่ได้ดูภาพรวม แล้วก็การดูแลบุคคลเหล่านี้ไม่ให้ เขาถูกทอดทิ้งแล้วก็ยังตกอยู่ในสภาพของความเหลื่อมล้ำอยู่ อันนี้เป็นไปไม่ได้มันต้องเป็น เรื่องของนโยบายการพัฒนาสังคมเป็นสำคัญ สถิติสำคัญแผนพัฒนาชุด ๕ ปี ฉบับที่ ๑๒ ก็สำคัญและคงจะเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ในขณะเดียวกันเราก็มีพันธกรณีมากมายต่ออนุสัญญาของสหประชาชาติแล้วก็ข้อมติรีโซลูชัน (Resolution) ต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แม้กระทั่งในถ้อยแถลงแล้วก็แถลงการณ์ร่วม ของผู้นำของอาเซียนทุก ๆ ปีก็จะมีประเด็นปัญหาทางด้านสังคมอยู่ แล้วก็ขาที่ ๓ ของประชาคมอาเซียนก็คือประชาคมทางด้านสังคมและวัฒนธรรมก็ได้มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ อย่างมากมาย แล้วก็คงไม่ใช่เป็นประเด็นเดียวที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ผมไม่สามารถที่จะไปด้วยได้ ถ้าเผื่อจะมองเรื่องของคนพิการ คนด้อยโอกาสและผู้สูงอายุเพียงแค่เรื่องของการให้ การศึกษานะครับ นั่นทิ้งตรงนั้นไว้

ส่วนเรื่องการศึกษานั้นก็จะเห็นว่ากระทรวงแรงงานก็มีศูนย์ฝึกอบรม กระทรวงมหาดไทยก็มี กระทรวงศึกษาธิการก็มี ทำไมไม่บูรณาการแล้วก็เอามันเสียที่เดียวว่า ถ้าเผื่อจะให้การศึกษากับคนพิการก็ ๑ หน่วยงานร่วมกับทางท้องถิ่น หน่วยงานกลาง ก็วางแผนสนับสนุนทางด้านงบประมาณฝึกบุคลากรท้องถิ่นก็นำไปปฏิบัติ เรื่องผู้สูงอายุก็เช่นกัน และผู้ด้อยโอกาสก็เช่นกันครับ ผมก็อยากจะถามว่าผู้ด้อยโอกาสก็มักจะอยู่ในถิ่นทุรกันดาร หรือว่าห่างไกลไปจากความเจริญก็ถามว่าแล้วได้มีการปรึกษาหารือกับโรงเรียนของ ตำรวจตระเวนชายแดนหรือไม่ เขาก็อยู่ในพื้นที่แล้วก็อยากจะรับฟังสักนิดหนึ่งว่าเขาได้ เจาะไปถึงและไปได้ทั่วหรือเปล่า แล้วก็จะเพิ่มงานให้เขาด้วยได้ไหม นอกจากให้การเรียนรู้ กับเด็กชาวเขาและพวกคนพิการว่าอย่างไร ผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ อย่างไรให้มันมีการบูรณาการ แล้วก็ประสานกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ส่วนประเด็นสุดท้ายในฐานะผู้ที่สูงวัยเกษียณอายุมาแล้ว คงไม่ต้องการ รับความช่วยเหลือ แต่ผมคิดว่าพวกเราที่นั่งอยู่ในนี้ส่วนใหญ่คงจะเป็นคุณครูแล้วก็เป็นผู้ให้ ความรู้ได้ ทำไมไม่ใช้ประโยชน์จากข้าราชการเกษียณอายุหรือนักธุรกิจเอกชนในการที่จะ เป็นครูผู้ฝึกสอนด้วย ก็เห็นว่ามีโรงเรียนเหล่านี้กระจัดกระจาย โรงเรียนผู้สูงอายุ โรงเรียนของศูนย์พัฒนาของกระทรวงพัฒนาสังคมและอื่น ๆ ก็ทำไมไม่เกณฑ์พวกเรา ไปเป็นครูละครับ แล้วก็คงไม่มีใครอยากจะได้ค่าจ้าง เพราะต่างก็ประสบความสำเร็จได้รับ อะไรต่าง ๆ จากสังคมไทยมามากมายในช่วงปลายของชีวิตก็สามารถที่จะเป็นผู้ให้ได้ แล้วก็มันคงไม่มีอะไรที่จะสำคัญเท่ากับการให้ความรู้เพิ่มทักษะในการที่จะเป็นพลเมือง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็อยากจะขอฝากไว้นะครับว่า เราได้พูดกันมาก เรื่องเศรษฐกิจ ๔.๐ แล้วก็ชีวิตของทุกคนจะต้องใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ อันนี้ก็น่าจะเป็น อีกแผนที่สำคัญในการที่จะฝึกอบรมให้ผู้สูงอายุนั้นสามารถที่จะใช้กลไกดิจิทัล (Digital) ได้ เพราะว่าคงจะต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้รวมทั้งคนพิการด้วย อันนี้ก็น่าจะเป็น สิ่งที่จะต้องคิดแล้วก็คำนึงไว้ให้อยู่ในแผนรวมทั้งหมดเลยนะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเราควรจะเรียนรู้จากประเทศที่เขาประสบความสำเร็จ ในการดูแลคนพิการ คนชรา แล้วก็ผู้ด้อยโอกาส ใกล้บ้านเราก็มีญี่ปุ่น ไกลไปหน่อยนะครับ ก็ประเทศในยุโรปทั้งหมด เราก็ส่งคณะผู้แทน คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ก็เดินทาง หน่วยงานก็ไปกัน เป็นหมื่นเป็นแสนคน ทำไมเราไม่ขอความร่วมมือกับเขาอย่างเป็นกิจจะลักษณะนอกเหนือ จากหน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แล้วก็หน่วยชำนาญการพิเศษ ทำกันให้มันเป็นแผน อย่างเป็นเรื่องเป็นราวที่จะดูแลซึ่งสิทธิความมั่นคงคุณภาพแห่งชีวิต ศักดิ์ศรีแห่งการเป็นมนุษย์ ดูในภาพรวมก่อนนะครับ

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งผมขอทวงนิดหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราก็พูดกันว่า อยากจะมีระบบของสวัสดิการดูแล เราได้ลงมติกันไปเมื่อวันอังคารที่แล้วเมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา ก็มีข่าวว่ากระทรวงการคลังจะมอบให้เอกชนไปจัดทำระบบที่จะดูแลสวัสดิการ อันนี้เป็นการสะท้อนว่ามันไม่ได้มีการประสานงานกันในแม่น้ำ ๕ สาย แล้วก็หน่วยราชการ โดยเฉพาะกระทรวงการคลังอยากจะคิดทำอะไรขึ้นมาที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เกี่ยวกับ ระบบการรักษาพยาบาลก็ดูเหมือนไม่ได้ปรึกษาหารือมาที่ สปท. ไม่ได้ปรึกษาหารือกับ กระทรวงสาธารณสุขแล้วก็อื่น ๆ อันนี้ก็อยากจะฝากท่านประธานไว้ด้วย เราทำงานกันแบบนี้ ไม่ได้ ผมได้กล่าวมาหลายครั้งว่ามันจะต้องให้มีข้อมูลไหลไปไหลมาอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ น่าจะใช้ที่ประชุมรวมอันนี้เป็นที่จะให้มีการประสานการดำเนินการต่าง ๆ เราจะกำหนด การทำงานกันอยู่ที่กรรมาธิการ แล้วก็ขณะที่หน่วยงานของรัฐบาลนอก สปท. ก็คิดอ่านอะไร ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลามาใหม่ ๆ และเราก็มักจะทราบกันตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วก็ สื่ออื่น ๆ ขอขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ความจริงในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้รับรายงานจากท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาว่าได้ประสานทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับ ทางกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ดูแล ในเรื่องระดับนโยบายและท่านรองนายกรัฐมนตรี สักครู่เดี๋ยวท่านประธานก็คงจะชี้แจง ตอบคำถามท่านกษิตนะครับ เหลืออีก ๒ ท่านตามรายชื่อที่เสนอมา ขอเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาสถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้ ยกประเด็นที่สำคัญที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญนักเอามาพูดคุยกันในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นก็คงจะสนับสนุนสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ด้วยข้อสังเกตบางประการเท่านั้นนะคะ ดิฉันคงจะไม่ใช้เวลามาก ดิฉันอยากจะให้มองเป็นภาพรวมแล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ของสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เช่น ขออนุญาตที่เอ่ยนามทั้งของท่านคุรุจิตแล้วก็ท่านกษิตที่ว่า เราจะต้องมองให้ทะลุและมองกันเป็นองค์รวม แล้วก็มีกรอบคิดที่ชัดเจนในเรื่องของ สิทธิมนุษยชนแล้วก็ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และอยากจะให้เปลี่ยนคำว่า การเรียน การสอน การศึกษาเป็นเรื่องของการดูแลคนทุกคนด้วย เพราะว่ากลุ่มคนที่สำคัญกลุ่มนี้ ไม่ใช่กลุ่มคนที่เราแค่ให้การศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น ดิฉันจึงเห็นด้วยกับการที่จะเสนอปรับแก้กฎหมายที่ให้ครอบคลุมคำว่า ครูให้รวมถึงพวกโอที (OT) พีที (PT) ทั้งหลายก็คือพวกกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือว่าสาขาศาสตร์อื่น ๆ ที่จะมาช่วยทำให้คนพิการมีศักยภาพในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขแล้วก็มีความสุข เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความสำคัญมาก นอกจากนี้ในเรื่องของการสร้างเครือข่าย การสร้าง พาร์ตเนอร์ (Partner) ก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้ปกครอง หรือครู หรือประชาสังคมต่าง ๆ ทำอย่างไร ถึงจะให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลังและมีความสามารถที่จะมาช่วยเราได้อย่างเต็มกำลัง เพราะฉะนั้นควรจะทำอย่างไร ซึ่งดิฉันมองไปถึงเรื่องของกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมไปถึงฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่มีมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ ตรงนั้นทำอย่างไรระบบการศึกษาจะไปต่อยอดตรงนั้นได้ ดิฉันคิดว่าต่อลงไปไม่ทะลุ เพราะฉะนั้นจะปรับแก้ให้ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เพราะว่าถ้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องการศึกษา คงไม่ใช่พูดถึงเรื่องของอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) เท่านั้น แต่มันต้องพูดถึง ผลผลิตที่ออกมาจากระบบการศึกษานี่เป็นอะไร ผู้พิการได้รับการศึกษาอย่างน้อย ในระดับไพรมารี (Primary) ระดับประถม ระดับมัธยม หรือบางคนมีความสามารถ เขาก็เรียนไปถึงระดับสูงได้ แต่นี่แล้วจะไปอย่างไรต่อ ผลลัพธ์ของการศึกษาของท่าน มันคงไม่ใช่แค่ผ่านโรงเรียน ผ่านการศึกษาเท่านั้น แต่ว่ามันหมายถึงการช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานได้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นพลเมืองที่ดี แล้วก็สามารถที่จะมีชีวิตที่เป็นปกติสุข แล้วก็มีทักษะที่จะทำกิจกรรมและช่วยเหลือสังคมได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ บรรลุเป้าหมาย ของชีวิตได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ต้องพึ่งพาสังคม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร เพราะว่าผลกระทบที่เราอยากจะเห็นก็คือเขาสามารถที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้ ซึ่งตรงนี้ดิฉันยังมองไม่เห็น ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะต่อยอดให้ไปถึง ตรงโน้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เรื่องที่สำคัญก็คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อที่ทำให้พวกเขา สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้และจะต้องดูแลผู้พิการในแต่ละคนว่าเขาเป็นอย่างไร จะต้องมี การประเมิน เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญว่าใครจะเป็นคนประเมินว่าใครต้องการความช่วยเหลือ อย่างไร เพราะว่าความพิการไม่ได้เหมือนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรได้ ตรงนี้ก็ต้องมี การพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่จะเอื้อต่อผู้พิการแต่ละกลุ่มจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า มันไม่มีวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) หรือว่ามีเรื่องเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ตรงนี้สำคัญมาก เพื่อที่จะทำให้เขาเข้าสู่ ระบบการศึกษาแล้วก็ออกไปดำรงชีวิตได้ หรือบางคนที่ไม่สามารถเข้าสู่การศึกษา ที่เป็นระบบปกติได้ก็จะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้ก็ต้องมีมาตรการ เพราะฉะนั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เอื้อสำคัญทั้งหมดเลย หรือแม้กระทั่งสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ ท่านได้ปรับแก้หรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงร่างรัฐธรรมนูญที่เราผ่านการลงประชามติไปที่พูดถึง การจัดสรรงบประมาณที่เขาต้องคำนึงถึงมิติความเสมอภาคตรงนี้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ต้องเอาไป ต่อตรงนั้นด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจะคิดงบประมาณขึ้นมาก็ต้องคิดถึงเรื่องของการสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการเหล่านี้ด้วย เราก็ไม่ได้พูดกัน เพราะโรงเรียนของท่านก็ต้องออกแบบที่จะซัปพอร์ต (Support) หรือสนับสนุนกลุ่มคน เหล่านี้ด้วยจะทำอย่างไร และนอกจากนี้ก็ต้องมองไปถึงเนื้อหาสาระที่จะต้องเรียน ต้องสอน ต้องดูแลกัน ซึ่งจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันทั้งหมด มันต้องออกแบบเป็นการเฉพาะ จะทำอย่างไร และนอกจากนี้ดิฉันพบว่าผู้พิการ ๔ ใน ๕ อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ทั่วโลกมีผู้พิการเยอะ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ครอบครัวไหนถ้ามีผู้พิการอยู่ก็จะมีฐานะ ที่ยากจน ยิ่งมีผู้พิการอยู่ต้องดูแลฐานะเขาก็จะยากจนลง เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรเพื่อที่จะ เอื้อไปถึงครอบครัวของเขาด้วย ตอนนี้จะทำอย่างไรต่อไปนะคะ ดิฉันก็คิดว่าหลาย ๆ สิ่ง ที่พูดคุยกันนี้ต้องมองไปไกล ๆ กว่าคำว่า สิทธิในการศึกษา เท่านั้น แต่ต้องมองถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นสามารถที่จะ ตัดสินอนาคตของพวกเขาได้ด้วยตนเอง แทนที่พวกเราจะมาตัดสินอนาคตของพวกเขา และขีดเส้นให้เขาเดิน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญจะทำอย่างไร

คราวนี้ดิฉันคงจะปิดท้ายด้วยผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสสักนิดหนึ่ง เพราะอนาคตดิฉันก็คงจะเป็นผู้สูงอายุในเร็ววัน แต่ดิฉันไม่อยากจะนั่งสานตะกร้า ไม่อยากที่จะ ทอผ้าหรือทำอะไรที่เหมือนกับคนสูงอายุทั่วไปที่ท่านจัดมาให้ ดิฉันคิดว่าดิฉันยังมีศักยภาพ ที่จะช่วยประเทศได้ ช่วยทำงานได้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ผู้สูงอายุที่มีความรู้ ความสามารถจะมีชีวิตที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้โดยใช้ความรู้ความสามารถ คือวัน ๆ ต้องไป นั่งสาน นั่งทำอะไร ดิฉันก็เมื่อย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร มันต้องออกแบบสิ่งที่เหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุด้วย แล้วก็สำหรับผู้ด้อยโอกาส เมื่อรู้ว่าด้อยโอกาสทำไมไม่ให้โอกาสเขา ดิฉันคิดว่าเขาด้อยโอกาสเพราะความไม่รู้ หรือเพราะว่าเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ หรือว่าไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า ต้องมองภาพใหญ่ ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเรียกว่าโซเชียลเอ็ มเพาเวอร์เมนต์ (Social Empowerment) หรือการสร้างพลังทางสังคมจึงมีความสำคัญมากที่จะทำให้ บุคคลเหล่านี้มีพลัง เพราะว่าเขาคงไม่ใช่ด้อยโอกาสเพราะเกิดมาด้อยหรอกนะคะ แต่เพราะว่าเราไม่ให้โอกาสกับเขา ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญและอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการปฏิรูป การศึกษาสำหรับกลุ่มบุคคล ๓ กลุ่ม คือผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ก็ได้ฟัง เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาแล้ว ๕ ท่าน ก็มีประเด็นที่คิดว่าน่าจะช่วยให้การดำเนินการ ในการที่จะสร้างความสมบูรณ์ให้กับวาระการปฏิรูปที่ได้เพิ่มมากขึ้นในมุมมองที่แตกต่าง ออกไปบ้าง ผมเองได้อ่านรายงานในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ก็อยากจะให้ข้อคิดความเห็นสัก ๒-๓ ประเด็นเพื่อเป็นแนวคิดประกอบการจัดทำวาระ การปฏิรูปในเรื่องนี้ ดูข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้ไปรวบรวมมาเห็นแล้วก็ค่อนข้าง จะตกใจ เพราะไม่ใช่เป็นข้อมูลที่เราคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก อย่างเช่นที่บอกว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๕.๘ จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่าระดับประถมศึกษา อันนี้ก็เป็นข้อมูล ที่มีความสำคัญและทำให้เห็นถึงคุณภาพ เห็นถึงการให้ความสำคัญในด้านการศึกษา ของประเทศเราที่ผ่านมาในอดีต ก็จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมแม้แต่ทุกวันนี้เวลาเราไปแข่งขันกับเขา หรือเวลาเขาสำรวจผลการให้การศึกษาของประเทศเรานั้น ประเทศไทยก็มักจะอยู่ลำดับท้าย ๆ ไม่ว่าในกลุ่มอาเซียนเองหรือในเอเชียในหลาย ๆ ด้าน และเขียนว่ามีเพียงร้อยละ ๑๒.๖ ที่จบสูงกว่าระดับประถมศึกษา อันนี้ก็ยิ่งน่าตกใจใหญ่ สิ่งที่ผมคิดว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็น ประโยชน์คือที่เห็นว่าการที่จะไปพัฒนาผู้สูงอายุ หรือให้การศึกษานี้คงจะต้องมุ่งไปสู่ การพิจารณาถึงภูมิภาคต่าง ๆ ข้อมูลนี้คงจะจริงในภาพรวม แต่ถ้าสำหรับคนกรุงเทพฯ คนในเมืองใหญ่ ข้อมูลนี้อาจจะไม่ใช่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องนัก เพราะว่าถ้าเราพูดถึงคนที่ไม่ได้รับ การศึกษาก็อาจจะเป็นภาคเกษตรกรที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ที่ทำไร่ทำนา เพราะฉะนั้น เมื่อมารวมกันมาเป็นข้อมูลของประเทศแล้ว จึงเป็นข้อมูลที่น่าตกใจว่าคนไทยไร้การศึกษามาก ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างระบบเพื่อพัฒนาการศึกษาของกลุ่มคนสูงอายุ จึงต้องคำนึงถึงเซกเตอร์ (Sector) ถึงภูมิภาคเป็นสำคัญด้วยถ้าเผื่อได้ข้อมูลอย่างนี้มา ก็จะต้องทำรายละเอียดของข้อมูลเป็นจังหวัด เป็นเขตชนบท เป็นเขตเมือง ซึ่งจะเป็น ส่วนประกอบในการทำให้เราสามารถที่จะยกระดับการพัฒนาการศึกษาของผู้สูงอายุได้ดียิ่งขึ้น ในรายงานได้พูดถึงหน่วยงานที่ดำเนินการในการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุไว้ ๒-๓ หน่วยงาน อย่างเช่น พูดถึงกระทรวงศึกษาธิการที่จัดระบบการเรียนการสอนให้ผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมา ๒ ครั้ง ที่เน้นว่า ในมาตรา ๘ ว่าการศึกษานั้นเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา และการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะพยายาม ส่งเสริมให้ทุกคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็แล้วแต่ได้มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการศึกษา รวมถึง การศึกษานอกระบบด้วยและการศึกษาตามอัธยาศัย จุดรายงานหนึ่งที่รายงานได้พูดถึง กระทรวงแรงงานพูดถึงกรมพัฒนาฝีมือแรงงานว่าในรอบเกือบสิบปีให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุ เพียง ๖๐๐ คน ซึ่งดูตัวเลขแล้วก็น่าจะตกใจนะครับว่าทำไมน้อยนัก หรืออาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลัก หรืออาจจะไม่ใช่สถาบันที่คนสูงอายุอยากจะมาเข้ารับการศึกษา อันนี้ก็คงจะต้องไปดู ความมุ่งหมายหลักของการมีหน่วยงานที่พัฒนาฝีมือแรงงานเขาเน้นไปการสร้างแรงงาน การยกระดับฝีมือแรงงาน ยกระดับสมรรถนะของผู้ที่จะไปทำงานในสาขาวิชาชีพของ คนทั่ว ๆ ไป มากกว่าที่จะมุ่งไปสู่คนที่สูงอายุ ยิ่งไปดูในพารากราฟ ๒ (Paragraph) ที่พูดถึง พยายามจะโยงให้การศึกษากับผู้สูงอายุไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมคิดว่าอาจจะ เป็นเป้าหมายที่สูงเกินไปเกินจากความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็คงต้อง มองการพัฒนาผู้สูงอายุในองค์รวม อย่างเช่นที่ท่านถวิลวดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กล่าว ๒-๓ ครั้งในเรื่องนี้

และสุดท้ายที่พูดถึงคือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือ ศพอส. ขึ้นมาในอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศ อันนี้ก็มีอยู่ ๘๗๘ แห่ง ที่สำคัญคือภายใต้ ศูนย์เหล่านี้ก็จะมีโรงเรียนผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๕๐๐ โรงเรียน ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยไปดู สักโรงเรียนเดียว แล้วก็ยังไม่มั่นใจว่าโรงเรียนเหล่านี้จะตอบโจทย์การให้การศึกษา แก่ผู้สูงอายุหรือไม่ สมมุติว่าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ ๑ แต่จะต้องมีครู จะต้องมีผู้ให้ความรู้มากมาย ขนาดไหนที่จะสามารถรองรับกับความหลากหลายในความต้องการของผู้สูงอายุในตำบลนั้น ในอำเภอนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถที่จะตอบสนอง ความต้องการของผู้สูงอายุ เพราะหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าผู้สูงอายุมีความสนใจ มีความต้องการในการพัฒนาในการศึกษาที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงฝากเป็นข้อสังเกตว่า โรงเรียนผู้สูงอายุนี้จะเวิร์ก (Work) ไหม ขอใช้คำว่า จะเวิร์ก (Work) ไหม จะมีประโยชน์ไหม จะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ไหม ยิ่งมีแผนที่จะขยายตั้ง ๑,๓๐๐ แห่ง มันทำหน้าที่อะไร เพราะอย่างที่เราดู ที่สำคัญในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ในมาตรา ๑๑ ทางกรรมาธิการได้หยิบ (๒) ขึ้นมาพูดในรายงานว่าได้มีการกำหนดให้ผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิ ได้รับการคุ้มครองการส่งเสริมและการสนับสนุนในการด้านศึกษา การศาสนา และข้อมูล ข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต อันนี้คือสิ่งที่กรรมการมองว่า พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ได้กำหนดไว้แล้วที่จะให้รัฐต้องสนับสนุนด้านการศึกษา แต่ผมคิดว่าควรจะมองมาตรา ๑๑ (๓) และ (๔) ควบคู่กันไป และควรจะทำเป็นองค์รวม ควรจะพิจารณาในภาพรวม เพราะใน (๓) และ (๔) นั้นลึก ๆ แล้วก็คือการให้การศึกษานั่นเอง มาตรา ๑๑ (๓) คืออะไร เขียนบอกว่า คือการประกอบอาชีพและฝึกอาชีพที่เหมาะสม อันนี้เป็นการศึกษาโดยตรงละครับ การประกอบอาชีพและฝึกอาชีพที่เหมาะสม และมาตรา ๑๑ (๔) เขียนไว้ว่าการพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายและชุมชน เราจะเห็นว่าผู้สูงอายุเขามีวิธีการที่จะรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายหรือชุมชน ผมเดินไป ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าก็จะมีผู้สูงอายุมาพับผ้าร่วมกันเป็นกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มันก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ได้พบปะกับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ได้ฝึกงานตรงนั้น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีดนตรี ก็ตกใจทำไมมีดนตรีในโรงพยาบาล ปรากฏว่าผู้สูงอายุร้องเพลงครับ ร้องเพลงแล้วก็ เล่นดนตรี นั่นก็เป็นกิจกรรมอันหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นการมองผู้สูงอายุผมว่าต้องมองถึงทั้งสุขภาพใจและสุขภาพกายบวกไปกับ การที่เราจะพัฒนาเขาเหล่านั้น แต่ถ้าเรามองในแง่ของการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาอย่างเดียว มันไม่น่าจะครอบคลุม จึงควรจะดู พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ แล้วก็ดูในองค์รวมให้ครบจึงจะพูดถึง เรื่องการให้การศึกษาได้อย่างเป็นระบบ เพราะในรายงานนี้ก็ไม่ได้สรุปอะไรเลย ในรายงานนี้ พูดถึงวิธีการปฏิรูปว่าต้องรวบรวม วิเคราะห์ และติดตามก็คือยังไม่ได้มีข้อสรุปอะไร เพียงแต่ พยายามเขียนให้เห็นว่าที่หน่วยงานต่าง ๆ ทำมานั้นมันยังน้อยนิด มันยังไม่เตรียมการสำหรับ สังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นอีก ๒ ปีข้างหน้า อีก ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งในรายงานก็พยายามบอกไว้ ว่ามันน่ากลัวมาก เราจะมีผู้สูงอายุตั้งร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๓๐ ของประชากร อีก ๒-๓ ปี จะมีคนแก่เท่ากับเด็ก ๆ หนุ่มสาวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในรายงานนี้จึงยังไม่ได้ ลงรายละเอียดเพียงพอว่าจะทำอะไร เพียงแต่วิเคราะห์ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาแล้วก็หยิบยก ในเรื่องการให้การศึกษามาพูดเป็นเรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญ ซึ่งผมก็เลยอยากจะฝากว่า การจะดูเรื่องการศึกษาของผู้สูงอายุนั้นดูในมิติเดียวคงไม่ได้ ต้องดูครอบคลุม ควบคู่เรื่องของ การออกกำลังกาย เมื่อ ๒ วันผมไปเป็นประธานเปิดวิ่งที่สวนลุมพินีเห็นคนผู้สูงอายุเต็มไปหมดเลย จะไปเต้นไทเก๊กไปเต้นอะไรก็แล้วแต่ ออกกำลังกายแอโรบิก (Aerobic) แบบที่เราจะทำกัน วันพรุ่งนี้บ่าย ที่จริงก็ทำกันมาเยอะแยะทุกแห่งทุกหนแล้ว และทำโดยสมัครใจ และทำทุกวัน นั่นคือการศึกษาอย่างหนึ่งที่เขาไปรวมตัวกัน เอาอาหารมารับประทานด้วยกัน ออกกำลัง กายด้วยกันแล้วก็อาจจะมีสังคมอื่นที่ตามมา ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้ง ในเรื่องของหลักการไลฟ์ ลอง เลิร์นนิง (Life Long Learning) คือการเรียนตลอดชีวิต เรื่องของการเรียนตามอัธยาศัย การเรียนนอกระบบต่าง ๆ เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเราจะมองแค่มิติของการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุนั้นตัวเลขมันอาจจะเป็นอย่างที่ ท่านเห็นนี่แหละ มันก็ดูน้อยนิดมันเหมือนกับว่าบ้านเรายังไม่ได้ทำอะไรที่ดูแลผู้สูงอายุเลย เพราะฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุจึงต้องดูในมิติที่กว้างกว่าแค่ดูการศึกษาจึงจะสามารถได้ข้อมูล ที่สมบูรณ์และถูกต้อง ก็ขอขอบพระคุณและขอสนับสนุนรายงานนี้เพื่อจะส่งต่อไปยัง คณะรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก่อนที่ท่านประธานและกรรมการจะตอบคำถามสมาชิกนะครับ มีสมาชิก ได้แสดงความจำนงเพิ่มเติมในการแสดงความคิดเห็นอีก ๑ ท่าน ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ขอเชิญครับ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. หมายเลข ๑๐ จากจังหวัดยะลา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสิ่งที่กรรมการได้นำเสนอ ในวันนี้นั้นก็ฟังจากหลายท่านก็คงจะสรุปได้ความว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องจำเป็นที่ทัน ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราซึ่งเป็น สปท. ส่วนมากก็อยู่ในวัย ที่เรียกว่าผู้สูงอายุ และอีกไม่กี่วันข้างหน้าไม่นานเกินรออีกหลายท่านก็จะเป็นอย่างที่ ส่วนมากเป็นกัน เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญไม่เพียงแต่ต่อพวกเราที่นี่ ยังมีความสำคัญ ต่อผู้ฟังที่อยู่ข้างนอก รวมไปตลอดจนถึงบรรดาน้อง ๆ ที่นั่งข้างหน้าอยู่นี้ เพราะทุกคน ก็จะก้าวไปสู่ผู้สูงวัย ท่านประธานครับ ผมฟังได้ความว่ามีส่วนหนึ่งที่อยากจะเห็นมาก ๆ เพราะว่าทุกเรื่องที่พูดมามันไม่ใช่สำคัญเท่าเทียมกันหมด โดยส่วนตัวนั้นผมอยากจะให้มี การจัดลำดับความสำคัญ เพราะอะไรก็แล้วแต่ถ้าเราไม่จัดและทำไปพร้อม ๆ กัน บางทีมันดู ว่าอะไรก่อนอะไรหลังนึกไม่ออกว่าอะไรสำคัญกว่ากันทั้ง ๆ ที่ความสำคัญย่อมมีไม่เท่าเทียมกัน ในเรื่องของความเร่งด่วน แต่ทุกอย่างสำคัญกันทั้งนั้น จะเป็นผู้พิการก็ตาม จะเป็นผู้สูงอายุ ก็แล้วแต่ รวมไปตลอดจนถึงผู้ด้อยโอกาส แต่ถ้าหากว่าเรามาวิเคราะห์ในรายละเอียดลึก ๆ ลงไปแล้ว อย่างเช่น ผู้พิการถามว่าสำคัญไหม สำคัญ ถามว่าผลกระทบกว้างไหม เช่น คนไข้คนหนึ่งพิการนอนอยู่ในโรงพยาบาลก็เฉพาะตัว ครอบครัวกับคุณหมอ หรืออาจจะกระทบกับครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับรายได้ซึ่งไม่กว้างนัก นอนอยู่กับเตียงนั่นก็คือผู้พิการ ไม่มากนักยกเว้นแต่ผู้พิการซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมาอันนั้นก็คงจะลำบาก แต่ก็จะมีตัวแทนเข้ามาเกี่ยวข้องรับลูกต่อ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือผู้สูงวัยก็เช่นกัน ส่วนมากถ้าเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณวุฒิการศึกษา ครอบครัวฐานะดีก็จะไม่กระทบต่อสังคมมาก หรือดีไม่ดีก็อาจจะเป็นประโยชน์อย่างที่ ท่านกษิต ภิรมย์ ขออนุญาตเอ่ยนามที่พูดไว้เมื่อกี้ว่าจะเป็นต้นแบบเป็นตัวอย่างที่ดี ในการที่จะทำตัวให้เป็นผู้สูงอายุ ผู้สูงวัยที่มีคุณภาพเพื่อจะได้ไปถ่ายทอดความรู้ จากประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับคนอื่นรวมไปตลอดจนถึงทำตัวเป็นต้นแบบของผู้สูงอายุ ที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือเรื่องของผู้ด้อยโอกาส ท่านประธานครับ ซึ่งมีจำนวน มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ อีกเยอะแยะมากมายอย่างที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอขึ้นมา รวมไปตลอดจนถึงท่านคุรุจิตที่พูดถึง ขออนุญาตเอ่ยนามที่บอกว่าเป็นล้านในประเทศ อันนี้ผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้จะเป็นเรื่องการศึกษา จะเป็นเรื่องฐานะอาชีพเรื่องอะไรก็แล้วแต่ บุคคลเหล่านี้ถ้าเป็นเยาวชนหรือเด็กยังจะต้องอยู่กับสังคมอีกนานครับ เพราะฉะนั้น ระยะเวลาที่อยู่กันยาวนานอย่างนี้ถ้าหากว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจะเป็น เรื่องของการศึกษา เรื่องอาชีพให้มีความรู้ความสามารถในการที่จะเลี้ยงดูตนเองตลอดจนถึง การมีทัศนคติที่ดีต่อสังคมแล้ว ยิ่งปล่อยไปนานวันผมคิดว่าความเสี่ยงจะเกิดขึ้น ยิ่งมากขึ้น เป็นทวีคูณ อย่างเช่นทุกวันนี้เราเห็นว่าเยาวชนที่ติดยาเข้าสู่กระบวนการแล้วออกมาก็เข้าไปอีก เพราะเราปล่อยละเลยไปนานจนเกินไปในเรื่องเยาวชนหรือว่าเด็กที่ด้อยโอกาสที่เราไม่ได้เอา จริงเอาจังกับการเข้าไปดูแล ยิ่งเมื่อกี้ที่พูดว่าตัวเลขไม่ชัดมันก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาว่า เราจะไปแก้ปัญหาเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ที่ไหนอย่างไร มันก็จะเป็นปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก

เพราะฉะนั้นใน ๓ ประเด็นที่ท่านกรรมการได้นำเสนอขึ้นมานั้นจะเป็น เรื่องผู้พิการ ผู้สูงอายุก็แล้วแต่ ก็อยากจะให้จัดลำดับความสำคัญขึ้นมาว่าอะไรก่อนหลัง แต่ถ้าจะถามผม ผมคิดว่าผู้ด้อยโอกาสจะต้องมาก่อนครับท่านประธาน ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อให้เห็นความสำคัญ เพื่อให้เห็นความเร่งด่วนที่จะต้องจัดมาเป็นอันดับต้น ๆ ก็ขออนุญาตฝาก นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือผู้สูงอายุ พอขึ้นต้นว่าผู้สูงอายุผมคิดว่าพวกเราต่างคน ต่างก็ไม่อยากจะเป็น อยากจะเป็นผู้หนุ่มอายุมากกว่าเพราะเป็นผู้สูงอายุแล้วมันทำให้ ดูเหมือนกับว่ามันจะใกล้ฝั่งเข้ามาทุกทีซึ่งความจริงมันก็เป็นอย่างนั้นมันไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แต่ถ้าผู้สูงอายุซึ่งอยู่ตามชนบทห่างไกลนั้น ไม่ใช่ผู้สูงอายุอย่างเดียวครับ ไม่ใช่เป็นผู้สูงอายุ อย่างที่พวกเราเป็นกัน เป็นทั้งผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาส เป็นทั้งผู้สูงอายุที่พิการก็มีเยอะแยะ มากมาย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าความจำเป็นในเรื่องของการที่จะได้รับการเยียวยา จะเป็นในเรื่องของการศึกษาอย่างที่ท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนามที่พูดถึงเรื่อง การให้การศึกษา รวมไปตลอดจนถึงเรื่องอาชีพต่าง ๆ ของผู้พิการ อันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ ท่านกรรมการได้นำเสนอนั้นถูกต้อง ผมเห็นด้วยครับ ก็อยากจะนำเรียนว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอ อันนี้นั้น ผมเองไม่ขัดข้องที่จะยกมือให้ก็ขออนุญาตนำเรียนต่อประธานไว้เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาพอสมควรแล้วนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสและกรรมการได้ตอบคำถามสมาชิกครับ ขอเชิญท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร ครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตมีประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับทั้ง ๓ อนุกรรมการ ขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ต่อพงศ์ อาจารย์วิริยะและคุณหมอณรงค์ช่วยตอบคำถามและเดี๋ยวผมขออนุญาตสรุปสุดท้ายสั้น ๆ ขอเรียนเชิญท่านต่อพงศ์ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านต่อพงศ์ เสลานนท์ ครับ

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ ท่านสมาชิก ผม ต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ ในเบื้องต้นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ต่อการนำเสนอข้อเสนอเรื่องการศึกษาของคนพิการในครั้งนี้ ซึ่งผมจะขออนุญาตที่จะเรียน ข้อมูลเพิ่มเติมเป็นประเด็น ๆ ที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตมา

ประเด็นในเบื้องต้นจะเป็นของท่านสราวุฒิที่ได้กรุณาตั้งข้อสังเกตในส่วนของ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งอันนั้นก็จะเป็นส่วนที่ทางคณะกรรมการเขาจะนำ ข้อสังเกตไปเพิ่มเติมในเรื่องที่จะทำให้เทคโนโลยีมีความครอบคลุม แล้วก็สามารถที่จะใช้ นอกจากเรื่องการศึกษาอาจจะเป็นเรื่องการใช้ชีวิตประจำวันอะไรต่าง ๆ ด้วย

ส่วนประเด็นต่อมาในเรื่องการเรียนร่วมกับการเรียนรวมนี้นะครับ ผมขออนุญาตที่จะทำความเข้าใจอย่างนี้ครับว่าในอดีตที่ผ่านมามันจะมีคำศัพท์ ๒ คำ ที่ใช้แล้วก็สับสนกันไปมาในระหว่างวงการการศึกษามาเป็นเวลายาวนาน ก็คือคำว่าการเรียนร่วม ที่มีไม้เอกกับการเรียนรวมซึ่งถ้าเป็นเทคนิคัลเทอม (Technical Term) เป็นคำศัพท์ ภาษาอังกฤษเป็นที่มาก็จะมีเรียนร่วมก็จะเป็นอินทีเกรเตดเอดูเคชัน (Integrated Education) ส่วนเรียนรวมก็จะเป็นอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) ซึ่งต้องเรียน ว่าในโลกเราปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เอ็มดีจี (MDGs) หรือเอสดีจี (SDEs) เขามุ่งเน้นที่จะให้ทั้งสังคม บูรณาการเข้าหากัน คือไม่ให้ใครถูกเอกซ์คลูซิฟ (Exclusive) หรือถูกแยกออกไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่เป็นทิศทางการพัฒนาจึงเน้นเรื่องเกี่ยวกับการที่ใช้คำศัพท์ว่า อินคลูซิฟ (Inclusive) หรือว่าทำให้ทุกคนอยู่รวมกัน ไม่แยกส่วนใครออกไปจากกัน เพราะฉะนั้นในเรื่องการศึกษาก็เช่นเดียวกันในเอสดีจี (SDGs) เป้าหมายที่ ๔ ก็ใช้คำว่า อินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) ก็คือเป็นการเรียนรวม ซึ่งก็จะเป็นการทำให้ การเรียน การจัดการศึกษาทั้งหลายรวมเอาทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ไม่พิการ หรือว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาสหรือใครก็แล้วแต่เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา ไม่ใช่ว่า พอเป็นคนประเภทนี้ต้องไปเรียนโรงเรียนประเภทนี้มันก็จะเสียโอกาสไปก็จะไม่เข้า คอนเซปต์ (Concept) หรือแนวคิดเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรวม ซึ่งเป็นแนวคิดที่เติบโต มาจากแนวคิดโดยการจัดการศึกษาที่เขาเรียกว่าใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ใช้ครูหรือว่า ใช้โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ส่วนในประเด็นของท่านคุรุจิต ผมจะขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพอย่างนี้ ครับว่าหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดการศึกษา แล้วก็ดูแลการศึกษาคนพิการ ปัจจุบันนี้ ชื่อสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วก็สังกัดอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า สพฐ. ดูแลกลุ่มเป้าหมายในวัยเรียนอายุไม่เกิน ๑๘ ปี สพฐ. ดูแลโรงเรียน ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนใหญ่ แต่ว่าก็ไม่ได้ดูแลโรงเรียนทั้งหมด แต่ว่าการศึกษาของคนพิการมีอยู่ ในหลายหน่วยงาน มีอยู่ในหลายระดับการศึกษา เพราะปัจจุบันวันนี้ในความเป็นจริง อาชีวะก็ไม่มีใครดูแลครับ อุดมศึกษาก็ไม่ได้มีใครดูแลชัดเจน เทศบาลก็ไม่มี ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มี เพราะฉะนั้นจึงมีแนวคิดมิได้มีการตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ว่าคือยกระดับหน่วยงานนี้ เหมือน กศน. หรือการศึกษาตามอัธยาศัยอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้หน่วยงานในด้าน การจัดการศึกษาของคนพิการไปอยู่ที่สำนักปลัด เพื่อที่จะเป็นหน่วยซัปพอร์ต (Support) เป็นหน่วยให้การสนับสนุนการจัดการศึกษาในทุกระบบในทุกรูปแบบ ซึ่งก็จะมีภารกิจ ที่ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ถ้าเราใช้แนวคิดเรื่องการเรียนรวมเป็นตัวชี้นำหน่วยงานนี้ ก็จะเป็นหน่วยที่เข้าไปช่วยสถานศึกษาต่าง ๆ ในการทำให้เกิดการบูรณาการการศึกษา คนพิการเข้าไปในสถานศึกษานั้น และส่วนเรื่องศูนย์การศึกษาพิเศษปัจจุบันมีตั้งอยู่แล้ว มิได้มีการจัดตั้งหน่วยงานศูนย์การศึกษาพิเศษใหม่แต่อย่างใด ยกระดับตามหน่วยงาน ก็คือทำให้หน่วยงานหลักที่ดูแลเพื่อที่จะให้เขาสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุนการจัดการศึกษา ให้กับคนพิการและผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้มีหน้าที่นั้นแล้วก็เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนเรื่องโครงสร้างของคณะกรรมการตามกฎหมาย ต้องเรียนว่าจริง ๆ เจตนาก็คือต้องการปรับให้ครอบคลุมประเภทความพิการของการศึกษา การศึกษา แบ่งคนพิการเป็น ๙ ประเภท ถ้าเราตัดกลุ่มพิการซ้อนออกซึ่งก็จะหมายถึงมากกว่า ๑ ประเภทในคนเดียวก็จะเหลือ ๘ ประเภท ถ้าปรับองค์ประกอบให้ครอบคลุมก็น่าจะเป็น ประโยชน์

ในส่วนท่านกษิต ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ก็ต้องเรียนว่าจริง ๆ ในเรื่อง การศึกษาคนพิการเราก็เน้นเรื่องสิทธิเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นตัวนำ แต่ต้องบอกว่า ในสภาของเราเคยหยิบยกประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับการยกระดับหรือพัฒนาศูนย์บริการคน พิการ ซึ่งก็จะเป็นการช่วยเหลือคนพิการในทุกช่วงวัยในทุกมิติในเรื่องสิทธิต่าง ๆ เรื่องนี้ ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เข้าไปประกอบการทำงานร่วมกันกับศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ผ่านจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปของเราไปแล้วนะครับ ก็ต้องเรียนว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะทำขั้นพื้นฐานหรือการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ดี แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ ไม่บูรณาการเข้าหากันสิทธิต่าง ๆ ที่มีอยู่คนพิการคนนั้นก็ไม่สามารถที่จะบรรลุได้จริง ถึงจะบรรลุได้ก็ต้องมาจากความช่วยเหลือของคนอื่นเป็นจำนวนมาก ซึ่งผมคิดว่าถ้ามี การพัฒนาหรือการทำให้โครงสร้างพื้นฐานการจัดการศึกษาเอื้อให้คนพิการได้มีการศึกษาที่ดี ก็จะนำไปสู่การมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็เป็นหลักคิดกับที่ทางคณะกรรมการ ก็ใช้เป็นตัวนำในการดำเนินการอยู่ในการพัฒนาแนวคิดเรื่องข้อเสนอรายงานฉบับนี้นะครับ

ในส่วนของท่านอาจารย์ถวิลวดีนะครับ ต้องเรียนว่าในประเด็นเรื่องสภาพแวดล้อม ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องใหญ่มากใหญ่มากจริง ๆ เพราะว่าในแนวคิดหลักถ้าเรามอง ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ประเทศญี่ปุ่น ถ้าเราเดินทางไปถึงประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่สนามบิน ออกนอกสนามบิน ตามถนนหนทาง ตึกอาคารบ้านช่องต่าง ๆ จะคำนึงถึงการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ของประชาชนเป็นหลัก เพราะปรัชญาจริง ๆ ของสภาพแวดล้อมบนแนวคิดแอ็กเซสซิบิลิตี (Accessibility) หรือการเข้าถึงก็คือการทำให้ประชาชนมีอิสรภาพอินดีเพนเดนต์ (Independent) นั่นคือปรัชญา อิสรภาพของประชาชนคืออะไร คือทำให้ประชาชนสามารถที่จะช่วยเหลือ และพึ่งพาตนเองได้นั่นคือแนวคิดปรัชญา เมื่อคนที่พึ่งพาตนเองได้มีจำนวนมาก คนที่ต้องการความช่วยเหลือมีจำนวนน้อย รัฐจึงจะเอาสวัสดิการเข้าไปเสริมหรือช่วยหนุน คนที่ต้องการความช่วยเหลือให้เพิ่มขึ้นมาได้ ซึ่งผมคิดว่าทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติของเราก็ไปในทิศทางนั้น พอมาในเรื่อง การศึกษานี้นะครับ ก็ต้องบอกว่าในเรื่องนี้ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งของสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกัน แล้วก็ในตัวข้อเสนอนี้นะครับถ้าสังเกตก็จะมีการทำให้สภาพแวดล้อมเอื้อต่อทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการ อย่างเช่น บุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจ อย่างเช่นสื่อเทคโนโลยี ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตหรือการจัดการศึกษา อย่างเช่นมีข้อเสนอให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ของสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อที่จะทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง ก็เป็นสิ่งที่คณะอนุกรรมการก็ได้คำนึงถึงนะครับ แล้วก็พยายามที่จะหยิบยกและจัดทำ ข้อเสนอ ต้องเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าในครั้งนี้เราก็ตั้งใจที่จะจัดทำข้อเสนอนี้ เพื่ออย่างที่ท่านสุรินทร์ได้กรุณากล่าวแต่ตอนต้นนะครับว่าจริง ๆ เรื่องนี้เริ่มต้นจากคำนั้นล่ะครับ โน วัน เลฟต์ บีฮายด์ (No one left behind) ไม่มีใครอยากโดนทิ้งอยู่ข้างหลังนะครับ แล้วก็สภาเราก็มีการสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาในหลายมิติ ในครั้งนี้ ก็ขอความกรุณาท่านประธานและท่านสมาชิกได้ช่วยกรุณาให้การสนับสนุนข้อเสนอนี้ ในลำดับต่อไป ซึ่งมีข้อมูลประเด็นเพิ่มเติมจะขอให้ท่านศาสตราจารย์วิริยะได้นำเสนอ เพิ่มเติมต่อจากผมนิดหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ตอบชี้แจงสมาชิกครับ

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมเพียงแต่ขอเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาของเรา เราตั้งอยู่บนข้อมูลที่ว่าเราขาดแคลนทรัพยากร และเราก็จำเป็น ต้องบูรณาการทรัพยากร อย่างที่ท่านพูดเรื่องว่าทำไมเรื่องหูฟัง กระทรวงสาธารณสุขก็มีให้ และทำไมกระทรวงศึกษาธิการมีให้อีก ท่านประธานครับ กระทรวงสาธารณสุขมีให้ เหมือนกันแต่ไม่เพียงพอ และบางครั้งกระทรวงสาธารณสุขทรัพยากรมีน้อยนี้นะครับ ก็แจกหูฟังคนละข้างเท่านั้นเอง ซึ่งเวลามาในเรื่องของการศึกษานี้มันไม่เหมาะ เพราะฉะนั้น กระทรวงศึกษาธิการเขาก็ต้องเพิ่มสิ่งเหล่านี้เข้าไป แต่ผมเห็นด้วยว่าความสำคัญเมื่อมีหลาย หน่วยงานให้นี้ การบูรณาการทรัพยากรนี้ ฐานข้อมูลนี้สำคัญ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยว่าระบบ ฐานข้อมูลเราจึงเสนอว่าต้องมีระบบฐานข้อมูล เพราะอย่างที่ท่านพูดบางแห่งนี้ได้ หูฟังหลายชุด ได้วีลแชร์ (Wheelchair) หลายคันก็เพราะว่าระบบฐานข้อมูลมันไม่บูรณาการ เราจึงต้องเสนอว่าให้มีระบบฐานข้อมูลที่บูรณาการ คือทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ว่า ใครได้อะไรไป และมันขาดแคลน และเราเองก็พยายามพัฒนาเองด้วยนะครับ อย่างเช่นหูฟัง นี้ ในสมัยก่อนนี้ถ้าเราซื้อจากพวกบริษัทต่าง ๆ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เมื่อเนคเทค (NECTEC) พัฒนามามันก็เหลือประมาณ ๗,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราก็เน้นระบบบูรณาการในการ ที่จะช่วยกันพัฒนาเพื่อลดต้นทุนให้มันถูกลงนะครับ ผมเห็นด้วยว่าการขาดแคลนทรัพยากร มันเลยจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่บูรณาการ อย่างทางการแพทย์ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำงานร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ เช่น พอเด็กเกิดมานี้กระทรวงสาธารณสุขควรจะบอกได้ว่า ใครพิการบ้าง เช่น ตาบอด ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) แล้วก็ให้รีบเข้าไปช่วย แต่ทุกวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็เพิ่งเริ่มทำเท่านั้นเอง แล้วก็เร่งให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องรีบคัดกรองทันทีที่คนเกิดมาต้องรู้ว่าใครพิการอะไร ในประเภทที่เห็นได้อย่างแจ้งชัด แล้วก็รีบใส่เข้ามาในระบบฐานข้อมูลเดียวกัน และทางการศึกษาพิเศษจะได้เข้าไปช่วยนะครับ และเราก็ต้องยอมรับอีกเหมือนกันว่าทางการแพทย์เราขาดแคลนบุคลากรที่จำเป็นมาก เช่น นักแก้ไขการพูด หรือนักหลายนักเลยครับ ไม่ว่านักกิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด ขาดแคลนทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้วิธีให้คุณครูมีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วย เราจึงต้องเสนอว่าต่อไปเราต้องพัฒนาครูว่าอย่างน้อยครูที่สอนเรื่องภาษาก็น่าจะมีพื้นฐานของ การแก้ไขการพูดอยู่บ้าง หรือครูพละก็ควรจะมีพื้นฐานของกายภาพบำบัด คือเราจะพยายาม เน้นว่าทำอย่างไรเราจะเพิ่มศักยภาพของบุคลากรที่เรามีอยู่ในท่ามกลางความขาดแคลน เพื่อที่จะบูรณาการนะครับ และเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีงานทำ อย่างเช่นอาชีวะ ทำไมเราจึงอยากให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษมาอยู่ที่สำนักปลัดก็เพื่อจะได้ทำงานร่วมกับ หลาย ๆ หน่วยงานในการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาให้พร้อมที่จะรับคนพิการ เข้าไปเรียน อย่างเช่น อาชีวะหลายแห่งที่ได้รับความร่วมมือเตรียมความพร้อมกันอย่างดี เดี๋ยวนี้ก็มีความพร้อมในการที่จะรับคนหูหนวกเข้าไปเรียนในโรงเรียนอาชีวะหลายโรงเรียน หลังจากที่เราได้ร่วมมือกันในการพัฒนาครูให้รู้จักใช้ภาษามือ แล้วก็พัฒนาภาษามือที่มันเป็น เทคนิคัลเทอม (Technical Term) ในทางอาชีวะโดยเฉพาะขึ้นมา เพราะฉะนั้นความร่วมมือ ในการบูรณาการที่ทำงานร่วมกันอันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ หรือการยกระดับสำนักบริหาร การศึกษาพิเศษขึ้นมาเทียบเท่ากรมก็ไม่ได้ทำให้เราเปลืองเงินเปลืองทองอะไรมาก เราเพียงแต่เปลี่ยนที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษมาเป็นเลขาธิการก็ซี ๑๐ เหมือนกันครับ ก็เพียงแต่ยุบตำแหน่งที่ปรึกษาอยู่ที่สำนัก สพฐ. แล้วก็มาเป็นเลขาธิการมันก็ไปได้แล้วครับ ท่าน มันก็ไม่ได้ต้องไปเปลืองทรัพยากรอะไรมากมาย เพราะว่าระดับอื่นผู้เชี่ยวชาญผู้อะไร ก็มีอยู่แล้วนะครับ และศูนย์การศึกษาพิเศษก็มีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ทำอย่างไรปรับปรุง กฎหมายมาเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้มันสามารถทำงานได้ อย่างมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องการเพิ่มทรัพยากรเราเน้นในการเพิ่ม ศักยภาพของทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้มากขึ้นนะครับ อย่างเช่น เราขอให้ครูทุกคนต่อไป ต้องเรียนการศึกษาพิเศษอย่างน้อย ๙ หน่วยกิตนะครับ ก็คือมีความรู้พอมาเป็นครู แล้วก็พร้อมที่จะเข้าใจแล้วก็สามารถมีความรู้เรื่องคัดกรองเด็กหรืออย่างน้อยก็รู้ว่าจะต้อง ติดต่อใครเข้ามาช่วยเหลือเด็กในเบื้องต้น แล้วก็เพิ่มศักยภาพของครูให้มากขึ้นเพื่อเข้ามาดูแล เด็ก เราจึงใช้บอกว่าเป็นระบบเรียนรวม การเรียนรวมนั้นก็หมายความว่าเราเตรียมบุคลากร ในทุกโรงเรียนให้มีความพร้อมที่จะรับดูแลเด็กพิการในเบื้องต้น แต่ถ้าหนักรุนแรงขึ้น ก็ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทางแพทย์ ทางครูการศึกษาพิเศษ แล้วก็ทำงานกัน เป็นระบบ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับท่าน แก้ไขการพูดนี่ ถ้าเราไปหานักแก้ไขการพูดเราก็ได้ เดือนละครึ่งชั่วโมงครับ จากนั้นเราก็ต้องรับการบ้านจากนักแก้ไขการพูดมาให้ผู้ปกครอง กับครูการศึกษาพิเศษมาดูแลแล้วก็พัฒนาเด็กต่อ เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงทรัพยากรอันนี้ เป็นเรื่องที่เราตระหนักอยู่ แล้วเราก็พยายามที่จะทำอย่างไรให้สามารถบูรณาการทรัพยากร ทำงานด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ เราจึงพยายามพัฒนากฎหมายให้มันเอื้อต่อการทำงาน โดยไม่ได้พยายามที่จะไปเพิ่มทรัพยากร แต่เน้นเพิ่มความสามารถเข้าไปในบุคลากรที่ทำงาน ร่วมกันกับระบบที่จะเชื่อมโยงให้เราสามารถทำงานด้วยกันอย่างมีคุณภาพเท่านั้นเองครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้สูงอายุ ท่านวิเชียร ชวลิต ขอเชิญครับ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมการ 🔗

เรียนท่านประธานท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผมขออนุญาตเรียนเพื่อทบทวนต่อท่านทั้งหลายว่าในเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุนั้น คณะกรรมาธิการสังคมเคยได้เสนอในองค์รวมว่าการดูแลผู้สูงอายุในองค์รวมนั้นดำเนินการ อะไรบ้าง แล้วก็มีข้อเสนอในเชิงปฏิรูปอย่างไร ซึ่งถ้าท่านจำได้เราเสนอให้มีการพัฒนาศูนย์ ศพอส. เพื่อทำหน้าที่แล้วก็ดูแลผู้สูงอายุใน ๔ เรื่อง ก็คือดูเรื่องเศรษฐกิจก็คือการมีรายได้ การมีงานทำ ดูเรื่องสังคมก็คือผู้สูงอายุจะต้องมีสังคมมีชีวิตที่ดี แล้วก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี แล้วก็ผู้สูงอายุต้องการการดูแลด้านสุขภาพอนามัย ของตนเองและ อีกส่วนหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับคนพิการก็คือสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งอำนวย ความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ อันนั้นเราเสนอในภาพรวมในองค์รวมของ การขับเคลื่อนซึ่งจะครอบคลุมในทุกมิติตามที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะ แต่ในส่วนของ กรอบงานในวันนี้ก็คือการเสนอในมุมของการศึกษา เพราะฉะนั้นข้อเสนอหรือมุมของ การศึกษาก็ไม่ได้หนีไปจากหลักการขององค์รวมที่ได้นำเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้น การจัดการศึกษาในส่วนต่าง ๆ เช่นใน ศพอส. ที่จะดำเนินการก็ต้องเรียนท่านถวิลวดีว่า ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องว่าเขาจะสอนท่านสานตะกร้าอย่างเดียว ต้องเรียนว่าใน ศพอส. ไม่ใช่เป็นการสอนโดยท็อปดาวน์ (Top Down) แต่เป็นการจัดการของผู้อายุที่จะค้นหา ความต้องการ ความรู้ ความเข้าใจต่าง ๆ หรือความถนัด แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่ามีตลาดรองรับ ในการที่จะดำเนินการซึ่งอันนี้ ศพอส. เป็นผู้เลือกเอง ไม่ได้เป็นการสั่งว่าจะต้องทำ หรือประกอบอาชีพอันใดนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่จะตอบท่านกษิตก็คือว่ากรณีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ทรงความรู้ ภูมิปัญญาต่าง ๆ ขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับ จดทะเบียนแล้วก็จดแจ้งต่าง ๆ ถึงผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญามีความรู้ต่าง ๆ ซึ่งส่วนนั้น จะสามารถที่กลับเข้ามาเป็นครูเป็นผู้สอนในการเรียนการสอนในการจัดการต่าง ๆ ซึ่งในอีกภาคหนึ่งที่ต้องเรียนว่าในข้อเสนอของรายงานก็คือว่าการจัดการศึกษาสำหรับ ผู้สูงอายุในกลุ่มคนที่อยู่ในสายของแรงงานก็คือกระทรวงแรงงาน ซึ่งขณะนี้ศูนย์พัฒนา ฝีมือแรงงานก็ดีหรือหน่วยของกรมการจัดหางานได้มีการรับจดแจ้งคนที่เป็นผู้สูงอายุ และประสงค์จะทำงานก็จะนำไปสู่การได้มาซึ่งข้อมูลในการที่จะดำเนินการพิจารณาว่า วิชาชีพหรือวิชาการสอนหรือครูต่าง ๆ จะมาบูรณาการในการที่จะเกิดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเป็นการตอบสนองเรื่องของผู้สูงอายุที่เป็นสถิติที่ผมได้นำเรียน แต่แรกแล้วว่าเรามีปัญหาเรื่องการศึกษาของผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าท่านลองนับดูเมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้วหรือมากกว่า ๔๐ ปี การศึกษาของไทยเราก็ยังมีคนที่ศึกษาในระดับมัธยมยังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นตัวเลขที่มายืนยันว่าวันนี้จำนวนผู้สูงอายุที่จบการศึกษาในชั้นต่ำกว่า ประถมศึกษาหรือตั้งแต่ประถมศึกษาลงมาจึงเป็นสัดส่วนที่เป็นส่วนใหญ่และเป็นจำนวนมาก นะครับ

ผมจะเรียนเพิ่มเติมที่ท่านเลิศรัตน์ได้กรุณาให้ข้อแนะนำและข้อเสนอแนะ ในเรื่องของการที่จะเป็นข้อเสนอในการที่จะให้มีการจัดการศึกษา ต้องเรียนว่าเดิมทีเดียว ในหน่วยงานของ กศน. หรือการศึกษาตามอัธยาศัยไม่ได้มีเป้าหมายสำหรับผู้สูงอายุนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีผู้สูงอายุที่เข้ามาขอให้มีการจัดการเรียนการสอนในลักษณะของการศึกษา ตามอัธยาศัยจำนวนหนึ่ง แต่ว่าสถิติที่ได้คงไม่ใช่สถิติที่มีเป้าหมาย แต่ว่าเรามีข้อเสนอว่าให้มีเป้าหมายสำหรับผู้สูงอายุในช่วงเวลาต่อไปเพื่อที่จะสามารถจัดการ หรือดูแลให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพ แล้วก็การเรียนการสอนก็จะตรงกับความต้องการ และศักยภาพของผู้สูงอายุเพื่อที่จะสามารถมาประกอบอาชีพแล้วก็สร้างรายได้ให้ตนเอง ในการดูแลตนเองโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นอันดับ ๒ ของรายได้ ของผู้สูงอายุเพราะลำดับแรกก็คือรับการสนับสนุนจากบุตรนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็จะเป็นในข้อเสนอที่จะนำไปสู่การจัดการให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ แล้วก็ตอบสนอง วัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการที่ผมนำเรียนแล้วก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษาซึ่งปรากฏอยู่ ในโรงเรียนผู้สูงอายุที่ปรากฏนะครับ ต้องเรียนว่าโรงเรียนผู้สูงอายุที่ปรากฏและดำเนินการ อยู่ใน ศพอส. แล้วก็ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการศึกษาในวัตถุประสงค์ แรกก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนที่เป็นวัตถุประสงค์ประการที่ ๒ การศึกษาเพื่อการมีส่วนร่วม สุขภาพและการดูแลจะเกิดขึ้นใน ศพอส. แล้วก็ส่วนที่ ๓ ก็คือ การศึกษาเพื่อการมีรายได้ การมีอาชีพ การมีงานทำจะอยู่ในส่วนที่กระทรวงแรงงานแล้วก็ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดย ศพอส. ที่จะดำเนินการก็จะเป็น การตอบสนองความต้องการหรือกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของผู้สูงอายุต่อไปครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสครับ

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกครับ ผมคงมีประเด็นสั้น ๆ อยู่ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรกเรื่องการแต่งตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัดและพื้นที่ซึ่งถือว่า เป็นกลไกหลักนี่เป็นอำนาจของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งแต่งตั้งภายใต้คำสั่ง คสช. ที่ ๑๐/๒๕๕๙ ตามมาตรา ๔๔ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ดังนั้นก็สามารถที่จะสั่งการ ให้ทุกจังหวัดตั้งได้ถ้าเห็นชอบ รวมทั้งอาจจะตั้งลงไปให้กับทุกจังหวัดได้เลยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ คณะกรรมการชุดนี้จะเป็นการทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้น ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ตชด. หรือว่าอื่น ๆ ภาคเอกชนต่าง ๆ ก็จะทำงานร่วมกัน ภายใต้อนุกรรมการชุดนี้ซึ่งมีทั้งระดับจังหวัดแล้วก็ระดับพื้นที่นะครับ

ประเด็นสุดท้ายคือกลุ่มเป้าหมายคงไม่เฉพาะกลุ่มยากจนเท่านั้นคงจะ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่ผมได้ให้คำจำกัดความไว้ตั้งแต่ต้น ๔ กลุ่ม ซึ่งยกเว้นคนพิการ เท่านั้นนะครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านประธานวิวัฒน์ ศัลยกำธร ครับ

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานกรรมการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านโดยเฉพาะทั้ง ๗ ท่านที่ได้กรุณาทั้งตั้ง คำถามเพื่อให้ข้อมูลเราชัดเจนขึ้น ทั้งให้ข้อเสนอแนะซึ่งคณะกรรมการเราจะนำไปปรับปรุง แก้ไขเพื่อจะนำรายงานนี้ส่งให้รัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามรายงานทั้ง ๓ เรื่องนี้ได้มี การประสานงานกับ ๔ กรรมาธิการ และได้ประสานกับหน่วยปฏิบัติรัฐบาลโดยเฉพาะ ด้านการศึกษานั้นเราได้นำข้อเสนออันนี้ไปใส่ไว้ในแผนการศึกษาของชาติ ๑๕ ปี แล้วก็ได้ เรียนเสนอรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการให้ท่านรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีช่วย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงก็ทราบเรื่องนี้ เรื่องนี้ก็จะมี การสานต่อข้อเสนอหลาย ๆ ประการที่ท่านสมาชิกได้กรุณานั้นจะได้ถูกนำไปปรับปรุงแก้ไข แล้วก็ประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแปลงไปสู่การปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ก็ต้องขอบคุณทางท่านประธานอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ นะครับ ซึ่งท่านเป็น ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม แล้วก็มาช่วยในการทำงาน ร่วมกับกรรมาธิการศึกษานะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยคณะกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสทั้ง ๓ เรื่อง และร่างพระราชบัญญัติแล้วนะครับ ต่อไปผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานหรือไม่นะครับตามลำดับ โดยจะเริ่ม จากเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติ จำนวน ๒ ฉบับก่อนนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังให้เวลาอยู่ครับ ยังมีสมาชิกทยอยเดินมาเข้าห้องประชุมนะครับ เพราะว่า วันนี้ประชุมกันหลายคณะกรรมาธิการใน ๓ อาคารของรัฐสภาของเรานะครับ ใช้สิทธิแสดง ตนครบถ้วนกันแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติ จำนวน ๒ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับ คนพิการ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง เพื่อเสนอประธานสภาก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยัง คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ ต่อไปจะขอมติ จากที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่ หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนนนะครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผล การลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนนเสียง จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับ คนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติ จำนวน ๒ ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องที่ ๒ เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมการ จะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงเพื่อเสนอประธานสภาก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

เนื่องจากเป็นการลงมติต่อเนื่องนะครับ ก็จะไม่จำเป็นต้องตรวจสอบองค์ ประชุมเพราะถือว่าองค์ประชุมได้ดำเนินการต่อเนื่องจากคราวที่แล้ว ครบองค์ประชุมอยู่นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๗ ท่าน หายไปไหน ๑ ท่านครับ เชิญครับ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ เห็นด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านแสดงตนด้วยใช่ไหมครับ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ

ใช่ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้สูงอายุแล้วนะครับ

ต่อไปจะเป็นการขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่องที่ ๓ เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสหรือไม่ ขอเชิญสมาชิกได้ใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนนครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้ามีขอเชิญออก เสียงลงคะแนน ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ของท่านบัตรและการลงคะแนนมีปัญหาไหมครับ เช่นการลงคะแนนคราวที่แล้วไหมครับ เพราะขณะนี้จำนวนยังเป็น ๑๕๗ ท่าน ไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหมครับ

พลเรือเอก จีรพัฒน์ ปานสกุณ

ของผมไม่มีแล้วครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๕๗ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับ ผู้ด้อยโอกาสแล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ทั้ง ๓ เรื่องแล้วนะครับ ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการทุกท่านและผู้ชี้แจงครับ ขอดำเนินการประชุมต่อไปนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ที่ประสงค์จะหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ครับ ถ้ามีก็ขอเชิญนะครับ เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ขอเวลาแป๊บเดียวครับ คือได้รับคล้าย ๆ กับสำเนาบันทึกว่าจะมีการประสานงานระหว่าง สนช. สปท. เหมือนกับ จะเป็นงานหลักที่จะทำกันไปจนกว่า สปท. จะสิ้นวาระ ก็จะกราบเรียนถามท่านประธานแล้ว เราจะทำอะไรที่ไม่ต้องยุ่งกับ สนช. ได้ไหม เพราะมันมีหลาย ๆ เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องออกเป็น กฎหมายแต่เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน แล้วก็ต้องมีการประสานงานกับหน่วยราชการ หรือผ่านท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้งหลายในสิ่งที่ทาง สปท. ควรจะได้มีส่วนในการที่จะร่วม ในการตัดสินใจด้วย จะเป็นปัญหาของเรื่องภาคเกษตรทั้งหมด เรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องอะไรต่าง ๆ ที่มีประเด็นปัญหาเรื่องพันธกรณีระหว่างประเทศมาคุยกันได้ไหม มันจะได้มาระดมความคิดเห็นแล้วก็เสนอไปที่รัฐบาลว่าน่าจะเป็นทางเดินที่น่าจะดีกว่า ที่จะคิดที่จะทำที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อหรือว่าใน สนช. ขอกราบเรียนถาม นะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สมาชิกท่านอื่นจะหารือในประเด็นนี้หรือประเด็นอื่นอีกไหมครับ เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน เลขาวิป (Whip) ได้ชี้แจงประเด็นที่ท่านสมาชิกกษิต ภิรมย์ ได้ยกประเด็นขึ้นมาครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยปกตินั้นเราจะมีการประสานงานกับ หน่วยงานที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๒ ระดับ ในระดับหนึ่งก็คือ คณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ซึ่งมีการประชุมทุกเช้าวันพุธ ๓ ฝ่ายในที่นี้ก็คือ สนช. ครม. แล้วก็ สปท. ส่วนอีกระดับหนึ่งนั้นก็เป็นคณะกรรมการประสานงานระหว่าง ๒ สภา ก็คือ สนช. กับ สปท. ก็จะมีการประชุมกันทุกบ่ายวันพุธทุกสัปดาห์ หรือบางที ก็เว้นบางสัปดาห์ ทั้งนี้ในการประชุม ๓ ฝ่ายนั้นก็คือเมื่อรายงานการปฏิรูปผ่านไปจากมติ ที่ประชุม สปท. แล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีก็นำมาหารือกันในที่ประชุม ๓ ฝ่าย เพื่อที่จะประสานงานกันต่อไป ส่วนการประชุม ๒ สภานั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็น เรื่องที่ในหลายกรณีที่มีเรื่องที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายก็จะเป็นการดีที่ สนช. ซึ่งจะต้องพิจารณา ร่างกฎหมายในท้ายที่สุดจะได้รับรู้เรื่องราวไปตั้งแต่ต้น หรือว่าในเรื่องที่เป็นเรื่องการปฏิรูป ก็สามารถที่จะรับรู้ร่วมกันได้ และในหลายกรณีกรรมาธิการของทาง สปท. กับกรรมาธิการ ของทาง สนช. ซึ่งจะมีลักษณะชื่อใกล้เคียงกันก็จะได้มีการจัดหารือกันเป็นคู่ ๆ ก็เพื่อ ความราบรื่นในการประสานงานและเพื่อความรับรู้ร่วมกันมาแต่ต้น แต่ในเรื่องใดที่มิใช่เรื่องที่ เกี่ยวกับร่างกฎหมายนั้น สปท. เองก็จะสามารถที่จะประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรม ได้อยู่แล้วตามภารกิจของแต่ละกรรมาธิการที่มีอยู่ ซึ่งในระยะหลังทางคณะรัฐมนตรี ก็ได้มีดำริให้แต่งตั้งข้าราชการประจำระดับสูงในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ให้เป็น มิสเตอร์รีฟอร์มขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ประสานงานแล้วก็ติดตามเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งเสนอไปจาก สปท. รูปแบบการทำงานก็มีมาอย่างนี้ และงานก็จะมีความคืบหน้า แล้วก็มีความรับรู้ร่วมกันมาแต่ต้นตามสมควรแก่กรณี ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ก็ต้องขอขอบคุณคุณคำนูณ แต่บังเอิญ ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องการประสานระหว่าง ๒ สาย ๓ สาย ๕ สาย อันนั้นก็ว่ากันไปเอาเป็นว่า มันมีเรื่องที่มันอยู่นอก ๕ สายที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทยแล้วก็ในโลกนี้ บางทีเราน่าจะได้มานั่งคุยกัน ใน สปท. ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปปรึกษาหารือ สนช. หรือ ครม.แต่มันเรื่องเกี่ยวกับ ชีวิตของสังคมไทย อันนี้เราจะคุยกันไหมครับหรือเราจะไม่คุย ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องอยู่ ในกรอบของ ๒ สาย ๓ สาย ๔ สาย ๕ สายอันนี้นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมขอเสนอช่วยเชิญมิสเตอร์รีฟอร์มของ ๒๐ กระทรวงมาพูด กับเราได้ไหมครับสักวันหนึ่ง ให้เขามาเล่าให้เราฟังสิว่าเขาเป็นมิสเตอร์รีฟอร์มของกระทรวง เขาเอาเรื่องที่เราได้อภิปรายที่ได้ถกกันมา ที่เป็นประเด็นปัญหาของสังคมไทยนั้นเอาไปทำ อะไรบ้าง และเมื่อก่อนนี้ผมอภิปรายก็ได้ยกตัวอย่างที่ว่ากระทรวงการคลังกำลังจะไปว่าจ้าง บริษัทเอกชนให้มาดูแลเรื่องการประกันสุขภาพขณะที่ ๓ วันก่อนหน้านั้นเราก็ถกกันในเรื่อง ของการที่จะมีระบบกลาง ๑ ระบบเพื่อการดูแลรักษาพยาบาล ทำงานกันอย่างนี้ไม่ได้ครับ ถ้าเผื่อมีการประสานงานกันหรือมีการถ่ายเทข้อมูลและเมื่อมีมิสเตอร์รีฟอร์ม ประจำกระทรวงแล้วมาเล่าให้เราฟังสักนิดหนึ่งสิเอาไปทำอะไร หรือว่าสิ่งที่เราได้มีมติ ๕๗ เรื่อง ได้ไปดำเนินการในแต่ละกระทรวง ทบวง กรม อะไรบ้าง ในแง่งานของผม คือเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองก็ประชุมกัน ๒ สาย ๓ สาย พูดกับ ครม. อะไรไปแล้ว ณ วันนี้ยังไม่เห็นมีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากทางผู้บริหารหรือการออกกฎหมายที่ สนช. และเราจะทำอย่างไรกันในเรื่องของการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง มีแผนแม่บทแล้ว และมันจะเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะแก้ปัญหาความล้มเหลวของระบอบเสรีประชาธิปไตย ของไทย แผนแม่บทก็ผ่านที่ประชุมนี้ไปตั้ง ๖ เดือนแล้ว ก็ไม่มีอะไรคืบหน้าจากแม่น้ำอีก ๔ สาย อันนี้จะติดตามกันอย่างไรครับ หรือจะไม่เอาแล้วเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง เราไม่ต้อง สร้างปัญญา เสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยหรือว่าเราจะอยู่กัน เป็นแบบนี้ และใครรับผิดชอบ ใครจะติดตามเรื่อง จะประสานกันอย่างไร และผมจะรู้ได้ อย่างไรว่าใน ๒ สาย ๓ สายนั้นเอาเรื่องที่ผมไม่สนใจหรือไม่ใช่เป็นเรื่องที่ สปท. จะต้องสนใจนะ ไปพูดกันอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าเรื่องสำคัญ ๆ ที่น่าจะเป็นหัวใจของการปฏิรูปจะว่าอย่างไร และเราก็บอกว่าจะมีกฎหมายลูกว่าด้วยกฎหมายปฏิรูป จะมีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ ก็ต้องมานั่งคุยกันในนี้สักนิดหนึ่งสิครับ ไหน ๆ ก็มีสติปัญญา แล้วก็มีเวลา โดยเฉพาะวันจันทร์ ซึ่งมักจะงดการประชุมก็เอาวันจันทร์นั้นได้ไหมหรือจะเป็นวันอังคาร มาคุยกันในเรื่องกว้าง ๆ เพราะผมมีความรู้สึกว่าผมยังทำงานไม่คุ้มกับเงินเดือนนะครับ แล้วก็อยากจะมีส่วนร่วม ในการที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังและอยากจะมีความยืดหยุ่น ในการทำงานแสดงสติปัญญา ไม่ใช่อะไรก็ถูกผูกมาด้วยคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี หรืออ้างคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือจะบอกอันนี้ ๒ สายว่าแล้ว ๓ สายว่าแล้ว อันนั้นไม่ใช่ครับ เราก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่กันแล้ว เราควรจะได้ใช้สติปัญญาและประสบการณ์เพื่อประเทศชาติ ในการปฏิรูปอย่างจริงจัง ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ผมเข้าใจความมุ่งมั่นของท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ แต่เนื่องจากว่าท่านอยู่ใน กรรมาธิการ ๑-๒ คณะ อาจจะไม่ทราบการขับเคลื่อนโดยรวม ๑. ก่อนหน้านี้ท่านประธาน สปท. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ได้ร่วมกับประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะ แถลงผลงาน ๑ ปี ซึ่งความจริงเราก็เลย ๑ ปีมาแล้วนะครับ แต่ด้วยสถานการณ์พิเศษก็มีการ เลื่อนการแถลงออกมาและรายงานผลงาน ๑ ปีก็จะเสร็จสิ้นให้สมาชิกได้รับในวันที่ ๑๕ ธันวาคมที่จะถึงนี้ ท่านก็จะได้ทราบถึงการทำงานว่าพวกเราได้ทุ่มเทแล้วก็ได้ริเริ่มเรื่องใหม่ ๆ การทำงานไม่ได้อยู่แต่เพียงว่าจะติดกรอบในแม่น้ำสายใดสายหนึ่ง แม่น้ำ ๕ สาย ทำงานหวังผลสัมฤทธิ์ในการปฏิรูปยกเรื่องอัปเกรด (Upgrade) ประเทศใน ๑๑ ด้าน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่ใช้ปัจจุบันกำหนดให้เป็นภารกิจหน้าที่และกรอบของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นกลไกการขับเคลื่อนของเราเองจึงได้ออกแบบมาเพื่อตอบภารกิจดังกล่าว ๒. ก็คือกลไกร่วม ความจริงเราจะมาพูดกันทำแผนโดยไม่คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์คงไม่ได้ ก็คงจะสอดคล้องที่ท่านกษิตได้พูดถึงว่าอยากเห็นการปฏิรูปจริง ๆ นั่นแหละครับ คือที่มาที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกลไกใหม่ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ในยุคของสภาปฏิรูป แห่งชาติซึ่งเผอิญผมและเพื่อน สปท. ในนี้ ๖๑ คนอยู่ใน สปช. ตอนนั้นเราก็ทำแผนวาง วิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทย วางเป้าหมายประเทศไทย แต่พอมาเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปชื่อบอกแล้วว่าเราจะต้องขับเคลื่อนให้มีผลสัมฤทธิ์มากที่สุด ดังนั้นแผนปฏิรูปที่เรา ทำไปจึงต่างจากแผนปฏิรูปในยุค สปช. อาจกล่าวได้ว่าแผนของ สปท. เป็นแผนปฏิบัติการ จะต้องบอกว่าจะปฏิรูปในเรื่องนั้นอย่างไร หน่วยงานไหนรับผิดชอบ ใช้งบประมาณหรือไม่ มีกรอบเวลาอย่างไร นี่เป็นแผนปฏิบัติการ แต่เนื่องจากว่าการจะทำให้การปฏิรูปนั้น เป็นรูปธรรม ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้ตั้งกลไกใหม่ขึ้นมาและปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ นะครับ มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทุกคณะ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละกลุ่มงาน ก็เป็นรองประธาน และท่านก็ตั้งมิสเตอร์รีฟอร์มขึ้นมา เมื่อเห็นว่า สปท. ได้ส่งแผนปฏิรูปรัฐบาลไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว พอสมควรแก่เหตุที่ในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ได้พิจารณาว่า เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นไปไม่ได้ว่าความคิดเห็นของเราจะถูกต้องไปเสียทั้งหมด ด้วยความคิดเห็นของ สปท. ที่ผ่านไปเป็นแผนปฏิรูปนั้นจะต้องให้ทุกคนยอมรับทั้งหมด ดังนั้นเมื่อผ่านกระบวนการของการพิจารณาในชั้นของนโยบายและเปิดโอกาสให้หน่วยงาน ใน ๒๐ กระทรวง ๑๔๘ กรม และรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานเกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ในการเสนอความเห็นต่อแผนปฏิรูปแต่ละด้านของเราแล้วนี่ครับ ก็จึงได้ให้มีการลงมือปฏิบัติ นั่นก็คือการเกิดผู้ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปในระดับหน่วยงานครับ ตอนนี้ ก็เกือบ ๔๐ หน่วยงานแล้วนะครับ ครอบคลุม ๒๐ กระทรวงและหน่วยงานหลักส่วนกลางอีก นั่นก็คือการวางกลไกในซีกของฝ่ายบริหาร แล้วก็ได้มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่ามิสเตอร์รีฟอร์มนั้น จะต้องรายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปต่อท่านนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วัน นี่คือมติ ครม. และคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็เห็นว่าเนื่องจากการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ บางครั้งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายหรือตรากฎหมายใหม่ ดังนั้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดในการ ทำงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วก็คณะรัฐมนตรีแล้วก็ในส่วนของ สปท. นั้น มีความจำเป็นเพราะท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีแล้วคงทราบว่าคณะรัฐมนตรีก็จะมีส่วนสำคัญ อย่างยิ่งต่อการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปด้วย และถ้าเห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ ในเรื่องกฎหมายจะต้องดำเนินการ ครม. ก็จะเป็นหลักนะครับ ดังนั้นเมื่อแผนปฏิรูป ของ สปท. ส่งไปแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ที่เรียกว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประชุมทุกเช้าวันพุธ ที่วันอังคารเราก็มีสมาชิก ๖-๗ ท่าน ผมเอง ท่านรองประธาน คนที่สอง ในตอนต้นก็เข้าไป ตอนนี้ก็ประชุมทุกวันพุธก็พิจารณา แผนปฏิรูปประกอบกับตัวร่างกฎหมายครับ ขณะเดียวกันภายใต้การหารือระหว่าง ท่านประธาน สปท. และท่านประธาน สนช. ก็ได้มีการแต่งตั้งกรรมการประสานงานรวม ๒ ฝ่าย ถามว่าทำไมจะต้องมี เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดครับ เราจะทำหน้าที่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เราไม่ได้อยู่ถึงก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำไปสำหรับ สปท. แต่ว่ากฎหมายจะมีอยู่ ๓ ชุดสำคัญ คือกฎหมายตามนโยบายรัฐบาลที่ สนช. จะต้องพิจารณา ๒ ก็คือกฎหมายที่จำเป็น ต่อการปฏิรูปก็คือ สปท. เสนอ และ ๓ ก็คือกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในกฎหมาย ๓ ชุดท่านก็คงทราบว่า ๒ ปีที่ทางรัฐบาลได้เดินหน้าปฏิรูปมา ก่อนเกิด สปช. และ สปท. ได้ทำงานกับทาง สนช. และมีการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยตรงและโดยอ้อมกับการปฏิรูปประเทศไปร่วม ๒๐๐ ฉบับถึงวันนี้นะครับ แล้วก็มี กฎหมายที่เป็นการปฏิรูปในระดับเชิงโครงสร้าง เช่น ร่าง พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า ซึ่งถือว่า เป็นธรรมนูญทางการค้าเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ และสังคมผ่านวาระที่ ๑ ตอนนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการแล้วครับ เป็นการอัปเกรด (Upgrade) กฎหมายปี ๒๕๔๒ อย่างนี้ สนช. สปท. และ ครม. ทำงานร่วมกันเรื่องนี้มาตลอดครับ ที่เราเห็นชัดและยกเป็นตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือตัว พ.ร.บ. จัดตั้งศาลคอร์รัปชันและ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความคดีคอร์รัปชันนะครับ ก็เสนอกันต่อมาตั้งแต่ สปช. มา สปท. และท่านนายกรัฐมนตรีก็เร่งรัด ในที่สุด สนช. ก็ได้ผ่านกฎหมายนี้ แล้วก็ศาลยุติธรรม ท่านก็ตั้งศาลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมที่ผ่านมาและเปิดศาลตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคมที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องคอร์รัปชัน หรือที่กล่าวมาก่อน หน้านี้ก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ความจริงสรุปโดยรวม ก็คือว่าทั้งกลไกและกระบวนการ และประเด็นการปฏิรูปหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องมันต้องไป ด้วยกัน มันถึงมีความจำเป็นว่าทำไมต้องมี ผมก็เลยอยากเรียนชี้แจงเพื่อท่านได้ทราบ ภาพรวมด้วยนะครับ ขณะเดียวกันก็อยากจะเรียนว่าการจะขับเคลื่อนปฏิรูปไม่ใช่เฉพาะ แค่กฎหมาย หรือว่าการใช้อำนาจทางบริหาร หรือการใช้มาตรา ๔๔ ที่ท่านใช้ทั้งเรื่องปฏิรูป การศึกษา หรือท่านนายกรัฐมนตรีใช้กับเรื่องของการปฏิรูปกิจการตำรวจและอื่น ๆ นี่นะครับ ยังรวมไปถึงเรื่องของงบประมาณด้วยครับ เอาว่า ๑ ปียังไม่รวมถึงตอนนี้นะครับ ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วถึงตุลาคมปีนี้เราได้ส่งเรื่องไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ๘๗ เรื่อง ปรากฏว่า มีแผนปฏิรูปที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๐ ถึง ๕๗ เรื่อง และเรื่องที่ไม่ต้องใช้ งบประมาณ ใช้อำนาจการบริหารในการเปลี่ยนแปลงอีกจำนวนหนึ่ง และการจัดทำ งบประมาณท่านคงทราบนะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๐ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๙ แต่การจัดทำ ทำมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๘ ช่วงที่เราเริ่มทำงานกัน เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าการทำงานอย่างนี้ถือว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็อยู่ในปริมาณงานและคุณภาพงาน ที่น่าพึงพอใจนะครับ

ส่วนประเด็นเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประเด็นเฉพาะ ผมคิดว่า จะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และในร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๔ ฉบับ ที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.ป. ที่มาของวุฒิสมาชิก แล้วก็ พ.ร.ป. คณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการในการปฏิรูป การเลือกตั้งและการเมืองจะอยู่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันกฎหมายที่ท่านถามว่าอีก ๒ ฉบับนั้นเราก็ช่วยกันเสนอผลักดันในที่ประชุมนี้ แล้วก็เสนอจนกระทั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาเห็นพ้อง ก็คือเรื่องของแผนปฏิรูป และร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ท่านก็ทำกับ ท่านดอกเตอร์ยงยุทธ สาระสมบัติ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ทำกันจนกระทั่งส่งไปแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการ จัดทำกรอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็กรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็บรรจุยุทธศาสตร์ชาติ เป็นครั้งแรกนะครับ เรามีรัฐธรรมนูญมา ๑๙ ฉบับ ไม่เคยมีการบรรจุยุทธศาสตร์ชาติไว้เลย ท่านรัฐมนตรีก็เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคงทราบว่า นานาประเทศเขามียุทธศาสตร์ชาติกัน ๒๐ ปี ๓๐ ปีทั้งสิ้น แต่เรามีเพียงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๕ ปี นี่แผนที่ ๑๒ แล้วก็มีรัฐบาลซึ่งมีนโยบายก็ไม่เกิน ๔ ปี เพราะวาระของความเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งก็ไม่เกิน ๔ ปี เราจะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ครับ วันนี้ต้องวางวิสัยทัศน์อนาคตประเทศและยุทธศาสตร์ระยะยาว และพึงต้องทำต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ทิ้ง แล้วก็เริ่มต้น ก กันใหม่ประเทศก็ไปไม่ถึงไหน ความสามารถในการแข่งขันของเราก็มีปัญหา โครงสร้างประเทศของเราไม่ว่าทางด้าน เศรษฐกิจ สังคมก็มีปัญหา ถึงต้องปฏิรูปยกใหญ่นะครับ แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นนอกจาก บัญญัติไว้แล้วก็ยังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมไว้เลยว่า จะต้องจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เช่นเดียวกันให้มีการจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ และ สปท. จะสิ้นสุดวาระของตนเอง เมื่อมีกลไก และกระบวนการใหม่เกิดขึ้นนะครับ ๒ เรื่องนี้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ นี่ก็เป็นผลงานที่พวกเราพยายามที่จะต้องการเห็นการปฏิรูปนั้นได้ดำรงคงอยู่แม้จะ หลังการเลือกตั้ง และเราเป็นประเทศเดียวในโลกขณะนี้ที่มีการปฏิรูปอย่างเอาจริงเอาจัง ครบทุกด้าน บางประเทศก็ปฏิรูปบางเรื่อง แต่เราเป็นประเทศเดียวในโลก และท่านคิดสิครับว่า ถ้าเราทำต่อเนื่องและร่วมแรงร่วมใจกันจะคิดเห็นต่างกันไม่สำคัญ เห็นต่างกันบ้าง เห็นตรงกันบ้าง แต่ถ้าร่วมแรงร่วมใจไปและเดินหน้าไปอย่างนี้ และเมื่อการเลือกตั้งมาถึง รัฐบาลก็ดำเนินการไป ยุทธศาสตร์ชาติปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงปัจจัย ที่มีนัยสำคัญ สุดท้ายนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ในประวัติศาสตร์ที่มีการบัญญัติหมวดว่าด้วยการปฏิรูปไว้ครับ การปฏิรูปที่สำคัญ เช่น การศึกษา กิจการตำรวจได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องทำอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ของนวัตกรรมการบริหารจัดการประเทศที่จะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ส่วนว่าจะทันอกทันใจหรือไม่ หรือว่าจะทำได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หรือเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่พวกเราช่วยกันที่จะต้อง เดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ผมขอสรุปว่าข้อเสนอของท่านกษิต เช่นเรื่องประเด็น เฉพาะที่ท่านได้กล่าวถึงเช่นกรณีในเรื่องของข้าราชการที่จะให้บริษัทประกันเข้ามาหรือไม่ เป็นประเด็นเฉพาะ หรือว่ากรณีของประเด็นใหญ่ ๆ เมกะเทรนด์ (Mega Trend) จะพวก ไดเรกทิฟเทคโนโลยี (Directive Technology) หรืออะไรก็แล้วแต่ รวมไปถึงข้อเสนอ เรื่องของการให้มิสเตอร์รีฟอร์มนี้ได้จัดวาระมารายงานความคืบหน้าก็จะได้นำเสนอหารือ ในที่ประชุมวิป (Whip) โดยเฉพาะประเด็นสุดท้าย ท่านประธานศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ทินพันธุ์ นาคะตะ ก็ได้มีดำริไว้อยู่แล้วก็รอความพร้อมในการที่จะนำเข้ามาสู่การพิจารณาหารือ ทั้งหมดก็คงจะเป็นเรื่องที่อยากเรียนชี้แจงในส่วนที่เป็นรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านเลขานุการขอบคุณที่ได้กรุณาชี้แจง บางส่วน มีสมาชิกท่านใดจะหารือประเด็นอื่นอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)

ถ้าไม่มี วันนี้ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาร่วมประชุม หมดวาระการประชุม ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๓.๓๙ นาฬิกา