สราวุฒิ ชลออยู่ ขอขอบคุณสภาในการปฏิรูปการศึกษาให้กับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส โดยเสนอว่าควรปฏิรูปให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับผู้พิการ และป้องกันการพิการไม่ให้เกิดซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังเสนอร่างพระราชบัญญัติเพิ่มเติม โดยเฉพาะคำว่า "ร่วม" และ "รวม" และขอให้ใช้คำว่า "ร่วม" ตามพระราชบัญญัติเดิม และขออนุญาตขยายความเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส โดยถามถึงอำนาจที่ใช้ในการตั้งคณะอนุกรรมการ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. หมายเลข ๑๖๓ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูป การศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสที่ได้ดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้สำหรับ ทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ต้องขอชื่นชมแล้วก็ขอชมนะครับ ผมจะขออภิปราย
ประเด็นแรกของผู้พิการ ซึ่งท่านได้ยกประเด็นในการแก้ไข แล้วก็ ร่างพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยแก้ไขของปี ๒๕๕๑ ถ้าเปิดไปดูในหน้า ๔๐ ในเรื่องแรกนี้พารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ แผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคลหมายถึงแผนซึ่งกำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพและการจัดการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ ท่านเพิ่ม ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ในการเพิ่มประโยคนี้นะครับ ตลอดจนกำหนดเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการช่วย และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล ในประเด็นสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อนั้นนะครับ ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกต แล้วก็เพิ่มเติมให้เอกสารฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้นในประเด็นของ ความซ้ำซ้อนของภาครัฐในการสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่นของกระทรวง สาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลผมขออนุญาตกล่าวอ้างอิงบุคคลข้างนอกนะครับ แพทย์หญิงสาวิตรี ชลออยู่ นามสกุลเดียวกับผมนะครับก็เป็นแพทย์แผนก ตา หู คอ จมูก โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลเด็กก็คือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีหรือโรงพยาบาลเด็ก ซึ่งดูแลเด็กตั้งแต่ ๑ ขวบแรกเกิดจนถึง ๑๘ ปี อันนี้ผมพูดประเด็นเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์ คือเรื่องของเครื่องช่วยฟังหรือถ้าเกิดหูเราพิการไม่ได้ยินตามความถี่ของแต่ละประเภท อันนี้ตั้งแต่เด็กกระทรวงสาธารณสุขก็จัดอุปกรณ์ให้เด็กสนับสนุนซื้อให้ราคาหลักพันบาท ถึงหลักหมื่นบาทหรือหลายหมื่นบาท เด็ก ๆ พอเข้าไปเรียนในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก็จัดให้อีก ดังนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ บางครั้งเด็กที่พิการเรื่องหูหรือการได้ยินมีเครื่องช่วยฟัง บางคนมี ๑-๕ เครื่องก็มี อันนี้มันเลยซ้ำซ้อนกันในประเด็นแรกซึ่งอันนี้ก็อยากเสนอว่า ควรเขียนไว้ด้วยในการปฏิรูปว่าเรื่องอุปกรณ์มอบให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งดูแลไปเลย กระทรวงหลัก โดยเฉพาะเรื่องนี้ก็ควรจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขดูแลเรื่องนี้นะครับ และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอุปกรณ์เหมือนกัน เราควรที่จะป้องกันการพิการไม่ให้เกิด การซ้ำซ้อน ในประเด็นนี้หมายความว่าบางคนพอเรารู้ตั้งแต่เกิด ผมขออนุญาตชื่นชมว่า ตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเช่นครูหรือบุคลากรที่ท่านจะเพิ่มขึ้นบุคลากรพิเศษ บางครั้งอาจจะมีความรู้ด้านนี้น้อย ยกตัวอย่างว่าบางครั้งได้ยิน หูไม่ได้ยินเพียงความถี่ ไม่กี่ความถี่สามารถที่จะพูดได้ แต่ถ้าเกิดผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลย เด็กก็จะพูดไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นซ้ำซ้อน ไม่ได้ยินด้วย พูดไม่ได้ด้วย ก็จะส่งผลถึงการศึกษา อย่างประเด็นที่ ๒ หมายความว่าอย่างอุปกรณ์จากการได้ยินบางครั้งถ้าเรื่องจริงเลยคือคนที่ไปติดตั้งให้เด็ก ๆ ส่วนมากร้อยละ ๘๐ ถึงร้อยละ ๙๐ ปัจจุบันคือบริษัท บริษัทเข้าไปติดตั้งให้เด็กไม่ว่าเป็นตาม โรงเรียนหรือตามอะไร ดังนั้นความรู้อาจจะมีน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ที่ท่านบอกว่าท่านจะปฏิรูป ให้มีก็ควร ผมสนับสนุนเรื่องนี้ควรจะมีนะครับ แล้วก็ครูบาอาจารย์บางท่านที่อยู่ตามโรงเรียน บางครั้งเครื่องช่วยฟังเอาไปวางให้เด็กใช้เฉพาะตอนเรียน นอกนั้นก็เก็บวางไว้ กลัวหายบ้าง กลัวอะไรบ้าง ดังนั้นเครื่องช่วยฟังควรที่จะติดเด็กอยู่กับเด็กตลอดเวลาเลยและมีการปรับจูน (Tune) ความถี่กัน อันนี้คือหมายความว่าคุณครูบุคลากรจะต้องทราบใน ๒ ประเด็น ที่ผมเห็นด้วยในพารากราฟ (Paragraph) ที่ ๒ นะครับ
ส่วนเรื่องต่อไปคือเรื่องที่ท่านแก้ไขพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๑ เพิ่มเติม ทุกมาตราเลย มาตรา ๔ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๙ อันนี้อาจจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอย่างเช่นท่านบอกว่าการเรียนร่วม ร่วม ท่านเปลี่ยนเป็น รวม ๒ คำนี้มีทั้งหมดเกี่ยวข้องหลายมาตราเลย ถ้าไปเปิดดูราชบัณฑิตสถาน ๒ คำ ซึ่งคำว่า ร่วม ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้วก็แก้ไขมาตลอด ซึ่งถ้าเปิดดูแล้วก็เป็นแบบว่าร่วม มีความหมายว่ามีส่วนร่วมอยู่ด้วยกันเป็นอันเดียวกัน แล้วก็ถ้าภาษาอังกฤษก็คือแชร์กัน อาจจะไม่สนิท แต่ถ้า รวม คือบวกเข้าด้วยกัน ผสมเข้าด้วยกัน คละปนกัน สนิท เพราะฉะนั้นผมว่า ๒ คำนี้ ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ในการแก้ของท่านกรรมการ ท่านแก้เป็นรวมทั้งหมดเลย แล้วก็ท่าน เขียนเหตุผลว่าเพื่อให้เกิดความถูกต้อง เขียนแค่นี้ ผมก็เลยสงสัยว่า ๒ คำนี้เป็นอย่างไร ข้อเสนอแนะของผมอยากจะใช้เหมือนเดิมเหมือนพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๑ คือร่วม มีไม้เอก นะครับ แต่ถ้าท่านยังยืนยันว่าใช้รวมเหมือนเดิมก็ขออนุญาตให้ขยายความว่าเพื่อให้เกิด ความถูกต้อง ขอขยายความให้มากกว่านี้ในประเด็นที่ ๒ นะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ในประเด็นนี้ในหน้า ๑๗ ซึ่งข้อ ๓.๑ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับ ผู้ด้อยโอกาสระดับจังหวัดประกอบด้วย ประธานคือรองผู้ว่าราชการจังหวัด ในประเด็นเรื่องนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนถามท่านอนุกรรมการว่าตั้งขึ้นโดยใช้อำนาจของพระราชบัญญัติ หรือของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ หรือฉบับที่ ๑๑ หรือฉบับที่ ๓๘ ที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ลงนามใช้อำนาจตัวไหนแต่งตั้งแล้วก็ประธานนี่เป็นรองหรือจะให้เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัด อันไหนจะเหมาะสมกว่ากันใน ๓ ประเด็น
สรุปได้ว่าที่เสนอท่านนี่เห็นด้วยในหลักการ ส่วนข้อสังเกตในเรื่องของ การแก้ไขในร่างพระราชบัญญัติในเรื่องของการซ้ำซ้อนของหน่วยงาน ตั้งแต่อุปกรณ์ต่าง ๆ ระหว่างควรจะเป็นหน่วยงานเดียว อย่างเช่นกระทรวงสาธารณสุขจะดูแลเรื่องอุปกรณ์ เราควรจะป้องกันไม่ให้เกิดความพิการซ้ำซ้อนเพิ่มเติม ควรให้เป็นครูหรือผู้ที่รอบรู้สามารถ ป้องกันมีความรู้ในเรื่องของการป้องกันไม่ให้พิการซ้ำซ้อนเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เรียนถาม เรื่องอำนาจทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ขอบคุณมากครับ