คุรุจิต นาครทรรพ เสนอการปฏิรูปการศึกษาให้เหมาะสมกับผู้พิการ โดยมี 6 ประเด็น และขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศสนับสนุนการปฏิรูปดังกล่าว รวมถึงการเพิ่มการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และจัดทำแผนบุคลากรการศึกษาพิเศษครู และให้กฎหมายมีสภาพบังคับตามมาตรา 9 นอกจากนี้ยังเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาการศึกษาฟรี 15 ปีสำหรับคนยากจน และไม่ควรจะมีสกีม (Scheme) ใหม่หรือกลไกใหม่ที่มาดูแลผู้ด้อยโอกาส
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมจะขออภิปรายในรายงานเรื่องแรกก่อน คือรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ภายใต้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือวิป (Whip) สปท.
เรื่องแรกก็คือเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ และบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ๒ ฉบับ ท่านประธานครับ คณะกรรมการพิเศษชุดนี้ก็ได้เสนอรายงานเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา สำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยเสนอร่างพระราชบัญญัติ มาด้วย ๒ ฉบับ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. ๒๕๑๑ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ สรุปเหตุผลก็น่ารับฟังมาก เพราะว่าประเทศไทยเป็นสมาชิกภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ซึ่งกำหนดให้คนพิการสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกระดับโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดชีวิต สอดคล้องกับซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) ๑๗ ข้อ ของสหประชาชาติ แล้วก็ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีที่ให้โอกาสแก่ผู้พิการในเรื่อง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันที่ประเทศไทยได้ไปร่วมประชุม แล้วก็เป้าหมาย ๑๐ ประการของสิทธิคนพิการ รายงานของท่านก็ได้ระบุถึงตัวเลขการศึกษาของ กระทรวงสาธารณสุขที่ระบุตัวเลขนักเรียนพิการที่อยู่ในระบบการศึกษามีถึง ๔๔๐,๐๐๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๓๗๐,๐๐๐ คน แล้วก็ยังมีนักเรียนที่พิการอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบการศึกษา ของ อปท. อีก ๔๔,๐๐๐ คน ท่านก็ได้สรุปสั้น ๆ ว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาเกิดขึ้นรวม ๔ ประการ ปัญหาแรกก็คือขาดบุคลากร ที่สนับสนุน เช่น ล่าม นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยาที่จะมาสนับสนุนการศึกษาของผู้พิการ ขาดการสื่อสารและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนพิการ ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานและการเชื่อมโยงข้อมูล ขาดโอกาสหลังจาก จบการศึกษา คณะกรรมาธิการของท่านจึงได้เสนอความร่วมมือใน ๔ ด้านและ ๔ ช่วงวัย ก็คือก่อนวัยเรียน ปฐมวัย การศึกษาพื้นฐานและอุดมศึกษา โดยตั้งเป้าหมายไว้ ๔ ประการคือ
ข้อ ๑ การให้ความช่วยเหลือในระยะแรก ได้แก่ การตั้งศูนย์การเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมกับการให้บริการทางการแพทย์ และการฟื้นฟูสถานภาพการคัดกรอง
ข้อ ๒ การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เรียนรวมหรือเรียนร่วมโดยจัดให้มี หลักสูตรที่มีบุคลากรที่สนับสนุนในสหวิชาชีพ เรื่องสถานที่ เรื่องการอบรมทักษะครู
ข้อ ๓ จัดการศึกษาแบบมีงานทำ
ข้อ ๔ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรการศึกษาผู้เกี่ยวข้องกับคนพิการ และนอกจากนั้นก็มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติมาประกอบการพิจารณา ๒ ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. .... ซึ่งจริง ๆ ก็คือเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม แต่ท่านเสนอยกเลิก พ.ร.บ. เก่าของปี ๒๕๕๑ รวม ๖ ประเด็นนะครับ ก็คือให้มีแผนพัฒนา ศักยภาพนักเรียนผู้พิการตั้งแต่เกิดจนตาย เพิ่มคำจำกัดความบุคลากรการศึกษาพิเศษ ท้องถิ่นสามารถจัดสรรงบประมาณขึ้นมาเป็นกองทุนเพื่อการนี้ได้ เพิ่มกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จากสมาคมพิการทุกประเภทในประเทศไทย
ข้อ ๕ ก็มีให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการจัดการการศึกษาสำหรับผู้พิการ เป็นหน่วยงานใหม่ในระดับกรม สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการและให้เพิ่ม ตำแหน่งอธิบดีที่เรียกว่าเลขาธิการขึ้นมาอีก ๑ คน
ข้อ ๖ ก็ให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษนี้ด้วยในระดับจังหวัด ประจำจังหวัด ทำหน้าที่กำกับดูแล ประเมินผลงาน
ข้อ ๗ ก็ให้มีกองทุนซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้ว แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอเพิ่มเติมว่ากองทุนนี้ไม่ต้องนำเงินส่งเข้าคลัง ส่วนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ก็เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกันอีกเล็กน้อย
ท่านประธานครับ กระผมก็อยากจะเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อ รายงานฉบับนี้เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาของคนพิการและบุคคลผู้มีความต้องการพิเศษ และข้อเสนอแนะในบางเรื่อง ข้อเสนอหลาย ๆ ข้อของท่านกรรมาธิการก็เป็นเรื่องที่ ควรสนับสนุน เช่น
เรื่องแรกก็ให้มีสถานการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการจะมีการจัดการศึกษา แบบเรียนร่วมหรือเรียนรวมก็ควรจะได้รับเงินอุดหนุนและเงินช่วยเหลือพิเศษจากรัฐบาล ตามมาตรา ๘
เรื่องที่ ๒ การจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะต้องมีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกันตามมาตรา ๙
เรื่องที่ ๓ ก็คือควรสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการที่เป็นนักเรียน นักศึกษา นอกเหนือจากการออกแบบ แบบยูนิเวอร์ซัลดีไซน์ (Universal Design)
เรื่องที่ ๔ ก็คือควรสนับสนุนให้มีการจัดทำแผนบุคลากรการศึกษาพิเศษครู ซึ่งจะต้องดำเนินการหาครูอย่างจริงจังร่วมกับสถาบันการศึกษาภายในประเทศที่มี ความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้
ต่อไปก็เห็นควรสนับสนุนอย่างยิ่งเลยนะครับ การจัดทำฐานข้อมูลคนพิการ ที่อยู่ในระบบการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงสถานะทางครอบครัว ข้อมูลความพิการ ข้อมูล ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์และความต้องการที่จะช่วยเหลือทางด้านอาชีพ การศึกษาและพัฒนาทักษะ แล้วก็เห็นด้วยกับการให้กฎหมายมีสภาพบังคับตามมาตรา ๙ กรณีที่สถาบันการศึกษาไม่รับผู้พิการเข้าเรียน คือผมเห็นด้วยกับการที่ให้ผู้พิการเรียนร่วม กับคนปกติไม่ใช่แยกไปเรียนนะครับ และเห็นด้วยกับการที่พัฒนาศักยภาพผู้พิการให้เป็น การเรียนรู้ตลอดชีวิต และเรียนร่วมกับคนปกตินะครับ ซึ่งตามกฎหมายเดิมเขาก็มีอยู่แล้ว แต่ท่านประธานครับ ผมได้อ่านดูแล้วในเรื่องแรกก็เห็นว่ามีข้อเสนอที่อาจจะไม่น่าสนับสนุน หรือผมไม่ค่อยเห็นด้วยก็มีบางเรื่องนะครับ
เรื่องแรกก็คือการที่ท่านเสนอให้มีการตั้งหน่วยงานใหม่ที่เรียกว่าสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาพิเศษเป็นหน่วยงานระดับกรม มีอธิบดีที่เรียกว่าเลขาธิการ แล้วก็ ย้ายการบังคับบัญชาออกมาจาก สพฐ. มาอยู่กับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระผม เห็นว่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มภาระงบประมาณแล้วก็ไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องของ การจะบูรณาการหรือมีประสิทธิภาพ เดิมเขาทำงานอยู่กับ สพฐ. ท่านก็แยกมาอยู่กับปลัด แล้วก็จะบูรณาการกันได้อย่างไร และในยุคที่กระทรวงศึกษาธิการเขากำลังพยายามควบรวม โรงเรียนเพราะไม่มีนักเรียน ท่านก็ไปเสนอสร้างหน่วยงานใหม่ขึ้นมาอีกทั้งระดับกรม ที่ส่วนกลางแล้วระดับจังหวัด ซึ่งมันนำมาสู่ข้อ ๒ ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะตั้งหน่วยงาน ระดับจังหวัดศูนย์การศึกษาพิเศษ ซึ่งมันก็น่าจะรวมอยู่กับศึกษาธิการจังหวัดได้ ทำไมจะต้อง มาตั้งและท่านจะตั้งกี่จังหวัดจะตั้งอย่างไร ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และอย่างไรส่งไปรัฐบาล เขาต้องให้ ก.พ.ร. วิเคราะห์แน่ ไม่ใช่ว่าจะมาเขียนกฎหมายตั้งกรมขึ้นมาได้เฉย ๆ
อันที่ ๓ ก็คือท่านเสนอเพิ่มจำนวนคณะกรรมการบริหารกองทุนและ คณะกรรมการชุดใหญ่ที่เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน จากตามกฎหมายเดิมที่เขามีตัวแทน ผู้พิการอยู่ ๗ คน ท่านก็เพิ่มเป็น ๘ คน และผมดูในหมายเหตุในตารางที่ท่านแนบมาก็ไม่ได้ ให้เหตุผลว่าท่านเพิ่มเพราะอะไร ซึ่งผมดูแล้วก็มองไม่เห็นประโยชน์หรือเหตุผลเลย และไม่ทราบว่าองค์ประกอบที่มีอยู่ปัจจุบันทำงานไม่ดีหรืออย่างไร มันทำให้ดูเสมือนว่า ต้องการเอาจำนวนเป็นตัวตั้งและผู้พิการประเภทหนึ่งก็คงไม่สามารถจะไปดูแลเอาใจใส่ หรือดูแลผลประโยชน์ให้คนพิการอีกประเภทหนึ่งได้นะครับ แล้วก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปแก้เพิ่ม หลักการใหม่ในกฎหมายในมาตรา ๒๓ หรืออะไรนี่นะครับที่บอกว่าเงินกองทุนตามกฎหมาย เดิมเป็นเงินที่ไม่ต้องส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
ทั้งนี้ผมก็อยากจะขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมนอกจากประเด็นที่ได้รายงานไปแล้ว และจะขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกรรมการว่าท่านได้มีการศึกษาและกำหนดเป้าหมายของ นักเรียนพิการที่สามารถพัฒนาไปสู่การมีอาชีพหรือการมีงานทำหรือพึ่งพาตนเองได้ มีจำนวนสักเท่าใดจากจำนวน ๔๔๐,๐๐๐ คนที่ท่านระบุไว้ในรายงานนะครับ กลุ่มเขา สามารถจะพัฒนาได้ไหม ซึ่งทำอย่างไรถึงจะพัฒนาขึ้นไปไม่ต้องเป็นภาระทางสังคมที่ต้อง เลี้ยงดูต่อไป และในส่วนระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่ท่านมีตัวเลขอยู่ ๑๓,๐๐๐ คน ท่านได้มีการศึกษาหรือทำแผนว่าบุคลากรนี้เมื่อจบการศึกษาอาชีวะเขาจะศึกษาขึ้นไปสูงขึ้น ได้ไหม มีการร่วมมือกับกระทรวงแรงงานหรือไม่ เพราะจริง ๆ การมีงานทำมันไม่ใช่การศึกษา เพราะว่าบุคคลจะมีงานทำก็ต้องไปฝึกให้สอดคล้องกับงานด้วย เพราะฉะนั้นบางทีมันเป็น เรื่องของกระทรวงแรงงานด้วย ซึ่งท่านก็ควรจะศึกษาไปถึงเรื่องนี้ด้วยนะครับ
สำหรับรายงานอีก ๒ ฉบับของท่าน เนื่องจากเวลาจำกัดสำหรับเรื่องของผู้สูงอายุ ผมไม่มีความเห็นแล้วก็พร้อมจะสนับสนุนนะครับ และเรื่องของผู้ด้อยโอกาสก็เช่นเดียวกัน แต่อยากจะฝากเรียนว่าพลิก ๆ ดูแล้วในรายงานเรื่องผู้ด้อยโอกาสของท่านพูดถึงคนด้อย โอกาสส่วนใหญ่คือคนยากจน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถ้าผมจำไม่ผิดหรือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนไม่รู้ ซึ่งรัฐบาลเขาก็ประกาศอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะออกมาหรือในประกาศ คสช. มาตรา ๔๔ ว่าให้มีการศึกษาฟรี ๑๕ ปีมันก็หมายถึงคนเหล่านี้อยู่แล้ว คนเหล่านี้ไม่ใช่ ผู้ด้อยโอกาส ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มหนึ่งในผู้ด้อยโอกาสคือเด็กไม่มีสัญชาติ ซึ่งผมไม่แน่ใจ ว่าท่านหมายถึงเด็กเกิดจากแรงงานต่างชาติอยู่ในเมืองไทยหรืออย่างไร เพราะผมคิดว่า การศึกษาของประเทศ เงินก็มาจากภาษีอากรก็ภาษีอากรของคนที่เสียภาษีก็ควรจะได้รับ กำ ร ศึ ก ษำ ก่ อ น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องอย่าละเลยว่าคนที่เขาอยู่ในระบบคนที่เป็นคนไทยนี่ก็ควรจะได้รับ การศึกษาอย่างมีคุณภาพก่อนกับคนที่เข้ามาในเมืองไทยแล้วก็ไม่ได้เสียภาษีอันนี้ ก็อยากจะฝากท่านไว้ แล้วก็จริง ๆ ผู้ด้อยโอกาสและรวมถึงคนยากจนที่รัฐบาลเขาดูแลอยู่ แล้วไม่ควรจะมีสคีม (Scheme) ใหม่หรือกลไกใหม่ที่มาดูแลซึ่งมันจะสิ้นเปลืองงบประมาณ แล้วก็ขาดการบูรณาการ กระผมก็มีแค่เรื่องที่จะอภิปรายฝากไปยังท่านกรรมาธิการเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ