สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หารือประเด็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส โดยเน้นย้ำความสำคัญของการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเสนอแนวทางการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต การพัฒนาทักษะ และการมีงานทำอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างศักยภาพและแรงบันดาลใจให้ทุกคนสามารถเรียนรู้และเติบโตได้ ทั้งยังยกตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงและพุทธภาษิตเพื่อชี้ให้เห็นคุณค่าของปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติและจิตใจที่ไม่ยอมแพ้
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักทุกท่าน รายงานของท่านกรรมการเป็นปึกนี่นะครับ มีเรื่องใหญ่ ๆ มากเลยถึง ๓ เรื่อง อ่านแล้วก็มีความรู้สึกโดยสรุปว่าเป็นการเสนอที่ถูกเวลาอย่างยิ่ง อย่างที่ท่านได้กล่าวแล้วว่า ในอนาคตผู้สูงอายุจะมากขึ้นปีหนึ่งคนพิการก็มากขึ้น ปีใหม่นี้อาจจะต้องพิการกันอีกแล้ว ขับรถไปต่างจังหวัดก็จะต้องมีผู้พิการขึ้นมาอีก ผู้ด้อยโอกาสก็มากขึ้นก็ถือว่าสุดยอดของ การนำเสนอในวาระนี้ และเหมาะเจาะคล้องจองกับต่างประเทศและในประเทศ ในประเทศ ผมกราบเรียนว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านกล่าวไว้ก่อนเลย ว่าท่านจะพัฒนาประเทศไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ท่านกล่าวมานานแล้วนะครับ ขณะเดียวกันเมื่อเดือนที่แล้วประเทศใหญ่โตมโหฬารก็เอาสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวไว้ ในทุกที่ไปบอกว่าจะไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง ที่อเมริกาเลยได้เป็นประธานาธิบดีของอเมริกาไป ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้มันมี ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน ผมอยากจะพูด ทั้ง ๓ เรื่อง แต่ผมจะเน้นเรื่องผู้สูงอายุ เพราะเรื่องของคนพิการก็ดี หรือผู้ด้อยโอกาสก็ดี ผมเตรียมมาแล้วแต่ไม่กล้านำเสนอ เพราะเนื่องจากการนำรูปของคนพิการขึ้นจออาจมี ปัญหาได้ เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากท่านผู้พิการเหล่านั้น
ผมขออนุญาตสไลด์ (Slide) แรกครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมจะบรรยาย ตามที่ท่านเสนอ ภาพที่ ๒ ผมอยากจะอ่านท่านให้ฟังก่อน นัตถิ ปัญญา สมาอาภา แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญาไม่มี แต่ฝรั่งเขาบอกว่าไม่มีใครแก่เกินเรียนนี่แปลเป็นภาษาไทย โน วัน อีส ทู โอลด์ ทู เลิร์น (No one is too old to learn) ใช่ไหมครับท่านกรรมาธิการที่เคารพ ถ้าท่านมั่นใจว่าใช่ ผมจะอธิบายต่อไปว่าทำไมผมยกพุทธภาษิต นัตถิ ปัญญา สมาอาภา ขึ้นมากล่าวก่อน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเทศนามา ๒๕๖๐ กว่าปีแล้ว ท่านก็กล่าวว่าแสงสว่าง ในโลกนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ท่านเห็นแสงสว่างที่ผมอ่านเห็น เพราะว่าเนื่องจาก แสงสว่างจากหลอดไฟ ท่านออกไปนอกสถานที่ก็คือแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แต่เมื่อไร ดวงอาทิตย์ตกไปลับฟ้าไปหรือเกิดสุริยคราส ท่านก็มองไม่เห็นถูกไหมครับ พอถึงกลางคืน ถ้าพระจันทร์เดือนหงาย ท่านก็จะเห็นแสงรำไร แต่เมื่อไรก็ตามต้นเหตุของทำให้แสงนั้นหมดไป ท่านก็ไม่เห็น อ่านหนังสือไม่ได้ ไฟก็เหมือนกันถ้าไฟขาดฟิวส์ขาดก็มองไม่เห็นเช่นเดียวกัน แต่แสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่มีวันหมด ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ไหนในถ้ำแม้แต่หลายท่านในโลกนี้ ที่ถูกจำคุกได้ออกมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็เพราะท่านใช้พุทธภาษิตขององค์สมเด็จ สัมมาพระพุทธเจ้าแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ผมเคยสงสัยเมื่อไปวัดหนองป่าพง วัดหลวงพ่อชาท่านสอนพระฝรั่งไม่ว่าจะมาจากอังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ มาเลเซีย หรือเยอรมัน ทั้ง ๆ ที่คนละภาษา หลวงปู่ชาเท่าที่ทราบท่านก็ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นั่นคือสอนจากการกระทำหรือเรียกว่าเลิร์นนิง บาย ดูอิง (Learning by doing) สอนจากการกระทำ หลวงปู่ชาท่านก็เป็นต้นแบบของการนั่งสมาธิของการทำโน่น ทำนี่ร้อยแปดจิปาถะ พระฝรั่งเดี๋ยวนี้ก็เป็นท่านเจ้าคุณไปแล้ว เช่น พระราชสุเมธาจารย์ ท่านชยสาโร ท่านสิริปัญโญเยอะมากและกระจายไปเทศนาสั่งสอนพุทธศาสนาอยู่ ในหลายประเทศนะครับ ที่ผมกราบเรียนอันนี้ก็คือผมว่าท่านมาตรงแล้ว มาตรงอะไร การสร้างปัญญาผมก็ไปศึกษาค้นคว้ามาว่ามี ๓ ประการ
ประการที่ ๑ คือการสร้างปัญญาด้วยการคิดหาเหตุผล เรียกว่า จินตามะยะ ปัญญา
ประการที่ ๒ การสร้างปัญญาด้วยการเจริญภาวนา เรียกว่า สุตะมะยะ ปัญญา
ประการที่ ๓ การสร้างปัญญาด้วยเจริญภาวนา เรียกว่า ภาวนามะยะปัญญา
ถามว่าทั้งหมดนี้ต้องเริ่มจากการศึกษาเล่าเรียนจากหนังสือก็ตามจากครู บุพพาจารย์ก็ดีแล้วนำมาคิดไตร่ตรองก็จะเกิดปัญญาขึ้น พอเกิดปัญญาก็จะเกิดการเรียนรู้ ลักษณะของปัญญามี ๒ อย่างใหญ่ ๆ คือ ๑. โลกียปัญญาคือความรู้ระดับโลก ๆ ของเรา ที่เราโลกทั่ว ๆ ไป กับโลกุตรปัญญาคือปัญญาที่ทำให้เราพ้นโน่น มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ไปไกลซึ่งยากมากที่จะไปถึง ผมอยากจะกราบเรียนว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียน ผ่านประธานไปยังกรรมาธิการถึงประชาชนที่รับฟังว่าท่านจะอยู่ที่ไหน ท่านก็สามารถที่จะ เรียนรู้ได้ตลอดเวลา ผมขออนุญาตก้าวล้ำไปนิดหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์วิริยะได้พูดถึง เรื่องผู้พิการ เมื่อผมอยู่กระทรวงแรงงาน กระทรวง พม. ในอดีตเป็นกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งก็ร่วมทำงานด้วยกัน ผมก็ไปมาหลายที่นะครับ ก็จะเห็นว่าผู้พิการนั้นถ้าเมื่อไรก็ตาม ผู้พิการไม่พิการทางใจเขาย่อมเรียนรู้ได้เสมอ ยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่อยู่กรรมการ บนบัลลังก์นี้คือท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านอายุ ๑๕ ปี ท่านก็ตาเสีย ปกติคนพิการที่ไม่พิการแต่กำเนิดชีวิตอยู่ลำบากมาก เพราะอะไร เพราะผมไปเห็นมากับตา เมื่อผมเป็นอธิบดี เป็นเลขาธิการประกันสังคมเรามีศูนย์พัฒนาคนพิการอยู่ทุกภาคที่เกิดจาก การทำงาน จะฆ่าตัวตายก็มีร้อยแปดจิปาถะเพราะรับไม่ได้ ขออนุญาตอาจารย์นะครับ อาจารย์วิริยะท่านรับและสู้ สู้นี่ผมกราบเรียนหลายท่านอาจจะไม่ทราบประวัติของท่านนะครับ ท่านจบเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี ๒๕๑๙ เกียรตินิยมนะครับ ทั้ง ๆ ที่ ท่านตาไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย ปีต่อมาปีเดียวท่านสอบเนติบัณฑิตได้เป็นอย่างไรครับ บางคนสอบ ๕ ปี ๗ ปี ยังไม่ได้เลย ท่านก็สอบได้ อีก ๒-๓ ปี ต่อมาท่านจบปริญญาโท ทางกฎหมายแพ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ข้ามน้ำข้ามเรือไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จบปริญญาเอกทางแท็กเซชัน (Taxation) ก็คือกฎหมายภาษีซึ่งก็เรียนยากมาก ฝรั่งยังไม่ค่อย จะเรียนเลย อย่างนี้ตัวอย่างเป็นต้นเลยที่ยกอาจารย์ขึ้นมาก็เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าผู้พิการ ทั้งหลายในโลกนี้โดยเฉพาะในประเทศไทยท่านสู้ ถ้าใจมันสู้แล้วก็จะประสบความสำเร็จ ดังตัวอย่าง หรืออาจารย์ต่อพงศ์ท่านตาไม่ดีท่านก็สามารถทำอะไร ๆ ร้อยแปดจิปาถะได้ ต่อไปผมขออนุญาตเข้ารูปภาพที่ผมนำเสนอนะครับ อันนี้ก็จะเห็นเลยว่าผู้สูงอายุ เรียนคอมพิวเตอร์แล้วก็มีครูสอนนะครับ
ต่อไปครับ อันนี้ก็เรียนเกี่ยวกับการวาดรูปร้อยแปดจิปาถะนะครับ ให้เห็นว่า สามารถเรียนได้ไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือไม่พิการนะครับ ก็สามารถจะทำอะไรได้หลายอย่าง ตามอัตภาพนะครับ อันนี้ทำดอกไม้ประดิษฐ์นะครับ อันนี้ไทยแน่นอนเลยจักสานครับ ผู้สูงอายุนี้จักสานเก่งในชนบททุกที่ที่ไหนที่มีไม้ไผ่หรือไม่มีไปหาซื้อมาก็สามารถจักสานได้ ขายได้ราคาแพงนะครับ ตั้งแต่เป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำ ขังไก่ รวมทั้งปีใหม่นี้ก็จะเป็นกระเช้า สำหรับใส่ของไปให้ผู้ที่เรารักเคารพนะครับ ต่อไปผู้สูงอายุแต่งนักเรียนเข้าเรียนอย่างที่ ท่านกรรมาธิการว่าเมื่อสักครู่นะครับ ผมไปหามาก็เป็นภาพที่น่าสนใจ แต่ผมให้ข้อสังเกต ผู้สูงอายุนี้ไม่ว่าจะเข้าวัดก็ดีหรือทำกิจกรรมอะไรก็ดีนี้ครับ ข้อสังเกตของผมในช่วงชีวิต ๗๐ ปี ปีนี้สุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ จริงไหมท่านรู้อยู่แก่ใจ ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนถึง เรื่องการศึกษาตลอดชีวิตที่ท่านกรรมาธิการว่าภาพการศึกษาตลอดชีวิตนี้ ผมอยากจะเพิ่มอีกนิด การศึกษาเพื่อชีวิตน่าจะลึกล้ำมากกว่าอันนี้ผมคิดเองนะครับ ภาพต่อไปท่านดอกเตอร์เกรียงไกร ตวงวรนันท์ ปัจจุบันนี้ท่านอายุ ๘๔ ปี เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เมื่ออายุเลย ๖๐ ปีแล้วที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงจนจบดอกเตอร์ ไม่ใช่กิตติมศักดิ์เป็นดอกเตอร์จากการเรียน ท่านทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไรครับ เรื่องคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุหลังวัยเกษียณเป็นอย่างไรครับ ตรงกับที่ท่านนำเสนอกันไหมครับท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ และท่านยังบอกว่า การมีโอกาสเรียนหนังสือจะทำให้มีการพัฒนาสมองเพราะเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ท่านบอก อันนี้ผมไปค้นมาที่ท่านพูดนะครับ ใครไปสัมภาษณ์ท่านท่านก็บอกอย่างนี้และผมก็โดนใจ ก็เลยนำมาเสนอท่านและผ่านไปยังกรรมาธิการและพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ทางบ้าน ต่อไปอันนี้ อาจจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ ภาพต่อไปในประเทศญี่ปุ่นผู้สูงอายุนี้ทำงานเกือบทั้งประเทศ หน่วยงานต่าง ๆ อันนี้ก็อยู่ที่ศูนย์การค้าช่วยแพ็ก (Pack) ช่วยเอาของใส่ร้อยแปดจิปาถะ หรือถ้าท่านไปที่สถานีรถไฟทั้งบนดินและใต้ดินที่ญี่ปุ่นก็จะเห็นผู้สูงอายุเก็บขยะร้อยแปดจิปาถะ อยู่ตามห้องน้ำทำความสะอาด หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีคุณภาพชีวิตและทุกคนให้เกียรติ ผู้สูงอายุ ภาพต่อไปอันนี้เห็นไหมครับผู้สูงอายุทำช่างไม้ ช่างเล็ก ๆ จากเล็ก ๆ ไปใหญ่ ๆ เขาเรียกห้อยโหนอะไรไม่ได้ไปปีนอะไร ก็ทำเครื่องเรียนเครื่องไม้เล็ก ๆ ก็ทำได้นะครับ ต่อไปผู้สูงอายุสามารถรีดผ้าได้หลังจากซักด้วยเครื่องแล้วก็สามารถหาเงินได้ ที่ผมพูดทั้งหมด ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ อย่างยิ่งที่นำเสนอ ๓ เรื่องนี้ รวมทั้งผู้ด้อยโอกาส ทุกปีผมจะไปที่โรงเรียนสอนคนตาบอด ไปที่โรงเรียนไม่ได้ยินคือหูหนวกที่ราชวัตรและไปที่ดินแดงคือพิการทางสมอง ล้วนแล้วด้อยโอกาส ทั้งสิ้นนะครับ แต่ผมนี้มีรูปแต่ผมไม่กล้านำเสนอนะครับ ถามว่าถ้าเรามีลูกมีหลานหรือตัวเรานี้ อยากเกิดมาพิการไหม อยากเกิดมาเป็นคนด้อยโอกาสไหม ไม่มีที่จะนอน เมื่อวานผมฟัง กิจกรรมของ คสช. ที่ไปสัมภาษณ์คนไร้บ้าน เขาสู้ครับสู้จนบัดนี้คนไร้บ้านเริ่มมีบ้านแล้ว และรัฐบาลก็ช่วยดูแลหาที่อยู่และให้อยู่ได้ ๓๐ ปี โดยกระทรวง พม. โดยท่านรัฐมนตรีอดุลย์ แสงสิงแก้ว และท่านปลัดปัจจุบัน และท่านอดีตปลัด วิเชียรก็ทำเรื่องนี้มาก่อน ขอประทานโทษที่เอ่ยชื่อท่านนะครับ ก็ดีมากเลยครับต้องใช้คำว่า ดีมาก ๆ มันเข้าข้อความที่ว่าเราคนไทยจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะการที่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพียงคนเดียวอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ ๆ ให้กับชาติบ้านเมืองได้ ข้อเสนอเพื่อพิจารณา ก็อาจจะตรงกับท่าน เพราะผมเตรียมมาก็ตรงกับที่ท่านพูดเลยก็คือ
๑. ต้องส่งเสริมการศึกษาผู้สูงอายุทั้งในระบบ นอกระบบ รวมถึงการฝึก อบรมอาชีพครับ ถ้าให้เรียนไปแล้วเพิ่มไปแล้วเขาไม่มีงานทำ เขาก็หงอยเหงาแล้วก็ เศร้าสร้อย แล้วก็ในที่สุดไม่มีเพื่อนฝูงก็ถึงอนิจกรรมได้เร็วเกินเหตุก็ต้องหาอาชีพที่เหมาะสม สมัยก่อนนี้ผมว่าให้ผู้สูงอายุนี่ทำดอกไม้จันทน์ก็มีอาชีพได้นะครับ
๒. ต้องส่งเสริมการทำงานผู้สูงอายุโดยคำนึงถึงสภาพงาน สภาพของการเรียนว่า จะเรียนที่ไหนแล้วก็สุขภาพเขาด้วย ไม่ใช่บอกพอจบจากกรรมการนี้ทุกคนก็เฮโลไปเชิญ ผู้สูงอายุไม่ว่าจะสุขภาพดีไม่ดีมานั่งเรียนหนังสือหรือฝึกอบรมอาชีพต้องดูตามเหมาะสม กับสภาพของท่านนะครับ
และผมอยากกราบเรียนว่าดอกเตอร์เมื่อกี้สักครู่นี่นะครับ ท่านเรียนจบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คนก็เลยถามท่านว่าดอกเตอร์เกรียงไกรทำไมเลือกเรียน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คือมหาวิทยาลัยรามคำแหงนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่ไม่จำกัดอายุ เพราะฉะนั้นก็เรียนได้ มหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยหลายแห่งนี่ถ้าอายุมากก็ไม่รับแต่ที่นี่รับ ค่าเรียนถูกไม่แพงนะครับ ผมยังกราบเรียนว่าถ้าสังคมไทยเปิดโอกาสให้ผู้พิการ ให้ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสได้มีโอกาสช่วยตัวเอง หาความรู้ใส่ตัวเอง ภาระของเราของชาติบ้านเมือง ก็จะลดน้อยลงและนอกจากนั้นเรายังได้กุศลจากการทำนี้ด้วย ผมก็ขอจบการอภิปรายของผม ด้วยความรู้สึกที่ดีที่ประทับใจต่อท่านกรรมการและท่านประธานที่เคารพ ขอบคุณครับ