ณัฐวุฒิ ค้านสูตรคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ หารือการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างรอบด้าน โดยเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัดและพื้นที่ภายใต้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน พร้อมเน้นการพัฒนาระบบข้อมูล การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม การยืดหยุ่นหลักสูตร และการพัฒนาครูผู้สอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน ทั้งยังเสนอให้ใช้สถานที่ว่างในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลางดูแลเด็กด้อยโอกาสและเตรียมความพร้อมสำหรับการยกร่าง พ.ร.บ. ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ในอนาคต

นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ตัวแทนจากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมในคณะอนุกรรมการชุดนี้ ขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษา การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ในองค์ประกอบของ คณะอนุกรรมการชุดการศึกษาผู้ด้อยโอกาสก็จะมีองค์ประกอบที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ประเด็นประสบการณ์สำคัญจากมูลนิธิองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นผู้จัดการการศึกษา ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคที่มีประสบการณ์ แล้วก็มีผลสัมฤทธิ์อย่างดียิ่ง ตลอดจนตัวแทน จากยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทยที่เข้ามาให้ความคิดเห็น ที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือ ส่วนของท้องถิ่นโดยเฉพาะประเด็นท่านปลัด อบจ. สุรินทร์ที่เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดการศึกษา แบบเบญจภาคี รวมทั้งตัวแทนกระทรวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พม. หรือกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งผู้บริหารส่วนกลางแล้วก็ผู้ปฏิบัติที่อยู่หน้างานที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ในองค์ประกอบของเรา ก็ได้นำประสบการณ์ แล้วก็ปัจจัยของความสำเร็จของการทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนมา ศึกษาร่วมกัน แล้วก็สังเคราะห์ข้อเสนอที่จะมีข้อเสนอในที่จะนำเสนอสภาในวันนี้อยู่ ๙ ประเด็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นการบริหารจัดการว่า ๙ ประเด็นนี้จะมีอะไรบ้าง อย่างไร ส่วนประเด็นเรื่องกฎหมายถึงแม้ว่าจะมียกร่างเรื่องนี้อยู่แต่คิดว่าเรื่องนี้เราคงจะใช้ ผลของการศึกษาเรื่องนี้ถ้าสามารถที่จะนำไปปฏิบัติได้ในพื้นที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะ แก้ไขกฎหมายในอนาคตต่อไปนะครับ

สำหรับข้อมูลพื้นฐาน ขออนุญาตนำเสนอด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในเอกสารที่เป็นการรายงานจะเห็นว่ามีทั้งข้อมูลผู้ด้อยโอกาสที่มีทั้งเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เป็นเด็ก ในส่วนผู้ใหญ่มีประมาณ ๑๐ ล้านคน ในส่วนของเด็กเรามีข้อมูลเฉพาะผู้ที่เข้าอยู่ในระบบแล้ว ทั้ง ๒ ปีการศึกษา คือปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๘ มีตัวเลขของผู้เข้าสู่ระบบการศึกษา ประมาณ ๔.๘ ล้านคน ถ้าถามถึงข้อมูลภาพใหญ่ของผู้ด้อยโอกาสโดยเฉพาะเด็กนี้เรายังไม่มี ข้อมูล ดังนั้นระบบข้อมูลอันนี้จะเป็นข้อเสนอหนึ่งในประเด็นของการปฏิรูปที่จะต้องทำให้ เกิดขึ้น สำหรับการศึกษาในชุดของอนุกรรมการมีความเห็นว่าการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ ที่ด้อยโอกาสนี้ ซึ่งมีหลายกลุ่มขณะนี้กลไกต่าง ๆ ก็เคลื่อนไปได้พอสมควร ดังนั้นจึงให้ ความสำคัญกับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส โดยเราจำแนกกลุ่มเป้าหมายออกเป็น ๔ กลุ่ม ก็คือ กลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจ กลุ่มพิการและกลุ่มที่มีความต้องการพิเศษด้านการเรียนรู้ กลุ่มเปราะบางทางสังคม แล้วก็กลุ่มปัญหาเฉพาะ ซึ่งเราให้ความสำคัญกับกลุ่มที่ ๑ และกลุ่มที่ ๓ แล้วก็กลุ่มที่ ๔ ในบางประเด็น อันนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่เราได้ศึกษากรอบแนวคิดหลัก ในการที่เราจะปฏิรูปทั้ง ๙ ประเด็นนี้ มีอยู่ ๓ แนวคิดหลักใหญ่ ๆ นะครับ

ประเด็นแรกคือคณะอนุกรรมการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานในพื้นที่ โดยเฉพาะที่เรียกว่าแอเรียเบส (Area-based) ให้ความสำคัญกับการจัดการในพื้นที่มากกว่า ที่จะเป็นการจัดการเชิงนโยบายหรือเรียกว่าเซนทรัลไลซ์ (Centralize) ดังนั้นจุดแตกหักของเรา คงให้ความสำคัญกับจังหวัด แล้วก็ในระดับตำบล

ประเด็นที่ ๒ คือให้ความสำคัญกับการทำงานในรูปประชารัฐ ในรูปพหุภาคี ก็คือการทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ การงบประมาณ เรื่องกำลังคน โดยให้ มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนผสมผสานในส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับ ส่วนราชการต่าง ๆ ในส่วนของท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. แล้วก็เทศบาลนะครับ แล้วก็ ส่วนของผู้นำ ผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ที่จะทำงานร่วมกัน อันนี้คงเป็นหลักการอันที่ ๒ ที่เราวางไว้

ประเด็นที่ ๓ ก็คือการทำงานในเชิงรุก เรื่องนี้คงต้องทำงานในเชิงรุก เนื่องจากว่ากลุ่มด้อยโอกาสคงไม่ได้อยู่กับที่ ที่มีอยู่แล้วไม่ว่าการศึกษานอกโรงเรียน ที่ทำอยู่ประจำอยู่แล้วก็คงดำเนินไป แต่เราคงจะให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกที่จะ เข้าไปค้นหา เข้าไปประเมิน แล้วก็นำเข้าสู่ระบบการศึกษา อันนี้คงเป็นหลักการ ๓ ข้อ ที่เราวางไว้สำหรับข้อเสนอในวันนี้นะครับ

สำหรับวิธีการปฏิรูปในเรื่องที่ ๑ ที่เราถือว่าเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง

ข้อที่ ๑ ก็คือมีความเห็นว่าครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส ถ้าตามคำศัพท์ของ องค์กรภาคเอกชนก็จะเรียกว่าครูข้างถนน จะเป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่ง เป็นกำลังสำคัญที่จะ ทำงานเชิงรุก เรามีข้อเสนอให้มีผู้จัดการการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสหรือว่าครูผู้สอน เนื่องจากว่าหลายคนที่จะเข้าสู่ระบบ หรือที่เข้าสู่ระบบอยู่แล้วอาจจะไม่ได้เป็นครู มีความเป็น วิชาชีพอยู่ เราก็เลยพูดถึงว่าน่าจะมีผู้จัดการการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส หรือมีครู ในทุกท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เราให้ความสำคัญกับท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบจ. ที่จะต้องมองภาพรวม ของจังหวัด แล้วก็สนับสนุนให้เกิดครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาสให้เกิดขึ้นจะต้องทำงานเชิงรุกร่วมกัน ขณะนี้บุคลากรที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็น กศน. ตำบลที่มีอยู่เกือบจะทุกตำบล จริง ๆ ใน กศน. จะมีครูข้างถนนเหมือนกัน แต่มีจำนวนระดับสิบ แล้วก็ กศน. ตำบลเองก็คงมีภารกิจอื่น ที่ถูกมอบหมายนะครับ ไม่ว่าจะเป็น กกต. ไม่ว่าจะเป็นอื่น ๆ ต่าง ๆ ที่มากมาย จนกระทั่ง ภารกิจหลักอาจจะทำได้น้อยลงนะครับ เราอยากเห็นครูผู้สอนเด็กผู้ด้อยโอกาสทำงาน ร่วมกันในเชิงรุกกับ กศน. ตำบล ทำงานร่วมกับบุคลากรที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ครูในสังกัดเทศบาล ภาครัฐ เอกชน และองค์กรเอกชนที่มีอยู่ ในพื้นที่นะครับ หน้าที่หลักก็คือการที่จะต้องค้นหา คัดกรอง ประเมินศักยภาพ ของผู้ด้อยโอกาส ของเด็กผู้ด้อยโอกาส ต้องเรียนว่าเด็กผู้ด้อยโอกาสคงไม่ใช่เด็กธรรมดา มีสภาพปัญหาที่ไม่ว่าจะเป็นเปราะบางในด้านต่าง ๆ ดังนั้นครูผู้สอนอันนี้จะต้องมีลักษณะ ที่จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของไซโคโซเชียล (Psychosocial) ต่าง ๆ และที่สำคัญ คือจะต้องทำงานเชิงรุกในการที่จะเข้าไป คงนึกภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส หรือว่าผู้ที่เป็น กลุ่มปัญหาเฉพาะที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะต่าง ๆ ประสบการณ์เรื่องนี้องค์กรภาคเอกชนคงมีอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดขอนแก่น หรือว่าเด็กด้อยโอกาสแถวสะพานพุทธ เพราะฉะนั้น การจัดการการศึกษานี้คงทำงานตั้งรับไม่ได้ ต้องทำงานเชิงรุกนะครับ หลังจากที่ค้นหา คัดกรอง ประเมินศักยภาพ จัดการศึกษารวมทั้งให้คำปรึกษาอาจจะเป็นเรื่องวิชาชีพมากกว่า เรียนต่าง ๆ ที่สำคัญคือจะต้องส่งต่อกลุ่มเป้าหมายนี้ไปยังระบบการศึกษาที่จะมีนะครับ ทั้งนี้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของอนุกรรมการ ซึ่งผมจะเสนอในข้อเสนอถัดไปถึงกลไก ในระดับจังหวัด แล้วก็ระดับพื้นที่นะครับ ภาพรวมก็คือ อบจ. กับท้องถิ่นน่าจะต้องมองเรื่องนี้ ส่วนจำเป็นจะต้องมีครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาสทุกตำบลหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขนาดของปัญหา ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจ การวางแผนร่วมกันของกลไกในระดับจังหวัด อันนี้ถือว่าเป็นความสำคัญ แล้วก็เป็นคีย์เพอร์ซัน (Key Person) ที่เราคงจะต้องจัดให้มีภายใต้การจ้างงานของท้องถิ่น นะครับ

ข้อที่ ๒ ก็คือระบบการจัดการศึกษาที่จะต้องมีความยืดหยุ่นหลากหลาย ซึ่งอาจจะต้องมีทั้งในระบบ นอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การฝึกงาน เรื่องแรงงาน เรื่องของวิชาชีพ รวมทั้งองค์กรศาสนาในแต่ละพื้นที่คงจะต้องเข้ามาเพื่อที่จะได้ช่วยกัน จัดการศึกษาอย่างมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งตัวเฉพาะหลักสูตร หรือว่าจะต้องเป็นไปตามกรอบ ของหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น จะเป็นการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ให้สอดคล้องกับเด็กด้อยโอกาสที่มีความต้องการตรงนั้น

ข้อที่ ๓ ซึ่งคิดว่าเป็นกลไกที่เรามีข้อเสนอแนะก็คือเราอยากเห็นอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสในระดับจังหวัดและระดับพื้นที่ที่ระดับจังหวัด ถือว่าเป็นความสำคัญ เดิมเราจะมีข้อเสนอว่า กศจ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดที่ตั้ง ตาม ม. ๔๔ อยากจะใช้ชุดนั้น แต่เนื่องจากชุดนั้นคงมีภารกิจอื่น ๆ ด้วย เลยมีข้อเสนอว่า น่าจะมีอนุกรรมการที่ระดับจังหวัดภายใต้ กศจ. ให้ กศจ. ไปตั้งอนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับองค์ประกอบก็เสนอให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วก็มีนายก อบจ. เป็นรองประธาน โดยมีศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่เป็น เลขานุการที่จะมองภาพรวมของการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด องค์ประกอบก็จะมี ส่วนราชการที่เป็นส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ตัวแทนองค์กรภาคเอกชน รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้น่าจะเปิดกว้าง ๆ สำหรับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ แล้วก็มี ผู้แทนของสำนักบริหารการศึกษาพิเศษกับผู้แทนของ กศน. เป็นผู้ช่วยเลขานุการ อันนี้คงเป็นกลไกหลักที่เราจะมีข้อเสนอให้ กศจ. ตั้งขึ้นเพื่อที่จะรับผิดชอบภาพของ การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสทั้งจังหวัด ส่วนอีกระดับหนึ่งก็คือในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความเห็นว่าน่าจะมีในระดับเทศบาลหรืออาจจะในระดับตำบลในส่วนที่จะเป็นส่วน ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของการควบรวมต่าง ๆ โดยที่จะมีท่านนายกเทศมนตรีหรือกำนัน ประสบการณ์ที่สุรินทร์บอกว่าเรื่องนี้ต้องทำงานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นกับท้องที่ที่จะทำงาน ในพื้นที่ รวมทั้งผู้แทนอาสาสมัครอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น อสม. หรืออื่น ๆ ที่จะต้องทำงาน เพราะว่ากลไกที่จะเคลื่อนหลักคงเป็นอนุกรรมการในระดับตำบลหรือในระดับเทศบาล ภายใต้การกำกับของอนุกรรมการในระดับจังหวัด ตรงนี้คงเป็นกลไกที่เราจะเสนอให้เกิดขึ้น สำหรับใน กทม. เอง แล้วก็ในพื้นที่พิเศษไม่ว่าจะเป็นเมืองพัทยา ถ้าจะได้ทำในลักษณะ เดียวกันในระดับเขตก็อาจจะให้ผู้อำนวยการเขตได้เป็นประธานของอนุกรรมการ การจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ ในระดับส่วนกลางน่าจะเป็นรองผู้ว่า กทม. ผมคิดว่าตรงนี้ จะเป็นจุดสำคัญที่เราให้ความสำคัญกับแอเรียเบส (Area-based) มากกว่าการที่จะโยน ความสำคัญอันนี้ให้กับกรรมการในส่วนกลางที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ อันนี้คงเป็นข้อที่ ๓ นะครับ

ข้อที่ ๔ ก็คือระบบข้อมูล ขณะนี้ข้อมูลเท่าที่เราศึกษาจะมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับส่วนราชการ ดังนั้นข้อเสนอเรื่องนี้คืออนุกรรมการระดับจังหวัดกับพื้นที่จะต้องทำ ให้เกิดข้อมูลที่เป็นแอเรียเบส (Area-based) และที่สำคัญคือเอาไว้ใช้ ไม่ใช่เอาไว้ส่ง เป็นการเอาไว้ใช้แล้วก็ให้มันปัจจุบันสำหรับการที่จะเคลื่อนไหวสำหรับการที่จะจัดการ การศึกษานะครับ

ข้อที่ ๕ มีความเห็นว่าศูนย์กลางในการดูแลผู้ด้อยโอกาสแล้วก็อาจจะเป็น ศูนย์พักพิงในเบื้องต้นน่าจะมีความสำคัญที่จะต้องทำงานเชื่อมโยงกับศูนย์ให้การพักพิงของ พม. ที่มีอยู่หรือบ้านพักเด็ก ครอบครัว ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง การที่จะกำหนดศูนย์กลาง ดูแลผู้ด้อยโอกาสและพักพิงขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ข้อเสนอก็คือเราจะใช้โรงเรียนที่ถูกยุบเลิก หรือไม่อย่างไร หรืออาจจะใช้สถานที่ของ กศน. ตำบลต่าง ๆ ตรงนี้ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับ อนุกรรมการพื้นที่ที่จะไปกำหนด และใช้สำหรับเป็นศูนย์กลางในการประเมิน ศูนย์กลาง ในการพักพิงเบื้องต้น อันนี้น่าจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการปฏิรูปอันนี้

ข้อที่ ๖ เรื่องงบประมาณ งบประมาณรายหัวแล้วก็งบสนับสนุนประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายหัว จริง ๆ เรามีความเห็นว่าถ้าจะเป็นดีมานด์ไซด์ (Demand Side) ควรจะเป็นระดับจังหวัดมากกว่าที่จะเป็นระดับพื้นที่เป็นตำบล ความเชื่อ พวกเราอาจจะเห็นว่าจุดที่เล็กอยู่แล้วก็จะยิ่งได้รับงบประมาณน้อย อำเภอหรือว่าตำบลที่ใหญ่ ก็อาจจะได้รับงบประมาณมากขึ้น ดังนั้นงบประมาณเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณรายหัว หรือว่างบประมาณสนับสนุน ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. มีข้อเสนอให้จัดสรรตรงไปยังที่ อนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อที่จะให้อนุกรรมการระดับจังหวัดได้บริหารจัดการ แล้วก็ จัดสรรให้กับแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา อันนั้นคงเป็นก้อนที่หนึ่ง ส่วนที่ ๒ ก็คือ งบประมาณของแต่ละท้องถิ่นที่จะจัดสนับสนุนได้เมื่อส่วนราชการร้องขอ ส่วนที่ ๓ ก็คือ งบอุดหนุนจากกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะของ พม. ที่มีอยู่ ซึ่งขณะนี้ทิศทางการใช้ อันนี้จะเซนทรัลไลซ์ (Centralized) หรือไม่อย่างไร รวมทั้งจะสามารถเอาออกมาสนับสนุน การจัดการศึกษาตรงนี้ได้หรือไม่ ผมคิดว่าตรงนี้น่าจะต้องมีการทบทวน มีการศึกษา แล้วก็ ให้เป็นช่องทางสำหรับกระจายอำนาจให้กับจังหวัดที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กองทุนที่จะสนับสนุนให้กับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาสได้นะครับ

ข้อที่ ๗ ผมคิดว่าคงตรงกันในหลายชุดที่พูดถึงเรื่องของผลิตและพัฒนา ศักยภาพของครูผู้สอน ข้อที่ ๑ ที่คณะอนุกรรมการเสนอก็คือให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการให้มี ประเด็นข้อที่ ๗ อันนี้คือการพัฒนา เพราะว่าครูที่จะต้องเข้าไปดิว (Due) กับผู้ด้อยโอกาส คงไม่ใช่ครูธรรมดาเหมือนกัน อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะเหมือนกับครูสำหรับผู้พิการบางเรื่อง แต่ตรงนี้คงต้องมีประเด็นของในมิติของจิตสังคมต่าง ๆ มิติของความเข้าใจในบริบทของ เด็กด้อยโอกาส เด็กเปราะบางทางสังคม เด็กที่มีปัญหา เด็กที่อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่า ครูกลุ่มนี้จะต้องเป็นครูที่ได้รับการพัฒนาในเชิงทักษะของไซโคโซเชียล (Psychosocial) มากกว่าแล้วก็เพิ่มเติมด้วยอื่น ๆ ด้วยนะครับ ฉะนั้นอาจจะต้องมีประสบการณ์ที่หลากหลาย ส่วนหลักสูตรก็คงเป็นเรื่องส่วนกลางที่จะต้องดำเนินการ ส่วนผู้ที่จะไปดำเนินการ ก็คืออนุกรรมการจังหวัด ซึ่งคงใช้งบประมาณในที่ได้นำเรียนไปแล้วนะครับ

ข้อที่ ๘ เรื่องระบบและกลไกในการติดตามกำกับและประเมินผล มีข้อเสนอว่า ในเมื่ออนุกรรมการในระดับตำบลกับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ กศจ. น่าจะเป็นอินเทอร์นัลออดิต (Internal Audit) แล้วก็สมัชชาการศึกษาจังหวัดน่าจะเป็นเอกซ์เทอนัล (External) ที่จะต้องเข้ามากำกับเรื่องนี้ เรามีความเห็นว่าการติดตามกำกับประเมินผลน่าจะเป็นประเด็น สำคัญอย่างยิ่งนะครับ

สุดท้ายการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นการแก้ไขในระดับกระทรวง ในระดับกฎหมายรอง เช่น การเทียบโอนหลักสูตรที่อาจจะต้องเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับ หลักสูตรที่อาจจะไม่ครบ การที่จะปรับปรุงวิธีการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นไป ตามมติ ครม. แล้วก็เรื่องวิชาชีพของครูผู้สอนเด็กผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ เหล่านี้ ประเด็นมีการ ยกร่าง พ.ร.บ. เรื่องนี้ไว้แต่เรายังไม่ได้ศึกษามากนัก เนื่องจากว่าในยกร่างนั้นพูดถึงกรรมการ ส่วนกลางเท่านั้น ขณะที่ข้อเสนอของเราให้ความสำคัญกับแอเรียเบส (Area-based) ดังนั้น ประสบการณ์ถ้าจะทำงานเรื่องนี้กับการที่จะยกร่างหรือการแก้กฎหมาย การเสนอกฎหมาย อาจจะเป็นประสบการณ์ที่จะทำในอนาคตนะครับ อันนี้เป็น ๙ ประเด็นที่เรามีข้อเสนอ สำหรับการปฏิรูปการจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส

สำหรับแผนปฏิทินก็คงจะเป็นไปตามเอกสารนะครับ ในระยะเบื้องต้นคงให้ ความสำคัญกับการทำให้เกิดกลไกระดับจังหวัดและกลไกในระดับพื้นที่เพื่อที่จะเดินหน้า ระยะแรกเราเสนอให้มีการจัดการเรื่องระบบเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบติดตามกำกับ ประเมินผลระบบข้อมูล ใน ๖ เดือนแรกหลังจากที่ผ่านสภานี้แล้วเห็นตรงกันใน ๓ ฝ่าย ส่วนใน ๖ เดือนถัดไปก็จะเริ่มดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท้องถิ่นทำให้มีครูผู้สอน เด็กผู้ด้อยโอกาส ทำให้มีระบบการจัดการศึกษา ทำให้มีการผลิตและพัฒนา รวมทั้งการที่จะ พัฒนาศูนย์กลางการดูแลและพักพิงที่สำคัญคือเรื่องงบประมาณนะครับ ทั้งหมดเป็นข้อเสนอ ที่อนุกรรมการเสนอกับสภาเพื่อให้พิจารณา ขอบคุณครับ