สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

วิเชียร ชวลิต พูดถึงการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการศึกษาให้กับผู้สูงอายุ และเสนอแนวทางและกลไกในการส่งเสริมการศึกษาผู้สูงอายุ โดยเน้นการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาตนเองและยังคงมีส่วนร่วมในการทำงาน สร้างผลผลิตให้กับชาติโดยรวม และมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ

นายวิเชียร ชวลิต กรรมการ

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและในฐานะของประธานอนุกรรมการการขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ขออนุญาตเรียนโดยสรุปถึงรายงานการศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งก็ต้องเรียนย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ถึงสภาพที่เราควรจะได้ทบทวนก็คือว่าขณะนี้เราเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งกำลังมีสัดส่วน ของจำนวนประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก และที่สำคัญที่ผมอยากจะเรียนในประเด็นก่อนที่จะ ไปสู่ประเด็นปัญหาการศึกษาของผู้สูงอายุให้ทราบว่าปัจจุบันนั้นผู้สูงอายุที่ดำรงชีวิตอยู่ ในสังคมนั้นเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยการพึ่งพาหรือการสนับสนุนจากบุตรเป็นรายได้หลักนะครับ เพราะว่าเรามีถึง ๓๕.๗ เปอร์เซ็นต์ที่พึ่งพาการสนับสนุนจากบุตร ในขณะที่ผู้สูงอายุที่ทำงาน หารายได้เองมีลำดับกับรองลงมาก็คือมีประมาณ ๓๔.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วสำหรับพวกเราที่อยู่ ในห้องนี้แล้วก็หลายท่านที่อยู่ในระบบการรับเบี้ยยังชีพต่าง ๆ มีเพียงร้อยละ ๑๕.๓ เท่านั้นเองนะครับ แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการพึ่งพารายได้จากคู่สมรสก็จะมีอยู่ร้อยละ ๔.๖ เพราะฉะนั้นนี่ก็คือสถานะทางเศรษฐกิจที่จะต้องพูดถึงเพราะว่าจะเกี่ยวเนื่องกับการที่สังคม จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุซึ่งการพึ่งพากลุ่มคนต่าง ๆ คงจะมีผลกระทบ เพราะฉะนั้น จากสภาพดังกล่าวผู้สูงอายุจำเป็นมากที่จะต้องมีการศึกษาที่ดี แล้วก็สามารถพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะดำเนินชีวิตได้อย่างดี จากตัวเลขที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ ก็คือการศึกษาของผู้สูงอายุในปัจจุบัน เรามีถึงร้อยละ ๗๕.๘ ที่จบการศึกษาในระดับ ประถมศึกษาหรือต่ำกว่าระดับประถมศึกษา และมีเพียงร้อยละ ๑๒.๖ เท่านั้นเองที่จบสูงกว่า ระดับประถมศึกษา และเรายังมีคนที่ไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ถึงร้อยละ ๑๑.๖ นี่คือตัวเลขที่อยากจะนำเรียนต่อที่ประชุมเพื่อได้รับทราบว่าระดับการศึกษาในภาพรวมของ ผู้สูงอายุไทยนั้นมีปัญหาและอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมหรือให้โอกาส ผู้สูงอายุในการที่จะมีแหล่งความรู้ในการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่ง คณะอนุกรรมการการศึกษาผู้สูงอายุได้ศึกษาแล้วก็รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นการดำเนินการสำหรับการศึกษาของผู้สูงอายุนี้ ปัจจุบันอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่า มีหน่วยงานที่ทำอยู่ที่ดำเนินการเป็นหลักอยู่ก็คือ

หน่วยแรกคือกระทรวงศึกษาธิการซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีหน่วยงานต่าง ๆ กระจายอยู่ทุกจังหวัด แล้วก็ลงไปถึงอำเภอและตำบล แต่ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาปรากฏผลว่าน่าจะเกิดจาก การจัดการศึกษาไม่ได้มีเป้าหมายเพราะว่าเรายังไม่ได้อยู่ในสภาวะของสังคมผู้สูงอายุ จึงเป็นการส่งเสริมหรือจัดการศึกษาเพื่อตอบรับกับกลุ่มคนทั่วไปหรือโดยเฉพาะคนที่อยู่ ในวัยทำงาน เพราะฉะนั้นขณะนี้จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในการที่จะพิจารณาว่า การจัดการศึกษาซึ่งเดิมอาจจะเป็นลักษณะของการข้างเคียงไม่ใช่เป็นเป้าหมายหลัก เพราะฉะนั้นในระบบการจัดการศึกษาของผู้สูงอายุสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยคงจะต้องเข้ามามีบทบาทและจัดการศึกษาให้กับผู้สูงอายุ ขณะนี้ ตัวเลขที่มีก็คงจะเป็นตัวเลขน้อยนิดแล้วก็มีจำนวนไม่มาก เพราะน่าจะเกิดจากการที่ไม่ได้ เป็นเป้าหมายหลักนะครับ

หน่วยที่ ๒ ก็คือกระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ก็จะมีเป้าหมาย หรือนโยบายที่จะทำหน้าที่ในการฝึกอบรมทักษะด้านอาชีพให้กับผู้สูงอายุ นี่ก็เป็น ลักษณะเดียวกันก็คือเป็นจุดเริ่มต้นของการหันมามองผู้สูงอายุในฐานะที่เรากำลังเข้าสู่ กระบวนการของสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งในกระทรวงแรงงานมีอยู่ ๒ หน่วยที่ผมอยากจะเอ่ยถึง ก็คือกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและกรมการจัดหางาน ซึ่งขณะนี้ก็ได้เริ่มขับเคลื่อนในการที่จะ หันมาดูผู้สูงอายุในฐานะที่จะเป็นคนที่จะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในช่วงเวลาต่อไปนะครับ

หน่วยที่ ๓ ก็คือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งก็มี หน่วยที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็คือกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งท่านทั้งหลายก็คงจะทราบดีว่าเพิ่งตั้งมาได้ เพียงปีเศษ ก็มีการขับเคลื่อนผ่านศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุหรือเรียก ย่อ ๆ ว่า ศพอส. ขึ้นในตำบลต่าง ๆ ในลักษณะของการเป็นหน่วยนำร่อง ซึ่งขณะนี้ก็ ขับเคลื่อนไว้ทุกอำเภอก็อยู่ในราวประมาณ ๘๗๘ ศพอส. นะครับ

แล้วก็มีอีกหน่วยหนึ่งที่ดำเนินการแล้วขณะนี้น่าจะเป็นการดำเนินการ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่เราได้ยินและเห็นภาพกันอยู่เป็นที่ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้เมื่อเราอาวุโส แล้วเป็นผู้สูงอายุ เราก็สามารถไปเข้าโรงเรียนเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุ มีการแต่งเนื้อแต่งตัว แบบเด็กนักเรียน ลักษณะ แต่ว่าเป้าหมายหลักก็คือการพัฒนาองค์ความรู้หรือการจัดการ ในรูปของโรงเรียนที่เราเรียกว่าโรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการโดยองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอยู่ กำลังเกิดขึ้นและกระจายตัวเป็นจำนวนมาก ผมก็อยากจะนำต่อไปถึงว่า ในกฎหมายที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติซึ่งบัญญัติตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แก้ไข เมื่อปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๓ ได้พูดถึงการศึกษาไว้ว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญ งอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสาน ทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมทางสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้ ตลอดชีวิตนะครับ แล้วก็นิยามความหมายของการศึกษาตลอดชีวิตก็ได้พูดถึงไว้ว่าการศึกษา ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา ตามอัธยาศัยเพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต นี่ก็คือนิยาม ความหมายในพระราชบัญญัติซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันที่จะนำไปสู่ว่าทำอย่างไร ถึงจะจัดการศึกษาให้กับผู้สูงอายุที่เป็นสภาพปัญหาอยู่นะครับ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษานั้นในพระราชบัญญัติการศึกษา ปี ๒๕๔๒ แก้ไขเมื่อปี ๒๕๔๕ และปี ๒๕๕๓ ดังที่ผมเรียนว่าการจัดการศึกษามีอยู่ ๓ หลักก็คือจะต้องเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิต สำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และการพัฒนาสาระ และกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง นี่คือบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษา ซึ่งสามารถที่จะนำมาปรับใช้ในการศึกษาของผู้สูงอายุได้ ทีนี้ก็จะเป็นประเด็นว่า ในการจัดการศึกษาผู้สูงอายุนั้นคนที่จะเป็นหน่วยหรือเป็นกลไกในการดำเนินการหลัก ต้องเรียนว่าเรามีองค์กรที่เป็นองค์กรเชิงนโยบายสำหรับผู้สูงอายุซึ่งบัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้บัญญัติไว้ว่ามีการกำหนดให้ผู้สูงอายุทุกคน มีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านการศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต นี่ก็คือหลักการกว้าง ๆ ที่พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ ได้บัญญัติไว้ ในพระราชบัญญัติดังกล่าวมีบทบัญญัติที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ ผู้สูงอายุแห่งชาติที่จะขับเคลื่อนแล้วก็ดำเนินการในการที่จะจัดการหรือดูแลผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้น ๑ ในปัญหาสำหรับผู้สูงอายุก็คือการศึกษาก็คงจะเป็นบทบาทหน้าที่ ที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติจะต้องขับเคลื่อนภายใต้กรอบและความคิดดังกล่าว ผ่านกระบวนการที่สามารถจะดำเนินการได้ในหน่วยงานที่ผมได้นำเรียนถึงบทบาทหน้าที่ ในฐานะที่จะจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุได้ เพราะว่าการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุนั้น คณะกรรมการได้มีความเห็นแล้วก็ได้สรุปถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญของการศึกษาผู้สูงอายุไว้ ๓ ประการที่อยากจะเรียนให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบ สรุปง่าย ๆ ของวัตถุประสงค์

ประการแรกก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษาก็คือเพื่อสร้างและขยายโอกาส ให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ทางวิชาการและความรู้ทั่วไปที่จะเป็น ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ นี่ก็คือการศึกษาเพื่อการศึกษานะครับ

ประการที่ ๒ เพื่อส่งเสริมให้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาส การมีส่วนร่วมในสังคมของผู้สูงอายุทุกระดับ นั่นก็คือการศึกษาที่ผู้สูงอายุนั้นมีความจำเป็น ต้องเข้ามีส่วนร่วมแล้วก็สร้างโอกาสให้มีโอกาสในการมีส่วนร่วม ถ้าจะอธิบายขยายความ ก็เหมือนกับกรณีที่ผู้สูงอายุไปรวมกันแล้วก็อยากจะให้มีการจัดให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับ สุขภาพ การดูแลตัวเอง การทำอย่างไรที่จะทำให้ตัวเองนั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วก็ต่อสู้กับ ภาวะปวดเมื่อย ไขข้อไม่ดี ปัญหาอื่น ๆ ที่ปรากฏในผู้สูงอายุนะครับ

ประการที่ ๓ ซึ่งเป็นประการสำคัญที่ผมได้กราบเรียนถึงเหตุผลที่ผู้สูงอายุ มีปัญหาในวันนี้และต่อไปก็คือการพึ่งพาเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะ ความรู้ด้านอาชีพเพื่อการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อย่างยิ่ง

เพราะฉะนั้นโดยวัตถุประสงค์ ๓ ประการนี้ก็คงจะอธิบายสรุปความให้ท่านทั้งหลาย ได้รับทราบว่าการศึกษาเพื่อผู้สูงอายุนั้นต้องทำทั้ง ๓ อย่างไปพร้อม ๆ กัน ก็คือจะปิดกั้น ไม่ให้ผู้สูงอายุไม่อยากไปเรียนปริญญาตรีจนจบปริญญาตรี ซึ่งหลายคนก็บอกว่าอายุไม่ได้ เป็นเครื่องขีดคั่นอายุ ๗๐ ปี ๘๐ ปี แล้วก็สามารถจะไปเรียนรับปริญญาได้ อันนี้คือการศึกษา เพื่อการศึกษา ประการที่ ๒ การศึกษาเพื่อจะดูแลตนเองในช่วงปลายของชีวิต แล้วก็ประการที่ ๓ ก็คือการศึกษาที่ต้องการให้ผู้สูงอายุสามารถพัฒนาตนเองก็คงจะต่อเนื่องไปจากหลักการ ที่ท่านประธานคณะกรรมการท่านวิวัฒน์ได้พูดถึงก็คือว่าในยุคปัจจุบันนั้นในเวลาต่อไป เมื่อเรามีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะขาดแคลน ถ้าเราให้ผู้สูงอายุ กลับบ้านหมดไม่ทำงานเลยก็จะเป็นอุปสรรค เป็นปัญหาว่าเราขาดแคลนบุคลากรหรือคน หรือทรัพยากรบุคคลที่จะเข้าสู่หรือสามารถจะทำงานสร้างผลผลิตให้กับชาติโดยรวมได้ เพราะฉะนั้นผู้สูงอายุที่วันนี้ได้รับการดูแล มีสุขภาพแข็งแรง มีความสมบูรณ์ มีจิตใจ มีความพร้อม ในหลาย ๆ ประการก็สามารถจะเข้าสู่ หรือว่าสามารถมีส่วนในการทำงานแล้วก็ทำให้ตนเองนั้น จะมีชีวิตที่ยืนยาว และที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพนั่นก็คือถ้าเราไม่พัฒนาหรือเราไม่ส่งเสริม การศึกษาให้กับผู้สูงอายุทั้ง ๓ ประการดังกล่าวแล้วก็จะทำให้ผู้สูงอายุนั้นในที่สุด ก็จะกลายเป็นผู้ที่อยู่โดดเดี่ยวเหงาหงอย และที่สำคัญที่สุดก็คือสุขภาพไม่ดี เมื่อสุขภาพไม่ดี ก็จะเป็นคนไข้ที่เป็นภาระของสังคมต่อไป เพราะฉะนั้นแนวทางและกลไกในข้อเสนอ ของคณะกรรมการที่สำคัญก็คือให้คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติเป็นผู้ดำเนินการในฐานะ ที่เป็นหน่วยทางยุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการผ่านองค์กรที่สำคัญที่เป็นหน่วยดำเนินงาน ก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ดังที่ผมเรียนแล้วก็คือการศึกษาในระบบและนอกระบบ กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงมหาดไทยโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็องค์กรภาคเอกชนต่าง ๆ ที่ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาและการส่งเสริมการศึกษา นี่ก็คือการขับเคลื่อนและการดำเนินงาน ซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปต้องเรียนว่าระยะแรกนี้ เป็นการรายงานการขับเคลื่อนการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุต่อสภา และระยะต่อไปก็คือ การที่สภาขับเคลื่อนจะเสนอให้มีมติคณะรัฐมนตรีในการที่จะกำหนดข้อเสนอในเชิงนโยบาย ที่จะทำให้การจัดการศึกษาผ่านกลไกและองค์กรต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองกับ สังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นในเวลาที่จะถึงและในเวลานี้ให้สามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุได้ อย่างทั่วถึง เรามีข้อเสนอแนะจากคณะอนุกรรมการในนามของคณะกรรมการว่า

ประการที่ ๑ ผู้สูงอายุจะต้องสามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ ได้อย่างกว้างขวางโดยไม่มีข้อจำกัด นั่นก็คือวัตถุประสงค์ประการแรกการศึกษาเพื่อการศึกษา

ประการที่ ๒ จะต้องเพิ่มศักยภาพและกลุ่มเป้าหมายรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยกระทรวงแรงงาน เพื่อรองรับความต้องการของการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ และการมีงานทำ รวมทั้งการพัฒนาตนเองเพื่อรองรับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป ซึ่งขณะนี้ กระทรวงแรงงานก็ได้ทราบว่ากำลังเริ่มต้นในการที่จะขับเคลื่อน ก็ขออนุญาตเสนอแนะ เป็นเชิงนโยบายว่าจะต้องมีเป้าหมายและมีการขับเคลื่อนที่เข้มแข็งเพื่อรองรับให้ได้กับ สภาวะของสังคมผู้สูงอายุ

ประการที่ ๓ คือสนับสนุนการศึกษากับผู้สูงอายุหลากหลายรูปแบบ ทั้งการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย เช่น ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริม อาชีพผู้สูงอายุ คือ ศพอส. โรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ ให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ภายใต้โครงการประชารัฐผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรชุมชนต่าง ๆ

ประการที่ ๔ คือเร่งรัดพัฒนาคนที่อยู่ในช่วงปลายวัยทำงานเพื่อเตรียมความพร้อม ในการปรับสภาพรองรับสภาพไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

ประการที่ ๕ คือรวบรวมและส่งเสริมภูมิปัญญาผู้สูงวัยเพื่อเป็นครูผู้ทรงความรู้ ถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ

ประการที่ ๖ คือเร่งรัดพัฒนาผู้สูงวัยโดยให้การศึกษาและฝึกอบรมเพื่อให้ดูแล ผู้สูงวัยที่ช่วยตนเองไม่ได้ ผ่านกระบวนการอาสาสมัครและศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ ศพอส. โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประการที่ ๗ คือส่งเสริมความร่วมมือประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ

ประการที่ ๘ ส่งเสริมการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาผู้สูงอายุ

ประการสุดท้าย คือสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนโดยนำเอาความรู้และ ประสบการณ์ของผู้สูงอายุมาใช้ประโยชน์

นี่ก็คือข้อเสนอแนะเชิงปฏิรูปเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนงานต่อการศึกษา ผู้สูงอายุ ขอบพระคุณครับ