วิริยะ ชี้แจงแก้ พรบ.การศึกษา ปรับนิยามครู-คัดกรองเด็กพิการเต็มระบบ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการคัดกรองเด็กทุกคนตั้งแต่ระดับเริ่มต้นการศึกษา เพื่อตรวจหาความพิการหรือความต้องการพิเศษที่อาจซ่อนอยู่ และเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญเสียศักยภาพของเด็กจากความเข้าใจผิด โดยเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. การจัดการศึกษาแห่งชาติ ให้ขยายความหมายของ "ครู" ให้ครอบคลุมบุคลากรทางการศึกษาพิเศษทุกประเภท ปรับปรุงระบบคัดกรองผู้พิการในทุกช่วงวัย และผลักดันการศึกษาฟรี 15 ปี รวมถึงผู้พิการ เพื่อให้ได้รับบริการตามความต้องการจำเป็นพิเศษอย่างทั่วถึง พร้อมเสนอให้ยกระดับสำนักบริหารการศึกษาพิเศษเป็นกรม เพื่อเสริมความเข้มแข็งในการสนับสนุนการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผม ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะ อนุกรรมการนะครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ผมอยากให้เข้าใจว่าในทุกโรงเรียน มีคนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและพิการอยู่แล้วเพียงแต่เราไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ในเรื่องควิกวิน (Quick Win) จึงเสนอว่าจะต้องรีบคัดกรองเด็กในทุกโรงเรียน ตั้งแต่เล็ก ให้ทราบว่าเขามีความต้องการจำเป็นพิเศษอะไร หรือพิการอะไร ความต้องการ จำเป็นพิเศษก็คือกลุ่มเสี่ยงที่เรายังเห็นไม่ชัด เช่นแอลดี (LD) ที่ยังไม่ชัด หรือออทิสติก ที่ยังไม่ชัดนะครับ หรือกลุ่มอื่นที่มีบกพร่องทางอารมณ์ สมาธิสั้นที่ยังไม่ชัดนะครับ ถ้าเราคัดกรองพบแล้วว่าเขามีความบกพร่องก็ต้องรีบให้ความช่วยเหลือ คนที่มีความต้องการ จำเป็นพิเศษที่ไม่ชัด ถ้าเรารีบช่วยเหลือแล้วเขาก็จะหาย แต่ถ้าเขาเป็นถาวร อย่างแอลดี (LD) ถาวรอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แบบนี้ ถึงเราจะช่วยอย่างไรเขาก็ไม่สามารถที่จะ อ่านออกเขียนได้ แอลดี (LD) คือไม่สามารถอ่านออกเขียนได้หรือคิดเลขยาก ๆ ไม่ได้นะครับ ถ้าเรารู้แล้วว่าเขาแอลดี (LD) แท้ ไม่ใช่เทียม เราก็ต้องสื่อสารด้วยวิธีที่ถูกต้อง เช่น แอลดี (LD) แท้ เราก็ต้องให้เขาเรียนหนังสือ ใช้สื่อการเรียนการสอน เหมือนกับคนตาบอดครับ เพราะว่าอย่างคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ท่านไม่สามารถจะอ่านหนังสือได้ แต่เมื่อเราให้ท่าน ฟังเพลงสัก ๒-๓ รอบท่านก็จำได้ แล้วก็สามารถที่จะร้องเพลงได้ เพราะฉะนั้นความพิการ มันไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาดนะครับ ทุกวันนี้เมื่อเราไม่คัดกรอง เราพอเห็นเด็กอ่านออก เขียนไม่ได้ คณิตศาสตร์ไม่ดี เราก็บอกงี่เง่า ทุบตี ลงโทษให้ท่องให้จำ ในที่สุดเด็กก็ออกจาก โรงเรียน เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นตัวเลขสถิติว่าเด็กพื้นฐานมีจำนวนมากแต่ค่อย ๆ หายไป หายไปนี้ไม่ใช่เพราะอะไร เพราะเราไล่เขาออกนะครับ แต่เราอยากจะเปลี่ยนระบบว่า เราควรจะรีบเข้ามาแก้ไข เมื่อเรารีบแก้ไขตั้งแต่เล็กเขาหายนะครับ เขาหายไปจากระบบ เหมือนกันแต่เขาเข้ามาสู่ในระบบของคนทั่วไป ก็เหลือที่พิการจริง ๆ ที่เราแน่ใจ เราก็เข้าช่วยเหลือ ตามวิธีการนั้นนะครับ ด้วยเหตุนี้ในการแก้ไขควิกวิน (Quick Win) อันนี้ก็ต้องขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีที่ได้รีบประกาศเป็นนโยบายที่จะรีบให้มีการคัดกรองเด็กทุกคนในทุกโรงเรียน โดยเร็วนะครับ แล้วก็เข้าช่วยเหลือตามที่เขาควรจะได้รับการช่วยเหลือนะครับ

ในส่วนของกฎหมายนั้นที่สไลด์ (Slide) ที่ผมขอสลับเป็น ๓๔ ก่อน และเป็น ๓๓ ก็เพราะว่าเราต้องเริ่มจาก พ.ร.บ. การจัดการศึกษาแห่งชาติซึ่งเป็นธรรมนูญการศึกษา เราก็เริ่มด้วยการแก้ไขคำนิยามในมาตรา ๔ ให้คลุมถึงครูที่ศูนย์การศึกษาพิเศษซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะเป็นนักกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด อรรถบำบัด ทุกวันนี้เมื่อเราไม่ถือเขาว่าเป็นครู เพราะฉะนั้นเราไม่สามารถเอาครูที่จะมาฝึกหัด มาฝึกหัดที่ศูนย์การศึกษาพิเศษได้ ซึ่งมันน่าเสียดายนะครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องให้มีคำนิยามว่าครูรวมถึงบุคคลเหล่านี้ เพราะฉะนั้นต่อไปศูนย์การศึกษาพิเศษก็ถือว่ามีครูครบถ้วนนะครับ การที่จะเอาบุคลากรครู มาฝึกงานที่ศูนย์การศึกษาพิเศษก็สามารถที่จะกระทำได้

ส่วนในมาตรา ๑๐ นั้นเราก็เพียงแต่ให้เห็นว่าเรื่องคนของคนพิการก็ไม่พึง จะถูกทอดทิ้งก็ควรจะพูดไว้ด้วยว่าการศึกษา ๑๕ ปีฟรีนั้นก็ให้รวมถึงคนพิการด้วย อันที่จริงแล้ว คนพิการนั้นเรามีสิทธิได้รับการศึกษาฟรีจนถึงระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้วในทุกวันนี้ เพียงแต่ควรจะกล่าวไว้ไม่ให้ตกหล่นนะครับ

ในมาตรา ๒๒ นั้นอันนี้เป็นเรื่องสำคัญเพื่อรองรับเรื่องการคัดกรองว่า ในทุกช่วงวัยนั้นเราต้องให้การศึกษาตามความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ นั่นหมายความว่าเราต้องมีการคัดกรองทุกช่วงวัยที่ได้รับการศึกษาแล้วก็ให้การดูแล ตามปัญหาที่เขามีนะครับ ในส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปของครู แต่ผมก็อยากจะพูด เพื่อให้ที่นี้สบายใจว่าการปฏิรูปครูนั้น เราก็อยากจะเน้นคุณครูที่เราจะพัฒนาใหม่นั้น ก็น่าจะมีความรู้เรื่องการศึกษาพิเศษเหมือนในอารยประเทศ แล้วก็ควรจะมีทักษะในการ แก้ไขปัญหาเด็กได้อย่างง่าย ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ครูที่เข้าไปดูแลทุกโรงเรียนสามารถที่จะดูแลเด็ก ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษที่ไม่ยุ่งยากได้นะครับ ส่วนที่ยุ่งยากนั้นค่อยมาเชื่อมกับ ศูนย์การศึกษาพิเศษต่อไป ด้วยเหตุนี้ในมาตรา ๒๒ เราจึงต้องเน้นว่าทุกช่วงวัยต้องให้ได้รับ การศึกษาตามความต้องการจำเป็นพิเศษของเขา เมื่อเรารู้ว่าเป็นพิการก็ให้ตามความพิการ ของเขา

ทีนี้มาที่ พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการนั้นก็เป็นการล้อตาม พ.ร.บ. การจัดการศึกษาแห่งชาติในมาตรา ๔ ว่าคำนิยามของคำว่า ครู นั้นก็ให้มีความหมายกว้าง อันนี้จะอยู่ในสไลด์ (Slide) ที่ ๓๓ ว่าครูนั้นก็หมายถึงผู้มีวิชาชีพต่าง ๆ ด้วยที่ผมได้พูดไปแล้ว รวมถึงคุณครูทั่วไปที่ได้รับการพัฒนาให้ความรู้เรื่องการศึกษาพิเศษก็ควรจะรวมเข้ามาเป็นครู ตามกฎหมายนี้ด้วย เพราะครูตามกฎหมายนี้จะได้รับค่าตอบแทนเป็นพิเศษซึ่งทุกวันนี้ได้อยู่แล้ว ซึ่งเราก็เขียนรองรับในกฎหมายนี้เป็นการตอกย้ำอีกครั้งหนึ่ง อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราแก้ไข เรื่องนิยามของคำว่า ครู นอกจากนี้เราต้องการยกระดับสำนักบริหารการศึกษาพิเศษนั้น ให้มีฐานะเทียบเท่ากรมและมาอยู่ที่สำนักปลัด เหตุผลเพื่อสามารถเข้าไปช่วยสนับสนุน การจัดการศึกษาทุกช่วงวัย คือเราอย่าลืมว่าในระบบงบประมาณของเรานั้นเมื่ออยู่ สพฐ. ก็ช่วยได้แต่ สพฐ. อาชีวะ การศึกษานอกโรงเรียน กทม. อะไรก็ถูกทอดทิ้ง เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าควรจะยกสำนักนี้ขึ้นมาเทียบเท่ากรมเหมือน กศน. เหมือน สช. แล้วก็อยู่ที่ สำนักปลัดเพื่อที่จะเข้าไปสนับสนุนการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และคนพิการที่เรียนรวมอยู่ในทุกโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงอาศัยเครือข่ายของสำนักนี้ก็คือศูนย์การศึกษาพิเศษซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดอยู่แล้ว แล้วก็มีบุคลากรพร้อมทุกวันนี้ก็มีสาขาขยายลงไปถึงอำเภอ ก็เข้ามาเป็นกลไกสำคัญของสำนักนี้ ในการที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนก็จึงต้องเพิ่มงานบางอย่างเข้าไปให้ศูนย์การศึกษาพิเศษ รับผิดชอบในการที่จะไปสนับสนุนและไปติดตามประเมินผลในการจัดการศึกษาในทุกโรงเรียน ให้มีมาตรฐานเป็นไปตามมาตรฐานของการศึกษาพิเศษที่ควรจะมี อันนี้ก็เป็นเนื้อหาทั้งหมด ในการที่เราจะปรับปรุงกฎหมาย ซึ่งก็อยู่ในมาตรา ๔ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ