เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ โดยเสนอให้พิจารณาความแตกต่างของข้อมูลการศึกษาตามภูมิภาค ตั้งข้อสังเกตถึงความเพียงพอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและความสมจริงของเป้าหมายสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน ทั้งด้านการออกกำลังกาย การพัฒนาอาชีพ และการมีส่วนร่วมทางสังคม เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างมีระบบและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายผู้สูงอายุ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการปฏิรูป การศึกษาสำหรับกลุ่มบุคคล ๓ กลุ่ม คือผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ก็ได้ฟัง เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาแล้ว ๕ ท่าน ก็มีประเด็นที่คิดว่าน่าจะช่วยให้การดำเนินการ ในการที่จะสร้างความสมบูรณ์ให้กับวาระการปฏิรูปที่ได้เพิ่มมากขึ้นในมุมมองที่แตกต่าง ออกไปบ้าง ผมเองได้อ่านรายงานในเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ก็อยากจะให้ข้อคิดความเห็นสัก ๒-๓ ประเด็นเพื่อเป็นแนวคิดประกอบการจัดทำวาระ การปฏิรูปในเรื่องนี้ ดูข้อมูลที่ทางคณะกรรมาธิการได้ไปรวบรวมมาเห็นแล้วก็ค่อนข้าง จะตกใจ เพราะไม่ใช่เป็นข้อมูลที่เราคิดว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นแต่ถ้าความเป็นจริง มันเป็นอย่างนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก อย่างเช่นที่บอกว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ร้อยละ ๗๕.๘ จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาและต่ำกว่าระดับประถมศึกษา อันนี้ก็เป็นข้อมูล ที่มีความสำคัญและทำให้เห็นถึงคุณภาพ เห็นถึงการให้ความสำคัญในด้านการศึกษา ของประเทศเราที่ผ่านมาในอดีต ก็จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมแม้แต่ทุกวันนี้เวลาเราไปแข่งขันกับเขา หรือเวลาเขาสำรวจผลการให้การศึกษาของประเทศเรานั้น ประเทศไทยก็มักจะอยู่ลำดับท้าย ๆ ไม่ว่าในกลุ่มอาเซียนเองหรือในเอเชียในหลาย ๆ ด้าน และเขียนว่ามีเพียงร้อยละ ๑๒.๖ ที่จบสูงกว่าระดับประถมศึกษา อันนี้ก็ยิ่งน่าตกใจใหญ่ สิ่งที่ผมคิดว่าข้อมูลนี้น่าจะเป็น ประโยชน์คือที่เห็นว่าการที่จะไปพัฒนาผู้สูงอายุ หรือให้การศึกษานี้คงจะต้องมุ่งไปสู่ การพิจารณาถึงภูมิภาคต่าง ๆ ข้อมูลนี้คงจะจริงในภาพรวม แต่ถ้าสำหรับคนกรุงเทพฯ คนในเมืองใหญ่ ข้อมูลนี้อาจจะไม่ใช่เป็นข้อมูลที่ถูกต้องนัก เพราะว่าถ้าเราพูดถึงคนที่ไม่ได้รับ การศึกษาก็อาจจะเป็นภาคเกษตรกรที่อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ที่ทำไร่ทำนา เพราะฉะนั้น เมื่อมารวมกันมาเป็นข้อมูลของประเทศแล้ว จึงเป็นข้อมูลที่น่าตกใจว่าคนไทยไร้การศึกษามาก ขนาดนี้เชียวหรือ เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างระบบเพื่อพัฒนาการศึกษาของกลุ่มคนสูงอายุ จึงต้องคำนึงถึงเซกเตอร์ (Sector) ถึงภูมิภาคเป็นสำคัญด้วยถ้าเผื่อได้ข้อมูลอย่างนี้มา ก็จะต้องทำรายละเอียดของข้อมูลเป็นจังหวัด เป็นเขตชนบท เป็นเขตเมือง ซึ่งจะเป็น ส่วนประกอบในการทำให้เราสามารถที่จะยกระดับการพัฒนาการศึกษาของผู้สูงอายุได้ดียิ่งขึ้น ในรายงานได้พูดถึงหน่วยงานที่ดำเนินการในการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุไว้ ๒-๓ หน่วยงาน อย่างเช่น พูดถึงกระทรวงศึกษาธิการที่จัดระบบการเรียนการสอนให้ผู้สูงอายุ ซึ่งอันนี้ ก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมา ๒ ครั้ง ที่เน้นว่า ในมาตรา ๘ ว่าการศึกษานั้นเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา และการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แล้วก็เป็นหน้าที่หลักของกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะพยายาม ส่งเสริมให้ทุกคนไม่ว่าจะมีอายุเท่าไรก็แล้วแต่ได้มีโอกาสเข้าสู่กระบวนการศึกษา รวมถึง การศึกษานอกระบบด้วยและการศึกษาตามอัธยาศัย จุดรายงานหนึ่งที่รายงานได้พูดถึง กระทรวงแรงงานพูดถึงกรมพัฒนาฝีมือแรงงานว่าในรอบเกือบสิบปีให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุ เพียง ๖๐๐ คน ซึ่งดูตัวเลขแล้วก็น่าจะตกใจนะครับว่าทำไมน้อยนัก หรืออาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลัก หรืออาจจะไม่ใช่สถาบันที่คนสูงอายุอยากจะมาเข้ารับการศึกษา อันนี้ก็คงจะต้องไปดู ความมุ่งหมายหลักของการมีหน่วยงานที่พัฒนาฝีมือแรงงานเขาเน้นไปการสร้างแรงงาน การยกระดับฝีมือแรงงาน ยกระดับสมรรถนะของผู้ที่จะไปทำงานในสาขาวิชาชีพของ คนทั่ว ๆ ไป มากกว่าที่จะมุ่งไปสู่คนที่สูงอายุ ยิ่งไปดูในพารากราฟ ๒ (Paragraph) ที่พูดถึง พยายามจะโยงให้การศึกษากับผู้สูงอายุไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ผมคิดว่าอาจจะ เป็นเป้าหมายที่สูงเกินไปเกินจากความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้นก็คงต้อง มองการพัฒนาผู้สูงอายุในองค์รวม อย่างเช่นที่ท่านถวิลวดี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กล่าว ๒-๓ ครั้งในเรื่องนี้
และสุดท้ายที่พูดถึงคือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ หรือ ศพอส. ขึ้นมาในอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศ อันนี้ก็มีอยู่ ๘๗๘ แห่ง ที่สำคัญคือภายใต้ ศูนย์เหล่านี้ก็จะมีโรงเรียนผู้สูงอายุอยู่ประมาณ ๕๐๐ โรงเรียน ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยไปดู สักโรงเรียนเดียว แล้วก็ยังไม่มั่นใจว่าโรงเรียนเหล่านี้จะตอบโจทย์การให้การศึกษา แก่ผู้สูงอายุหรือไม่ สมมุติว่าไปตั้งอยู่ในพื้นที่ ๑ แต่จะต้องมีครู จะต้องมีผู้ให้ความรู้มากมาย ขนาดไหนที่จะสามารถรองรับกับความหลากหลายในความต้องการของผู้สูงอายุในตำบลนั้น ในอำเภอนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะแยกแยะให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถที่จะตอบสนอง ความต้องการของผู้สูงอายุ เพราะหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วว่าผู้สูงอายุมีความสนใจ มีความต้องการในการพัฒนาในการศึกษาที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงฝากเป็นข้อสังเกตว่า โรงเรียนผู้สูงอายุนี้จะเวิร์ก (Work) ไหม ขอใช้คำว่า จะเวิร์ก (Work) ไหม จะมีประโยชน์ไหม จะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ไหม ยิ่งมีแผนที่จะขยายตั้ง ๑,๓๐๐ แห่ง มันทำหน้าที่อะไร เพราะอย่างที่เราดู ที่สำคัญในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ในมาตรา ๑๑ ทางกรรมาธิการได้หยิบ (๒) ขึ้นมาพูดในรายงานว่าได้มีการกำหนดให้ผู้สูงอายุทุกคนมีสิทธิ ได้รับการคุ้มครองการส่งเสริมและการสนับสนุนในการด้านศึกษา การศาสนา และข้อมูล ข่าวสารที่มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต อันนี้คือสิ่งที่กรรมการมองว่า พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ ได้กำหนดไว้แล้วที่จะให้รัฐต้องสนับสนุนด้านการศึกษา แต่ผมคิดว่าควรจะมองมาตรา ๑๑ (๓) และ (๔) ควบคู่กันไป และควรจะทำเป็นองค์รวม ควรจะพิจารณาในภาพรวม เพราะใน (๓) และ (๔) นั้นลึก ๆ แล้วก็คือการให้การศึกษานั่นเอง มาตรา ๑๑ (๓) คืออะไร เขียนบอกว่า คือการประกอบอาชีพและฝึกอาชีพที่เหมาะสม อันนี้เป็นการศึกษาโดยตรงละครับ การประกอบอาชีพและฝึกอาชีพที่เหมาะสม และมาตรา ๑๑ (๔) เขียนไว้ว่าการพัฒนาตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายและชุมชน เราจะเห็นว่าผู้สูงอายุเขามีวิธีการที่จะรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายหรือชุมชน ผมเดินไป ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าก็จะมีผู้สูงอายุมาพับผ้าร่วมกันเป็นกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์มันก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง ได้พบปะกับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็น ได้ฝึกงานตรงนั้น เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีดนตรี ก็ตกใจทำไมมีดนตรีในโรงพยาบาล ปรากฏว่าผู้สูงอายุร้องเพลงครับ ร้องเพลงแล้วก็ เล่นดนตรี นั่นก็เป็นกิจกรรมอันหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นการมองผู้สูงอายุผมว่าต้องมองถึงทั้งสุขภาพใจและสุขภาพกายบวกไปกับ การที่เราจะพัฒนาเขาเหล่านั้น แต่ถ้าเรามองในแง่ของการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาอย่างเดียว มันไม่น่าจะครอบคลุม จึงควรจะดู พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ แล้วก็ดูในองค์รวมให้ครบจึงจะพูดถึง เรื่องการให้การศึกษาได้อย่างเป็นระบบ เพราะในรายงานนี้ก็ไม่ได้สรุปอะไรเลย ในรายงานนี้ พูดถึงวิธีการปฏิรูปว่าต้องรวบรวม วิเคราะห์ และติดตามก็คือยังไม่ได้มีข้อสรุปอะไร เพียงแต่ พยายามเขียนให้เห็นว่าที่หน่วยงานต่าง ๆ ทำมานั้นมันยังน้อยนิด มันยังไม่เตรียมการสำหรับ สังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นอีก ๒ ปีข้างหน้า อีก ๕ ปีข้างหน้า ซึ่งในรายงานก็พยายามบอกไว้ ว่ามันน่ากลัวมาก เราจะมีผู้สูงอายุตั้งร้อยละ ๒๐ ร้อยละ ๓๐ ของประชากร อีก ๒-๓ ปี จะมีคนแก่เท่ากับเด็ก ๆ หนุ่มสาวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เพราะฉะนั้นในรายงานนี้จึงยังไม่ได้ ลงรายละเอียดเพียงพอว่าจะทำอะไร เพียงแต่วิเคราะห์ให้เห็นถึงประเด็นปัญหาแล้วก็หยิบยก ในเรื่องการให้การศึกษามาพูดเป็นเรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญ ซึ่งผมก็เลยอยากจะฝากว่า การจะดูเรื่องการศึกษาของผู้สูงอายุนั้นดูในมิติเดียวคงไม่ได้ ต้องดูครอบคลุม ควบคู่เรื่องของ การออกกำลังกาย เมื่อ ๒ วันผมไปเป็นประธานเปิดวิ่งที่สวนลุมพินีเห็นคนผู้สูงอายุเต็มไปหมดเลย จะไปเต้นไทเก๊กไปเต้นอะไรก็แล้วแต่ ออกกำลังกายแอโรบิก (Aerobic) แบบที่เราจะทำกัน วันพรุ่งนี้บ่าย ที่จริงก็ทำกันมาเยอะแยะทุกแห่งทุกหนแล้ว และทำโดยสมัครใจ และทำทุกวัน นั่นคือการศึกษาอย่างหนึ่งที่เขาไปรวมตัวกัน เอาอาหารมารับประทานด้วยกัน ออกกำลัง กายด้วยกันแล้วก็อาจจะมีสังคมอื่นที่ตามมา ทั้งหมดที่ได้กล่าวไปนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ขัดแย้ง ในเรื่องของหลักการไลฟ์ ลอง เลิร์นนิง (Life Long Learning) คือการเรียนตลอดชีวิต เรื่องของการเรียนตามอัธยาศัย การเรียนนอกระบบต่าง ๆ เพียงแต่ให้ข้อสังเกตว่า ถ้าเราจะมองแค่มิติของการให้การศึกษาแก่ผู้สูงอายุนั้นตัวเลขมันอาจจะเป็นอย่างที่ ท่านเห็นนี่แหละ มันก็ดูน้อยนิดมันเหมือนกับว่าบ้านเรายังไม่ได้ทำอะไรที่ดูแลผู้สูงอายุเลย เพราะฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุจึงต้องดูในมิติที่กว้างกว่าแค่ดูการศึกษาจึงจะสามารถได้ข้อมูล ที่สมบูรณ์และถูกต้อง ก็ขอขอบพระคุณและขอสนับสนุนรายงานนี้เพื่อจะส่งต่อไปยัง คณะรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ