ถวิลวดี หารือปฏิรูปการศึกษาเพื่อผู้พิการ-ผู้สูงอายุ-ผู้ด้อยโอกาส

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล หารือการปฏิรูปการศึกษาเพื่อผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส โดยเน้นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเสมอภาค พร้อมเสนอการปรับบทบาทครู การพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อผู้พิการ การจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียม และการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคล เพื่อสร้างโอกาสและเสริมพลังทางสังคมให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างมีศักดิ์ศรี

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการศึกษา สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ได้ ยกประเด็นที่สำคัญที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญนักเอามาพูดคุยกันในวันนี้นะคะ ก่อนอื่นก็คงจะสนับสนุนสิ่งที่ท่านกำลังทำอยู่ด้วยข้อสังเกตบางประการเท่านั้นนะคะ ดิฉันคงจะไม่ใช้เวลามาก ดิฉันอยากจะให้มองเป็นภาพรวมแล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ของสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เช่น ขออนุญาตที่เอ่ยนามทั้งของท่านคุรุจิตแล้วก็ท่านกษิตที่ว่า เราจะต้องมองให้ทะลุและมองกันเป็นองค์รวม แล้วก็มีกรอบคิดที่ชัดเจนในเรื่องของ สิทธิมนุษยชนแล้วก็ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และอยากจะให้เปลี่ยนคำว่า การเรียน การสอน การศึกษาเป็นเรื่องของการดูแลคนทุกคนด้วย เพราะว่ากลุ่มคนที่สำคัญกลุ่มนี้ ไม่ใช่กลุ่มคนที่เราแค่ให้การศึกษาเท่านั้น เพราะฉะนั้นมันต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น ดิฉันจึงเห็นด้วยกับการที่จะเสนอปรับแก้กฎหมายที่ให้ครอบคลุมคำว่า ครูให้รวมถึงพวกโอที (OT) พีที (PT) ทั้งหลายก็คือพวกกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือว่าสาขาศาสตร์อื่น ๆ ที่จะมาช่วยทำให้คนพิการมีศักยภาพในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขแล้วก็มีความสุข เพราะฉะนั้นตรงนี้มีความสำคัญมาก นอกจากนี้ในเรื่องของการสร้างเครือข่าย การสร้าง พาร์ตเนอร์ (Partner) ก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นทางด้านภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้ปกครอง หรือครู หรือประชาสังคมต่าง ๆ ทำอย่างไร ถึงจะให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มกำลังและมีความสามารถที่จะมาช่วยเราได้อย่างเต็มกำลัง เพราะฉะนั้นควรจะทำอย่างไร ซึ่งดิฉันมองไปถึงเรื่องของกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ รวมไปถึงฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่มีมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ ตรงนั้นทำอย่างไรระบบการศึกษาจะไปต่อยอดตรงนั้นได้ ดิฉันคิดว่าต่อลงไปไม่ทะลุ เพราะฉะนั้นจะปรับแก้ให้ไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร เพราะว่าถ้าเราจะขับเคลื่อนเรื่องการศึกษา คงไม่ใช่พูดถึงเรื่องของอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) เท่านั้น แต่มันต้องพูดถึง ผลผลิตที่ออกมาจากระบบการศึกษานี่เป็นอะไร ผู้พิการได้รับการศึกษาอย่างน้อย ในระดับไพรมารี (Primary) ระดับประถม ระดับมัธยม หรือบางคนมีความสามารถ เขาก็เรียนไปถึงระดับสูงได้ แต่นี่แล้วจะไปอย่างไรต่อ ผลลัพธ์ของการศึกษาของท่าน มันคงไม่ใช่แค่ผ่านโรงเรียน ผ่านการศึกษาเท่านั้น แต่ว่ามันหมายถึงการช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานได้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เป็นพลเมืองที่ดี แล้วก็สามารถที่จะมีชีวิตที่เป็นปกติสุข แล้วก็มีทักษะที่จะทำกิจกรรมและช่วยเหลือสังคมได้ ช่วยเหลือตัวเองได้ บรรลุเป้าหมาย ของชีวิตได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ต้องพึ่งพาสังคม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร เพราะว่าผลกระทบที่เราอยากจะเห็นก็คือเขาสามารถที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้ ซึ่งตรงนี้ดิฉันยังมองไม่เห็น ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงจะต่อยอดให้ไปถึง ตรงโน้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เรื่องที่สำคัญก็คือการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อที่ทำให้พวกเขา สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้และจะต้องดูแลผู้พิการในแต่ละคนว่าเขาเป็นอย่างไร จะต้องมี การประเมิน เพราะฉะนั้นตรงนี้สำคัญว่าใครจะเป็นคนประเมินว่าใครต้องการความช่วยเหลือ อย่างไร เพราะว่าความพิการไม่ได้เหมือนกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรได้ ตรงนี้ก็ต้องมี การพัฒนาสาธารณูปโภค สาธารณูปการที่จะเอื้อต่อผู้พิการแต่ละกลุ่มจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า มันไม่มีวัน ไซซ์ ฟิตส์ ออล (One size fits all) หรือว่ามีเรื่องเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกกลุ่ม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ตรงนี้สำคัญมาก เพื่อที่จะทำให้เขาเข้าสู่ ระบบการศึกษาแล้วก็ออกไปดำรงชีวิตได้ หรือบางคนที่ไม่สามารถเข้าสู่การศึกษา ที่เป็นระบบปกติได้ก็จะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้ก็ต้องมีมาตรการ เพราะฉะนั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เอื้อสำคัญทั้งหมดเลย หรือแม้กระทั่งสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานที่ ท่านได้ปรับแก้หรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงร่างรัฐธรรมนูญที่เราผ่านการลงประชามติไปที่พูดถึง การจัดสรรงบประมาณที่เขาต้องคำนึงถึงมิติความเสมอภาคตรงนี้ ดิฉันคิดว่าตรงนี้ต้องเอาไป ต่อตรงนั้นด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อจะคิดงบประมาณขึ้นมาก็ต้องคิดถึงเรื่องของการสร้าง สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการเหล่านี้ด้วย เราก็ไม่ได้พูดกัน เพราะโรงเรียนของท่านก็ต้องออกแบบที่จะซัปพอร์ต (Support) หรือสนับสนุนกลุ่มคน เหล่านี้ด้วยจะทำอย่างไร และนอกจากนี้ก็ต้องมองไปถึงเนื้อหาสาระที่จะต้องเรียน ต้องสอน ต้องดูแลกัน ซึ่งจะไม่มีอะไรที่เหมือนกันทั้งหมด มันต้องออกแบบเป็นการเฉพาะ จะทำอย่างไร และนอกจากนี้ดิฉันพบว่าผู้พิการ ๔ ใน ๕ อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ทั่วโลกมีผู้พิการเยอะ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ครอบครัวไหนถ้ามีผู้พิการอยู่ก็จะมีฐานะ ที่ยากจน ยิ่งมีผู้พิการอยู่ต้องดูแลฐานะเขาก็จะยากจนลง เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรเพื่อที่จะ เอื้อไปถึงครอบครัวของเขาด้วย ตอนนี้จะทำอย่างไรต่อไปนะคะ ดิฉันก็คิดว่าหลาย ๆ สิ่ง ที่พูดคุยกันนี้ต้องมองไปไกล ๆ กว่าคำว่า สิทธิในการศึกษา เท่านั้น แต่ต้องมองถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาสเหล่านั้นสามารถที่จะ ตัดสินอนาคตของพวกเขาได้ด้วยตนเอง แทนที่พวกเราจะมาตัดสินอนาคตของพวกเขา และขีดเส้นให้เขาเดิน ก็เป็นเรื่องที่สำคัญจะทำอย่างไร

คราวนี้ดิฉันคงจะปิดท้ายด้วยผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสสักนิดหนึ่ง เพราะอนาคตดิฉันก็คงจะเป็นผู้สูงอายุในเร็ววัน แต่ดิฉันไม่อยากจะนั่งสานตะกร้า ไม่อยากที่จะ ทอผ้าหรือทำอะไรที่เหมือนกับคนสูงอายุทั่วไปที่ท่านจัดมาให้ ดิฉันคิดว่าดิฉันยังมีศักยภาพ ที่จะช่วยประเทศได้ ช่วยทำงานได้ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรถึงจะให้ผู้สูงอายุที่มีความรู้ ความสามารถจะมีชีวิตที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้โดยใช้ความรู้ความสามารถ คือวัน ๆ ต้องไป นั่งสาน นั่งทำอะไร ดิฉันก็เมื่อย เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร มันต้องออกแบบสิ่งที่เหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุด้วย แล้วก็สำหรับผู้ด้อยโอกาส เมื่อรู้ว่าด้อยโอกาสทำไมไม่ให้โอกาสเขา ดิฉันคิดว่าเขาด้อยโอกาสเพราะความไม่รู้ หรือเพราะว่าเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ หรือว่าไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่า ต้องมองภาพใหญ่ ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเรียกว่าโซเชียลเอ็ มเพาเวอร์เมนต์ (Social Empowerment) หรือการสร้างพลังทางสังคมจึงมีความสำคัญมากที่จะทำให้ บุคคลเหล่านี้มีพลัง เพราะว่าเขาคงไม่ใช่ด้อยโอกาสเพราะเกิดมาด้อยหรอกนะคะ แต่เพราะว่าเราไม่ให้โอกาสกับเขา ขอบพระคุณค่ะ