อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศภายใต้กรอบแผนปฏิบัติการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปฯ ที่เน้นผลสัมฤทธิ์และกลไกความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปใน 11 ด้านตามรัฐธรรมนูญมาตรา 27 โดยเฉพาะการประสานงานสามฝ่าย การรายงานความคืบหน้าทุก 15 วัน และการจัดทำกฎหมายคู่ขนานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาล การปฏิรูป และรัฐธรรมนูญ พร้อมย้ำความสำคัญของการวางยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวและการผลักดันกฎหมายว่าด้วยแผนปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงในอนาคต ก่อนประกาศปิดการประชุมหลังยืนยันไม่มีสมาชิกต้องการหารือเพิ่มเติม
ผมเข้าใจความมุ่งมั่นของท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ แต่เนื่องจากว่าท่านอยู่ใน กรรมาธิการ ๑-๒ คณะ อาจจะไม่ทราบการขับเคลื่อนโดยรวม ๑. ก่อนหน้านี้ท่านประธาน สปท. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทินพันธุ์ นาคะตะ ได้ร่วมกับประธานกรรมาธิการ ๑๒ คณะ แถลงผลงาน ๑ ปี ซึ่งความจริงเราก็เลย ๑ ปีมาแล้วนะครับ แต่ด้วยสถานการณ์พิเศษก็มีการ เลื่อนการแถลงออกมาและรายงานผลงาน ๑ ปีก็จะเสร็จสิ้นให้สมาชิกได้รับในวันที่ ๑๕ ธันวาคมที่จะถึงนี้ ท่านก็จะได้ทราบถึงการทำงานว่าพวกเราได้ทุ่มเทแล้วก็ได้ริเริ่มเรื่องใหม่ ๆ การทำงานไม่ได้อยู่แต่เพียงว่าจะติดกรอบในแม่น้ำสายใดสายหนึ่ง แม่น้ำ ๕ สาย ทำงานหวังผลสัมฤทธิ์ในการปฏิรูปยกเรื่องอัปเกรด (Upgrade) ประเทศใน ๑๑ ด้าน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ที่ใช้ปัจจุบันกำหนดให้เป็นภารกิจหน้าที่และกรอบของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นกลไกการขับเคลื่อนของเราเองจึงได้ออกแบบมาเพื่อตอบภารกิจดังกล่าว ๒. ก็คือกลไกร่วม ความจริงเราจะมาพูดกันทำแผนโดยไม่คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์คงไม่ได้ ก็คงจะสอดคล้องที่ท่านกษิตได้พูดถึงว่าอยากเห็นการปฏิรูปจริง ๆ นั่นแหละครับ คือที่มาที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งกลไกใหม่ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ในยุคของสภาปฏิรูป แห่งชาติซึ่งเผอิญผมและเพื่อน สปท. ในนี้ ๖๑ คนอยู่ใน สปช. ตอนนั้นเราก็ทำแผนวาง วิสัยทัศน์อนาคตประเทศไทย วางเป้าหมายประเทศไทย แต่พอมาเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปชื่อบอกแล้วว่าเราจะต้องขับเคลื่อนให้มีผลสัมฤทธิ์มากที่สุด ดังนั้นแผนปฏิรูปที่เรา ทำไปจึงต่างจากแผนปฏิรูปในยุค สปช. อาจกล่าวได้ว่าแผนของ สปท. เป็นแผนปฏิบัติการ จะต้องบอกว่าจะปฏิรูปในเรื่องนั้นอย่างไร หน่วยงานไหนรับผิดชอบ ใช้งบประมาณหรือไม่ มีกรอบเวลาอย่างไร นี่เป็นแผนปฏิบัติการ แต่เนื่องจากว่าการจะทำให้การปฏิรูปนั้น เป็นรูปธรรม ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้ตั้งกลไกใหม่ขึ้นมาและปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ นะครับ มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ๖ คณะ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทุกคณะ รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแต่ละกลุ่มงาน ก็เป็นรองประธาน และท่านก็ตั้งมิสเตอร์รีฟอร์มขึ้นมา เมื่อเห็นว่า สปท. ได้ส่งแผนปฏิรูปรัฐบาลไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว พอสมควรแก่เหตุที่ในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ได้พิจารณาว่า เห็นด้วยมากน้อยแค่ไหน เพราะเป็นไปไม่ได้ว่าความคิดเห็นของเราจะถูกต้องไปเสียทั้งหมด ด้วยความคิดเห็นของ สปท. ที่ผ่านไปเป็นแผนปฏิรูปนั้นจะต้องให้ทุกคนยอมรับทั้งหมด ดังนั้นเมื่อผ่านกระบวนการของการพิจารณาในชั้นของนโยบายและเปิดโอกาสให้หน่วยงาน ใน ๒๐ กระทรวง ๑๔๘ กรม และรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานเกี่ยวข้องอื่น ๆ ได้มีโอกาสมีส่วนร่วม ในการเสนอความเห็นต่อแผนปฏิรูปแต่ละด้านของเราแล้วนี่ครับ ก็จึงได้ให้มีการลงมือปฏิบัติ นั่นก็คือการเกิดผู้ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปในระดับหน่วยงานครับ ตอนนี้ ก็เกือบ ๔๐ หน่วยงานแล้วนะครับ ครอบคลุม ๒๐ กระทรวงและหน่วยงานหลักส่วนกลางอีก นั่นก็คือการวางกลไกในซีกของฝ่ายบริหาร แล้วก็ได้มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่ามิสเตอร์รีฟอร์มนั้น จะต้องรายงานความคืบหน้าของการปฏิรูปต่อท่านนายกรัฐมนตรีทุก ๑๕ วัน นี่คือมติ ครม. และคำสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันก็เห็นว่าเนื่องจากการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ บางครั้งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข กฎหมาย ยกเลิกกฎหมายหรือตรากฎหมายใหม่ ดังนั้นการประสานงานอย่างใกล้ชิดในการ ทำงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วก็คณะรัฐมนตรีแล้วก็ในส่วนของ สปท. นั้น มีความจำเป็นเพราะท่านเป็นอดีตรัฐมนตรีแล้วคงทราบว่าคณะรัฐมนตรีก็จะมีส่วนสำคัญ อย่างยิ่งต่อการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปด้วย และถ้าเห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญ ในเรื่องกฎหมายจะต้องดำเนินการ ครม. ก็จะเป็นหลักนะครับ ดังนั้นเมื่อแผนปฏิรูป ของ สปท. ส่งไปแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ที่เรียกว่าวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ประชุมทุกเช้าวันพุธ ที่วันอังคารเราก็มีสมาชิก ๖-๗ ท่าน ผมเอง ท่านรองประธาน คนที่สอง ในตอนต้นก็เข้าไป ตอนนี้ก็ประชุมทุกวันพุธก็พิจารณา แผนปฏิรูปประกอบกับตัวร่างกฎหมายครับ ขณะเดียวกันภายใต้การหารือระหว่าง ท่านประธาน สปท. และท่านประธาน สนช. ก็ได้มีการแต่งตั้งกรรมการประสานงานรวม ๒ ฝ่าย ถามว่าทำไมจะต้องมี เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดครับ เราจะทำหน้าที่ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เราไม่ได้อยู่ถึงก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำไปสำหรับ สปท. แต่ว่ากฎหมายจะมีอยู่ ๓ ชุดสำคัญ คือกฎหมายตามนโยบายรัฐบาลที่ สนช. จะต้องพิจารณา ๒ ก็คือกฎหมายที่จำเป็น ต่อการปฏิรูปก็คือ สปท. เสนอ และ ๓ ก็คือกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในกฎหมาย ๓ ชุดท่านก็คงทราบว่า ๒ ปีที่ทางรัฐบาลได้เดินหน้าปฏิรูปมา ก่อนเกิด สปช. และ สปท. ได้ทำงานกับทาง สนช. และมีการตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยตรงและโดยอ้อมกับการปฏิรูปประเทศไปร่วม ๒๐๐ ฉบับถึงวันนี้นะครับ แล้วก็มี กฎหมายที่เป็นการปฏิรูปในระดับเชิงโครงสร้าง เช่น ร่าง พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า ซึ่งถือว่า เป็นธรรมนูญทางการค้าเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การผูกขาดตัดตอนทางเศรษฐกิจ และสังคมผ่านวาระที่ ๑ ตอนนี้อยู่ในชั้นกรรมาธิการแล้วครับ เป็นการอัปเกรด (Upgrade) กฎหมายปี ๒๕๔๒ อย่างนี้ สนช. สปท. และ ครม. ทำงานร่วมกันเรื่องนี้มาตลอดครับ ที่เราเห็นชัดและยกเป็นตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือตัว พ.ร.บ. จัดตั้งศาลคอร์รัปชันและ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความคดีคอร์รัปชันนะครับ ก็เสนอกันต่อมาตั้งแต่ สปช. มา สปท. และท่านนายกรัฐมนตรีก็เร่งรัด ในที่สุด สนช. ก็ได้ผ่านกฎหมายนี้ แล้วก็ศาลยุติธรรม ท่านก็ตั้งศาลตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคมที่ผ่านมาและเปิดศาลตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคมที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปในเรื่องคอร์รัปชัน หรือที่กล่าวมาก่อน หน้านี้ก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ความจริงสรุปโดยรวม ก็คือว่าทั้งกลไกและกระบวนการ และประเด็นการปฏิรูปหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องมันต้องไป ด้วยกัน มันถึงมีความจำเป็นว่าทำไมต้องมี ผมก็เลยอยากเรียนชี้แจงเพื่อท่านได้ทราบ ภาพรวมด้วยนะครับ ขณะเดียวกันก็อยากจะเรียนว่าการจะขับเคลื่อนปฏิรูปไม่ใช่เฉพาะ แค่กฎหมาย หรือว่าการใช้อำนาจทางบริหาร หรือการใช้มาตรา ๔๔ ที่ท่านใช้ทั้งเรื่องปฏิรูป การศึกษา หรือท่านนายกรัฐมนตรีใช้กับเรื่องของการปฏิรูปกิจการตำรวจและอื่น ๆ นี่นะครับ ยังรวมไปถึงเรื่องของงบประมาณด้วยครับ เอาว่า ๑ ปียังไม่รวมถึงตอนนี้นะครับ ตั้งแต่ตุลาคมปีที่แล้วถึงตุลาคมปีนี้เราได้ส่งเรื่องไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ๘๗ เรื่อง ปรากฏว่า มีแผนปฏิรูปที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๖๐ ถึง ๕๗ เรื่อง และเรื่องที่ไม่ต้องใช้ งบประมาณ ใช้อำนาจการบริหารในการเปลี่ยนแปลงอีกจำนวนหนึ่ง และการจัดทำ งบประมาณท่านคงทราบนะครับ งบประมาณปี ๒๕๖๐ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๙ แต่การจัดทำ ทำมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๘ ช่วงที่เราเริ่มทำงานกัน เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าการทำงานอย่างนี้ถือว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว แล้วก็อยู่ในปริมาณงานและคุณภาพงาน ที่น่าพึงพอใจนะครับ
ส่วนประเด็นเรื่องวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประเด็นเฉพาะ ผมคิดว่า จะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และในร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอย่างน้อย ๔ ฉบับ ที่จำเป็นต่อการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ส.ส. พ.ร.ป. ที่มาของวุฒิสมาชิก แล้วก็ พ.ร.ป. คณะกรรมการการเลือกตั้ง กระบวนการในการปฏิรูป การเลือกตั้งและการเมืองจะอยู่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันกฎหมายที่ท่านถามว่าอีก ๒ ฉบับนั้นเราก็ช่วยกันเสนอผลักดันในที่ประชุมนี้ แล้วก็เสนอจนกระทั่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาเห็นพ้อง ก็คือเรื่องของแผนปฏิรูป และร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ ท่านก็ทำกับ ท่านดอกเตอร์ยงยุทธ สาระสมบัติ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ทำกันจนกระทั่งส่งไปแล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ตั้งกรรมการ จัดทำกรอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็กรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็บรรจุยุทธศาสตร์ชาติ เป็นครั้งแรกนะครับ เรามีรัฐธรรมนูญมา ๑๙ ฉบับ ไม่เคยมีการบรรจุยุทธศาสตร์ชาติไว้เลย ท่านรัฐมนตรีก็เป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพราะว่าเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคงทราบว่า นานาประเทศเขามียุทธศาสตร์ชาติกัน ๒๐ ปี ๓๐ ปีทั้งสิ้น แต่เรามีเพียงแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๕ ปี นี่แผนที่ ๑๒ แล้วก็มีรัฐบาลซึ่งมีนโยบายก็ไม่เกิน ๔ ปี เพราะวาระของความเป็นรัฐบาลในการเลือกตั้งก็ไม่เกิน ๔ ปี เราจะอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ได้ครับ วันนี้ต้องวางวิสัยทัศน์อนาคตประเทศและยุทธศาสตร์ระยะยาว และพึงต้องทำต่อเนื่องด้วย ไม่ใช่เปลี่ยนพรรค เปลี่ยนรัฐบาลแล้วก็ทิ้ง แล้วก็เริ่มต้น ก กันใหม่ประเทศก็ไปไม่ถึงไหน ความสามารถในการแข่งขันของเราก็มีปัญหา โครงสร้างประเทศของเราไม่ว่าทางด้าน เศรษฐกิจ สังคมก็มีปัญหา ถึงต้องปฏิรูปยกใหญ่นะครับ แต่ยุทธศาสตร์ชาตินั้นนอกจาก บัญญัติไว้แล้วก็ยังกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมไว้เลยว่า จะต้องจัดทำร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ เช่นเดียวกันให้มีการจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยแผน และขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายใน ๑๒๐ วัน หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ และ สปท. จะสิ้นสุดวาระของตนเอง เมื่อมีกลไก และกระบวนการใหม่เกิดขึ้นนะครับ ๒ เรื่องนี้บรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญ นี่ก็เป็นผลงานที่พวกเราพยายามที่จะต้องการเห็นการปฏิรูปนั้นได้ดำรงคงอยู่แม้จะ หลังการเลือกตั้ง และเราเป็นประเทศเดียวในโลกขณะนี้ที่มีการปฏิรูปอย่างเอาจริงเอาจัง ครบทุกด้าน บางประเทศก็ปฏิรูปบางเรื่อง แต่เราเป็นประเทศเดียวในโลก และท่านคิดสิครับว่า ถ้าเราทำต่อเนื่องและร่วมแรงร่วมใจกันจะคิดเห็นต่างกันไม่สำคัญ เห็นต่างกันบ้าง เห็นตรงกันบ้าง แต่ถ้าร่วมแรงร่วมใจไปและเดินหน้าไปอย่างนี้ และเมื่อการเลือกตั้งมาถึง รัฐบาลก็ดำเนินการไป ยุทธศาสตร์ชาติปรับเปลี่ยนได้ตามการเปลี่ยนแปลงปัจจัย ที่มีนัยสำคัญ สุดท้ายนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๒๐ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ในประวัติศาสตร์ที่มีการบัญญัติหมวดว่าด้วยการปฏิรูปไว้ครับ การปฏิรูปที่สำคัญ เช่น การศึกษา กิจการตำรวจได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องทำอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ของนวัตกรรมการบริหารจัดการประเทศที่จะก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลง ส่วนว่าจะทันอกทันใจหรือไม่ หรือว่าจะทำได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หรือเกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็อยู่ที่พวกเราช่วยกันที่จะต้อง เดินหน้าขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ ผมขอสรุปว่าข้อเสนอของท่านกษิต เช่นเรื่องประเด็น เฉพาะที่ท่านได้กล่าวถึงเช่นกรณีในเรื่องของข้าราชการที่จะให้บริษัทประกันเข้ามาหรือไม่ เป็นประเด็นเฉพาะ หรือว่ากรณีของประเด็นใหญ่ ๆ เมกะเทรนด์ (Mega Trend) จะพวก ไดเรกทิฟเทคโนโลยี (Directive Technology) หรืออะไรก็แล้วแต่ รวมไปถึงข้อเสนอ เรื่องของการให้มิสเตอร์รีฟอร์มนี้ได้จัดวาระมารายงานความคืบหน้าก็จะได้นำเสนอหารือ ในที่ประชุมวิป (Whip) โดยเฉพาะประเด็นสุดท้าย ท่านประธานศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ทินพันธุ์ นาคะตะ ก็ได้มีดำริไว้อยู่แล้วก็รอความพร้อมในการที่จะนำเข้ามาสู่การพิจารณาหารือ ทั้งหมดก็คงจะเป็นเรื่องที่อยากเรียนชี้แจงในส่วนที่เป็นรองประธานกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านเลขานุการขอบคุณที่ได้กรุณาชี้แจง บางส่วน มีสมาชิกท่านใดจะหารือประเด็นอื่นอีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)
ถ้าไม่มี วันนี้ก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาร่วมประชุม หมดวาระการประชุม ผมขอปิดการประชุมครับ