สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

ต่อพงศ์ เสลานนท์ แสดงรายงานการศึกษาเรื่องการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 3 ส่วน และขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ สปท. ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ และศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ นำเสนอ ต่อพงศ์ เสลานนท์ พูดถึงการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเรียนรู้แบบอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) และการปฏิรูประบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาที่ดีและมีคุณภาพ ต่อพงศ์ เสลานนท์ หารือเรื่องการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้คนพิการ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหานี้เพื่อให้เด็กพิการสามารถได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและนำไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้น

นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายต่อพงศ์ เสลานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๕๙ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการและบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ จะขออนุญาตนำเสนอรายงานการศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยผมจะขออนุญาตแบ่งเนื้อหาเป็น ๓ ส่วน

ในส่วนที่ ๑ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักการแล้วก็สภาพปัญหาซึ่งผมจะขอ อนุญาตนำเสนอเอง และ

ในส่วนที่ ๒ ซึ่งจะเป็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอการปฏิรูปแผนระยะเวลา ต่าง ๆ จะขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ สปท. ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ได้ช่วยนำเสนอ

ในส่วนสุดท้ายที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ในเรื่องนี้จะขออนุญาตให้ท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ได้เป็นผู้นำเสนอ

ต้องกราบเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกว่าเป็นผู้ที่รู้กันว่าการศึกษา เป็นพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ทุกคน เพราะการศึกษาจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ สามารถที่จะยกระดับชีวิตตัวเองเรียนรู้แล้วก็อยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณภาพ สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการศึกษาส่วนหนึ่งก็คือทำอย่างไรให้การศึกษามีความเท่าเทียม เสมอภาค แล้วก็ในขณะเดียวกันก็มีคุณภาพที่กระจายอย่างเท่าเทียมกันด้วย ผมคิดว่าอันนี้ เป็นอุดมการณ์เป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษาก็คงจะคาดหมาย ให้เป็นเช่นนั้น ซึ่งในส่วนการศึกษาของคนพิการ ต้องเรียนว่าก็เป็นการศึกษาของคน ที่ต้องการที่จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน โดยหลักการสำคัญ ในการที่เสนอรายงานฉบับนี้ก็จะประกอบด้วยกันอยู่หลายส่วนนะครับ

ในส่วนที่ ๑ ก็คือเป็นหลักการที่อ้างอิงจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ลงประชามติไป เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคมที่ผ่านมา ในมาตรา ๔ เรื่องเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มาตรา ๒๗ ว่าด้วยการห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม แล้วก็มาตรา ๕๔ ที่ว่าด้วย การจัดการศึกษา ๑๒ ปี แล้วก็พูดถึงคุณภาพและการกระจายการจัดการศึกษาให้อย่างเท่าเทียม ทุกกลุ่มคนให้กับประชาชนทุกคน นอกนั้นก็จะเป็นหลักการที่มาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ คนพิการ ซึ่งประเทศไทยของเราได้ให้สัตยาบรรณกับอนุสัญญาฉบับนี้แล้วนะครับ แล้วก็ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ เรื่องการศึกษาก็ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำคัญที่รัฐภาคี ของอนุสัญญาจำเป็นต้องดำเนินการให้เกิดการจัดการศึกษาให้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และมีคุณภาพนะครับ นอกเหนือจากนี้ก็ยังพูดถึงหลักการในเรื่องของเป็นความร่วมมือในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก เรียกว่าเป็นอินชอนสทราทีจี (Incheon strategy) หรือยุทธศาสตร์อินชอน ซึ่งเป็นการบูรณาการ การทำงานด้านคนพิการในแต่ละประเทศที่อยู่ในกลุ่มภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งแน่นอน เรื่องการศึกษาก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน

อีกส่วนหนึ่งถ้าพวกเราย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนมันจะมีหลักการการพัฒนา ของโลก เป้าหมายของการพัฒนาของโลกที่เรียกว่าเอ็มดีจี (MDGs) มิลเลนเนียม ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Millennium Development Goals) ซึ่งก็สิ้นสุดไปเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๘ แล้วก็ เปลี่ยนมาเป็นซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหรือเป้าหมายที่ ๔ เรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ก็ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาของประชาชนทุกคนทุกกลุ่ม ซึ่งแนวทางที่เอสดีจี (SDGs) ได้ให้ไว้ก็จะเรียกว่าเป็นการศึกษาแบบอินคลูซิฟเอดูเคชัน (Inclusive Education) หรือการศึกษาที่เป็นการเรียนรวม หรือทำให้นักเรียนหรือว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของ การจัดการศึกษา นอกนั้นก็เป็นในส่วนของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติครับ ซึ่งก็มีการกำหนดแนวทางการยกระดับคุณภาพในการจัดการศึกษา ทั้งเกี่ยวข้องกับการบริหาร การจัดการต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาที่สูงขึ้น

ส่วนต่อมาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคลังเพื่อการศึกษาซึ่งก็มุ่งเน้นที่จะให้งบประมาณ มุ่งตรงไปสู่ผู้เรียนเพื่อที่จะทำให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะเรียนที่ไหนก็สามารถที่จะมีงบประมาณ ที่จะไปปรับตัวให้เขามีการศึกษาที่ดีที่มีคุณภาพได้ตามสภาวะความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่นะครับ

ต่อมาก็คือเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพครูทั้งระบบ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ ของสังคมไทยเราของประเทศเรา ในเรื่องเกี่ยวกับบุคลากรหรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษา ที่ต้องพูดถึงตัวคุณภาพ แล้วก็ความสามารถในการที่จะเข้าไปฝึกทักษะหรือว่าปลูกฝังสิ่งที่ดี ให้กับเด็กนักเรียน แล้วก็พูดถึงการปฏิรูประบบการเรียนรู้ซึ่งก็มิใช่การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น หรือการศึกษาที่เกิดขึ้นเฉพาะในชั้นเรียนนะครับ

ส่วนต่อมาก็เป็นเรื่องการร่างแผนยุทธศาสตร์ของชาติซึ่งก็มุ่งเน้นในเรื่องเกี่ยวกับ การวางแผนการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติในระยะยาว ซึ่งก็มีทั้งยุทธศาสตร์ที่ ๓ และที่ ๔ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

และท้ายสุดในส่วนของหลักการที่ได้หยิบยกมาเป็นสิ่งอ้างอิงแล้วก็ เป็นแนวคิดหลักในการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งผมขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงพระราชทานไว้กับมูลนิธิ อนุเคราะห์คนพิการในการเปิดโรงเรียนศรีสังวาลย์ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๑๗ ใจความสำคัญ ก็คือไม่มีใครอยากพิการ แต่เมื่อมีความพิการหรือมีการพิการขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องที่หนัก ต่อครอบครัวต่อชุมชน เพราะฉะนั้นการพัฒนาคนพิการที่ถูกต้องที่ถูกวิธีก็คือจะทำอย่างไร หรือพัฒนาอย่างไรให้เขาสามารถที่จะพึ่งพาตัวเองหรือช่วยเหลือตัวเองได้ให้มีเศรษฐกิจ ของตัวเองแล้วก็ไม่เป็นภาระของสังคม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็คือที่มาที่ไปและแนวคิดที่จะเป็น ตัวชี้นำในการเสนอการปฏิรูปการศึกษาสำหรับคนพิการในครั้งนี้นะครับ

ต่อมาจะขออนุญาตนำเรียนว่ากลุ่มเป้าหมายในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูป การศึกษาสำหรับคนพิการ ในการจัดการศึกษาคนพิการจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นตัวเป้าหมายเป็นคนพิการอยู่ ๙ ประเภท บางท่านอาจจะบอกว่าใน พ.ร.บ. เรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แบ่งคนพิการไว้ ๗ ประเภท แต่ว่าในด้านการศึกษาแบ่งความพิการไว้ที่ ๙ ประเภท

(๑) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น ในคำสามัญทั่วไป ก็คือเป็นคนตาบอดคือไม่สามารถใช้สายตาในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้

(๒) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือว่าคนหูหนวก

(๓) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

(๔) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ

(๕) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

(๖) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา

(๗) บุคคลที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์

(๘) บุคคลออทิสติก

๙) บุคคลพิการซ้อน

ซึ่งต้องเรียนว่าในบรรดาคนพิการ ๙ ประเภท จำนวนคนพิการในปัจจุบันมีถึง ๔๔๘,๙๗๖ คน ใน ๙ ประเภทความพิการ ประเภทที่เยอะที่สุดก็คือประเภทบกพร่อง ในการเรียนรู้มีถึงประมาณ ๒๘๐,๐๐๐ คน สิ่งที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นก็คืออะไรครับ ในตัวเลข จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คนเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ส่วนใหญ่จะอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเมื่อไปดูตัวเลขของการศึกษาของเด็กพิการที่อยู่ในระบบการศึกษาที่ระดับสูงขึ้นไป จากขั้นพื้นฐาน ในระดับอุดมศึกษาจะพบว่ามีตัวเลขเด็กพิการที่อยู่ในระดับอุดมศึกษา เพียงแค่ ๒,๙๐๐ คนเศษ ๆ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดนะครับ สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่าปัญหาในการจัดการศึกษาหรือระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะพัฒนาเขาไปสู่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่สูงขึ้นไปทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา แล้วก็มุ่งไปสู่อุดมศึกษา เพราะฉะนั้นแล้วถ้าจะพูดถึงการศึกษาเพื่อการไปสู่ มีงานทำหรือการมีเศรษฐกิจของตัวเองตามแนวพระราชดำรัสของรัชกาลที่ ๙ ก็ต้องเรียกว่า ยังอีกห่างไกล ดังนั้นแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้อง ทำอย่างไรให้เด็กพิการที่อยู่ในระบบการศึกษาสามารถที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ที่สามารถที่จะนำพาเขาไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้นไปได้ โดยสภาพปัญหาที่คณะอนุกรรมการ ได้สรุปมาเป็น ๕ ปัญหาหลัก ซึ่งผมขออนุญาตได้กราบเรียนก็คือ

อันที่ ๑ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับบุคลากร การขาดแคลนบุคลากรต้องถือว่า เป็นเรื่องใหญ่ของการจัดการศึกษา ต้องเรียนว่าในบรรดาโรงเรียนทั้งหลายต้องบอกว่า อาจจะมีน้อยมากหรือไม่มีเลยที่บุคลากรจะมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ให้คนพิการ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่สำคัญก็คือต้องแก้ปัญหาทำให้ปริมาณของบุคลากร ที่มีความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้คนพิการแต่ละประเภทมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจจะรวมหมายความถึงการผลิตครูหรือหมายความรวมถึงเกี่ยวกับการเพิ่มเติมความรู้ ให้บุคลากรปัจจุบันที่เป็นอยู่นะครับ

อันที่ ๒ เมื่อบุคลากรมีความรู้ที่จำกัดนี้นะครับ สิ่งต่อมาที่จำกัดตามก็คือ เรื่องสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาใช้นะครับ ต้องเรียนว่าในปัจจุบันนี้ทั้งเทคโนโลยีและสื่อ ที่เป็นทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) นี้นะครับ ในโลกเรานี้มีบทบาท สำคัญที่เข้ามาช่วยการจัดการศึกษาคนพิการค่อนข้างมาก แล้วก็เป็นการลดภาระต่าง ๆ ให้กับบุคลากร ให้กับครู แล้วก็รวมถึงการใช้ทรัพยากรในเชิงงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆ ด้วย แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงในปัจจุบันก็คือสิ่งเหล่านี้ยังขาดแคลนนะครับ แล้วก็ทำให้ การจัดการศึกษาให้กับคนพิการในหลายกรณีที่จำเป็นต้องใช้สื่อที่ทันสมัย ใช้ซอฟต์แวร์ (Software) ใช้โปรแกรม (Program) ที่เข้ามาช่วยต่าง ๆ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นหรือไม่สามารถ ดำเนินการได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงนะครับ

อันที่ ๓ ที่เป็นสภาพปัญหาก็คือการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเรียนท่านประธานและที่ประชุมว่าการจัดการศึกษาคนพิการมิได้หมายความว่า จะเริ่มต้นเฉพาะวัยเรียนหรือ ๓ ขวบเข้าประถมวัยแล้วก็มาสู่ประถมศึกษา การจัดการศึกษา ให้คนพิการนี้นะครับ หรือผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษยิ่งเกิดขึ้นเร็วเท่าไรหรือว่ายิ่งจัดให้ เร็วเท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะฉะนั้นปัญหาว่าการค้นพบเด็กก่อนวัยเรียนจึงเป็นปัญหาสำคัญว่า ถ้าเราไม่สามารถพบเขาตั้งแต่เขาเริ่มมีความพิการหรือตั้งแต่กำเนิดนี้และเตรียมความพร้อม เขามาตั้งแต่ในวัยเยาว์ ๐-๓ ปีอย่างนี้ พอนำเขาเข้าสู่ระบบโรงเรียนเลยก็กลายเป็นปัญหา ที่โรงเรียนไม่สามารถที่จะเตรียมความพร้อมหรือรองรับเขาได้ เพราะฉะนั้นการบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือว่ากับกระทรวงศึกษาธิการก็จะเป็น สิ่งสำคัญที่ทำให้แพทย์หรือระบบสาธารณสุขที่รู้จัก รู้แล้วว่าเด็กคนนี้มีความพิการนี้ แล้วก็ ได้เตรียมความพร้อมร่วมกับโรงเรียนเพื่อที่จะทำให้การจัดการศึกษาของเด็กมีความราบรื่น และนอกเหนือจากนั้นนะครับ ต้องเรียนนะครับว่าในประเทศไทยเรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบ การจัดการศึกษานี้ค่อนข้างหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของท้องถิ่น กรุงเทพมหานครก็ดี หรือในส่วนของแม้กระทั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการบูรณาการที่จะเข้าไปช่วยให้ความช่วยเหลือเรื่องการจัดการศึกษานี้ ภาคหน่วยงานก็จะเป็นปัญหาอุปสรรคอยู่นะครับ พอปัญหาการศึกษามีข้อจำกัดก็นำไปสู่ การขาดโอกาสทางสังคมซึ่งเป็นปัญหาใหญ่

อันที่ ๔ เป้าหมายสำคัญอันหนึ่งก็คือการจัดการศึกษาที่ผมเรียนชั้นต้น ก็คือต้องจัดการศึกษาเพื่อมุ่งไปสู่การที่ทำให้เด็กพิการกลายเป็นคนพิการ แล้วก็เป็นคนพิการ ในที่สุดที่มีงานทำ ทุกวันนี้ที่มีการจ้างงาน ๑๐๐ ต่อ ๑ ภาคเอกชนก็มีเสียงสะท้อนมา หลายส่วนว่ามีคนพิการที่อาจจะมีความรู้หรือพื้นฐานในการศึกษาอาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ ทางภาคเอกชนต้องการ ซึ่งรากฐานต่าง ๆ ก็มาจากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าเราสามารถ แก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้ในอนาคตข้างหน้าก็เชื่อว่าคนพิการที่ได้รับการจ้างงาน ตามอัตราส่วน ๑๐๐ ต่อ ๑ ก็จะตรงกับความต้องการของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้นนะครับ และกรณีคนพิการที่ไม่สามารถที่จะเข้าสู่ระบบการจ้างงานทั่วไปได้ก็ให้นำเขาไปสู่ การประกอบอาชีพอิสระหรือว่าสร้างผลผลิตต่าง ๆ เพื่อส่งเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อไป

และปัญหาอื่น ๆ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับงบประมาณ การบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ แล้วก็ปัญหาสำคัญอันหนึ่งที่ในกลุ่มเคลื่อนไหวหรือที่ทำงานด้านคนพิการนี้พยายามทำมาตลอด ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการสร้างทัศนคติหรือปรับเจตนคติของคนในสังคมโดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครอง ต้องเรียนนะครับว่าการยอมรับคนพิการเข้าไปในสังคมนี่มีส่วนสำคัญมากในการที่นำพา คนพิการออกมาจากบ้านและเข้าไปสู่ระบบการศึกษา ย้อนไปสัก ๑๐ ปี ๒๐ ปี ต้องเรียนว่า พ่อแม่จำนวนมากนี้ไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยหรือว่าให้ลูกตัวเองที่มีความพิการนี่ออกมา สู่ระบบโรงเรียนหรือออกมาสู่สังคม แต่ว่าเวลาผ่านมาเรามีกฎหมายเรื่องการฟื้นฟู สมรรถภาพคนพิการ เรามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เรามีแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เรามีการสื่อสารกับสังคมให้เห็นถึงความสามารถต่าง ๆ ของคนพิการนี้ ทัศนคติเหล่านี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ก็ทำให้คนพิการออกมาสู่สังคมได้ นี่คือหลักการและสภาพปัญหาเบื้องต้นที่ผมขออนุญาตท่านประธานได้กราบนำเรียนกับ เพื่อนสมาชิกแล้วก็ทุกท่านนะครับ ซึ่งสิ่งต่อไปที่จะเป็นข้อเสนอที่คณะอนุกรรมการได้ร่วมกัน พิจารณาเพื่อนำมาเสนอนี้ จะขออนุญาตให้ท่าน สปท. ธรรมศักดิ์ ได้ช่วยกรุณานำเสนอ ต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ