วิริยะ ชูฐานข้อมูลบูรณาการ แก้ปัญหาทรัพยากรไม่ทั่วถึง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖๒ · ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๙

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ หารือการบูรณาการทรัพยากรและการพัฒนาระบบฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดแคลนทรัพยากร พร้อมเสนอการยกระดับศักยภาพบุคลากร ทั้งในด้านการศึกษาพิเศษ การคัดกรองเด็กพิการตั้งแต่เกิด และการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาในการรองรับนักเรียนพิการอย่างมีคุณภาพ

ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผมเพียงแต่ขอเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาของเรา เราตั้งอยู่บนข้อมูลที่ว่าเราขาดแคลนทรัพยากร และเราก็จำเป็น ต้องบูรณาการทรัพยากร อย่างที่ท่านพูดเรื่องว่าทำไมเรื่องหูฟัง กระทรวงสาธารณสุขก็มีให้ และทำไมกระทรวงศึกษาธิการมีให้อีก ท่านประธานครับ กระทรวงสาธารณสุขมีให้ เหมือนกันแต่ไม่เพียงพอ และบางครั้งกระทรวงสาธารณสุขทรัพยากรมีน้อยนี้นะครับ ก็แจกหูฟังคนละข้างเท่านั้นเอง ซึ่งเวลามาในเรื่องของการศึกษานี้มันไม่เหมาะ เพราะฉะนั้น กระทรวงศึกษาธิการเขาก็ต้องเพิ่มสิ่งเหล่านี้เข้าไป แต่ผมเห็นด้วยว่าความสำคัญเมื่อมีหลาย หน่วยงานให้นี้ การบูรณาการทรัพยากรนี้ ฐานข้อมูลนี้สำคัญ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยว่าระบบ ฐานข้อมูลเราจึงเสนอว่าต้องมีระบบฐานข้อมูล เพราะอย่างที่ท่านพูดบางแห่งนี้ได้ หูฟังหลายชุด ได้วีลแชร์ (Wheelchair) หลายคันก็เพราะว่าระบบฐานข้อมูลมันไม่บูรณาการ เราจึงต้องเสนอว่าให้มีระบบฐานข้อมูลที่บูรณาการ คือทุกคนสามารถเข้าไปดูได้ว่า ใครได้อะไรไป และมันขาดแคลน และเราเองก็พยายามพัฒนาเองด้วยนะครับ อย่างเช่นหูฟัง นี้ ในสมัยก่อนนี้ถ้าเราซื้อจากพวกบริษัทต่าง ๆ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เมื่อเนคเทค (NECTEC) พัฒนามามันก็เหลือประมาณ ๗,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นเราก็เน้นระบบบูรณาการในการ ที่จะช่วยกันพัฒนาเพื่อลดต้นทุนให้มันถูกลงนะครับ ผมเห็นด้วยว่าการขาดแคลนทรัพยากร มันเลยจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลที่บูรณาการ อย่างทางการแพทย์ก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำงานร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ เช่น พอเด็กเกิดมานี้กระทรวงสาธารณสุขควรจะบอกได้ว่า ใครพิการบ้าง เช่น ตาบอด ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) แล้วก็ให้รีบเข้าไปช่วย แต่ทุกวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็เพิ่งเริ่มทำเท่านั้นเอง แล้วก็เร่งให้กระทรวงสาธารณสุข ต้องรีบคัดกรองทันทีที่คนเกิดมาต้องรู้ว่าใครพิการอะไร ในประเภทที่เห็นได้อย่างแจ้งชัด แล้วก็รีบใส่เข้ามาในระบบฐานข้อมูลเดียวกัน และทางการศึกษาพิเศษจะได้เข้าไปช่วยนะครับ และเราก็ต้องยอมรับอีกเหมือนกันว่าทางการแพทย์เราขาดแคลนบุคลากรที่จำเป็นมาก เช่น นักแก้ไขการพูด หรือนักหลายนักเลยครับ ไม่ว่านักกิจกรรมบำบัด กายภาพบำบัด ขาดแคลนทั้งนั้นครับ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องใช้วิธีให้คุณครูมีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วย เราจึงต้องเสนอว่าต่อไปเราต้องพัฒนาครูว่าอย่างน้อยครูที่สอนเรื่องภาษาก็น่าจะมีพื้นฐานของ การแก้ไขการพูดอยู่บ้าง หรือครูพละก็ควรจะมีพื้นฐานของกายภาพบำบัด คือเราจะพยายาม เน้นว่าทำอย่างไรเราจะเพิ่มศักยภาพของบุคลากรที่เรามีอยู่ในท่ามกลางความขาดแคลน เพื่อที่จะบูรณาการนะครับ และเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่การมีงานทำ อย่างเช่นอาชีวะ ทำไมเราจึงอยากให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษมาอยู่ที่สำนักปลัดก็เพื่อจะได้ทำงานร่วมกับ หลาย ๆ หน่วยงานในการเตรียมความพร้อมของสถานศึกษาให้พร้อมที่จะรับคนพิการ เข้าไปเรียน อย่างเช่น อาชีวะหลายแห่งที่ได้รับความร่วมมือเตรียมความพร้อมกันอย่างดี เดี๋ยวนี้ก็มีความพร้อมในการที่จะรับคนหูหนวกเข้าไปเรียนในโรงเรียนอาชีวะหลายโรงเรียน หลังจากที่เราได้ร่วมมือกันในการพัฒนาครูให้รู้จักใช้ภาษามือ แล้วก็พัฒนาภาษามือที่มันเป็น เทคนิคัลเทอม (Technical Term) ในทางอาชีวะโดยเฉพาะขึ้นมา เพราะฉะนั้นความร่วมมือ ในการบูรณาการที่ทำงานร่วมกันอันนี้เป็นเรื่องสำคัญนะครับ หรือการยกระดับสำนักบริหาร การศึกษาพิเศษขึ้นมาเทียบเท่ากรมก็ไม่ได้ทำให้เราเปลืองเงินเปลืองทองอะไรมาก เราเพียงแต่เปลี่ยนที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษมาเป็นเลขาธิการก็ซี ๑๐ เหมือนกันครับ ก็เพียงแต่ยุบตำแหน่งที่ปรึกษาอยู่ที่สำนัก สพฐ. แล้วก็มาเป็นเลขาธิการมันก็ไปได้แล้วครับ ท่าน มันก็ไม่ได้ต้องไปเปลืองทรัพยากรอะไรมากมาย เพราะว่าระดับอื่นผู้เชี่ยวชาญผู้อะไร ก็มีอยู่แล้วนะครับ และศูนย์การศึกษาพิเศษก็มีอยู่แล้ว เราเพียงแต่ทำอย่างไรปรับปรุง กฎหมายมาเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้มันสามารถทำงานได้ อย่างมีคุณภาพมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่าเรื่องการเพิ่มทรัพยากรเราเน้นในการเพิ่ม ศักยภาพของทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้มากขึ้นนะครับ อย่างเช่น เราขอให้ครูทุกคนต่อไป ต้องเรียนการศึกษาพิเศษอย่างน้อย ๙ หน่วยกิตนะครับ ก็คือมีความรู้พอมาเป็นครู แล้วก็พร้อมที่จะเข้าใจแล้วก็สามารถมีความรู้เรื่องคัดกรองเด็กหรืออย่างน้อยก็รู้ว่าจะต้อง ติดต่อใครเข้ามาช่วยเหลือเด็กในเบื้องต้น แล้วก็เพิ่มศักยภาพของครูให้มากขึ้นเพื่อเข้ามาดูแล เด็ก เราจึงใช้บอกว่าเป็นระบบเรียนรวม การเรียนรวมนั้นก็หมายความว่าเราเตรียมบุคลากร ในทุกโรงเรียนให้มีความพร้อมที่จะรับดูแลเด็กพิการในเบื้องต้น แต่ถ้าหนักรุนแรงขึ้น ก็ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทางแพทย์ ทางครูการศึกษาพิเศษ แล้วก็ทำงานกัน เป็นระบบ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับท่าน แก้ไขการพูดนี่ ถ้าเราไปหานักแก้ไขการพูดเราก็ได้ เดือนละครึ่งชั่วโมงครับ จากนั้นเราก็ต้องรับการบ้านจากนักแก้ไขการพูดมาให้ผู้ปกครอง กับครูการศึกษาพิเศษมาดูแลแล้วก็พัฒนาเด็กต่อ เพราะฉะนั้นการเชื่อมโยงทรัพยากรอันนี้ เป็นเรื่องที่เราตระหนักอยู่ แล้วเราก็พยายามที่จะทำอย่างไรให้สามารถบูรณาการทรัพยากร ทำงานด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ เราจึงพยายามพัฒนากฎหมายให้มันเอื้อต่อการทำงาน โดยไม่ได้พยายามที่จะไปเพิ่มทรัพยากร แต่เน้นเพิ่มความสามารถเข้าไปในบุคลากรที่ทำงาน ร่วมกันกับระบบที่จะเชื่อมโยงให้เราสามารถทำงานด้วยกันอย่างมีคุณภาพเท่านั้นเองครับ ขอบคุณมากครับ