รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๔๙/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้มีหนังสือขออนุญาต ให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต จํานวน ๓ ท่านนะครับ สําหรับรายชื่อผู้นําเสนอและชี้แจง ประกอบด้วย ๑. ท่านมนู เลียวไพโรจน์ ที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๒. ท่านเดชา จาตุธนานันท์ ที่ปรึกษาประจําอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านอุตสาหกรรม และบริการ ท่านเป็นผู้อํานวยการสํานักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม ๓. ท่านประทวน สุทธิอํานวยเดช อนุกรรมาธิการและเลขานุการ คณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
สําหรับผู้ร่วมนะครับที่ผมได้พิจารณาแล้วได้ขออนุญาตเข้าร่วมประชุมก็คือ ๑. ท่านอาทิตย์ วุฒิคะโร อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ท่านเป็นอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ๒. ท่านเดชา ผมได้เรียนให้ทราบแล้วนะครับ ๓. ท่านประทวน ก็ได้เรียนให้ทราบแล้วเหมือนกัน ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุม ชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ ขอเรียนเชิญท่านประธาน
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากท่านประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ ท่านดอกเตอร์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และท่านอาทิตย์ วุฒิคะโร อดีตปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งมีกําหนดที่จะต้องมารายงานในเช้าวันนี้ติดภารกิจด่วนสําคัญ จึงไม่สามารถ เข้าร่วมประชุมได้แล้วก็ขอลาการประชุม กระผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ จึงขออนุญาตกราบเรียนเรื่องรายงานต่าง ๆ และรายละเอียดที่จะกราบเรียนให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสาขาหลัก ซึ่งเป็นเรื่อง ที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบาย อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) โดยอุตสาหกรรมสาขาหลักที่มีศักยภาพ ของประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานสําคัญ และเชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรม ต่อเนื่องในห่วงโซ่มูลค่า รวมทั้งสามารถพัฒนาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าสู่อุตสาหกรรมที่ตอบ โจทย์กระแสโลกที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรม และในโลกของดิจิทัล (Digital) ในอนาคตได้ ซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม สาขาหลักนั้นประกอบด้วย ๕ สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ๒. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ๓. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ๔. อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ ๕. อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร ซึ่งเมื่อพิจารณา ในแต่ละสาขาแล้วจะพบว่าศักยภาพในการพัฒนาไปสู่แนวทางอินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) ต่อไปในอนาคตนั้นสามารถจะดําเนินการได้โดยจะต้องได้รับความสนับสนุนและส่งเสริมจาก ทุกภาคส่วน แล้วก็จะต้องดําเนินการมาตรการและแนวทางสนับสนุนที่ส่งเสริมที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสาขาหลักในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นแล้วผมขอเรียนว่าจากการประมวลกรณีศึกษาและแนวทางการหลุดพ้น กับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงนั้น ซึ่งมีตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศ ก็ยังพบว่าปัจจัยสําคัญที่มีต่อการขับเคลื่อนประเทศให้ข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก็ได้แก่ ในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และในเรื่อง ของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการปรับปรุง ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งนี้จากกรณีศึกษาของประเทศพบว่า เมื่อประเทศรายได้ปานกลาง ยกระดับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ฐานความรู้ สัดส่วนของภาคการผลิตก็จะเริ่มลดลง ในขณะเดียวกันภาคบริการก็จะมีสัดส่วน ที่ขยายตัวและเพิ่มสูงขึ้น นั่นเป็นสัจธรรมอันหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนของภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคการค้านั้นจะมีส่วนสําคัญมากในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้น ทั้ง ๓ ส่วนคงความสําคัญทั้งสิ้น แต่ว่าความสําคัญของทั้ง ๓ ส่วนนั้นจะอยู่ที่เรื่องของ การพัฒนา เรื่องของการวิจัย และเรื่องของการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น โจทย์สําคัญของกระบวนการนี้สําหรับภาคอุตสาหกรรมไทยคือการปรับกระบวนทัศน์ หรือการต่อยอดอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงกับภาคบริการมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตามแบบจําลองเอสเคิร์ฟ (S-Curve) นั้น กระบวนการที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากที่สุด ไม่ใช่ ขั้นตอนการผลิตอย่างเดียว แต่อยู่ในขั้นตอนของการบริการ ขั้นตอนของการค้า และอยู่ใน เรื่องของการสร้างนวัตกรรม การออกแบบ ขั้นตอนเริ่มแรกในเรื่องของการค้า การตลาด และรวมถึงบริการหลังการขาย สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่ามีส่วนสําคัญในกระบวนตั้งแต่เริ่มการผลิต การค้า การบริการด้วยนะครับ
ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผมขอเรียนว่า ในภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นภาคที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยสัดส่วนมูลค่า มวลรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ทั้งหมดนั้นมีค่อนข้างจะมีนัยสําคัญอย่างสูง ในด้านของสัดส่วนของจีดีพี (GDP) หรือมวลรวมของผลิตภัณฑ์ของประเทศนั้นนี่นะครับ ภาคอุตสาหกรรมมีประมาณร้อยละ ๒๘ ถึง ๓๐ ภาคเกษตรร้อยละ ๑๔ ภาคบริการ ร้อยละ ๓๕ และในส่วนนี้จะเห็นได้ว่าในภาคอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนในด้านของจีดีพี (GDP) มากพอสมควรทีเดียว และในแง่ของการทํางานนั้น ปรากฏว่าสาขาหลักทั้งหมด ในภาคอุตสาหกรรมทั้ง ๕ สาขาที่ผมจะได้กราบเรียนต่อไป มีการจ้างงาน ๓,๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการจ้างงานที่มีนัยสําคัญพอสมควรทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่า ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมของไทยจะมีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็ตาม จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่สมัยปี ๒๕๐๔ ซึ่งเราได้ เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ และจนกระทั่งถึงปัจจุบันฉบับที่ ๑๑ กําลังเริ่มฉบับที่ ๑๒ นี่นะครับ เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจของเราในรูปแบบต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของภาคเกษตรและค่อย ๆ ขยับมาเป็นอุตสาหกรรม เพื่อผลิตและใช้ภายในประเทศ แล้วก็พัฒนาต่อมาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และต่อมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ก็เป็น ภาคอุตสาหกรรมที่จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกันที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าท่านสมาชิกคงจะมีความตระหนักดีในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมนั้นมีความตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในอนาคต เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่เราจะเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโดยให้ ภาคอุตสาหกรรมนั้นมีการพัฒนาและผลิตอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้คุณภาพสินค้าที่ดี และเป็นที่ยอมรับไม่ใช่เฉพาะในประเทศแต่ของต่างประเทศด้วย นั่นเป็นส่วนสําคัญที่เรา สามารถจะทําได้ และสิ่งสําคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมให้เจริญก้าวหน้านั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นในแง่นี้เราก็ได้มุ่งเน้นในเรื่อง ของกรีนเทคโนโลยี (Green Technology) ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณา เสนอแนะในคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ซึ่งทางฝ่ายที่ได้จัดทํารายงานนี้ก็ได้ ตระหนักดีแล้วก็ได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ส่วนหนึ่งด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็น ได้ว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีความเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด เมื่อเทียบกับอาเซียน (ASEAN) แล้วเรียนได้เลยว่าภาคอุตสาหกรรมทางด้านของการผลิตยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์นั้นเป็นอันดับ ๙ ของโลก แต่เป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) นั่นก็คือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาพนี้จะยังเป็นอยู่นะครับ ในอนาคต อันใกล้ สภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ การใช้นวัตกรรมและสิ่งต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ายานยนต์จะเริ่มแปลงสภาพของตนเอง เป็นยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น การใช้โซลาร์ (Solar) การใช้แสงแดดเข้ามาเป็นต้นพลังงานนั้น ก็จะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมได้ตระหนักดีว่า ในอนาคตอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพแล้วก็พร้อมที่จะต่อสู้กับสภาพนี้ ในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นในเชิงโครงสร้างแล้ว ผมคิดว่าก็ยังมีอุปสรรคอย่างที่ได้เรียนไป แล้วก็คืออุปสรรคต่อการพัฒนาโดยปัจจัยที่จะส่งผลความสําเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรม ของประเทศก็คือในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาหรือรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในอนาคต และศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านนวัตกรรม และที่สําคัญที่สุดก็คือศักยภาพของ การศึกษาของประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผลิตภาพหรือประสิทธิภาพด้านการบริหาร จัดการของภาคเอกชนจะมีประสิทธิภาพมากในอนาคต แล้วก็มีส่วนช่วยภาครัฐและสามารถ ที่จะเดินคู่กันไประหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐในการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้ เพราะฉะนั้นจึงมีส่วนที่เราจะต้องพิจารณาในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของ อุตสาหกรรม ๕ สาขาหลักอย่างที่ว่า
อีกประเด็นหนึ่งที่กระผมอยากจะเรียนก็คือ ในเรื่องแนวโน้มของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของภาคอุตสาหกรรมพอสมควร การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในมิติด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านสิ่งแวดล้อม การเมืองและนโยบายต่าง ๆ ขอสไลด์ (Slide) มิติต่าง ๆ ทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้าน สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสภาพทางด้านการเมืองและนโยบาย ส่งผลกระทบ ต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ค่อย ๆ เปลี่ยน บางเรื่อง ก็เปลี่ยนช้า บางเรื่องก็เปลี่ยนเร็ว จนกระทั่งสภาพแวดล้อมภายในประเทศและภายนอก ประเทศที่กดดัน จึงทําให้ทางภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวเอง แล้วก็ปัจจัยต่าง ๆ ที่สําคัญในอนาคตก็คือปัจจัยแรงงาน ซึ่งเดิมเป็นข้อได้เปรียบของไทยเริ่มมีข้อจํากัด การเข้าสู่ สังคมสูงอายุ ประเทศไทยก็จะประสบปัญหาในเรื่องของแรงงานในอนาคต และต้นทุน แรงงานที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้ภาคอุตสาหกรรมและการบริการนั้นประสบ ปัญหาพอสมควร ส่งผลให้สินค้าบางรายการเริ่มประสบปัญหาในด้านของการแข่งขันและ สูญเสียตลาดบางส่วน จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยต่อจากนี้ไปจะต้อง เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศที่จะส่งผลต่อ การพัฒนาทั้งในแง่ของโอกาสที่สามารถจะนํามาใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งภัยคุกคามที่อาจจะ ส่งผลกระทบในเชิงลบ ขณะเดียวกันก็ต้องคํานึงถึงจุดแข็งที่จะใช้ผลักดันในการพัฒนา ให้ก้าวหน้าควบคู่กับการแก้ไขจุดอ่อนที่มีอยู่ และไม่ให้เป็นอุปสรรคในอนาคตต่อ การดําเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่มี การเติบโตอย่างยั่งยืนและมีการกระจายผลประโยชน์การเติบโตอย่างทั่วถึงนั้นจึงเป็นส่วน สําคัญ ทั้งนี้เป้าหมายของการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมหลักภายในระยะ เวลา ๕ ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๔ นั้น ได้ถูกกําหนดไว้ ๒ เรื่องสําคัญนะครับ
เรื่องแรกก็คือผลิตภาพปัจจัยโดยรวมหรือที่ขออนุญาตเรียกภาษาอังกฤษว่า โททัล แฟกเตอร์ โพรดักทิวิตี (Total Factor Productivity) ของอุตสาหกรรมสาขาหลัก จะมีการเติบโตจะต้องไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๓ ต่อปีในอนาคต และอีกส่วนหนึ่งอุตสาหกรรม สาขาหลักจะมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ต่อปีในอนาคต เพราะฉะนั้นในส่วน รายละเอียดนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะมอบให้ดอกเตอร์เดชา จาตุธนานันท์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการนําเสนอข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับรายละเอียดของรายงานฉบับนี้ต่อสภา ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านเดชา จาตุธนานันท์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายเดชา จาตุธนานันท์ ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและบริการ ขออนุญาต นําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิรูปการเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลักเพิ่มเติม ดังนี้ครับ
เราทุกท่านคงทราบนะครับท่านครับว่าการปฏิรูปอุตสาหกรรมในยุคที่ ๔ หรือเรียกว่า เดอะ โฟร์ท อินดัสเทรียล รีโวลูชัน (The Fourth Industrial Revolution) ที่ประเทศต่าง ๆ กําลังเผชิญอยู่ขณะนี้กําลังจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจ รัฐบาล แล้วก็ ประชาชน เนื่องจากความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเองนี่นะครับ รวมถึง ลักษณะของสินค้าบริการที่ไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนทั้งในเชิงกายภาพ มิติในเชิง ของดิจิทัล (Digital) แล้วก็มิติในเชิงของชีวภาพ มันเป็นภาพที่เบลอ (Blur) นะครับ เป็นภาพ ที่ไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ประเทศไทยกําลังปรับตัวเข้าสู่โมเดล ไทยแลนด์ ๔.๐ (Model Thailand4.0) ซึ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของทุกภาคส่วน ขออนุญาตเป็นสไลด์ (Slide) นะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ซึ่งเน้นการเพิ่ม ประสิทธิภาพของทุกภาคส่วน การลดความเหลื่อมล้ําและแผนการเติบโตที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรมก็อยู่ระหว่างการกําหนดกรอบแนวทางการพัฒนา อุตสาหกรรมระยะ ๒๐ ปีขึ้น โดยเน้นต่อยอดอุตสาหกรรมที่เป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ยกระดับมาตรฐานผลิตภาพและนวัตกรรม การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า อีโคซิสเต็ม (Ecosystem) เพื่ออํานวยความสะดวกในด้านการประกอบการแก่วิสาหกิจ ตลอดจนการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมไทยกับเศรษฐกิจโลกนั้น อุตสาหกรรมที่เป็นฐานสําคัญ ของการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอนาคต อย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่มและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป จําเป็นที่จะต้องได้รับการเอาใจใส่และพัฒนา อย่างต่อเนื่อง เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ครับมูลค่าจีดีพี (GDP) คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของอุตสาหกรรมภาคการผลิตทั้งหมด และยังจ้างงานเกือบครึ่งหนึ่งของการจ้างงานของ ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดอีกด้วย ท่านสมาชิกสภาที่เคารพทุกท่านครับ อุตสาหกรรม ยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยอยู่ในอันดับที่ ๙ ของโลก และเป็นอันดับ ๑ ในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) มีผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายพันรายสร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่า ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในปัจจุบันเริ่มมีคู่แข่งมากขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ที่ค่อนข้างรวดเร็ว แต่อุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นซัปพอร์ตติงอินดัสทรี (Supporting Industry) ที่เป็นเอสเอ็มอี (SMEs) ยังขาดความสามารถในการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงครับ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจึงต้องได้รับการชี้ทิศทางและโอกาสที่ถูกต้อง ด้วยการส่งเสริมสนับสนุนการลงทุนผลิตยานยนต์ที่สะอาด ประหยัดและปลอดภัย ต้องมี การพัฒนามาตรฐานที่เกี่ยวกับรถยนต์โดยสารไฟฟ้า การจัดตั้งศูนย์ทดสอบและวิจัยยานยนต์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว ยกระดับความสามารถของบุคลากรภาคการผลิตและ เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเข้ามามีบทบาท มีส่วนร่วมในขั้นตอนการออกแบบชิ้นส่วน ยานยนต์ชนิดต่าง ๆ ด้วย ในส่วนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นที่ทราบกัน ดีครับว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (Hard disk drive) เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้าที่สําคัญของโลก แต่เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจาก อุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่ยังเป็นการรับจ้างการผลิตหรือเป็นโออีเอ็ม (OEM) โดยในปัจจุบัน เริ่มมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น มีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และที่สําคัญครับ สินค้าไทยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทําให้ความต้องการของ ตลาดลดลง อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์จึงต้องดําเนินการใน ๒ มิติ ได้แก่ การเชื่อมโยง เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตโลก โดยมีมาตรการจูงใจเพื่อการผลิตทดแทน การนําเข้า สนับสนุนการจัดซื้อของภาครัฐให้ใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ รวมถึงสินค้า นวัตกรรมของไทย ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ในอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับผู้ผลิตไทย
และมิติที่ ๒ คือการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งต้องนํางานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม การออกมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบมาตรฐาน และการทดสอบการวิจัยที่เป็นโพรโตไทปิงแล็บ (Prototyping Lab) ครับ อุตสาหกรรม หลักที่ ๓ คืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สามารถ สร้างรายได้ให้กับประเทศมากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในขณะที่อุตสาหกรรม พลาสติกเติบโตมากกว่า ๖๐ ปี มีมูลค่าตลาดในประเทศมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อมและ อุตสาหกรรมพลาสติกของไทยเองก็ยังมีลักษณะเป็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปที่มีแวลูแอดเดด (Value added) ไม่สูงมากนัก อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงต้องพัฒนาควบคู่กับการเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดําเนินการตาม แผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศประสิทธิภาพพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนอุตสาหกรรมพลาสติกต้องยกระดับและพัฒนาสู่ตลาดมูลค่าสูงและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม รวมถึงส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่เป็นโพรดักต์แชมเปียน (Product Champion) ของประเทศเพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปของตลาดโลกด้วย
อุตสาหกรรมสาขาหลักที่ ๔ คืออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งอยู่คู่กับการพัฒนาประเทศมามากกว่า ๗๐ ปี สร้างรายได้ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ปีละกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่จากการยกเลิกระบบโควตาการนําเข้าสิ่งทอของโลกทําให้ ภาคเอกชนจํานวนมากต้องเลิกกิจการ คงเหลือแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่แข่งขันได้ในเชิง ของขนาดของทุน แล้วก็ธุรกิจขนาดเล็กที่มีต้นทุนการดําเนินงานที่ต่ํากว่า ดังนั้นอุตสาหกรรม สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจึงต้องปฏิรูปใน ๒ มิติหลัก ๆ ได้แก่ การส่งเสริมการลงทุน ในอุตสาหกรรมสิ่งทอที่เป็นฟังก์ชันนัลเท็กซ์ไทล์ (Functional Textile) ยกตัวอย่างเช่น การผลิตเส้นใยจากวัสดุเกษตรและเส้นใยที่มีคุณภาพสูงหรือมีคุณสมบัติพิเศษ การพัฒนา กระบวนการฟอกย้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมให้บริษัทซอร์ซซิง (Sourcing) เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทยและส่งเสริมให้เกิดสถาบันแฟชั่นระดับโลก ส่วนมิติที่ ๒ คือ การผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเน้นพัฒนาให้ กรุงเทพฯ เป็น ๑ ใน ๓ เมืองแฟชั่นของเอเชีย (Asia) ที่มีอิทธิพลทางวัฒนธรรมที่ร่วมสมัย พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึง การยกระดับนักออกแบบและพัฒนาผู้สอนจากภาคอุตสาหกรรมครับ
อุตสาหกรรมสาขาหลักที่ ๕ คืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปซึ่งเป็นฐานราก ทางเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศเนื่องจากมีการใช้วัตถุดิบในประเทศมากกว่าร้อยละ ๘๐ และเป็นแหล่งจ้างงานจํานวนมาก และมีสถานประกอบการมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ราย ทั่วประเทศแต่ก็มีจุดอ่อนที่การส่งออกยังเน้นในรูปของวัตถุดิบมากกว่าผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่า ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการฟู้ดเซฟตี (Food Safety) ที่เข้มงวดมากขึ้นและต้นทุนการผลิตอันเนื่องมาจากค่าแรงงานและพลังงานที่สูงขึ้นครับ ดังนั้นแนวทางปฏิรูปอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในระยะเร่งด่วนจึงต้องเป็นการผลักดันให้ เกิดคลัสเตอร์ (Cluster) เป้าหมายและส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ในรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster) สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงการผลิต ปัจจัยการผลิตภายในและ ระหว่างประเทศ สร้างการรับรู้คันทรี แบรนด์ อิมเมจ (Country Brand Image) ผลิตภัณฑ์ อาหารเพื่อสุขภาพของไทยให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ระยะต่อมาก็คือการส่งเสริมการวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาบุคลากรเพื่อการวิจัยและพัฒนาครับ ทั้งนี้ หากอุตสาหกรรมในสาขาหลักทั้ง ๕ สาขาสามารถปฏิรูปได้ตามข้อเสนอแนะดังกล่าวข้างต้น คาดว่าผลิตภาพปัจจัยการผลิตรวมหรือโททัล แฟกเตอร์ โพรดักทิวิตี (Total Factor Productivity) ในอุตสาหกรรมสาขาหลักจะเติบโตไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๓ ต่อปีจากเดิมที่ยัง ไม่ถึงร้อยละ ๑ นะครับ และมีจีดีพี โกรท (GDP Growth) ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ จากเดิมที่ อยู่ประมาณ ๒ หรือ ๓ ในรายเซกเตอร์ (Sector) ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านเศรษฐกิจมีข้อเสนอแนะที่เป็นคัต อะครอส อิสชู (Cut Across Issue) ใน ๕ เรื่องด้วย
๑. ที่สําคัญที่จําเป็นต้องใช้ในทุกเซกเตอร์ (Sector) คือเรื่องของการผลิต พลังงานไฟฟ้าให้พอเพียงต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมครับ เพราะเนื่องจากว่า เรากําลังเข้าใกล้ในเรื่องของอินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) นะครับ เรื่องของพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่งนะครับ ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ
๒. ก็คือการส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมมีการดําเนินการที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องกรีนโกรท (Green Growth) ในโมเดลไทยแลนด์ ๔.๐ (Model Thailand4.0)
๓. คือส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรมหรือที่เราเรียกกันว่า มอก. ๙๙๙๙ อย่างแพร่หลายและอย่างต่อเนื่องครับ
๔. คือการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศควรกําหนดมาตรการ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีไว้ด้วย
แล้วก็สุดท้ายข้อ ๕ ครับ การปรับรูปแบบการศึกษาของประเทศเพื่อให้ บุคลากรที่ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรมครับ
กระผมขออนุญาตจบการนําเสนอในเรื่องของรายงานการเพิ่มขีด ความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลักเพียงเท่านี้ครับ และขออนุญาตรับความคิดเห็นจาก สมาชิกทุกท่านต่อไปครับ ขอขอบพระคุณครับ
ทางท่านประธานกรรมาธิการมีผู้ชี้แจงอีกไหมครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นนะครับ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ท่านแรกขอเชิญ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธาน ป.ป.ช. ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ นะครับ ผมขออภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การเพิ่ม ขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลัก ดังต่อไปนี้นะครับ รายงานฉบับนี้ผมเห็นว่า มีความครอบคลุม และมีแนวทางเชิงบูรณาการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๒ ที่รัฐบาลกําลังจะประกาศใช้อยู่แล้วนะครับ ทําให้ข้อเสนอของรายงาน ฉบับนี้มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และสามารถจะสอดคล้องกับ การลงทุนด้านอื่น ๆ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอย่างดียิ่ง อย่างไรก็ตามผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ ว่าถ้าคํานึงถึงนโยบายของรัฐบาลซึ่งให้ความสําคัญกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทั้งทางด้าน เขตเศรษฐกิจชายแดนและเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบของคลัสเตอร์ (Cluster) ซึ่งเป็นเรื่องที่ สําคัญและเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่งเลยที่จะส่งเสริมทั้งในเรื่องของ อุตสาหกรรมและในเรื่องแรงงานด้วย ซึ่งผมเห็นว่าอุตสาหกรรมสาขาหลักต่าง ๆ สามารถ ที่จะเข้าไปเชื่อมโยงตรงนี้ได้เป็นอย่างดีนะครับ ผมจึงขอเรียนเสนอสั้น ๆ อย่างนี้ครับว่า อยากจะให้เพิ่มข้อความในข้อเสนอในบทที่ ๗ ผมเห็นข้อเสนอในหน้าที่ ๓๙ โดยย้ําว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมสาขาหลักต้องมีการบูรณาการกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ทั้งพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน และเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบของ แบบของคลัสเตอร์ (Cluster) เข้าไว้ในรายงานอันนี้ก็จะทําให้รายงานนี้ครอบคลุมไปยัง นโยบายของรัฐบาล เพราะว่ามันจะเชื่อมโยงกับสาขาเศรษฐกิจทั้ง ๕ สาขานี้นะครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ
ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีต ส.ส. อดีตเอกอัครราชทูต และอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ คือ ๕ สาขานะครับท่านประธาน ที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาแจงมา คือทางด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี พลาสติก สิ่งทอแล้วก็เสื้อผ้า แล้วก็อุตสาหกรรม การเกษตร ผมเห็นว่า ๔ อันแรกนี่อย่างไรก็ยังเป็นการพึ่งเทคโนโลยีและองค์ความรู้จาก ต่างประเทศ ดังที่ได้เป็นมาประมาณ ๕๐ ปี ผมยังมองไม่เห็นว่าเราจะมีความเป็นตัวของ ตัวเองใน ๔ สาขาแรกได้อย่างไร จะมีข้อยกเว้นก็คืออุตสาหกรรมการเกษตร เพราะว่าเรามี วัตถุดิบมากมายมหาศาล แล้วก็มีการค้นคว้าแล้วก็วิจัยมาได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมสนใจในเรื่องอุตสาหกรรมการเกษตรหรือว่าอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) มากที่สุด แล้วก็อยากจะฟังคําชี้แจงจากทางกรรมาธิการว่าจะทําอย่างไร ผมคิดว่าอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) หรืออุตสาหกรรมการเกษตรนั้นน่าจะเป็นฐานของ ๔.๐ ของเศรษฐกิจ ของไทยในอนาคต เพราะว่ามันแปลงสภาพออกมาได้ไม่ใช่แค่เป็นอาหาร แต่ว่าพืชเกษตร เป็นยารักษาโรคก็ได้ เป็นวัตถุดิบสําหรับพลังงานหมุนเวียนและทดแทนก็ได้ เป็นอาหารสัตว์ ก็ได้ เป็นเครื่องสําอางก็ได้มากมายมหาศาล แล้วก็อยู่ในวิสัยที่เราจะทําการค้นคว้าวิจัย แล้วก็พัฒนาบุคลากรของเราทุกระดับจากฝ่ายวิชาการลงไปถึงทางฝ่ายรายงานหรือทาง ฝ่ายอาชีวะ และเราก็สามารถที่จะออกแบบได้ด้วย แล้วก็สามารถที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ดังที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดกัน เรื่องของการลดภาวะโลกร้อน แล้วมันก็ไปเกี่ยวกับ การที่เราจะทําให้ภาคเกษตรของเราสามารถที่จะลดเคมีภัณฑ์ ปุ๋ยที่เราต้องนําเข้ามาจาก ต่างประเทศ แล้วก็อยู่ในสภาพของกึ่งผูกขาดโมโนโพลี (Monopoly) โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่กี่บริษัท และเราก็สามารถที่จะเอาพืชมาเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ ผมคิดว่าเราต้องคิดในแง่นี้ เพราะว่า ๔ อุตสาหกรรมแรก ผมขอย้ํานะครับ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี แล้วก็เสื้อผ้า ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ วันนี้ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมพระอาทิตย์ตกนะครับ ซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) แล้วเรายังจะตอกย้ําอยู่กับสิ่งเหล่านี้ในขณะที่ค่าแรง ของประเทศไทยก็สูงขึ้น เริ่มเมื่อ ๓๐๐ บาทต่อวันในรัฐบาลชุดก่อน ๆ โรงงานก็ต้องโยกย้าย ออกไป ในขณะเดียวกันประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะเวียดนามเขาก็เปิดประเทศ เหมือนกับจีน ค่าแรงก็ต่ํากว่า แล้วเขาก็ให้สิทธิพิเศษทางด้านการลงทุน สิ่งจูงใจต่าง ๆ ก็ไม่ได้น้อยหรือจะมากกว่าประเทศไทยเสียด้วยซ้ํา แม้กระทั่งอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี (SMEs) ของไทยเองก็เริ่มที่จะทยอยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นการที่จะมาตอกย้ําว่าเรายังไปกับ ๔ อุตสาหกรรมดังกล่าวนั้นมันก็ดูกระไรอยู่ เราอาจจะไม่สามารถจะเอาตัวเองในสิ่งที่เราได้พูดกันมาตลอดคือจะออกจากสภาวะ มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อย่างไร อยู่ตรงกลางเป็นแซนด์วิช (Sandwich) ระหว่างค่าแรงที่สูงขึ้นกับเทคโนโลยีที่ก็ยังไม่เก่งกาจนะครับ แล้วก็ในการดําเนินการอันนี้ทั้งระบบของแวดวงการศึกษา ประถม มัธยม อาชีวะ ไปจนถึง อุดมศึกษาต้องไปด้วยกันกับความต้องการหรือว่าเป้าหมายทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม การวิจัยค้นคว้าก็ต้องมาด้วย แล้วก็การร่วมมือ ๓ เส้า ระหว่างภาครัฐบาล วิชาการ แล้วก็ทางภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมมันก็ต้องวิ่งไป ด้วยกันนะครับ แล้วจากวันนี้ไปอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะทําอย่างไรกับโรงเรียนอาชีวศึกษา บวกกับอินเฮาส์เทรนนิง (In-House Training) การฝึกอบรมของพนักงานในแต่ละบริษัท ต่าง ๆ นั้น เขามีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรหรือเสริมสร้างทักษะบุคลากรเข้าในโรงงาน รถยนต์หรือโรงงานอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร คือภาพไม่ค่อยชัดครับ อีกทั้งการที่จะมุ่งไปที่ เขตคลัสเตอร์ (Cluster) ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เรื่องหนึ่ง แต่อะไรล่ะที่จะ จูงใจให้เอกชนเขาเข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือเขตคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ เหล่านั้น และยิ่งไกลออกไปจากกรุงเทพมหานครหรือว่าจากท่าเรือแหลมฉบัง ค่าขนส่งก็เพิ่มขึ้น แล้วจะ เอาแรงงานที่มีฝีมือที่ไหนในเมื่อหลาย ๆ โรงงานหรือว่าส่วนใหญ่ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ รอบ ๆ ปริมณฑล ภาพของการที่จะให้แรงจูงใจ การเสริมสร้างความพร้อม โดยเฉพาะที่จะให้ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหรือราชมงคลในต่างจังหวัดสอนวิชาที่จะไปรองรับกิจการ อุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ (Cluster) หรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านั้นได้ ภาพก็ไม่ชัดครับ มันเป็นสภาพของการพูดกันทีละเรื่องทีละอย่างโดยบางกลุ่มบางคน แต่ว่าการไปเสริม เชื่อมโยงบูรณาการกันมันไม่ชัดนะครับ และทั้งหมดนี้ก็ไม่ทราบว่าในแผนพัฒนา ๕ ปี ฉบับที่ ๑๒ แล้วก็แผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มันวิ่งไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ผมคิดว่า ภาพรวมที่ได้เคยพูดกันมาหลายครั้งนําโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้าน เศรษฐกิจนั้นเราได้คุยกันไว้ แต่ว่าภาพรวมมันไม่ชัดแล้วมันมาเป็นเรื่อง ๆ เป็นตอน ๆ บางส่วนกันไป มันไม่สามารถที่จะวางเป้าของประเทศไทยว่าอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะ มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและเราจะเป็นประเทศเศรษฐกิจชนิดใด เมื่อ ๔ ปีที่แล้วเราก็มี อุตสาหกรรมการทดแทนการนําเข้า เมื่อกี้ท่านประธานก็ได้ย้ําว่าในช่วงประมาณ ๕๐ ปี เราก็เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก จากนี้ไปใน ๔.๐ เราจะเป็นอะไรแน่ แต่ว่ายังจะเป็น อุตสาหกรรมเป็นเศรษฐกิจที่ยังต้องเพิ่งเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ของไต้หวัน ของญี่ปุ่น ของอเมริกาเหนือและของยุโรป ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องล้าสมัย แล้วก็เป็นเรื่องที่จะสะท้อนว่า เราไม่ได้เพียรพยายามที่จะพึ่งสติปัญญาสมอง ฝีไม้ฝีมือของเราเอง ภาพต้องให้ชัดกว่านี้ครับ แล้วก็เฉพาะหน้า ๒-๓ ปีนี่เราจะฝึกบุคลากรของเราที่บอกว่าเป็นแรงงานนี้อย่างไร มีการประสานงานกันอย่างแน่ชัดหรือไม่ บริษัทประชารัฐก็ไปพูดถึงการลงทุนร่วมกัน ๓ เส้า หรือ ๔ เส้า แต่ไม่ได้พูดเลยแล้วจะไปหาบุคลากรมาจากไหน คู่ขนานกันไปนั้นมันก็จะต้องมี การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ๔-๕ ล้านคนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มันก็เป็นเรื่องของ การสร้างอุปสงค์กับอุปทาน ซัปพลาย (Supply) กับดีมานด์ (Demand) ซึ่งงานนี้จะปล่อยไว้ ที่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่เป็นการเพียงพอ กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเข้ามา เกี่ยวข้องด้วย เพื่อเราจะได้จัดระบบต้อนรับแรงงานต่างด้าวที่เราต้องการให้มันเป็น กิจจะลักษณะกว่านี้นะครับ นอกเหนือจากเรื่องที่มันเกี่ยวข้องด้วยคือการละเมิด สิทธิมนุษยชน
ส่วนประเด็นสุดท้ายเมื่อกี้ท่านฝ่ายกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องที่เราบอกเป็น ครอสอิสชู (Cross Issue) ที่ต้องวิ่งทะลุทั้ง ๕-๖ สาขาอุตสาหกรรมเรื่องไฟฟ้า เรื่อง การรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ก็ต้องถามว่าเรื่องไฟฟ้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็บอกว่าในกรอบของเรื่องโลกร้อนเขาไม่เอาแล้ว เรื่องน้ํามันกับแก๊ส แล้วก็ถ่านหิน แต่ก็ยังมีโฆษณากันโดยหน่วยงานของรัฐว่าถ่านหินดี อย่างไร ผมได้พูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คราวนี้เราจะหาไฟฟ้ามาจากไหน จะไปเอาน้ําของพม่า ของลาว หรือจะไปเอาแก๊สจากพม่า หรือไปเอาถ่านหินจากอินโดนีเซีย หรือว่าเราจะใช้ แสงอาทิตย์ ลม คลื่น แล้วก็พืชเกษตรของเราเป็นเชื้อเพลิง อันนี้ต้องกําหนดให้แน่ชัดและ ต้องตัดสินใจ ณ วันนี้ รักษาโรคร้อนด้วย พัฒนาอุตสาหกรรมที่เอาด้วยกับการรักษา ธรรมชาติ มันก็โยงใยเป็นสําคัญกับเรื่องของการมีไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ภาพ ณ วันนี้ไม่ชัดว่า กระทรวงพลังงาน การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะว่าอย่างไร ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการจัดตั้งซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ในการที่จะ ดูแลความเป็นไปของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็แยกออกมาเป็น ๒ ประเภท ๑๐ ประเภทแรก ก็ยักษ์ใหญ่ จะมีบริษัทจําเพาะอีก ๔๐ กว่าแห่งก็ให้คณะซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ดูแลไป แล้วจะให้ทําอย่างไร เป้าหมายที่จะให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวโยงกับ พลังงานแล้วก็การอุตสาหกรรม เราจะไปทางไหนครับ ทั้งหมดนี้มันจะต้องมีภาพที่แน่ชัด มีเป้าหมายที่แน่นอน และเราต้องมีความเข้าอกเข้าใจกันทั้งคณะหมู่เหล่าของ สปท. และกับ แม่น้ําอีก ๔ สายด้วย เพราะไม่อย่างนั้นภาพมันไปไม่ชัดแล้วว่ากันทีละครั้ง ผมว่าเราต้องดู ภาพรวมทั้งหมด แล้วมันก็เป็นโอกาสที่เราสามารถที่จะดูในภาพรวมมีเป้าหมายแน่ชัด ในยุคสมัยนี้ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ฝากท่านประธานและผู้ชี้แจง เดี๋ยวสักครู่ครับ ถ้ามีโอกาส ผมคิดว่าตัวนิวเอสเคิร์ฟ (New S-Curve) ต่อยอดขยายอีกหน่อย เพราะเข้าใจว่าท่านเสนอ เรื่องเฟิสต์เอสเคิร์ฟ (First S-Curve) ไป ๕ กลุ่ม แต่ว่าจะได้เห็นภาพรวมต่อไปอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีท่านได้แนะนํา เชิญท่านปลัดครับ เดี๋ยวรอให้สมาชิกอภิปรายนะครับ ต่อไป ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นผู้อํานวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญ ครับ
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก วินัย ดะห์ลัน ขออนุญาตแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทางคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรม ขอแค่ ๒ เรื่องนะครับ คือเรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของ ยานยนต์นะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมการเกษตร ผมขอเริ่มที่เรื่องยานยนต์ ก่อนครับ จะเห็นได้ว่าพักหลังเรามักจะคุยกันในเรื่องของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ บางครั้ง บางคราวเราจะเปรียบประเทศของเรากับทางเวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีความรู้สึกว่าฟังแล้วก็ บั่นทอนกําลังใจกันนิดหน่อยนะครับ อยากจะให้เราเปรียบกับประเทศที่เขาล้ําหน้าเราดูสิว่า เราจะแข่งขันสู้เขาได้ไหม แล้วก็จะแข่งขันสู้ได้เมื่อไรนะครับ อยากจะเริ่มที่ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากว่าขณะนี้เขาก้าวล้ําเราไปพอสมควรนะครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผมไปที่สะเดา ไปบรรยายแล้วก็แวะไปที่ด่านปาดังเบซาร์ที่จังหวัดสงขลา ได้แชร์รูปให้พวกเราดูทางไลน์ (Line) สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะหดหู่ก็คือที่ด่านปาดังเบซาร์นี่นะครับ ทางฝั่งของมาเลเซีย ชื่อเดียวกันนะครับ ปรากฏว่าเขาเอารูปรถไฟของประเทศไทย ซึ่งก็เป็นรถดีเซลสภาพเก่า จอดคู่กับรถหัวจรวดของมาเลเซีย ที่น่าตกใจเลยก็คือรถหัวจรวดของมาเลเซียนั้น หลายส่วนนั้นผลิตในมาเลเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ แล้วทางมาเลเซียก็บอกว่าอีกไม่นาน เขาจะผลิตหัวรถจักรได้ทั้งหัวอีกไม่นานด้วยศักยภาพวิศวกรของเขาเอง ในขณะที่เรายังมี ประเด็นปัญหาในเรื่องของการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านระบบรางอยู่นะครับ เรื่องนี้ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการนะครับว่า ศึกษาว่าเขาทําอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากจะเล่าประสบการณ์ในส่วนของผมให้ฟังนะครับ เมื่อเราดูเรื่องของจีดีพี (GDP) นะครับ อยากจะให้ดูเรื่องของจีดีพี (GDP) เราพูดกันว่าภายในอีกประมาณสัก ๒๐ ปีเราจะ ผ่านพ้นกับดักของประเทศรายได้ขนาดกลางนะครับ ถ้าเราดูกันในลักษณะแบบนี้ ขณะนี้ ประเทศไทยจีดีพี (GDP) เราต่อหัวจากตัวเลขล่าสุดนั้น ๕,๙๓๙ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) มาเลเซียมี ๙,๘๑๐ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) ห่างกันอยู่ ๑.๖ เท่านะครับ แต่ถ้าเรา ย้อนหลังกลับไป ๓๐ ปี มีบางช่วงเรากระเถิบใกล้เข้ามา แต่วันนี้ ๑.๖ เท่ากว่า นั่นหมายความว่าเรายังตามเขาไม่ทัน อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาของเรา แต่ถ้าเราดูมาเลเซีย นี่นะครับ เขาคาดหวังว่าปีหน้าเขาจะเกิน ๑๐,๐๐๐ เหรียญ คือเขากําหนดตัวเองที่ ๑๐,๐๐๐ เหรียญภายในปี ๒๐๒๐ แต่ว่าปีหน้า ๒๐๑๗ เขาจะไปถึงระดับ ๑๐,๐๐๐ เหรียญแล้ว แต่ถ้าเรานับกันที่เรื่องของมิดเดิล อินคัม คันทรี แทรป (Middle Income Countries Trap) ก็คาดกันว่าถ้าสมมุติว่าเขาเติบโต ๕ เปอร์เซ็นต์อย่างที่เราคาดการณ์กันไว้ เขาก็จะไปถึงใน ปี ๒๐๒๒ ก็คือรายได้ที่ ๑๓,๑๔๖ เหรียญ คือเขาจะก้าวพ้นไปในปีนั้น มาดูประเทศไทยบ้าง ตามที่ท่านคณะกรรมาธิการกําหนดไว้ว่าจะมีการเติบโตทางด้านจีดีพี (GDP) ๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะก้าวพ้นประเทศรายได้ขนาดกลางที่จีดีพี (GDP) ๑๒,๙๖๔ เหรียญ ในปี ๒๐๓๒ หรือว่า ๒๕๗๕ ตามที่เรากําหนดไว้พอดี นั่นหมายความว่าเราจะช้ากว่ามาเลเซีย ๑๐ ปี ยังตามเขาไม่ทันนะครับ เพราะฉะนั้นน่าจะมาดูนะครับว่า เขาทําอย่างไรในการพัฒนา ศักยภาพของคนของเขานะครับ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๐๑๒ หรือเมื่อ ๔ ปีมาแล้ว ท่านดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านจัดงานที่ชื่อว่า ๗๒ ปี ปอเนาะบ้านตาล ที่เมืองทองธานี ท่านเชิญดอกเตอร์มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของ มาเลเซียมาเป็นแขกพิเศษเพื่อการบรรยาย ดอกเตอร์สุรินทร์ท่านถามดอกเตอร์มหาเธร์ว่า ท่านพัฒนาคนมาเลเซียอย่างไร ไม่ใช่พัฒนาประเทศมาเลเซียอย่างไรนะครับ ดอกเตอร์มหาเธร์ ท่านเล่านโยบายอยู่ ๒ เรื่องน่าสนใจก็คือนโยบายการสร้างตนเองเป็นศูนย์กลางของ การผลิตรถยนต์แข่งกันระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ประเทศไทยเราตอนนั้นปี ๑๙๘๓ นะครับ ประเทศไทยเราจะเป็นศูนย์รถยนต์นานาชาติ อินเตอร์เนชันนัลคาร์ (International Car) วันนี้เราเป็นแล้วนะครับ แต่ถ้ามาดูกันในเรื่องของศักยภาพเรื่องของเทคโนโลยีเราก็ต้อง ยอมรับนะครับว่าเราผลิตฮอนด้า โตโยต้า รถญี่ปุ่นทั้งหลายด้วยเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซียก็ทําเรื่องของการเป็นเนชันนัล คาร์ ฮับ (National Car Hub) ผลิตรถ โปรตอน วันนี้เรื่องของการตลาดก็สู้เราไม่ได้ครับ แต่ว่าด้วยนโยบายในเรื่องของการทํา โพรเคียวเมนต์ (Procurement) การขายในลักษณะของโมโนโพลี (Monopoly) วันนี้ต้อง บอกนะครับว่าเขาไปไกลกว่าเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของ วิศวกร และนั่นเป็นเหตุผลที่ทําให้เขาสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของวิศวกร จนกระทั่งไปสู่ ระดับเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางได้ในวันนี้ นั่นคือเขาทําตั้งแต่เรื่องของเนชันนัล คาร์ (National Car) ขึ้นมานะครับ ประเด็นที่ดอกเตอร์มหาเธร์พูดน่าสนใจครับ เขาบอก สิ่งที่มาเลเซียทําไม่ใช่รถครับ สิ่งที่มาเลเซียทําคือการสร้างความภาคภูมิใจ สร้างความมั่นใจ ให้กับคนมาเลเซียเชื่อมั่นตนเองครับว่าสามารถทําได้ ตรงนี้เองครับ ที่เป็นความแตกต่าง ระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศไทย เขาสร้างความเชื่อมั่น ก็อยากจะฝากนะครับว่า ถ้าสมมุติเราสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเราก่อน สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในชาติไทย ของเราว่าเราแข่งได้ ก็เชื่อว่าไม่ว่าจะทําอะไรก็แล้วแต่เราสู้ได้นะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ ยานยนต์นะครับ ผมขอต่อด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร เมื่อหลายปีมาแล้วนะครับ สัก ๔ ปี ๕ ปีมาแล้ว ผู้แทนของไจก้า (JICA) กับของเจโทร (JETRO) ของประเทศญี่ปุ่นเขาเดินทางไป ที่มาเลเซีย ไปที่อินโดนีเซีย แล้วในที่สุดเขาพบว่าไม่มีเทคโนโลยีอย่างที่เขาต้องการ เขากลับมาที่ประเทศไทยครับ เขามาที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาที่หน่วยงานของผมแล้วก็มาคุยกัน สิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ญี่ปุ่นเล่าให้ฟังก็คือว่าญี่ปุ่นมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล สําหรับ โลกมุสลิมครับ ถ้าเรามาดูประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีประชากรที่เป็นมุสลิม ๒๐๐,๐๐๐ คน ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นคนต่างชาติที่เปลี่ยนสัญชาตินะครับ มีอยู่แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่เป็นคนญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนา ผมถามไปนะครับว่า ทําไมต้องเป็นอาหารฮาลาล สิ่งที่ญี่ปุ่นบอกเลยก็คือเขาคิดว่าภายในปี ๒๐๒๐ เขาจะมี นักท่องเที่ยว ๒๐ ล้านคน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นนักท่องเที่ยวมุสลิม เพราะฉะนั้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนของนักท่องเที่ยวที่เป็นมุสลิมจะมาเยี่ยมประเทศเขา สิ่งที่เขาจะต้องทําก็คือ เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล แล้วก็การท่องเที่ยวฮาลาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่มาจากต่างประเทศ อีกเรื่องหนึ่งที่เขาจําเป็นที่จะต้องทําเรื่องของฮาลาล เขาบอกเขากังวล เรื่องของความมั่นคงทางอาหารครับ เรื่องนี้น่าแปลก เวลาเราคุยกันในเรื่องของอาหารฮาลาล เราจะคุยกันเรื่องของฟู้ดเซฟตี (Food Safety) ไม่ใช่ฟู้ดซีเคียวริตี (Food Security) แต่ญี่ปุ่น บอกว่าเขาทําเรื่องฟู้ดซีเคียวริตี (Food Security) เหตุผลเลยก็คือญี่ปุ่นกังวลเรื่องของการถ่ายเท ของเกษตรกรของเขาออกนอกภาคเกษตรครับ เพราะว่าเทคโนโลยีที่มันก้าวล้ําไปในภาคอื่น ๆ นั้นนี่นะครับ โดยที่เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรก้าวไปไม่ทัน จะทําให้เกษตรกรนั้นย้าย ออกไปจากภาคการเกษตร ซึ่งญี่ปุ่นบอกว่ารับตรงนั้นไม่ได้ สิ่งที่ญี่ปุ่นจะต้องทําเลยก็คือ จะต้องหาตลาดครับ หาตลาดที่จะขายผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่มีราคาแพงของญี่ปุ่น เพื่อที่จะทําให้ผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นนั้นขายได้ เขามองมาที่ตลาดมุสลิมครับ คิดว่าตลาดมุสลิมนั้น จะรับผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้าไปได้ อันนี้เองที่ทําให้ญี่ปุ่นสนใจเรื่องของ ฮาลาล แต่เมื่อจะทําเรื่องของนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารต้องคิดเรื่องมาตรฐานครับ เมื่อคิดถึงเรื่องของมาตรฐาน คิดเรื่องของมาตรวิทยา ต้องคิดเรื่องวิทยาศาสตร์ อันนั้นเอง ที่ทําให้เขาคิดเรื่องของวิทยาศาสตร์ฮาลาล เมื่อมาดูที่มาเลเซีย มาดูอินโดนีเซียก็พบว่า วิทยาศาสตร์ฮาลาลนั้นโดดเด่นอยู่ที่ในประเทศไทย นั่นเป็นเหตุผลที่ทําให้เขามา ที่ในประเทศไทย แล้วก็มุ่งหวังว่าประเทศไทยจะเป็นพี่เลี้ยงให้กับเขาในเรื่องของการพัฒนา ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล เพื่อจะนําไปใช้ในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรม ผมไปที่ญี่ปุ่น นะครับไปดูเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของสตาร์ตอัป (Startup) ของญี่ปุ่น ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ขอเวลาอีกสักครู่หนึ่งนะครับ เขาต้องการที่จะพัฒนาเรื่องของสตาร์ตอัป (Startup) เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งวันนี้ประเทศไทยก็ทําอยู่นะครับ ไปดูโอวอป (OVOP) ของเขา โอวอป (OVOP) ของเขาก็คือโอทอป (OTOP) ของเรา เป็นต้นแบบของโอทอป (OTOP) ของเรา สิ่งที่ญี่ปุ่นทําเลยก็คือจําเป็นที่จะต้องสร้างศักยภาพของตลาดภายในให้ได้ ญี่ปุ่นไม่ได้คิดเรื่องของการส่งออกประเทศไทยในอนาคตจะเป็นไปในลักษณะเดียวกัน เราจําเป็น ที่จะต้องเน้นในเรื่องของการพัฒนาเอสเอ็มอี (SMEs) อย่างน้อยที่สุดให้ขึ้นไปในระดับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ให้ได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของ สตาร์ตอัป (Startup) ซึ่งรัฐบาลก็ทําอยู่ ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการมองในเรื่องนี้ไว้ด้วย ในเรื่องการพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของการขยายตลาด ภายในที่จําเป็นที่จะต้องพึ่งพาตลาดภายใน แต่ว่าอันหนึ่งที่อยากจะบอกให้กับ ท่านกรรมาธิการเป็นข้อมูลไว้ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีมติ ครม. ว่าจะพัฒนาศักยภาพในเรื่องของอุตสาหกรรม ฮาลาลไทย โดยใช้แนวทางไทยแลนด์ ไดมอนด์ ฮาลาล (Thailand Diamond Halal) ซึ่งทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันพัฒนา ประเทศไทยจะเดินไปในแนวนี้ แล้วก็ญี่ปุ่น แล้วก็ เกาหลี เดือนหน้าผมจะไปบรรยายที่เกาหลีเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการสร้าง ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งแรกของเกาหลีภายใต้โคเรีย ฟู้ด รีเสิร์ช อินสทิทิว (Korea Food Research Institute) ของประเทศเกาหลี เกาหลีเขาจะแข่งกับญี่ปุ่นนะครับ อันนี้เป็น เรื่องหนึ่ง เดือนหน้าเช่นเดียวกัน ทางมาเลเซีย อินโดนีเชีย เชิญให้เราไปบรรยายเรื่องไทยแลนด์ ฮาลาล ๔.๐ (Thailand Halal4.0) เขาอยากจะทราบว่าวันนี้เราพัฒนาศักยภาพของเราขึ้นไป อีกระดับหนึ่ง เรื่องของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อยากให้ ท่านคณะกรรมาธิการลืม อยากจะให้ท่านนําไปสอดแทรกในรายงาน อันนี้เป็นจุดที่เด่นที่สุด ของประเทศไทย แล้วก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง วันที่ ๙ ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ประเทศไทยจะจัด ไทยแลนด์ ฮาลาล แอสเซมบลี (Thailand Halal Assembly) งานฮาลาล ที่ต่างชาติที่บอกว่าเป็นงานที่ดีที่สุดงานหนึ่งในโลกที่จัดขึ้นในเวลานี้ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ก็อยากจะเรียนเชิญพวกเราไปร่วม ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านอาจารย์วินัยนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีต สปช. อดีต ส.ว. และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียนว่าในส่วนรายงาน ดังกล่าวนี้น่าสนใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลัก ก็คือ จะเน้นไปในเรื่องทําให้อุตสาหกรรมในประเทศเรามันจะดีขึ้นได้อย่างไร จริง ๆ แล้ว ผมพยายามดูข้อมูลในข้อนําเสนอทั้งหมด ผมเห็นว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาก็คือเรื่องของ ทําอย่างไรให้ประชาชนเราให้ความสําคัญในเรื่องความรู้ความสามารถของประชาชนเรา ด้วยกันเอง การพัฒนาคนผมว่าเป็นเรื่องสําคัญยิ่ง การเรียนรู้ให้มีแนวทางของการจะสร้าง อุตสาหกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรายังไปใช้เทคโนโลยีของต่างประเทศ เครื่องจักรนี่นะครับ เราก็ยังไม่ยอมรับในฝีมือของคนไทยเราที่สร้างเครื่องจักร เครื่องจักรส่วนใหญ่ก็จะไปซื้อจาก ต่างประเทศ แล้วเราก็มาทําอุตสาหกรรมในประเทศ เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้น จริง ๆ เราควรจะต้องให้การเรียนรู้จากสิ่งที่จะสร้างให้ประชาชนคนไทยมีความสามารถ ในการที่จะสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เรามีโรงงานต่าง ๆ มากมาย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นของ คนต่างชาติ ทางภาครัฐเราเองสนับสนุนในเรื่องอุตสาหกรรมจากภาคคนไทยด้วยกันน้อยมาก นะครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ผมเคยไปดูงานที่ประเทศเกาหลี เข้าไปดูในคุก ในเรือนจําของนักโทษ ปรากฏว่าเขาให้นักโทษเรียนรู้ทางเทคโนโลยีอุปกรณ์ที่เป็น ความเจริญทางด้านเทคโนโลยีดังกล่าวนี่นะครับ เราจะเห็นเลยว่าของคนไทยเราพอเวลาใน คุกคนไทย พอเวลาไปฝึกงานเราก็จะฝึกงานเป็นพื้น ๆ ตัดผมบ้าง พับถุงบ้าง คือในเกาหลี เขาจะเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาให้นักโทษผ่าดูเลยท่านประธาน มันเป็นตัวอย่างที่ดีนะครับ ให้นักโทษผ่าคอมพิวเตอร์เลยแล้วก็ศึกษาเรียนรู้ เอาเครื่องยนต์ เครื่องรถยนต์มาผ่าให้ นักโทษเรียนรู้ อันนี้คือสิ่งที่มันเป็นภาพสะท้อนว่าในส่วนของภาครัฐเองก็มีความสําคัญยิ่ง ที่จะทําให้ประชาชนมีความรู้ ได้สัมผัสกับความเจริญก้าวหน้าของประเทศแค่ไหน ทั้ง ๆ ที่ เป็นนักโทษเขายังสนับสนุนได้ถึงขนาดนั้น ข้อสําคัญตามรายงานต้องกราบเรียนผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการ ข้อเสนอของรายงานดังกล่าวนี้จะให้ความสําคัญไปในทางด้านอุตสาหกรรม แต่เป็นอุตสาหกรรมที่เหมือนกับได้ผ่านกระบวนการมาระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็มาสร้าง ความเจริญต่อยอดไปข้างหน้า แต่สิ่งที่เป็นปัญหาในประเทศเราก็คือภาคเกษตรกรรม ภาคเกษตรกรรมเองเรายังปล่อยให้ชาวไร่ชาวนาต่อสู้กับดินฟ้าอากาศ การสนับสนุนโดยส่วน ภาคอุตสาหกรรมเองมาช่วยงานเกษตรกรรมนี่นะครับ เรายังให้ความสําคัญน้อย เราก็ยังให้ชาวนาเรานี่ทํานากันด้วยวัวควายเป็นส่วนสําคัญ ส่วนเครื่องจักรมีบ้างสําหรับคนที่ พอจะมีเงิน มีทุน ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะให้ชาวไร่ชาวนาสามารถที่จะลดต้นทุน สามารถ มีผลผลิตที่ดีขึ้นมากขึ้น ให้ชาวไร่ชาวนามีรายได้มากขึ้น ผมว่าสิ่งที่เราจะสนับสนุนคือ ภาคอุตสาหกรรม เราจะทําอย่างไรให้ชาวนามีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น โดยการสนับสนุนเป็นนโยบาย ตามข้อเสนอของท่านกรรมาธิการ ให้ชาวนาเราสามารถใช้ชีวิตเหมือนชาวนาประเทศอื่น ชาวนาประเทศอื่นเขาใส่เสื้อนอกกันนะครับท่านประธาน เขามีรถเก๋งขับ เขาใช้ชีวิต มีการบริหารจัดการทําให้ได้ผลผลิตที่เป็นธรรม ต้นทุนต่ํา แล้วก็ยังมีแหล่งตลาดในการที่จะ มาระบายสินค้าเหล่านั้น แต่ของเรานี่ครับใช้นโยบายอะไรครับ ใช้นโยบายตั้งกองทุนแล้วก็ รับจํานําข้าว แล้วก็ใช้กระบวนการเหล่านี้ไปในเชิงที่แสวงประโยชน์ เพราะฉะนั้นนโยบาย ต่าง ๆ เหล่านี้ที่ถูกใช้ แทนที่เราจะเอาภาคอุตสาหกรรมไปสนับสนุนเกษตรกรรม แต่เราไปใช้ นโยบายภาครัฐเองกําหนดมาตรการวิธีการช่วยชาวนา ไป ๆ มา ๆ ก็ไปสร้างมาตรการจํานําข้าว เห็นไหมครับ แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรครับ มันก็เกิดปัญหาครับ พอจํานําบ้าง จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วก็แสวงประโยชน์ทุจริตคอร์รัปชันบ้าง แล้วก็โดนดําเนินคดีกันตอนนี้ ถูกเรียกร้องกันให้มารับชดใช้ความเสียหายในเรื่องจํานําข้าวดังกล่าว ถ้าหากว่าเราเปลี่ยน วิธีการเอาอุตสาหกรรมมาสนับสนุนช่วยงานเกษตรกรรม ทําอย่างไรที่จะทําให้เกษตรกรรม นั้นเป็นหลัก โดยสามารถมีผลผลิตแล้ว สามารถที่จะนําผลผลิตดังกล่าวนั้นให้ขายได้ราคาดี ถ้าหากว่าเรามีอุตสาหกรรมสนับสนุนมันสามารถจะช่วยงานสิ่งเหล่านี้ได้ แต่เรายังใช้วิธีการ ขายผลผลิตนะครับ เราขายผลผลิตตั้งแต่ยุคสมัยก่อน เราเอาเงาะ เอามะม่วง เอาผลผลิต ทางพืชผลการเกษตรนี่ขายไปยังต่างประเทศ แล้วต่างประเทศครับเขาก็ขายกลับมาที่เรา ใส่กระป๋องกลับมา อย่างนี้เป็นต้นครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราทําอุตสาหกรรมอย่างนี้ ท่านจะช่วยเกษตรกรอย่างไร ให้พืชผลผลิตเหล่านี้ไปสู่โรงงานโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ทําอย่างไรไม่ต้องผ่านนายทุนมาก ทําอย่างไรให้เกษตรกร ไม่ว่าชาวไร่ชาวนามีผลผลิต แล้วสามารถที่มีตลาดจําหน่ายสินค้าที่ผลิตมา ก็จะได้ไม่ต้องไปใช้มาตรการนโยบายของรัฐ ที่เสี่ยงต่อการขาดทุน เสี่ยงต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นถ้าหากว่าเราบริหารจัดการ ในภาคอุตสาหกรรมดี ๆ ผมว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วว่า คือชาวไร่ชาวนา ดังนั้นแนวทางข้อเสนอที่น่าสนใจจะเห็นได้ นะครับว่านี่ผมสนใจในเรื่องขีดความสามารถอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ข้อเสนอของการเกษตรแปรรูปดังกล่าวเป็นการที่สนับสนุนบรรดาพวกธุรกิจ แต่ไม่ได้ สนับสนุนเกษตรกร ไปสนับสนุนช่วยเหลือในภาคอุตสาหกรรมที่เขาลงทุน ที่เขาสามารถจะมี กิจการธุรกิจของเขา มีอยู่แล้วครับ แต่ท่านก็ไปสนับสนุน ไปเพิ่มเติมตรงนี้ ไปลดภาษี ไปสร้างมาตรการนะครับ จริง ๆ ผมก็เห็นด้วย ผมไม่ได้ขัดข้องสิ่งที่เป็นข้อเสนอ แต่ผมอยาก ให้ถอยต่อมาอีกนิดหนึ่งว่าถ้าเราจะสนับสนุนในเรื่องการเกษตรแปรรูปแล้วกลับไปดูแลชาวไร่ ชาวนา กลับไปเพื่อที่จะให้คนเหล่านี้เขามีโอกาสไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทําอย่างไรให้ต้นทุนต่ํา มีเรื่องสนับสนุนในงานการเกษตรให้มากขึ้น ดังนั้นข้อเสนอในเรื่องของรายงานดังกล่าวนี้ ผมว่าก็เป็นส่วนที่ทําให้การอุตสาหกรรมนั้นเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองได้ แต่หลักสําคัญก็คือเราต้องทําเอง ถ้าเราไปพึ่งจมูกต่างประเทศเขาอยู่นะครับ หรือมาต่อท่อ ต่อยอด โดยเอาอุปกรณ์ โดยเอาความรู้อะไรจากเขาอยู่นี่นะครับ เราจะไม่มีโอกาสสร้าง รถยนต์ที่เป็นเทคนิคของเราเองได้เลย ทั้ง ๆ ที่ถ้าท่านดูนะครับรถที่วิ่งอยู่เต็มถนนในขณะนี้ ผลิตจากเมืองไทยทั้งนั้นครับ แต่มันกลายเป็นว่าเป็นสินค้าที่ต่างประเทศเขามาลงทุน มันก็เรื่องน่าแปลกนะครับ เราผลิตได้หมดละครับ รถยี่ห้อแพง ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู โตโยต้า มาสด้า อะไรต่าง ๆ นี่นะครับ หลายยี่ห้อเหล่านี้เรามีศักยภาพที่ทําได้ แต่กลับไม่ใช่ธุรกิจของเรา มันก็เป็นเรื่องน่าแปลกประหลาด ถ้าหากว่าเราสนับสนุน ในเรื่องเหล่านี้มันก็จะทําให้ธุรกิจอื่น ๆ กิจการอื่น ๆ ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่นี้ แค่นี้ ตัวอย่างครับ สามารถที่จะทําให้เป็นอุตสาหกรรมของเราเองอย่างแท้จริง เงินทองที่ได้ ออกมาจากผลผลิตหรือรายได้จากอุตสาหกรรมมันก็อยู่ในประเทศ ไป ๆ มา ๆ ธุรกิจเหล่านี้ ที่เขาทํากันอยู่มาจากต่างประเทศมาลงทุน รายได้มันก็ออกนอกประเทศไปอีก อันนี้ครับ ก็กราบเรียนครับว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอมาผมเห็นด้วยนะครับ แต่ถ้าหากว่ามันจะเสริม โดยทําให้ภาคเกษตรกรรมนั้นดีขึ้นด้วยก็จะเป็นอานิสงส์ แล้วก็จะได้ดูแลประชาชน อย่างกว้างขวางทั่วถึงด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอ ในเรื่องนี้นั้นก็เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองที่จะทําให้ผลที่ตามมาก็คือความมั่นคง มั่งคง และยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตก็คือ การจัดลําดับ เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการจัดลําดับ ตามรายได้ของอุตสาหกรรมอย่างนั้นหรือเปล่า อย่างเช่น การจัดลําดับนี้ก็คงหมายถึง ลําดับความสําคัญ ๑. ก็คือยานยนต์ ๒. คือไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ๓. ปิโตรเคมี พลาสติก ๔. สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และ ๕. ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายคือเกษตรแปรรูป ผมไม่แน่ใจว่า เป็นการใช้เรื่องของรายได้จากอุตสาหกรรมมาเป็นตัวจัดลําดับความสําคัญดังกล่าวข้างต้น หรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวนั้นผมคิดว่าเราต้องเอาเรื่องปัญหาบ้านเมืองเป็นหลัก คนส่วนใหญ่ เป็นตัวตั้ง อย่างเช่นบ้านเรานั้นเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าที่ผ่านมาก็คือเกษตรกรกับพื้นที่ ที่ครอบคลุมทั้งประเทศนั้นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเลี้ยงชาติเลี้ยงบ้านเมืองตลอดมา แต่การพัฒนาที่ผ่านมานั้นก็ปรากฏว่าคนส่วนรวมก็คือเกษตรกรนั้นยิ่งทําไปก็ยิ่งตามไม่ทัน ซึ่งรัฐบาลขณะนี้บอกว่าเราต้องให้ทุกคนไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน อย่าให้มีใครตกหลัง เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดในขณะนี้คือตัวเกษตรกรยิ่งทําไปทําไปยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ําที่ ความแตกต่างมากขึ้น แล้วก็ยิ่งตามหลังมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตัวนี้เป็นตัวจัดลําดับ ตามความสําคัญของเรื่อง เวลาท่านพูดทีไรก็จะเอาเรื่องยานยนต์ขึ้นก่อน ถ้าถามผมผมคิดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งมันจะผิดหรือถูกผมไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะเอาฐาน ที่เป็นปัญหาหลัก ๆ อย่างเช่น หลายท่านที่พูดมาเมื่อกี้ คนส่วนใหญ่ของประเทศก็คือเกษตร จนมาตลอด ผมไปอยู่จังหวัดหนึ่งก็ได้รับเสียงจากชาวบ้านพูดใส่หู ก็บอกว่าอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ด่านายไม่หายแค้น ไม่รบนายไม่หายจน ไม่ด่านายไม่หายแค้น ไม่รบนายไม่หายจน ก็หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าโครงการที่ผ่านมาตลอดมา ที่ทํามาก็สืบเนื่องมาจากบรรดาข้าราชการที่ทําไปทํามานี่ชาวบ้านมันตกหลังไปเรื่อย ๆ จนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งรบกับนาย ด่ากับนายจึงจะหายจน แต่มาวันนี้เราบอกว่าเราจะมา แก้ปัญหาความยากจน อย่าให้มีใครตกหลัง เพราะในส่วนตัวผมนะครับท่านประธานครับ
ในประการที่ ๑ นี่ทําอย่างไรเราจะปรับจะเปลี่ยนได้ไหม หรือจะแก้ได้ไหม จัดลําดับความสําคัญนี่เราจัดมาถูกหรือยังครับกับปัญหาของชาติบ้านเมืองซึ่งเป็นคนส่วนรวม ของประเทศว่า ชาวนาที่เป็นเกษตรกรหรือใครกับใคร ที่เป็นปัญหาหลักของบ้านเมือง จัดเสียใหม่ หรือว่าอย่างนี้ถูกต้องแล้วผมก็จะไม่เถียง แต่ถ้ายังมีอะไรที่คิดว่ามันน่าจะปรับ เพื่อจะหยิบยกขึ้นมาให้มันทันกับสถานการณ์ให้ทันกับปัญหาที่เรากําลังจะรุกไปข้างหน้า ด้วยความกล้าหาญ ก็ลองหยิบยกตัวสุดท้ายขึ้นมาข้างหน้า เพื่อเวลาเราจะคิดเราจะทําเราจะ ได้เอาตัวแรกขึ้นมาพูดก่อน เพราะปกติเวลาเราจะคิดเราจะทําอะไรเรามักจะเอาตัวต้น ๆ มาคิดมาทําก่อน เพราะเราคิดว่ามันสําคัญเป็นลําดับต้น ๆ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับที่อยากจะเห็นว่าให้ลองไปจัดลําดับใหม่ดูสิว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะเวลาเราคิดทําโครงการอะไรเราก็จะดูว่าอันไหนสําคัญก่อน ก็คือตัวที่มาต้น ๆ ก่อน อย่างนั้นหรือเปล่าผมไม่ทราบครับ นั่นประการที่ ๑ ครับท่านประธานครับ
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าขณะนี้หรือที่แล้วมายิ่งทํายิ่งหดยิ่งหายไป อย่างเช่น ที่ดินของเกษตรกร ตัวเกษตรกรก็เหมือนกัน เมื่อสักครู่หลายท่านที่พูดมา หน่วยงานหรือ สถาบันที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับคนที่จะทํางานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรหรือรักษาที่ดิน การเกษตร เราจะมีมาตรการพิเศษที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาเฉพาะ เพื่อว่าเขากลับไปแล้ว เรียนไปแล้วกลับไปจะได้ดูแลผืนดิน จะได้ไม่ต้องขายที่เพื่อไปทําอย่างอื่น สิ่งที่ผมอยากจะ เห็นมาก ๆ ก็คือที่ดินทางด้านการเกษตรที่เราบอกว่ามีความอุดมสมบูรณ์เลี้ยงชาติ เลี้ยงบ้านเมือง จะเป็นอาหารโลก ครัวโลก ก็คือเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ใน บ้านเรา เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นตัวแปรสําคัญ ไม่เฉพาะเรื่องการเกษตรหรือ ที่ดินก็แล้วแต่ แต่ว่าอยากจะเห็นให้ความสําคัญเรื่องการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จะเป็น ประชาชนทั่วไปหรือนักศึกษาก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ให้หยิบยกเป็นการพิจารณา เป็นพิเศษขึ้นมา เป็นงานวิจัย งานอะไรก็แล้วแต่ ครูบาอาจารย์ก็แล้วแต่ อยากจะให้หยิบยก เป็นการพิเศษขึ้นมา เช่น ให้ทุนไปแล้วกลับมานี่คนต่อไปที่จะดูแลพื้นที่จะได้ไม่ต้องไปขายที่ เพื่อส่งลูกไปเรียน อันนี้ผมคิดว่าผิดหลัก ถ้าเป็นเกษตรกรต้องขายที่ส่งลูกไปเรียนนะครับ น่าจะเป็นการไม่ถูกต้องถ้าถามผม เพราะถ้าขายที่ส่งลูกไปเรียนเสร็จนะครับ ลูกจะไปเรียน อะไรก็ไม่รู้ เพราะเดี๋ยวนี้เราทราบว่าการผลิตนักศึกษาที่ออกมาว่างงานไม่ตรงกับ ความต้องการ แสดงว่าเสร็จแน่ ๆ ในขณะเดียวกันเรื่องของคุณภาพของคนที่จะมีอาชีพ ในด้านการเกษตร มันก็ตามเขาไม่ทัน เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ยังไม่ใช้ให้ถูกที่ ถูกทางได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรเมื่อสักครู่นี้พวกเราหลายคนบอกว่ายังขาดความรู้ ความสามารถในการใช้เครื่องมือ ยิ่งเรื่องเทคโนโลยีหรือว่าดิจิทัล (Digital) ที่เรากําลังพูดถึง ผมว่าถ้าหากว่าเราจะก้าวไปถึง ๔.๐ ต้องเอาฐานที่เป็นปัญหามาเป็นตัวตั้งในการบริหาร การจัดการขับเคลื่อนครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าทําอย่างไร อนาคตข้างหน้านั้น เมื่อสักครู่นี้หลายท่านพูดถึงเรื่องญี่ปุ่น ผมก็ไม่เคยไปครับ เขาบอกว่า ญี่ปุ่นนี่เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง ใส่เสื้อนอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราลองคิดต่อไปสิครับ ว่าทําอย่างไรเกษตรกรของประเทศไทย ถ้าจะเป็นอย่างน้อยเหมือนเทียบเท่ากับคนญี่ปุ่น เราจะได้มีหน้ามีตาขึ้นมา จะได้กลับไปมีกําลังใจ มีขวัญในการจะดูแลแผ่นดินซึ่งถือว่า เป็นสมบัติของชาติ จะได้ไม่ต้องไปตกไปกับคนส่วนน้อยที่เอาตัวเลขมาก ๆ แต่เป็นประโยชน์ กับคนส่วนน้อยมาจัดลําดับเป็นความสําคัญของประเทศในการพัฒนา ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อเป็นข้อพิจารณานําเสนอ ๒ ประเด็น ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นการรายงาน เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม สาขาหลัก ที่ทางท่านกรรมาธิการได้นําเสนอนี่นะครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่า เป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่พัฒนาไปแล้วเราล้าหลังอยู่แบบนี้ คือการวิ่ง แข่งกันในโลกในสงครามการค้าขณะนี้เราละเลยไม่ได้แล้ว แม้แต่ประเทศรอบ ๆ เราซึ่งเดิม เขามีจุดอ่อนมากกว่าเรา แต่ตอนนี้ค่าแรงงานของเขาถูกกว่าเรามาก ดังนั้นกลายเป็นว่า แทนที่เราจะได้เปรียบกลายเป็นเราจะเสียเปรียบ ซึ่งซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) ตอนนี้มันก็เคลื่อนตัวไปเหมือนที่เคยมาที่เรานั่นแหละ แต่ถ้าเราเปลี่ยนผ่านไม่ได้ เราเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อไม่ได้ เราจะแย่นะครับ มันเป็น จุดผ่านของเรา ดังนั้นที่ท่านเสนอขึ้นมาตรงนี้มันคือความพยายามที่ทําให้เราเป็นผีเสื้อ แสนสวยจะได้บินต่อไปได้ ขณะนี้ประเทศรอบ ๆ นี่ไล่ทัน ยิ่งเราเป็นเออีซี (AEC) ขึ้นมา เมื่อไร แทนที่เราจะได้เปรียบเราจะกลายเป็นเสียเปรียบทางด้านนี้ แต่ความเห็นใน รายละเอียดผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากนะครับโดยองค์รวม แต่อยากจะขอเสริมความเห็น ในเชิงรายละเอียดสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ปรับปรุงว่าอาจจะเป็นประโยชน์มากขึ้นนะครับ เป็นความเห็นเพิ่มเติมลงไป ผมดูในรายงานเรื่องรายละเอียดนะครับที่ท่านเสนอคือเป็น รายงานที่ละเอียดมาก แต่พอดูไปนี่นะครับจุดที่จะเป็นตัวอย่างลึก ๆ ไม่มี ตรงนี้อยากจะให้ เพิ่มสักนิด เพราะว่าที่ท่านบอกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพรวมที่นําเสนอนี่เป็นยุทธศาสตร์ ต่าง ๆ แต่ว่าไม่ได้ลงลึกในถึงรายการในจุดเล็ก ๆ นะครับบ้าง กล่าวเพียงภาพรวมไปเฉย ๆ ดังนั้น เมื่อไม่มีกําหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายอะไรต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างให้เห็น บางทีคนที่เขาทํา เอาแผนนี้ไปทําอาจจะเคลื่อนได้ไม่เร็วนักต้องมาพิจารณา ท่านชี้เป้าไปว่าตะปูอยู่นี่แล้วก็ค้อน อยู่นี่ ค้อนนี่คือรัฐบาลนะครับ ท่านมีตะปูอยู่แล้วท่านแค่ชี้เป้าแล้วก็รัฐบาลจะได้ตอกลงไป ตรงนั้นชัด ๆ อยากจะขอให้เพิ่มตรงนี้ก็จะได้ช่วยเยอะ
ส่วนเกี่ยวกับเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหลัก ๕ สาขา ผมมี ความเห็นเป็นอย่างนี้ครับ
ส่วนที่ ๑ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้เสนอแนวโน้มควรจะมองเห็น ว่ามีการดําเนินการใด ๆ นี่นะครับก็เป็นเรื่องดี แต่ว่ามีประเด็นที่ว่าท่านเสนอไปแล้วว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้า รถไฟฟ้าอะไรคงจะต้องขยายเยอะ อย่างของเราสังเกตที่ทําเนียบรัฐบาล รถยนต์ก็ไปแล้วไปนําเสนอแล้วนะครับ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็ไปแล้ว คือของเราจะไปก่อน เพื่อนทุกที แล้วพอไปก่อนเพื่อน แต่สิ่งที่เราจะมีปัญหาคือสิ่งที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง อุตสาหกรรม ของเราเองเกี่ยวกับเรื่องนี้โครงสร้างของเราที่เราเป็นดีทรอยด์ทางอีสต์ (East) ตรงนี้ นะครับ เรามีโครงสร้างที่เขามาทําที่เรากันเยอะ เพราะว่ามีอุตสาหกรรมประกอบเกี่ยวเนื่อง นี่เยอะมาก ประเด็นที่ว่าจะไปเรื่องรถไฟฟ้าเป็นเรื่องดี แต่โรงงานที่อยู่ขณะนี้ที่ผลิต เครื่องยนต์ปกติตรงนี้ หลังจากนี้เขาจะไปไหน คือเราต้องรีบแปรสภาพของเขาเหวี่ยงเข้าไป ในมิติใหม่เสียให้เร็ว ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตรงนี้จะเป็นจุดที่น่าห่วงมันจะเป็น แฮนดิแคป (Handicap) ที่จะดึงเราไว้นะครับ ตรงนี้ก็มองไป ๒ ทาง ๑. รุก แต่ว่าประเด็นรับ นี่นะครับจะต้องดูด้วยว่า ผมอยากจะให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการพัฒนากันเป็น อย่างมากนะครับ เกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
เรื่องการรองรับเทคโนโลยีเรื่องไฟฟ้านี่นะครับ รถที่อุตสาหกรรมก่อนนี้เคย เป็นรถไฟฟ้านี่เยอะ ที่เราเป็นห่วงก็คือว่าตอนนี้เราทําถ่านหินขาวไม่ได้แล้ว ถ่านหินขาวก็คือ พลังน้ําไม่มีทางทําที่ไหนได้แล้ว พอเราจะไปเอาจากลาวจากรอบ ๆ มา ถ่านหินดําไม่ต้องพูด นะครับ แค่พูดขึ้นมาก็เป็นปัญหาแล้วไม่ว่าจะที่สะบ้าย้อยหรือที่ไหนก็ตาม แม้แต่นําเข้าก็มี ปัญหา อาจจะเป็นภาพเก่า ๆ ที่เหมืองแม่เมาะเดิม แต่ว่าเรื่องนี้ทั้งดําทั้งขาวมีปัญหาถ่านหิน นะครับ ในส่วนอื่นที่เรียนแล้วก็คือว่าลมก็ไม่พอ แต่ในอนาคตถ้าเราจะใช้พลังงาน รถพลังงานไฟฟ้ามาก ๆ ตามตรงนี้ ความต้องการคอนซูม (Consume) ความต้องการ พลังงานไฟฟ้าจะเยอะมาก พอเยอะมากมันจะสร้างปัญหาให้กับเราเหมือนกัน เดิมเรามี ปัญหากับน้ํามันเราผลิตไม่ได้นะครับ ปัญหาตรงนี้น้อยลง แต่เราจะมีปัญหาใหม่เพราะเราคือ ผลิตไม่ได้ทั้งคู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องรถ เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่องไฟฟ้าจะต้องคิดเรื่องนี้ตามไปด้วยจะได้ครบเครื่อง ในอนาคตนี่นะครับ
เรื่องผลิตชิ้นส่วนก็เรียนแล้วว่ามีปัญหาแน่ ๆ เพราะว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ในเมื่อ เปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งที่เหลือโรงงานจะแปรสภาพเป็นอะไร ก็เป็นปัญหาที่อยากจะฝากไว้ ผมเองทราบอยู่ว่าการมาลงทุนของบีโอไอ (BOI) ในนี้นะครับ ลงทุนแล้วก็เราได้อะไร เราไม่ได้อะไรเลย เราได้แต่ค่าแรงงานบ้าง เทคโนโลยีไม่มีการถ่ายทอด ดังนั้นเรื่องเทคโนโลยี เองนี่นะครับ จะเป็นแจแปนนิสอิง (Japanese Inc.) หรือว่าอิง (Inc.) ที่ไหนก็ตามนี่นะครับ อาจจะต้องมีการบังคับกันตามสมควรในการให้ถ่ายทอดบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเคลื่อนไป ข้างหน้าเร็ว แล้วเราก็อาศัยทั้งจมูกทั้งปากคนอื่น คือไม่ใช่จมูกอย่างเดียวแล้วนะครับ ทุกอย่างแทบจะอาศัยเขาหมด เราอยู่ในภาวะที่คับขันอยู่มากในข้อเท็จจริง ก็อยากจะฝาก ตรงนี้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรมันเป็นเชิงนโยบาย ดังนั้นตรงนี้เราสามารถจะกําหนดได้ ไม่อย่างนั้น มันเป็นภาพลวง สินค้าที่ผลิต ผลิตในไทย ไม่ใช่ไทยผลิต เราจะได้แต่ส่วนน้อย พอมาถึงอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ที่ท่านเสนอ การนําเสนอเรื่องว่าเอาความรู้จากนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่ของเรามาเสริม ตรงนี้ คงจะต้องส่งเสริมกันเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นอย่างที่ผมเรียนแล้วเราทั้งใช้จมูกคนอื่น ทั้งปากคนอื่นหายใจ แล้วก็สมองคนอื่นด้วยมันจะไม่เหลืออะไรเลยตรงนี้ต้องเติมสมองกัน เป็นอย่างมาก ซึ่งตรงนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมแล้วไปสัมพันธ์กับเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเทคโนโลยีที่จะต้องขอให้เพิ่มมากไม่อย่างนั้นเราไปเฉพาะรถ สมองจะสําคัญ ไม่อย่างนั้น เราจะแพ้ไป คือแพ้เขาก้าวหนึ่งก็แพ้อยู่นั่นแหละซึ่งจะเป็นส่วนที่นอกภาคอุตสาหกรรมแต่ไป เชื่อมกับภาคอื่นซึ่งจะต้องอินทิเกรต (Integrate) กัน
เรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ท่านเสนอขึ้นมา เราผลิตตรงนี้เยอะเราใช้ น้ํามันเยอะ มีประเด็นเดียวที่ผมอยากจะฝาก ผมเองมองเห็นตรงนี้ว่าเป็นเรื่องที่ดี ปิโตรเคมีมีอยู่ระยะหนึ่งเรามีปัญหาตรงนี้มันเป็นคล้าย ๆ ว่าเป็นกฎข้อบังคับคือไม่ใช่ว่าเป็น ฟรีแลนด์ (Freeland) ใครจะมาทําอะไรได้ตามใจ คนอื่นก็คือไทยแท้ ให้มาเป็นไทยแบบเรา คือมันมีประเด็นที่เราจะต้องระมัดระวังสิ่งที่จะเกิดในดินแดน ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ขอเวลา ท่านประธานนิดหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งปุ๋ยในประเทศราคาแพงมาก ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒๖,๐๐๐ บาทตันหนึ่ง เราก็เรียกระดมผู้ค้าปุ๋ยทั้งหมดมาที่ กระทรวงขอให้ลดราคาเกษตรกรอยู่ไม่ได้แล้ว ปรากฏว่าเขาไม่ยอมลด เขาบอกว่าเขาซื้อมา ลองไปเช็ก (Check) ดู การนําเข้าทั้งหลายยูเรีย (Urea) ปรากฏว่าเท่ากันหมดมีการล็อก ล็อก ล็อก เราติดต่อไปที่ยูเครน ยูเครนไม่ขายเพราะถูกซื้อจากในประเทศหมดแล้ว เรื่องนี้ เป็นปัญหามากเลย แล้วก็ยูเรีย (Urea) ที่เป็นส่วนผสมสําคัญของปุ๋ยสําหรับนาข้าว ต้นทุนเราเพิ่ม ราคาผลผลิตข้าวไม่ได้ แต่เราลดต้นทุนการผลิตได้ ตรงนี้มันเป็นแก็ป (Gap) ถ้าเราลดตรงนี้ ได้เพราะเราเพิ่มไปตลาดโลกเป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้น เราสู้ไม่ได้เราก็ต้องลดข้างล่างให้ลึก ลงไปก็คือต้นทุน แต่ปุ๋ยก็แพงมากนะครับ ปุ๋ยอินทรีย์ที่เราพูดถึงถ้าเรามองกันจริง ๆ ยังต้องใช้ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีจริง ๆ แล้วทําด้วยยูเรีย (Urea) ยูเรีย (Urea) มาจากไหนมันเป็นองค์ประกอบ ของผลผลิตที่มาจากปิโตรเคมีในการกลั่นน้ํามันอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ปรากฏว่าเราติดต่อซื้อไป ยังประเทศตรงนี้มี ไม่ใช่ไม่มี แต่เขาไม่ขายให้เพราะว่าผู้นําเข้าปุ๋ยของเราซื้อไว้หมดแล้ว ช่วงนั้นไม่รู้จะทําอย่างไรก็เรียกมาก็ไม่ยอม เขาก็บอกว่าให้กระทรวงให้รัฐซื้อปุ๋ยแจกสิ ผมก็พูดบนโต๊ะว่าแล้วคุณคิดว่าเราจะมีรัฐไว้ทําไมถ้าต้องเป็นแบบนี้ คือขอไม่ยอม เราทําอย่างไรครับ ของบประมาณมา ๓๐๐ ล้านบาท ติดต่อไปพยายามจะซื้อมาแทรกแซงปุ๋ย เพราะว่าเป็นลักษณะนําเข้าถูกบีบไว้หมดแล้ว ขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียว ปรากฏว่า ได้จากปิโตรนาสซื้อมา ๓๐๐ ล้านบาท เราเอามาขายท่านประธานครับตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ขายทุบกันไปเลย คุณขาย ๒๖,๐๐๐ บาท เราขาย ๑๖,๐๐๐ บาท โดยรัฐส่งไปที่สหกรณ์ ปรากฏว่ากองปุ๋ยที่มีสต็อก (Stock) ไว้ล้มมาหมด ก็คือว่าเนื่องจากว่ารายย่อยเขาต้องทิ้ง ใช่ไหมครับ เพื่อที่จะหนี หมายถึงว่าในเมื่อรัฐขายแทรกแซงก็บอกว่าเราจะใช้งบซื้อปุ๋ยยูเรีย (Urea) มาสู้กับคุณอีกถ้าคุณไม่ยอมลดราคา เราดันลงมาได้เขาขาย ๑๔,๐๐๐ บาท คือต้องขายทิ้ง เพราะว่าสู้กับรัฐ รัฐเราไปแทรกแซง หลายปีที่เราไม่ได้แทรกแซง ปรากฏว่าตอนหลังเหลือ ๑๔,๐๐๐ บาท รัฐบาลเองขาดทุนตอนนั้น แต่ผมให้บันทึกไว้ก่อนแล้ว เพราะว่าประเทศเรา เราสู้กับค่าเงินบาทเสียเป็นแสน ๆ ล้านเราไม่พูด แต่มาสู้เสีย ๓๐๐ ล้านบาท ประหยัดเงินให้ เกษตรกร ๓,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๒๖,๐๐๐ บาท เหลือ ๑๖,๐๐๐ บาท ท่านลองคิดดู ปรากฏว่าตอนหลังก็มีการยื่นญัตติอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง แต่ว่าความที่เราบันทึกไว้ว่าเรารู้แล้วว่า เราจะขาดทุนสั่งจากปิโตรนาสมาเลเซีย ประเด็นที่ผมจะพูดถึงก็คือว่าการทําปิโตรเคมี ในประเทศจะต้องบังคับไว้บ้างว่าเราต้องการอะไร คือเขาทํานี่ไปทําพลาสติกทําอะไรก็ทํา ไปเถอะ แต่ว่ามันเป็นสินค้าส่งออก แต่ว่าช่วยสัดส่วนที่จะมาเป็นปุ๋ยเพื่อสํารองไว้ในประเทศบ้าง ได้ไหม ตรงนี้เราสามารถกําหนดเป็นนโยบายได้เพื่อเอาไปช่วยอย่างอื่น ผมอยากจะเรียนว่า ปุ๋ยเป็นยุทธปัจจัยซึ่งเราผลิตเองไม่ได้เลยท่านประธาน เรามีแต่โพแทสเซียมก็อยู่ใต้ดินแล้วก็ โพแทช (Potash) ทําไม่ได้เพราะว่ามันยังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ แต่ยูเรีย (Urea) เราสามารถจะทําได้โดยการผลิตปิโตรเคมี เพียงแต่เป็นนโยบายเท่านั้นเอง ตรงนี้มันเป็น ยุทธปัจจัยในสงครามการค้าในอนาคต เพราะว่าเราไม่มีจุดแข็งเลยเรามีแต่ภาคเกษตร แต่ถ้าปุ๋ยยังต้องนําเข้าแบบนี้แบบที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้เราจะเสียเปรียบเป็นอย่างมากอินฟีเรีย (Inferior) มาก ก็ฝากประเด็นนี้ไว้ อีก ๒ ประเด็นท่านประธานครับ เครื่องนุ่งห่มขณะนี้มันวิ่งไปที่ราคาถูกหมดแล้ว สิ่งที่เรายังมี อยู่ขณะนี้ก็คือว่าการออกแบบเท่านั้นเอง ดังนั้นการส่งเสริมเรื่องการออกแบบเพื่อจะได้มี การดีไซน์ (Design) ออกไปต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริม เพราะถ้าเทียบราคา กันแล้วประเทศรอบ ๆ จะถูกกว่าเรามาก และเสื้ออย่างเหมือนฮิส แอนด์ เฮอร์ (His&Her) ที่มีอยู่ในตรงนี้ราคาถูกมาก เราสู้ไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นการออกแบบลักษณะของความเป็นไทย ไหมไทย ไทยซิลค์ (Thai Silk) จะมาอย่างไร ตรงนี้จะต้องส่งเสริมกัน ไม่อย่างนั้นเราเอาตัว ไม่รอด
สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสินค้าเกษตรแปรรูป ผมอยากจะเรียน ว่าอย่างนี้ครับ มันมีเรื่องเดียวเคยมีทูตเข้ามาคุยและผมก็คุยกับเขาว่า เขามาจาก ตะวันออกกลาง เราปลูกข้าวกันเกือบตายกว่าจะได้น้ํามันสักบาร์เรล เขาบอกว่าเขาไม่เคยกิน น้ํามันเป็นอาหารเลยนะ แสดงว่าที่เราอยู่ขณะนี้ ข้าวก็ดี สินค้าเกษตร อาหารอย่างไร มันก็สําคัญ ท่านประธานคงทันเรื่องซอยเลนต์กรีน (Soylent Green) สมัยก่อนชาร์ลตัน เฮสตัน ที่ว่าโลกมันไม่มีอาหารแล้วก็ต้องเอาคนไปแอบไปทําเป็นอาหารมา ผมคิดว่า นั่นอาจจะทันกัน ท่านที่อยู่บนเวทีคงจะทัน ผมจําได้เรื่องนี้ อาหารเป็นสิ่งสําคัญที่สุดในภาวะ ที่โลกมีเศรษฐกิจแย่ลง เขาเปลี่ยนจากกินกุ้งในภัตตาคารมากินกุ้งในบ้าน เราก็ยังขายกุ้ง ได้มากอยู่อีก
ประเด็นที่สําคัญที่อยากจะฝากก็คือว่า มีอย่างเดียวที่เราได้เปรียบคือ อุตสาหกรรมเกษตร ผมอยากจะเห็นว่าเราเชิญญี่ปุ่นมา เมื่อก่อนนี้เขามาทําอุตสาหกรรม รถยนต์ใช่ไหม มาตั้งโรงงานทําแบบอาหารในนี้และส่งไปที่ญี่ปุ่น เพราะว่าเรามีฐานผลิตที่เรา ผลิตวัตถุดิบได้ อย่างนี้เราจะไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วถ้าหากว่าไปผลิตที่อื่นเราจะแย่ ก็ฝากว่าอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตรอยากให้ส่งเสริมเป็นอย่างมาก เพราะมันจะส่งผล ต่อไปยังคนไทยที่เหลืออยู่ข้างล่าง ถ้าเราเอาอุตสาหกรรมที่ลอยอยู่ข้างบนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เราจะเอาตัวไม่รอด เพราะคนส่วนใหญ่ของเรายังเป็นเกษตรกร ยังพึ่งพาอาศัยภาคเกษตรอยู่ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าผมแค่ส่งเสริมแล้วก็เห็นด้วย แล้วเจาะลงไปในประเด็นลึก ๆ เพื่อจะได้ให้สมบูรณ์ขึ้น กราบเรียนด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านนิกรครับ ยังเหลืออีก ๒ ท่านที่แสดงความจํานงอภิปราย ในขณะนี้นะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและยุติธรรมครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ท่านกรรมาธิการที่รัก หลายท่านคงจะ แปลกใจว่าผมเป็นตํารวจแล้วก็อยู่ดี ๆ มาอภิปราย แต่ขอให้ท่านได้ฟังแง่มุมจากความเป็น ตํารวจนะครับ ก็เชื่อว่าจะเติมเต็มในบางส่วนนะครับ ถ้าเผื่อผมจะย้อนไปเล็กน้อยว่าทําไม ผมสนใจเรื่องเศรษฐกิจธุรกิจ เผอิญผมไปได้รับทุน ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก แต่วิชาโทผมเรียนบริหารธุรกิจมาล้วน ๆ นะครับ ผมมั่นใจว่าวันหนึ่งผมคงจะได้ใช้ แต่ที่จริงแล้วผมก็ได้ใช้ตั้งแต่ผมกลับมาประเทศไทย เพราะว่าผมไปเป็นลูกน้องของท่าน พลตํารวจเอก เภา สารสิน ท่านแนะนําให้ผมลงทุนอะไรต่าง ๆ สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว มาได้ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ จนถึงปัจจุบันนี้ และหลังปี ๒๕๔๙ ผมก็ได้มีโอกาสไปร่วมธุรกิจกับ แบงก์ กับหลักทรัพย์ กับอุตสาหกรรมเหล็ก กับอุตสาหกรรมโรงงานน้ําตาล กับอุตสาหกรรม ถ่านหิน หลายประเภทครับ แล้วก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็น มุมมองของผมนะครับ ผมเองก็ต้องชื่นชมที่ท่านวางโรดแมป (Road map) เกี่ยวกับ การพัฒนาอุตสาหกรรม ๒๐ ปีนะครับ ซึ่งก็เห็นใจท่านว่าท่านจะปฏิรูปใน ๒๐ ปีนี้ท่านคงจะ เขียนรายละเอียดได้ลงทุกส่วนก็คงจะยากนะครับ ผมเองได้พยายามอ่านและพยายามเดาใจ ว่ากรรมาธิการนี้ต้องการจะมีโรดแมป (Road map) จะต้องการขับเคลื่อนอย่างไรใน ๒๐ ปี ซึ่งคําอภิปรายของ สปท. เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็อภิปรายไปแล้วในแง่มุมต่าง ๆ ผมเอง ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านสมาชิกที่พยายามจะเติมสิ่งเหล่านี้ให้เต็มนะครับ ผมว่าเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์ทั้งนั้นนะครับ เพราะว่าแต่ละท่านมีเวลาจํากัดคงจะพูดครอบคลุมได้ไม่หมดนะครับ ในส่วนของผมก็มีข้อสังเกตในเรื่องไอดีอีเอส (IDES) ที่ท่านเขียนไว้โพรดักทิวิตี แอนด์ อินโนเวชัน กรีน อีโคซิสเต็ม (Productivity and Innovation Green Ecosystem) ทุนมนุษย์และคอนเนกทิวิตี (Connectivity) โดยเฉพาะใน ๕ ปีแรก ผมว่าเราจะเดินไปได้ หรือไม่ได้ก็อยู่ที่ ๕ ปีแรก ว่าท่านจะปรับพื้นฐานประเทศตามที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปราย มาแล้วหรือไม่ ตัวนี้สําคัญที่สุดนะครับ ในเรื่องกรีน (Green) สําคัญเป็นสิ่งแวดล้อมถ้าเผื่อ ท่านอ่านอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) แน่นอนเป็นการปรับพื้นฐานองค์กรต่าง ๆ แล้วทุนมนุษย์ ก็มีหลาย ๆ ท่านอภิปรายไปแล้วว่าเรามีความพร้อมไหม คอนเนกทิวิตี (Connectivity) เหมือนกัน ผมจะยกตัวอย่างเรื่องจริง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปจังหวัดอุบลราชธานี เผอิญที่นั่น เขาตั้งมูลนิธิพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี โดยเขาให้ผมเป็นประธานผมก็มองว่าจะพัฒนา เศรษฐกิจอะไรในอุบลนี้ คนที่ประชุมกับผมก็มีหอการค้า มีสภาอุตสาหกรรม มี อบจ. มีเทศบาล มีครูอาจารย์ เราจะพัฒนาอย่างไร เอาตัวเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ที่ผมมี ประสบการณ์จริง ประสบการณ์ตรงเราไปนั่งสุมหัวกันคุยกันว่าเราจะทําอะไรให้กับอุบลที่จะ ทําให้อุตสาหกรรม ผลสุดท้ายผมตอบอย่างไรครับว่าอุบลมีการเกษตรที่ดี อุตสาหกรรม การเกษตรเท่านั้นจะเป็นคําตอบ แล้วเราจะทําได้อย่างไรอุตสาหกรรมการเกษตรตัวนี้ ผมบอกว่ามีหน่วยราชการต่าง ๆ ที่มาตั้งอยู่ในอุบลเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์วิจัยต่าง ๆ พัฒนาที่ดิน ศูนย์วิจัยเกษตร แล้วมีมหาวิทยาลัยอีกหลายมหาวิทยาลัย มีคณะเกษตร มีคณะอาหาร มีคณะโภชนาการ เราจะเอาสิ่งเหล่านี้มารวมมาช่วยจังหวัดอุบลราชธานี ได้อย่างไร ถามว่าประชาชนชาวอุบลราชธานีจะได้ประโยชน์จากส่วนราชการนี้อย่างไร ผมตั้งคําถามในนั้นเลย
อันที่ ๒ มีห้างเซ็นทรัล มีห้างเทสโก้โลตัส มีแม็คโคร มีบิ๊กซี ไปตั้งที่อุบล ห้างเหล่านี้มีรายได้เป็นกอบเป็นกําจากจังหวัดอุบลและประชาชนในพื้นที่ ประชาชนชาว อุบลจะได้ประโยชน์อะไรจากห้างร้านอย่างนี้ ผมตั้งคําถามเลย เราต้องร่วมมือกันครับ เซ็นทรัล แม็คโคร บิ๊กซี เทสโก้โลตัส เขามีโลจิสติกส์ (Logistics) ที่ดี เขามีมาร์เก็ตติง (Marketing) ที่ดี ถ้าเรารวมสิ่งเหล่านี้กับภาคประชาชนทําอุตสาหกรรมเกษตรขึ้นมา มันก็จะช่วย แล้วเราเอาพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัดเหล่านี้ที่เป็นข้าราชการของรัฐมาช่วยได้อย่างไร นี่วิธีการที่ผมนั่งไปคิดกันเมื่อวันอังคารที่แล้ว เพราะฉะนั้นผมยกตัวอย่างเฉพาะอุตสาหกรรม ด้านเกษตร ซึ่งเป็นจุดเด่นของแต่ละแห่งเท่านั้นเอง ผมเองจะไม่ก้าวล่วงว่าอุตสาหกรรม สาขาหลักที่ท่านจัดไว้ ผมก็ว่าเห็นมันเพียงพอเหมาะสม ผมอยากจะเห็นเราขับเคลื่อนได้ตามนี้ มากที่สุดที่จะมากได้ ผมอยากจะเห็นเท่านั้นเอง แต่ปัจจัยแห่งความสําเร็จมันอยู่ที่ไอดีอีเอส (IDES) ที่ผมได้กล่าวมา ๕ ข้อนะครับ ว่าเราจะปรับพื้นฐานอย่างนี้ได้อย่างไร นี่เป็นข้อเสนอที่ ผมอยากจะลงไปสู่ความเป็นจริงเลยว่า ด้านเทคโนโลยี ด้านการศึกษาจะมาช่วยได้อย่างไร ด้านราชการที่ไปตั้งอยู่ส่วนราชการจะช่วยได้อย่างไร ด้านภาคเอกชนซึ่งไปได้ประโยชน์จาก ประชาชนในจังหวัดและข้างเคียงจะได้ประโยชน์จะช่วยกันอย่างไร มันถึงจะเป็นสิ่งที่ ขับเคลื่อนได้นะครับว่าเราจะมาพัฒนาอุตสาหกรรมด้านอาหาร ไม่ว่าจะเป็นด้านเกษตร ด้านอาหารที่อยู่ในจังหวัดนี้ได้อย่างไร จะต่อยอดได้อย่างไร โดยเฉพาะอุบลนี่เสนอตัวจะเป็น เจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์ (SEA Games) ในปี ๒๐๒๕ ผมก็ไปตั้งทาร์เก็ต (Target) ให้เขา ว่า ๑. บ้านเมืองต้องร่มรื่นคือกรีน (Green) แล้วก็สะอาด ๒. อาหารมีคุณภาพและสะอาด ๓. เป็นเมืองแห่งความปลอดภัย เราก็พยายามที่จะไปทําสิ่งเหล่านี้เพื่อให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมถึงอยากเสนอผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า ๕ ปีแรกที่ท่านตั้งไว้ เป้าหมายตัวสําคัญที่สุดที่ท่านจะต้องไปทําเคลียร์ (Clear) พื้นฐาน เพราะหลายท่านได้ อภิปรายไปแล้วนะครับว่าตราบใดที่ประชาชนคนไทย ๓๐ กว่าล้านที่อยู่ในชนบทยังมีน้ําดื่ม น้ําบริโภคไม่เพียงพอไปไม่ได้หรอกครับ หน้าแล้งต้องวิ่งเข้าเมืองหรือกรุงเทพฯ มาหาเงินไป ไม่ได้หรอกครับ ทําไมผมถึงได้เน้นว่าแหล่งน้ําในชุมชนสําคัญ การปลูกและดูแลต้นไม้ ในชุมชนเพื่อให้ต้นไม้มีค่าถึงเป็นสิ่งสําคัญเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ตัวเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เรา จะต้องทํา แต่สุดท้ายสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับ สปท. ที่อภิปรายไปแล้วคือทิศทางที่จะพัฒนา ไปได้คือต้องมียุทธศาสตร์ในเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าเราจะเดินสิ่งเหล่านี้เดินไป ด้วยกันได้ไม่ใช่ว่าต่างคนต่างทํา ถ้าเผื่อเราไม่สร้างความเชื่อมั่น ไม่สร้างกระแสตัวนี้ไปไม่ได้ หรอกครับ เพราะฉะนั้นผมเองอยากจะเรียนเสนอ นี่เป็นข้อคิดเห็นจากคนเป็นตํารวจมาก่อนครับ ขอขอบพระคุณครับ
ฟังตํารวจมาก็เดี๋ยวฟังทหารนะครับ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาส ที่จริงที่ได้อาสาลุกขึ้นมาอภิปรายเพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญต่อพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้เสนอ คือเรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลัก ตอนแรก ๆ ก็มีผู้อาสาอภิปรายอยู่ เพียงแค่ ๒-๓ ท่านนะครับ ก็ดีใจที่มีเพิ่มขึ้นหลาย ๆ ท่าน ถ้าเราได้ฟังมุมมองแง่คิดต่าง ๆ ก็จะเห็นว่าคล้าย ๆ กัน คือข้อเสนอที่อยากให้มีการ คงไม่ใช่เรียกว่าปรับปรุง ให้ความสําคัญ เพิ่มมากขึ้น ผมดูรายงานฉบับนี้ซึ่งไม่ยาวแต่ก็ได้สรุปเนื้อหาที่มีความสําคัญ รวมถึงการที่จะชี้ ถึงปัญหาที่ประเทศไทยมีอยู่ในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมสําคัญ ๆ ไปสู่ สภาพที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ อย่างในหน้า ๒ ข้อชี้ของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) หรือข้อชี้ของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติที่พูดถึงปัญหาของประเทศไทยเน้นที่เชิงโครงสร้างผมคิดว่ามีความสําคัญ แล้วก็เป็นปัญหาที่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโพรดักทิวิตี (Productivity) หรือว่าด้าน ผลิตภาพเรื่องเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องการอาร์แอนด์ดี (R&D) คือการวิจัย แล้วที่สําคัญก็ยังพูดถึง ในเรื่องของปัญหาเรื่องแรงงานของบ้านเราที่จะต้องเผชิญในอนาคต ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า อย่างที่หลาย ๆ ท่านก็พูดกันอยู่เสมอที่เราเข้าไปสู่สังคมผู้สูงวัย ที่เราอาจจะต้องสูญเสีย แรงงานกลับไปสู่เพื่อนบ้านเขา หรือว่าการสร้างแรงงานทดแทนให้มีคุณภาพสามารถทํางาน ได้อย่างจริงจังในโรงงานหรือในบริษัทต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย มีค่อนข้างมาก ทางคณะกรรมาธิการได้แบ่งแนวทางแก้ไขไว้นะครับ อาจจะเขียนลําดับไว้ อาจจะอ่านยากนิดหนึ่ง การแบ่งหัวข้อต่าง ๆ ยังขาดความชัดเจน ข้อ ๑ ข้อ ๒ ต่าง ๆ แต่ก็ได้ พยายามอ่านแล้วก็สรุปว่าทางกรรมาธิการได้เสนอว่ามันมีแนวทางการแก้ไขในภาพรวมเป็น ยุทธศาสตร์ ๓ ยุทธศาสตร์ ดังที่กรรมาธิการได้ชี้แจงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่ม การยกระดับความสามารถอุตสาหกรรมดั้งเดิม และสุดท้ายคือการพัฒนาผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี (SMEs) และโอทอป (OTOP) ต่าง ๆ จากนั้นก็ได้ไปพูดถึงแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลัก ก็คืออุตสาหกรรมใน ๕ ด้าน ที่กรรมาธิการได้ให้ความสําคัญนะครับ แล้วก็พูดถึงอินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) ที่ผม อยากจะเรียนก็มีประเด็นเดียวเพิ่มเติมจากที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว คือว่าบทสรุป ของกรรมาธิการในอุตสาหกรรมหลัก ๕ ด้าน กรรมาธิการก็ได้ไอเดนทิไฟ (Identify) คือได้ พยายามชี้ว่ามีอะไรบ้างที่ควรจะดําเนินการในภาพรวมในระยะยาวในการให้ความสําคัญ เพื่อที่จะทําให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้สามารถไปสู่เป้าหมาย สามารถแข่งขันกับนานา ประเทศได้ แต่ก็ยังเสียดายว่าคือพอเราไปทําทั้ง ๕ อุตสาหกรรมหลัก แล้วก็พูดในประเด็นที่ เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ มันก็เลยเป็นภาพที่ค่อนข้างกว้าง กว้างมาก ๆ กว้างจนกระทั่งมันอ่าน อย่างไรก็ใช่นะครับ อย่างที่ผมพยายามเริ่มตั้งแต่ว่าปัญหาของประเทศมันมีเยอะ ปัญหาด้าน อุตสาหกรรมมีเยอะ ด้านแรงงานมีเยอะ ด้านอาร์แอนด์ดี (R&D) มีเยอะ ด้านงบประมาณ มีเยอะ เสร็จแล้วกรรมาธิการก็มาสรุปว่าในแต่ละด้านนั้นควรจะทําอะไรบ้าง การเชื่อมโยง การสร้างคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากร แรงงาน จึงทําให้ดู เหมือนว่ารายงานเมื่อไปสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ผมคิดว่าคณะรัฐมนตรีอาจจะใช้ประโยชน์ไม่ได้ มากนัก ที่ผมอยากจะเพิ่มอยากจะพูดก็คือว่าถามว่ารัฐบาลทําในสิ่งเหล่านี้อยู่หรือไม่ ทําทุกเรื่อง แต่บางเรื่องอาจจะยังไปไม่ถึงในสิ่งที่กรรมาธิการได้เสนอ เพราะมันยังเป็นเรื่อง ของระยะยาว ผมเองก็ได้มีส่วนอยู่ในคณะกรรมการสานพลังประชารัฐครับ ของท่าน ดอกเตอร์สมคิด ของรัฐบาลที่แบ่งออกไปเป็นหลาย ๆ เรื่อง เราจะเห็นการเคลื่อนไหวของ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าสภาอุตสาหกรรมเอง สภาหอการค้าเอง สมาคมธนาคารเอง รวมถึงบริษัท ใหญ่ ๆ ของประเทศไทย ตอนนี้ไม่มีบริษัทไหนที่ไม่อยู่ในโครงการสานพลังประชารัฐ ที่จะลง ไปขับเคลื่อนจนถึง บางคนก็ไม่อยากให้ใช้คํานี้ คือรากหญ้า หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ได้ยิน หลายท่านพูดถึงสตาร์ตอัป (Startup) ได้ยินหลายท่านพูดถึง เดี๋ยวนี้คําหนึ่งที่ไม่ค่อยพูดกันแล้ว คือเอนเทอเพอเนอร์ (Entrepreneur) นะครับ ก็มีการปรับเปลี่ยนไปเพราะฉะนั้นก็จะเห็นว่า มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างจากภาครัฐนี่ค่อนข้างมาก ถ้าผมไม่ลุกขึ้นพูดตรงนี้ มันเหมือนกับว่าเรากําลังเสนอในสิ่งซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทํา แต่ที่จริงก็ไม่ใช่อย่างนั้น ในรายงาน ก็พูดถึงงานที่รัฐบาลทําอยู่ เพราะมีหลายครั้งที่เราพยายามเสนออะไรใน สปท. นี้ รัฐบาล ท่านก็อาจจะมีความรู้สึกว่า อ้าวรัฐบาลไม่ได้ทําอยู่หรืออย่างไร ก็เพียงแต่เสริมให้เห็นว่า รัฐบาลได้พยายามทํานะครับ พยายามแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมเชิงโครงสร้าง อินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) นี่ท่านดอกเตอร์สุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของพวกเราใน สปช. ท่านก็ไปบรรยาย ท่านก็ไปเขียนมาผมนั่งอ่านบทความของท่านอยู่เกือบทุก ๒-๓ อาทิตย์ ท่านก็จะส่งมาบทความหนึ่งที่พยายามเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหา การที่นําประเทศไปสู่ เอสเคิร์ฟอินดัสทรี (S-Curve Industry) ไปสู่อุตสาหกรรม ๔.๐ จนเรียกว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand4.0) แล้วตอนนี้นะครับ ไม่ใช่แค่อินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) ว่าเราจะต้อง พัฒนาในทุกเซกเตอร์ (Sector) อย่างไร แล้วความพยายามรัฐบาลในการลงไปแก้ไขปัญหา ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในด้านผลิตภาพ จริง ๆ ผมไม่ค่อยชอบคํานี้ไม่รู้ใครแปล ก็คือ โพรดักทิวิตี (Productivity) นี่นะครับ ก็ลืมทุกทีว่ามันมาจากโพรดักทิวิตี (Productivity) ซึ่งฟังดูง่ายกว่า อันนี้ก็มีการทํากันอยู่มากมายก่ายกองนะครับ พวกเราที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ผมเชื่อว่าเกินครึ่งหนึ่งมีส่วนในการเข้าไปขับเคลื่อน ในการผลักดันให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง เพราะแน่นอนปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ วันนี้มันก็ยังเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดที่คะแนน ของรัฐบาลจะได้น้อยที่สุด อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ํา ปัญหาการส่งออก เรายังเชิดหน้าชูตาอยู่ได้ก็ด้วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น เพราะฉะนั้นความพยายาม ในการพัฒนาบุคลากร พัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสําคัญ เป็นอย่างมาก ก็โดยสรุปนะครับ ผมก็เพียงแต่อยากจะเรียนเสนอว่า ในการนําเสนอเรื่องต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมหลักทั้ง ๕ ด้านที่เป็นอุตสาหกรรมในเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ผมยังเห็นว่ายังเป็นภาพที่กว้าง กว้างเกินกว่าที่รัฐบาลจะนําไปใช้ประโยชน์ ก็มีบางท่านก็พูดในประเด็นนี้ อาจจะต้องลงในรายละเอียด คือบางทีเราพยายามทํารายงาน อันนี้เหมือนกับเราเขียนแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีอะไรที่ท่านเขียนนี่จะด้านการพัฒนา ๕ อุตสาหกรรมนี้ แต่ว่ารายละเอียดที่จะลงไปสู่กระทรวง ทบวง กรม ไปสู่ในแต่ละเรื่อง แต่ละด้านยังน้อยกว่าที่จะไปสั่งการอะไรได้ ไม่ผิดละครับที่เสนอมานี่ถูกทุกเรื่องเลย เพียงแต่ว่า แวลู (Value) ของมันที่รัฐบาลจะนําไปใช้มันอาจจะยังไม่เพียงพอถ้าเราจะนําเสนอในแต่ละเรื่อง ให้มันชัดเจนขึ้น เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมในบางด้าน มันก็อาจจะมีวิธีการในการพัฒนา ที่จะสามารถแข่งขันกับเขาได้รวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคตต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ก็เลยจะฝากเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่า ถ้าท่านจะเพิ่มเติมในเรื่องที่มันลงไปสู่การเห็น ชี้เป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้นก็อาจจะเป็นประโยชน์ ท่านก็แตะทุกเรื่องถ้าพูดถึงเรื่องกรีนอีโคโนมี (Green Economy) พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมที่จะต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม อย่างตอนนี้ผมไปที่เยอรมันเขาก็ไปสร้างโรงผลิตรถบีเอ็มที่เมืองเดรสเคน เป็นกรีนแฟกทอรี (Green Factory) ทุกอย่างหมด พลังงานต่าง ๆ หรือแม้แต่ความเป็นอยู่ ของคนงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งก็คงจะเห็นด้วยกับรายงานนี้ เพียงแต่ว่าฝากข้อสังเกตตามที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อน สมาชิกที่เคารพครับ อันที่จริงไม่ได้คาดคิดว่าจะลุกขึ้นอภิปรายนะครับ แต่ว่าได้ฟัง การนําเสนอของกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจทุกครั้ง ผมคิดว่าได้ประโยชน์และได้ความรู้มาก ในทุกครั้งเพราะว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้รู้ด้านต่าง ๆ แล้วสังเคราะห์ออกมานําเสนอมีประโยชน์ กับบ้านเมืองมาก ในเปเปอร์ (Paper) ที่นําเสนอใน ๕ อุตสาหกรรมทําให้เห็นทิศทางชัดเจน ขึ้นครับ แต่ว่าเมื่อได้ฟังคําอภิปรายของท่านผู้อาวุโสโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมคงไม่ขออนุญาต ว่าจะเสนอเอ่ยชื่อนะครับท่านประธาน ผมไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมตรงนี้เท่าไร เพราะว่า ท่านอาวุโส ๒ ท่านนี่อย่างน้อยที่ผมได้ยินได้ฟังก็คือท่าน สปท. กษิต ภิรมย์ แล้วก็ท่าน สปท. ชิดชัย วรรณสถิตย์ ทําให้ผมคิดว่าจําเป็นต้องอภิปรายครับ ด้วยเหตุที่ว่านึกถึงสิ่งที่เจ้านาย แต่เก่าก่อนนะครับ ซึ่งเป็นคนดูแลรักษาบ้านเมืองมาจนถึงรุ่นของเรา ท่านบอกว่าการพัฒนา หรือการศึกษาต้องไม่ทิ้งฐานวัฒนธรรม แล้วท่านชี้ประเด็นว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาเราไม่เข้าใจ รากเหง้าของสังคมไทย ท่านสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสท่านได้ เตือนไว้โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและรวมทั้งเรื่องวัฒนธรรม ผมคิดว่าเรื่องวัฒนธรรมนี้ เป็นเรื่องสําคัญเรื่องลึกซึ้งและกว้างขวางและเกี่ยวข้องในทุกเรื่อง ไม่ใช่มาเสนอให้เอาบรรจุ เป็นหลักสูตรเพิ่มเวลาเรียนเข้าไปมากขึ้นแล้วก็คิดว่าเราจะเข้าใจเรื่องวัฒนธรรม แต่ประเด็น ที่สําคัญก็คือว่า ที่ผ่านมาความที่เราไม่เข้าใจรากของเรานี่ครับ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่เขาบอกว่า ต้นไม้นี่มันต้องมีรากฉันใด สังคมก็ต้องมีรากฉันนั้น วัฒนธรรมนี่คือรากที่สําคัญของสังคม แต่ว่าการพัฒนาการศึกษาที่ผ่านมาเราทําลายทั้งรากฐานของเรา ทําลายวัฒนธรรม ทําลาย ชุมชน ทําลายสิ่งแวดล้อม ก็เลยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เกิดวิกฤตสิ่งแวดล้อม รวมไปทั้ง ขอประทานโทษนะครับ รวมทั้งความรุนแรงใน ๓ จังหวัดภาคใต้จนปัจจุบันนี้ครับ เพราะว่า เราทิ้งฐานวัฒนธรรม ประเด็นคําถามมีอยู่ว่า วัฒนธรรมของเราเชื่อมโยงกับอะไรนะครับ ท่านกษิตได้ชี้ประเด็นดีมากนะครับ ผมคิดว่าทิศทางของการพัฒนาของเรานับจากนี้ไป ที่เราเรียนรู้โดยเฉพาะ ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาที่ทําให้ความเหลื่อมล้ําสูงขึ้น วิกฤตสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติถูกทําลาย ท่านใช้คําว่าอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) ผมเข้าใจว่า อันนี้ตรงกับ ๑ ใน ๕ อุตสาหกรรม ก็คืออุตสาหกรรมการเกษตร แต่ไม่ทราบว่าตรงเสีย ทีเดียวหรือเปล่านะครับ แต่ว่าในนี้ก็ยังพูดถึงเรื่องของการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม พูดถึงเรื่อง ของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ เป็นต้น แต่ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่า วัฒนธรรมในที่นี้คือวิถีชีวิตร่วมกันของกลุ่มชนที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมหนึ่ง ๆ และที่สําคัญ คือการพัฒนาที่สอดคล้องไม่เพียงวัฒนธรรมก็ต้องสอดคล้องกับภูมิปัญญาของแผ่นดินนี้ด้วย ภูมิปัญญาคือปัญญาที่ติดอยู่กับแผ่นดิน แปลตรงไปตรงมา ภูมิปัญญาคือปัญญาที่ติดกับ แผ่นดิน อาชีพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญานี่ผมเข้าใจว่าสมาชิกในห้องนี้ ทราบเรื่องเหล่านี้ดี เราพูดถึงเกษตรกรชาวนาชาวไร่ พูดถึงข้าวที่ดีที่สุดในโลก พูดถึงสมุนไพร พูดถึงแหล่งท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติที่งดงามที่สุดในโลก ทิศทางการพัฒนาประเทศเรา ถ้าอยู่บนฐานของวัฒนธรรม ฐานของภูมิปัญญา ฐานของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากเห็นเปเปอร์ (Paper) นี้เสนอให้เห็นทิศทางทํานองนี้ครับ ผมจะถูกจะผิดหรือไม่ก็ตาม นะครับ แต่ว่าท่านอาวุโสหลายท่านก็อภิปรายทํานองนี้ ส่วนเรื่องการพัฒนาอื่น ๆ สิ่งที่ท่านเสนอ ก็ต้องขอบคุณมากนะครับ ทําให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่น่าจะมีทิศทางของกระแสหลักว่า เป็นทิศทางของการพัฒนาบนฐานวัฒนธรรมและฐานของภูมิปัญญา ฐานของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนั้นคือการพัฒนาที่ยั่งยืนนะครับ ท่านประธานครับ เคยมีวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ แต่ว่ามีหลายจังหวัดในประเทศไม่ได้รับผลกระทบ กระเทือนนะครับ ด้วยเหตุที่จังหวัดเหล่านั้นเขาพัฒนาบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของเขา เขามีอาหารไทย มีสินค้าไทย มีการแพทย์แผนไทย มีพยาบาลไทยซึ่งเป็นพยาบาลที่ดีที่สุด แห่งหนึ่งของโลกด้วยอัธยาศัยน้ําใจไมตรีนั่นคือวัฒนธรรม แล้วประเทศต่าง ๆ ที่มา รักษาพยาบาล ก็เพราะว่าพยาบาลที่มีอัธยาศัยน้ําใจอันดีงาม ซึ่งยากที่จะมีพยาบาลประเทศอื่น ทําได้เช่นนี้ครับ ปรากฏว่าจังหวัดเหล่านี้ไม่กระทบกระเทือนครับ แม้วิกฤตโลกจะ กระทบกระเทือนมาหลายประเทศที่ได้รับผลนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคงไม่มีรายละเอียด อะไรจะพูดมากกว่านี้ครับ ก็กลับไปที่คําเตือนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสที่เตือนว่า การศึกษาซึ่งในที่นี้ผมรวมถึงวัฒนธรรมด้วย เพราะว่า มันเกี่ยวข้องกับทุกเรื่อง ต้องไม่ทิ้งฐานวัฒนธรรม ทิศทางการพัฒนาประเทศต้องอยู่บนฐาน วัฒนธรรม ฐานของภูมิปัญญา ฐานของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของแผ่นดินนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
มีสมาชิกที่จะแสดงความจํานงในการอภิปรายอีกหรือเปล่าครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดอภิปราย ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ อย่างมาก ในส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องทางคณะอนุกรรมาธิการก็จะไปต่อเติมให้สมบูรณ์ และครบถ้วนนะครับ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นและเน้นในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ก็เป็น เรื่องที่ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ตระหนักดี แล้วก็ขอนําข้อสังเกตของท่านไปดําเนินการ ต่อนะครับ
ส่วนข้อสังเกตของท่าน สปท. ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ ที่ท่านได้ พูดถึงเรื่องของ ๔ สาขาแรก และสาขาสุดท้ายก็คือสาขาแปรรูปเกษตร และท่านได้กรุณา เน้นในเรื่องของแปรรูปเกษตร และท่านเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ว่าท่านยังมีข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับ ๔ สาขาแรกว่าส่วนใหญ่แล้วใช้เทคโนโลยีจาก ต่างประเทศ แล้วก็ถือว่าเป็นซันเซตเซกเตอร์ (Sunset Sector) นะครับ ซึ่งผมขอกราบเรียน ว่ายังไม่น่าจะถึงซันเซตเซกเตอร์ (Sunset Sector) หรือซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็น ๔ สาขา ที่ท่านได้กรุณาเน้น ผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในช่วง ๓ ถึง ๕ ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นได้ค่อนข้าง ชัดเจนนะครับว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในปีที่แล้วเราส่งออก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คัน เราส่งออกประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คัน นี่ก็เป็นผลพวงของการเจริญเติบโตทางด้าน อุตสาหกรรม แต่แน่นอนครับในอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ อินเทอร์นัลคอมบัสชัน (Internal Combustion) คือใช้ เครื่องยนต์ในปัจจุบันนั้นอาจจะต้องมีการปรับและเปลี่ยนไปในการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น และใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ยังถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมที่ซันเซต (Sunset) นะครับ ในกรณีเรื่องของยานยนต์ ผมขออนุญาตว่าขณะนี้ทางบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และทาง กฟผ. ก็ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนที่จะทําต้นแบบของยานยนต์ไฟฟ้าโดยใช้รถ ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับว่า ฮอนด้า รุ่นแจ๊สนะครับ โดยถอดเครื่องยนต์เดิมออก แต่ว่า เอาเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าทั้งหมดใส่เข้าไป ซึ่งกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ ตกลงที่จะดําเนินการต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เราไม่จําเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราสามารถใช้ เทคโนโลยีบางส่วนได้นะครับ ถ้าจะพูดกันจริง ๆ ก็คืออุตสาหกรรมทุกอย่างจะบอกว่า ซ้ําซ้อนก็มีอยู่แล้ว แล้วก็เรากําลังทําในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ผมขอกราบเรียนว่าไม่น่าจะเป็นเรื่อง ของซ้ําซ้อน คงจะเป็นเรื่องของการซ้ําเสริมครับ ซ้ํากับของเดิมแต่ไม่ใช่ว่าดําเนินการแค่นั้น นะครับ พัฒนาต่อไปจากของเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการใช้งานที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องดําเนินการ คงจะไม่เป็นเรื่องที่จะต้องทําแบบเดิม อีกต่อไป แต่เราก็ต้องใช้ชื่อเดิมครับ เราจะไปใช้ชื่ออื่นแล้วไม่ซ้ํากันคงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็เช่นเดียวกัน ก็ขอกราบเรียนนะครับว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขอเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ค่อนข้างจะซบเซาสําหรับปิโตรเคมี แต่ว่าประเทศไทย เรามีการขยายตัวที่น่าสนใจมากประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓ เปอร์เซ็นต์นี่มูลค่ามหาศาลครับ เพราะเหตุว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีฐานการผลิตและฐานทางด้านมูลค่าสูงมากในการส่งออก ด้วยและใช้ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นปิโตรเคมีถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาเซียน (ASEAN) เดี๋ยวก็คงจะได้คุยกันต่อว่าเรามีความสามารถในเรื่องของการใช้ก๊าซธรรมชาติมาดําเนินการ เพื่อให้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นปิโตรเคมี อย่างเดียวนี้จะทําให้เกิดผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มา ผมขอเรียนว่ามีบางส่วนได้พูดด้วยความเข้าใจผิด ภายนอกนะครับ ไม่ใช่ที่นี่ว่าเรามีก๊าซธรรมชาติ ทําไมเราเอาก๊าซธรรมชาติมาผลิตปิโตรเคมี ทําไมเราไม่ไปผลิตพลังงาน หรือเอาไปเผาเพื่อให้เกิดพลังงาน เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงาน ต่าง ๆ นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างมาก ๆ ของท่านที่เคยพูดเรื่องนี้ เพราะเหตุว่าก๊าซใน อ่าวไทยและก๊าซที่มาจากพม่านั้นแตกต่างกัน ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นก๊าซชนิดเปียก แต่ก๊าซ จากพม่าส่วนใหญ่จะเป็นก๊าซชนิดแห้ง เพราะฉะนั้นความเหมาะสมในการที่จะเอามาเผาเป็น พลังงานนั้นก็คงจะต้องใช้ก๊าซจากพม่า แต่ส่วนก๊าซของไทยซึ่งมีคุณสมบัติมากกว่าที่เป็นอยู่ สามารถนํามาเข้ากระบวนการผลิตเป็นปิโตรเคมี และออกผลิตภัณฑ์มาเป็นพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์หลายร้อยชนิดจากก๊าซธรรมชาติอันนั้น จะเห็นได้ชัดว่าปิโตรเคมีของไทยยังมี ความเจริญก้าวหน้า และอีกอย่างหนึ่งที่ผมคงต้องเรียนให้ทราบว่าถ้าหากว่าเราเอาก๊าซของ ไทยเราไปเผาเพื่อเป็นพลังงานทั้งหมดมันก็เหมือนกับว่าเรากําลังเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ ก๊าซจากพม่าซึ่งเป็นก๊าซแห้งเอาไปเผาใช้ได้ นั่นคล้าย ๆ ไม้ฉําฉา แต่ก๊าซจากประเทศไทย มันลักษณะคล้ายกับไม้สักซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า แต่เราเอาไปเผามันก็จะเกิดประโยชน์แต่เฉพาะ ส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นไม่สามารถจะเกิดประโยชน์ได้เลย นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า ปิโตรเคมีบ้านเราในประเทศไทยยังมีความเจริญก้าวหน้าและกว้างขวางขึ้นนะครับ และในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้พอมาถึงไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้อง ต่อยอดความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมากอยู่แล้ว แต่เราก็คง จะต้องดําเนินการเพิ่มเติมขึ้นไปเสริมต่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่กําลังดําเนินการอยู่นั้นให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น ไม่ใช่แบบเดียวกับของเดิมที่ทําอยู่ เพราะฉะนั้น มิได้มีการซ้ําซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ซ้ําเสริมนะครับ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งขณะนี้อิเล็กทรอนิกส์มีอัตราการเพิ่มประมาณ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ๕ ปีโดยเฉลี่ยที่ผ่านมา พอมาถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งอันนี้ลดลงนิดหน่อย เนื่องจากในอนาคต การใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัสดุที่ใช้ในการผลิตทําเสื้อ เครื่องนุ่งห่ม ท่านจะเห็นได้ว่าในอนาคตสิ่งที่จะต้องหายไปหรือใช้ ลดลงนั้นก็คือเตารีด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตารีดแผ่นเหล็กที่ใช้ความร้อนจะค่อย ๆ หายไป จะมีแต่เฉพาะเตารีดที่ใช้ไอน้ํา เพราะเหตุใดครับ เพราะเหตุว่าวัสดุต่อไปนี้ในการทํา เครื่องนุ่งห่มนั้นสามารถที่จะซักแล้วไม่ต้องรีด แต่เรียบ ผ้านั้นเรียบมากเลย เผอิญต้องขออภัย ปกติผมมีอยู่ ๒ ตัว วันนี้ไม่ได้ใส่มา เป็นเสื้อซึ่งไม่ต้องรีดจะมียับเฉพาะที่คอเท่านั้น นอกนั้นเรียบร้อยเลย นั่นก็เป็นการใช้วัสดุสมัยใหม่ซึ่งไม่จําเป็นต้องรีด เตารีดก็ค่อย ๆ หายไป และในอนาคตจริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้วัสดุที่ซักแล้วไม่ต้องใช้ผงซักฟอก ตลาดผงซักฟอกก็ลดลงแล้ว เพราะเพียงแต่ฉีดน้ําเฉย ๆ กับวัตถุอันนั้น คือสิ่งทอนั้นจะทําให้ ความสกปรกหายไปทันทีโดยไม่ต้องอาศัยสบู่หรือผงซักฟอก นั่นก็เป็นเรื่องซึ่งจะเกิดขึ้นใน อนาคตไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่มีอะไรที่ซันเซต (Sunset) ซันไรส์ (Sunrise) หรือเนียร์ดอน (Near Dawn) มันจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถจะคงอยู่ ต่อไปได้ แล้วก็คงอยู่ต่อไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เป็นแผนผังที่ทางแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ก็มีปรากฏอยู่ ยุทธศาสตร์ของชาติ ๒๐ ปี ก็มีปรากฏในเรื่องนี้อยู่ แต่ว่ารายละเอียดที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้กรุณาพูดถึงว่าไม่ชัดเจน ผมขอกราบเรียนว่าจริง ๆ เราทํารายละเอียดหนาปึกชัดเจนมากเลย แต่ว่าได้พยายามที่จะ ตัดอะไรออกไปค่อนข้างจะมากทีเดียว ก็จะรับข้อสังเกตท่านไว้เพื่อจะไปเพิ่มเติมตามที่ ข้อสังเกตของท่าน
สําหรับอุตสาหกรรมแปรรูป ผมขออนุญาตเรียนว่าท่านกษิตได้กรุณาให้ ข้อคิดเห็นนั้นตรงกับใจของคณะอนุกรรมาธิการที่เห็นความสําคัญของทางด้านเกษตร และเกษตรนั้นเป็นพื้นฐานของประเทศ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องตระหนักอย่างยิ่งในเรื่อง ของการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแปรรูปเกษตรให้มั่นคง ยั่งยืน แล้วก็มีประสิทธิภาพด้วย ในเรื่องนี้จะมีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของท่านดอกเตอร์ วินัยด้วยนะครับ ก็คือฮาลาล ขณะนี้มีหน่วยงานเรียกว่า สถาบันอาหาร แล้วก็หน่วยงานของ ดอกเตอร์วินัย ก็มีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือถ้าพูดถึงดอกเตอร์วินัยก็คือฮาลาลเป็น เจเนอริก (Generic) จะเรียกฮาลาลแทนท่านดอกเตอร์วินัยก็ได้ เพราะว่าท่านเป็นผู้บุกเบิก เรื่องนี้ในประเทศไทย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ และถือได้ว่าในอนาคตฮาลาลจะเป็นเรื่อง สําคัญอันหนึ่งในกลุ่มของแปรรูปเกษตรของประเทศไทย แล้วขอเรียนว่าประเทศไทยได้ถูก คัดเลือกจากผู้ที่จัดการแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร แล้วท่านก็กําลังจะมี และทุกปีเว้นปี จะสลับกัน ประเทศไทยกับอินโดนีเซียจะได้รับเลือกเป็นประเทศที่จัดแสดงสินค้าที่เรียกว่า ฟู้ดอินกรีเดียน (Food Ingredient) ตัวเอฟ (F) แล้วก็ไอ (I) เป็นประจําปีสลับกัน ปีที่ผ่านมานั้น จัดที่ประเทศไทย ปีหน้าก็ไปจัดที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย แล้วปีต่อไปก็จัดที่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดนะครับว่าในส่วนของเอเชีย (Asia) นี่ประเทศไทยเราได้รับการยกย่อง ว่าเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพ แล้วสามารถที่จะดําเนินการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว เพราะฉะนั้นความภาคภูมิใจในเรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของเกษตรจะมีค่อนข้างมากทีเดียว ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงสําหรับข้อคิดเห็นของ ท่านกษิตนะครับ เราจะได้ดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
และในขณะเดียวกันดอกเตอร์วินัยได้พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ของมาเลเซีย คงต้องเรียนนะครับว่าระบบของเรากับระบบของมาเลเซียแตกต่างกัน และอุตสาหกรรมบางประเภทเราเหนือกว่ามาเลเซียครับ แต่บางประเภทเราแพ้มาเลเซีย อันนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในเรื่องของยานยนต์ถามว่าเราดีกว่าไหม ยานยนต์เราก็ใช้ ยี่ห้อของโตโยต้าของอะไรต่าง ๆ แต่ว่าของมาเลเซียนั้นเป็นยี่ห้อที่เรียกว่า เนชันนัลแบรนด์ (National Brand) ผมได้คลุกคลีกับเรื่องนี้มาประมาณ ๓๐ กว่าปี ตั้งแต่สมัยที่รับราชการ ใหม่ ๆ ปรากฏว่าในช่วงนั้นประเทศมาเลเซียประกาศว่าจะใช้ระบบสร้างรถแห่งชาติ นั่นก็คือเนชันนัลคาร์ (National Car) ในขณะที่ประเทศไทยเลือกใช้รถทั่วไปที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน แต่ใช้ระบบในการที่เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่เรียกว่า โลคัลคอนเทนต์ (Local Content) จากประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโลคัลคอนเทนต์ (Local Content) ในประเทศไทยเรามากขึ้น รถยนต์แต่ละคันที่ใช้ในประเทศไทยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยการผลิตของผู้ผลิตรายย่อย ผู้ผลิตรายย่อยคือผู้ทําอะไรครับ ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดําเนินการเป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งประเทศไทยเรา ส่งออกเป็นอันดับ ๑ ในอาเซียน (ASEAN) ผลิตรถยนต์จํานวนมากที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ตรงนี้ต้องบอกกันเลยว่านี่คือเรื่องจริง แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่คงจะต้องเรียนนะครับว่า แคนาดา เคยเข้ามาเมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีที่แล้ว อยากจะซื้อรถจากประเทศในอาเซียน (ASEAN) ไป ก็ไปดูที่โปรตอน ซาก้าด้วย แล้วก็ดูที่ประเทศไทย ปรากฏว่าพอแคนาดากลับไปสั่งซื้อรถจาก ประเทศไทยครับ สั่งซื้อจากประเทศไทยไป รถนั้นก็คือไม่ทราบถ้าบอกยี่ห้อคงจะไม่เหมาะ กระมัง นั่นก็คือสั่งซื้อจากประเทศไทย ไม่ได้ซื้อจากมาเลเซียเลย ซึ่งมาเลเซียนั้นใช้ระบบ เรียกว่าเนชันนัลคาร์ (National Car) เนชันนัลคาร์ (National Car) ตอนนั้นคงเรียนได้ว่า ไม่ประสบความสําเร็จ แต่ประเทศไทยค่อยทําค่อยไปทีละขั้น ๆ แล้วก็แต่ละขั้นนั้น มีการกําหนดว่ารถยนต์ในปีนี้จะต้องใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทั้งคันไม่ต่ํากว่ากี่เปอร์เซ็นต์ กี่เปอร์เซ็นต์ กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ทําให้เกิดอะไรครับ เกิดทักษะ ในการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของรายย่อยรายเล็กเป็นพันเป็นหมื่นในประเทศไทย จนกระทั่ง ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่ดีที่สุดและมีคุณภาพที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นั่นก็คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นนะครับ แต่เรามองไม่เห็นครับ สิ่งนี้ไม่เคย มองเห็นเลย แล้วทุกคนก็คงจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่วิธีการหรือนโยบาย กุศโลบาย ในการทําการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องมองในลักษณะแบบนี้นะครับ ก็คงต้องเรียนว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยเรามีความสามารถสูงในเรื่องนี้
และอีกเรื่องหนึ่งอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผมประสบมากับตัวเอง เพราะผมเป็น กรรมการของบริษัทในมาเลเซีย ก่อสร้างโรงงานและก่อสร้างตึก ปรากฏว่าอุตสาหกรรม การก่อสร้างของประเทศไทยกับมาเลเซียผมถือว่าประเทศไทยดีมาก เป็นอุตสาหกรรม ก่อสร้างที่มั่นใจ ไว้ใจได้แล้วก็ดีมีฝีมือนะครับ จากมาเลเซียให้ดําเนินการเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีการทิ้งงาน ๒ ครั้ง กว่าจะเสร็จต้องมี การประมูลครั้งที่ ๓ นั่นก็คือสิ่งที่ผมประสบมา และผมได้เห็นตัวอย่างแล้ว จะเห็นได้ชัด นะครับว่าการก่อสร้างของประเทศไทยเราเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ค่อนข้างจะมี ประสิทธิภาพสูงแล้วก็มีประโยชน์อย่างมาก นั่นก็เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมขอ กราบเรียนไว้นะครับ
สําหรับในเรื่องของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ปัญหาทําอย่างไรที่จะให้ ประชาชนมีความรู้ความสามารถ แต่ก็ยังใช้เครื่องจักรของต่างประเทศ อันนี้ผมก็ได้ กราบเรียนบางส่วนไปแล้วนะครับว่าจะทําให้ชาวนาชาวไร่ได้มีการที่อยู่ดีกินดีนะครับ ผมขอยกตัวอย่างอุตสาหกรรมหนึ่งอุตสาหกรรมที่ท่านสมาชิกอาจจะยังไม่ทราบ นั่นก็คือ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลทราย ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๒๒ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร อันนี้เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทยซึ่งก็ยังไม่ได้ทําอะไรมากมายนัก เกิดปัญหาอยู่ ทุกปีในเรื่องของราคาอ้อย เกิดปัญหาทุกปีในเรื่องของอะไรต่ออะไรต่าง ๆ จนกระทั่งเราต้อง นําเข้าน้ําตาลจากต่างประเทศบางส่วน และช่วงนั้นในการส่งออกน้ําตาลของประเทศไทย ซึ่งทําจากอ้อย ปรากฏว่าอยู่ในอันดับโหล่มาก อันดับหนึ่งคือบราซิล ติดต่อกันมาตลอด ผลิตส่งออกเป็นอันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ นั้นก็มีออสเตรเลีย สหภาพแอฟริกาใต้ และฟิลิปปินส์อันดับ ๔ อันดับ ๕ ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่อันดับหลังจากนั้นเยอะ แต่ ณ ปัจจุบันท่านคงจะทราบนะครับว่าประเทศไทยเราส่งออกน้ําตาลที่ผลิตจากอ้อยเป็น อันดับ ๒ ของโลกรองจากบราซิล ด้วยเหตุใดครับ ไม่ใช่เฉพาะที่เราไปช่วยในเรื่องของพันธุ์ อ้อยเท่านั้น อย่างอื่นต้องมีการปรับปรุงสนับสนุนด้วย อาทิเช่น ระบบอุตสาหกรรมอ้อย และน้ําตาลทราย เดิมทีนั้นชาวไร่อ้อยเป็นฆ้องใบสุดท้าย ถ้าตลาดโลกน้ําตาลดี แต่ว่าซื้ออ้อย ไปแล้วเข้าโรงงาน โรงงานก็จะได้ส่วนต่างที่ตลาดโลกราคาดีไป ส่วนชาวไร่ก็ยังคงได้ราคาต่ํา แบบเดิม นั่นก็คือระบบของเดิม แต่ระบบหลังจากปี ๒๕๒๕ ปี ๒๕๒๖ ปี ๒๕๒๗ ช่วงนั้น เรามีอ้อยแค่ประมาณไม่กี่ล้านตัน ก็ทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลาในเรื่องราคาอ้อย แล้วก็ ความเสียเปรียบของชาวไร่อ้อย ต่อมาต้องขออนุญาตเรียนเอ่ยชื่อนะครับ ท่านดอกเตอร์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา สมัยนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ได้มี การช่วยจัดระบบนี้ขึ้นมา เลยกลายเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับ โรงงานน้ําตาล นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างจะต้องแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม เดิมถ้าโรงงานซื้ออ้อยเสร็จแล้วผลิตน้ําตาล หลังจากนั้น ๔-๕ เดือนราคาตลาดโลกสูงลิบเลย สิ่งที่ได้ก็คือโรงงานได้ไปหมด ชาวไร่ไม่ได้อะไรเลย พอตอนหลังระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เข้ามา ก็จะเห็นได้ชัดว่าถ้าซื้อราคานี้ ตลาดโลกราคานี้ ก็จะซื้อราคาอ้อยแค่นี้ ถ้าตลาดโลกสูง ราคาอ้อยก็สูงตามด้วย เป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งสูตรนี้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ ณ ปัจจุบันนี้ปี ๒๕๕๙ ระบบนี้ยังใช้อยู่ จนทําให้ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ ๒ ของโลก ฟิลิปปินส์เคยส่งออกอันดับต้น ๆ ขณะนี้ฟิลิปปินส์ไม่มีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาล เนื่องจากไม่ได้จัดระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลในประเทศจึงทําให้ล่มสลาย อินโดนีเซียเคยผลิตน้ําตาลที่เรียกว่าน้ําตาลปัตตาเวีย น้ําตาลชวา ล่มสลายหมด และ ๒ ประเทศนี้ขณะนี้ซื้อจากประเทศไทย เราส่งออกไป ๒ ประเทศนี้มากทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดนะครับว่าส่วนหนึ่งก็คือคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือการจัดระเบียบของเกษตรให้เข้ารูปเข้ารอยและมีระบบที่ชัดเจน เมื่อมีระบบ ชัดเจนแล้ว มีกองทุนอ้อยและน้ําตาล และท่านจะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาชาวไร่อ้อย ไม่เคยขอเงินรัฐบาลในการที่จะพยุงราคาอ้อย ท่านจะเห็นข่าวว่าราคาอ้อยเท่านั้นเท่านี้นี่นะครับ เพราะว่าระบบนี้เขามีอะไรครับ เขามีกองทุนอ้อยและน้ําตาล เวลาราคาตลาดโลกดีก็เก็บใส่ กระปุก ตลาดโลกดีก็เก็บใส่กระปุก และกระปุกนี้ละครับเป็นกระปุกที่ทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นเจ้าของ เมื่อราคาตลาดโลกตกต่ํา ราคาอ้อยจะตกต่ําด้วยก็เอาอันนี้มาโป๊ะให้มันสูงขึ้น นั่นก็คือสิ่งที่ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลช่วยตัวเองมาโดยตลอด แล้วอีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่า ท่านผู้มีเกียรติก็คงจะยังไม่ทราบนะครับว่า เกษตรกรไม่ต้องเสียภาษีใช่ไหมครับ ผลิตภัณฑ์ เกษตร แต่อ้อยที่นําเข้าโรงงานน้ําตาลทุก ๆ ๑๐๐ เสีย ๐.๗๕ นั่นก็คือหักภาษี ณ ที่จ่าย มีชาวไร่อ้อยเท่านั้นครับที่เสียภาษีให้กับรัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถามว่าทําไมเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อจ่ายเงินโรงงานจะหักภาษีไว้และภาษีนี่จะออกมาชัดเจนว่าตันเท่านี้ราคาเท่านี้จะเป็น การหักภาษีและส่งสรรพากร เพราะฉะนั้นทุกอย่างนี้เป็นระบบ ผมอยากจะเรียนประเด็นนี้ นี่นะครับใช้เวลายืดยาวกับท่านผู้มีเกียรติ ก็เพราะอยากจะเห็นว่าการทําให้อุตสาหกรรม มันเจริญก้าวหน้า การเกษตรให้มันเจริญก้าวหน้า ไม่เพียงแต่ไปดูว่าต้องทําเครื่องจักรให้ดี ต้องใส่ปุ๋ยให้ดี ผลิตภัณฑ์ออกมาก็ดีอะไรก็ดี อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การจัดการ ระบบการจัดการเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณที่ท่านได้เสนอเรื่องนี้มา
ต่อไปท่านกิตตินะครับ ท่านกิตติได้กรุณาให้ข้อมูลที่ดีมากนะครับ เราก็จะรับไว้ เพื่อที่จะได้ดําเนินการต่อไป
ท่านนิกร จํานง ก็เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งท่านพูดถึงปุ๋ยยูเรีย (Urea) นะครับ ผมขอเรียนนิดหนึ่งนะครับว่า จริง ๆ ประเทศไทยเรานะครับ ปุ๋ยยูเรีย (Urea) นี้ทําจาก วัตถุดิบนะครับ ก๊าซธรรมชาติเอามาทํา ซึ่งผมเป็นกรรมการอยู่ที่บริษัทหนึ่งในมาเลเซีย เอาก๊าซธรรมชาติมาทําเป็นปุ๋ยยูเรีย (Urea) แล้วก็ส่งขายประเทศไทยด้วย เพราะว่าประเทศไทย เราไม่มีปุ๋ยแบบนี้ ปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหมครับ จริง ๆ แล้วบ้านเรามีวัตถุดิบใต้ดินมหาศาล แล้วก็มีคุณค่ามากเลยคือโพแทช (Potash) นะครับ ขณะนี้โพแทช (Potash) อยู่ที่ไหนบ้าง ครับ อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี อยู่ที่ชัยภูมิ แหล่งทั้งหมดในภาคอีสานนี่นะครับใต้ดินนี่เป็นโพแทช (Potash) ทั้งนั้น โพแทช (Potash) มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เมื่อหลายร้อยหลายพัน หลายหมื่น หลายแสนล้านปีมานี่ อีสานเป็นทะเลหมด พอพื้นดินมันปิดเข้าไปข้างล่างนี่ใต้ดิน จะเป็นเกลือและแห้งเหือดไป จนกระทั่งกลายเป็นที่ราบสูง ข้างล่างจะเป็นเกลือหินเขา เรียกว่าร็อกซอลต์ (Rock salt) และเสร็จแล้วเป็นโพแทช (Potash) นะครับ นั่นก็คือโพแทช (Potash) ที่เราควรจะต้องนําเข้ามา แล้วขณะนี้ก็มีบริษัทอาเซียน โปรเจกต์ แล้วก็บริษัท เอเชีย แปซิฟิก โพแทช ซึ่งกําลังดําเนินการอยู่ แล้วก็ได้รับการต่อต้านอยู่เรื่อย ต่อต้าน จนกระทั่งเกิดไม่ได้ ท่านทราบไหมครับว่า โพแทช (Potash) ของประเทศไทย ๑. คุณภาพโพแทช (Potash) ดีมาก ๒. โพแทช (Potash) ประเทศไทยอยู่ใต้ดินลึกไม่มากประมาณ ๑ กิโลเมตรก็ถึง แต่ถ้าหากว่าเป็นตั้งแต่ ๒๐๐-๓๐๐ เมตรลงไปใต้ดินก็ถึงแล้วก็นําออกมาได้ แต่อย่างที่ แคนาดาหรือประเทศอื่น ๆ นี่นะครับลงไปเกือบ ๓ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าต้นทุน การผลิตต่างกันมหาศาล ๑. เราคุณภาพดี ๒. การนําเอาโพแทช (Potash) ขึ้นมาใช้ มีต้นทุนต่ํากว่า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจะภาคภูมิใจว่าประเทศไทยเรามี แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะมีการต่อต้าน ต่อต้านว่าอย่างไรครับ ต่อต้านว่าไม่ได้เดี๋ยวจะ เกิดมลภาวะเกิดขึ้น ผมขอเรียนนะครับว่าที่แวนคูเวอร์ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของแคนาดา แล้วเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในโลกและติดอันดับ เข้าใจว่าจะเป็นอันดับ ๑ ด้วยซ้ําไปว่าเป็นเมืองที่อากาศดีแล้วก็สะอาดที่สุดในโลก ท่านทราบไหมครับ เขาขนส่ง โพแทช (Potash) ใกล้ ๆ เมืองละครับริมแม่น้ําครับ ผมเห็นว่าเป็นอย่างนั้นเลย ไม่ได้มี เหตุผลเลยครับว่ามันจะทําให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรืออะไร ถ้าหากว่าเรามีเทคโนโลยี ในการควบคุมในเรื่องของสิ่งแวดล้อมดี ๆ ผมคิดว่าน่าจะไปได้อย่างดีครับ
ส่วนในเรื่องของภาคอีสานแปรรูปเกษตร เช่น ข้าว ที่ท่านได้กรุณา ยกตัวอย่างนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งเหมือนกันว่าสาเกที่ดังที่สุดในเมือง โอกินาวา ได้มีโอกาสพบกับท่านประธานบริษัทแล้วได้คุยว่า แล้ววัตถุดิบท่านเอามาจากไหน ท่านถามผมว่าไม่รู้หรือว่ายี่ห้อนี้ที่โอกินาวาเอามาจากไหน ผมบอกไม่ทราบครับ เขาบอกว่า เขาเอาข้าวจากทุ่งกุลาร้องไห้ ผมว่าทําไมไม่เอาข้าวที่อื่นล่ะ เขาบอกว่าข้าวที่อื่นไม่ได้ ต้องเอาที่ทุ่งกุลาร้องไห้เพราะว่าคุณภาพดี ทําสาเกอร่อยนะครับ แล้วผมก็เลยชักชวนบอก อย่างนั้นแทนที่จะเอาข้าวไป ท่านมาตั้งโรงงานสาเก ทําผลิตกลั่นเอาแอลกอฮอล์ไปแล้วส่งไป โอกินาวา เขาบอกว่าประเทศไทยเราคนไทยนี่เก่งดูนิดเดียวก็รู้ประเดี๋ยวจะมีสาเกดัง ๆ ในประเทศไทยเขาเลยไม่กล้ามาตั้งโรงงานที่นี่ ก็เลยต้องเอาข้าวไป นี่คือสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ท่านนิกร จํานง ก็ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านเป็นนายตํารวจที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของการทําธุรกิจด้วยน่าชื่นชมครับ ท่านดอกเตอร์ ถ้าท่านมีอะไร ท่านบอกว่าหน่วยราชการไม่ได้มีเลยในพื้นที่อุบลราชธานี ผมขอกราบเรียน นะครับว่ามีครับ มีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ที่ถนนคลังอาวุธ แล้วก็ ตําบลขามใหญ่ อําเภอเมือง ท่านกรุณาถ้าหากว่าท่านมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดท่าน ก็ขอความกรุณาไปหาความสําราญได้ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม เพราะศูนย์นี้จะเป็น ศูนย์หนึ่งที่ช่วยเหลือคน ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้จะทําอะไร ไปได้เลยครับ ท่านมีเงินแต่ไม่รู้จะทํา อะไร ประเดี๋ยวจะบอกให้ว่าจะใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จะทําโน่นทํานี่ ทําผลิตภัณฑ์เกษตร หรืออะไรก็แล้วแต่สามารถจะทําได้นะครับ ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้ทําอะไร
ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทําอะไรแต่ไม่มีเงิน ท่านก็ไปได้เช่นเดียวกัน ไปรู้ว่าจะทํา อะไรแต่ไม่มีเงิน เราสามารถประสานกับเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สามารถจะให้กู้ได้ถ้าโครงการท่านดีมาก นะครับ
ประเภทที่ ๓ เราก็ช่วยเหมือนกันท่านไปที่นั่นเลย ประเภทที่ ๑ คือมีเงิน แต่ไม่รู้จะทําอะไร ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทําอะไรแต่ไม่มีเงิน แล้วคนประเภทที่ ๓ นี้ก็คือไม่รู้จะ ทําอะไรดันไม่มีเงินอีกต่างหาก ทั้ง ๓ ประเภทนี้ไปที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ที่จังหวัดอุบลราชธานีได้เลยนะครับ ถนนคลังอาวุธ ตําบลขามใหญ่ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ขอเรียนเชิญนะครับถ้าท่านว่าง ขอบพระคุณท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดที่มีประโยชน์ แล้วก็ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็ท่านชูชัย ศุภวงศ์ เราจะรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกทุกท่านไปประมวลแล้วดําเนินการนําเสนอให้กับทาง คณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ ขออนุญาตเรียนแค่นี้ครับ ท่านดอกเตอร์เดชาจะเพิ่มไหมครับ
ทางกรรมาธิการจะมีผู้ใดครับ ท่านกลินท์ สารสิน ประธานบอร์ด (Board) ททท. เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านผู้มีเกียรติ ทุกท่านนะครับ เสริมจากท่านมนูนะครับ ก็คือว่าเรื่องปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) ในบ้านเราจากแก๊สธรรมชาติที่เรามีอยู่ในอ่าวไทย ส่วนหนึ่งเป็นพลังงานไปเผา อีกส่วนหนึ่ง ก็มาแยกเป็นแก๊ส เป็นเม็ดพลาสติกนะครับ ซึ่งในเม็ดพลาสติกตอนนี้เราก็ทําหลาย ๆ อย่าง นะครับ แต่เมื่อกี้นี้คือในคาแรคเตอริสติกส์ (Characteristics) ในแก๊สธรรมชาติเรามีมีเทน ค่อนข้างต่ํานะครับ เพราะฉะนั้นจะมาผลิตยูเรีย (Urea) ไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น เราอิมพอร์ต (Import) เข้ามาทั้งหมดเลยนะครับ ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ทางด้านปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) เราก็น่าภูมิใจนะครับ ในบริษัทบ้านเราปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ตอนนี้นะครับ และขณะเดียวกันบริษัทในเมืองไทยก็ไปซื้อ บริษัทปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) ในอาเซียน (ASEAN) เกือบทั้งหมดแล้วนะครับ ก็น่าภูมิใจมากเราคอนโทรล (Control) ทั้งหมดแล้วนะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าหลังจากทําเรียบร้อยแล้วบริษัทในเมืองไทยปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) เราก็มีทําอาร์แอนด์ดี (R&D) เราก่อสร้างโรงงานได้เองแล้วนะครับ แล้วก็มี การทําสูตรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ซึ่งได้ขยายตลาดไปทั้งอเมริกา ทั้งยุโรปแล้วก็น่าภูมิใจ อันนี้ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่รู้สึกว่าบริษัทที่เขาผลิตไม่ได้พีอาร์ (PR) มากเท่าที่ควรนะครับ ก็น่าภูมิใจเรื่องนี้ ก็คิดว่าธุรกิจนี้ยังเป็นธุรกิจที่ยังพอไปได้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งนอกจากผลิตปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) แล้วเขามีธุรกิจ ที่จะมาซ่อมแซมโรงงานปิโตรเคมิคอล (Petrochemical) เรื่องความปลอดภัยนะครับ ตอนนี้ก็มีการดูเรื่องการซ่อมแซม การซ่อมแซมนี้ก็ใช้โดรน (Drone) ตอนนี้ก็ไฮเทค (High tech) มากก็ใช้โดรน (Drone) จากใช้โดรน (Drone) แล้วก็มีการทําธุรกิจต่อเนื่อง นะครับ จากโดรน (Drone) แล้วก็เอาไปใช้เป็นการตรวจสอบสะพานแขวนอย่างนี้ก็เอา เทคโนโลยีนี้มาใช้ ก็น่าภาคภูมิใจที่บริษัทไทยทําเองได้อันนี้นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็เสริมเรื่องรถไฟฟ้า รถยนต์ต่าง ๆ ที่ตอนนี้บ้านเราใหญ่มาก ๆ ซึ่งใช้ชิ้นส่วนประมาณ ๓,๐๐๐ ชิ้นอัป (Up) นะครับ แต่ในอนาคตถ้าเผื่อเราจะเป็นรถไฟฟ้านี่ ใช้ ๑๓ ชิ้น ก็มีคําถามว่าแล้วที่เหลือจะทําอย่างไร แล้วธุรกิจที่เหลือในบ้านเราจะทําอย่างไร ต่อนะครับ จะไปเอกซ์พอร์ต (Export) ชิ้นส่วนเฉย ๆ ได้หรือเปล่า ข้อคิดนะครับ
เรื่องถัดมาก็เป็นเรื่องเกษตรต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ก็มีเรื่องของคณะสานพลัง ประชารัฐนะครับ ผมก็ได้นั่งฟังเขาแถลงก็มีเรื่องโมเดิร์นฟาร์มมิง (Modern Farming) เขาบอกจะทําเกษตรแปลงใหญ่ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เขาบอกว่าทําอย่างไรลดต้นทุนให้ได้ โดยใช้เกษตรแปลงใหญ่ เอาสหกรณ์การเกษตรมาช่วยมาซื้อเครื่องจักร แล้วขณะเดียวกัน ก็เอาเครื่องจักรมาใช้ร่วมกันเป็นแปลงใหญ่ ลดต้นทุน ขณะเดียวกันก็เรื่องเมล็ดพันธุ์สําคัญ มาก ๆ ทําอย่างไรเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพแล้วก็พันธุ์ที่ดีนะครับ ตอนนี้ก็ได้ไปนั่งฟังก็มา พรีเซนต์ (Present) มีทั้งหอการค้าร่วมกับทางบริษัทใหญ่ ๆ ก็บอกว่ามีการทําวิจัยต่าง ๆ แล้วก็ออกมาใช้แพร่หลายแล้วนะครับ ยกตัวอย่างมีเลี้ยงกุ้งร่วมกับเลี้ยงปลานิลในบ่อ เดียวกัน ไม่ทราบท่านเคยฟังไหมครับว่าทําอย่างไรนะครับ เขาบอกเลี้ยงด้วยกัน เวลาให้อาหารปลานิลกุ้งอยู่ข้างใต้ กุ้งมากินอาหารพวกปลานิลที่เหลือ นะครับ ทําให้ลดค่าอาหารได้ด้วย ขณะเดียวกันผลผลิตเพิ่มขึ้น ๗ เท่า ก็น่าแปลกตอนนี้ ก็เริ่มกระจาย ๆ ความรู้นี้ไปนะครับ อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันเราเลี้ยงกุ้งนะครับ ธรรมดา เขาบอกเลี้ยงกุ้งใช้บ่อเลี้ยงกุ้งประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ และขณะเดียวกันอีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นบ่อว่าง ๆ เป็นน้ําสะอาดเก็บเอาไว้นะครับ จากนั้นแล้วก็มาทดลองใหม่ เปลี่ยนสลับกันไปว่า สมมุติเลี้ยงกุ้ง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของในบ่อจะเป็น น้ําสะอาด กลับกลายเป็นผลผลิตเพิ่มขึ้นอีกนะครับ แล้วก็ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ก็ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ พวกนี้ที่สานพลังประชารัฐเขาทํากันนี่ก็จะมาขยายผลต่อไป อันนี้เป็นจุดที่ เราน่าจะส่งเสริมเรื่องอาร์แอนด์ดี (R&D) เรื่องการปรับปรุงนะครับ และเสริมอีกนิดเรื่องหนึ่ง บ้านเราตอนนี้เป็นศูนย์ของอาหาร แล้วก็รอว์แมทีเรียล (Raw material) ด้านอาหารนะครับ หรือว่าคิทเชน ออฟ เดอะ เวิลด์ (Kitchen of the world) ที่มีแผนเอาไว้ ตอนนี้เป็นจริงแล้ว นะครับ เมื่อกี้นี้ขอข้อมูลนิดหนึ่งครับ คือว่าตอนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ หอการค้า เรามีการจัดเรียกว่าไทยเฟกซ์ (THAIFEX) ไทย ฟู้ดส์ เอกซ์ฮิบิชัน (Thai Foods Exhibition) ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (Asia) ตอนนี้ ที่ ๓ ของโลกตอนนี้ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ กว่าตารางเมตร ก็คือเกือบทั้ง ๒ ฝั่งของอิมแพค เมืองทอง ทุกเดือนพฤษภาคม อยากให้ไปดูถ้าพวกเราว่าง นะครับ หลัก ๆ มีเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับท่าน
ขอเชิญดอกเตอร์เดชา จาตุธนานันท์ นะครับ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านครับ เรียนท่านประธานครับ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ คงไม่มีอะไร ที่จะกล่าวนอกจากเรื่องของการยืนยันให้เกิดความมั่นใจเท่านั้นเองนะครับว่า การคงอยู่ของ อุตสาหกรรมทั้ง ๕ สาขาที่ได้มีการนําเสนอไปเมื่อสักครู่นี่นะครับ คงจะต้องเน้นใน ๔ เรื่อง ด้วยกัน อยู่บนพื้นฐาน ๔ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ ก็คือเนื่องจากทรัพยากรในประเทศเราเริ่มร่อยหรอ เริ่มมี ความจํากัดอยู่พอสมควร ดังนั้นการใช้ทรัพยากรจะต้องใช้อย่างมีคุณค่า อันนี้อันแรกเลย นะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือการพัฒนาจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อันนี้เพื่อให้ ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชน สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อมได้นะครับ
เรื่องที่ ๓ ที่สําคัญที่สุดก็คือการพัฒนาเรื่องขององค์ความรู้ แล้วก็ศักยภาพ ของบุคลากรในทุกระดับนะครับ แล้วก็
เรื่องที่ ๔ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เองจะต้องเชื่อมโยงแล้วก็เพิ่มมูลค่าในแวลูเชน (Value chain) ของอุตสาหกรรมในแต่ละสาขาด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเกษตร ที่มีแวลูเชน (Value chain) ค่อนข้างยาวนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการจะดําเนินการคือจะพยายามนําเอาข้อสังเกตแล้วก็ ความเห็นของทุกท่านกลับเข้าไปเพื่อจัดทํารายงานตรงนี้ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยจะเน้นย้ําในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าในแวลูเชน (Value chain) แม้กระทั่งในเรื่องของ เกษตรกรก็ดี การเพิ่มประสิทธิภาพ การเพิ่มรายได้ การลดความเหลื่อมล้ํา แล้วก็ที่สําคัญ ก็คือเรื่องของการนําเอาภาคอุตสาหกรรมให้มีบทบาทสําคัญในการที่จะพัฒนาตัวเกษตรกรด้วย ก็ขออนุญาตกราบเรียนมาเพียงเท่านี้ก่อนครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ มีสมาชิกยังติดใจ ท่านกษิต ภิรมย์ เชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ไม่เสียเวลามากครับ ๒-๓ นาที เพราะทราบว่าใกล้เวลาอาหารกลางวัน คือผม ไม่วิพากษ์วิจารณ์ หรือไม่โต้เถียง หรืออภิปรายในเรื่องซันเซต (Sunset) ซันไรส์ (Sunrise) หรือว่าเดอะ ซัน เนเวอร์ เซต (The sun never set) แล้วก็จะไม่เถียงในเรื่องของไม่ใช่ ความซ้ําซ้อนแต่เป็นความซ้ําเสริม ประเด็นผมมีแค่นี้ และผมอยากจะขอเน้นผ่าน ท่านประธานไปที่คณะอนุกรรมาธิการ คือผมอยากจะให้ประเทศไทยเริ่มมีเทคโนโลยีเป็นของ ตัวเองให้มากที่สุด จะเป็นอุตสาหกรรม ๔-๕ อย่าง แล้วก็ยังต้องซื้อเทคโนโลยีและยังต้อง พึ่งพาทั้งเงินทุนแล้วก็เทคโนโลยีจากต่างประเทศคงไม่ใช่ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมีความเป็นตัว ของตัวเองเป็นสําคัญ อันนี้เป็นเรื่องที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ผมก็ยังอยากจะเน้นว่าฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของเราต่อไป อยากจะมุ่งที่ภาคเกษตรเป็นตัวฐาน เพื่อให้เกิดอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) แล้วก็ อุตสาหกรรมต่อเนื่องที่มาจากวัตถุดิบทางภาคเกษตร แล้วผมก็อยากจะยกตัวอย่างประเด็นเดียว คือเสื้อเกราะที่จะป้องกันกระสุนมันไม่ใช่โลหะแล้วครับ แต่ว่าเป็นเสื้อเกราะที่ทํามาจากเยื่อ หรือพืชเกษตร แล้วผมก็อดฝันไม่ได้ว่าบ้านของผม รถยนต์ของผม อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ในอนาคตวัตถุดิบจะต้องมาจากภาคเกษตรเป็นสําคัญแล้วมันขึ้นอยู่กับค้นคว้าวิจัย แล้วก็ การพัฒนา
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมก็ต้องขอฝากไว้ด้วยว่า ผมเป็นห่วงว่าไม่อยากจะให้ เกษตรกรในนาแปลงใหญ่นั้นกลายเป็นเกษตรกรที่เป็นแรงงานเท่านั้นเป็นลูกมือ แล้วก็ ความเป็นเจ้าของที่ทํากินมันเริ่มที่จะสูญหายไปจากสังคมไทย ผมเป็นห่วงตรงนี้ มันก็เป็น บริษัทยักษ์ใหญ่มาร่วมกันอะไร ๆ ต่าง ๆ ต้องระมัดระวังครับ มันจะเป็นปัญหาสังคม แล้วก็ไม่อยากจะให้มีอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่มีลักษณะของกึ่งผูกขาด โดยไม่กี่บริษัท อันนี้เป็นเรื่องสําคัญไม่อยากจะให้เป็นปัญหาสังคม อันนี้ก็ฝากเป็นข้อคิดว่า ต้องระมัดระวังไม่อย่างนั้นภาพมันสวย ตัวเลขมันสวย แต่ว่าใครเป็นเจ้าของแล้วก็คนที่อยู่ ระดับล่างมีความเป็นเจ้าของแล้วก็ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์แค่ไหน
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็อดคิดไม่ได้ถึงบริษัทไทยรุ่งว่าจะขึ้นมาสู้กับโตโยต้า ฮอนด้า บีเอ็มดับเบิลยู เมอร์เซเดสเบนซ์ และอื่น ๆ หรือไม่ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รถโปรตอน แห่งชาติของรัฐบาลมาเลเซีย จะมีบริษัทไทยเหล่านี้ระดับเอสเอ็มอี (SMEs) ที่อยากจะเป็น ตัวของตัวเองนั้นจะได้รับการร่วมมือช่วยเหลือจากภาครัฐในการที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็ง แล้วก็มีความเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตนเองนั้นได้มากน้อยแค่ไหน ไม่อย่างนั้นเราจะเป็น ลูกไล่ของโตโยต้า ของอะไร ๆ อยู่ตลอดเวลาเราถึงเวลาที่เราจะเริ่มคิดที่จะปลดแอกหรือ เปล่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจของเราในระดับที่เรียกว่า ๔.๐ อันนี้ต้องช่วยกันคิด ความเป็น ชาติรักชาติมันก็จะต้องมีบ้างว่าอะไรที่มันเป็นจิตวิญญาณของคนไทยเราเอง คิดค้นกันเอง แล้วก็มีความรู้ของเราเอง แล้วก็ร่วมกันพัฒนา อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ขอขอบคุณมาก ครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ครับ ขอสั้น ๆ นะครับ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : ครับ ก็คงจะสั้น ๆ เผอิญท่านประธาน กรรมาธิการอาจจะเข้าใจผิดว่าผมไม่เข้าใจว่ามีอะไรตรงไหน แต่ที่จริงผมรู้ว่าส่วนราชการนี้ มีครบถ้วน แต่สิ่งที่ผมอภิปรายไปผมต้องการชี้ว่าคอนเนกทิวิตี (Connectivity) ในลักษณะ ประชารัฐของเรามันอ่อนแอ เรารู้ว่าราชการตั้งอยู่ตรงไหน ภาคเอกชนไปตั้งอยู่ตรงไหน ของจังหวัดทั้งนั้นละครับ แต่ภาคประชาชน แต่การที่มาร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ ระบบประชารัฐยังไม่เข้มแข็งพอ ถามว่าไปหาประชารัฐ ที่ไหนในจังหวัด ผมอยากจะถามเท่านั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้นการสร้างระบบประชารัฐ ต้องเข้มแข็งต้องเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า จะไปยังจุดไหน ทําอะไรที่ไหน อย่างไร ผมรู้ว่า ส่วนราชการมีทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะอภิปรายเสริมเพียงแค่นี้ครับ ขอขอบคุณครับ
เชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ ครับ
ขอบพระคุณครับ ผม ชูชัย ศุภวงศ์ นะครับ ขอประโยคเดียว ประเด็นที่ว่าสร้างแบรนด์อิมเมจ (Brand Image) อาหารเพื่อสุขภาพของไทยให้กับผู้บริโภค ทั่วโลก ผมคิดว่าเป็นประโยคที่สําคัญนะครับ แต่ขณะนี้สารพิษอาบแผ่นดินไทยครับ ท่านรู้ว่า ตัวเลขตอนนี้อยู่อันดับ ๕ อันดับ ๖ ของโลก คือส่งเข้ามา ประเด็นนี้เราจะช่วยกันทําอย่างไร ขอบพระคุณครับ
ฝากประเด็นให้กรรมาธิการไปพิจารณาต่อนะครับ มีสมาชิกท่านใดที่อภิปราย แล้วก็ยังติดใจต้องการคําชี้แจงหรือไม่จากกรรมาธิการนะครับ ถ้าไม่มี ผมจะดําเนินการ ต่อนะครับ ในเรื่องของการขอมติจากที่ประชุม ทางกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ ถ้าไม่มี ผมจะขอมตินะครับ เชิญท่านประธาน มนู เลียวไพโรจน์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้อง ขอขอบพระคุณท่านที่ได้เสนอเรื่องนะครับ โดยที่ท่านกษิต ภิรมย์ ได้พูดถึงเรื่องของ เทคโนโลยีอันนี้สําคัญมากว่ามันจะต้องมีเทคโนโลยีของเราเองที่เราสร้างเอง ก็คงจะต้องเรียน ให้ทราบว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมากระทรวงวิทยาศาสตร์โดยท่านรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน กับกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นได้มีการร่วมมือกัน ประสานและประชุมกันในเรื่องของการที่จะ สร้างเทคโนโลยีของตัวเองโดยที่ไม่ต้องไปพึ่งของต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ก้าวหน้าไปพอสมควร ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของแบตเตอรี่ที่จะใช้ในรถไฟฟ้าในอนาคต ขณะนี้ ทํารีเวิร์สเอนจิเนียริง (Reverse Engineering) เพื่อให้ดูว่าเราสามารถที่จะสร้างพวกนี้ ได้อย่างไร ถ้าเราสามารถสร้างแบตเตอรี่อันนี้ได้นะครับ อุตสาหกรรมทั่วไปจะได้ประโยชน์ อย่างมากทีเดียวจากระบบโซลาร์ (Solar) ก็ใช้ได้ ระบบหลาย ๆ อย่างใช้ได้ ตรงนี้ต้อง ขอขอบพระคุณครับที่เสนอแนวทางนี้ซึ่งกําลังดําเนินการอยู่พอดีนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณ มากครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมสาขาหลักแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
ให้เวลาสมาชิกที่เดินมาจากอาคาร ๒ และ ๓ เพื่อมาลงมตินะครับ ผมเป็น ผู้ช่วยท่านประธาน เพราะว่าเวลาประชุมกรรมการ รวม ๓ ฝ่ายหรือว่ากับกระทรวง ก็จะต้องประสานเชื่อมข้อเสนอแผนปฏิรูปของเรา ขณะเดียวกันก็รับทราบความคืบหน้า ของรัฐบาลด้วยว่าดําเนินการไปมากน้อยแค่ไหน
เรื่องแรกก็คือเรื่องเกษตรกรรม ๔.๐ ซึ่งสมาชิกข้องใจแล้วก็ไถ่ถามเพราะว่า มันเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ๔.๐ ไทยรัฐฉบับเมื่อวานนี้ครับลงในหน้า ๕ ซึ่งลงรายละเอียด ทั้งหมดที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะดําเนินการเรื่องเกษตร ๔.๐ จะมีโหมด (Mode) นะครับ ทั้งเรื่องของโมเดิร์นฟาร์มมิง (Modern Farming) เรื่องบิ๊กฟาร์ม (Big Farm) คอนเซปต์ (Concept) จะไม่ใช่การให้บริษัทใหญ่มาผูกขาดครอบงํา แต่สร้าง ฐานยืนใหม่ให้กับเกษตรกรของเราและสหกรณ์ของเรานะครับ ยังมีสมาชิกที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ แสดงตนไหมครับ มีข้างหลังอีกท่านหนึ่งเพิ่งเข้ามาใช้สิทธิเรียบร้อยหรือยังครับ ถ้าทุกท่าน ใช้สิทธิแล้วผมขอทราบผลการแสดงตนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๑ ท่าน เป็นอันว่า ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปจะขอมติจากที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ นะครับว่าจะเห็นชอบกับ รายงาน เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลักหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธินะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิกันแล้วครบถ้วน ก็ขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลการลงคะแนน เห็นด้วย ๑๕๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี จากผู้เข้าประชุม ๑๖๑ ท่านนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลัก แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการและผู้มาชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนา กําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็น ข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๓ ท่าน คือ
๑. นายสุรพล พลอยสุข อนุกรรมาธิการในคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค
๒. นายชาลี ลอยสูง อนุกรรมาธิการชุดเดียวกันนะครับ
๓. นางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมาธิการ ชุดเดียวกันนะครับ
ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมนะครับ
(นายสุรพล พลอยสุข นายชาลี ลอยสูง และนางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเชิญทางประธานกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่จะนําเสนอรายงาน ต่อที่ประชุมนะครับ โดยที่จะมีผู้นําเสนอและชี้แจงรายงานต่อที่ประชุมนะครับ นําโดย ท่านประธานอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการคณะกรรมาธิการนะครับ และเป็นอดีตประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อท่านประธานกรรมาธิการพร้อมแล้ว ขอเชิญนําเสนอรายงานต่อที่ประชุมครับ
กราบเรียน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมาธิการได้นําวาระการปฏิรูปที่ ๓๗ ปฏิรูปการแรงงานสมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปตามมาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ เรื่องที่ ๑ การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของการแข่งขันของ แรงงานไทย การมีงานทําที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า และร่างพระราชบัญญัติ บูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ และได้ส่งรายงานฉบับนี้ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ที่ทางคณะรัฐมนตรีได้จัดส่งไปนั้น มีความเห็นว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปการแรงงานและแนวทางการดําเนินงาน ควรเป็นวาระแห่งชาติ ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้ว ก็เป็นเพียงระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ซึ่งการพัฒนากําลังแรงงานของหน่วยงานต่าง ๆ แยกกันทําตามหน้าที่ของ ส่วนราชการ ทําให้ขาดผลสัมฤทธิ์และขาดยุทธศาสตร์การพัฒนากําลังแรงงานของประเทศ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกับเรื่องดังกล่าวนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล สอดคล้องกับทิศทางของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ ระยะ ๒๐ ปี คณะกรรมาธิการจึงแต่งตั้งอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และระบบคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว และเพื่อให้การพิจารณา เป็นไปด้วยความละเอียดรอบคอบ ได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม เพื่อรับฟังข้อมูล ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ อาทิ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อที่จะขับเคลื่อนและ ผลักดันให้มีการพัฒนากําลังแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับเร่งยกระดับฝีมือแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการ จากการพิจารณาศึกษาพบว่ามีหน่วยงานของรัฐจํานวนมาก มีส่วนร่วมในการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศซึ่งมีลักษณะที่ค่อนข้างจะยาก การดําเนินการ ตามอํานาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานทําให้ขาดสัมฤทธิ์ผลในการผลักดันนโยบายและ ยุทธศาสตร์การพัฒนากําลังแรงงานของประเทศ และสร้างความสับสนในการใช้บริการของ ประชาชน ดังนั้นเพื่อปฏิรูปการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศให้เกิดการบูรณาการภารกิจ ของหน่วยงานต่าง ๆ สนับสนุนหลักการพื้นฐานในการยกระดับขีดความสามารถของกําลัง แรงงานไทยให้สูงขึ้น แก้ปัญหาการขาดแคลนกําลังแรงงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ เพิ่มความแข็งแกร่งและ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตอย่างมั่นคง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ บนรากฐานทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูง จึงได้จัดทํารายงานเรื่อง การพัฒนาฝีมือแรงงาน แห่งชาติเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติ บูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... โดยร่างพระราชบัญญัติบูรณาการ การพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... ฉบับนี้จะทําให้
๑. มีกฎหมายที่จะทําให้เกิดการบูรณาการภารกิจของแต่ละหน่วยงานเพื่อ สร้างประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ
๒. มีคณะกรรมการระดับชาติเพื่อทําหน้าที่ในการกํากับดูแล กําหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ในการดําเนินงาน ด้านการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศ เรียกว่า คณะกรรมการบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานของชาติ โดยเรียกย่อว่า กบรช. ประกอบด้วย ๑. นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ๒. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นรองประธานกรรมการ ๓. กรรมการโดยตําแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อํานวยการ สํานักงานสถิติแห่งชาติ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุน ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้อํานวยการ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ๔. ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ๕. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้อธิบดีกรมพัฒนา ฝีมือแรงงานเป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นกรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ และให้ข้าราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงานซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานมอบหมายเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
๓. มีคณะอนุกรรมการในระดับพื้นที่เพื่อทําหน้าที่ในการศึกษาความต้องการ แรงงานและประสานการดําเนินงานของทุกหน่วยในเขตพื้นที่
๔. มีกรอบการดําเนินงานเร่งด่วนที่ต้องดําเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กําลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมีแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาภารกิจของทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในอนาคต
๕. ได้แรงงานที่มีคุณภาพมาตรฐานสากลพร้อมกับสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ แรงงานด้วยการติดอาวุธทางปัญญา ส่งผลให้แรงงานมีรายได้สูง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและ เกิดความมั่นคงทางสังคม
ในลําดับต่อไปก็คงขออนุญาตให้ท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการกรรมาธิการ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศระบบแรงงานและระบบ คุ้มครองผู้บริโภคได้ชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับผลงานนําเสนอครั้งนี้ครับ
ขอเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ขอเสนอรายงานวาระการปฏิรูปที่ ๓๗ การพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้อง กับการปฏิรูปการเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลักซึ่งเพิ่งผ่านไป ซึ่งต้องยอมรับ ว่าประเทศไทยนั้นกําลังเข้าสู่รูปแบบโมเดล (Model) ประเทศไทย ๔.๐ แต่เดิมช่วงที่ ๑ นั้น ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรซึ่งได้พัฒนาบนฐานรายได้จากภาคเกษตรเป็นหลัก ใช้ทรัพยากรที่เป็นตัวขับเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่ ๒ เป็นอุตสาหกรรมเบา การพัฒนาประเทศ โดยใช้อุตสาหกรรมเบาที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้นทําให้ สามารถยกระดับรายได้จากขั้นต่ํามาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ช่วงที่ ๓ เป็น อุตสาหกรรมหนัก ประเทศไทยเร่งรัดในการผลิตโดยใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเศรษฐกิจการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาที่พบจากการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหนัก และการจ้างงานที่เข้มข้น ดังนั้นในช่วงที่ ๔ เศรษฐกิจการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมภายใต้ โมเดลไทยแลนด์ ๔.๐ (Model Thailand4.0) คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จากนโยบายของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งต้องมีการยกระดับฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับ ความต้องการของพื้นที่และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ ๔.๐ ดังนั้น ในคณะอนุกรรมาธิการได้ทําการศึกษาและเห็นว่าเรื่องที่กําลังนําเสนอนั้นสอดคล้องกับ การพัฒนาประเทศ
๑. คือการสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องการศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต ซึ่งการพัฒนาให้แรงงานทุกระดับ ทุกภาคส่วนในการผลิตมีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้อง ตามความต้องการของตลาดแรงงานโดยพัฒนาทักษะและศักยภาพแรงงานทั้งระบบ ไม่ให้น้อยกว่า ๓.๕ ล้านคน
เรื่องที่ ๒ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รวดเร็ว ต้องนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยการพัฒนาผลิตภาพแรงงาน ที่ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนากําลังคนและแรงงาน ให้มีทักษะความรู้ สมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เร่งรัดให้แรงงานทั้งระบบ มีการเรียนขั้นพื้นฐาน เพื่อสามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ได้มีการจัดทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และมาตรฐานแรงงาน ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานไทย
สอดคล้องในเรื่องที่ ๓ คือกรอบยุทธศาสตร์ของประเทศ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จําเป็นต้องพัฒนาและยกระดับ การผลิตแรงงาน เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้องเสริมสร้าง ศักยภาพและเพิ่มสมรรถนะของแรงงาน พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การผลิตของประเทศในอนาคต เป้าหมายสําคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ต้องมี การปฏิรูปไปพร้อมกัน ๓ เรื่อง
๑. คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมผลิตโดยการใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากร ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการผลิตบนฐานความรู้เทคโนโลยี และการพัฒนาภาคบริการ การพัฒนาด้านวิจัยและการพัฒนาต้องมีการดึงสถาบันวิจัยและ รับความร่วมมือจากประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบการศึกษาต้องเน้นที่จะมี การสร้างแรงงานที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ในอนาคต จากสภาพปัญหาและสถานการณ์ภาพรวมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเตรียมการสําหรับ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลก ผลิตภาพแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการปฏิรูปในเรื่องของความจําเป็น ซึ่งเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทาง สังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประเทศจากประชากรที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่มีอัตราการเกิดที่น้อยลง สวนทางกับจํานวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น กําลังก้าวสู่สังคม สูงวัย อัตราวัยทํางานลดลง ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากแรงงานไม่เพียงพอกับ ความต้องการ จนอาจถึงขั้นไปสู่วิกฤตขาดแคลนแรงงาน แรงงานภาคเกษตรและภาคบริการ มีอายุที่สูงขึ้น และมีการศึกษาในระดับที่ต่ํา ดังนั้นแนวโน้มแรงงานที่จะต้องมีการพัฒนา ตัวเองให้มีการศึกษาที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเพื่อไปสู่การที่จะมี ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ๓. ภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีเทคโนโลยีการผลิตระดับปานกลาง มีความต้องการแรงงานอยู่ในช่วงอายุ ๒๐-๓๐ ปี และเป็นแรงงานที่มีความรู้ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีการผลิตในระดับกลางและสูง ซึ่งอาจจะกระทบต่อการขาดแคลนแรงงาน ค่อนข้างสูงและรุนแรงกว่าในภาคอื่น ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้แรงงานข้ามชาติเข้ามาชดเชย การขาดแคลนแรงงานด้วยการจ้างจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทํางาน ปัญหาในด้าน ศักยภาพของแรงงานประเทศ ซึ่งร้อยละ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขาดทักษะในเรื่องของการใช้ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจบริการ ๖. ความไม่สอดคล้องกับความต้องการระหว่าง ตลาดแรงงานและนายจ้าง พบว่าแรงงานที่มีฝีมือขาดทักษะอย่างรุนแรง ซึ่งน้อยกว่ากลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ และเรื่องที่ ๗ นอกจากปัญหาทางด้านภาษาและการสื่อสาร แรงงานไทยยังขาด ทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การคิดคํานวณ การคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นํา การบริหารเวลา การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การเข้าสังคม การทํางานเป็นทีม ตลอดจนวินัย ในการทํางาน และเรื่องสุดท้าย แรงงานมีทัศนคติที่เป็นลบต่ออาชีพของตัวเอง รู้สึกว่างานที่ ตัวเองทํานั้นมันต่ําต้อยไร้ศักดิ์ศรีและไม่มีอนาคต นี่คือปัญหาทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงด้านที่ ๒ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจุบัน ที่มีปัจจัยสําคัญกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจคือความก้าวหน้าในเทคโนโลยีในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร และเทคโนโลยีอัตโนมัติ ซึ่งทําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตและการบริการ จึงจําเป็นที่ประเทศไทยต้องมี การปรับตัวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าโลก จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งในด้านผลผลิตและการจ้างงาน แนวโน้มของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการค้า ประกอบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) เทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในรูปแบบของการผลิตและการบริโภคเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงการสร้าง นวัตกรรมที่มีผลต่อความสามารถในการส่งออกและผลิตภาพการผลิต จึงเป็นเรื่องที่ต้อง มีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนากําลังคน มารองรับ เพื่อใช้ประโยชน์จากกําลังแรงงานให้สูงสุด แต่ส่วนใหญ่เกิดการปรับตัวที่ไม่ทันต่อ สถานการณ์ สาเหตุเพราะแรงงานที่ก้าวสู่วัยกลางคนจึงมีเป็นจํานวนมาก บางส่วนต้องถูก ออกจากงานกลางคัน ส่วนที่เหลือจึงจําเป็นที่จะต้องเร่งหาแนวทางการปฏิรูปเพื่อสร้างหรือ เพิ่มทักษะให้กับแรงงานที่มีอยู่ในตลาดให้ดีขึ้น มีภูมิต้านทานที่ท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลง ของตลาดที่จะรุกไล่อย่างรวดเร็ว ปัญหาแรงงานไทยคือความไม่สอดคล้องของ คุณลักษณะงานกับความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ทั้งในด้านการศึกษาและ อายุของแรงงาน
เรื่องที่ ๓ คือการเตรียมการสําหรับการแข่งขันเศรษฐกิจโลก การเปรียบเทียบ การแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศนานาชาติ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๓๑ จาก ๑๔๙ ประเทศ ซึ่งมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ใน ๓ หมวด ไม่ว่าจะเป็น ๑. ปัจจัยพื้นฐานโดยดูจากสถาบันด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ๒. ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ อาทิเช่น ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน และการศึกษา ขั้นสูง ๓. ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนความก้าวหน้าของ ประเทศ
ในเรื่องของการวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นปัญหาต่อการเพิ่มขีดความสามารถ ของการแข่งขันประเทศไทย ๘ อันดับแรก ๑. คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ๒. คือความไม่มั่นคง ทางการเมือง ๓. ระบบราชการ ๔. ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย ๕. ขาดความสามารถ เชิงนวัตกรรม ๖. ขาดความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ๗. ขาดคุณภาพการศึกษาแรงงาน ๘. ขาดจริยธรรมในการทํางาน
เรื่องที่ ๔ คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาประเทศ การเพิ่มขึ้นของแรงงานมีความสําคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาผลิตภาพการขยายตัวอยู่ในค่อนข้างที่จะต่ําและมีแนวโน้ม ที่จะลดลง สะท้อนว่าไทยเรานั้นมุ่งเน้นแต่ปัจจัยในเรื่องของเงินทุนและปริมาณแรงงาน มากกว่าการพัฒนาคุณภาพแรงงาน การพัฒนาแรงงานของประเทศไม่ใช่ภาระของฝ่ายที่ผลิต เท่านั้น แต่ผู้ที่ใช้หรือสถานประกอบการในตลาดแรงงานต้องให้ความร่วมมือในการสะท้อน ความต้องการให้แก่ผู้ผลิตด้วย โดยต้องระบุคุณลักษณะกําลังคนที่ต้องการทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ หรือระบุมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ต้องการในการใช้แต่ละอุตสาหกรรมหรือสาขา อาชีพ เพื่อส่งข้อมูลไปให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต
ในเรื่องของข้อจํากัด ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน จะมีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในเรื่องของการพัฒนากําลังแรงงานของหน่วยงานต่าง ๆ มีการแยกกันทําตาม อํานาจหน้าที่ของหน่วยงานส่วนราชการ ทําให้ขาดสัมฤทธิ์ผลในการที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ ในการพัฒนากําลังผลิตแรงงานของประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกันและสอดรับกับ ยุทธศาสตร์ของประเทศหรือไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand4.0)
เรื่องที่ ๒ ยังไม่สามารถที่จะระดมสรรพกําลังจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศให้มี การดําเนินการไปในทิศทางที่เหมาะสมและถูกต้อง
ดังนั้น แนวทางในการปฏิรูประบบพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อให้เกิด การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนากําลังผลิตแรงงานของประเทศ ระหว่างหน่วยงาน ต่าง ๆ ของภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการผลักดัน ในการตราพระราชบัญญัติ บูรณาการการพัฒนากําลังผลิตแรงงานแห่งชาติ โดยมี คณะกรรมการระดับชาติที่จะกําหนดยุทธศาสตร์บูรณาการการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผลักดันให้มีการกําหนดนโยบายยุทธศาสตร์ รูปแบบ แนวทางและวิธีการในการดําเนินงาน ด้านการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศของทุกภาคส่วนให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในคณะอนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณาตามแนวทางของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อที่จะ ทําให้รายงานฉบับนี้ได้ตอบสนองกับการที่จะพัฒนากําลังแรงงาน ก็หวังว่าการนําเสนอ ก็อาจจะยังไม่ครบถ้วนครับ ก็หวังว่าข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศจะทําให้ในคณะอนุกรรมาธิการได้ทําให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ กรรมาธิการมีท่านอื่นจะชี้แจงอีกไหมคะ ไม่มีแล้วนะคะ ถ้าอย่างนั้นเชิญท่านสมาชิกอภิปรายได้ค่ะ ท่านแรกนะคะ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. ๙๗ นะครับ ผมขออนุญาต อภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทางด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... ครับ ผมขอเพิ่ม ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ยังมีกลไกที่มีความสําคัญในการพัฒนาแรงงานไทยที่ควรจะได้กล่าว เพิ่มเติมนะครับ ได้แก่ เรื่องสถาบันและหน่วยงานการศึกษาทางด้านอาชีวศึกษาภาคเอกชน ที่มีอยู่นี้เทียบเคียงกับหน่วยงานการศึกษาภาครัฐในทุกระดับ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับ การสนับสนุนอย่างจริงจังในการทําหน้าที่ด้านการพัฒนาแรงงานไทยเท่าที่ควร เพราะส่วนใหญ่แล้วของภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะมุ่งกํากับบทบาทหน้าที่อาชีวศึกษาของเอกชน โดยมุ่งที่จะควบคุมพวกหลักสูตร และการเรียนการสอนเท่านั้น กระผมใคร่เรียนว่าหากจะ สนับสนุนให้ภาคเอกชนทําหน้าที่เสริมทักษะและฝีมือแก่แรงงานตามความต้องการของตลาด ที่สถาบันอาชีวศึกษาภาคเอกชนมีความเชี่ยวชาญอยู่นะครับ และยังสามารถให้สถาบัน และหน่วยงานการศึกษานี่นะครับ ฝึกอบรมแล้วก็อบรมทางด้านภาษา ทางด้านจริยธรรม ที่แรงงานไทยเรายังด้อยอยู่ เมื่อเทียบกับทางด้านแรงงานอื่นในกลุ่มของอาเซียน (ASEAN) และตลาดของโลกอีกด้วยนะครับ นั่นเป็นประการที่ ๑
นอกจากนั้นผมเสนอให้สนับสนุนให้ภาครัฐในการพัฒนา โดยอนุญาตและ ส่งเสริมให้สถาบันและหน่วยการศึกษาภาคเอกชนสามารถที่จะขยายบทบาทในการยกระดับ ขีดความสามารถและเพิ่มแรงงานไทยให้มีคุณภาพแข่งขันได้นะครับ ทั้งนี้ในตลาดภายใน แล้วก็ตลาดต่างประเทศด้วย โดยหน่วยงานอาชีวะภาคเอกชนไม่ควรจะถูกจํากัดโดย กฎระเบียบต่าง ๆ อย่างเช่นในปัจจุบันนี้
และในประการสุดท้าย ผมคิดว่าควรจะเพิ่มบทบาทในการบริหารโดยให้มี การเพิ่มคณะกรรมการที่เป็นผู้แทนของสถาบันหน่วยงานภาคเอกชน ที่เป็นที่ยอมรับของ ผู้ประกอบการของภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิของภาคเอกชนต่าง ๆ กําหนดไว้ใน คณะกรรมการระดับชาติที่กําลังจะเพิ่มขึ้นที่เกี่ยวข้องในระดับชาติต่อไปด้วย ทั้งนี้ข้อเสนอ ทั้งหมดนี้ผมขอเสนอเพิ่มเติมไว้ในรายงานและในร่างพระราชบัญญัติฉบับที่กําลังจัดทําเสนอนี้ ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายในวาระนี้ คือรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในเรื่องการพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และรวมถึง ร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งกรรมาธิการ ได้ยกร่างนําเสนอมาด้วย เรื่องนี้ก็ต้องคิดและต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ต่อเนื่องมาจากวาระแรกที่เราได้อภิปรายไปเมื่อช่วงเช้า คือเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในด้าน อุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ ซึ่งตรงนั้นเราไม่ได้พูดกันมากนักถึงเรื่องที่เป็นหัวใจของ การพัฒนางาน พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็คือ ความสามารถคือประสิทธิภาพของแรงงานของผู้ที่อยู่ในระดับต่าง ๆ คําว่า แรงงาน คงไม่ได้ จํากัดถึงแค่ผู้ใช้แรงงานในความคิดเดิม ๆ ว่าเป็นเลเบอร์ (Labor) เป็นผู้ที่ทํางานขุดดิน ขนทราย โบกปูน ผูกเหล็ก คงไม่ใช่แค่นั้น แต่คําว่า แรงงาน ในปัจจุบันเราพูดไปถึงระดับ ซูเปอร์ไวเซอร์ (Supervisor) ระดับผู้บริหาร ระดับซีอีโอ (CEO) ก็ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน ตลาดแรงงานกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เรื่องนี้มีความสําคัญยิ่ง กระผมขออนุญาตพูดในหมวก อีกใบหนึ่งด้วยในฐานะที่เป็นประธานสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีบทบาทสําคัญหน่วยงานหนึ่งในปัจจุบันในการพัฒนาฝีมือแรงงานของไทย เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ท่านประธานอโณทัยและท่านประธานอนุท่านศิริชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กล่าวถึงปัญหาก็ชัดเจนนะครับ ปัญหาของแรงงานไทยนั้น มีมากมายหลากหลาย ทั้งปัญหาพื้นฐานของการขาดการพัฒนา การขาดความรู้ การผ่าน ระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีจุดอ่อนมากมายจนปัจจุบันนี้ก็ต้องปฏิรูปกันซ้ํา ปฏิรูปกันอยู่ใน ทุกทิศทางทุกมิติ ฉะนั้นเมื่อระบบการศึกษาไม่เอื้อก็แน่นอนผู้ที่ออกไปทํางาน ผู้ที่จบจาก การศึกษามาไม่ว่าจะระดับไหนก็แล้วแต่ก็ไม่สามารถจะไปทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไปแข่งขันกับผู้อื่นหรือคนงานหรือแรงงานจากประเทศอื่นได้ เรื่องภาษา เป็นต้น เราก็พูดกันมาถึงจุดอ่อนของภาษาของเราในภาษาที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันอาจจะเลยไปถึงภาษาจีน ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่นก็แล้วแต่ แต่นั่นเป็นจุดอ่อน ที่สําคัญว่าเราไม่ได้ให้การศึกษาแก่เด็กไทยที่จะมีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะไปทํางาน ในหน้าที่ต่าง ๆ หรือไปแข่งขันในการทํางานในต่างประเทศได้เลย วันพรุ่งนี้สถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพจะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แถลงผลการจัดทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพด้านภาษาอังกฤษของ ครูผู้สอนและนักเรียนที่เข้ารับการศึกษาในทุกระดับตั้งแต่จบ ป.๖ จบ ม.๖ จบมหาวิทยาลัย จะต้องมีความรู้ภาษา อ่านออก เขียนได้ ฟังได้ พูดได้ แต่งความได้อย่างขนาดไหน อย่างไร จึงจะถือว่ามีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับนั้น รวมทั้งครูผู้สอนก็ต้องผ่านการทดสอบด้วย เราทําเป็นกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ กรอบคุณวุฒิวิชาชีพมันกินความลึกมากไปกว่า แค่ใบประกาศนียบัตรของผู้ที่อาจจะขับรถได้ ผ่านการเรียนอาชีวะมา แต่หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่ว่าผู้อภิปรายท่านแรก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านปานเทพพูดหรือว่าทางกรรมาธิการ ได้รายงานแล้วว่า ความเป็นแรงงานที่ดี ความเป็นคนทํางานที่ดีนั้นต้องกินความไปถึง ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ การที่จะใช้ภาษา การที่จะมีจิตมุ่งมั่น จริยธรรมต่าง ๆ นานา มันหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เราจึงได้พัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา อันนี้จะเป็นการทดสอบในหลาย ๆ มิติ ยิ่งระดับสูงขึ้นไปก็จะต้องทดสอบความเป็นผู้นําของหน่วยงาน ของกลุ่มคน ขององค์กร ต่าง ๆ ไปด้วย แล้วก็ความสามารถในการที่จะเสนอเรื่อง ความสามารถในการที่จะสื่อสาร องค์กรกับองค์กรภายนอกต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นนั่นก็คือสิ่งซึ่งเราดําเนินการอยู่ มาพูดถึงการพัฒนาแรงงานไทย ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานเรื่องการพัฒนาแรงงาน ในหลายประเทศ อย่างเช่น ที่เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ให้ความสําคัญกับการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่าง ค่อนข้างมาก และความสําเร็จก็มาจากภาคเอกชนเป็นใหญ่ เป็นหลัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งในแง่ของบุคลากรจากภาคเอกชนที่มาทุ่มเทในการทํางาน ทั้งการสนับสนุนงบประมาณแมตชิง (Matching) ก็มากับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน เพราะฉะนั้นรัฐบาลอาจจะตั้งเป็นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อพัฒนาฝีมือหรือขีดความสามารถ ในการทํางาน แต่ภาคเอกชนก็จะต้องสนับสนุนในการส่งแรงงานหรือส่งคนของเขาเข้ามารับ การอบรม แล้วก็มีส่วนในการที่จะต้องจ่ายค่าแรงงาน ในประเทศต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวถึงนั้น ส่วนใหญ่แล้วการพัฒนาฝีมือแรงงานจะควบคู่ไปกับการทํางาน คือคนที่ทํางานอยู่ได้รับ เงินเดือน แล้วก็แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตร ในการฝึกอบรมในสถานที่ ต่าง ๆ ที่มีผู้ที่ควอลิไฟ (Qualify) ในการที่จะทําหน้าที่ผู้ฝึกอบรม แล้วก็นําความรู้เหล่านั้น กลับมาใช้ในการทํางาน หรือในการเลื่อนระดับของความรับผิดชอบให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าความสําเร็จจึงเกิดขึ้นได้ก็เพราะภาคเอกชน รัฐบาลคงไม่มีเงินที่จะไปสนับสนุน แรงงานของแต่ละประเทศที่มี ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรได้แต่ฝ่ายเดียว และประเทศ ที่ผมได้กล่าวถึงจึงมีความก้าวหน้า มีความสามารถสูงในการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี เป็นญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้โครงการ ประชารัฐของรัฐบาลผมคิดว่าก็เป็นแนวทางที่เดินมาอย่างถูกต้องที่จะให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนเข้ามาเป็นกําลังสําคัญในการที่จะมาพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๗ ก็คือเมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว ผมได้ไปร่วมงานทวิภาคีของสํานักงาน อาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และในตอนท้ายท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสรุปผลการสัมมนาในเรื่องทวิภาคี คือการทํางานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของโรงงาน เป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงในการซักไซ้ไล่เลียง ในการให้ข้อคิดเห็นต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ ร่วม ๑๐๐ บริษัท และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายก ที่เกี่ยวข้อง ได้พูดถึงเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงานในระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาอาชีวศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพราะนั่นคือจุดอ่อนที่สุดของระบบการศึกษาของไทย นั่นคือจุดอ่อนที่สุดของระบบการพัฒนาแรงงานของไทยที่เราไม่สามารถพัฒนาแรงงาน ที่ผ่านการศึกษาจนถึงระดับอาชีวะ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย ให้ออกไปเป็นแรงงานที่สามารถ ทํางานได้จริง เป็นแรงงานที่เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือภาคผลิต เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนั้นจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ให้ความสําคัญ จากนั้นมา ก็เกิดโครงการสานพลังประชารัฐ ซึ่งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเองได้เข้าไปอยู่ในเกือบทุก กรรมการของการสานพลังประชารัฐเพื่อพัฒนาแรงงานไทย เราเป็นหลักในการจัดทํากรอบ คุณวุฒิวิชาชีพ เราได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการกับสถาบันหลายสิบแห่งที่จะแปลงหลักสูตรการศึกษาของ อาชีวะ ของมหาวิทยาลัย ที่สอนคนออกไปทํางานให้เป็นหลักสูตรที่ออกไปแล้วทํางานได้เลย มากกว่าแค่จะได้รับประกาศนียบัตร แล้วเขาก็จะสามารถได้ทั้งใบประกาศของสถานศึกษา และได้ใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสามารถในการทํางานของเขา ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะทราบว่ามีผู้บรรยายอีกเพียงแค่ ๒ คนเท่านั้นเอง เพื่อจะได้พูดให้ครอบคลุมในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ด้วย ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ที่กรรมาธิการได้นําเสนอ ก็ถามว่ามันเหมาะสมไหม ก็ฟังจากเหตุจากผลแล้วความพยายาม ในการบูรณาการการพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐก็ได้ดําเนินการมาในหลาย ๆ ด้าน เพียงแต่ว่ายังเป็นแค่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีบ้าง เป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่เป็น ทางการบ้าง เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการจึงคิดว่าการเสนอให้เป็นร่าง พ.ร.บ. นั้นน่าจะมี น้ําหนักกว่า และน่าจะทําให้การพัฒนาฝีมือแรงงานไทยนั้นได้เป็นระบบ มีประสิทธิภาพและ จะก่อให้เกิดประสิทธิผล ผมก็ขอคอมเมนต์ (Comment) ในมาตราสัก ๒-๓ มาตรานะครับ อย่างเช่นในมาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้มีคําจํากัดความอยู่ ๔-๕ คําจํากัดความ การพัฒนา กําลังแรงงาน ในบรรทัดที่ ๓ บอกว่า ให้เหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ อันนี้อาจจะแคบไป นิดหนึ่ง ที่จริงแล้วพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้เขาทํางานในระดับที่สูงขึ้น ก็อาจจะแค่เขียนว่า ให้เหมาะสมกับงานน่าจะพอ เพราะถ้างานที่รับผิดชอบก็คือไม่ต้องไปทํางานที่ไหนก้าวหน้า ไปกว่านี้แล้ว อันนี้คือปัญหาของแรงงานไทย บางคนเข้ามาเป็นคนเรียงแก้ว ยกตัวอย่างอย่างนี้ แล้วก็เรียงไปจนอายุ ๖๐-๗๐ ปี ไม่เคยพัฒนาเลย เพราะเราไม่พัฒนาเขาให้สามารถทํางาน อื่นได้หรือทํางานที่สูงขึ้นไปได้ ในหน้าที่ ๒ ของร่าง พ.ร.บ. ไปให้คําจํากัดความของคําว่า การพัฒนา ไว้ ซึ่งผมอ่านดูแล้วผมคิดว่าไม่น่าจะจําเป็น เพราะการพัฒนาหรือดีเวลอปเมนต์ (Development) มันก็เป็นอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจได้ ถ้าท่านไปให้คําจํากัดความมันในนี้ใช้อยู่ หลายแห่ง ก็จะทําให้เกิดที่เราเรียกว่าความเข้าใจผิดได้นะครับ อย่างเช่น แม้แต่ชื่อเรื่อง ชื่อมาตรา ๕ ท่านบอกว่า ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการบูรณาการ การพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ การพัฒนาตัวนี้ก็ไม่ใช่คําจํากัดความของการพัฒนา ในความหมายที่ท่านเขียนไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าคําว่า การพัฒนา นี่ไม่ต้องไป จํากัดความมัน มันไปอยู่ตรงไหนมันก็จะบ่งบอกถึงความเป็นกริยาที่มันใช้ในที่นั้นอยู่แล้ว คือทําให้ดีขึ้นนั่นแหละการพัฒนา ในนี้ก็ขอบคุณนะครับ ใน (๓) ของมาตรา ๕ กรรมการ โดยตําแหน่ง ได้ใส่ไว้ ผู้อํานวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อาจจะต้องวงเล็บนิดหนึ่งว่า องค์การมหาชน ซึ่งน้อยคนนักหรือน้อย พ.ร.บ. นักที่จะถึงสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่ปัจจุบันนี้ เป็นเหมือนยาดําที่ไปแทรกอยู่ในทุกหน่วยงานองค์กร ทุกโครงการในการพัฒนาฝีมือแรงงาน อย่างมีหลักมีเกณฑ์มีคุณวุฒิ มีกรอบของวิชาชีพที่ชัดเจน เราได้พัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ หรือจะเรียกว่ามาตรฐานวิชาชีพไปแล้ว สําหรับวิชาชีพต่าง ๆ กว่า ๗๐ วิชาชีพ เราได้พูดถึง วิชาชีพ มันพูดถึงหลายสิบตําแหน่งงาน อย่างในโรงแรมหนึ่งจะมีตําแหน่งงานกว่า ๔๕ ตําแหน่งงาน ตั้งแต่เพรสซิเดนต์ (President) ลงไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ยกกระเป๋าหรือปูผ้า อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเหล่านั้นเราก็ทําทั้งหมดเลยทุกตําแหน่งงานจะมีกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และมีระดับที่เขาจะสอบ เรามีการทดสอบเขา เรามีศูนย์ทดสอบกรอบคุณวุฒิวิชาชีพอยู่ ทั่วประเทศ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๘๐ ศูนย์ ซึ่งก็จะพัฒนาให้เป็น ๒๐๐-๓๐๐ ศูนย์ในอีก ๒ ปี ข้างหน้า เพื่อจะสามารถทดสอบคนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเข้ามาในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ในวิชาชีพต่าง ๆ ในตําแหน่งงานต่าง ๆ และในระดับต่าง ๆ ด้วย เรามีอยู่ ๗ ระดับของ ความสามารถนะครับ
อีกนิดหนึ่งก็คือในมาตรา ๕ (๔) ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละ สองคน อาจจะน้อยไปนิดหนึ่ง วันนี้เราอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นเราต้องให้ความสําคัญกับ ภาคเอกชนให้มาก เพราะภาคเอกชนคือหัวใจของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่ใช่ภาครัฐ ภาครัฐให้นโยบาย นิดเดียว แม้แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานซึ่งทํางานควบคู่อยู่กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพก็ไม่ได้ฝึก คนมากมายนะครับ ปีหนึ่งอาจจะเป็นไม่กี่พันคน ถ้าเปรียบเทียบกับแรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทย ตั้ง ๒๐-๓๐ ล้านคนแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องผลักดันให้ได้ก็คือ ต้องให้ภาคเอกชน เข้ามาทํางานกับเราให้มากที่สุด และเป็นผู้สนับสนุนเป็นผู้เข้าร่วมโครงการเรียนไปด้วย ฝึกไปด้วย ทํางานไปด้วย ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน (๕) จํานวน ๔ คน ก็คิดว่า เหมาะสมนะครับ ผมก็ได้ใช้เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ก็ขอสนับสนุนว่าการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นปัญหาที่สําคัญเป็นรากเหง้าของการที่จะทําให้การพัฒนาอุตสาหกรรม ทําให้จีดีพี (GDP) ของประเทศเราเติบโตได้ และทําให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ํา ลดความยากจนลงนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้สิ่งนี้สําเร็จก็อยู่ที่การพัฒนาฝีมือ แรงงานของเราซึ่งมีอยู่กว่า ๓๐ ล้านคนให้สามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตแล้วประสิทธิผลก็จะสูงขึ้น ก็ขอสนับสนุนในการที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปสู่รัฐบาลเพื่อพิจารณาในการตราเป็นกฎหมายต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านสุรินทร์มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แจกที่ประชุมด้วยนะคะ ดิฉันขออนุญาตให้แจกและขอให้ท่านสุรินทร์ ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ได้นะคะ ขอบคุณค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมก็มี ความรู้สึกว่ามีความสุขมากที่เห็นวาระนี้เข้าในการพิจารณาของ สปท. ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าอาคารสถานที่นี้ที่ต้องบอกว่าอลังการและในอนาคตก็จะมีสถานที่ใหม่ของ รัฐสภา นอกจากจะใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ใหม่ ๆ แล้ว สําคัญที่สุดก็คือว่าแรงงาน ต้องมี แรงงานที่มีคุณภาพ มีฝีมือ ผมอยากจะกราบเรียนว่าแรงงานนี้มีความสําคัญต่อการพัฒนา ประเทศไทยอย่างยิ่งในปัจจุบันและในอนาคต และถ้าให้ลึกไปกว่านั้นอยากจะบอกว่า แรงงานสร้างโลก ไม่ว่าจะปิรามิด (Pyramid) หรืออะไรก็ตามถ้าไม่มีแรงงานไม่มีทางหรอกครับ หรือพระบรมมหาราชวังนี่ก็ใช้แรงงานนะครับ มีฝีมือสูง ๆ เลยท่านไปดูได้นะครับ แล้วรัฐบาลนี้ ภายใต้การนําของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ให้ความสําคัญเรื่องนี้ รวมทั้ง อยู่ในยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีแล้วนะครับ ผมอยากกราบเรียนว่าท่านพิจารณาไปเมื่อเช้านี้แล้ว เราก็ผ่านไปแล้วเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักนี่นะครับ ประเทศไทยที่ส่งออกได้ดีมา หลายสิบปีดีดักก็คือเรื่องของรถยนต์ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผ่านไปครับ นี่คือการฝึกฝีมือแรงงานซ่อมรถยนต์ เบื้องต้นของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานชลบุรี ต้องมีอย่างนี้เสียก่อนแล้วถึงจะไปเข้าโรงงาน อุตสาหกรรมได้นะครับ ถ้าไม่เริ่มต้นจากตรงนี้ไม่รู้ว่าแบตเตอรี่อย่างไร เครื่องยนต์ เป็นอย่างไร อยู่ ๆ ก้าวไปในอุตสาหกรรมไม่ได้หรอกครับ อันนั้นผลิตแบบ เป็นระบบนะครับ
ต่อไปครับ นอกจากนั้นแล้วอาชีพหนึ่งที่สําคัญที่สุดของประเทศไทยและ ของโลกในอนาคตก็คือการทําคอมพิวเตอร์นะครับ มือถือท่านก็มีเรื่องพวกนี้อยู่เป็นเล็ก ๆ ก็ต้องฝึกเบื้องต้นเสียก่อน ๘๐๐ ชั่วโมง หรือ ๑ ปีไปแล้วนะครับ
ต่อไปครับ อันนี้ผมอยากกราบเรียนว่าประเทศไทยจะทํามาค้าขายไม่มี กองเรือขนส่งสินค้าคงไม่ได้และขณะนี้เราก็มีแล้ว กองทัพเรือก็มีเรือรบ นี่คือการฝึกช่างเชื่อม ใต้น้ํา ท่านจะแปลกใจไหมครับ เชื่อมเอาเครื่องมือกลไกไปเชื่อมใต้น้ํา อันนี้เป็นซิมูเลเตอร์ (Simulator) คือเป็นห้องสําหรับจําลองในการฝึกเชื่อมและฝึกจริงนะครับ ใช้สายไฟจริง จะเห็น แสงไฟเลยว่านี่คือเชื่อมในน้ําเมื่อเรือเกิดมีปัญหาในน้ํานะครับ
ภาพต่อไปครับ อันนี้ฝึกแล้วทําจริงกับเรือเลยนะครับ อันนี้เป็นการบูรณาการ อย่างที่ท่านกรรมาธิการกล่าวก็คือว่าระหว่างภาครัฐ คือกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับ กองทัพเรือ ทั้งที่สัตหีบและที่สงขลา และภาคเอกชน โดยเฉพาะยูโนแคลกับเชฟรอน ขออนุญาตกล่าวไว้นิดหนึ่ง เพราะให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งตั้งแต่สมัยผมเป็นอธิบดี กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอยู่ ๔-๕ ปีนะครับ
ภาพต่อไปครับ อันนั้นไปไฮเทค (High tech) แล้ว กลับมาโลว์เทค (Low tech) คนไทยก็เอาออกไปนอกสภานะครับ ที่ไหนก็มีจักรยานยนต์ เพราะฉะนั้น จักรยานยนต์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจของคนไทย และเกือบจะคนทั่วโลกนะครับ อันนี้ เป็นภาพฝึกอาชีพที่ชายแดนภาคใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมี สายพระเนตรกว้างไกลมาก ท่านทรงเห็นว่าในทุกที่ของประเทศไทยมีจักรยานยนต์ เราเรียก มอเตอร์ไซค์ ขับอยู่ทุกที่ พระองค์ก็ตรัสว่าควรจะต้องให้เยาวชนไทยหรือคนไทยรู้จัก จักรยานยนต์ให้ดี และฝึกซ่อมให้เป็นนะครับ อันนี้ก็ทําอยู่ในชนบท และโดยเฉพาะในภาคใต้ อยู่ทุกที่ครับ ต่อไปครับ อันนี้ก็ไฮเทค (High tech) อีกต่อไปนะครับ
ภาพต่อไปครับ ภาพต่อไปครับ อันนี้เป็นเครื่องกลึงอัตโนมัติ เราเรียกว่า ซีเอ็นซี (CNC) คอมพิวเตอร์ นิวเมริคัล คอนโทรล (Computer Numerical Control) ตัวนี้นะครับ บัดนี้ ๑๐ กว่าล้านบาท อยู่ในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ในเยอรมันเขาใช้แบบนี้ ในยุโรป ในอเมริกาก็ใช้แบบนี้ แต่ว่าอาจจะรูปหน้าตาอาจจะต่างกันไป ถามว่าทําอะไร ก็คือเอาท่อนเหล็กใส่เข้าไป แล้วท่านก็เอาเขาเรียกอะไร แบบพิมพ์เขียวคอมพิวเตอร์ ใส่เข้าไป มันจะเป็นชิ้นงานเหมือนกันหมดเลย ผมไปดูบริษัทรถยนต์ ก็เอ่ยนามสักหน่อย เบนซ์ครับ เขาก็ทําแบบนี้ แล้วก็ให้สถาบันการศึกษาช่วยทํา คือคนที่เรียนอาชีวะหรือวิศว แล้วก็ให้ค่าแรง แล้วก็สถาบันเขาได้เงินไป อันนี้ก็ไฮเทค (High tech) มาก ๆ นะครับ
ต่อไปครับ เราพูดถึงประเทศไทยแล้ว ผมอยากจะยกตัวอย่างของเยอรมัน นะครับ ที่การฝึกอาชีพของนักเรียนอาชีวะระบบทวิภาคี โทษนะครับ ทวิภาคีเรียกว่า ดูอัล ซิสเต็ม (Dual system) ผมก็ไปดูมาหลายครั้ง เขาฝึกอย่างจริงจัง ฝึกแบบเขาเรียกว่าอะไร เริ่มต้นผมอยากจะบอกว่า ๖ เดือนให้ตะไบอยู่ครับ ผมไปถามว่า เอ๊ะตะไบทําไม เขาบอกฝึก ความอดทน ความละเอียด ฝึกตะไบก่อนให้นิ๊งเสียก่อนแล้วถึงจะเข้าไปฝึกอบรมในเรื่องของ ช่างต่าง ๆ ที่เยอรมันทําอย่างนั้นนะครับ
ต่อไปครับ นี่เป็นการฝึกอาชีพของมัธยมปลาย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียน เยอรมันนะครับ ฝึกอาชีพช่าง จะเชื่อหรือไม่ครับว่าเขาสนใจเรื่องอย่างนี้มากเลย ไทยนี่ จะต้องวิ่งไปที่โรงเรียนใหญ่ ๆ สามัญและเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วก็ออกไปตกงาน แต่ของ เขามีงานทํา ๙๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
ต่อไปครับ ที่เป็นต้นแบบที่เรากําลังทํากันอยู่แล้วก็พูดกันมานาน และสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านก็ทรงไปเขาเรียกอะไร ทอดพระเนตรมาแล้วนะครับ ระบบ อาชีวะในเยอรมันนี่นะครับ ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามเถอะครับ ระบบดูอัลซิสเต็ม (Dual system) หรือทวิภาคี ๕๔ เปอร์เซ็นต์ นี่พูดถึงปี ๒๐๑๓ นะครับ หลายปีดีดักมาแล้ว ปัจจุบันนี้มากกว่านี้แล้วนะครับ ข้อมูลมีทันสมัยแค่นี้ อาชีวะธรรมดามีแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เข้ามหาวิทยาลัย ๑๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เขาถึงเจริญรุ่งเรืองมากมายในเรื่องของอุตสาหกรรม ประเภทที่ไม่มีฝีมือ หย่อน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ บัดนี้ไม่ถึง ๑๘ เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมเชื่อว่าประมาณ สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์
ต่อไปครับ นี่การฝึกอาชีพอีกแบบหนึ่งที่จีนเรากําลังบอกว่าจีนพัฒนาไปไกลเร็ว ต้นแบบก็มาจากเยอรมัน รถยนต์หลายยี่ห้อไปผลิตในเมืองจีนทั้งนั้น รวมทั้งเครื่องบินของ ยุโรปก็ไปผลิตในจีน อันนี้ก็เป็นต้นแบบให้ท่านดูว่าของแท้ ๆ เป็นอย่างนี้
สุดท้ายผมอยากจะเสนอเป็นข้อเสนอของผมนะครับว่า
เรื่องที่ ๑ ถ้าท่านต้องการให้ประเทศไทยไปสู่ประเทศ ๔.๐ ท่านต้องรู้ว่า ดีมานด์ (Demand) หรือว่าความต้องการจริง ๆ ของช่างสาขาต่าง ๆ ระดับไหนเท่าไร ถามว่าท่านหาที่ไหน ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ว่าแผนงานเขาปีนี้ปีหน้าเขาจะ ผลิตอะไร โลกจะผลิตอะไร ต้องก้าวไปถึงขนาดนั้น เราจะผลิตอะไรดักหน้าเขาไม่ใช่ผลิต ตามเขา เมื่อเขาผลิตไปเสร็จมันก็จะถูกลง ๆ เพราะฉะนั้นท่านต้องก้าวหน้าไปถึงขนาดนั้นว่า เขาต้องการอะไร ภาคบริการต้องการอะไร
๒. ต้องมีการบูรณาการระหว่างภาคการผลิตและภาคเอกชน ระบบดูอัลซิสเต็ม (Dual System) หรือเรียกว่า ทวิภาคีของเรา ด้วยความรวดเร็วจริงจัง ตรงนี้อยากกราบเรียน ผ่านไปทางสถานีวิทยุรวมทั้งโทรทัศน์ของรัฐสภาว่า ขอความเมตตาภาคเอกชนได้ให้ ความร่วมมืออย่างจริงจัง และประเทศไทยจะไปถึง ๔.๐ แน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม อยากกราบเรียนฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่า ต้องมีอินเซนทิฟ (Incentive) หรือ เรียกว่ามีแรงจูงใจให้เขาในรูปแบบต่าง ๆ ท่านก็อาจจะคิดแล้วนะครับ
๓. เพิ่มขีดความสามารถแรงงานไทยให้มีฝีมือทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว ช้าไม่ได้
๔. เมื่อการผลิตแล้วไม่ว่าจะผลิตที่ไหน จากกระทรวงแรงงาน จากกระทรวงศึกษาธิการ จาก กทม. ก็มี จากกระทรวง พม. ก็มี แต่เป็นค่อนข้างระดับ พื้นฐาน ต้องมีการทดสอบฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์ว่าเชื่อมได้จริงไหม ติดหลอดไฟได้จริงไหม ซ่อมรถยนต์ได้จริงไหม ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมสนับสนุนแรงงานของท่าน แล้วก็ ขอให้ท่านผลักดันให้ประสบผลสําเร็จโดยเร็วครับ ผมใช้เวลาไม่เกินนะครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ทําเวลาได้ดีมาก เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ๑๐ กว่าหน้า ขอบพระคุณท่านในฐานะที่เป็นอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านมีความรู้เรื่องนี้มาก จริง ๆ ต่อไปก็เรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมอภิปรายหลังท่านสุรินทร์ จริง ๆ ได้ไป ขออนุญาตท่านแล้วว่าสลับกันให้ท่านเป็นคนสุดท้ายก็ได้ ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ท่านเป็น รองสุดท้ายก็ได้ เดิมทีก็คิดว่าวันนี้จะเลิกเร็ว ผมคงไม่อยากจะทําให้สภาเสียเวลา แต่หลังจาก ที่ได้นั่งอ่านรายงานแล้วก็กฎหมายของคณะกรรมาธิการแล้ว คิดว่ามีความจําเป็นที่จะต้อง อภิปราย ผมอาจจะมีแง่มุม มุมมองหรือประเด็นที่แปลกพิสดารนิดหนึ่ง แต่ด้วยความหวังดี ด้วยเจตนาที่จะให้รายงานและการศึกษาและร่างกฎหมายของทางกรรมาธิการนั้นมี ความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นหนักนิดเบาหน่อยได้โปรดให้อภัยผมด้วย ด้วยความที่เป็น ส.ว. เก่า เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะดูกฎหมายละเอียด แล้วก็จะมีแง่มุมที่จะต้องเสนอแนะกัน ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ผมเห็นด้วยกับครึ่งแรกของรายงานการศึกษาของท่านในเรื่องของ การพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความจําเป็นครับ แทบจะไม่ต้องพูดเลย ในรายงานของท่าน ท่านพูดถึงเรื่องปัญหาอุปสรรค เรื่องของสถานการณ์แรงงานผมอ่านอย่างเร็วแล้ว ผมเห็นด้วย แล้วก็ร้อยเปอร์เซ็นต์ ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่ามีปัญหาแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงาน การศึกษาของท่านที่พูดถึงเรื่องการศึกษาของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ว่าในปี ๒๕๖๐ กว่า ๆ ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเผชิญสถานการณ์วิกฤตขาดแคลนแรงงาน ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย แล้วก็ค่อนข้างจะวิตกกังวล แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องแรงงานของ ประเทศไทยนั้นต้องขอกราบเรียนว่า มันไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะเพียงแค่เรื่องของจํานวนเท่านั้น เรามีปัญหาเกือบจะ ๓๖๐ องศาก็ว่าได้ จํานวนแรงงานวิกฤตแน่ในอนาคต รายงานของท่าน ฉบับนี้ท่านเน้นเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานผมเห็นด้วย แรงงานในประเทศไทยนั้นส่วนหนึ่ง ต้องเรียนว่า ด้อยหรือพร่องในเรื่องของฝีมือ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคในเรื่องของระบบ แรงงานของประเทศไทยนั้นมีมากไปกว่านั้นครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมบอกว่า ผมมองว่ารายงานของกรรมาธิการนั้นท่านเน้นมุ่งในเรื่องของ พัฒนาฝีมือแรงงาน คือฉบับนี้นํามาซึ่งร่างกฎหมายที่ท่านนําเสนอสภา แต่ต้องขอกราบเรียน ว่าปัญหาแรงงานนั้นมีทั้งเรื่องของจํานวน ทั้งเรื่องของคุณภาพฝีมือแรงงาน มีมากไปกว่านั้นครับ มีปัญหาเรื่องของสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน มีเรื่องของคุณภาพชีวิตแรงงาน และประการสุดท้ายมีปัญหาเรื่องของแรงงานต่างด้าว เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายของท่านที่ผม ดูอย่างเร็ว ๆ นี่ คณะกรรมการชื่อยาว ๆ ของท่านนี่ครับ มีองค์ประกอบของคณะกรรมการ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการอื่น ๆ อีกมากมาย ผมนับดูแล้วเกือบ ๒๔-๒๕ ตําแหน่ง ปลัดกระทรวงเกือบ ทุกกระทรวง ซี ๑๐ ซี ๑๑ เกือบทุกส่วนราชการที่มีความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจของ ประเทศไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ ผอ. สํานักงบประมาณ เลขาธิการบีโอไอ (BOI) และอะไรอื่น ๆ อีกต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมดเลย องค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้รวมกันแล้ว นะครับ เป็นคณะกรรมการระดับชาติที่มีจํานวนของคณะกรรมการที่เป็นโดยตําแหน่งที่เป็น ที่รวมของบุคลากรระดับบริหารของประเทศเกือบจะมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการลักษณะนี้ผมต้องขอกราบเรียนว่าไม่ใช่เพียงมาทําหน้าที่ดู เรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงานนะครับ กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านจะต่อยอดไปควรจะเป็น คณะกรรมการที่บูรณาการแก้ไขปัญหาแรงงานทั้งหมดของประเทศ ผมอยากจะให้ท่าน ต่อยอดเป็นคณะกรรมการนโยบายแรงงานแห่งชาติด้วยซ้ํา มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีคณะกรรมการโดยตําแหน่งเต็มไปหมด ปลัดกระทรวงเกือบทุกกระทรวงของประเทศไทย ก็ว่าได้ ผมบอกแล้วว่าปัญหาแรงงานของประเทศไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเรื่องของสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีเรื่องของคุณภาพชีวิตแรงงาน มีเรื่องของแรงงาน ต่างด้าว แค่แรงงานต่างด้าวเรื่องเดียวก็เป็นปัญหาระดับชาติแล้วครับ ผมยกตัวอย่าง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ ปี ๒๕๕๗ มีคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๓/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว มอบให้รองหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติด้านความมั่นคงเป็นประธาน แล้วก็มีคณะกรรมการ โดยตําแหน่งอีกมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ท่านจะต่อยอดให้กฎหมายฉบับนี้ มีความสมบูรณ์เพื่อแก้ปัญหาแรงงานของประเทศได้ไหม กฎหมายฉบับนี้มีเพียงแค่ ๒๐ กว่ามาตราเท่านั้นเอง ท่านบอกว่าปัญหาเรื่องของการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาฝีมือ แรงงานนั้นกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานในหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ แต่ผมบอกว่าปัญหาแรงงานของประเทศก็กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานอีกเหมือนกัน แม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานในกระทรวงแรงงานที่ถือกฎหมายฉบับนี้อยู่ก็กระจัด กระจายอยู่หลายฉบับ ท่านควรจะบูรณาการและประมวลกฎหมายแรงงานไว้ด้วยกัน กฎหมาย ๒๐ กว่ามาตรานี่ถ้าจะต่อไปอีกเป็น ๔๐-๕๐ มาตรา ผมว่ามันจะบูรณาการ แก้ปัญหาเกือบทั้งหมดของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงาน มันจะเป็นประโยชน์และ เป็นประโยชน์ในระยะยาวด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นคําว่า พัฒนาฝีมือแรงงาน ผมไม่ขัดข้อง ในชั้นต้นผมเห็นด้วยกับรายงานการศึกษาของท่านนี่นะครับ
คราวนี้มาเรื่องกฎหมาย ขออนุญาตท่านประธานถ้าผมจะพูดเกินเวลาไปบ้าง เนื่องจากพูดเป็นคนสุดท้าย ผมอ่านกฎหมายเร็ว ๆ ของท่านแล้วผมว่ากฎหมายฉบับนี้ มีปัญหา มีปัญหาอย่างไรครับ ต้องเรียนว่าคําว่า บูรณาการการแก้ไขปัญหาแรงงาน นั้น มันคือการใช้งาน เงิน คน งบประมาณ และกฎหมายของหน่วยงานอื่น ๆ ที่ถือใช้อยู่ใน ประเทศไทยในปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้มีคณะกรรมการ โอเค (Okay) มีอยู่ ๒๐-๓๐ ท่าน บูรณาการทุกกระทรวงเกือบว่าได้นะครับ แต่การใช้อํานาจหน้าที่ของกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการปัญหาพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่กฎหมายฉบับนี้หลายมาตราที่ผมดูแล้ว ต้องเรียนว่าอาจจะมีปัญหา ผมใช้คําว่า อาจจะ เนื่องจากการใช้กฎหมายของหน่วยงานหนึ่ง ของคณะกรรมการชุดหนึ่งไปก้าวล่วง ผมไม่ อยากใช้คําว่า ก้าวล่วง มันจะหนักไป ในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า โอเวอร์รูล (Overrule) แต่ภาษาไทย ผมเรียกไม่ถูกนะครับ ไปคาบเกี่ยวกับการไปใช้หรือไปสั่ง ไปขอให้หน่วยงานอื่น กฎหมายอื่น คณะกรรมการอื่น ที่มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้สถานะ เป็นพระราชบัญญัติ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่คณะกรรมการอื่นใช้บังคับอยู่ก็เป็นคณะกรรมการ ที่มีสภาพเป็นพระราชบัญญัติเหมือนกัน อันนี้อาจจะมีปัญหาว่าสภาพบังคับนั้นจะเป็น อย่างไร ผมไม่ทราบว่าทางกฤษฎีกาท่านได้ให้คําแนะนํา หรือให้คําปรึกษาในเรื่องของ กฎหมายฉบับนี้ไว้บ้างอย่างไร ผมจะยกตัวอย่าง ขอเวลาท่านประธานนะครับ ในมาตรา ๙ ท่านประธาน วรรคสุดท้ายในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ในเรื่องใด ถ้าคณะกรรมการ มีมติให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใด หรือคณะกรรมการตามกฎหมายใดนําไปปฏิบัติ ให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานนั้น หรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติตาม โดยเร็ว หนักนะครับอันนี้ กฎหมายฉบับนี้เขียนว่าถ้าคณะกรรมการชื่อยาว ๆ ของท่านนี่ครับ สั่งหรือว่าใช้อํานาจให้คณะกรรมการตามกฎหมายใดนําไปปฏิบัติ ให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานนั้น หรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติตามโดยเร็ว และถ้า คณะกรรมการต่าง ๆ ที่เขาใช้อํานาจบังคับ เขามีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินั้น ๆ ของเขาอยู่ เช่น พระราชบัญญัติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงาน และมีคณะกรรมการอื่น ๆ อีกมากมาย เขาก็มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติ สถานะทางกฎหมายเท่ากัน น้ําหนักเท่ากัน และคณะกรรมการชุดนี้จะไปสั่งเขาได้อย่างไร อันนี้ประการที่ ๑
ประเด็นถัดมา ในมาตรา ๑๖ จริง ๆ มีปัญหาเกือบทุกมาตรา แต่ผมพยายาม จะเบาที่สุด เพื่อจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ท่านช่วยไปปรับแก้กฎหมายนะครับ ถ้ามีโอกาส ในมาตรา ๑๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการหรือ คณะอนุกรรมการมีอํานาจออกหนังสือเรียกให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาได้ ในกรณีนี้อาจเรียกบุคคลใด ๆ มาชี้แจงด้วยก็ได้ ผมไม่เคยเห็นกฎหมายที่มีอํานาจหรือสภาพ บังคับหนักเช่นนี้ครับ แม้กระทั่งใน พ.ร.บ. คําสั่งเรียกของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภานี่ มันก็ไม่หนักขนาดนี้ ไม่ให้อํานาจ ถึงขนาดไปให้อํานาจอนุกรรมการครับ ในอนุกรรมาธิการ ของ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสภานิติบัญญัติต้องเรียนว่าในสภานิติบัญญัติมี พ.ร.บ. คําสั่งเรียก เพื่อใช้เรียกเอกสาร เรียกบุคคลใดของส่วนราชการต่าง ๆ มาให้ถ้อยคําหรือมาให้ข้อมูลได้ ถ้าไม่มามีความผิด ถ้าไม่ให้มาก็มีความผิด แต่เราไม่ให้อํานาจลงไปถึงอนุกรรมการ หรืออนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการจะเรียกใครมาต้องขอกรรมาธิการก่อน กรรมาธิการ อนุมัติแล้วจึงจะมีสิทธิเรียกได้ แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านให้อํานาจลงไปถึงอนุกรรมการว่า มีอํานาจออกหนังสือเรียกให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ และในกรณีนี้อาจเรียกบุคคลใด ๆ มาชี้แจงด้วยก็ได้ คําว่า บุคคลใด ๆ นี้ใครครับ แสดงว่าเรียก ผมผ่านไปนะครับ อันนี้มันหนักนะครับ
ประการถัดมา ตั้งแต่มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ ดังที่ผมเรียนแล้วเป็นการใช้อํานาจของคณะกรรมการต้องใช้คําว่า โอเวอร์รูล (Overrule) ไปที่กฎหมายฉบับอื่นเกือบจะทุกมาตราข้ามกระทรวงไป เพียงท่านใช้คําว่า เนื่องจากเป็นคณะกรรมการบูรณาการ แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ สถานะของกฎหมาย ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ คณะกรรมการชุดอื่นเขาก็ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติที่เขาใช้อยู่ แล้วท่านจะให้คณะกรรมการชุดนี้ไปสั่งคณะกรรมการชุดอื่นให้ทําอย่างนั้นทําอย่างนี้ เขาก็มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติเท่ากัน ยกตัวอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัดดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อทําให้เกิดการเทียบโอนผลการฝึกอบรมหรือประสบการณ์การทํางานหรือ ผลการรับรองคุณภาพวิชาชีพ จุด จุด จุด พูดง่าย ๆ ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการเทียบวุฒิ ในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน อันนี้เขาก็มีกฎหมาย มีระเบียบปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ ในการเทียบวุฒิอยู่
มาตรา ๑๙ อันนี้หนักครับ จุด จุด จุด ตลอดจนประสานงานให้ กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรองและยอมรับ การเทียบโอนคุณวุฒิวิชาชีพกับคุณวุฒิทางการศึกษาในระดับต่าง ๆ ให้ ก.พ. สํานักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรองและยอมรับการเทียบโอนคุณวุฒิ จริง ๆ โดยหลักการผมเห็นด้วยนะครับ แต่เป็นเทคนิคของการเขียนกฎหมายท่านต้องไปศึกษาและ ท่านต้องไปปรึกษากับกฤษฎีกาดูว่าเขียนกฎหมายลักษณะนี้มันถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ก.พ. เขามีวิธีการเทียบโอนวุฒิ เทียบวุฒิต่าง ๆ เขามีหลักปฏิบัติเขามีกฎ ก.พ. ก.พ. ปฏิบัติ ตามมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เขาเป็นคณะกรรมการระดับชาติเหมือนกัน มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานเหมือนกันแล้วก็ สถานะเป็นพระราชบัญญัติเหมือนกัน อยู่ดี ๆ บอกว่าไปให้ ก.พ. เขาเทียบโอนวุฒิ ผมว่า มันอาจจะหนักไปนะครับ
อันถัดมามาตรา ๒๐ อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ครับ ให้คณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนและกระทรวงการคลัง ดําเนินการจัดให้มีสิทธิและประโยชน์ทางการลงทุนหรือ ทางภาษีแก่หน่วยงานภาคเอกชนที่ได้ดําเนินการใด ๆ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา กําลังแรงงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ดําเนินการตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการ โดยหลักการผมก็เห็นด้วยครับว่าถ้าเขาพัฒนาฝีมือแรงงานแล้วนี่สิทธิ เรื่องภาษี เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ บีโอไอ (BOI) ก็ควรจะให้เขา แต่บีโอไอ (BOI) ก็เป็น อีกหน่วยงานหนึ่ง เขามีสถานะต้องปฏิบัติตามมติของบอร์ด (Board) บีโอไอ (BOI) มีพระราชบัญญัติควบคุม บังคับ กํากับการทํางานอยู่ แต่อยู่ดี ๆ จะไปบอกว่าให้บีโอไอ (BOI) ดําเนินการจัดให้มีสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนหรือภาษีแก่หน่วยงานภาคเอกชน ที่ดําเนินการใด ๆ จุด จุด จุด ผมว่าท่านต้องไปพิจารณาครับ ยังมีอีกครับ เยอะแยะเลย
มาตรา ๒๒ ก้าวไปถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้จัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับภารกิจในการพัฒนากําลังแรงงานของ ประเทศตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการที่จะจัดสรรงบประมาณเขาก็มีกฎหมาย ในการบังคับใช้ของเขาอยู่ กองทุนของคณะกรรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคม กระทรวง พม. นี่นะครับ มีคณะกรรมการดูแลอยู่ มีกฎหมายกํากับอยู่ และมันก็เป็น พ.ร.บ. เท่ากัน เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมทั้งหมดเนื้อหาหลักการนี้ผมเห็นด้วย แต่ด้วยเทคนิคทางกฎหมายแล้ว ผมขออนุญาตเสนอแนะเป็นข้อสังเกตว่ามันอาจจะมีปัญหาในสภาพบังคับใช้ ผมไม่ได้ขัดข้อง และผมก็เตรียมที่จะกดเห็นด้วยครับ ด้วยหลักการของวิธีคิดของกฎหมายฉบับนี้แล้วก็ รายงานการศึกษาของท่าน แต่ด้วยสภาพบังคับและด้วยเทคนิคทางกฎหมายแล้วนี่ถ้าไม่ได้ พิจารณาเลย ถ้าไม่อภิปรายถ้าไม่พูดไม่ให้ความเห็นไว้เลยกฎหมายนี้ผ่านไปที่ สนช. ในอนาคต ไปที่ ครม. หรือกฤษฎีกาแล้วเขาจะดูแคลน สปท. เอาได้ ผมจึงขออนุญาตที่จะตั้ง เป็นข้อสังเกตไว้ และผมขออนุญาตสงวนสิ่งที่ผมอภิปรายไว้ให้เป็นข้อสังเกตที่ทาง กรรมาธิการท่านจะกรุณาทําเป็นบันทึกแนบไว้พร้อมไปกับรายงานการศึกษาฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันมีรายชื่ออีกท่านหนึ่งนะคะ ท่านขอเป็นท่านสุดท้าย ท่านกษิต ภิรมย์ ค่ะ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ครับ ในรายงานนี้มีข้อสรุปหรือเป็นข้อเสนอ ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ ๑. คือโครงการศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาฝีมือแรงงาน กับอันที่ ๒ คือข้อเสนอให้มี พระราชบัญญัติเพื่อมีคณะกรรมการคล้าย ๆ กับระดับชาติที่จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อจะให้มีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน
ในประเด็นแรกว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์ ผมก็ค่อนข้างจะแปลกใจแต่ว่า ขอเป็นข้อเสนอของผมก็แล้วกันว่า ณ วันนี้ที่กรุงเทพมหานครนั้นมันน่าจะมีรายงานเกี่ยวกับ สถานะของแรงงานของไทย จัดทําโดยสํานักงานหรือว่าองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อินเตอร์เนชันนัล เลเบอร์ ออแกไนเซชัน (International Labor Organization) แล้วก็คงมี รายงานเหมือนกันในเครือข่ายของสหประชาชาติโดยเฉพาะยูเอ็นดีพี (UNDP) ส่วนอันที่ ๓ ก็คงจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียด้วย เอดีบี (ADB) เอเชีย ดีเวลอปเมนต์ แบงก์ (Asia Development Bank) ซึ่งก็มีสํานักงานสาขาอยู่ที่นี่เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว ที่สําคัญมากก็คือว่า บรรดาหอการค้าต่างชาติทั้งหมด เข้าใจว่าประมาณ ๓๐ กว่าหอการค้า ได้เคยมีข้อสรุปเป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับความต้องการฝีมือแรงงาน ชนิด ประเภท จํานวน เพื่อจะไปป้อนโรงงานที่เขามาลงทุนในประเทศไทย และผมก็คิดว่าที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และกระทรวงแรงงานเองก็น่าจะมีแผนอะไรที่เคยทํามา ผมว่าแทนที่จะ มาศึกษากันใหม่ น่าจะเอารายงานแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่านี้มาประมวลเสียครับ แล้วก็จะมอบให้กระทรวงแรงงาน หรือจะสภาพัฒน์ไปดําเนินการก็ให้เวลาไป ๑ เดือน ก็น่าจะสรุปได้เสร็จ เพราะมันเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาทุกยุคทุกสมัยของการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศไทย แล้วก็โดยเฉพาะที่เราได้พูดกันอยู่ในมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) มีการโยกย้ายโรงงานออกไป ค่าแรงอะไรพวกนี้แล้วเราก็ต้องปรับเทคโนโลยี ให้สูงขึ้น ฝีมือของแรงงานเราก็ต้องไปด้วย มันไม่ใช่ของแปลกของใหม่ น่าจะเอารายงาน เหล่านั้นมาปัดฝุ่นแล้วก็มาดูเสียภายในเวลา ๑ เดือน ๒ เดือนอย่างมากแล้วเอากลับมาที่นี่ ได้ไหมครับ เพื่อจะช่วยในการที่จะขับเคลื่อนแล้วก็เสนอไปที่รัฐบาล แล้วผมก็แน่ใจว่า ๑ ใน ๖ คณะทํางานของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นก็น่าจะดู เรื่องแรงงานอยู่ตรงนี้แล้วจะประสานงานกันอย่างไร แล้วก็ทางฝ่ายรัฐบาล ณ วันนี้ทําอะไร ไปบ้าง เพราะว่าเรื่องแรงงานฝีมือเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของประเทศไทย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนร่างพระราชบัญญัติ ผมค่อนข้างจะสงสารผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้แล้วก็ในอนาคตนะครับ เพราะต้องนั่งเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติมากมาย มหาศาล เสมือนว่าการที่เราจะแก้ปัญหาของประเทศชาตินั้นถ้าเผื่อไม่มีตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็จะเป็นง่อยไปหรือเปล่า มันน่าจะบอกว่าก็มีรัฐมนตรีแรงงาน มีปลัด มีอะไรต่าง ๆ มีอธิบดีก็หัดรับผิดชอบกันให้มากที่สุดในระดับนั้น แทนที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องโยนไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเป็นเรื่องระบบวิธีคิดนะครับว่าเราจะบริหาร ประเทศชาติกันอย่างไร หรือว่าจะให้อํานาจทุกสิ่งทุกอย่าง หรือว่าโยนภาระของประเทศ ทั้งหมดไปมอบให้กับตัวท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไรแล้วมันก็ ไม่เป็นการบังควร มีข้าราชการระดับสูงเยอะแยะ มีภาคเอกชน และเพราะนี่มันเกี่ยวกับ ภาคเอกชนด้วยก็ต้องช่วยกันในการที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาของประเทศ แต่ไม่ใช่เป็นการตั้ง องค์กรกลาง คณะกรรมการกลางขึ้นมาเป็นศูนย์แห่งอํานาจอีกก็เป็นการกระจุกตัว ผมว่า มันไม่ค่อยจะถูกต้องนัก มันควรจะกระจายอํานาจแล้วก็ให้แต่ละจุดนั้นสามารถที่จะ รับผิดชอบต่องานของตนเองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ คราวนี้ระหว่างที่กําลังจะ รอการศึกษาวิเคราะห์ หรือว่ากว่าจะให้พระราชบัญญัติอันนี้ผ่านสภานิติบัญญัติไป ถามว่า แล้ว ณ วันนี้ หรือไปอีก ๖ เดือน ๒ เดือนข้างหน้า เรา สปท. จะทําอะไรได้บ้าง ผมก็อยากจะมีข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ผมก็อยากจะเสนอว่าให้มีการประชุมกัน ๓ เส้า สปท. กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวง แรงงาน มาตกลงกันวันนี้เลยว่าเราจะอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาอาชีวะ โรงเรียนอาชีวะ วิทยาลัยอาชีวะ ทุกแห่งของประเทศไทยทั้งที่เป็นของรัฐและเป็นของเอกชนอย่างไร และบอกว่าจะอัปเกรด (Upgrade) หรือจะพัฒนามันก็ต้องไปโยงกับที่เราได้พูดเมื่อเช้านี้ ไปในทิศทางของ ๕ อุตสาหกรรมหลักใช่หรือไม่ แล้วก็อุตสาหกรรมเสริมจะเป็นเรื่องของ ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับระบบการสื่อสารเทคโนโลยี ไอซีที (ICT) อินเทอร์เน็ต (Internet) สมัยใหม่ มันต้องวิ่งล้อกันไปอย่างนี้ครับมันจะมาบอกว่าพัฒนาฝีมือแรงงานและ มันไม่โยงกับสิ่งที่พูดเมื่อเช้าหรือได้พูดกันผ่านมาหลายเดือนแล้วมันก็ไม่ได้ มันต้องมีความชัด ว่าจะพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างไร แล้วก็มีแขนงเศรษฐกิจแล้วมีรายงานของไอแอลโอ (ILO) ยูเอ็นดีพี (UNDP) เยอะแยะไปหมดแล้ว มันต้องโยงกันให้เป็นแน่ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ จะเป็นอะไรที่มันดูค่อนข้างจะลอย ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าให้มีการประสาน อย่างน้อย ๒ กระทรวง สปท. อยู่ตรงกลางก็ได้ ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าในประเด็นแรกที่เกี่ยวกับ ทําไมถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพราะมันเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนอาชีวะ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าที่โรงเรียนอาชีวะคือเป็นการเตรียมคนที่จะเข้าสู่ โรงงาน แต่คราวนี้ที่ทํางานอยู่แล้วจะทําอย่างไร มันก็เป็นเรื่องการประสานงานระหว่าง สปท. ตรงนี้ถ้าเผื่ออยากจะช่วยขับเคลื่อน กับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน แล้วก็ทาง สภาอุตสาหกรรม อาจจะมีสภาหอการค้าด้วยเป็นสําคัญว่า ณ วันนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หลักในการที่จะอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาฝีมือแรงงานของแรงงานไทยที่อยู่ในโรงงาน ต่าง ๆ แล้วจะไปบอกว่า ๒ ฝ่ายระหว่างแรงงานกับเจ้าของ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับระบบ ทวิภาคี อยากจะให้เป็น ๓ เส้า อยากจะให้รัฐ รัฐบาลนี้เข้าไปช่วยให้มีการร่วมมือกันอย่าง เต็มที่ ระหว่างผู้ประกอบการ สถาบันวิชาการ แล้วก็ตัวแรงงานเองโดยมีรัฐเข้าไปช่วยด้วย ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในการที่จะเพิ่มทักษะของแรงงานของไทยที่ทํางานอยู่แล้ว และมันก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่กําลังว่างงาน หรือว่าตกงาน หรือรอที่จะเข้าทํางานอยู่ ก็แทนที่ เขาจะอยู่เฉย ๆ ทางรัฐเข้าไปช่วยอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาฝีมือเขาได้ไหมครับ ในเอกสาร ก็บอกว่าอ่อนภาษาอังกฤษ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม บอกว่าอ่อนเรื่อง คอมพิวเตอร์ แล้วก็อาจจะอ่อนเรื่ององค์ความรู้ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยเซฟตี้ (Safety) หรือว่ามาตรฐานสากลที่แรงงานต้องรู้ว่ามาตรฐานสากลของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับสารพิษตกค้างมันเป็นอะไร อย่างไร มันก็สามารถที่จะกระทําได้ และอันนี้เป็นสิ่งที่ สปท. อยู่ในฐานะที่จะเร่งให้รัฐบาลดําเนินการแล้วก็ช่วยขับเคลื่อนได้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็อยากจะเสนอนะครับว่าเราจะขอความร่วมมือกับ รัฐบาลในการจัดให้มีการประชุมระหว่างผู้อํานวยการโรงเรียนอาชีวะทั้งหมด แล้วก็ ศูนย์ฝึกต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน หรือว่าของกระทรวงการพัฒนาสังคม กับทาง ฝ่ายสภาอุตสาหกรรม มาทบทวนกันเสียทีว่าโรงเรียนจะผลิตคนอย่างไรตามความต้องการ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ส่วนประเด็นสุดท้ายจริง ๆ มันก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องพูดกับทาง สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมว่าต้องการแรงงานอย่างไรไปอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ทางรัฐบาลก็จะได้ป้อนคนไปให้ได้เป็นเรื่องของอุปสงค์กับอุปทาน เพราะฉะนั้นระหว่าง ที่รอพระราชบัญญัติ รอในการที่จะศึกษาวิเคราะห์ ภายใน ๓ เดือนข้างหน้าของอายุ ของ สปท. ที่มีเหลืออยู่เราสามารถที่จะทําอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับแรงงานของไทยครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ไม่มีสมาชิกขออภิปรายแล้วนะคะ เชิญท่านประธาน คณะกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ
กราบขอบพระคุณ ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างสูงนะครับ เพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณา อภิปรายประมาณ ๖ ท่าน ส่วนมากก็เป็นข้อเสนอแนะ ซึ่งกรรมาธิการยินดีไปปรับปรุง นะครับ แต่ถ้าเผื่อว่าทุกท่านได้อ่านรายงานโดยละเอียดจะทราบที่มาที่ไปพอสมควรว่าทําไมถึงมี พระราชบัญญัติฉบับนี้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ สปช. คือ สภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่แล้ว ได้เสนอไปยังรัฐบาลและผ่านความเห็นชอบของ ครม. และขณะนี้รออยู่ที่ สนช. แล้วด้วย การที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเห็นว่ามีความจําเป็นจะต้องปรับปรุง ให้มันเหมาะสม ในขณะเดียวกันเราก็ได้ดูความคิดเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เสนอมา อยู่ในภาคผนวกของรายงานนั้นแล้วนะครับ เสร็จแล้วเราก็มีตัวแทนของทางองค์กร กระทรวงต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ ๑๒ กระทรวงได้เข้ามาชี้แจง แล้วก็มีคณะกรรมการ กฤษฎีกาก็ส่งตัวแทนเข้ามาร่วมร่างด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ตามร่างนี้ไม่ใช่เป็นร่างฉบับสุดท้าย เราคงต้องแก้ไขตามที่ท่านสมาชิกได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไว้นะครับ ซึ่งเมื่อไปถึงพบ กันที่ สนช. แล้วก็คงมีการปรับปรุง กฤษฎีกาก็คงต้องนําไปแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่ามันเป็น ความจําเป็นและเป็นวาระแห่งชาติ แล้วก็เป็นวาระที่ใน สปช. ได้เสนอผ่านความเห็นชอบ ไปแล้ว เพราะเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องซึ่งคงจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกันพอสมควรเนื่องจาก มันเกี่ยวข้องกับหน่วยงานมากพอสมควร มันมีประเด็นซับซ้อนในบางประเด็น มันเป็นผล ดีเลิศ แต่มันก็ไปขัดกับอาณาจักรของบางองค์กรอันนี้เราทราบ เรื่องนี้กว่าจะผ่าน กรรมาธิการคณะใหญ่หลายเดือนนะครับ ทํามาเสร็จแล้วแต่ว่าพอเข้ากรรมาธิการคณะใหญ่ มันก็ตกผลึกออกมาว่าต้องไปแก้ไขให้มันมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น แต่แก้หลายครั้งแล้วมันก็ สรุปออกมาเป็นอย่างนี้ ก็มีทั้งหน่วยงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีทั้งกฤษฎีกา มีทั้งนายจ้าง มีทั้งลูกจ้าง มีอะไรมาครบหมดนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คิดว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้วก็ ต้องนํามาเข้า ส่วนสิ่งที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายข้อก็เป็นปัญหาซึ่งเราก็พูดกันอยู่ใน กรรมาธิการพอสมควรว่ามันหนักไปหรือไม่ มันมากไปหรือไม่ จะสังเกตถ้าเราไปดูใน ภาคผนวกจะระบุหมดแล้วว่าประธานอนุกรรมาธิการนี้คือใคร ระดับจังหวัดก็คือผู้ว่าราชการ จังหวัด คงไม่ใช่ไปหยิบ นาย ก นาย ข นางมี นางมา ให้มาเป็นประธานอนุกรรมาธิการอะไร อย่างนี้เป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องที่ว่าจะไปลุแก่อํานาจในการไปเรียกคนโน้นคนนี้มา สอบคงไม่น่าจะมีปัญหาประเด็นนั้น อันนี้ก็ต้องขอความกรุณาท่านสมาชิกได้พิจารณาว่า มันเป็นความจําเป็นที่เราเสนอเข้าไปควบคู่กับของ สปช. ที่รออยู่แล้วนะครับ ขอกราบ ขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการมากนะคะ ดิฉันกําลังรอสมาชิก ทยอยมานะคะ ก่อนจะตรวจสอบองค์ประชุมให้สมาชิกเข้ามาสักครู่นะคะ กําลังทยอยมากัน มากเลยค่ะ ท่านสมาชิกใกล้ที่ไหนนั่งที่นั่นได้เลยนะคะ ไม่ต้องกลับเข้าที่นั่งประจําที่ของท่าน ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
หมดแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และ ร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... หรือไม่
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนบ้างคะ ปิดการลงคะแนนนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีท่านที่ไหนคะ ท่านณรงค์ ท่านขานชื่อเอา ใช้ไมโครโฟน (Microphone) ไม่ได้ด้วยใช่ไหมคะ ได้ค่ะ ท่านณรงค์นะคะ เห็นชอบนะคะ ขอผลค่ะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๙ ท่าน รวมท่านณรงค์ด้วยก็เป็น ๑๖๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๓ ท่าน รวมท่านณรงค์ด้วยเป็น ๑๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับ ขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนา กําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นของ ท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ ทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ
ขอดําเนินการตามระเบียบวาระต่อไป
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน ที่กรุณามาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ