มนู เลียวไพโรจน์ รายงานผลการพิจารณาการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมหลัก 5 สาขา ได้แก่ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี สิ่งทอ และการแปรรูปเกษตร เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยเน้นความสำคัญของการวิจัย พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และนวัตกรรม ในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง พร้อมชี้ให้เห็นถึงบทบาทของภาคอุตสาหกรรมที่มีส่วนสำคัญต่อจีดีพีและการจ้างงาน และเรียกร้องให้มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน เพื่อรับมือกับข้อจำกัดด้านแรงงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมต่อสภาเพื่อประกอบการตัดสินใจในอนาคต
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและบริการ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ เนื่องจากท่านประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ ท่านดอกเตอร์สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ และท่านอาทิตย์ วุฒิคะโร อดีตปลัดกระทรวง อุตสาหกรรม ซึ่งมีกําหนดที่จะต้องมารายงานในเช้าวันนี้ติดภารกิจด่วนสําคัญ จึงไม่สามารถ เข้าร่วมประชุมได้แล้วก็ขอลาการประชุม กระผมในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ จึงขออนุญาตกราบเรียนเรื่องรายงานต่าง ๆ และรายละเอียดที่จะกราบเรียนให้ท่านสมาชิก ได้รับทราบเกี่ยวกับเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมสาขาหลัก ซึ่งเป็นเรื่อง ที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบาย อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) โดยอุตสาหกรรมสาขาหลักที่มีศักยภาพ ของประเทศเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานสําคัญ และเชื่อมโยงกับหลายอุตสาหกรรม ต่อเนื่องในห่วงโซ่มูลค่า รวมทั้งสามารถพัฒนาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าสู่อุตสาหกรรมที่ตอบ โจทย์กระแสโลกที่มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี มีความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรม และในโลกของดิจิทัล (Digital) ในอนาคตได้ ซึ่งการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม สาขาหลักนั้นประกอบด้วย ๕ สาขาด้วยกัน ได้แก่ สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ๒. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ๓. อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก ๔. อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และ ๕. อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร ซึ่งเมื่อพิจารณา ในแต่ละสาขาแล้วจะพบว่าศักยภาพในการพัฒนาไปสู่แนวทางอินดัสทรี ๔.๐ (Industry4.0) ต่อไปในอนาคตนั้นสามารถจะดําเนินการได้โดยจะต้องได้รับความสนับสนุนและส่งเสริมจาก ทุกภาคส่วน แล้วก็จะต้องดําเนินการมาตรการและแนวทางสนับสนุนที่ส่งเสริมที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสาขาหลักในปัจจุบันนี้ นอกจากนั้นแล้วผมขอเรียนว่าจากการประมวลกรณีศึกษาและแนวทางการหลุดพ้น กับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูงนั้น ซึ่งมีตัวอย่างของหลาย ๆ ประเทศ ก็ยังพบว่าปัจจัยสําคัญที่มีต่อการขับเคลื่อนประเทศให้ข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ก็ได้แก่ ในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา ในเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และในเรื่อง ของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการเพิ่มผลิตภาพควบคู่กับการปรับปรุง ปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการพัฒนา ทั้งนี้จากกรณีศึกษาของประเทศพบว่า เมื่อประเทศรายได้ปานกลาง ยกระดับไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วย ฐานความรู้ สัดส่วนของภาคการผลิตก็จะเริ่มลดลง ในขณะเดียวกันภาคบริการก็จะมีสัดส่วน ที่ขยายตัวและเพิ่มสูงขึ้น นั่นเป็นสัจธรรมอันหนึ่งที่จะเห็นได้ชัดว่าสัดส่วนของภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคการค้านั้นจะมีส่วนสําคัญมากในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะฉะนั้น ทั้ง ๓ ส่วนคงความสําคัญทั้งสิ้น แต่ว่าความสําคัญของทั้ง ๓ ส่วนนั้นจะอยู่ที่เรื่องของ การพัฒนา เรื่องของการวิจัย และเรื่องของการใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น โจทย์สําคัญของกระบวนการนี้สําหรับภาคอุตสาหกรรมไทยคือการปรับกระบวนทัศน์ หรือการต่อยอดอุตสาหกรรมดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่เชื่อมโยงกับภาคบริการมากยิ่งขึ้น เนื่องจากตามแบบจําลองเอสเคิร์ฟ (S-Curve) นั้น กระบวนการที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากที่สุด ไม่ใช่ ขั้นตอนการผลิตอย่างเดียว แต่อยู่ในขั้นตอนของการบริการ ขั้นตอนของการค้า และอยู่ใน เรื่องของการสร้างนวัตกรรม การออกแบบ ขั้นตอนเริ่มแรกในเรื่องของการค้า การตลาด และรวมถึงบริการหลังการขาย สิ่งเหล่านี้ถือได้ว่ามีส่วนสําคัญในกระบวนตั้งแต่เริ่มการผลิต การค้า การบริการด้วยนะครับ
ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผมขอเรียนว่า ในภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นภาคที่มีความสําคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยสัดส่วนมูลค่า มวลรวมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ทั้งหมดนั้นมีค่อนข้างจะมีนัยสําคัญอย่างสูง ในด้านของสัดส่วนของจีดีพี (GDP) หรือมวลรวมของผลิตภัณฑ์ของประเทศนั้นนี่นะครับ ภาคอุตสาหกรรมมีประมาณร้อยละ ๒๘ ถึง ๓๐ ภาคเกษตรร้อยละ ๑๔ ภาคบริการ ร้อยละ ๓๕ และในส่วนนี้จะเห็นได้ว่าในภาคอุตสาหกรรมนี้มีสัดส่วนในด้านของจีดีพี (GDP) มากพอสมควรทีเดียว และในแง่ของการทํางานนั้น ปรากฏว่าสาขาหลักทั้งหมด ในภาคอุตสาหกรรมทั้ง ๕ สาขาที่ผมจะได้กราบเรียนต่อไป มีการจ้างงาน ๓,๗๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการจ้างงานที่มีนัยสําคัญพอสมควรทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ถึงแม้ว่า ภาพรวมภาคอุตสาหกรรมของไทยจะมีความเจริญก้าวหน้าและพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดก็ตาม จะเห็นได้ชัดว่าตั้งแต่สมัยปี ๒๕๐๔ ซึ่งเราได้ เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ และจนกระทั่งถึงปัจจุบันฉบับที่ ๑๑ กําลังเริ่มฉบับที่ ๑๒ นี่นะครับ เป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจของเราในรูปแบบต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องของภาคเกษตรและค่อย ๆ ขยับมาเป็นอุตสาหกรรม เพื่อผลิตและใช้ภายในประเทศ แล้วก็พัฒนาต่อมาเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก และต่อมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ก็เป็น ภาคอุตสาหกรรมที่จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นวัตกรรมสมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกันที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าท่านสมาชิกคงจะมีความตระหนักดีในเรื่องของ สิ่งแวดล้อม ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมนั้นมีความตระหนักในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในอนาคต เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่เราจะเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมโดยให้ ภาคอุตสาหกรรมนั้นมีการพัฒนาและผลิตอย่างมีประสิทธิภาพให้ได้คุณภาพสินค้าที่ดี และเป็นที่ยอมรับไม่ใช่เฉพาะในประเทศแต่ของต่างประเทศด้วย นั่นเป็นส่วนสําคัญที่เรา สามารถจะทําได้ และสิ่งสําคัญที่สุดในการที่จะพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมให้เจริญก้าวหน้านั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นในแง่นี้เราก็ได้มุ่งเน้นในเรื่อง ของกรีนเทคโนโลยี (Green Technology) ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้กรุณา เสนอแนะในคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ซึ่งทางฝ่ายที่ได้จัดทํารายงานนี้ก็ได้ ตระหนักดีแล้วก็ได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ส่วนหนึ่งด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็น ได้ว่าถึงแม้ประเทศไทยจะมีความเจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด เมื่อเทียบกับอาเซียน (ASEAN) แล้วเรียนได้เลยว่าภาคอุตสาหกรรมทางด้านของการผลิตยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์นั้นเป็นอันดับ ๙ ของโลก แต่เป็นอันดับ ๑ ของอาเซียน (ASEAN) นั่นก็คือสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายความว่าสภาพนี้จะยังเป็นอยู่นะครับ ในอนาคต อันใกล้ สภาพจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยี สมัยใหม่ การใช้นวัตกรรมและสิ่งต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ายานยนต์จะเริ่มแปลงสภาพของตนเอง เป็นยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น การใช้โซลาร์ (Solar) การใช้แสงแดดเข้ามาเป็นต้นพลังงานนั้น ก็จะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นแนวทางนี้เป็นแนวทางหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมได้ตระหนักดีว่า ในอนาคตอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพแล้วก็พร้อมที่จะต่อสู้กับสภาพนี้ ในอนาคตนะครับ เพราะฉะนั้นในเชิงโครงสร้างแล้ว ผมคิดว่าก็ยังมีอุปสรรคอย่างที่ได้เรียนไป แล้วก็คืออุปสรรคต่อการพัฒนาโดยปัจจัยที่จะส่งผลความสําเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรม ของประเทศก็คือในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาหรือรีเสิร์ช แอนด์ ดีเวลอปเมนต์ (Research and Development) ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในอนาคต และศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านนวัตกรรม และที่สําคัญที่สุดก็คือศักยภาพของ การศึกษาของประเทศด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผลิตภาพหรือประสิทธิภาพด้านการบริหาร จัดการของภาคเอกชนจะมีประสิทธิภาพมากในอนาคต แล้วก็มีส่วนช่วยภาครัฐและสามารถ ที่จะเดินคู่กันไประหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐในการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้ เพราะฉะนั้นจึงมีส่วนที่เราจะต้องพิจารณาในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถของ อุตสาหกรรม ๕ สาขาหลักอย่างที่ว่า
อีกประเด็นหนึ่งที่กระผมอยากจะเรียนก็คือ ในเรื่องแนวโน้มของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก็จะส่งผลกระทบต่ออนาคตของภาคอุตสาหกรรมพอสมควร การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในมิติด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้านสิ่งแวดล้อม การเมืองและนโยบายต่าง ๆ ขอสไลด์ (Slide) มิติต่าง ๆ ทางด้านสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านเทคโนโลยี ทางด้าน สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงสภาพทางด้านการเมืองและนโยบาย ส่งผลกระทบ ต่อภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ค่อย ๆ เปลี่ยน บางเรื่อง ก็เปลี่ยนช้า บางเรื่องก็เปลี่ยนเร็ว จนกระทั่งสภาพแวดล้อมภายในประเทศและภายนอก ประเทศที่กดดัน จึงทําให้ทางภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวเอง แล้วก็ปัจจัยต่าง ๆ ที่สําคัญในอนาคตก็คือปัจจัยแรงงาน ซึ่งเดิมเป็นข้อได้เปรียบของไทยเริ่มมีข้อจํากัด การเข้าสู่ สังคมสูงอายุ ประเทศไทยก็จะประสบปัญหาในเรื่องของแรงงานในอนาคต และต้นทุน แรงงานที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้ภาคอุตสาหกรรมและการบริการนั้นประสบ ปัญหาพอสมควร ส่งผลให้สินค้าบางรายการเริ่มประสบปัญหาในด้านของการแข่งขันและ สูญเสียตลาดบางส่วน จึงกล่าวได้ว่าการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยต่อจากนี้ไปจะต้อง เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญทั้งในระดับโลกและในระดับประเทศที่จะส่งผลต่อ การพัฒนาทั้งในแง่ของโอกาสที่สามารถจะนํามาใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งภัยคุกคามที่อาจจะ ส่งผลกระทบในเชิงลบ ขณะเดียวกันก็ต้องคํานึงถึงจุดแข็งที่จะใช้ผลักดันในการพัฒนา ให้ก้าวหน้าควบคู่กับการแก้ไขจุดอ่อนที่มีอยู่ และไม่ให้เป็นอุปสรรคในอนาคตต่อ การดําเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสู่การพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่มี การเติบโตอย่างยั่งยืนและมีการกระจายผลประโยชน์การเติบโตอย่างทั่วถึงนั้นจึงเป็นส่วน สําคัญ ทั้งนี้เป้าหมายของการเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมหลักภายในระยะ เวลา ๕ ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ จนถึงปี ๒๕๖๔ นั้น ได้ถูกกําหนดไว้ ๒ เรื่องสําคัญนะครับ
เรื่องแรกก็คือผลิตภาพปัจจัยโดยรวมหรือที่ขออนุญาตเรียกภาษาอังกฤษว่า โททัล แฟกเตอร์ โพรดักทิวิตี (Total Factor Productivity) ของอุตสาหกรรมสาขาหลัก จะมีการเติบโตจะต้องไม่ต่ํากว่าร้อยละ ๓ ต่อปีในอนาคต และอีกส่วนหนึ่งอุตสาหกรรม สาขาหลักจะมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ต่อปีในอนาคต เพราะฉะนั้นในส่วน รายละเอียดนั้น กระผมขออนุญาตท่านประธานที่จะมอบให้ดอกเตอร์เดชา จาตุธนานันท์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการนําเสนอข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับรายละเอียดของรายงานฉบับนี้ต่อสภา ต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ