นิกร จํานง หารือประเด็นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการแข่งขันในยุคเออีซี โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในภาคการผลิต ทั้งยานยนต์และเครื่องยนต์ พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านพลังงานที่อาจไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และเรียกร้องให้มีการเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น ปิโตรเคมี เกษตรแปรรูป และสิ่งทอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ต่อประเด็นการรายงาน เรื่อง การเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรม สาขาหลัก ที่ทางท่านกรรมาธิการได้นําเสนอนี่นะครับ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับว่า เป็นเรื่องที่สมควรเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่พัฒนาไปแล้วเราล้าหลังอยู่แบบนี้ คือการวิ่ง แข่งกันในโลกในสงครามการค้าขณะนี้เราละเลยไม่ได้แล้ว แม้แต่ประเทศรอบ ๆ เราซึ่งเดิม เขามีจุดอ่อนมากกว่าเรา แต่ตอนนี้ค่าแรงงานของเขาถูกกว่าเรามาก ดังนั้นกลายเป็นว่า แทนที่เราจะได้เปรียบกลายเป็นเราจะเสียเปรียบ ซึ่งซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) ตอนนี้มันก็เคลื่อนตัวไปเหมือนที่เคยมาที่เรานั่นแหละ แต่ถ้าเราเปลี่ยนผ่านไม่ได้ เราเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อไม่ได้ เราจะแย่นะครับ มันเป็น จุดผ่านของเรา ดังนั้นที่ท่านเสนอขึ้นมาตรงนี้มันคือความพยายามที่ทําให้เราเป็นผีเสื้อ แสนสวยจะได้บินต่อไปได้ ขณะนี้ประเทศรอบ ๆ นี่ไล่ทัน ยิ่งเราเป็นเออีซี (AEC) ขึ้นมา เมื่อไร แทนที่เราจะได้เปรียบเราจะกลายเป็นเสียเปรียบทางด้านนี้ แต่ความเห็นใน รายละเอียดผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากนะครับโดยองค์รวม แต่อยากจะขอเสริมความเห็น ในเชิงรายละเอียดสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ปรับปรุงว่าอาจจะเป็นประโยชน์มากขึ้นนะครับ เป็นความเห็นเพิ่มเติมลงไป ผมดูในรายงานเรื่องรายละเอียดนะครับที่ท่านเสนอคือเป็น รายงานที่ละเอียดมาก แต่พอดูไปนี่นะครับจุดที่จะเป็นตัวอย่างลึก ๆ ไม่มี ตรงนี้อยากจะให้ เพิ่มสักนิด เพราะว่าที่ท่านบอกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพรวมที่นําเสนอนี่เป็นยุทธศาสตร์ ต่าง ๆ แต่ว่าไม่ได้ลงลึกในถึงรายการในจุดเล็ก ๆ นะครับบ้าง กล่าวเพียงภาพรวมไปเฉย ๆ ดังนั้น เมื่อไม่มีกําหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายอะไรต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างให้เห็น บางทีคนที่เขาทํา เอาแผนนี้ไปทําอาจจะเคลื่อนได้ไม่เร็วนักต้องมาพิจารณา ท่านชี้เป้าไปว่าตะปูอยู่นี่แล้วก็ค้อน อยู่นี่ ค้อนนี่คือรัฐบาลนะครับ ท่านมีตะปูอยู่แล้วท่านแค่ชี้เป้าแล้วก็รัฐบาลจะได้ตอกลงไป ตรงนั้นชัด ๆ อยากจะขอให้เพิ่มตรงนี้ก็จะได้ช่วยเยอะ
ส่วนเกี่ยวกับเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมหลัก ๕ สาขา ผมมี ความเห็นเป็นอย่างนี้ครับ
ส่วนที่ ๑ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ได้เสนอแนวโน้มควรจะมองเห็น ว่ามีการดําเนินการใด ๆ นี่นะครับก็เป็นเรื่องดี แต่ว่ามีประเด็นที่ว่าท่านเสนอไปแล้วว่า อุตสาหกรรมไฟฟ้า รถไฟฟ้าอะไรคงจะต้องขยายเยอะ อย่างของเราสังเกตที่ทําเนียบรัฐบาล รถยนต์ก็ไปแล้วไปนําเสนอแล้วนะครับ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าก็ไปแล้ว คือของเราจะไปก่อน เพื่อนทุกที แล้วพอไปก่อนเพื่อน แต่สิ่งที่เราจะมีปัญหาคือสิ่งที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง อุตสาหกรรม ของเราเองเกี่ยวกับเรื่องนี้โครงสร้างของเราที่เราเป็นดีทรอยด์ทางอีสต์ (East) ตรงนี้ นะครับ เรามีโครงสร้างที่เขามาทําที่เรากันเยอะ เพราะว่ามีอุตสาหกรรมประกอบเกี่ยวเนื่อง นี่เยอะมาก ประเด็นที่ว่าจะไปเรื่องรถไฟฟ้าเป็นเรื่องดี แต่โรงงานที่อยู่ขณะนี้ที่ผลิต เครื่องยนต์ปกติตรงนี้ หลังจากนี้เขาจะไปไหน คือเราต้องรีบแปรสภาพของเขาเหวี่ยงเข้าไป ในมิติใหม่เสียให้เร็ว ไม่อย่างนั้นเขาจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ตรงนี้จะเป็นจุดที่น่าห่วงมันจะเป็น แฮนดิแคป (Handicap) ที่จะดึงเราไว้นะครับ ตรงนี้ก็มองไป ๒ ทาง ๑. รุก แต่ว่าประเด็นรับ นี่นะครับจะต้องดูด้วยว่า ผมอยากจะให้อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีการพัฒนากันเป็น อย่างมากนะครับ เกี่ยวกับเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
เรื่องการรองรับเทคโนโลยีเรื่องไฟฟ้านี่นะครับ รถที่อุตสาหกรรมก่อนนี้เคย เป็นรถไฟฟ้านี่เยอะ ที่เราเป็นห่วงก็คือว่าตอนนี้เราทําถ่านหินขาวไม่ได้แล้ว ถ่านหินขาวก็คือ พลังน้ําไม่มีทางทําที่ไหนได้แล้ว พอเราจะไปเอาจากลาวจากรอบ ๆ มา ถ่านหินดําไม่ต้องพูด นะครับ แค่พูดขึ้นมาก็เป็นปัญหาแล้วไม่ว่าจะที่สะบ้าย้อยหรือที่ไหนก็ตาม แม้แต่นําเข้าก็มี ปัญหา อาจจะเป็นภาพเก่า ๆ ที่เหมืองแม่เมาะเดิม แต่ว่าเรื่องนี้ทั้งดําทั้งขาวมีปัญหาถ่านหิน นะครับ ในส่วนอื่นที่เรียนแล้วก็คือว่าลมก็ไม่พอ แต่ในอนาคตถ้าเราจะใช้พลังงาน รถพลังงานไฟฟ้ามาก ๆ ตามตรงนี้ ความต้องการคอนซูม (Consume) ความต้องการ พลังงานไฟฟ้าจะเยอะมาก พอเยอะมากมันจะสร้างปัญหาให้กับเราเหมือนกัน เดิมเรามี ปัญหากับน้ํามันเราผลิตไม่ได้นะครับ ปัญหาตรงนี้น้อยลง แต่เราจะมีปัญหาใหม่เพราะเราคือ ผลิตไม่ได้ทั้งคู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นตรงนี้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องรถ เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่องไฟฟ้าจะต้องคิดเรื่องนี้ตามไปด้วยจะได้ครบเครื่อง ในอนาคตนี่นะครับ
เรื่องผลิตชิ้นส่วนก็เรียนแล้วว่ามีปัญหาแน่ ๆ เพราะว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ในเมื่อ เปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่งที่เหลือโรงงานจะแปรสภาพเป็นอะไร ก็เป็นปัญหาที่อยากจะฝากไว้ ผมเองทราบอยู่ว่าการมาลงทุนของบีโอไอ (BOI) ในนี้นะครับ ลงทุนแล้วก็เราได้อะไร เราไม่ได้อะไรเลย เราได้แต่ค่าแรงงานบ้าง เทคโนโลยีไม่มีการถ่ายทอด ดังนั้นเรื่องเทคโนโลยี เองนี่นะครับ จะเป็นแจแปนนิสอิง (Japanese Inc.) หรือว่าอิง (Inc.) ที่ไหนก็ตามนี่นะครับ อาจจะต้องมีการบังคับกันตามสมควรในการให้ถ่ายทอดบ้าง ไม่อย่างนั้นมันเคลื่อนไป ข้างหน้าเร็ว แล้วเราก็อาศัยทั้งจมูกทั้งปากคนอื่น คือไม่ใช่จมูกอย่างเดียวแล้วนะครับ ทุกอย่างแทบจะอาศัยเขาหมด เราอยู่ในภาวะที่คับขันอยู่มากในข้อเท็จจริง ก็อยากจะฝาก ตรงนี้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรมันเป็นเชิงนโยบาย ดังนั้นตรงนี้เราสามารถจะกําหนดได้ ไม่อย่างนั้น มันเป็นภาพลวง สินค้าที่ผลิต ผลิตในไทย ไม่ใช่ไทยผลิต เราจะได้แต่ส่วนน้อย พอมาถึงอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) ที่ท่านเสนอ การนําเสนอเรื่องว่าเอาความรู้จากนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่ของเรามาเสริม ตรงนี้ คงจะต้องส่งเสริมกันเป็นอย่างมาก ไม่อย่างนั้นอย่างที่ผมเรียนแล้วเราทั้งใช้จมูกคนอื่น ทั้งปากคนอื่นหายใจ แล้วก็สมองคนอื่นด้วยมันจะไม่เหลืออะไรเลยตรงนี้ต้องเติมสมองกัน เป็นอย่างมาก ซึ่งตรงนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับอุตสาหกรรมแล้วไปสัมพันธ์กับเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเทคโนโลยีที่จะต้องขอให้เพิ่มมากไม่อย่างนั้นเราไปเฉพาะรถ สมองจะสําคัญ ไม่อย่างนั้น เราจะแพ้ไป คือแพ้เขาก้าวหนึ่งก็แพ้อยู่นั่นแหละซึ่งจะเป็นส่วนที่นอกภาคอุตสาหกรรมแต่ไป เชื่อมกับภาคอื่นซึ่งจะต้องอินทิเกรต (Integrate) กัน
เรื่องอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ท่านเสนอขึ้นมา เราผลิตตรงนี้เยอะเราใช้ น้ํามันเยอะ มีประเด็นเดียวที่ผมอยากจะฝาก ผมเองมองเห็นตรงนี้ว่าเป็นเรื่องที่ดี ปิโตรเคมีมีอยู่ระยะหนึ่งเรามีปัญหาตรงนี้มันเป็นคล้าย ๆ ว่าเป็นกฎข้อบังคับคือไม่ใช่ว่าเป็น ฟรีแลนด์ (Freeland) ใครจะมาทําอะไรได้ตามใจ คนอื่นก็คือไทยแท้ ให้มาเป็นไทยแบบเรา คือมันมีประเด็นที่เราจะต้องระมัดระวังสิ่งที่จะเกิดในดินแดน ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ขอเวลา ท่านประธานนิดหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งปุ๋ยในประเทศราคาแพงมาก ผมเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒๖,๐๐๐ บาทตันหนึ่ง เราก็เรียกระดมผู้ค้าปุ๋ยทั้งหมดมาที่ กระทรวงขอให้ลดราคาเกษตรกรอยู่ไม่ได้แล้ว ปรากฏว่าเขาไม่ยอมลด เขาบอกว่าเขาซื้อมา ลองไปเช็ก (Check) ดู การนําเข้าทั้งหลายยูเรีย (Urea) ปรากฏว่าเท่ากันหมดมีการล็อก ล็อก ล็อก เราติดต่อไปที่ยูเครน ยูเครนไม่ขายเพราะถูกซื้อจากในประเทศหมดแล้ว เรื่องนี้ เป็นปัญหามากเลย แล้วก็ยูเรีย (Urea) ที่เป็นส่วนผสมสําคัญของปุ๋ยสําหรับนาข้าว ต้นทุนเราเพิ่ม ราคาผลผลิตข้าวไม่ได้ แต่เราลดต้นทุนการผลิตได้ ตรงนี้มันเป็นแก็ป (Gap) ถ้าเราลดตรงนี้ ได้เพราะเราเพิ่มไปตลาดโลกเป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้น เราสู้ไม่ได้เราก็ต้องลดข้างล่างให้ลึก ลงไปก็คือต้นทุน แต่ปุ๋ยก็แพงมากนะครับ ปุ๋ยอินทรีย์ที่เราพูดถึงถ้าเรามองกันจริง ๆ ยังต้องใช้ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีจริง ๆ แล้วทําด้วยยูเรีย (Urea) ยูเรีย (Urea) มาจากไหนมันเป็นองค์ประกอบ ของผลผลิตที่มาจากปิโตรเคมีในการกลั่นน้ํามันอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ปรากฏว่าเราติดต่อซื้อไป ยังประเทศตรงนี้มี ไม่ใช่ไม่มี แต่เขาไม่ขายให้เพราะว่าผู้นําเข้าปุ๋ยของเราซื้อไว้หมดแล้ว ช่วงนั้นไม่รู้จะทําอย่างไรก็เรียกมาก็ไม่ยอม เขาก็บอกว่าให้กระทรวงให้รัฐซื้อปุ๋ยแจกสิ ผมก็พูดบนโต๊ะว่าแล้วคุณคิดว่าเราจะมีรัฐไว้ทําไมถ้าต้องเป็นแบบนี้ คือขอไม่ยอม เราทําอย่างไรครับ ของบประมาณมา ๓๐๐ ล้านบาท ติดต่อไปพยายามจะซื้อมาแทรกแซงปุ๋ย เพราะว่าเป็นลักษณะนําเข้าถูกบีบไว้หมดแล้ว ขอเวลาท่านประธานอีกนิดเดียว ปรากฏว่า ได้จากปิโตรนาสซื้อมา ๓๐๐ ล้านบาท เราเอามาขายท่านประธานครับตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ขายทุบกันไปเลย คุณขาย ๒๖,๐๐๐ บาท เราขาย ๑๖,๐๐๐ บาท โดยรัฐส่งไปที่สหกรณ์ ปรากฏว่ากองปุ๋ยที่มีสต็อก (Stock) ไว้ล้มมาหมด ก็คือว่าเนื่องจากว่ารายย่อยเขาต้องทิ้ง ใช่ไหมครับ เพื่อที่จะหนี หมายถึงว่าในเมื่อรัฐขายแทรกแซงก็บอกว่าเราจะใช้งบซื้อปุ๋ยยูเรีย (Urea) มาสู้กับคุณอีกถ้าคุณไม่ยอมลดราคา เราดันลงมาได้เขาขาย ๑๔,๐๐๐ บาท คือต้องขายทิ้ง เพราะว่าสู้กับรัฐ รัฐเราไปแทรกแซง หลายปีที่เราไม่ได้แทรกแซง ปรากฏว่าตอนหลังเหลือ ๑๔,๐๐๐ บาท รัฐบาลเองขาดทุนตอนนั้น แต่ผมให้บันทึกไว้ก่อนแล้ว เพราะว่าประเทศเรา เราสู้กับค่าเงินบาทเสียเป็นแสน ๆ ล้านเราไม่พูด แต่มาสู้เสีย ๓๐๐ ล้านบาท ประหยัดเงินให้ เกษตรกร ๓,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๒๖,๐๐๐ บาท เหลือ ๑๖,๐๐๐ บาท ท่านลองคิดดู ปรากฏว่าตอนหลังก็มีการยื่นญัตติอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง แต่ว่าความที่เราบันทึกไว้ว่าเรารู้แล้วว่า เราจะขาดทุนสั่งจากปิโตรนาสมาเลเซีย ประเด็นที่ผมจะพูดถึงก็คือว่าการทําปิโตรเคมี ในประเทศจะต้องบังคับไว้บ้างว่าเราต้องการอะไร คือเขาทํานี่ไปทําพลาสติกทําอะไรก็ทํา ไปเถอะ แต่ว่ามันเป็นสินค้าส่งออก แต่ว่าช่วยสัดส่วนที่จะมาเป็นปุ๋ยเพื่อสํารองไว้ในประเทศบ้าง ได้ไหม ตรงนี้เราสามารถกําหนดเป็นนโยบายได้เพื่อเอาไปช่วยอย่างอื่น ผมอยากจะเรียนว่า ปุ๋ยเป็นยุทธปัจจัยซึ่งเราผลิตเองไม่ได้เลยท่านประธาน เรามีแต่โพแทสเซียมก็อยู่ใต้ดินแล้วก็ โพแทช (Potash) ทําไม่ได้เพราะว่ามันยังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ แต่ยูเรีย (Urea) เราสามารถจะทําได้โดยการผลิตปิโตรเคมี เพียงแต่เป็นนโยบายเท่านั้นเอง ตรงนี้มันเป็น ยุทธปัจจัยในสงครามการค้าในอนาคต เพราะว่าเราไม่มีจุดแข็งเลยเรามีแต่ภาคเกษตร แต่ถ้าปุ๋ยยังต้องนําเข้าแบบนี้แบบที่ผมเรียนเมื่อสักครู่นี้เราจะเสียเปรียบเป็นอย่างมากอินฟีเรีย (Inferior) มาก ก็ฝากประเด็นนี้ไว้ อีก ๒ ประเด็นท่านประธานครับ เครื่องนุ่งห่มขณะนี้มันวิ่งไปที่ราคาถูกหมดแล้ว สิ่งที่เรายังมี อยู่ขณะนี้ก็คือว่าการออกแบบเท่านั้นเอง ดังนั้นการส่งเสริมเรื่องการออกแบบเพื่อจะได้มี การดีไซน์ (Design) ออกไปต่าง ๆ เหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องการส่งเสริม เพราะถ้าเทียบราคา กันแล้วประเทศรอบ ๆ จะถูกกว่าเรามาก และเสื้ออย่างเหมือนฮิส แอนด์ เฮอร์ (His&Her) ที่มีอยู่ในตรงนี้ราคาถูกมาก เราสู้ไม่ได้จริง ๆ ดังนั้นการออกแบบลักษณะของความเป็นไทย ไหมไทย ไทยซิลค์ (Thai Silk) จะมาอย่างไร ตรงนี้จะต้องส่งเสริมกัน ไม่อย่างนั้นเราเอาตัว ไม่รอด
สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสินค้าเกษตรแปรรูป ผมอยากจะเรียน ว่าอย่างนี้ครับ มันมีเรื่องเดียวเคยมีทูตเข้ามาคุยและผมก็คุยกับเขาว่า เขามาจาก ตะวันออกกลาง เราปลูกข้าวกันเกือบตายกว่าจะได้น้ํามันสักบาร์เรล เขาบอกว่าเขาไม่เคยกิน น้ํามันเป็นอาหารเลยนะ แสดงว่าที่เราอยู่ขณะนี้ ข้าวก็ดี สินค้าเกษตร อาหารอย่างไร มันก็สําคัญ ท่านประธานคงทันเรื่องซอยเลนต์กรีน (Soylent Green) สมัยก่อนชาร์ลตัน เฮสตัน ที่ว่าโลกมันไม่มีอาหารแล้วก็ต้องเอาคนไปแอบไปทําเป็นอาหารมา ผมคิดว่า นั่นอาจจะทันกัน ท่านที่อยู่บนเวทีคงจะทัน ผมจําได้เรื่องนี้ อาหารเป็นสิ่งสําคัญที่สุดในภาวะ ที่โลกมีเศรษฐกิจแย่ลง เขาเปลี่ยนจากกินกุ้งในภัตตาคารมากินกุ้งในบ้าน เราก็ยังขายกุ้ง ได้มากอยู่อีก
ประเด็นที่สําคัญที่อยากจะฝากก็คือว่า มีอย่างเดียวที่เราได้เปรียบคือ อุตสาหกรรมเกษตร ผมอยากจะเห็นว่าเราเชิญญี่ปุ่นมา เมื่อก่อนนี้เขามาทําอุตสาหกรรม รถยนต์ใช่ไหม มาตั้งโรงงานทําแบบอาหารในนี้และส่งไปที่ญี่ปุ่น เพราะว่าเรามีฐานผลิตที่เรา ผลิตวัตถุดิบได้ อย่างนี้เราจะไปได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วถ้าหากว่าไปผลิตที่อื่นเราจะแย่ ก็ฝากว่าอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตรอยากให้ส่งเสริมเป็นอย่างมาก เพราะมันจะส่งผล ต่อไปยังคนไทยที่เหลืออยู่ข้างล่าง ถ้าเราเอาอุตสาหกรรมที่ลอยอยู่ข้างบนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เราจะเอาตัวไม่รอด เพราะคนส่วนใหญ่ของเรายังเป็นเกษตรกร ยังพึ่งพาอาศัยภาคเกษตรอยู่ ก็กราบเรียนท่านประธานว่าผมแค่ส่งเสริมแล้วก็เห็นด้วย แล้วเจาะลงไปในประเด็นลึก ๆ เพื่อจะได้ให้สมบูรณ์ขึ้น กราบเรียนด้วยความเคารพครับ กราบขอบพระคุณครับ