กิตติ ชี้จัดลำดับอุตสาหกรรมลืมเกษตรกร ห่วงเหลื่อมล้ำ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๙ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙

กิตติ กิตติโชควัฒนา ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดลำดับความสำคัญของนโยบายที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ที่ถูกละเลย พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการจัดอันดับปัญหาชาติเพื่อสะท้อนความเป็นจริงและตอบสนองต่อความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นธรรม โดยเน้นให้เกษตรกรมีความมั่นคงในที่ดินทำกินและได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ผ่านการส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านการเกษตรร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาครัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและรักษาขีดความสามารถทางการเกษตรให้ทัดเทียมประเทศชั้นนำ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา สปท. ๑๐ ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการที่ทางกรรมาธิการได้นําเสนอ ในเรื่องนี้นั้นก็เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองที่จะทําให้ผลที่ตามมาก็คือความมั่นคง มั่งคง และยั่งยืน แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตก็คือ การจัดลําดับ เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้นนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการจัดลําดับ ตามรายได้ของอุตสาหกรรมอย่างนั้นหรือเปล่า อย่างเช่น การจัดลําดับนี้ก็คงหมายถึง ลําดับความสําคัญ ๑. ก็คือยานยนต์ ๒. คือไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ๓. ปิโตรเคมี พลาสติก ๔. สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และ ๕. ซึ่งเป็นอันดับสุดท้ายคือเกษตรแปรรูป ผมไม่แน่ใจว่า เป็นการใช้เรื่องของรายได้จากอุตสาหกรรมมาเป็นตัวจัดลําดับความสําคัญดังกล่าวข้างต้น หรือเปล่า แต่โดยส่วนตัวนั้นผมคิดว่าเราต้องเอาเรื่องปัญหาบ้านเมืองเป็นหลัก คนส่วนใหญ่ เป็นตัวตั้ง อย่างเช่นบ้านเรานั้นเราก็ต้องยอมรับความจริงว่าที่ผ่านมาก็คือเกษตรกรกับพื้นที่ ที่ครอบคลุมทั้งประเทศนั้นเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เพื่อเลี้ยงชาติเลี้ยงบ้านเมืองตลอดมา แต่การพัฒนาที่ผ่านมานั้นก็ปรากฏว่าคนส่วนรวมก็คือเกษตรกรนั้นยิ่งทําไปก็ยิ่งตามไม่ทัน ซึ่งรัฐบาลขณะนี้บอกว่าเราต้องให้ทุกคนไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน อย่าให้มีใครตกหลัง เพราะฉะนั้นตัวชี้วัดในขณะนี้คือตัวเกษตรกรยิ่งทําไปทําไปยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ําที่ ความแตกต่างมากขึ้น แล้วก็ยิ่งตามหลังมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าตัวนี้เป็นตัวจัดลําดับ ตามความสําคัญของเรื่อง เวลาท่านพูดทีไรก็จะเอาเรื่องยานยนต์ขึ้นก่อน ถ้าถามผมผมคิดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งมันจะผิดหรือถูกผมไม่ทราบ แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าเราควรจะเอาฐาน ที่เป็นปัญหาหลัก ๆ อย่างเช่น หลายท่านที่พูดมาเมื่อกี้ คนส่วนใหญ่ของประเทศก็คือเกษตร จนมาตลอด ผมไปอยู่จังหวัดหนึ่งก็ได้รับเสียงจากชาวบ้านพูดใส่หู ก็บอกว่าอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ด่านายไม่หายแค้น ไม่รบนายไม่หายจน ไม่ด่านายไม่หายแค้น ไม่รบนายไม่หายจน ก็หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าโครงการที่ผ่านมาตลอดมา ที่ทํามาก็สืบเนื่องมาจากบรรดาข้าราชการที่ทําไปทํามานี่ชาวบ้านมันตกหลังไปเรื่อย ๆ จนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งรบกับนาย ด่ากับนายจึงจะหายจน แต่มาวันนี้เราบอกว่าเราจะมา แก้ปัญหาความยากจน อย่าให้มีใครตกหลัง เพราะในส่วนตัวผมนะครับท่านประธานครับ

ในประการที่ ๑ นี่ทําอย่างไรเราจะปรับจะเปลี่ยนได้ไหม หรือจะแก้ได้ไหม จัดลําดับความสําคัญนี่เราจัดมาถูกหรือยังครับกับปัญหาของชาติบ้านเมืองซึ่งเป็นคนส่วนรวม ของประเทศว่า ชาวนาที่เป็นเกษตรกรหรือใครกับใคร ที่เป็นปัญหาหลักของบ้านเมือง จัดเสียใหม่ หรือว่าอย่างนี้ถูกต้องแล้วผมก็จะไม่เถียง แต่ถ้ายังมีอะไรที่คิดว่ามันน่าจะปรับ เพื่อจะหยิบยกขึ้นมาให้มันทันกับสถานการณ์ให้ทันกับปัญหาที่เรากําลังจะรุกไปข้างหน้า ด้วยความกล้าหาญ ก็ลองหยิบยกตัวสุดท้ายขึ้นมาข้างหน้า เพื่อเวลาเราจะคิดเราจะทําเราจะ ได้เอาตัวแรกขึ้นมาพูดก่อน เพราะปกติเวลาเราจะคิดเราจะทําอะไรเรามักจะเอาตัวต้น ๆ มาคิดมาทําก่อน เพราะเราคิดว่ามันสําคัญเป็นลําดับต้น ๆ นั่นเป็นประการที่ ๑ ครับ ท่านประธานครับที่อยากจะเห็นว่าให้ลองไปจัดลําดับใหม่ดูสิว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะเวลาเราคิดทําโครงการอะไรเราก็จะดูว่าอันไหนสําคัญก่อน ก็คือตัวที่มาต้น ๆ ก่อน อย่างนั้นหรือเปล่าผมไม่ทราบครับ นั่นประการที่ ๑ ครับท่านประธานครับ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าขณะนี้หรือที่แล้วมายิ่งทํายิ่งหดยิ่งหายไป อย่างเช่น ที่ดินของเกษตรกร ตัวเกษตรกรก็เหมือนกัน เมื่อสักครู่หลายท่านที่พูดมา หน่วยงานหรือ สถาบันที่ผลิตที่เกี่ยวข้องกับคนที่จะทํางานที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตรหรือรักษาที่ดิน การเกษตร เราจะมีมาตรการพิเศษที่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาเฉพาะ เพื่อว่าเขากลับไปแล้ว เรียนไปแล้วกลับไปจะได้ดูแลผืนดิน จะได้ไม่ต้องขายที่เพื่อไปทําอย่างอื่น สิ่งที่ผมอยากจะ เห็นมาก ๆ ก็คือที่ดินทางด้านการเกษตรที่เราบอกว่ามีความอุดมสมบูรณ์เลี้ยงชาติ เลี้ยงบ้านเมือง จะเป็นอาหารโลก ครัวโลก ก็คือเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ใน บ้านเรา เพราะฉะนั้นสถาบันการศึกษาซึ่งเป็นตัวแปรสําคัญ ไม่เฉพาะเรื่องการเกษตรหรือ ที่ดินก็แล้วแต่ แต่ว่าอยากจะเห็นให้ความสําคัญเรื่องการผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จะเป็น ประชาชนทั่วไปหรือนักศึกษาก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ให้หยิบยกเป็นการพิจารณา เป็นพิเศษขึ้นมา เป็นงานวิจัย งานอะไรก็แล้วแต่ ครูบาอาจารย์ก็แล้วแต่ อยากจะให้หยิบยก เป็นการพิเศษขึ้นมา เช่น ให้ทุนไปแล้วกลับมานี่คนต่อไปที่จะดูแลพื้นที่จะได้ไม่ต้องไปขายที่ เพื่อส่งลูกไปเรียน อันนี้ผมคิดว่าผิดหลัก ถ้าเป็นเกษตรกรต้องขายที่ส่งลูกไปเรียนนะครับ น่าจะเป็นการไม่ถูกต้องถ้าถามผม เพราะถ้าขายที่ส่งลูกไปเรียนเสร็จนะครับ ลูกจะไปเรียน อะไรก็ไม่รู้ เพราะเดี๋ยวนี้เราทราบว่าการผลิตนักศึกษาที่ออกมาว่างงานไม่ตรงกับ ความต้องการ แสดงว่าเสร็จแน่ ๆ ในขณะเดียวกันเรื่องของคุณภาพของคนที่จะมีอาชีพ ในด้านการเกษตร มันก็ตามเขาไม่ทัน เครื่องมือการเกษตรต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ยังไม่ใช้ให้ถูกที่ ถูกทางได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรเมื่อสักครู่นี้พวกเราหลายคนบอกว่ายังขาดความรู้ ความสามารถในการใช้เครื่องมือ ยิ่งเรื่องเทคโนโลยีหรือว่าดิจิทัล (Digital) ที่เรากําลังพูดถึง ผมว่าถ้าหากว่าเราจะก้าวไปถึง ๔.๐ ต้องเอาฐานที่เป็นปัญหามาเป็นตัวตั้งในการบริหาร การจัดการขับเคลื่อนครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะฝากก็คือว่าทําอย่างไร อนาคตข้างหน้านั้น เมื่อสักครู่นี้หลายท่านพูดถึงเรื่องญี่ปุ่น ผมก็ไม่เคยไปครับ เขาบอกว่า ญี่ปุ่นนี่เกษตรกรมีความมั่นคง มั่งคั่ง ใส่เสื้อนอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราลองคิดต่อไปสิครับ ว่าทําอย่างไรเกษตรกรของประเทศไทย ถ้าจะเป็นอย่างน้อยเหมือนเทียบเท่ากับคนญี่ปุ่น เราจะได้มีหน้ามีตาขึ้นมา จะได้กลับไปมีกําลังใจ มีขวัญในการจะดูแลแผ่นดินซึ่งถือว่า เป็นสมบัติของชาติ จะได้ไม่ต้องไปตกไปกับคนส่วนน้อยที่เอาตัวเลขมาก ๆ แต่เป็นประโยชน์ กับคนส่วนน้อยมาจัดลําดับเป็นความสําคัญของประเทศในการพัฒนา ก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานเพื่อเป็นข้อพิจารณานําเสนอ ๒ ประเด็น ขอบคุณครับท่านประธานครับ