เฉลิมชัย เครืองาม หารือร่างกฎหมายการพัฒนาฝีมือแรงงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเสนอให้ขยายบทบาทคณะกรรมการให้ครอบคลุมปัญหาแรงงานทั้งระบบ รวมถึงสวัสดิการ คุณภาพชีวิต และแรงงานต่างด้าวเพื่อการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นปัญหาทางกฎหมายหลายประการ เช่น ความขัดแย้งของอำนาจระหว่างคณะกรรมการ ความรุนแรงของอำนาจอนุกรรมการตามมาตรา 16 การขัดหลักกฎหมายเกี่ยวกับการเทียบโอนวุฒิ และความไม่สอดคล้องกับกลไกเดิมของบีโอไอในมาตรา 20 จึงเสนอให้ทบทวนปรับปรุงเพื่อความเหมาะสมและขอให้บันทึกความเห็นทางเทคนิคกฎหมายไว้ประกอบรายงานการศึกษา
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมอภิปรายหลังท่านสุรินทร์ จริง ๆ ได้ไป ขออนุญาตท่านแล้วว่าสลับกันให้ท่านเป็นคนสุดท้ายก็ได้ ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ท่านเป็น รองสุดท้ายก็ได้ เดิมทีก็คิดว่าวันนี้จะเลิกเร็ว ผมคงไม่อยากจะทําให้สภาเสียเวลา แต่หลังจาก ที่ได้นั่งอ่านรายงานแล้วก็กฎหมายของคณะกรรมาธิการแล้ว คิดว่ามีความจําเป็นที่จะต้อง อภิปราย ผมอาจจะมีแง่มุม มุมมองหรือประเด็นที่แปลกพิสดารนิดหนึ่ง แต่ด้วยความหวังดี ด้วยเจตนาที่จะให้รายงานและการศึกษาและร่างกฎหมายของทางกรรมาธิการนั้นมี ความสมบูรณ์มากขึ้น เพราะฉะนั้นหนักนิดเบาหน่อยได้โปรดให้อภัยผมด้วย ด้วยความที่เป็น ส.ว. เก่า เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะดูกฎหมายละเอียด แล้วก็จะมีแง่มุมที่จะต้องเสนอแนะกัน ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ผมเห็นด้วยกับครึ่งแรกของรายงานการศึกษาของท่านในเรื่องของ การพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความจําเป็นครับ แทบจะไม่ต้องพูดเลย ในรายงานของท่าน ท่านพูดถึงเรื่องปัญหาอุปสรรค เรื่องของสถานการณ์แรงงานผมอ่านอย่างเร็วแล้ว ผมเห็นด้วย แล้วก็ร้อยเปอร์เซ็นต์ ล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่ามีปัญหาแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงาน การศึกษาของท่านที่พูดถึงเรื่องการศึกษาของทีดีอาร์ไอ (TDRI) ว่าในปี ๒๕๖๐ กว่า ๆ ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเผชิญสถานการณ์วิกฤตขาดแคลนแรงงาน ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วย แล้วก็ค่อนข้างจะวิตกกังวล แต่อย่างไรก็แล้วแต่ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องแรงงานของ ประเทศไทยนั้นต้องขอกราบเรียนว่า มันไม่ใช่มีปัญหาเฉพาะเพียงแค่เรื่องของจํานวนเท่านั้น เรามีปัญหาเกือบจะ ๓๖๐ องศาก็ว่าได้ จํานวนแรงงานวิกฤตแน่ในอนาคต รายงานของท่าน ฉบับนี้ท่านเน้นเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานผมเห็นด้วย แรงงานในประเทศไทยนั้นส่วนหนึ่ง ต้องเรียนว่า ด้อยหรือพร่องในเรื่องของฝีมือ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรคในเรื่องของระบบ แรงงานของประเทศไทยนั้นมีมากไปกว่านั้นครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมบอกว่า ผมมองว่ารายงานของกรรมาธิการนั้นท่านเน้นมุ่งในเรื่องของ พัฒนาฝีมือแรงงาน คือฉบับนี้นํามาซึ่งร่างกฎหมายที่ท่านนําเสนอสภา แต่ต้องขอกราบเรียน ว่าปัญหาแรงงานนั้นมีทั้งเรื่องของจํานวน ทั้งเรื่องของคุณภาพฝีมือแรงงาน มีมากไปกว่านั้นครับ มีปัญหาเรื่องของสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน มีเรื่องของคุณภาพชีวิตแรงงาน และประการสุดท้ายมีปัญหาเรื่องของแรงงานต่างด้าว เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายของท่านที่ผม ดูอย่างเร็ว ๆ นี่ คณะกรรมการชื่อยาว ๆ ของท่านนี่ครับ มีองค์ประกอบของคณะกรรมการ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน แล้วก็มีกรรมการอื่น ๆ อีกมากมาย ผมนับดูแล้วเกือบ ๒๔-๒๕ ตําแหน่ง ปลัดกระทรวงเกือบ ทุกกระทรวง ซี ๑๐ ซี ๑๑ เกือบทุกส่วนราชการที่มีความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจของ ประเทศไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ ผอ. สํานักงบประมาณ เลขาธิการบีโอไอ (BOI) และอะไรอื่น ๆ อีกต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมดเลย องค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้รวมกันแล้ว นะครับ เป็นคณะกรรมการระดับชาติที่มีจํานวนของคณะกรรมการที่เป็นโดยตําแหน่งที่เป็น ที่รวมของบุคลากรระดับบริหารของประเทศเกือบจะมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการลักษณะนี้ผมต้องขอกราบเรียนว่าไม่ใช่เพียงมาทําหน้าที่ดู เรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงานนะครับ กฎหมายฉบับนี้ถ้าท่านจะต่อยอดไปควรจะเป็น คณะกรรมการที่บูรณาการแก้ไขปัญหาแรงงานทั้งหมดของประเทศ ผมอยากจะให้ท่าน ต่อยอดเป็นคณะกรรมการนโยบายแรงงานแห่งชาติด้วยซ้ํา มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มีคณะกรรมการโดยตําแหน่งเต็มไปหมด ปลัดกระทรวงเกือบทุกกระทรวงของประเทศไทย ก็ว่าได้ ผมบอกแล้วว่าปัญหาแรงงานของประเทศไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องของพัฒนาฝีมือแรงงาน มีเรื่องของสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีเรื่องของคุณภาพชีวิตแรงงาน มีเรื่องของแรงงาน ต่างด้าว แค่แรงงานต่างด้าวเรื่องเดียวก็เป็นปัญหาระดับชาติแล้วครับ ผมยกตัวอย่าง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ ปี ๒๕๕๗ มีคําสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๓/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว มอบให้รองหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติด้านความมั่นคงเป็นประธาน แล้วก็มีคณะกรรมการ โดยตําแหน่งอีกมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ท่านจะต่อยอดให้กฎหมายฉบับนี้ มีความสมบูรณ์เพื่อแก้ปัญหาแรงงานของประเทศได้ไหม กฎหมายฉบับนี้มีเพียงแค่ ๒๐ กว่ามาตราเท่านั้นเอง ท่านบอกว่าปัญหาเรื่องของการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาฝีมือ แรงงานนั้นกระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานในหลักการและเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ แต่ผมบอกว่าปัญหาแรงงานของประเทศก็กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงานอีกเหมือนกัน แม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานในกระทรวงแรงงานที่ถือกฎหมายฉบับนี้อยู่ก็กระจัด กระจายอยู่หลายฉบับ ท่านควรจะบูรณาการและประมวลกฎหมายแรงงานไว้ด้วยกัน กฎหมาย ๒๐ กว่ามาตรานี่ถ้าจะต่อไปอีกเป็น ๔๐-๕๐ มาตรา ผมว่ามันจะบูรณาการ แก้ปัญหาเกือบทั้งหมดของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแรงงาน มันจะเป็นประโยชน์และ เป็นประโยชน์ในระยะยาวด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นคําว่า พัฒนาฝีมือแรงงาน ผมไม่ขัดข้อง ในชั้นต้นผมเห็นด้วยกับรายงานการศึกษาของท่านนี่นะครับ
คราวนี้มาเรื่องกฎหมาย ขออนุญาตท่านประธานถ้าผมจะพูดเกินเวลาไปบ้าง เนื่องจากพูดเป็นคนสุดท้าย ผมอ่านกฎหมายเร็ว ๆ ของท่านแล้วผมว่ากฎหมายฉบับนี้ มีปัญหา มีปัญหาอย่างไรครับ ต้องเรียนว่าคําว่า บูรณาการการแก้ไขปัญหาแรงงาน นั้น มันคือการใช้งาน เงิน คน งบประมาณ และกฎหมายของหน่วยงานอื่น ๆ ที่ถือใช้อยู่ใน ประเทศไทยในปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้มีคณะกรรมการ โอเค (Okay) มีอยู่ ๒๐-๓๐ ท่าน บูรณาการทุกกระทรวงเกือบว่าได้นะครับ แต่การใช้อํานาจหน้าที่ของกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคณะกรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมาเพื่อบูรณาการปัญหาพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่กฎหมายฉบับนี้หลายมาตราที่ผมดูแล้ว ต้องเรียนว่าอาจจะมีปัญหา ผมใช้คําว่า อาจจะ เนื่องจากการใช้กฎหมายของหน่วยงานหนึ่ง ของคณะกรรมการชุดหนึ่งไปก้าวล่วง ผมไม่ อยากใช้คําว่า ก้าวล่วง มันจะหนักไป ในภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า โอเวอร์รูล (Overrule) แต่ภาษาไทย ผมเรียกไม่ถูกนะครับ ไปคาบเกี่ยวกับการไปใช้หรือไปสั่ง ไปขอให้หน่วยงานอื่น กฎหมายอื่น คณะกรรมการอื่น ที่มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้สถานะ เป็นพระราชบัญญัติ แต่กฎหมายอื่น ๆ ที่คณะกรรมการอื่นใช้บังคับอยู่ก็เป็นคณะกรรมการ ที่มีสภาพเป็นพระราชบัญญัติเหมือนกัน อันนี้อาจจะมีปัญหาว่าสภาพบังคับนั้นจะเป็น อย่างไร ผมไม่ทราบว่าทางกฤษฎีกาท่านได้ให้คําแนะนํา หรือให้คําปรึกษาในเรื่องของ กฎหมายฉบับนี้ไว้บ้างอย่างไร ผมจะยกตัวอย่าง ขอเวลาท่านประธานนะครับ ในมาตรา ๙ ท่านประธาน วรรคสุดท้ายในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ในเรื่องใด ถ้าคณะกรรมการ มีมติให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใด หรือคณะกรรมการตามกฎหมายใดนําไปปฏิบัติ ให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานนั้น หรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติตาม โดยเร็ว หนักนะครับอันนี้ กฎหมายฉบับนี้เขียนว่าถ้าคณะกรรมการชื่อยาว ๆ ของท่านนี่ครับ สั่งหรือว่าใช้อํานาจให้คณะกรรมการตามกฎหมายใดนําไปปฏิบัติ ให้หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานนั้น หรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นมีหน้าที่ปฏิบัติตามโดยเร็ว และถ้า คณะกรรมการต่าง ๆ ที่เขาใช้อํานาจบังคับ เขามีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินั้น ๆ ของเขาอยู่ เช่น พระราชบัญญัติคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการคุ้มครองและสวัสดิการแรงงาน และมีคณะกรรมการอื่น ๆ อีกมากมาย เขาก็มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติ สถานะทางกฎหมายเท่ากัน น้ําหนักเท่ากัน และคณะกรรมการชุดนี้จะไปสั่งเขาได้อย่างไร อันนี้ประการที่ ๑
ประเด็นถัดมา ในมาตรา ๑๖ จริง ๆ มีปัญหาเกือบทุกมาตรา แต่ผมพยายาม จะเบาที่สุด เพื่อจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ท่านช่วยไปปรับแก้กฎหมายนะครับ ถ้ามีโอกาส ในมาตรา ๑๖ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการหรือ คณะอนุกรรมการมีอํานาจออกหนังสือเรียกให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ ที่เกี่ยวข้องมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาได้ ในกรณีนี้อาจเรียกบุคคลใด ๆ มาชี้แจงด้วยก็ได้ ผมไม่เคยเห็นกฎหมายที่มีอํานาจหรือสภาพ บังคับหนักเช่นนี้ครับ แม้กระทั่งใน พ.ร.บ. คําสั่งเรียกของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภานี่ มันก็ไม่หนักขนาดนี้ ไม่ให้อํานาจ ถึงขนาดไปให้อํานาจอนุกรรมการครับ ในอนุกรรมาธิการ ของ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสภานิติบัญญัติต้องเรียนว่าในสภานิติบัญญัติมี พ.ร.บ. คําสั่งเรียก เพื่อใช้เรียกเอกสาร เรียกบุคคลใดของส่วนราชการต่าง ๆ มาให้ถ้อยคําหรือมาให้ข้อมูลได้ ถ้าไม่มามีความผิด ถ้าไม่ให้มาก็มีความผิด แต่เราไม่ให้อํานาจลงไปถึงอนุกรรมการ หรืออนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการจะเรียกใครมาต้องขอกรรมาธิการก่อน กรรมาธิการ อนุมัติแล้วจึงจะมีสิทธิเรียกได้ แต่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านให้อํานาจลงไปถึงอนุกรรมการว่า มีอํานาจออกหนังสือเรียกให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ และในกรณีนี้อาจเรียกบุคคลใด ๆ มาชี้แจงด้วยก็ได้ คําว่า บุคคลใด ๆ นี้ใครครับ แสดงว่าเรียก ผมผ่านไปนะครับ อันนี้มันหนักนะครับ
ประการถัดมา ตั้งแต่มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ ดังที่ผมเรียนแล้วเป็นการใช้อํานาจของคณะกรรมการต้องใช้คําว่า โอเวอร์รูล (Overrule) ไปที่กฎหมายฉบับอื่นเกือบจะทุกมาตราข้ามกระทรวงไป เพียงท่านใช้คําว่า เนื่องจากเป็นคณะกรรมการบูรณาการ แต่อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ สถานะของกฎหมาย ฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ คณะกรรมการชุดอื่นเขาก็ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติที่เขาใช้อยู่ แล้วท่านจะให้คณะกรรมการชุดนี้ไปสั่งคณะกรรมการชุดอื่นให้ทําอย่างนั้นทําอย่างนี้ เขาก็มีสภาพบังคับเป็นพระราชบัญญัติเท่ากัน ยกตัวอย่างกระทรวงศึกษาธิการ ให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานในสังกัดดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษา แห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา กฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้องเพื่อทําให้เกิดการเทียบโอนผลการฝึกอบรมหรือประสบการณ์การทํางานหรือ ผลการรับรองคุณภาพวิชาชีพ จุด จุด จุด พูดง่าย ๆ ว่า ให้กระทรวงศึกษาธิการเทียบวุฒิ ในการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน อันนี้เขาก็มีกฎหมาย มีระเบียบปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ ในการเทียบวุฒิอยู่
มาตรา ๑๙ อันนี้หนักครับ จุด จุด จุด ตลอดจนประสานงานให้ กระทรวงศึกษาธิการและสํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรองและยอมรับ การเทียบโอนคุณวุฒิวิชาชีพกับคุณวุฒิทางการศึกษาในระดับต่าง ๆ ให้ ก.พ. สํานักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนรับรองและยอมรับการเทียบโอนคุณวุฒิ จริง ๆ โดยหลักการผมเห็นด้วยนะครับ แต่เป็นเทคนิคของการเขียนกฎหมายท่านต้องไปศึกษาและ ท่านต้องไปปรึกษากับกฤษฎีกาดูว่าเขียนกฎหมายลักษณะนี้มันถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ก.พ. เขามีวิธีการเทียบโอนวุฒิ เทียบวุฒิต่าง ๆ เขามีหลักปฏิบัติเขามีกฎ ก.พ. ก.พ. ปฏิบัติ ตามมติของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เขาเป็นคณะกรรมการระดับชาติเหมือนกัน มีท่านนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานเหมือนกันแล้วก็ สถานะเป็นพระราชบัญญัติเหมือนกัน อยู่ดี ๆ บอกว่าไปให้ ก.พ. เขาเทียบโอนวุฒิ ผมว่า มันอาจจะหนักไปนะครับ
อันถัดมามาตรา ๒๐ อันนี้ยิ่งแล้วใหญ่ครับ ให้คณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนและกระทรวงการคลัง ดําเนินการจัดให้มีสิทธิและประโยชน์ทางการลงทุนหรือ ทางภาษีแก่หน่วยงานภาคเอกชนที่ได้ดําเนินการใด ๆ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา กําลังแรงงานของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ดําเนินการตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการ โดยหลักการผมก็เห็นด้วยครับว่าถ้าเขาพัฒนาฝีมือแรงงานแล้วนี่สิทธิ เรื่องภาษี เรื่องสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ บีโอไอ (BOI) ก็ควรจะให้เขา แต่บีโอไอ (BOI) ก็เป็น อีกหน่วยงานหนึ่ง เขามีสถานะต้องปฏิบัติตามมติของบอร์ด (Board) บีโอไอ (BOI) มีพระราชบัญญัติควบคุม บังคับ กํากับการทํางานอยู่ แต่อยู่ดี ๆ จะไปบอกว่าให้บีโอไอ (BOI) ดําเนินการจัดให้มีสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนหรือภาษีแก่หน่วยงานภาคเอกชน ที่ดําเนินการใด ๆ จุด จุด จุด ผมว่าท่านต้องไปพิจารณาครับ ยังมีอีกครับ เยอะแยะเลย
มาตรา ๒๒ ก้าวไปถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ให้จัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับภารกิจในการพัฒนากําลังแรงงานของ ประเทศตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการที่จะจัดสรรงบประมาณเขาก็มีกฎหมาย ในการบังคับใช้ของเขาอยู่ กองทุนของคณะกรรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือกองทุน ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอยู่ในกระทรวงการพัฒนาสังคม กระทรวง พม. นี่นะครับ มีคณะกรรมการดูแลอยู่ มีกฎหมายกํากับอยู่ และมันก็เป็น พ.ร.บ. เท่ากัน เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมทั้งหมดเนื้อหาหลักการนี้ผมเห็นด้วย แต่ด้วยเทคนิคทางกฎหมายแล้ว ผมขออนุญาตเสนอแนะเป็นข้อสังเกตว่ามันอาจจะมีปัญหาในสภาพบังคับใช้ ผมไม่ได้ขัดข้อง และผมก็เตรียมที่จะกดเห็นด้วยครับ ด้วยหลักการของวิธีคิดของกฎหมายฉบับนี้แล้วก็ รายงานการศึกษาของท่าน แต่ด้วยสภาพบังคับและด้วยเทคนิคทางกฎหมายแล้วนี่ถ้าไม่ได้ พิจารณาเลย ถ้าไม่อภิปรายถ้าไม่พูดไม่ให้ความเห็นไว้เลยกฎหมายนี้ผ่านไปที่ สนช. ในอนาคต ไปที่ ครม. หรือกฤษฎีกาแล้วเขาจะดูแคลน สปท. เอาได้ ผมจึงขออนุญาตที่จะตั้ง เป็นข้อสังเกตไว้ และผมขออนุญาตสงวนสิ่งที่ผมอภิปรายไว้ให้เป็นข้อสังเกตที่ทาง กรรมาธิการท่านจะกรุณาทําเป็นบันทึกแนบไว้พร้อมไปกับรายงานการศึกษาฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ