กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยอย่างรอบด้าน ทั้งการเสนอตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อบูรณาการนโยบาย การใช้ข้อมูลจากองค์กรต่างๆ แทนการศึกษาใหม่เพื่อเร่งดำเนินการ และการปรับหลักสูตรอาชีวะให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา พร้อมเน้นการกระจายอำนาจและวางแผนความต้องการแรงงานในระยะยาวร่วมกับภาคเอกชนเพื่อรองรับอนาคต
ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับ ๗ ครับ ในรายงานนี้มีข้อสรุปหรือเป็นข้อเสนอ ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ ๑. คือโครงการศึกษาวิเคราะห์การพัฒนาฝีมือแรงงาน กับอันที่ ๒ คือข้อเสนอให้มี พระราชบัญญัติเพื่อมีคณะกรรมการคล้าย ๆ กับระดับชาติที่จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อจะให้มีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน
ในประเด็นแรกว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์ ผมก็ค่อนข้างจะแปลกใจแต่ว่า ขอเป็นข้อเสนอของผมก็แล้วกันว่า ณ วันนี้ที่กรุงเทพมหานครนั้นมันน่าจะมีรายงานเกี่ยวกับ สถานะของแรงงานของไทย จัดทําโดยสํานักงานหรือว่าองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อินเตอร์เนชันนัล เลเบอร์ ออแกไนเซชัน (International Labor Organization) แล้วก็คงมี รายงานเหมือนกันในเครือข่ายของสหประชาชาติโดยเฉพาะยูเอ็นดีพี (UNDP) ส่วนอันที่ ๓ ก็คงจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียด้วย เอดีบี (ADB) เอเชีย ดีเวลอปเมนต์ แบงก์ (Asia Development Bank) ซึ่งก็มีสํานักงานสาขาอยู่ที่นี่เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว ที่สําคัญมากก็คือว่า บรรดาหอการค้าต่างชาติทั้งหมด เข้าใจว่าประมาณ ๓๐ กว่าหอการค้า ได้เคยมีข้อสรุปเป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับความต้องการฝีมือแรงงาน ชนิด ประเภท จํานวน เพื่อจะไปป้อนโรงงานที่เขามาลงทุนในประเทศไทย และผมก็คิดว่าที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ และกระทรวงแรงงานเองก็น่าจะมีแผนอะไรที่เคยทํามา ผมว่าแทนที่จะ มาศึกษากันใหม่ น่าจะเอารายงานแล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ เหล่านี้มาประมวลเสียครับ แล้วก็จะมอบให้กระทรวงแรงงาน หรือจะสภาพัฒน์ไปดําเนินการก็ให้เวลาไป ๑ เดือน ก็น่าจะสรุปได้เสร็จ เพราะมันเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาทุกยุคทุกสมัยของการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศไทย แล้วก็โดยเฉพาะที่เราได้พูดกันอยู่ในมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) มีการโยกย้ายโรงงานออกไป ค่าแรงอะไรพวกนี้แล้วเราก็ต้องปรับเทคโนโลยี ให้สูงขึ้น ฝีมือของแรงงานเราก็ต้องไปด้วย มันไม่ใช่ของแปลกของใหม่ น่าจะเอารายงาน เหล่านั้นมาปัดฝุ่นแล้วก็มาดูเสียภายในเวลา ๑ เดือน ๒ เดือนอย่างมากแล้วเอากลับมาที่นี่ ได้ไหมครับ เพื่อจะช่วยในการที่จะขับเคลื่อนแล้วก็เสนอไปที่รัฐบาล แล้วผมก็แน่ใจว่า ๑ ใน ๖ คณะทํางานของท่านนายกรัฐมนตรีที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นก็น่าจะดู เรื่องแรงงานอยู่ตรงนี้แล้วจะประสานงานกันอย่างไร แล้วก็ทางฝ่ายรัฐบาล ณ วันนี้ทําอะไร ไปบ้าง เพราะว่าเรื่องแรงงานฝีมือเป็นปัญหาอันใหญ่หลวงของการพัฒนาเศรษฐกิจ แล้วก็ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของประเทศไทย นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนร่างพระราชบัญญัติ ผมค่อนข้างจะสงสารผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้แล้วก็ในอนาคตนะครับ เพราะต้องนั่งเป็นประธานคณะกรรมการระดับชาติมากมาย มหาศาล เสมือนว่าการที่เราจะแก้ปัญหาของประเทศชาตินั้นถ้าเผื่อไม่มีตําแหน่ง นายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็จะเป็นง่อยไปหรือเปล่า มันน่าจะบอกว่าก็มีรัฐมนตรีแรงงาน มีปลัด มีอะไรต่าง ๆ มีอธิบดีก็หัดรับผิดชอบกันให้มากที่สุดในระดับนั้น แทนที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องโยนไปที่ตัวนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเป็นเรื่องระบบวิธีคิดนะครับว่าเราจะบริหาร ประเทศชาติกันอย่างไร หรือว่าจะให้อํานาจทุกสิ่งทุกอย่าง หรือว่าโยนภาระของประเทศ ทั้งหมดไปมอบให้กับตัวท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ค่อยจะยุติธรรมเท่าไรแล้วมันก็ ไม่เป็นการบังควร มีข้าราชการระดับสูงเยอะแยะ มีภาคเอกชน และเพราะนี่มันเกี่ยวกับ ภาคเอกชนด้วยก็ต้องช่วยกันในการที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาของประเทศ แต่ไม่ใช่เป็นการตั้ง องค์กรกลาง คณะกรรมการกลางขึ้นมาเป็นศูนย์แห่งอํานาจอีกก็เป็นการกระจุกตัว ผมว่า มันไม่ค่อยจะถูกต้องนัก มันควรจะกระจายอํานาจแล้วก็ให้แต่ละจุดนั้นสามารถที่จะ รับผิดชอบต่องานของตนเองเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ คราวนี้ระหว่างที่กําลังจะ รอการศึกษาวิเคราะห์ หรือว่ากว่าจะให้พระราชบัญญัติอันนี้ผ่านสภานิติบัญญัติไป ถามว่า แล้ว ณ วันนี้ หรือไปอีก ๖ เดือน ๒ เดือนข้างหน้า เรา สปท. จะทําอะไรได้บ้าง ผมก็อยากจะมีข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ผมก็อยากจะเสนอว่าให้มีการประชุมกัน ๓ เส้า สปท. กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็กระทรวง แรงงาน มาตกลงกันวันนี้เลยว่าเราจะอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาอาชีวะ โรงเรียนอาชีวะ วิทยาลัยอาชีวะ ทุกแห่งของประเทศไทยทั้งที่เป็นของรัฐและเป็นของเอกชนอย่างไร และบอกว่าจะอัปเกรด (Upgrade) หรือจะพัฒนามันก็ต้องไปโยงกับที่เราได้พูดเมื่อเช้านี้ ไปในทิศทางของ ๕ อุตสาหกรรมหลักใช่หรือไม่ แล้วก็อุตสาหกรรมเสริมจะเป็นเรื่องของ ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับระบบการสื่อสารเทคโนโลยี ไอซีที (ICT) อินเทอร์เน็ต (Internet) สมัยใหม่ มันต้องวิ่งล้อกันไปอย่างนี้ครับมันจะมาบอกว่าพัฒนาฝีมือแรงงานและ มันไม่โยงกับสิ่งที่พูดเมื่อเช้าหรือได้พูดกันผ่านมาหลายเดือนแล้วมันก็ไม่ได้ มันต้องมีความชัด ว่าจะพัฒนาฝีมือแรงงานอย่างไร แล้วก็มีแขนงเศรษฐกิจแล้วมีรายงานของไอแอลโอ (ILO) ยูเอ็นดีพี (UNDP) เยอะแยะไปหมดแล้ว มันต้องโยงกันให้เป็นแน่ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ จะเป็นอะไรที่มันดูค่อนข้างจะลอย ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าให้มีการประสาน อย่างน้อย ๒ กระทรวง สปท. อยู่ตรงกลางก็ได้ ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าในประเด็นแรกที่เกี่ยวกับ ทําไมถึงกระทรวงศึกษาธิการ เพราะมันเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนอาชีวะ
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าที่โรงเรียนอาชีวะคือเป็นการเตรียมคนที่จะเข้าสู่ โรงงาน แต่คราวนี้ที่ทํางานอยู่แล้วจะทําอย่างไร มันก็เป็นเรื่องการประสานงานระหว่าง สปท. ตรงนี้ถ้าเผื่ออยากจะช่วยขับเคลื่อน กับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงแรงงาน แล้วก็ทาง สภาอุตสาหกรรม อาจจะมีสภาหอการค้าด้วยเป็นสําคัญว่า ณ วันนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ หลักในการที่จะอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาฝีมือแรงงานของแรงงานไทยที่อยู่ในโรงงาน ต่าง ๆ แล้วจะไปบอกว่า ๒ ฝ่ายระหว่างแรงงานกับเจ้าของ ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับระบบ ทวิภาคี อยากจะให้เป็น ๓ เส้า อยากจะให้รัฐ รัฐบาลนี้เข้าไปช่วยให้มีการร่วมมือกันอย่าง เต็มที่ ระหว่างผู้ประกอบการ สถาบันวิชาการ แล้วก็ตัวแรงงานเองโดยมีรัฐเข้าไปช่วยด้วย ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ในการที่จะเพิ่มทักษะของแรงงานของไทยที่ทํางานอยู่แล้ว และมันก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่กําลังว่างงาน หรือว่าตกงาน หรือรอที่จะเข้าทํางานอยู่ ก็แทนที่ เขาจะอยู่เฉย ๆ ทางรัฐเข้าไปช่วยอัปเกรด (Upgrade) พัฒนาฝีมือเขาได้ไหมครับ ในเอกสาร ก็บอกว่าอ่อนภาษาอังกฤษ ศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม บอกว่าอ่อนเรื่อง คอมพิวเตอร์ แล้วก็อาจจะอ่อนเรื่ององค์ความรู้ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยเซฟตี้ (Safety) หรือว่ามาตรฐานสากลที่แรงงานต้องรู้ว่ามาตรฐานสากลของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับสารพิษตกค้างมันเป็นอะไร อย่างไร มันก็สามารถที่จะกระทําได้ และอันนี้เป็นสิ่งที่ สปท. อยู่ในฐานะที่จะเร่งให้รัฐบาลดําเนินการแล้วก็ช่วยขับเคลื่อนได้
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็อยากจะเสนอนะครับว่าเราจะขอความร่วมมือกับ รัฐบาลในการจัดให้มีการประชุมระหว่างผู้อํานวยการโรงเรียนอาชีวะทั้งหมด แล้วก็ ศูนย์ฝึกต่าง ๆ ของกระทรวงแรงงาน หรือว่าของกระทรวงการพัฒนาสังคม กับทาง ฝ่ายสภาอุตสาหกรรม มาทบทวนกันเสียทีว่าโรงเรียนจะผลิตคนอย่างไรตามความต้องการ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
ส่วนประเด็นสุดท้ายจริง ๆ มันก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องพูดกับทาง สภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมว่าต้องการแรงงานอย่างไรไปอีก ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ทางรัฐบาลก็จะได้ป้อนคนไปให้ได้เป็นเรื่องของอุปสงค์กับอุปทาน เพราะฉะนั้นระหว่าง ที่รอพระราชบัญญัติ รอในการที่จะศึกษาวิเคราะห์ ภายใน ๓ เดือนข้างหน้าของอายุ ของ สปท. ที่มีเหลืออยู่เราสามารถที่จะทําอะไรหลาย ๆ อย่างให้กับแรงงานของไทยครับ ขอขอบคุณครับท่านประธาน