ศิริชัย ไม้งาม หารือแนวทางปฏิรูปการพัฒนาฝีมือแรงงานและเสนอร่างกฎหมายบูรณาการกำลังแรงงานแห่งชาติ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศสู่โมเดลไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการปรับโครงสร้างแรงงานให้สอดรับกับเทคโนโลยี อุตสาหกรรมอนาคต และการเปลี่ยนแปลงของประชากรสู่สังคมสูงวัย พร้อมเสนอให้จัดตั้งกรอบกฎหมายและกลไกบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ขอเสนอรายงานวาระการปฏิรูปที่ ๓๗ การพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้อง กับการปฏิรูปการเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมสาขาหลักซึ่งเพิ่งผ่านไป ซึ่งต้องยอมรับ ว่าประเทศไทยนั้นกําลังเข้าสู่รูปแบบโมเดล (Model) ประเทศไทย ๔.๐ แต่เดิมช่วงที่ ๑ นั้น ประเทศไทยเป็นสังคมเกษตรซึ่งได้พัฒนาบนฐานรายได้จากภาคเกษตรเป็นหลัก ใช้ทรัพยากรที่เป็นตัวขับเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่ ๒ เป็นอุตสาหกรรมเบา การพัฒนาประเทศ โดยใช้อุตสาหกรรมเบาที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตในภาคอุตสาหกรรมให้มากขึ้นทําให้ สามารถยกระดับรายได้จากขั้นต่ํามาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ช่วงที่ ๓ เป็น อุตสาหกรรมหนัก ประเทศไทยเร่งรัดในการผลิตโดยใช้อุตสาหกรรมหนักเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเศรษฐกิจการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาที่พบจากการผลิตโดยใช้เครื่องจักรหนัก และการจ้างงานที่เข้มข้น ดังนั้นในช่วงที่ ๔ เศรษฐกิจการขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมภายใต้ โมเดลไทยแลนด์ ๔.๐ (Model Thailand4.0) คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ จากนโยบายของ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งต้องมีการยกระดับฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับ ความต้องการของพื้นที่และสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ ๔.๐ ดังนั้น ในคณะอนุกรรมาธิการได้ทําการศึกษาและเห็นว่าเรื่องที่กําลังนําเสนอนั้นสอดคล้องกับ การพัฒนาประเทศ
๑. คือการสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เรื่องการศึกษา สาธารณสุข คุณธรรม จริยธรรม และคุณภาพชีวิต ซึ่งการพัฒนาให้แรงงานทุกระดับ ทุกภาคส่วนในการผลิตมีคุณภาพมาตรฐานสอดคล้อง ตามความต้องการของตลาดแรงงานโดยพัฒนาทักษะและศักยภาพแรงงานทั้งระบบ ไม่ให้น้อยกว่า ๓.๕ ล้านคน
เรื่องที่ ๒ สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตระหนักถึงการปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่รวดเร็ว ต้องนําเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต โดยการพัฒนาผลิตภาพแรงงาน ที่ต้องสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการพัฒนากําลังคนและแรงงาน ให้มีทักษะความรู้ สมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เร่งรัดให้แรงงานทั้งระบบ มีการเรียนขั้นพื้นฐาน เพื่อสามารถแข่งขันในตลาดแรงงาน และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ได้มีการจัดทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และมาตรฐานแรงงาน ที่เชื่อมโยงกัน เพื่อยกระดับทักษะของแรงงานไทย
สอดคล้องในเรื่องที่ ๓ คือกรอบยุทธศาสตร์ของประเทศ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จําเป็นต้องพัฒนาและยกระดับ การผลิตแรงงาน เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยต้องเสริมสร้าง ศักยภาพและเพิ่มสมรรถนะของแรงงาน พัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะแรงงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อสามารถตอบสนองการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การผลิตของประเทศในอนาคต เป้าหมายสําคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ต้องมี การปฏิรูปไปพร้อมกัน ๓ เรื่อง
๑. คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ จากเดิมผลิตโดยการใช้แรงงาน เครื่องจักรและทรัพยากร ต้องปรับเปลี่ยนเป็นการผลิตบนฐานความรู้เทคโนโลยี และการพัฒนาภาคบริการ การพัฒนาด้านวิจัยและการพัฒนาต้องมีการดึงสถาบันวิจัยและ รับความร่วมมือจากประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว การพัฒนาระบบการศึกษาต้องเน้นที่จะมี การสร้างแรงงานที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี เพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ในอนาคต จากสภาพปัญหาและสถานการณ์ภาพรวมที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเตรียมการสําหรับ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระดับโลก ผลิตภาพแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในการปฏิรูปในเรื่องของความจําเป็น ซึ่งเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทาง สังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประเทศจากประชากรที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่มีอัตราการเกิดที่น้อยลง สวนทางกับจํานวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น กําลังก้าวสู่สังคม สูงวัย อัตราวัยทํางานลดลง ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากแรงงานไม่เพียงพอกับ ความต้องการ จนอาจถึงขั้นไปสู่วิกฤตขาดแคลนแรงงาน แรงงานภาคเกษตรและภาคบริการ มีอายุที่สูงขึ้น และมีการศึกษาในระดับที่ต่ํา ดังนั้นแนวโน้มแรงงานที่จะต้องมีการพัฒนา ตัวเองให้มีการศึกษาที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานเพื่อไปสู่การที่จะมี ค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ๓. ภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยนั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีเทคโนโลยีการผลิตระดับปานกลาง มีความต้องการแรงงานอยู่ในช่วงอายุ ๒๐-๓๐ ปี และเป็นแรงงานที่มีความรู้ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยีการผลิตในระดับกลางและสูง ซึ่งอาจจะกระทบต่อการขาดแคลนแรงงาน ค่อนข้างสูงและรุนแรงกว่าในภาคอื่น ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้แรงงานข้ามชาติเข้ามาชดเชย การขาดแคลนแรงงานด้วยการจ้างจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทํางาน ปัญหาในด้าน ศักยภาพของแรงงานประเทศ ซึ่งร้อยละ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ขาดทักษะในเรื่องของการใช้ภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจบริการ ๖. ความไม่สอดคล้องกับความต้องการระหว่าง ตลาดแรงงานและนายจ้าง พบว่าแรงงานที่มีฝีมือขาดทักษะอย่างรุนแรง ซึ่งน้อยกว่ากลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญ และเรื่องที่ ๗ นอกจากปัญหาทางด้านภาษาและการสื่อสาร แรงงานไทยยังขาด ทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การคิดคํานวณ การคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นํา การบริหารเวลา การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การเข้าสังคม การทํางานเป็นทีม ตลอดจนวินัย ในการทํางาน และเรื่องสุดท้าย แรงงานมีทัศนคติที่เป็นลบต่ออาชีพของตัวเอง รู้สึกว่างานที่ ตัวเองทํานั้นมันต่ําต้อยไร้ศักดิ์ศรีและไม่มีอนาคต นี่คือปัญหาทางสังคม
การเปลี่ยนแปลงด้านที่ ๒ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจุบัน ที่มีปัจจัยสําคัญกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจคือความก้าวหน้าในเทคโนโลยีในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร และเทคโนโลยีอัตโนมัติ ซึ่งทําให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตและการบริการ จึงจําเป็นที่ประเทศไทยต้องมี การปรับตัวเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าโลก จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยทั้งในด้านผลผลิตและการจ้างงาน แนวโน้มของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการค้า ประกอบด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) เทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งจะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในรูปแบบของการผลิตและการบริโภคเพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีรวมถึงการสร้าง นวัตกรรมที่มีผลต่อความสามารถในการส่งออกและผลิตภาพการผลิต จึงเป็นเรื่องที่ต้อง มีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน การดําเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการพัฒนากําลังคน มารองรับ เพื่อใช้ประโยชน์จากกําลังแรงงานให้สูงสุด แต่ส่วนใหญ่เกิดการปรับตัวที่ไม่ทันต่อ สถานการณ์ สาเหตุเพราะแรงงานที่ก้าวสู่วัยกลางคนจึงมีเป็นจํานวนมาก บางส่วนต้องถูก ออกจากงานกลางคัน ส่วนที่เหลือจึงจําเป็นที่จะต้องเร่งหาแนวทางการปฏิรูปเพื่อสร้างหรือ เพิ่มทักษะให้กับแรงงานที่มีอยู่ในตลาดให้ดีขึ้น มีภูมิต้านทานที่ท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลง ของตลาดที่จะรุกไล่อย่างรวดเร็ว ปัญหาแรงงานไทยคือความไม่สอดคล้องของ คุณลักษณะงานกับความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ทั้งในด้านการศึกษาและ อายุของแรงงาน
เรื่องที่ ๓ คือการเตรียมการสําหรับการแข่งขันเศรษฐกิจโลก การเปรียบเทียบ การแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศนานาชาติ ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลําดับที่ ๓๑ จาก ๑๔๙ ประเทศ ซึ่งมีการพิจารณาหลักเกณฑ์ใน ๓ หมวด ไม่ว่าจะเป็น ๑. ปัจจัยพื้นฐานโดยดูจากสถาบันด้านเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน ๒. ปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพ อาทิเช่น ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน และการศึกษา ขั้นสูง ๓. ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนความก้าวหน้าของ ประเทศ
ในเรื่องของการวิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นปัญหาต่อการเพิ่มขีดความสามารถ ของการแข่งขันประเทศไทย ๘ อันดับแรก ๑. คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ๒. คือความไม่มั่นคง ทางการเมือง ๓. ระบบราชการ ๔. ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย ๕. ขาดความสามารถ เชิงนวัตกรรม ๖. ขาดความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ๗. ขาดคุณภาพการศึกษาแรงงาน ๘. ขาดจริยธรรมในการทํางาน
เรื่องที่ ๔ คือการเพิ่มผลิตภาพแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาประเทศ การเพิ่มขึ้นของแรงงานมีความสําคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศ ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาผลิตภาพการขยายตัวอยู่ในค่อนข้างที่จะต่ําและมีแนวโน้ม ที่จะลดลง สะท้อนว่าไทยเรานั้นมุ่งเน้นแต่ปัจจัยในเรื่องของเงินทุนและปริมาณแรงงาน มากกว่าการพัฒนาคุณภาพแรงงาน การพัฒนาแรงงานของประเทศไม่ใช่ภาระของฝ่ายที่ผลิต เท่านั้น แต่ผู้ที่ใช้หรือสถานประกอบการในตลาดแรงงานต้องให้ความร่วมมือในการสะท้อน ความต้องการให้แก่ผู้ผลิตด้วย โดยต้องระบุคุณลักษณะกําลังคนที่ต้องการทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพ หรือระบุมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ต้องการในการใช้แต่ละอุตสาหกรรมหรือสาขา อาชีพ เพื่อส่งข้อมูลไปให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิต
ในเรื่องของข้อจํากัด ในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน จะมีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัฒนาแรงงานและประสานงานการฝึกอาชีพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในเรื่องของการพัฒนากําลังแรงงานของหน่วยงานต่าง ๆ มีการแยกกันทําตาม อํานาจหน้าที่ของหน่วยงานส่วนราชการ ทําให้ขาดสัมฤทธิ์ผลในการที่จะผลักดันยุทธศาสตร์ ในการพัฒนากําลังผลิตแรงงานของประเทศให้ไปในทิศทางเดียวกันและสอดรับกับ ยุทธศาสตร์ของประเทศหรือไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand4.0)
เรื่องที่ ๒ ยังไม่สามารถที่จะระดมสรรพกําลังจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศให้มี การดําเนินการไปในทิศทางที่เหมาะสมและถูกต้อง
ดังนั้น แนวทางในการปฏิรูประบบพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติเพื่อให้เกิด การบูรณาการความร่วมมือในการพัฒนากําลังผลิตแรงงานของประเทศ ระหว่างหน่วยงาน ต่าง ๆ ของภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการผลักดัน ในการตราพระราชบัญญัติ บูรณาการการพัฒนากําลังผลิตแรงงานแห่งชาติ โดยมี คณะกรรมการระดับชาติที่จะกําหนดยุทธศาสตร์บูรณาการการพัฒนาฝีมือแรงงานแห่งชาติ ผลักดันให้มีการกําหนดนโยบายยุทธศาสตร์ รูปแบบ แนวทางและวิธีการในการดําเนินงาน ด้านการพัฒนากําลังแรงงานของประเทศของทุกภาคส่วนให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในคณะอนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณาตามแนวทางของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อที่จะ ทําให้รายงานฉบับนี้ได้ตอบสนองกับการที่จะพัฒนากําลังแรงงาน ก็หวังว่าการนําเสนอ ก็อาจจะยังไม่ครบถ้วนครับ ก็หวังว่าข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศจะทําให้ในคณะอนุกรรมาธิการได้ทําให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ