เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเกี่ยวกับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นความสำคัญของกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการฝึกอบรมแรงงาน พร้อมเสนอให้มีตัวแทนภาคเอกชนในคณะกรรมการและสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. เพื่อผลักดันให้แรงงานไทยมีคุณภาพสูงขึ้นอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายในวาระนี้ คือรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในเรื่องการพัฒนา ฝีมือแรงงานแห่งชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของแรงงานไทย และรวมถึง ร่างพระราชบัญญัติบูรณาการการพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งกรรมาธิการ ได้ยกร่างนําเสนอมาด้วย เรื่องนี้ก็ต้องคิดและต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่ง ต่อเนื่องมาจากวาระแรกที่เราได้อภิปรายไปเมื่อช่วงเช้า คือเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในด้าน อุตสาหกรรมหลักต่าง ๆ ซึ่งตรงนั้นเราไม่ได้พูดกันมากนักถึงเรื่องที่เป็นหัวใจของ การพัฒนางาน พัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็คือ ความสามารถคือประสิทธิภาพของแรงงานของผู้ที่อยู่ในระดับต่าง ๆ คําว่า แรงงาน คงไม่ได้ จํากัดถึงแค่ผู้ใช้แรงงานในความคิดเดิม ๆ ว่าเป็นเลเบอร์ (Labor) เป็นผู้ที่ทํางานขุดดิน ขนทราย โบกปูน ผูกเหล็ก คงไม่ใช่แค่นั้น แต่คําว่า แรงงาน ในปัจจุบันเราพูดไปถึงระดับ ซูเปอร์ไวเซอร์ (Supervisor) ระดับผู้บริหาร ระดับซีอีโอ (CEO) ก็ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน ตลาดแรงงานกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน เรื่องนี้มีความสําคัญยิ่ง กระผมขออนุญาตพูดในหมวก อีกใบหนึ่งด้วยในฐานะที่เป็นประธานสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีบทบาทสําคัญหน่วยงานหนึ่งในปัจจุบันในการพัฒนาฝีมือแรงงานของไทย เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ท่านประธานอโณทัยและท่านประธานอนุท่านศิริชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กล่าวถึงปัญหาก็ชัดเจนนะครับ ปัญหาของแรงงานไทยนั้น มีมากมายหลากหลาย ทั้งปัญหาพื้นฐานของการขาดการพัฒนา การขาดความรู้ การผ่าน ระบบการศึกษาของไทยซึ่งมีจุดอ่อนมากมายจนปัจจุบันนี้ก็ต้องปฏิรูปกันซ้ํา ปฏิรูปกันอยู่ใน ทุกทิศทางทุกมิติ ฉะนั้นเมื่อระบบการศึกษาไม่เอื้อก็แน่นอนผู้ที่ออกไปทํางาน ผู้ที่จบจาก การศึกษามาไม่ว่าจะระดับไหนก็แล้วแต่ก็ไม่สามารถจะไปทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไปแข่งขันกับผู้อื่นหรือคนงานหรือแรงงานจากประเทศอื่นได้ เรื่องภาษา เป็นต้น เราก็พูดกันมาถึงจุดอ่อนของภาษาของเราในภาษาที่ ๒ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษแต่ดั้งเดิม ปัจจุบันอาจจะเลยไปถึงภาษาจีน ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่นก็แล้วแต่ แต่นั่นเป็นจุดอ่อน ที่สําคัญว่าเราไม่ได้ให้การศึกษาแก่เด็กไทยที่จะมีความรู้ภาษาอังกฤษเพียงพอที่จะไปทํางาน ในหน้าที่ต่าง ๆ หรือไปแข่งขันในการทํางานในต่างประเทศได้เลย วันพรุ่งนี้สถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพจะร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แถลงผลการจัดทํากรอบคุณวุฒิวิชาชีพด้านภาษาอังกฤษของ ครูผู้สอนและนักเรียนที่เข้ารับการศึกษาในทุกระดับตั้งแต่จบ ป.๖ จบ ม.๖ จบมหาวิทยาลัย จะต้องมีความรู้ภาษา อ่านออก เขียนได้ ฟังได้ พูดได้ แต่งความได้อย่างขนาดไหน อย่างไร จึงจะถือว่ามีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับนั้น รวมทั้งครูผู้สอนก็ต้องผ่านการทดสอบด้วย เราทําเป็นกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ กรอบคุณวุฒิวิชาชีพมันกินความลึกมากไปกว่า แค่ใบประกาศนียบัตรของผู้ที่อาจจะขับรถได้ ผ่านการเรียนอาชีวะมา แต่หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ไม่ว่าผู้อภิปรายท่านแรก ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านปานเทพพูดหรือว่าทางกรรมาธิการ ได้รายงานแล้วว่า ความเป็นแรงงานที่ดี ความเป็นคนทํางานที่ดีนั้นต้องกินความไปถึง ในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ความสามารถ การที่จะใช้ภาษา การที่จะมีจิตมุ่งมั่น จริยธรรมต่าง ๆ นานา มันหลาย ๆ อย่างประกอบกัน เราจึงได้พัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา อันนี้จะเป็นการทดสอบในหลาย ๆ มิติ ยิ่งระดับสูงขึ้นไปก็จะต้องทดสอบความเป็นผู้นําของหน่วยงาน ของกลุ่มคน ขององค์กร ต่าง ๆ ไปด้วย แล้วก็ความสามารถในการที่จะเสนอเรื่อง ความสามารถในการที่จะสื่อสาร องค์กรกับองค์กรภายนอกต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นนั่นก็คือสิ่งซึ่งเราดําเนินการอยู่ มาพูดถึงการพัฒนาแรงงานไทย ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปดูงานเรื่องการพัฒนาแรงงาน ในหลายประเทศ อย่างเช่น ที่เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลี ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ให้ความสําคัญกับการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพ ให้มีความสามารถสูงขึ้นอย่าง ค่อนข้างมาก และความสําเร็จก็มาจากภาคเอกชนเป็นใหญ่ เป็นหลัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งในแง่ของบุคลากรจากภาคเอกชนที่มาทุ่มเทในการทํางาน ทั้งการสนับสนุนงบประมาณแมตชิง (Matching) ก็มากับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน เพราะฉะนั้นรัฐบาลอาจจะตั้งเป็นเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อพัฒนาฝีมือหรือขีดความสามารถ ในการทํางาน แต่ภาคเอกชนก็จะต้องสนับสนุนในการส่งแรงงานหรือส่งคนของเขาเข้ามารับ การอบรม แล้วก็มีส่วนในการที่จะต้องจ่ายค่าแรงงาน ในประเทศต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวถึงนั้น ส่วนใหญ่แล้วการพัฒนาฝีมือแรงงานจะควบคู่ไปกับการทํางาน คือคนที่ทํางานอยู่ได้รับ เงินเดือน แล้วก็แบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปเข้ารับการอบรมในหลักสูตร ในการฝึกอบรมในสถานที่ ต่าง ๆ ที่มีผู้ที่ควอลิไฟ (Qualify) ในการที่จะทําหน้าที่ผู้ฝึกอบรม แล้วก็นําความรู้เหล่านั้น กลับมาใช้ในการทํางาน หรือในการเลื่อนระดับของความรับผิดชอบให้สูงขึ้น เพราะฉะนั้น จะเห็นว่าความสําเร็จจึงเกิดขึ้นได้ก็เพราะภาคเอกชน รัฐบาลคงไม่มีเงินที่จะไปสนับสนุน แรงงานของแต่ละประเทศที่มี ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรได้แต่ฝ่ายเดียว และประเทศ ที่ผมได้กล่าวถึงจึงมีความก้าวหน้า มีความสามารถสูงในการแข่งขันทางด้านอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี เป็นญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้โครงการ ประชารัฐของรัฐบาลผมคิดว่าก็เป็นแนวทางที่เดินมาอย่างถูกต้องที่จะให้ภาคประชาสังคม ภาคเอกชนเข้ามาเป็นกําลังสําคัญในการที่จะมาพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ปี ๒๕๕๗ ก็คือเมื่อเกือบ ๒ ปีที่แล้ว ผมได้ไปร่วมงานทวิภาคีของสํานักงาน อาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และในตอนท้ายท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาเป็นประธานในการสรุปผลการสัมมนาในเรื่องทวิภาคี คือการทํางานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของโรงงาน เป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงในการซักไซ้ไล่เลียง ในการให้ข้อคิดเห็นต่อผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ ร่วม ๑๐๐ บริษัท และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรี ท่านรองนายก ที่เกี่ยวข้อง ได้พูดถึงเรื่องของการพัฒนาฝีมือแรงงานในระหว่างที่ยังเป็นนักศึกษาอาชีวศึกษา นักศึกษามหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพราะนั่นคือจุดอ่อนที่สุดของระบบการศึกษาของไทย นั่นคือจุดอ่อนที่สุดของระบบการพัฒนาแรงงานของไทยที่เราไม่สามารถพัฒนาแรงงาน ที่ผ่านการศึกษาจนถึงระดับอาชีวะ ปวส. หรือมหาวิทยาลัย ให้ออกไปเป็นแรงงานที่สามารถ ทํางานได้จริง เป็นแรงงานที่เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือภาคผลิต เป็นต้น เพราะฉะนั้นอันนั้นจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เรามองเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ให้ความสําคัญ จากนั้นมา ก็เกิดโครงการสานพลังประชารัฐ ซึ่งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพเองได้เข้าไปอยู่ในเกือบทุก กรรมการของการสานพลังประชารัฐเพื่อพัฒนาแรงงานไทย เราเป็นหลักในการจัดทํากรอบ คุณวุฒิวิชาชีพ เราได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการกับสถาบันหลายสิบแห่งที่จะแปลงหลักสูตรการศึกษาของ อาชีวะ ของมหาวิทยาลัย ที่สอนคนออกไปทํางานให้เป็นหลักสูตรที่ออกไปแล้วทํางานได้เลย มากกว่าแค่จะได้รับประกาศนียบัตร แล้วเขาก็จะสามารถได้ทั้งใบประกาศของสถานศึกษา และได้ใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสามารถในการทํางานของเขา ผมขออนุญาตอีกสักนิดหนึ่งนะครับ เพราะทราบว่ามีผู้บรรยายอีกเพียงแค่ ๒ คนเท่านั้นเอง เพื่อจะได้พูดให้ครอบคลุมในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ด้วย ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ที่กรรมาธิการได้นําเสนอ ก็ถามว่ามันเหมาะสมไหม ก็ฟังจากเหตุจากผลแล้วความพยายาม ในการบูรณาการการพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐก็ได้ดําเนินการมาในหลาย ๆ ด้าน เพียงแต่ว่ายังเป็นแค่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีบ้าง เป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่เป็น ทางการบ้าง เพราะฉะนั้นทางกรรมาธิการจึงคิดว่าการเสนอให้เป็นร่าง พ.ร.บ. นั้นน่าจะมี น้ําหนักกว่า และน่าจะทําให้การพัฒนาฝีมือแรงงานไทยนั้นได้เป็นระบบ มีประสิทธิภาพและ จะก่อให้เกิดประสิทธิผล ผมก็ขอคอมเมนต์ (Comment) ในมาตราสัก ๒-๓ มาตรานะครับ อย่างเช่นในมาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้มีคําจํากัดความอยู่ ๔-๕ คําจํากัดความ การพัฒนา กําลังแรงงาน ในบรรทัดที่ ๓ บอกว่า ให้เหมาะสมกับงานที่รับผิดชอบ อันนี้อาจจะแคบไป นิดหนึ่ง ที่จริงแล้วพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้เขาทํางานในระดับที่สูงขึ้น ก็อาจจะแค่เขียนว่า ให้เหมาะสมกับงานน่าจะพอ เพราะถ้างานที่รับผิดชอบก็คือไม่ต้องไปทํางานที่ไหนก้าวหน้า ไปกว่านี้แล้ว อันนี้คือปัญหาของแรงงานไทย บางคนเข้ามาเป็นคนเรียงแก้ว ยกตัวอย่างอย่างนี้ แล้วก็เรียงไปจนอายุ ๖๐-๗๐ ปี ไม่เคยพัฒนาเลย เพราะเราไม่พัฒนาเขาให้สามารถทํางาน อื่นได้หรือทํางานที่สูงขึ้นไปได้ ในหน้าที่ ๒ ของร่าง พ.ร.บ. ไปให้คําจํากัดความของคําว่า การพัฒนา ไว้ ซึ่งผมอ่านดูแล้วผมคิดว่าไม่น่าจะจําเป็น เพราะการพัฒนาหรือดีเวลอปเมนต์ (Development) มันก็เป็นอะไรที่อ่านแล้วเข้าใจได้ ถ้าท่านไปให้คําจํากัดความมันในนี้ใช้อยู่ หลายแห่ง ก็จะทําให้เกิดที่เราเรียกว่าความเข้าใจผิดได้นะครับ อย่างเช่น แม้แต่ชื่อเรื่อง ชื่อมาตรา ๕ ท่านบอกว่า ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการบูรณาการ การพัฒนากําลังแรงงานแห่งชาติ การพัฒนาตัวนี้ก็ไม่ใช่คําจํากัดความของการพัฒนา ในความหมายที่ท่านเขียนไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าคําว่า การพัฒนา นี่ไม่ต้องไป จํากัดความมัน มันไปอยู่ตรงไหนมันก็จะบ่งบอกถึงความเป็นกริยาที่มันใช้ในที่นั้นอยู่แล้ว คือทําให้ดีขึ้นนั่นแหละการพัฒนา ในนี้ก็ขอบคุณนะครับ ใน (๓) ของมาตรา ๕ กรรมการ โดยตําแหน่ง ได้ใส่ไว้ ผู้อํานวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อาจจะต้องวงเล็บนิดหนึ่งว่า องค์การมหาชน ซึ่งน้อยคนนักหรือน้อย พ.ร.บ. นักที่จะถึงสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ที่ปัจจุบันนี้ เป็นเหมือนยาดําที่ไปแทรกอยู่ในทุกหน่วยงานองค์กร ทุกโครงการในการพัฒนาฝีมือแรงงาน อย่างมีหลักมีเกณฑ์มีคุณวุฒิ มีกรอบของวิชาชีพที่ชัดเจน เราได้พัฒนากรอบคุณวุฒิวิชาชีพ หรือจะเรียกว่ามาตรฐานวิชาชีพไปแล้ว สําหรับวิชาชีพต่าง ๆ กว่า ๗๐ วิชาชีพ เราได้พูดถึง วิชาชีพ มันพูดถึงหลายสิบตําแหน่งงาน อย่างในโรงแรมหนึ่งจะมีตําแหน่งงานกว่า ๔๕ ตําแหน่งงาน ตั้งแต่เพรสซิเดนต์ (President) ลงไปจนถึงเจ้าหน้าที่ที่ยกกระเป๋าหรือปูผ้า อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเหล่านั้นเราก็ทําทั้งหมดเลยทุกตําแหน่งงานจะมีกรอบคุณวุฒิวิชาชีพ และมีระดับที่เขาจะสอบ เรามีการทดสอบเขา เรามีศูนย์ทดสอบกรอบคุณวุฒิวิชาชีพอยู่ ทั่วประเทศ ตอนนี้มีอยู่ประมาณ ๘๐ ศูนย์ ซึ่งก็จะพัฒนาให้เป็น ๒๐๐-๓๐๐ ศูนย์ในอีก ๒ ปี ข้างหน้า เพื่อจะสามารถทดสอบคนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเข้ามาในกรุงเทพฯ ทั้งหมด ในวิชาชีพต่าง ๆ ในตําแหน่งงานต่าง ๆ และในระดับต่าง ๆ ด้วย เรามีอยู่ ๗ ระดับของ ความสามารถนะครับ
อีกนิดหนึ่งก็คือในมาตรา ๕ (๔) ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างฝ่ายละ สองคน อาจจะน้อยไปนิดหนึ่ง วันนี้เราอย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้นเราต้องให้ความสําคัญกับ ภาคเอกชนให้มาก เพราะภาคเอกชนคือหัวใจของการพัฒนาฝีมือแรงงาน ไม่ใช่ภาครัฐ ภาครัฐให้นโยบาย นิดเดียว แม้แต่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานซึ่งทํางานควบคู่อยู่กับสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพก็ไม่ได้ฝึก คนมากมายนะครับ ปีหนึ่งอาจจะเป็นไม่กี่พันคน ถ้าเปรียบเทียบกับแรงงานที่มีอยู่ในประเทศไทย ตั้ง ๒๐-๓๐ ล้านคนแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องผลักดันให้ได้ก็คือ ต้องให้ภาคเอกชน เข้ามาทํางานกับเราให้มากที่สุด และเป็นผู้สนับสนุนเป็นผู้เข้าร่วมโครงการเรียนไปด้วย ฝึกไปด้วย ทํางานไปด้วย ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน (๕) จํานวน ๔ คน ก็คิดว่า เหมาะสมนะครับ ผมก็ได้ใช้เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ก็ขอสนับสนุนว่าการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นปัญหาที่สําคัญเป็นรากเหง้าของการที่จะทําให้การพัฒนาอุตสาหกรรม ทําให้จีดีพี (GDP) ของประเทศเราเติบโตได้ และทําให้พี่น้องประชาชนมีความอยู่ดีกินดี ลดความเหลื่อมล้ํา ลดความยากจนลงนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะทําให้สิ่งนี้สําเร็จก็อยู่ที่การพัฒนาฝีมือ แรงงานของเราซึ่งมีอยู่กว่า ๓๐ ล้านคนให้สามารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตแล้วประสิทธิผลก็จะสูงขึ้น ก็ขอสนับสนุนในการที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปสู่รัฐบาลเพื่อพิจารณาในการตราเป็นกฎหมายต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ