วินัย เปิดประสบการณ์ เปรียบยานยนต์ไทย-มาเลเซีย ชี้差距

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๙ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๙

วินัย ดะห์ลัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเน้นเปรียบเทียบศักยภาพของไทยกับมาเลเซียในด้านยานยนต์และอุตสาหกรรมเกษตร พร้อมเสนอให้เรียนรู้แนวทางพัฒนาศักยภาพแรงงานและเทคโนโลยีจากมาเลเซียเพื่อผลักดันไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก วินัย ดะห์ลัน ขออนุญาตแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับทางคณะกรรมาธิการ ในเรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรม ขอแค่ ๒ เรื่องนะครับ คือเรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของ ยานยนต์นะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมการเกษตร ผมขอเริ่มที่เรื่องยานยนต์ ก่อนครับ จะเห็นได้ว่าพักหลังเรามักจะคุยกันในเรื่องของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ บางครั้ง บางคราวเราจะเปรียบประเทศของเรากับทางเวียดนาม กัมพูชา ซึ่งมีความรู้สึกว่าฟังแล้วก็ บั่นทอนกําลังใจกันนิดหน่อยนะครับ อยากจะให้เราเปรียบกับประเทศที่เขาล้ําหน้าเราดูสิว่า เราจะแข่งขันสู้เขาได้ไหม แล้วก็จะแข่งขันสู้ได้เมื่อไรนะครับ อยากจะเริ่มที่ประเทศมาเลเซีย เนื่องจากว่าขณะนี้เขาก้าวล้ําเราไปพอสมควรนะครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผมไปที่สะเดา ไปบรรยายแล้วก็แวะไปที่ด่านปาดังเบซาร์ที่จังหวัดสงขลา ได้แชร์รูปให้พวกเราดูทางไลน์ (Line) สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างจะหดหู่ก็คือที่ด่านปาดังเบซาร์นี่นะครับ ทางฝั่งของมาเลเซีย ชื่อเดียวกันนะครับ ปรากฏว่าเขาเอารูปรถไฟของประเทศไทย ซึ่งก็เป็นรถดีเซลสภาพเก่า จอดคู่กับรถหัวจรวดของมาเลเซีย ที่น่าตกใจเลยก็คือรถหัวจรวดของมาเลเซียนั้น หลายส่วนนั้นผลิตในมาเลเซียโดยเฉพาะอย่างยิ่งตู้ แล้วทางมาเลเซียก็บอกว่าอีกไม่นาน เขาจะผลิตหัวรถจักรได้ทั้งหัวอีกไม่นานด้วยศักยภาพวิศวกรของเขาเอง ในขณะที่เรายังมี ประเด็นปัญหาในเรื่องของการได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางด้านระบบรางอยู่นะครับ เรื่องนี้ก็อยากจะฝากท่านกรรมาธิการนะครับว่า ศึกษาว่าเขาทําอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็อยากจะเล่าประสบการณ์ในส่วนของผมให้ฟังนะครับ เมื่อเราดูเรื่องของจีดีพี (GDP) นะครับ อยากจะให้ดูเรื่องของจีดีพี (GDP) เราพูดกันว่าภายในอีกประมาณสัก ๒๐ ปีเราจะ ผ่านพ้นกับดักของประเทศรายได้ขนาดกลางนะครับ ถ้าเราดูกันในลักษณะแบบนี้ ขณะนี้ ประเทศไทยจีดีพี (GDP) เราต่อหัวจากตัวเลขล่าสุดนั้น ๕,๙๓๙ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) มาเลเซียมี ๙,๘๑๐ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) ห่างกันอยู่ ๑.๖ เท่านะครับ แต่ถ้าเรา ย้อนหลังกลับไป ๓๐ ปี มีบางช่วงเรากระเถิบใกล้เข้ามา แต่วันนี้ ๑.๖ เท่ากว่า นั่นหมายความว่าเรายังตามเขาไม่ทัน อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาของเรา แต่ถ้าเราดูมาเลเซีย นี่นะครับ เขาคาดหวังว่าปีหน้าเขาจะเกิน ๑๐,๐๐๐ เหรียญ คือเขากําหนดตัวเองที่ ๑๐,๐๐๐ เหรียญภายในปี ๒๐๒๐ แต่ว่าปีหน้า ๒๐๑๗ เขาจะไปถึงระดับ ๑๐,๐๐๐ เหรียญแล้ว แต่ถ้าเรานับกันที่เรื่องของมิดเดิล อินคัม คันทรี แทรป (Middle Income Countries Trap) ก็คาดกันว่าถ้าสมมุติว่าเขาเติบโต ๕ เปอร์เซ็นต์อย่างที่เราคาดการณ์กันไว้ เขาก็จะไปถึงใน ปี ๒๐๒๒ ก็คือรายได้ที่ ๑๓,๑๔๖ เหรียญ คือเขาจะก้าวพ้นไปในปีนั้น มาดูประเทศไทยบ้าง ตามที่ท่านคณะกรรมาธิการกําหนดไว้ว่าจะมีการเติบโตทางด้านจีดีพี (GDP) ๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะก้าวพ้นประเทศรายได้ขนาดกลางที่จีดีพี (GDP) ๑๒,๙๖๔ เหรียญ ในปี ๒๐๓๒ หรือว่า ๒๕๗๕ ตามที่เรากําหนดไว้พอดี นั่นหมายความว่าเราจะช้ากว่ามาเลเซีย ๑๐ ปี ยังตามเขาไม่ทันนะครับ เพราะฉะนั้นน่าจะมาดูนะครับว่า เขาทําอย่างไรในการพัฒนา ศักยภาพของคนของเขานะครับ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ปี ๒๐๑๒ หรือเมื่อ ๔ ปีมาแล้ว ท่านดอกเตอร์สุรินทร์ พิศสุวรรณ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านจัดงานที่ชื่อว่า ๗๒ ปี ปอเนาะบ้านตาล ที่เมืองทองธานี ท่านเชิญดอกเตอร์มหาเธร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของ มาเลเซียมาเป็นแขกพิเศษเพื่อการบรรยาย ดอกเตอร์สุรินทร์ท่านถามดอกเตอร์มหาเธร์ว่า ท่านพัฒนาคนมาเลเซียอย่างไร ไม่ใช่พัฒนาประเทศมาเลเซียอย่างไรนะครับ ดอกเตอร์มหาเธร์ ท่านเล่านโยบายอยู่ ๒ เรื่องน่าสนใจก็คือนโยบายการสร้างตนเองเป็นศูนย์กลางของ การผลิตรถยนต์แข่งกันระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ประเทศไทยเราตอนนั้นปี ๑๙๘๓ นะครับ ประเทศไทยเราจะเป็นศูนย์รถยนต์นานาชาติ อินเตอร์เนชันนัลคาร์ (International Car) วันนี้เราเป็นแล้วนะครับ แต่ถ้ามาดูกันในเรื่องของศักยภาพเรื่องของเทคโนโลยีเราก็ต้อง ยอมรับนะครับว่าเราผลิตฮอนด้า โตโยต้า รถญี่ปุ่นทั้งหลายด้วยเทคโนโลยีของญี่ปุ่น ประเทศมาเลเซียก็ทําเรื่องของการเป็นเนชันนัล คาร์ ฮับ (National Car Hub) ผลิตรถ โปรตอน วันนี้เรื่องของการตลาดก็สู้เราไม่ได้ครับ แต่ว่าด้วยนโยบายในเรื่องของการทํา โพรเคียวเมนต์ (Procurement) การขายในลักษณะของโมโนโพลี (Monopoly) วันนี้ต้อง บอกนะครับว่าเขาไปไกลกว่าเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของ วิศวกร และนั่นเป็นเหตุผลที่ทําให้เขาสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของวิศวกร จนกระทั่งไปสู่ ระดับเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางได้ในวันนี้ นั่นคือเขาทําตั้งแต่เรื่องของเนชันนัล คาร์ (National Car) ขึ้นมานะครับ ประเด็นที่ดอกเตอร์มหาเธร์พูดน่าสนใจครับ เขาบอก สิ่งที่มาเลเซียทําไม่ใช่รถครับ สิ่งที่มาเลเซียทําคือการสร้างความภาคภูมิใจ สร้างความมั่นใจ ให้กับคนมาเลเซียเชื่อมั่นตนเองครับว่าสามารถทําได้ ตรงนี้เองครับ ที่เป็นความแตกต่าง ระหว่างประเทศมาเลเซียกับประเทศไทย เขาสร้างความเชื่อมั่น ก็อยากจะฝากนะครับว่า ถ้าสมมุติเราสร้างความเชื่อมั่นให้กับพวกเราก่อน สร้างความรู้สึกภาคภูมิใจในชาติไทย ของเราว่าเราแข่งได้ ก็เชื่อว่าไม่ว่าจะทําอะไรก็แล้วแต่เราสู้ได้นะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องของ ยานยนต์นะครับ ผมขอต่อด้วยอุตสาหกรรมการเกษตร เมื่อหลายปีมาแล้วนะครับ สัก ๔ ปี ๕ ปีมาแล้ว ผู้แทนของไจก้า (JICA) กับของเจโทร (JETRO) ของประเทศญี่ปุ่นเขาเดินทางไป ที่มาเลเซีย ไปที่อินโดนีเซีย แล้วในที่สุดเขาพบว่าไม่มีเทคโนโลยีอย่างที่เขาต้องการ เขากลับมาที่ประเทศไทยครับ เขามาที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาที่หน่วยงานของผมแล้วก็มาคุยกัน สิ่งที่ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ญี่ปุ่นเล่าให้ฟังก็คือว่าญี่ปุ่นมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล สําหรับ โลกมุสลิมครับ ถ้าเรามาดูประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีประชากรที่เป็นมุสลิม ๒๐๐,๐๐๐ คน ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นคนต่างชาติที่เปลี่ยนสัญชาตินะครับ มีอยู่แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่เป็นคนญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนา ผมถามไปนะครับว่า ทําไมต้องเป็นอาหารฮาลาล สิ่งที่ญี่ปุ่นบอกเลยก็คือเขาคิดว่าภายในปี ๒๐๒๐ เขาจะมี นักท่องเที่ยว ๒๐ ล้านคน ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นนักท่องเที่ยวมุสลิม เพราะฉะนั้น ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนของนักท่องเที่ยวที่เป็นมุสลิมจะมาเยี่ยมประเทศเขา สิ่งที่เขาจะต้องทําก็คือ เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล แล้วก็การท่องเที่ยวฮาลาล เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่มาจากต่างประเทศ อีกเรื่องหนึ่งที่เขาจําเป็นที่จะต้องทําเรื่องของฮาลาล เขาบอกเขากังวล เรื่องของความมั่นคงทางอาหารครับ เรื่องนี้น่าแปลก เวลาเราคุยกันในเรื่องของอาหารฮาลาล เราจะคุยกันเรื่องของฟู้ดเซฟตี (Food Safety) ไม่ใช่ฟู้ดซีเคียวริตี (Food Security) แต่ญี่ปุ่น บอกว่าเขาทําเรื่องฟู้ดซีเคียวริตี (Food Security) เหตุผลเลยก็คือญี่ปุ่นกังวลเรื่องของการถ่ายเท ของเกษตรกรของเขาออกนอกภาคเกษตรครับ เพราะว่าเทคโนโลยีที่มันก้าวล้ําไปในภาคอื่น ๆ นั้นนี่นะครับ โดยที่เทคโนโลยีทางด้านการเกษตรก้าวไปไม่ทัน จะทําให้เกษตรกรนั้นย้าย ออกไปจากภาคการเกษตร ซึ่งญี่ปุ่นบอกว่ารับตรงนั้นไม่ได้ สิ่งที่ญี่ปุ่นจะต้องทําเลยก็คือ จะต้องหาตลาดครับ หาตลาดที่จะขายผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมที่มีราคาแพงของญี่ปุ่น เพื่อที่จะทําให้ผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่นนั้นขายได้ เขามองมาที่ตลาดมุสลิมครับ คิดว่าตลาดมุสลิมนั้น จะรับผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้าไปได้ อันนี้เองที่ทําให้ญี่ปุ่นสนใจเรื่องของ ฮาลาล แต่เมื่อจะทําเรื่องของนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาหารต้องคิดเรื่องมาตรฐานครับ เมื่อคิดถึงเรื่องของมาตรฐาน คิดเรื่องของมาตรวิทยา ต้องคิดเรื่องวิทยาศาสตร์ อันนั้นเอง ที่ทําให้เขาคิดเรื่องของวิทยาศาสตร์ฮาลาล เมื่อมาดูที่มาเลเซีย มาดูอินโดนีเซียก็พบว่า วิทยาศาสตร์ฮาลาลนั้นโดดเด่นอยู่ที่ในประเทศไทย นั่นเป็นเหตุผลที่ทําให้เขามา ที่ในประเทศไทย แล้วก็มุ่งหวังว่าประเทศไทยจะเป็นพี่เลี้ยงให้กับเขาในเรื่องของการพัฒนา ศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล เพื่อจะนําไปใช้ในเรื่องของการพัฒนานวัตกรรม ผมไปที่ญี่ปุ่น นะครับไปดูเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของสตาร์ตอัป (Startup) ของญี่ปุ่น ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ขอเวลาอีกสักครู่หนึ่งนะครับ เขาต้องการที่จะพัฒนาเรื่องของสตาร์ตอัป (Startup) เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งวันนี้ประเทศไทยก็ทําอยู่นะครับ ไปดูโอวอป (OVOP) ของเขา โอวอป (OVOP) ของเขาก็คือโอทอป (OTOP) ของเรา เป็นต้นแบบของโอทอป (OTOP) ของเรา สิ่งที่ญี่ปุ่นทําเลยก็คือจําเป็นที่จะต้องสร้างศักยภาพของตลาดภายในให้ได้ ญี่ปุ่นไม่ได้คิดเรื่องของการส่งออกประเทศไทยในอนาคตจะเป็นไปในลักษณะเดียวกัน เราจําเป็น ที่จะต้องเน้นในเรื่องของการพัฒนาเอสเอ็มอี (SMEs) อย่างน้อยที่สุดให้ขึ้นไปในระดับ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ให้ได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของ สตาร์ตอัป (Startup) ซึ่งรัฐบาลก็ทําอยู่ ก็อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการมองในเรื่องนี้ไว้ด้วย ในเรื่องการพัฒนาสตาร์ตอัป (Startup) เรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) เรื่องของการขยายตลาด ภายในที่จําเป็นที่จะต้องพึ่งพาตลาดภายใน แต่ว่าอันหนึ่งที่อยากจะบอกให้กับ ท่านกรรมาธิการเป็นข้อมูลไว้ เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๘ คณะรัฐมนตรีของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านมีมติ ครม. ว่าจะพัฒนาศักยภาพในเรื่องของอุตสาหกรรม ฮาลาลไทย โดยใช้แนวทางไทยแลนด์ ไดมอนด์ ฮาลาล (Thailand Diamond Halal) ซึ่งทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยและศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันพัฒนา ประเทศไทยจะเดินไปในแนวนี้ แล้วก็ญี่ปุ่น แล้วก็ เกาหลี เดือนหน้าผมจะไปบรรยายที่เกาหลีเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการสร้าง ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งแรกของเกาหลีภายใต้โคเรีย ฟู้ด รีเสิร์ช อินสทิทิว (Korea Food Research Institute) ของประเทศเกาหลี เกาหลีเขาจะแข่งกับญี่ปุ่นนะครับ อันนี้เป็น เรื่องหนึ่ง เดือนหน้าเช่นเดียวกัน ทางมาเลเซีย อินโดนีเชีย เชิญให้เราไปบรรยายเรื่องไทยแลนด์ ฮาลาล ๔.๐ (Thailand Halal4.0) เขาอยากจะทราบว่าวันนี้เราพัฒนาศักยภาพของเราขึ้นไป อีกระดับหนึ่ง เรื่องของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่อยากให้ ท่านคณะกรรมาธิการลืม อยากจะให้ท่านนําไปสอดแทรกในรายงาน อันนี้เป็นจุดที่เด่นที่สุด ของประเทศไทย แล้วก็ขออนุญาตประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง วันที่ ๙ ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ประเทศไทยจะจัด ไทยแลนด์ ฮาลาล แอสเซมบลี (Thailand Halal Assembly) งานฮาลาล ที่ต่างชาติที่บอกว่าเป็นงานที่ดีที่สุดงานหนึ่งในโลกที่จัดขึ้นในเวลานี้ที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ก็อยากจะเรียนเชิญพวกเราไปร่วม ขอขอบคุณครับ