กษิต ภิรมย์ หารือทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศ โดยเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรที่ต่อยอดจากทรัพยากรธรรมชาติและงานวิจัยในประเทศ พร้อมชี้ว่าอุตสาหกรรมเดิมหลายสาขาอยู่ในภาวะเสื่อมถอยจากต้นทุนแรงงานสูงและการแข่งขันจากเพื่อนบ้าน จึงเสนอให้ปรับยุทธศาสตร์ด้วยการเชื่อมโยงการศึกษา วิจัย และอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ควบคู่กับการกำหนดนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนในยุคโลกร้อน
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ คือ ๕ สาขานะครับท่านประธาน ที่ทางกรรมาธิการได้กรุณาแจงมา คือทางด้านยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี พลาสติก สิ่งทอแล้วก็เสื้อผ้า แล้วก็อุตสาหกรรม การเกษตร ผมเห็นว่า ๔ อันแรกนี่อย่างไรก็ยังเป็นการพึ่งเทคโนโลยีและองค์ความรู้จาก ต่างประเทศ ดังที่ได้เป็นมาประมาณ ๕๐ ปี ผมยังมองไม่เห็นว่าเราจะมีความเป็นตัวของ ตัวเองใน ๔ สาขาแรกได้อย่างไร จะมีข้อยกเว้นก็คืออุตสาหกรรมการเกษตร เพราะว่าเรามี วัตถุดิบมากมายมหาศาล แล้วก็มีการค้นคว้าแล้วก็วิจัยมาได้ในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมสนใจในเรื่องอุตสาหกรรมการเกษตรหรือว่าอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) มากที่สุด แล้วก็อยากจะฟังคําชี้แจงจากทางกรรมาธิการว่าจะทําอย่างไร ผมคิดว่าอะโกรอินดัสทรี (Agroindustry) หรืออุตสาหกรรมการเกษตรนั้นน่าจะเป็นฐานของ ๔.๐ ของเศรษฐกิจ ของไทยในอนาคต เพราะว่ามันแปลงสภาพออกมาได้ไม่ใช่แค่เป็นอาหาร แต่ว่าพืชเกษตร เป็นยารักษาโรคก็ได้ เป็นวัตถุดิบสําหรับพลังงานหมุนเวียนและทดแทนก็ได้ เป็นอาหารสัตว์ ก็ได้ เป็นเครื่องสําอางก็ได้มากมายมหาศาล แล้วก็อยู่ในวิสัยที่เราจะทําการค้นคว้าวิจัย แล้วก็พัฒนาบุคลากรของเราทุกระดับจากฝ่ายวิชาการลงไปถึงทางฝ่ายรายงานหรือทาง ฝ่ายอาชีวะ และเราก็สามารถที่จะออกแบบได้ด้วย แล้วก็สามารถที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมได้ ดังที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้พูดกัน เรื่องของการลดภาวะโลกร้อน แล้วมันก็ไปเกี่ยวกับ การที่เราจะทําให้ภาคเกษตรของเราสามารถที่จะลดเคมีภัณฑ์ ปุ๋ยที่เราต้องนําเข้ามาจาก ต่างประเทศ แล้วก็อยู่ในสภาพของกึ่งผูกขาดโมโนโพลี (Monopoly) โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ไม่กี่บริษัท และเราก็สามารถที่จะเอาพืชมาเป็นปุ๋ยธรรมชาติได้ ผมคิดว่าเราต้องคิดในแง่นี้ เพราะว่า ๔ อุตสาหกรรมแรก ผมขอย้ํานะครับ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมี แล้วก็เสื้อผ้า ในสภาพความเป็นจริงของประเทศไทย ณ วันนี้ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมพระอาทิตย์ตกนะครับ ซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) แล้วเรายังจะตอกย้ําอยู่กับสิ่งเหล่านี้ในขณะที่ค่าแรง ของประเทศไทยก็สูงขึ้น เริ่มเมื่อ ๓๐๐ บาทต่อวันในรัฐบาลชุดก่อน ๆ โรงงานก็ต้องโยกย้าย ออกไป ในขณะเดียวกันประเทศที่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะเวียดนามเขาก็เปิดประเทศ เหมือนกับจีน ค่าแรงก็ต่ํากว่า แล้วเขาก็ให้สิทธิพิเศษทางด้านการลงทุน สิ่งจูงใจต่าง ๆ ก็ไม่ได้น้อยหรือจะมากกว่าประเทศไทยเสียด้วยซ้ํา แม้กระทั่งอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี (SMEs) ของไทยเองก็เริ่มที่จะทยอยไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านสมาชิกประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นการที่จะมาตอกย้ําว่าเรายังไปกับ ๔ อุตสาหกรรมดังกล่าวนั้นมันก็ดูกระไรอยู่ เราอาจจะไม่สามารถจะเอาตัวเองในสิ่งที่เราได้พูดกันมาตลอดคือจะออกจากสภาวะ มิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) อย่างไร อยู่ตรงกลางเป็นแซนด์วิช (Sandwich) ระหว่างค่าแรงที่สูงขึ้นกับเทคโนโลยีที่ก็ยังไม่เก่งกาจนะครับ แล้วก็ในการดําเนินการอันนี้ทั้งระบบของแวดวงการศึกษา ประถม มัธยม อาชีวะ ไปจนถึง อุดมศึกษาต้องไปด้วยกันกับความต้องการหรือว่าเป้าหมายทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม การวิจัยค้นคว้าก็ต้องมาด้วย แล้วก็การร่วมมือ ๓ เส้า ระหว่างภาครัฐบาล วิชาการ แล้วก็ทางภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมมันก็ต้องวิ่งไป ด้วยกันนะครับ แล้วจากวันนี้ไปอีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราจะทําอย่างไรกับโรงเรียนอาชีวศึกษา บวกกับอินเฮาส์เทรนนิง (In-House Training) การฝึกอบรมของพนักงานในแต่ละบริษัท ต่าง ๆ นั้น เขามีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรหรือเสริมสร้างทักษะบุคลากรเข้าในโรงงาน รถยนต์หรือโรงงานอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร คือภาพไม่ค่อยชัดครับ อีกทั้งการที่จะมุ่งไปที่ เขตคลัสเตอร์ (Cluster) ความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานก็เรื่องหนึ่ง แต่อะไรล่ะที่จะ จูงใจให้เอกชนเขาเข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรมหรือเขตคลัสเตอร์ (Cluster) ต่าง ๆ เหล่านั้น และยิ่งไกลออกไปจากกรุงเทพมหานครหรือว่าจากท่าเรือแหลมฉบัง ค่าขนส่งก็เพิ่มขึ้น แล้วจะ เอาแรงงานที่มีฝีมือที่ไหนในเมื่อหลาย ๆ โรงงานหรือว่าส่วนใหญ่ก็อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็ รอบ ๆ ปริมณฑล ภาพของการที่จะให้แรงจูงใจ การเสริมสร้างความพร้อม โดยเฉพาะที่จะให้ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏหรือราชมงคลในต่างจังหวัดสอนวิชาที่จะไปรองรับกิจการ อุตสาหกรรมในคลัสเตอร์ (Cluster) หรือในเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านั้นได้ ภาพก็ไม่ชัดครับ มันเป็นสภาพของการพูดกันทีละเรื่องทีละอย่างโดยบางกลุ่มบางคน แต่ว่าการไปเสริม เชื่อมโยงบูรณาการกันมันไม่ชัดนะครับ และทั้งหมดนี้ก็ไม่ทราบว่าในแผนพัฒนา ๕ ปี ฉบับที่ ๑๒ แล้วก็แผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี มันวิ่งไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า ผมคิดว่า ภาพรวมที่ได้เคยพูดกันมาหลายครั้งนําโดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้าน เศรษฐกิจนั้นเราได้คุยกันไว้ แต่ว่าภาพรวมมันไม่ชัดแล้วมันมาเป็นเรื่อง ๆ เป็นตอน ๆ บางส่วนกันไป มันไม่สามารถที่จะวางเป้าของประเทศไทยว่าอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าเราจะ มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจและเราจะเป็นประเทศเศรษฐกิจชนิดใด เมื่อ ๔ ปีที่แล้วเราก็มี อุตสาหกรรมการทดแทนการนําเข้า เมื่อกี้ท่านประธานก็ได้ย้ําว่าในช่วงประมาณ ๕๐ ปี เราก็เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก จากนี้ไปใน ๔.๐ เราจะเป็นอะไรแน่ แต่ว่ายังจะเป็น อุตสาหกรรมเป็นเศรษฐกิจที่ยังต้องเพิ่งเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ของไต้หวัน ของญี่ปุ่น ของอเมริกาเหนือและของยุโรป ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องล้าสมัย แล้วก็เป็นเรื่องที่จะสะท้อนว่า เราไม่ได้เพียรพยายามที่จะพึ่งสติปัญญาสมอง ฝีไม้ฝีมือของเราเอง ภาพต้องให้ชัดกว่านี้ครับ แล้วก็เฉพาะหน้า ๒-๓ ปีนี่เราจะฝึกบุคลากรของเราที่บอกว่าเป็นแรงงานนี้อย่างไร มีการประสานงานกันอย่างแน่ชัดหรือไม่ บริษัทประชารัฐก็ไปพูดถึงการลงทุนร่วมกัน ๓ เส้า หรือ ๔ เส้า แต่ไม่ได้พูดเลยแล้วจะไปหาบุคลากรมาจากไหน คู่ขนานกันไปนั้นมันก็จะต้องมี การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ๔-๕ ล้านคนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ มันก็เป็นเรื่องของ การสร้างอุปสงค์กับอุปทาน ซัปพลาย (Supply) กับดีมานด์ (Demand) ซึ่งงานนี้จะปล่อยไว้ ที่ภาระหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่เป็นการเพียงพอ กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเข้ามา เกี่ยวข้องด้วย เพื่อเราจะได้จัดระบบต้อนรับแรงงานต่างด้าวที่เราต้องการให้มันเป็น กิจจะลักษณะกว่านี้นะครับ นอกเหนือจากเรื่องที่มันเกี่ยวข้องด้วยคือการละเมิด สิทธิมนุษยชน
ส่วนประเด็นสุดท้ายเมื่อกี้ท่านฝ่ายกรรมาธิการได้พูดถึงเรื่องที่เราบอกเป็น ครอสอิสชู (Cross Issue) ที่ต้องวิ่งทะลุทั้ง ๕-๖ สาขาอุตสาหกรรมเรื่องไฟฟ้า เรื่อง การรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ก็ต้องถามว่าเรื่องไฟฟ้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมก็บอกว่าในกรอบของเรื่องโลกร้อนเขาไม่เอาแล้ว เรื่องน้ํามันกับแก๊ส แล้วก็ถ่านหิน แต่ก็ยังมีโฆษณากันโดยหน่วยงานของรัฐว่าถ่านหินดี อย่างไร ผมได้พูดเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คราวนี้เราจะหาไฟฟ้ามาจากไหน จะไปเอาน้ําของพม่า ของลาว หรือจะไปเอาแก๊สจากพม่า หรือไปเอาถ่านหินจากอินโดนีเซีย หรือว่าเราจะใช้ แสงอาทิตย์ ลม คลื่น แล้วก็พืชเกษตรของเราเป็นเชื้อเพลิง อันนี้ต้องกําหนดให้แน่ชัดและ ต้องตัดสินใจ ณ วันนี้ รักษาโรคร้อนด้วย พัฒนาอุตสาหกรรมที่เอาด้วยกับการรักษา ธรรมชาติ มันก็โยงใยเป็นสําคัญกับเรื่องของการมีไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ภาพ ณ วันนี้ไม่ชัดว่า กระทรวงพลังงาน การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะว่าอย่างไร ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการจัดตั้งซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ในการที่จะ ดูแลความเป็นไปของรัฐวิสาหกิจ แล้วก็แยกออกมาเป็น ๒ ประเภท ๑๐ ประเภทแรก ก็ยักษ์ใหญ่ จะมีบริษัทจําเพาะอีก ๔๐ กว่าแห่งก็ให้คณะซูเปอร์บอร์ด (Super Board) ดูแลไป แล้วจะให้ทําอย่างไร เป้าหมายที่จะให้กับรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวโยงกับ พลังงานแล้วก็การอุตสาหกรรม เราจะไปทางไหนครับ ทั้งหมดนี้มันจะต้องมีภาพที่แน่ชัด มีเป้าหมายที่แน่นอน และเราต้องมีความเข้าอกเข้าใจกันทั้งคณะหมู่เหล่าของ สปท. และกับ แม่น้ําอีก ๔ สายด้วย เพราะไม่อย่างนั้นภาพมันไปไม่ชัดแล้วว่ากันทีละครั้ง ผมว่าเราต้องดู ภาพรวมทั้งหมด แล้วมันก็เป็นโอกาสที่เราสามารถที่จะดูในภาพรวมมีเป้าหมายแน่ชัด ในยุคสมัยนี้ ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ