มนู เลียวไพโรจน์ หารือประเด็นการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและยืนยันว่าจะนำข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปปรับปรุงงานให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อมชี้แจงถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปิโตรเคมีที่ใช้ทรัพยากรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยอย่างเหมาะสม และย้ำถึงความสำเร็จของอุตสาหกรรมไทยในหลายสาขา เช่น ยานยนต์ ก่อสร้าง อ้อยและน้ำตาล ที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ดีและนโยบายที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ รวมถึงเน้นย้ำศักยภาพของภาคอีสานในการพัฒนาทรัพยากรโพแทชและอุตสาหกรรมแปรรูปข้าวคุณภาพสูง โดยสนับสนุนการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องขอขอบคุณท่านสมาชิก สปท. ทุกท่านที่ได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ อย่างมาก ในส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องทางคณะอนุกรรมาธิการก็จะไปต่อเติมให้สมบูรณ์ และครบถ้วนนะครับ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ที่ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นและเน้นในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น ก็เป็น เรื่องที่ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ได้ตระหนักดี แล้วก็ขอนําข้อสังเกตของท่านไปดําเนินการ ต่อนะครับ
ส่วนข้อสังเกตของท่าน สปท. ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ ที่ท่านได้ พูดถึงเรื่องของ ๔ สาขาแรก และสาขาสุดท้ายก็คือสาขาแปรรูปเกษตร และท่านได้กรุณา เน้นในเรื่องของแปรรูปเกษตร และท่านเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องของการสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ว่าท่านยังมีข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับ ๔ สาขาแรกว่าส่วนใหญ่แล้วใช้เทคโนโลยีจาก ต่างประเทศ แล้วก็ถือว่าเป็นซันเซตเซกเตอร์ (Sunset Sector) นะครับ ซึ่งผมขอกราบเรียน ว่ายังไม่น่าจะถึงซันเซตเซกเตอร์ (Sunset Sector) หรือซันเซตอินดัสทรี (Sunset Industry) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลาสติก และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็น ๔ สาขา ที่ท่านได้กรุณาเน้น ผมขอกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าในช่วง ๓ ถึง ๕ ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นได้ค่อนข้าง ชัดเจนนะครับว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในปีที่แล้วเราส่งออก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตทั้งหมด ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คัน เราส่งออกประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คัน นี่ก็เป็นผลพวงของการเจริญเติบโตทางด้าน อุตสาหกรรม แต่แน่นอนครับในอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับ อินเทอร์นัลคอมบัสชัน (Internal Combustion) คือใช้ เครื่องยนต์ในปัจจุบันนั้นอาจจะต้องมีการปรับและเปลี่ยนไปในการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น และใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น ยังถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต แทนที่จะเป็นอุตสาหกรรมที่ซันเซต (Sunset) นะครับ ในกรณีเรื่องของยานยนต์ ผมขออนุญาตว่าขณะนี้ทางบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) และทาง กฟผ. ก็ได้ร่วมมือกับภาคเอกชนที่จะทําต้นแบบของยานยนต์ไฟฟ้าโดยใช้รถ ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะครับว่า ฮอนด้า รุ่นแจ๊สนะครับ โดยถอดเครื่องยนต์เดิมออก แต่ว่า เอาเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าทั้งหมดใส่เข้าไป ซึ่งกรณีนี้ก็เป็นเรื่องที่ ตกลงที่จะดําเนินการต่อไปในอนาคต เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ เราไม่จําเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราสามารถใช้ เทคโนโลยีบางส่วนได้นะครับ ถ้าจะพูดกันจริง ๆ ก็คืออุตสาหกรรมทุกอย่างจะบอกว่า ซ้ําซ้อนก็มีอยู่แล้ว แล้วก็เรากําลังทําในสิ่งที่มีอยู่แล้ว ผมขอกราบเรียนว่าไม่น่าจะเป็นเรื่อง ของซ้ําซ้อน คงจะเป็นเรื่องของการซ้ําเสริมครับ ซ้ํากับของเดิมแต่ไม่ใช่ว่าดําเนินการแค่นั้น นะครับ พัฒนาต่อไปจากของเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีการใช้งานที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะต้องดําเนินการ คงจะไม่เป็นเรื่องที่จะต้องทําแบบเดิม อีกต่อไป แต่เราก็ต้องใช้ชื่อเดิมครับ เราจะไปใช้ชื่ออื่นแล้วไม่ซ้ํากันคงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็เช่นเดียวกัน ก็ขอกราบเรียนนะครับว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขอเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นตลาดที่ค่อนข้างจะซบเซาสําหรับปิโตรเคมี แต่ว่าประเทศไทย เรามีการขยายตัวที่น่าสนใจมากประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ ๓ เปอร์เซ็นต์นี่มูลค่ามหาศาลครับ เพราะเหตุว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้มีฐานการผลิตและฐานทางด้านมูลค่าสูงมากในการส่งออก ด้วยและใช้ในประเทศไทย เพราะฉะนั้นปิโตรเคมีถือได้ว่าเป็นหนึ่งในอาเซียน (ASEAN) เดี๋ยวก็คงจะได้คุยกันต่อว่าเรามีความสามารถในเรื่องของการใช้ก๊าซธรรมชาติมาดําเนินการ เพื่อให้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเคมีหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นปิโตรเคมี อย่างเดียวนี้จะทําให้เกิดผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มา ผมขอเรียนว่ามีบางส่วนได้พูดด้วยความเข้าใจผิด ภายนอกนะครับ ไม่ใช่ที่นี่ว่าเรามีก๊าซธรรมชาติ ทําไมเราเอาก๊าซธรรมชาติมาผลิตปิโตรเคมี ทําไมเราไม่ไปผลิตพลังงาน หรือเอาไปเผาเพื่อให้เกิดพลังงาน เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงาน ต่าง ๆ นั่นคือความเข้าใจผิดอย่างมาก ๆ ของท่านที่เคยพูดเรื่องนี้ เพราะเหตุว่าก๊าซใน อ่าวไทยและก๊าซที่มาจากพม่านั้นแตกต่างกัน ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นก๊าซชนิดเปียก แต่ก๊าซ จากพม่าส่วนใหญ่จะเป็นก๊าซชนิดแห้ง เพราะฉะนั้นความเหมาะสมในการที่จะเอามาเผาเป็น พลังงานนั้นก็คงจะต้องใช้ก๊าซจากพม่า แต่ส่วนก๊าซของไทยซึ่งมีคุณสมบัติมากกว่าที่เป็นอยู่ สามารถนํามาเข้ากระบวนการผลิตเป็นปิโตรเคมี และออกผลิตภัณฑ์มาเป็นพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์หลายร้อยชนิดจากก๊าซธรรมชาติอันนั้น จะเห็นได้ชัดว่าปิโตรเคมีของไทยยังมี ความเจริญก้าวหน้า และอีกอย่างหนึ่งที่ผมคงต้องเรียนให้ทราบว่าถ้าหากว่าเราเอาก๊าซของ ไทยเราไปเผาเพื่อเป็นพลังงานทั้งหมดมันก็เหมือนกับว่าเรากําลังเข้าใจคลาดเคลื่อนนะครับ ก๊าซจากพม่าซึ่งเป็นก๊าซแห้งเอาไปเผาใช้ได้ นั่นคล้าย ๆ ไม้ฉําฉา แต่ก๊าซจากประเทศไทย มันลักษณะคล้ายกับไม้สักซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า แต่เราเอาไปเผามันก็จะเกิดประโยชน์แต่เฉพาะ ส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นไม่สามารถจะเกิดประโยชน์ได้เลย นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า ปิโตรเคมีบ้านเราในประเทศไทยยังมีความเจริญก้าวหน้าและกว้างขวางขึ้นนะครับ และในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้พอมาถึงไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ก็เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้อง ต่อยอดความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์นั้นมีมากอยู่แล้ว แต่เราก็คง จะต้องดําเนินการเพิ่มเติมขึ้นไปเสริมต่อให้ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่กําลังดําเนินการอยู่นั้นให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น ไม่ใช่แบบเดียวกับของเดิมที่ทําอยู่ เพราะฉะนั้น มิได้มีการซ้ําซ้อนใด ๆ ทั้งสิ้น มีแต่ซ้ําเสริมนะครับ อีกเรื่องหนึ่งนะครับ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งขณะนี้อิเล็กทรอนิกส์มีอัตราการเพิ่มประมาณ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ในช่วง ๕ ปีโดยเฉลี่ยที่ผ่านมา พอมาถึงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งอันนี้ลดลงนิดหน่อย เนื่องจากในอนาคต การใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัสดุที่ใช้ในการผลิตทําเสื้อ เครื่องนุ่งห่ม ท่านจะเห็นได้ว่าในอนาคตสิ่งที่จะต้องหายไปหรือใช้ ลดลงนั้นก็คือเตารีด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตารีดแผ่นเหล็กที่ใช้ความร้อนจะค่อย ๆ หายไป จะมีแต่เฉพาะเตารีดที่ใช้ไอน้ํา เพราะเหตุใดครับ เพราะเหตุว่าวัสดุต่อไปนี้ในการทํา เครื่องนุ่งห่มนั้นสามารถที่จะซักแล้วไม่ต้องรีด แต่เรียบ ผ้านั้นเรียบมากเลย เผอิญต้องขออภัย ปกติผมมีอยู่ ๒ ตัว วันนี้ไม่ได้ใส่มา เป็นเสื้อซึ่งไม่ต้องรีดจะมียับเฉพาะที่คอเท่านั้น นอกนั้นเรียบร้อยเลย นั่นก็เป็นการใช้วัสดุสมัยใหม่ซึ่งไม่จําเป็นต้องรีด เตารีดก็ค่อย ๆ หายไป และในอนาคตจริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมสิ่งทอจะใช้วัสดุที่ซักแล้วไม่ต้องใช้ผงซักฟอก ตลาดผงซักฟอกก็ลดลงแล้ว เพราะเพียงแต่ฉีดน้ําเฉย ๆ กับวัตถุอันนั้น คือสิ่งทอนั้นจะทําให้ ความสกปรกหายไปทันทีโดยไม่ต้องอาศัยสบู่หรือผงซักฟอก นั่นก็เป็นเรื่องซึ่งจะเกิดขึ้นใน อนาคตไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่มีอะไรที่ซันเซต (Sunset) ซันไรส์ (Sunrise) หรือเนียร์ดอน (Near Dawn) มันจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถจะคงอยู่ ต่อไปได้ แล้วก็คงอยู่ต่อไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้เป็นแผนผังที่ทางแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ก็มีปรากฏอยู่ ยุทธศาสตร์ของชาติ ๒๐ ปี ก็มีปรากฏในเรื่องนี้อยู่ แต่ว่ารายละเอียดที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ได้กรุณาพูดถึงว่าไม่ชัดเจน ผมขอกราบเรียนว่าจริง ๆ เราทํารายละเอียดหนาปึกชัดเจนมากเลย แต่ว่าได้พยายามที่จะ ตัดอะไรออกไปค่อนข้างจะมากทีเดียว ก็จะรับข้อสังเกตท่านไว้เพื่อจะไปเพิ่มเติมตามที่ ข้อสังเกตของท่าน
สําหรับอุตสาหกรรมแปรรูป ผมขออนุญาตเรียนว่าท่านกษิตได้กรุณาให้ ข้อคิดเห็นนั้นตรงกับใจของคณะอนุกรรมาธิการที่เห็นความสําคัญของทางด้านเกษตร และเกษตรนั้นเป็นพื้นฐานของประเทศ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องตระหนักอย่างยิ่งในเรื่อง ของการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแปรรูปเกษตรให้มั่นคง ยั่งยืน แล้วก็มีประสิทธิภาพด้วย ในเรื่องนี้จะมีในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของท่านดอกเตอร์ วินัยด้วยนะครับ ก็คือฮาลาล ขณะนี้มีหน่วยงานเรียกว่า สถาบันอาหาร แล้วก็หน่วยงานของ ดอกเตอร์วินัย ก็มีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือถ้าพูดถึงดอกเตอร์วินัยก็คือฮาลาลเป็น เจเนอริก (Generic) จะเรียกฮาลาลแทนท่านดอกเตอร์วินัยก็ได้ เพราะว่าท่านเป็นผู้บุกเบิก เรื่องนี้ในประเทศไทย เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญ และถือได้ว่าในอนาคตฮาลาลจะเป็นเรื่อง สําคัญอันหนึ่งในกลุ่มของแปรรูปเกษตรของประเทศไทย แล้วขอเรียนว่าประเทศไทยได้ถูก คัดเลือกจากผู้ที่จัดการแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหาร แล้วท่านก็กําลังจะมี และทุกปีเว้นปี จะสลับกัน ประเทศไทยกับอินโดนีเซียจะได้รับเลือกเป็นประเทศที่จัดแสดงสินค้าที่เรียกว่า ฟู้ดอินกรีเดียน (Food Ingredient) ตัวเอฟ (F) แล้วก็ไอ (I) เป็นประจําปีสลับกัน ปีที่ผ่านมานั้น จัดที่ประเทศไทย ปีหน้าก็ไปจัดที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย แล้วปีต่อไปก็จัดที่กรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดนะครับว่าในส่วนของเอเชีย (Asia) นี่ประเทศไทยเราได้รับการยกย่อง ว่าเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพ แล้วสามารถที่จะดําเนินการเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีทีเดียว เพราะฉะนั้นความภาคภูมิใจในเรื่องของอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องของเกษตรจะมีค่อนข้างมากทีเดียว ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงสําหรับข้อคิดเห็นของ ท่านกษิตนะครับ เราจะได้ดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
และในขณะเดียวกันดอกเตอร์วินัยได้พูดถึงเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ ของมาเลเซีย คงต้องเรียนนะครับว่าระบบของเรากับระบบของมาเลเซียแตกต่างกัน และอุตสาหกรรมบางประเภทเราเหนือกว่ามาเลเซียครับ แต่บางประเภทเราแพ้มาเลเซีย อันนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ในเรื่องของยานยนต์ถามว่าเราดีกว่าไหม ยานยนต์เราก็ใช้ ยี่ห้อของโตโยต้าของอะไรต่าง ๆ แต่ว่าของมาเลเซียนั้นเป็นยี่ห้อที่เรียกว่า เนชันนัลแบรนด์ (National Brand) ผมได้คลุกคลีกับเรื่องนี้มาประมาณ ๓๐ กว่าปี ตั้งแต่สมัยที่รับราชการ ใหม่ ๆ ปรากฏว่าในช่วงนั้นประเทศมาเลเซียประกาศว่าจะใช้ระบบสร้างรถแห่งชาติ นั่นก็คือเนชันนัลคาร์ (National Car) ในขณะที่ประเทศไทยเลือกใช้รถทั่วไปที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน แต่ใช้ระบบในการที่เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่เรียกว่า โลคัลคอนเทนต์ (Local Content) จากประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งโลคัลคอนเทนต์ (Local Content) ในประเทศไทยเรามากขึ้น รถยนต์แต่ละคันที่ใช้ในประเทศไทยนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยการผลิตของผู้ผลิตรายย่อย ผู้ผลิตรายย่อยคือผู้ทําอะไรครับ ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ ด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดําเนินการเป็นขั้นเป็นตอน จนกระทั่งประเทศไทยเรา ส่งออกเป็นอันดับ ๑ ในอาเซียน (ASEAN) ผลิตรถยนต์จํานวนมากที่สุดในอาเซียน (ASEAN) ตรงนี้ต้องบอกกันเลยว่านี่คือเรื่องจริง แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่คงจะต้องเรียนนะครับว่า แคนาดา เคยเข้ามาเมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีที่แล้ว อยากจะซื้อรถจากประเทศในอาเซียน (ASEAN) ไป ก็ไปดูที่โปรตอน ซาก้าด้วย แล้วก็ดูที่ประเทศไทย ปรากฏว่าพอแคนาดากลับไปสั่งซื้อรถจาก ประเทศไทยครับ สั่งซื้อจากประเทศไทยไป รถนั้นก็คือไม่ทราบถ้าบอกยี่ห้อคงจะไม่เหมาะ กระมัง นั่นก็คือสั่งซื้อจากประเทศไทย ไม่ได้ซื้อจากมาเลเซียเลย ซึ่งมาเลเซียนั้นใช้ระบบ เรียกว่าเนชันนัลคาร์ (National Car) เนชันนัลคาร์ (National Car) ตอนนั้นคงเรียนได้ว่า ไม่ประสบความสําเร็จ แต่ประเทศไทยค่อยทําค่อยไปทีละขั้น ๆ แล้วก็แต่ละขั้นนั้น มีการกําหนดว่ารถยนต์ในปีนี้จะต้องใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ทั้งคันไม่ต่ํากว่ากี่เปอร์เซ็นต์ กี่เปอร์เซ็นต์ กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ทําให้เกิดอะไรครับ เกิดทักษะ ในการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ของรายย่อยรายเล็กเป็นพันเป็นหมื่นในประเทศไทย จนกระทั่ง ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่ดีที่สุดและมีคุณภาพที่สุด ในอาเซียน (ASEAN) นั่นก็คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นนะครับ แต่เรามองไม่เห็นครับ สิ่งนี้ไม่เคย มองเห็นเลย แล้วทุกคนก็คงจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่วิธีการหรือนโยบาย กุศโลบาย ในการทําการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องมองในลักษณะแบบนี้นะครับ ก็คงต้องเรียนว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยเรามีความสามารถสูงในเรื่องนี้
และอีกเรื่องหนึ่งอุตสาหกรรมก่อสร้าง ผมประสบมากับตัวเอง เพราะผมเป็น กรรมการของบริษัทในมาเลเซีย ก่อสร้างโรงงานและก่อสร้างตึก ปรากฏว่าอุตสาหกรรม การก่อสร้างของประเทศไทยกับมาเลเซียผมถือว่าประเทศไทยดีมาก เป็นอุตสาหกรรม ก่อสร้างที่มั่นใจ ไว้ใจได้แล้วก็ดีมีฝีมือนะครับ จากมาเลเซียให้ดําเนินการเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีการทิ้งงาน ๒ ครั้ง กว่าจะเสร็จต้องมี การประมูลครั้งที่ ๓ นั่นก็คือสิ่งที่ผมประสบมา และผมได้เห็นตัวอย่างแล้ว จะเห็นได้ชัด นะครับว่าการก่อสร้างของประเทศไทยเราเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ค่อนข้างจะมี ประสิทธิภาพสูงแล้วก็มีประโยชน์อย่างมาก นั่นก็เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมขอ กราบเรียนไว้นะครับ
สําหรับในเรื่องของท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ปัญหาทําอย่างไรที่จะให้ ประชาชนมีความรู้ความสามารถ แต่ก็ยังใช้เครื่องจักรของต่างประเทศ อันนี้ผมก็ได้ กราบเรียนบางส่วนไปแล้วนะครับว่าจะทําให้ชาวนาชาวไร่ได้มีการที่อยู่ดีกินดีนะครับ ผมขอยกตัวอย่างอุตสาหกรรมหนึ่งอุตสาหกรรมที่ท่านสมาชิกอาจจะยังไม่ทราบ นั่นก็คือ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลทราย ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี ๒๕๒๒ อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร อันนี้เป็นอุตสาหกรรมแปรรูปในประเทศไทยซึ่งก็ยังไม่ได้ทําอะไรมากมายนัก เกิดปัญหาอยู่ ทุกปีในเรื่องของราคาอ้อย เกิดปัญหาทุกปีในเรื่องของอะไรต่ออะไรต่าง ๆ จนกระทั่งเราต้อง นําเข้าน้ําตาลจากต่างประเทศบางส่วน และช่วงนั้นในการส่งออกน้ําตาลของประเทศไทย ซึ่งทําจากอ้อย ปรากฏว่าอยู่ในอันดับโหล่มาก อันดับหนึ่งคือบราซิล ติดต่อกันมาตลอด ผลิตส่งออกเป็นอันดับ ๑ อันดับ ๒ อันดับ ๓ นั้นก็มีออสเตรเลีย สหภาพแอฟริกาใต้ และฟิลิปปินส์อันดับ ๔ อันดับ ๕ ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่อันดับหลังจากนั้นเยอะ แต่ ณ ปัจจุบันท่านคงจะทราบนะครับว่าประเทศไทยเราส่งออกน้ําตาลที่ผลิตจากอ้อยเป็น อันดับ ๒ ของโลกรองจากบราซิล ด้วยเหตุใดครับ ไม่ใช่เฉพาะที่เราไปช่วยในเรื่องของพันธุ์ อ้อยเท่านั้น อย่างอื่นต้องมีการปรับปรุงสนับสนุนด้วย อาทิเช่น ระบบอุตสาหกรรมอ้อย และน้ําตาลทราย เดิมทีนั้นชาวไร่อ้อยเป็นฆ้องใบสุดท้าย ถ้าตลาดโลกน้ําตาลดี แต่ว่าซื้ออ้อย ไปแล้วเข้าโรงงาน โรงงานก็จะได้ส่วนต่างที่ตลาดโลกราคาดีไป ส่วนชาวไร่ก็ยังคงได้ราคาต่ํา แบบเดิม นั่นก็คือระบบของเดิม แต่ระบบหลังจากปี ๒๕๒๕ ปี ๒๕๒๖ ปี ๒๕๒๗ ช่วงนั้น เรามีอ้อยแค่ประมาณไม่กี่ล้านตัน ก็ทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลาในเรื่องราคาอ้อย แล้วก็ ความเสียเปรียบของชาวไร่อ้อย ต่อมาต้องขออนุญาตเรียนเอ่ยชื่อนะครับ ท่านดอกเตอร์จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา สมัยนั้นท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ได้มี การช่วยจัดระบบนี้ขึ้นมา เลยกลายเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยกับ โรงงานน้ําตาล นั่นก็หมายความว่าทุกอย่างจะต้องแบ่งปันผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียม เดิมถ้าโรงงานซื้ออ้อยเสร็จแล้วผลิตน้ําตาล หลังจากนั้น ๔-๕ เดือนราคาตลาดโลกสูงลิบเลย สิ่งที่ได้ก็คือโรงงานได้ไปหมด ชาวไร่ไม่ได้อะไรเลย พอตอนหลังระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เข้ามา ก็จะเห็นได้ชัดว่าถ้าซื้อราคานี้ ตลาดโลกราคานี้ ก็จะซื้อราคาอ้อยแค่นี้ ถ้าตลาดโลกสูง ราคาอ้อยก็สูงตามด้วย เป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งสูตรนี้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๕ ณ ปัจจุบันนี้ปี ๒๕๕๙ ระบบนี้ยังใช้อยู่ จนทําให้ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับ ๒ ของโลก ฟิลิปปินส์เคยส่งออกอันดับต้น ๆ ขณะนี้ฟิลิปปินส์ไม่มีอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาล เนื่องจากไม่ได้จัดระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลในประเทศจึงทําให้ล่มสลาย อินโดนีเซียเคยผลิตน้ําตาลที่เรียกว่าน้ําตาลปัตตาเวีย น้ําตาลชวา ล่มสลายหมด และ ๒ ประเทศนี้ขณะนี้ซื้อจากประเทศไทย เราส่งออกไป ๒ ประเทศนี้มากทีเดียวนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัดนะครับว่าส่วนหนึ่งก็คือคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งก็คือการจัดระเบียบของเกษตรให้เข้ารูปเข้ารอยและมีระบบที่ชัดเจน เมื่อมีระบบ ชัดเจนแล้ว มีกองทุนอ้อยและน้ําตาล และท่านจะเห็นได้ว่าในหลายปีที่ผ่านมาชาวไร่อ้อย ไม่เคยขอเงินรัฐบาลในการที่จะพยุงราคาอ้อย ท่านจะเห็นข่าวว่าราคาอ้อยเท่านั้นเท่านี้นี่นะครับ เพราะว่าระบบนี้เขามีอะไรครับ เขามีกองทุนอ้อยและน้ําตาล เวลาราคาตลาดโลกดีก็เก็บใส่ กระปุก ตลาดโลกดีก็เก็บใส่กระปุก และกระปุกนี้ละครับเป็นกระปุกที่ทั้ง ๒ ฝ่ายเป็นเจ้าของ เมื่อราคาตลาดโลกตกต่ํา ราคาอ้อยจะตกต่ําด้วยก็เอาอันนี้มาโป๊ะให้มันสูงขึ้น นั่นก็คือสิ่งที่ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ําตาลช่วยตัวเองมาโดยตลอด แล้วอีกอันหนึ่งที่ผมคิดว่า ท่านผู้มีเกียรติก็คงจะยังไม่ทราบนะครับว่า เกษตรกรไม่ต้องเสียภาษีใช่ไหมครับ ผลิตภัณฑ์ เกษตร แต่อ้อยที่นําเข้าโรงงานน้ําตาลทุก ๆ ๑๐๐ เสีย ๐.๗๕ นั่นก็คือหักภาษี ณ ที่จ่าย มีชาวไร่อ้อยเท่านั้นครับที่เสียภาษีให้กับรัฐเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถามว่าทําไมเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อจ่ายเงินโรงงานจะหักภาษีไว้และภาษีนี่จะออกมาชัดเจนว่าตันเท่านี้ราคาเท่านี้จะเป็น การหักภาษีและส่งสรรพากร เพราะฉะนั้นทุกอย่างนี้เป็นระบบ ผมอยากจะเรียนประเด็นนี้ นี่นะครับใช้เวลายืดยาวกับท่านผู้มีเกียรติ ก็เพราะอยากจะเห็นว่าการทําให้อุตสาหกรรม มันเจริญก้าวหน้า การเกษตรให้มันเจริญก้าวหน้า ไม่เพียงแต่ไปดูว่าต้องทําเครื่องจักรให้ดี ต้องใส่ปุ๋ยให้ดี ผลิตภัณฑ์ออกมาก็ดีอะไรก็ดี อันนั้นเป็นส่วนหนึ่งครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การจัดการ ระบบการจัดการเป็นเรื่องสําคัญ เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณที่ท่านได้เสนอเรื่องนี้มา
ต่อไปท่านกิตตินะครับ ท่านกิตติได้กรุณาให้ข้อมูลที่ดีมากนะครับ เราก็จะรับไว้ เพื่อที่จะได้ดําเนินการต่อไป
ท่านนิกร จํานง ก็เช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งท่านพูดถึงปุ๋ยยูเรีย (Urea) นะครับ ผมขอเรียนนิดหนึ่งนะครับว่า จริง ๆ ประเทศไทยเรานะครับ ปุ๋ยยูเรีย (Urea) นี้ทําจาก วัตถุดิบนะครับ ก๊าซธรรมชาติเอามาทํา ซึ่งผมเป็นกรรมการอยู่ที่บริษัทหนึ่งในมาเลเซีย เอาก๊าซธรรมชาติมาทําเป็นปุ๋ยยูเรีย (Urea) แล้วก็ส่งขายประเทศไทยด้วย เพราะว่าประเทศไทย เราไม่มีปุ๋ยแบบนี้ ปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหมครับ จริง ๆ แล้วบ้านเรามีวัตถุดิบใต้ดินมหาศาล แล้วก็มีคุณค่ามากเลยคือโพแทช (Potash) นะครับ ขณะนี้โพแทช (Potash) อยู่ที่ไหนบ้าง ครับ อยู่ที่จังหวัดอุดรธานี อยู่ที่ชัยภูมิ แหล่งทั้งหมดในภาคอีสานนี่นะครับใต้ดินนี่เป็นโพแทช (Potash) ทั้งนั้น โพแทช (Potash) มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เมื่อหลายร้อยหลายพัน หลายหมื่น หลายแสนล้านปีมานี่ อีสานเป็นทะเลหมด พอพื้นดินมันปิดเข้าไปข้างล่างนี่ใต้ดิน จะเป็นเกลือและแห้งเหือดไป จนกระทั่งกลายเป็นที่ราบสูง ข้างล่างจะเป็นเกลือหินเขา เรียกว่าร็อกซอลต์ (Rock salt) และเสร็จแล้วเป็นโพแทช (Potash) นะครับ นั่นก็คือโพแทช (Potash) ที่เราควรจะต้องนําเข้ามา แล้วขณะนี้ก็มีบริษัทอาเซียน โปรเจกต์ แล้วก็บริษัท เอเชีย แปซิฟิก โพแทช ซึ่งกําลังดําเนินการอยู่ แล้วก็ได้รับการต่อต้านอยู่เรื่อย ต่อต้าน จนกระทั่งเกิดไม่ได้ ท่านทราบไหมครับว่า โพแทช (Potash) ของประเทศไทย ๑. คุณภาพโพแทช (Potash) ดีมาก ๒. โพแทช (Potash) ประเทศไทยอยู่ใต้ดินลึกไม่มากประมาณ ๑ กิโลเมตรก็ถึง แต่ถ้าหากว่าเป็นตั้งแต่ ๒๐๐-๓๐๐ เมตรลงไปใต้ดินก็ถึงแล้วก็นําออกมาได้ แต่อย่างที่ แคนาดาหรือประเทศอื่น ๆ นี่นะครับลงไปเกือบ ๓ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าต้นทุน การผลิตต่างกันมหาศาล ๑. เราคุณภาพดี ๒. การนําเอาโพแทช (Potash) ขึ้นมาใช้ มีต้นทุนต่ํากว่า เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราควรจะภาคภูมิใจว่าประเทศไทยเรามี แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เพราะมีการต่อต้าน ต่อต้านว่าอย่างไรครับ ต่อต้านว่าไม่ได้เดี๋ยวจะ เกิดมลภาวะเกิดขึ้น ผมขอเรียนนะครับว่าที่แวนคูเวอร์ ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของแคนาดา แล้วเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในโลกและติดอันดับ เข้าใจว่าจะเป็นอันดับ ๑ ด้วยซ้ําไปว่าเป็นเมืองที่อากาศดีแล้วก็สะอาดที่สุดในโลก ท่านทราบไหมครับ เขาขนส่ง โพแทช (Potash) ใกล้ ๆ เมืองละครับริมแม่น้ําครับ ผมเห็นว่าเป็นอย่างนั้นเลย ไม่ได้มี เหตุผลเลยครับว่ามันจะทําให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษหรืออะไร ถ้าหากว่าเรามีเทคโนโลยี ในการควบคุมในเรื่องของสิ่งแวดล้อมดี ๆ ผมคิดว่าน่าจะไปได้อย่างดีครับ
ส่วนในเรื่องของภาคอีสานแปรรูปเกษตร เช่น ข้าว ที่ท่านได้กรุณา ยกตัวอย่างนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งเหมือนกันว่าสาเกที่ดังที่สุดในเมือง โอกินาวา ได้มีโอกาสพบกับท่านประธานบริษัทแล้วได้คุยว่า แล้ววัตถุดิบท่านเอามาจากไหน ท่านถามผมว่าไม่รู้หรือว่ายี่ห้อนี้ที่โอกินาวาเอามาจากไหน ผมบอกไม่ทราบครับ เขาบอกว่า เขาเอาข้าวจากทุ่งกุลาร้องไห้ ผมว่าทําไมไม่เอาข้าวที่อื่นล่ะ เขาบอกว่าข้าวที่อื่นไม่ได้ ต้องเอาที่ทุ่งกุลาร้องไห้เพราะว่าคุณภาพดี ทําสาเกอร่อยนะครับ แล้วผมก็เลยชักชวนบอก อย่างนั้นแทนที่จะเอาข้าวไป ท่านมาตั้งโรงงานสาเก ทําผลิตกลั่นเอาแอลกอฮอล์ไปแล้วส่งไป โอกินาวา เขาบอกว่าประเทศไทยเราคนไทยนี่เก่งดูนิดเดียวก็รู้ประเดี๋ยวจะมีสาเกดัง ๆ ในประเทศไทยเขาเลยไม่กล้ามาตั้งโรงงานที่นี่ ก็เลยต้องเอาข้าวไป นี่คือสิ่งที่มี เพราะฉะนั้น ท่านนิกร จํานง ก็ได้ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านเป็นนายตํารวจที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องของการทําธุรกิจด้วยน่าชื่นชมครับ ท่านดอกเตอร์ ถ้าท่านมีอะไร ท่านบอกว่าหน่วยราชการไม่ได้มีเลยในพื้นที่อุบลราชธานี ผมขอกราบเรียน นะครับว่ามีครับ มีศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ที่ถนนคลังอาวุธ แล้วก็ ตําบลขามใหญ่ อําเภอเมือง ท่านกรุณาถ้าหากว่าท่านมีโอกาสได้ไปเยี่ยมบ้านเกิดท่าน ก็ขอความกรุณาไปหาความสําราญได้ที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม เพราะศูนย์นี้จะเป็น ศูนย์หนึ่งที่ช่วยเหลือคน ๓ ประเภท
ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้จะทําอะไร ไปได้เลยครับ ท่านมีเงินแต่ไม่รู้จะทํา อะไร ประเดี๋ยวจะบอกให้ว่าจะใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จะทําโน่นทํานี่ ทําผลิตภัณฑ์เกษตร หรืออะไรก็แล้วแต่สามารถจะทําได้นะครับ ประเภทที่ ๑ มีเงินแต่ไม่รู้ทําอะไร
ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทําอะไรแต่ไม่มีเงิน ท่านก็ไปได้เช่นเดียวกัน ไปรู้ว่าจะทํา อะไรแต่ไม่มีเงิน เราสามารถประสานกับเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ธนาคารพัฒนา วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สามารถจะให้กู้ได้ถ้าโครงการท่านดีมาก นะครับ
ประเภทที่ ๓ เราก็ช่วยเหมือนกันท่านไปที่นั่นเลย ประเภทที่ ๑ คือมีเงิน แต่ไม่รู้จะทําอะไร ประเภทที่ ๒ รู้ว่าจะทําอะไรแต่ไม่มีเงิน แล้วคนประเภทที่ ๓ นี้ก็คือไม่รู้จะ ทําอะไรดันไม่มีเงินอีกต่างหาก ทั้ง ๓ ประเภทนี้ไปที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาค ที่จังหวัดอุบลราชธานีได้เลยนะครับ ถนนคลังอาวุธ ตําบลขามใหญ่ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ขอเรียนเชิญนะครับถ้าท่านว่าง ขอบพระคุณท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดที่มีประโยชน์ แล้วก็ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็ท่านชูชัย ศุภวงศ์ เราจะรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกทุกท่านไปประมวลแล้วดําเนินการนําเสนอให้กับทาง คณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ ขออนุญาตเรียนแค่นี้ครับ ท่านดอกเตอร์เดชาจะเพิ่มไหมครับ