รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๓๒/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ท่านจิตติมา ศรีถาพร รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทรัพย์สิน อุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วม ประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาต ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย
(นางสาวจิตติมา ศรีถาพร รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทรัพย์สินอุตสาหกรรม กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเชิญประธานกรรมาธิการ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ร่วมชี้แจงก็คือ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากรรมาธิการและประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ คนที่สอง รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอเรียนเชิญท่านสถิตย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ
ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้มีปรากฏการณ์ทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจ แนวใหม่เกิดขึ้นมากมาย สิ่งนั้นก็คือการนําเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในธุรกิจ ธุรกิจเดิม ๆ ที่มีอยู่ ถ้าหากไม่นํานวัตกรรมเข้าไปเป็นฐานในการดําเนินธุรกิจ ธุรกิจนั้นก็จะ ล้มหายตายจากไป เกิดแนวคิดธุรกิจใหม่ ๆ มากมาย บางธุรกิจเป็นธุรกิจที่มิได้ใช้ทรัพย์สิน ของตัวเอง แต่สามารถที่จะเติบโตทางธุรกิจได้ อย่างเช่น รองเท้าไนกี้ไม่ได้มีโรงงาน ของตัวเองเลย แต่ใช้โรงงานของคนอื่นทั่วโลกด้วยตราสินค้าของตัวเอง เช่นเดียวกับอาดิดาส เช่นเดียวกับเวอร์ซาเช ที่มีสํานักงานใหญ่เล็ก ๆ แต่ว่าใช้ทรัพยากรของคนอื่นในการทําธุรกิจ ในระยะต่อมาจะสังเกตเห็นได้ว่ามีธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นผ่านทางเทคโนโลยี ผ่านทางแอปพลิเคชัน (Application) เช่น อูเบอร์ (Uber) บริการแท็กซี่ทั่วโลกโดยที่ตัวเองไม่ได้มีแท็กซี่ของตัวเองเลย แต่ใช้แอปพลิเคชัน (Application) เป็นสื่อระหว่างผู้ใช้แท็กซี่กับเจ้าของรถ ซึ่งอยาก ให้บริการแท็กซี่เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์ของตัวเอง แต่ธุรกิจนี้มีสินทรัพย์มากกว่า แอร์บัส (Airbus) เพราะโลกของธุรกิจ โลกของเศรษฐกิจเปลี่ยนไปมาก แต่ภายใต้ การเปลี่ยนแปลงนี้สิ่งที่สําคัญก็คือการคิดค้น ไม่ว่าจะเป็นการคิดค้นทางด้านการเขียน การออกแบบ การคิดค้นในเรื่องสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ การคิดค้นเหล่านี้ ถ้าหากว่าคิดค้นไปแล้ว คนอื่นเอาไปใช้ เอาไปลอกเลียนแบบ ความกระตือรือร้นในการคิดค้นก็จะลดน้อยถอยลงไป ด้วยเหตุนี้เองจึงจําเป็นจะต้องมีการคุ้มครองการคิดค้นเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการคิดค้นใหม่ ๆ เพื่อให้มีกําลังใจสําหรับคนที่ต้องการสร้างสิ่งใหม่ให้กับโลกใบนี้ การคิดค้นสิ่งเหล่านี้เองได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย เราเรียกกันว่าทรัพย์สินทางปัญญา ที่กฎหมายคุ้มครองให้คนที่คิดค้นมีสิทธิที่จะใช้และให้คนอื่นใช้โดยได้รับผลตอบแทน ไประยะหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ นอกจากเรื่องอื่น ๆ แล้ว มีเรื่องสําคัญที่คณะกรรมาธิการได้ทําไปก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ ภายใต้การนําของท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่สําคัญที่ท่าน ได้ออกแบบ ก็คือเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเป็นฐานในการทําให้การปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ด้านอื่น ๆ ประสบความสําเร็จ ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจ จึงขอนําเรียนเสนอในเรื่องที่สําคัญที่เป็นฐานของเศรษฐกิจ กระแสใหม่คือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ผมขออนุญาตท่านประธานขอให้ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา และท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต่อไปครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๙ ก่อนที่จะให้ คุณอรมนได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็น เรื่องที่เราจะพูดกันในวันนี้ ขอถอยหลังไปในสิ่งที่เราได้ดําเนินการไปแล้วเพื่อชี้ให้เห็นความ ต่อเนื่องของสิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ทํากัน ช่วยเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ให้หน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ในเรื่องของการปฏิรูป หรือการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่เราเรียกว่า เศรษฐกิจกระแสใหม่ หรือว่า นิวอีโคโนมี (New Economy) เพื่อนสมาชิกคงจะทราบแล้วว่าเราได้นําเสนอไป ๔ เรื่องแล้ว เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจ เชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม (Creative and Culture Economy) และเรื่องสุดท้าย ก็เป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกกันว่า ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) นะครับ สําหรับเรื่อง โซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) และการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้วและได้ส่งไปที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เรา ประสานงานแล้วก็ดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
สําหรับเรื่องของเศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือว่าโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ประเด็นแรกที่เน้นก็คือเรื่องกฎหมาย และประเด็นที่ ๒ ที่เน้นก็คือว่าการจัดตั้ง สิ่งที่เรียกว่า โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ให้ได้ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ได้มีการออกมาเพื่อให้กิจการนี้ดําเนินการไปได้อยู่แล้ว ในส่วนของไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ก็จะมีการปรับเรื่องการจัดการองค์กรต่าง ๆ เพื่อให้หน่วยงานซึ่งมีอยู่แล้ว สามารถดําเนินการในเรื่องของการสร้างสรรค์เศรษฐกิจชีวภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับ เอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ของรัฐบาล ๘ ประเภท ให้มีประสิทธิภาพ ให้มีการขับเคลื่อน ได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
สําหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (Creative Economy) และ การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงดิจิทัล (Digita Economy) ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ท่านนายกรัฐมนตรีผ่านขั้นตอนทางสภาไปหมดแล้ว ในเรื่องของครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) หรือว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็จะเน้นเรื่องของการจัดองค์กร ส่วนในเรื่องของ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digita Economy) ก็จะเน้นเรื่องการปรับข้อมูลของรัฐ ข้อเสนอของเรา ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับภาคเอกชนสักเท่าไร แต่ต้องการที่จะสร้างรัฐที่เปิดโอเพน (Open) แล้วก็ เชื่อมโยงกัน นี่คือคอนเนกต์ (Connected) ที่เรียกว่า โอเพน คอนเนกต์ กัฟเวิร์นเมนต์ (Open Connected Government) ส่วน ๓ เรื่องที่เรายังเหลืออยู่ ซึ่ง ๓ เรื่องนี้เป็นกลไก ที่มีความสําคัญมากเพราะจะต้องผลักดันอีโคโนมี (Economy) ทั้ง ๔ ชนิดเข้าไปให้ได้ เรื่องแรกก็คือการปฏิรูปและการพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่จากเทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ไปเกี่ยวพันกับทั้งเรื่องไฟแนนซิง (Financing) หรือว่าการเงิน เกี่ยวกับเรื่องของอินคูเบเตอร์ (Incubator) หรือว่าวิธีการอุ้มชูหรือฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ และเรื่อง สุดท้ายก็คือแอ็กเซเลอเรชัน (Acceleration) หรือการเร่งรัดให้เกิด ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่าง การดําเนินงานของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องแรก แล้วก็เกี่ยวพันกับทุกภาคส่วน เป็นเรื่องที่เรียกว่าครอส คัตติง อิชชู (Cross Cutting Issue) เรื่องที่ ๒ ก็คือเศรษฐกิจ เพื่อผู้สูงอายุหรือที่เราเรียกว่า ซิลเวอร์อีโคโนมี (Silver Economy) ซึ่งอันนี้คงจะสงสัยว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เสนอ เรื่องราวไปแล้ว แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องครอส คัตติง อิชชู (Cross Cutting Issue) เหมือนกันนะครับ แล้วก็มีหลายมิติ หลายมุมมอง ในส่วนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็มองเห็นว่า การมองในเชิงเศรษฐกิจก็สําคัญไม่ยิ่งหย่อน กับการมองทางด้านสังคมเพื่อดูแลผู้สูงอายู ซึ่งจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญต่อเศรษฐกิจของ เราในอนาคต มุมมองของเราควรจะมองในแง่เรื่องของการผลิตสินค้าและบริการให้กับ ผู้สูงอายุ เรื่องของการที่จะหาเงินหาทองหรือการไฟแนนซ์ (Finance) ผู้สูงอายุให้สามารถ ที่จะรับสินค้าและบริการสําหรับผู้สูงอายุได้ และเรื่องของการนําผู้สูงอายุเข้าสู่ในระบบ เศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะต่างจากมุมมองของท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ซึ่งได้เสนอเรื่องราวไปแล้วเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว สําหรับวันนี้เป็นเรื่องการปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้แจ้งต่อที่ประชุม ไปแล้วนะครับ เรื่องนี้มีผู้สนใจเยอะ มีมุมมองจากหลายฝ่าย มีคนที่ให้ความเห็นเยอะมาก ซึ่งผมคิดว่าหลังจากที่คุณอรมนได้ชี้แจงแล้ว ผมจะขอเวลาจากท่านประธานสัก ๑๐ นาที เพื่อสรุปในเรื่องนี้ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๘๘ ขออนุญาตนําเรียนเสนอ สาระสําคัญของรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็จะขออนุญาตฉายภาพขึ้นจอด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สาเหตุและความจําเป็นที่จะต้อง มีการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา สืบเนื่องมาจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นพื้นฐาน สําคัญของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจจะเน้นการสร้าง ความได้เปรียบในการแข่งขันโดยใช้ต้นทุนต่ํา แต่ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าการแข่งขัน รุนแรงขึ้น ความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ําที่ประเทศไทยเคยมีได้หายไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศเกิดใหม่ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องปรับตัว สร้างความแตกต่างและจุดเด่นของสินค้าไทยให้ต่างจากสินค้าของคู่แข่ง โดยใช้นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนา โดยเฉพาะหากประเทศไทยต้องการ ที่จะเปลี่ยนจากประเทศไทย ๓.๐ ที่เน้นอุตสาหกรรมหนักเป็นประเทศไทย ๔.๐ ที่เน้น การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญายังถือเป็น กุญแจสําคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยประสบความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม (Creative and Culture Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) ซึ่งที่ประชุม สปท. ก็ได้ให้ความเห็นชอบ รายงานในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ได้นําเสนอต่อรัฐบาลแล้ว เพราะว่าทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วย สร้างมูลค่าให้กับความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ (New Economy) – นอกจากนี้ทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังเป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือว่า สปช. ได้ผลักดัน และบรรจุไว้ในวาระการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นวาระปฏิรูปที่ ๒๐ วาระปฏิรูปที่ ๒๑ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สปช. ได้เสนอให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีกลไกการดําเนินงานที่คล่องตัว มีการคุ้มครองและบังคับใช้ กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ในวาระปฏิรูปที่ ๓๕ สปช. ก็ได้เสนอให้มีการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาในผลงานของศิลปินไม่ให้ถูกละเมิด หรือว่านําไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ในทาง ที่เสื่อมเสีย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ควรได้รับการปกป้อง ก่อนที่จะเข้า ประเด็นในเรื่องการปฏิรูป ดิฉันขอใช้เวลาสักเล็กน้อยนะคะ เพื่อนําเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า เมื่อพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญาจะครอบคลุมอะไรได้บ้าง จริง ๆ แล้วทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก พบเห็นกันอยู่ทั่วไป หากท่านหยิบโทรศัพท์มือถือที่ท่านใช้กันอยู่ก็จะ พบทรัพย์สินทางปัญญาหลายประเภท เช่น เครื่องหมายการค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มครองด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เป็นต้น จึงอาจ แบ่งทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้นะคะ
ประเภทที่ ๑ ทรัพย์สินทางปัญญาที่คุ้มครองด้วยลิขสิทธิ์ เป็นการคุ้มครอง การแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Program Computer) งานเขียน เพลง ภาพยนตร์ เป็นต้น โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับ ความคุ้มครองทันทีนับตั้งแต่สร้างสรรค์ผลงาน ไม่ต้องมาจดทะเบียน แล้วก็ระยะ ความคุ้มครองทั่วไปก็คือตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ และ ๕๐ ปีหลังจากผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต
ประเภทที่ ๒ ก็คือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ ในโลก อย่างเช่น เครื่องยนต์กลไก อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ยา สิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะมีอายุการคุ้มครอง ๒๐ ปี แล้วก็เนื่องจากสิทธิบัตรจะมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด ต้องเป็น สิ่งประดิษฐ์ที่ใหม่ในโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในโลก ประเทศไทยจึงได้เพิ่มทางเลือกโดยให้การคุ้มครองอนุสิทธิบัตรด้วย สําหรับการประดิษฐ์ ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย ขั้นตอน ก็จะได้รับการอนุมัติที่ง่ายกว่า ไม่ต้องตรวจสอบมากนะคะ มีอายุการคุ้มครองสั้นกว่า
ประเภทที่ ๓ ก็คือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะคุ้มครองงานออกแบบ รูปร่าง รูปทรง ลวดลาย ลักษณะภายนอกของสินค้าก็จะมีอายุการคุ้มครอง ๑๐ ปี
ประเภทที่ ๔ คือเครื่องหมายการค้า อันนี้ก็อาจจะเป็นที่รู้จักกันดีนะคะ เพราะว่าจะคุ้มครองเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคจดจําแล้วก็ แยกแยะสินค้าออกจากสินค้าของผู้อื่นได้ จะมีอายุการคุ้มครอง ๑๐ ปี แล้วก็ต่ออายุได้นะคะ
ทั้งนี้หลักการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบและเครื่องหมายการค้า ตามสากลจะยึดหลักว่าจดทะเบียนประเทศไหน คุ้มครองแต่เฉพาะในเขตประเทศนั้น ดังนั้นหากเราต้องการคุ้มครองในประเทศไทยก็ต้อง มายื่นขอจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่หากผู้ส่งออกไทยต้องการให้ทรัพย์สิน ทางปัญญาได้รับการคุ้มครองในประเทศที่ส่งออกก็จะต้องไปยื่นจดทะเบียนกับหน่วยงาน ทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่ส่งออกนะคะ
ประเภทที่ ๕ ก็คือความลับทางการค้า อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลทางการค้า อย่างเช่น สูตรอาหาร กรรมวิธีการผลิตต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาเป็นความลับนะคะ ทรัพย์สิน ทางปัญญาที่กล่าวไปแล้วจะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลนะคะ แต่ประเทศไทย ยังมีทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนอีกด้วย ถ้าหากมีการนําไปพัฒนาต่อยอดแล้วก็คุ้มครอง ป้องกันที่ดีก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและชุมชนอีกมากนะคะ
สําหรับทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนนี้ก็จะมีหลัก ๆ อยู่ ๒ ประเภท อันแรก ก็คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษตัวย่อ ก็คือจีไอ (GI) อันนี้ จะคุ้มครองชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ใช้เรียกสินค้าที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าประเภท เดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น ยกตัวอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือมะขามหวาน เพชรบูรณ์ ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ เป็นต้นนะคะ ซึ่งชุมชนผู้ผลิตในพื้นที่ที่ต้องการได้รับ การคุ้มครองจีไอ (GI) นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตนอกพื้นที่นําไปใช้ และอาจสร้างความเข้าใจ ผิดต่อผู้บริโภค เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสินค้า ก็ต้องมาขอขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สิน ทางปัญญานะคะ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าจีไอ (GI) ที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด ๖๗ สินค้า จาก ๔๙ จังหวัดนะคะ ยังเหลือจังหวัดที่อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนอีก ๑๔ จังหวัด แล้วก็ จังหวัดที่ยังไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนอีก ๑๔ จังหวัด
นอกจากนี้ไทยก็ยังมีทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออก ทางวัฒนธรรมที่เป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชนที่หากว่ามีกลไกการคุ้มครองป้องกันที่ดีสามารถนําไปพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เกิดขึ้นได้ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาดั้งเดิมประเภทนี้ จะไม่ได้ขึ้นกับกรมทรัพย์สินทางปัญญานะคะ แต่จะอยู่ในความรับผิดชอบของหลาย หน่วยงานตามภารกิจ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขก็จะดูแลด้านภูมิปัญญา การแพทย์และสมุนไพร กระทรวงวัฒนธรรมจะดูแลมรดกทางวัฒนธรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ดูแลด้านพันธุ์พืช เป็นต้นนะคะ
ดังนั้นในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันให้กับบุคคลที่เป็นเจ้าของแล้วก็เศรษฐกิจของประเทศ ก็จะต้องเข้าใจถึงวงจร วัฏจักรของทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะเริ่มจากการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อสร้างแล้วก็จะต้องนํามายื่นขอจดทะเบียนที่หน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาประเทศนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนะคะ แต่ขึ้นหิ้งไว้เฉย ๆ ได้ใบทะเบียนแล้วติดโชว์ข้างฝา อันนี้ก็จะไม่มีประโยชน์เลย ก็ต้องนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การขายสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็เมื่อผลิต และวางขายทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว แต่หากถูกละเมิดหรือลอกเลียนแบบ เจ้าของทรัพย์สิน ทางปัญญาก็จะต้องรู้จักที่จะปกป้องพิทักษ์สิทธิของตนโดยการบังคับใช้กฎหมายร้องทุกข์กับ พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการดําเนินคดีทางอาญาหรือว่าฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่ง กับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สําหรับการให้ความสําคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับนโยบาย ที่ผ่านมา เรื่องทรัพย์สินทางปัญญามีปรากฏให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้วก็ได้ปรากฏอยู่ในทิศทางการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตลอดจนร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปีของประเทศ ซึ่งก็หวังว่า เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้ว เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็จะได้รับความสําคัญและปรากฏอยู่ในเอกสารทั้ง ๒ ฉบับนี้ด้วย
ส่วนกลไกในการกําหนดนโยบายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศได้มี การตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติโดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อทําหน้าที่กําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ คณะกรรมการนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีผู้แทนระดับกระทรวงของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ร่วมเป็นกรรมการ อย่างไรก็ดีแม้ว่าไทยจะมีคณะกรรมการนโยบาย ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติเพื่อดูแลด้านนโยบายแล้วก็กําหนดแผนดําเนินงานด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา มีความพยายามของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะพัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคของระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย อยู่หลายเรื่อง
เมื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพื่อเสนอแผนการปฏิรูป จึงได้ให้ความสําคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ๔ ประเด็นหลัก ในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้นําเรียนให้ที่ประชุม สปท. ทราบแล้ว ก็คือทั้งเรื่อง การสร้างสรรค์ การคุ้มครองจดทะเบียน การนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์และการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงปัญหาในเรื่องคนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร ทรัพย์สินทางปัญญาทั้ง ๔ เรื่อง รวมทั้งอีก ๒ ประเด็นก็คือทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน นะคะ จะขอเรียนสรุปเป็นปัญหาทั้งหมดได้ ๖ เรื่อง
ปัญหาเรื่องแรก ก็คือปัญหาเรื่องคน คนไทยยังขาดความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญายังถือเป็นเรื่องใหม่สําหรับ สังคมไทยที่ประชาชนทั่วไปอาจจะยังไม่เห็นความสําคัญ คนยังไม่เข้าใจว่าจะสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาแล้วได้ประโยชน์อะไรนะคะ ไม่ตระหนักถึงความจําเป็นในการเคารพสิทธิ ของผู้อื่น มองเรื่องละเมิดเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ทํากัน ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
ปัญหาที่ ๒ จะเกี่ยวกับเรื่องการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาและการนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมาการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ยังไม่ประสบความสําเร็จในการนําไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่าที่ควร เพราะว่าเป็นงานวิจัย ที่เน้นความสามารถของนักวิจัยเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการ ของตลาด หรือว่าไม่ได้คํานึงถึงความต้องการของผู้บริโภค ทําให้ผลงานจากห้องแล็บ (Lab) ถูกเก็บไว้บนหิ้งไม่สามารถขึ้นห้างได้ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งที่ได้เรียนไปก็คือว่า สิ่งประดิษฐ์ที่จะมาจดสิทธิบัตรได้ต้องเป็นสิ่งใหม่ในโลก และนักวิจัยที่เข้าใจเรื่องนี้ ต้องพยายามค้นหาข้อมูลก่อนวิจัยว่าสิ่งที่กําลังจะทําวิจัยมีผู้ยื่นจดสิทธิบัตรไว้แล้วหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทําซ้ํา แต่ปัญหาของไทยคือเรายังขาดฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่ดีพอที่จะให้นักวิจัยเข้าถึงและสืบค้น ข้อมูลได้ง่าย ประกอบกับนักวิจัยของไทยยังไม่เห็นความสําคัญของการสืบค้นฐานข้อมูล สิทธิบัตร ถ้าหากเราดูรายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือว่าไอเอ็มดี (IMD) ในปี ๒๕๕๘ จะพบว่าคนไทยมีการจดสิทธิบัตรน้อย ประเทศไทย มีการยื่นคําขอจดสิทธิบัตรเพียง ๓ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน น้อยกว่าประเทศ มาเลเซียที่มีการยื่นถึง ๗.๗ คําขอ ประเทศสิงคโปร์ ๑๐๐ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเทียบกับประเทศเกาหลีซึ่งมีนวัตกรรมมากเขายื่นถึง ๔๔๕ คําขอ หรือว่าประเทศญี่ปุ่น ๓๗๑ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้เรายังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ของระบบวิจัยของไทยที่ยังมีความอ่อนแอ ขาดแคลนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการวิจัย ที่ทันสมัย ขาดแคลนนักวิจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์ มีปัญหาเรื่องนักวิจัย ขาดเงินทุนในการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภาพต่อไปนะคะ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทําไมงานวิจัยจากห้องแล็บ (Lab) ไม่สามารถก้าวข้าม เราเรียกกันว่าหุบเหวมรณะเพื่อขึ้นไปสู่ห้างสรรพสินค้าได้ จึงจําเป็นต้อง อาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มธุรกิจภาคอุตสาหกรรมที่จะต้อง ร่วมมือเชื่อมโยงกันเพื่อให้นักวิจัยเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร ทําให้นักวิจัยเน้นการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมากกว่าความต้องการของนักวิจัยเอง
ภาพต่อไปนะคะ แสดงการเปรียบเทียบอัตราส่วนของการจดทะเบียน สิทธิบัตรการประดิษฐ์ในประเทศไทย ระหว่างคนไทยต่อคนต่างชาติ จะพบว่าที่ผ่านมา คนไทยมีการยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรน้อยเมื่อเทียบกับต่างชาติ อัตราส่วนจะคิดเป็น ๑๕ ต่อ ๘๕ รูปต่อไปนี้ก็จะเห็นว่าสัดส่วนการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรการออกแบบของคนไทยในประเทศไทยจะสูง เมื่อเทียบกับของคนต่างชาติ กรณีเครื่องหมายการค้า อัตราส่วนของไทยกับต่างชาติจะอยู่ที่ ๖๐ ต่อ ๔๐ แล้วก็สิทธิบัตร การออกแบบจะอยู่ที่ ๗๐ ต่อ ๓๐ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพและให้ความสําคัญ กับการสร้างแบรนด์ (Brand) กับการออกแบบมากกว่านวัตกรรม ซึ่งถ้าหากประเทศไทย ต้องการขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ เรื่อง การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็จะมีความสําคัญมาก
ปัญหาที่ ๓ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สิน ทางปัญญา ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ต่อมาจากการสร้างสรรค์ และเรื่องนี้จะเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทํา หน้าที่ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ ซึ่งในประเทศไทยก็จะมีหน่วยงาน เดียวคือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขณะนี้ก็เผชิญความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีคําขอ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาค้างสะสมเป็นจํานวนมาก สูงถึง ๖๓,๘๙๘ คําขอ อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง ทั้งข้อจํากัดด้านจํานวนบุคลากร มีผู้ตรวจสอบ สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเพียง ๕๙ คน ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีผู้ตรวจสอบจํานวนนับเป็นหลักพัน อาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเอง เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ ก็มีผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร จํานวนเป็นหลักร้อย ทําให้เกิดปัญหางานค้าง การจดทะเบียนล่าช้า ไม่ตอบสนองความ ต้องการของผู้ยื่นจดทะเบียบและของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหานี้จะเป็นอุปสรรคที่ทําให้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ จากต่างประเทศไม่อยากจะเข้ามาลงทุนหรือขาย ในประเทศไทย เพราะกลัวถูกก๊อปปี้ (Copy) กลัวถูกลอกเลียนแบบ จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย นอกจากนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังมีข้อจํากัดที่เป็นหน่วยงานราชการ ทําให้ไม่สามารถเพิ่มอัตรากําลังผู้ตรวจสอบได้ตามความต้องการ โดยกฎหมายระบุให้ ผู้ตรวจสอบต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น เพราะต้องมีความเข้าใจ มีความต่อเนื่องในการทํางาน สามารถรักษาความลับของข้อมูล จึงไม่สามารถจ้างหรือเอาต์ซอร์ซ (Outsource) งานตรวจสอบให้หน่วยงานภายนอกได้ ซึ่งหน่วยงานในประเทศอื่นเขาก็ไม่ได้เอาต์ซอร์ซ (Outsource) เขาใช้ผู้ตรวจสอบของตัวเอง แต่ว่าขณะที่หน่วยงานในต่างประเทศเขาสามารถ บริหารจัดการรายได้ได้เอง สามารถจ้างคนเพิ่มเพื่อเป็นบุคลากรภายในได้เอง เช่น ประเทศ สิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น แผนภาพนี้ก็จะแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบระยะเวลา การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่าง ๆ ทั้งในส่วนการจด เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบ จะเห็นว่าไทยจะใช้เวลาในการจด สิทธิบัตรการประดิษฐ์นานที่สุด นานกว่าหลาย ๆ ประเทศมาก เช่น ไทยใช้เวลาการจด สิทธิบัตรเฉลี่ยนานถึง ๕๕ เดือน ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ประเทศมาเลเซีย ๔๒ เดือน ประเทศเวียดนาม ๒๔ เดือน ประเทศ สหรัฐอเมริกา ๓๖ เดือน ประเทศญี่ปุ่น ๒๐ เดือน เป็นต้น เนื่องจากกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นเมื่อพิจารณาศักยภาพการทํางานว่าเป็นอย่างไรจึงต้องไปเปรียบเทียบกับหน่วยงาน ลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ ซึ่งแผนภาพนี้ได้เปรียบเทียบภาระงานของผู้ตรวจสอบ ประเทศไทยและต่างชาติ จะพบว่าผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของประเทศไทยมีภาระงานสูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ของประเทศไทย มีภาระงานเครื่องหมายการค้า ๒,๔๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี ขณะที่เพื่อนบ้าน เช่น ประเทศ มาเลเซียอยู่ที่ ๓๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี หรือว่ากรณีสิทธิบัตรของประเทศไทยอยู่ที่ ๓๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี แต่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๖๙ คําขอต่อคนต่อปี ก็ได้ข้อมูลล่าสุดเป็นที่น่าดีใจว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมเห็นชอบการเพิ่ม อัตราข้าราชการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จํานวน ๑๒๐ อัตราใน ๓ ปีแล้ว ซึ่งก็น่าจะ ช่วยลดภาระงานประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับของต่างประเทศ แต่ประเด็นก็คือต้องใช้เวลา ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการทํางานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันกันต่อไป
ปัญหาที่ ๔ คือปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้ กฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสําคัญในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่าหากสร้างสรรค์ ผลงานได้แล้ว แม้จะนํามาจดทะเบียนคุ้มครองได้แล้ว ทําขายในเชิงพาณิชย์แล้ว แต่ถ้า การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล มีการก๊อปปี้ (Copy) ลอกเลียนแบบในตลาด เจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญา นักสร้างสรรค์ก็จะขาดแรงจูงใจ ขาดเงินทุนที่จะไปสร้างสรรค์ผลงานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการดึงดูดการค้าการลงทุนจาก ต่างประเทศ ประเทศไทยถูกระบุในการจัดอันดับของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพ ยุโรปว่าเป็นประเทศที่พบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง ปัจจุบันเรายังพบปัญหา การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในหลายพื้นที่การค้าที่สําคัญของประเทศไทย รวมทั้งตลาด ใกล้ชายแดนและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งสินค้าประเทศไทยด้วยกันเอง และสินค้าของต่างชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ก็มีหลายหน่วยงาน เช่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงไอซีที (ICT) กรมศุลกากร กสท. เป็นต้น ก็อาจจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและบูรณาการการทํางาน ทําให้เกิดผลอย่างจริงจัง แล้วก็ดําเนินการกับผู้กระทําผิดในเรื่องนี้นะคะ เพราะว่าในเรื่องนี้ ปัญหาของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่งก็คือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่ มีความเข้าใจแล้วก็ไปแจ้งผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อดําเนินคดี ปัญหาอีกประการ ก็คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ทําให้รูปแบบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปัจจุบันนี้ เปลี่ยนไป มีการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต (Internet) มากขึ้น กฎหมายปัจจุบันก็ยังไม่สามารถ ช่วยระงับหรือสกัดกั้นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ ปัญหา เรื่องการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ําซ้อนส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม คาราโอเกะ (Karaoke) หรือผู้ใช้งานลิขสิทธิ์อื่น ๆ อาจจะถูกข่มขู่ให้ต้อง จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซ้ําซ้อนหรือว่าแพงเกินจริง เพราะประเทศไทยยังไม่มีกลไกที่จะเข้ามากํากับ ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกประเทศไทย ส่วนใหญ่อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ ที่ส่งออก แล้วก็ประสบปัญหาเรื่องสินค้าและบริการส่งออกจากประเทศไทย ถูกละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศที่อาจทําให้ผู้บริโภคในต่างประเทศสับสนและผิดหวัง เสียภาพลักษณ์ของสินค้าไทย เช่น ในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าประเทศไทยจะถูกมองว่า มีภาพลักษณ์ มีคุณภาพที่ดี ถ้าหากถูกละเมิดในต่างประเทศก็จะมีผลให้ผู้ส่งออกสูญเสีย ตลาดได้ นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลใน ๔ ประเภท ที่กล่าวถึงในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว อย่างที่เรียนไปตอนต้นว่าประเทศไทย มีทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ซึ่งหากเราสามารถดูแลคุ้มครองให้ดีและพัฒนาให้สามารถ ต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและชุมชน แต่ว่าปัจจุบันนี้ยังพบ ปัญหาอยู่ จึงได้สรุปปัญหาของทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนเป็นปัญหาเรื่องที่ ๕ และปัญหา เรื่องที่ ๖
ปัญหาที่ ๕ ก็คือการลักลอบนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแสดงออกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทาง วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาดั้งเดิมของชาติและชุมชน แต่ระบบการ คุ้มครองป้องกันของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ จึงพบปัญหาต่างชาติลักลอบนําเข้า ทรัพยากรของประเทศไทยไปใช้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีการนําชื่อภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหรือว่าการนวดท่าฤาษีดัดตน ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในญี่ปุ่นโดยร้านนวด แต่ว่าโชคดีที่เรื่องนี้มีการพบก่อน เราก็จึงคัดค้านได้ทัน หรือกรณีที่ต่างชาตินําพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยไปวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ หรือการใช้ถ้อยคํา สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภค ว่าเป็นข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย เป็นต้น ส่วนหนึ่งของปัญหานี้จะเกิดจากการที่ ประเทศไทยยังขาดการจัดเก็บ จัดทําฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยที่สมบูรณ์ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความหลากหลาย แล้วก็แยกกันอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง เช่น ฐานข้อมูลทรัพยากร พันธุกรรม มีการจัดเก็บโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสํานักงาน พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ฐานข้อมูลพันธุ์พืช มีการจัดเก็บโดยกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ฐานข้อมูลภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ จัดเก็บโดยกระทรวงวัฒนธรรม ฐานข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยก็อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข การจัดเก็บของ หน่วยงานเหล่านี้ก็อาจจะยังไม่เป็นมาตรฐาน รูปแบบก็ต่างกันไป ประเทศไทยยังไม่มี ห้องสมุดหรือคลังข้อมูลของชาติ ที่เรียกว่า เนชันนัล ดิจิทัล ไลบรารี (National Digital Library) ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศได้ ขอยกตัวอย่างกรณีประเทศอินเดีย ซึ่งเขามีองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมานาน มีการจัดทําห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ระดับชาติ สําหรับภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และได้เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับสํานักงานสิทธิบัตร ของต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรที่จะเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพรของประเทศอินเดีย สํานักงานสิทธิบัตรของต่างประเทศก็จะสามารถตรวจสอบกับ ห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ได้ว่ามีความซ้ําซ้อนหรือมีความใหม่หรือไม่แล้วก็ปฏิเสธ การจดทะเบียนได้ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ประเทศอินเดียใช้ป้องกันผู้แอบอ้างเอาภูมิปัญญาของ ประเทศอินเดียไปจดสิทธิบัตร แต่ว่าไทยยังไม่มีกลไกนี้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดกลไก ที่มีประสิทธิภาพในการติดตามเฝ้าระวังการนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของชุมชนของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ยังไม่มี กลไกในการติดตามตรวจสอบที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) เพื่อให้มี การเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้แล้วก็แบ่งปันผลประโยชน์จากการนําไปใช้กลับคืน สู่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ปัญหาสุดท้าย คือปัญหาที่ ๖ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนเช่นกัน ชุมชนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อย่างที่นําเสนอไปตอนต้นว่าประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือที่เรียกกันในชื่อภาษาอังกฤษว่าจีไอ (GI) จํานวน ๖๗ รายการ ใน ๔๙ จังหวัดจาก ๗๗ จังหวัดของไทย อย่างเช่น หมูย่างเมืองตรัง ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส้มโอนครชัยศรี แต่ว่ายังขาดอีก ๑๔ จังหวัดที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) จังหวัด ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ขึ้นจีไอ (GI) อย่างเช่น จังหวัดสงขลา จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัด กําแพงเพชร จังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็กรุงเทพมหานคร อีก ๑๔ จังหวัด อยู่ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดทําคําขอ อย่างเช่น ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส หรือว่า มะม่วงน้ําดอกไม้สีทองบางคล้า เป็นต้น อันนี้สืบเนื่องมาจากชุมชนกลุ่มผู้ผลิตยังขาดความ เข้าใจ ไม่มีการควบคุมมาตรฐานคุณภาพการผลิตและไม่ทราบประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน โดยหลักเกณฑ์สําคัญของการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) คือสินค้าจะต้องได้มาตรฐาน มีการ ควบคุมคุณภาพการผลิตตามที่กําหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลเป็นการยกระดับราคาของสินค้า จากเดิม เช่น ก่อนขึ้นจีไอ (GI) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เดิมขายได้ลูกละ ๑๐๐ บาท แต่เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นจีไอ (GI) แล้วราคาเพิ่มขึ้นเป็นลูกละ ๔๐๐ บาท หรือข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง เดิมกิโลกรัมละ ๕๐ บาท ราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ ๙๐ บาท เป็นต้น ดังนั้น จําเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้กับทั้งชุมชน ผู้ผลิตในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้เข้าไปดูแล ผู้ผลิตในชุมชนให้เข้าใจเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับจากการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) แล้วก็มีการ เตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียน
แผนภาพนี้เป็นการสรุปให้เห็นอีกทีว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก โดยที่ผ่านมาหน่วยงาน จัดอันดับศักยภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ อย่างเช่น ไอเอ็มดี (IMD) หรือว่าดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ได้จัดอันดับการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง ๆ ถ้าเทียบกับบรรดาอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน แล้วสาเหตุหนึ่งเขาระบุว่าเรายังมีความอ่อนแอด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีข้อจํากัดด้านการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ข้อจํากัดเรื่องบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา จํานวนสิทธิบัตรยังมีน้อย แล้วก็การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาอุปสรรค ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา ของไทยทั้งใน ๔ ประเด็นที่อยู่ในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา และทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชน รวมทั้งจากการที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้ไปจัดสัมมนาระดมความเห็นจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายนปีนี้ จึงเห็นว่ามีความจําเป็นแล้วก็เป็นเรื่องด่วนของประเทศไทยที่จะต้องมีการปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ๗ ประการ
ประการแรก ต้องการที่จะยกระดับความสําคัญของเรื่องการพัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นวาระแห่งชาติที่ระดับนโยบายเข้ามาช่วยดูแล แล้วก็มีการกํากับ ติดตามผลให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องให้ความสําคัญ และร่วมดําเนินการขับเคลื่อนให้เห็นผล เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
ประการที่ ๒ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสําคัญของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างจิตสํานึก และค่านิยมในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดขึ้น ในสังคมไทย
ประการที่ ๓ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เพื่อให้คนไทย ได้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น
ประการที่ ๔ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพระบบการจดทะเบียน คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ได้มาตรฐานสากล
ประการที่ ๕ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานและบูรณาการ การทํางานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ประการที่ ๖ เพื่อลดและขจัดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนให้ทรัพย์สินทางปัญญาไทยได้รับความคุ้มครอง ในประเทศที่ส่งออก
ประการที่ ๗ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทย ขจัดปัญหาการนําทรัพยากร เหล่านี้ของประเทศไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้ จากทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านนี้ได้
สําหรับวิธีการปฏิรูป จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นที่ได้นําเรียนไปแล้วข้างต้น จึงขอเสนอแนวทางในการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาโดยแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ ๑. ระดับภาพรวมเชิงนโยบายระดับชาติ แล้วก็ ๒. ระดับการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญา ในด้านต่าง ๆ สําหรับระดับแรก การปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมเชิงนโยบาย ระดับชาติ เห็นว่าแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้แทนระดับปลัดกระทรวงจากหลายหน่วยงาน เป็นกรรมการ ได้ร่วมกันกําหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศไทย แต่ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคหลายประการที่ทําให้แผนยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ ขาดการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม ดังนั้นเพื่อให้การปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกุญแจสําคัญที่จะเปลี่ยนสู่ประเทศไทย ๔.๐ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูปเชิงนโยบาย ระดับชาติในระยะสั้น คือเสนอให้คณะรัฐมนตรีกําหนดให้เรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ และให้มีกลไกตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้หน่วยงานรายงานผลการดําเนินงานตามแนวทางการปฏิรูป ต่อประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติทราบทุก ๑ ถึง ๒ เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการกํากับ ดูแล ประเมินผล และสั่งการในระดับนโยบาย ต่อไป ส่วนในระยะยาว ก็เสนอให้รัฐบาลบรรจุเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อความ ต่อเนื่องด้านนโยบายและเป็นกรอบในการดําเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว ส่วนระดับที่ ๒ เป็นใต้ระดับนโยบายลงมาจะเป็นเรื่องที่หน่วยงานจะต้องนําไปปฏิบัติ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คือการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในด้านต่าง ๆ จะประกอบด้วย การปฏิรูป ๖ ด้านตามปัญหาอุปสรรคที่พบในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา ๔ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสร้างสรรค์ จดทะเบียนคุ้มครอง ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้วก็บังคับใช้ กฎหมายกับปัญหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ๒ เรื่อง
แนวทางในการปฏิรูปเฉพาะด้าน ด้านแรกจะเป็นด้านการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นหัวใจสําคัญของการ ปฏิรูปตั้งแต่เยาวชน เด็กนักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงผู้ประกอบการ นักวิจัยและประชาชน ทั่วไป โดยในระยะสั้นมีแนวทางในการดําเนินการดังนี้คือ สําหรับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ให้สอดแทรกแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ สร้างจิตสํานึกและค่านิยมในการเคารพสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญาไว้ในหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน เช่น ระดับประถมศึกษาก็อาจจะเน้นและปลูกฝังเรื่องการสร้างสรรค์ การเคารพสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองและผู้อื่น ระดับมัธยมศึกษาเน้นการพัฒนาต่อยอดจาก สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนและการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีดีเอ็นเอ (DNA) ในการสร้างสรรค์และไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับประชาชนทั่วไปต้องเร่ง ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักถึงความสําคัญของทรัพย์สินทางปัญญา รณรงค์ให้เห็น ประโยชน์ของการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น สําหรับผู้ประกอบการ ต้องเร่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้เร่ง สร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรตัวแทนยื่นคําขอจดสิทธิบัตร ผู้ประเมินราคาทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรยาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และคุณภาพในการตรวจสอบและจดทะเบียนสิทธิบัตรยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านการ สาธารณสุขและการเข้าถึงยาของประชาชน ในระยะยาวก็จะต้องบรรจุเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาไว้ในการจัดทําหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ แล้วก็ควรจะมีการจัดตั้งสถาบัน ฝึกอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทําหน้าที่จัดฝึกอบรมเฉพาะด้านเพื่อพัฒนาบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร
ด้านที่ ๒ ด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาและการนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาที่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไม่สามารถข้ามหุบเหวมรณะนําทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นห้างสรรพสินค้าได้ รวมทั้งยังมีข้อจํากัดด้านเงินทุนในการนําทรัพย์สินทางปัญญา ไปจดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แนวทางในการปฏิรูป ได้แก่ จัดตั้งศูนย์ให้คําปรึกษาด้านการพัฒนานวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นหน่วยงานที่สามารถให้คําปรึกษาและให้ข้อมูลในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างครบวงจรในรูปแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) โดยในระยะแรกนี้ให้ตั้งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ แล้วในระยะต่อไป ให้จัดตั้งศูนย์ให้คําปรึกษากระจายอยู่ในทั่วภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย พัฒนาระบบ ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีคุณภาพ ทันสมัย ครบถ้วน สมบูรณ์ เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้นักวิจัย ผู้สนใจ ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและนําข้อมูลดังกล่าวไปสร้างแต้มต่อ ในการแข่งขันและพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริการของตน รวมถึงสามารถนําองค์ความรู้ จากสิทธิบัตรที่หมดอายุแล้วไปพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศไทย จัดให้มีงานแฟร์ (Fair) เพื่อซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย มีตลาดกลาง มีตลาดออนไลน์ (Online) เพื่อเป็นช่องทางการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย จัดให้มีมาตรการสนับสนุนส่งเสริมทางการเงิน มาตรการภาษีและมาตรการส่งเสริม การลงทุนสําหรับผู้ที่สร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสําหรับรายเล็กที่มีข้อจํากัด ด้านเงินทุน อาจจะสนับสนุนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หรือว่ามาตรการส่งเสริม สนับสนุนด้านการเงินการคลังเพื่อให้สิทธิพิเศษจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย จัดหาอุปกรณ์และสิ่งอํานวยความสะดวกพื้นฐานที่จําเป็นในการพัฒนาวิจัยเป็นต้นนะคะ นอกจากนี้ก็ควรจะจัดให้มีมาตรการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ทางธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน หรือผู้ที่จะทําหน้าที่ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ทางปัญญาเพื่อให้สถาบันการเงินยอมรับการนําทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นสินทรัพย์ ที่จับต้องไม่ได้ไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งก็น่ายินดีว่าประเทศไทยมี พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับวันที่ ๒ กรกฎาคมนี้แล้วนะคะ ที่รัฐจะให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจตามกฎหมายแล้ว แต่เราคงจะต้องหาทางสร้างกลไกและมาตรการเพื่อทําให้สถาบันการเงินยอมรับและนําไป ปฏิบัติเพื่อที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะได้มีเงินทุนมาต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ของตน ต่อไป
สําหรับการปฏิรูปในระยะยาว เช่น การจัดโรดโชว์ (Roadshow) ทรัพย์สิน ทางปัญญาไทยในต่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการได้นําทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเข้าสู่ ตลาดต่างประเทศ และจัดให้มีมาตรการทางภาษี ทางการเงิน และการลงทุนในตลาดทุน ที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ของต่างชาติให้ประเทศไทยด้วย
ด้านที่ ๓ คือด้านการคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเรื่องนี้ เป็นหัวใจหลัก คงอยู่ที่การปฏิรูปกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ในระยะสั้นจะต้องเน้นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของกรมโดยเร่งด่วน ได้แก่เรื่องคน จะต้องเพิ่มจํานวนผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าให้เพียงพอ และฝึกอบรม ผู้ตรวจสอบให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ สร้างแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์สําหรับผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า ไม่ให้เกิดสมองไหล ตลอดจนสนับสนุนผู้ตรวจสอบที่มีความรู้ความสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้นะคะ สนับสนุน เครื่องมือที่จําเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและพัฒนาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศหรือไอที (IT) ที่เกี่ยวกับกระบวนการจดทะเบียน ปรับลดขั้นตอนที่ซ้ําซ้อน ล้าสมัย และไม่จําเป็น อาจจัดให้มีช่องทางด่วนพิเศษเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการจดทะเบียน แก่ผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนในระยะยาวจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาให้มีการบริหารจัดการที่คล่องตัวและเป็นอิสระ ทั้งในด้านคนและงบประมาณ โดยอาจไปปรับเป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่ใช่ราชการ เช่นเดียวกับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญา ของต่างประเทศส่วนใหญ่ที่มีอิสระในการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อปรับปรุงการจดทะเบียนให้มีประสิทธิภาพแล้วก็มีคุณภาพ หรือว่าอาจจะพิจารณาเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ควรจะมีการจัดตั้งหน่วยควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการจดทะเบียนภายในกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา เพื่อให้การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล
ด้านที่ ๔ เป็นการปฏิรูปในด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญา การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญมาก อีกเช่นกัน เพราะว่าเมื่อมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายแล้วจะต้องสามารถ รักษาสิทธิหรือบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายได้ จึงจะเกิดแรงจูงใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์ของไทย ให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการสร้างสรรค์ผลงาน และช่วยส่งเสริมบรรยากาศการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศของไทย โดยมีแนวทางการดําเนินการ ได้แก่ ในระยะสั้น ให้ตั้งศูนย์บูรณาการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดที่มีการละเมิดสูง พื้นที่ท่องเที่ยว ตลาดใกล้ชายแดน ซึ่งควรจะเป็นกลไกถาวร ที่มีการบูรณาการการทํางานกันอย่างใกล้ชิดและจริงจังระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในระดับจังหวัดอาจจะมอบกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก และประสานกับ หน่วยบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ในพื้นที่ อย่างเช่น ตํารวจ ศุลกากร หรือว่าดีเอสไอ (DSI) ต้องฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมายทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีความเข้าใจในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา รู้เท่าทันการพัฒนา ของเทคโนโลยีและรูปแบบการกระทําผิดรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่จะต้องไม่เข้าไป มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วย การกระทําความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งในส่วนนี้ทางที่ประชุม สปท. ก็ได้เห็นชอบรายงานที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเสนอไปเมื่อเดือนมีนาคมแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไป จําเป็นต้องประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสีย ของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแจ้ง เบาะแสหรือแหล่งที่มาของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับเรื่องที่ภาคเอกชน เจ้าของสิทธิต้องการให้มีการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่งมากกว่าดําเนินคดีอาญากับผู้กระทําผิด ก็ให้ศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขกฎหมายเรื่องการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่ง ในระยะยาว ให้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามทรัพย์สินทางปัญญาไทยถูกละเมิดในต่างประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ปัญหาให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของไทยและผู้ส่งออก เมื่อถูกละเมิดในต่างประเทศ มีการจัดทําความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปราม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกัน และปราบปรามการนําเข้าหรือส่งออกสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้มีกลไกในการกํากับดูแลให้มีการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ อย่างเป็นธรรมกับผู้ใช้ ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ (Software) ที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในหน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการต่อรองราคา อาจจะต้องให้หน่วยงานของรัฐร่วมกัน ซื้อเป็นลอต (Lot) ใหญ่
ด้านที่ ๕ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน คือด้านคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออก ทางวัฒนธรรม จากปัญหาที่ไทยถูกลักลอบนําภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรชีวภาพ และการ แสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสม แล้วก็เพื่อพิทักษ์สิทธิของชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็ก ก็จะต้องเร่งจัดทําคลังข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้เป็นห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ที่รวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหลายหน่วยงาน ให้อยู่ในรูปแบบเป็นมาตรฐานเดียวกัน และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของต่างประเทศ โดยหากมี ผู้นําทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทย ไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ก็จะต้องมีการตรวจสอบกับฐานข้อมูลระดับชาติของประเทศไทยก่อน และหากพบว่า มีการลักลอบเอาไปใช้ประโยชน์ก็จะไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้ ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ และป้องกันการเอาทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชนไปพัฒนาใช้ประโยชน์โดยไม่มีการบอกแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้และแบ่งปัน ผลประโยชน์ให้กับชุมชน ในระยะยาวจําเป็นต้องพัฒนาจัดตั้งกลไกติดตามตรวจสอบ หรือว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) การนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการ แสดงออกทางวัฒนธรรมของชุมชนแล้วก็ของชาติไปพัฒนาต่อยอดและยื่นขอจดทะเบียน โดยผู้ยื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจะต้องมีการเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้และแบ่งปัน ผลประโยชน์ เพื่อให้ชุมชนได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเจรจาเพื่อ กําหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในเรื่องนี้ที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ก็คงจะต้อง ผลักดันจนประสบผลสําเร็จนะคะ
ด้านที่ ๖ แนวทางด้านสุดท้ายจะเป็นเรื่องการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน เนื่องจากสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ชุมชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ เรื่องการขึ้นทะเบียน และประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในแนวทางการปฏิรูประยะสั้นจึงจําเป็นต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้มีความเข้าใจเรื่อง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อทํางานในเชิงรุก ลงพื้นที่หาผู้ผลิตและชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) ทั้งนี้ก็เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) ในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐจะต้องมี มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาด ระบบควบคุม คุณภาพเพื่อให้สินค้าจีไอ (GI) ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในระยะยาว ก็ควรส่งเสริมให้สินค้าจีไอ (GI) ของไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก โดยส่งเสริมการขึ้นทะเบียน สินค้าจีไอ (GI) ของไทยในต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองและขยายตลาดสินค้าจีไอ (GI) ไทย เช่นเดียวกับที่ได้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ (GI) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้างในสหภาพยุโรปแล้ว
ประการสุดท้ายคือ ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้บริโภคในต่างประเทศ รู้จักสินค้าจีไอ (GI) และเสริมสร้างการรับรู้ตราสินค้าจีไอ (GI) ของไทย เช่น การเข้าร่วมงาน แสดงสินค้านานาชาติ การจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องราวแนะนําสินค้าจีไอ (GI) ของไทย ให้เป็นที่รู้จัก กล่าวโดยสรุปก็คือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอเสนอการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยทั้งในระดับชาติในภาพรวม กําหนด ให้เป็นวาระแห่งชาติ มีกลไกในการติดตามกํากับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ แล้วก็การปฏิรูป เฉพาะด้าน ๖ เรื่อง ซึ่งก็จะเน้น ๔ เรื่องในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา คน แล้วก็ชุมชน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คาดว่าจะมี ๖ ประการนะคะ
ประการแรก คือผู้ประกอบการไทย ประชาชนคนไทย หลังจากการปฏิรูป แล้วก็น่าจะตระหนักถึงความสําคัญและประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญา มีการสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญากันมากขึ้น คนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากันเพิ่มขึ้น ลดการ พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ประการที่ ๒ ผู้สร้างสรรค์ นักวิจัย สามารถนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดรายได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ยิ่งเป็นกําลังใจให้กับ ชุมชนผู้สร้างสรรค์ต่อไป
ประการที่ ๓ ก็คือหน่วยงานจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามีประสิทธิภาพ และคุณภาพในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น มีมาตรฐานสากลรองรับความ ต้องการของนักธุรกิจและภาคธุรกิจทั้งของประเทศไทยและต่างชาติ
ประการที่ ๔ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีการสร้างเครือข่าย ร่วมกันทํางาน อย่างใกล้ชิดในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ลดปัญหาการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย แล้วก็ลดปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ในต่างประเทศ
ประการที่ ๕ ทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออก ทางวัฒนธรรมของไทย ได้รับการอนุรักษ์ ปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ประการที่ ๖ คือผู้ผลิตชุมชนในพื้นที่มีการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์มากขึ้น
เมื่อคํานึงถึงความสําคัญของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจก็ขอเรียนเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกรุณามีมติ เห็นชอบรายงานข้อเสนอการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญานี้เพื่อให้รัฐบาลรับไป ดําเนินการต่อไป ขอบคุณค่ะ
เนื่องจากเป็นรายงานที่สมบูรณ์มากนะครับ มีความละเอียดทั้งในเชิงโครงสร้าง ระบบ ยุทธศาสตร์ มาตรการ และการปรับปรุงเชิงโครงสร้าง ดังนั้นจึงขอให้ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นะครับ ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ กระแสใหม่ที่ดูแลในเรื่องของข้อเสนอรายงานดังกล่าวนี้ได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติม
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิกลําดับที่ ๙๙ ขอใช้เวลาอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อจะ พยายามสรุปประเด็นต่าง ๆ เพราะว่ามีประเด็นหลายประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไข เราได้ ผ่านกระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นมาจากเกือบจะทุกภาคส่วนนะครับ แล้วทุกครั้งก็มีประเด็น ที่เพิ่มเติมขึ้นมา แล้วก็มีข้อเสนอที่ดี ๆ เกิดขึ้นมามากตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการ ท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือการสัมมนาผู้มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นทั้งภาคส่วนทางธุรกิจ ภาคส่วนที่ดูแล ตํารวจและอื่น ๆ ท่านกรรมาธิการและอนุ กรรมาธิการทุกคณะที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแม้แต่ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้ ซึ่งได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นโทรศัพท์มาให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งก็แสดงว่างานทางด้านนี้ มีความสําคัญอย่างมากกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบที่เรียกว่า ๔.๐ หรือที่ในสภาเรา เรียกว่าเศรษฐกิจใหม่เป็นอย่างมากนะครับ กระผมจะพยายามสรุปสิ่งซึ่งทุกฝ่ายได้ให้ข้อมูล แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมออกมาเป็นเพียงแค่ ๔ ประเด็นเท่านั้นเอง หลัก ๆ นะครับ เพื่อการที่จะพิจารณาในสภาแห่งนี้จะเป็นไปด้วยความง่ายขึ้นนะครับ
ประเด็นแรกที่มีการพูดจากันมากก็คือ เรื่องของการปรับปรุงระบบบริการ การจดทะเบียน ซึ่งอันนี้ประเด็นปฏิรูปก็คือทําอย่างไรจะให้สามารถที่จะจดทะเบียน ด้วยความรวดเร็ว ประหยัด แล้วก็มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะต้องปฏิรูปก็คือคุณภาพ ของคน ผู้ที่รับจดทะเบียนต้องเข้าใจทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและในแง่ของกฎหมาย คนประเภทนี้หาได้ยากมากในเมืองไทย และถ้าไม่สร้างวันนี้โอกาสของเราหมดแล้วนะครับ ใน ๒๐ ปีที่จะถึงข้างหน้า เรื่องตัวองค์กร คุณอรมนได้พูดไปแล้วว่าจะต้องทําอะไรบ้าง ยังมี กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้ามาในกระบวนการนี้ ซึ่งอาจจะต้อง มีการปรับปรุงเล็กน้อย แต่ที่สําคัญที่สุดคือเน้นเรื่องคนที่ตรวจสอบ
ประเด็นที่ ๒ อาจจะฟังดูเป็นอะไรที่ล่องลอยนิดหน่อยนะครับ แต่ว่า อนุกรรมาธิการเห็นว่ามีความจําเป็น เพราะว่าประเทศที่โตมาพร้อมกับเรา ซึ่งก้าวหน้า ไปแล้วเขาทําการพัฒนาเรื่องนี้ประมาณสัก ๓ ขั้นตอนด้วยกัน อันที่ ๑ คือลอก เราต้อง ยอมรับว่าการลอกเลียนนี้ ในสมัย ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วประเทศต่าง ๆ ที่เดี๋ยวนี้พ้นความยากจน ไปแล้วก็ลอก แต่ว่าเสร็จแล้วเขาพัฒนามาเป็นต่อยอด อันนี้เรามีบ้าง คือใช้เทคโนโลยี ที่หมดช่วงระยะการคุ้มครองแล้ว หรือว่าคิดต่อยอดจากสิ่งที่เทคโนโลยีที่มีอยู่เอามาใช้ จดทะเบียนเพิ่มเติมแล้วก็ใช้มัน จนกระทั่งอันสุดท้ายที่เราพยายามผลักดันกันอยู่ในขณะนี้ ก็คือ สร้างนวัตกรรมหรือว่าเทคโนโลยีของตัวเอง ถ้าจะหลุดกับดักได้ก็ต้องพัฒนาเป็น ๓ สเต็ป (Step) อย่างนี้ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็ยังอยู่กับการลอกเลียน ซึ่งจะมีผลทําให้เราไม่มี แบรนด์ (Brand) ของตัวเอง ไม่มียี่ห้อของตัวเอง เพราะว่าตั้งหน้าตั้งตาจะลอกอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้อาจจะต้องช่วยกันหลายฝ่าย
ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นที่ท่านสมาชิกทั้งในกรรมาธิการแล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลายคนได้ให้ความสนใจมาก ก็คือว่าเราจะทําอย่างไรกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งมีชีวิตของเรา สถานภาพในขณะนี้ก็ยังเจรจากันอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เจรจากันอยู่นั่นละไม่จบสักที เราน่าจะใช้เวลานี้ขึ้นทะเบียนสิ่งเหล่านี้ไว้ก่อน โดยทั่วไป มีกฎหมายฉบับเดียวที่ดูแลเรื่องสิ่งมีชีวิต ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลเรื่องพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สัตว์น้ํา จุลินทรีย์ เราไม่มีอะไรที่จะมาปกป้องดูแลเลย เพราะฉะนั้นการขโมย ทรัพย์สินประเภทนี้ในแง่ของทรัพย์สินมีชีวิตก็ดี ในแง่ของภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก็ดี จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ข้อเสนอแนะของเราก็คือว่า อันที่ ๑ คือต้องเร่งเรื่องการจดทะเบียนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ จุลินทรีย์ให้เกิดขึ้นให้ได้ แล้วในระยะยาวก็ต้องมีกฎหมายที่จะคุ้มครองเรื่องพวกนี้ มีห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ซึ่งเป็นเรเฟอเรนซ์ (Reference) หรือว่าเป็นศูนย์อ้างอิงได้ ที่เราแพ้ประเทศจีนกับประเทศอินเดียก็เพราะว่าเขามีบันทึกสิ่งเหล่านี้เก็บไว้ชัดเจนใช้เป็น เครื่องอ้างอิงได้ตลอดเวลา ถ้ามีการต่อสู้กันในเชิงธุรกิจทางการค้า แต่เรานี่กระจัดกระจาย อยู่ทั่วไปแล้วก็ไม่มีการจัดระบบด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ในส่วนของการเสริมสร้างให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น
เรื่องที่ ๒ คือถ้ามีทรัพย์สินทางปัญญาแล้วก็ไม่มีมูลค่าเพิ่มก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เพราะส่วนใหญ่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่ค่อยลงทุนเอง หรือถ้าเผื่อขายอินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือทรัพย์สินทางปัญญาไป คนที่จะไปได้ก็คือ บุคคลอื่นหรือผู้ที่สร้างทรัพย์สินทางปัญญาก็จะได้ส่วนแบ่งของธุรกิจน้อยมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องการจะสร้างมูลค่าเพิ่มก็คือว่าบุคลากรของส่วนราชการเองและธุรกิจต้องสามารถ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญาโดยมีการสืบค้นแนวโน้มของนวัตกรรมทั่วโลก ให้ได้ ซึ่งหลักทั่วไปของโลกในขณะนี้การจัดการบิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ถ้าเราจะใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นเครื่องที่สํารวจนวัตกรรมเพื่อให้แนวโน้มหรือเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้มของการที่จะพัฒนาทางด้านนวัตกรรมและการจัดการทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นไปตามที่โลกเขาต้องการเราต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ได้นะครับ มีกลไกที่จะ นําทรัพย์สินทางปัญญาไปขยายผล แล้วรัฐจะต้องยอมรับความเสี่ยง ถ้ารัฐไม่ยอมรับ ความเสี่ยงเลยมันไปไม่ไหวหรอกครับ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินซึ่งถ้าเอาไปใช้ ประโยชน์แล้วมันมีความเสี่ยง เราสร้างธนาคาร เราสร้างหน่วยบริการทางการเงินเฉพาะกิจ มาหลายแห่ง แต่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อเอาไปใช้มันมีความเสี่ยงไม่ใช่หมายความว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเอาไปใช้แล้วมันจะเกิดประโยชน์ได้ บางครั้งก็ขาดทุนในขั้นของการ อัปสเกลลิง (Up Scaling) หรือทําให้มันใหญ่ขึ้น บางครั้งเทคโนโลยีก็ไม่สูงพอ ผมมักจะพยายาม เปรียบเทียบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญากับการทําเพลงในแผ่น ๆ หนึ่งมันจะมีเพลงดัง แค่เพลงเดียวและอาจจะไม่ดังเลยทั้งแผ่นก็ได้ เพราะมันเป็นความเสี่ยง แต่ถ้าเผื่อเรา ปล่อยว่าทุกอย่างที่เราลงทุนจะต้องได้กลับคืนมา เป็นไปไม่ได้หรอกครับถ้าจะสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาให้เป็นนวัตกรรมให้เป็นสิ่งที่เป็นของจริงต่อไป สิ่งอันหนึ่งซึ่งเราพยายามจะคิด แม้จะมีกฎหมายออกมาแล้วก็ตาม เราก็พยายามต้องให้มีการขับเคลื่อนในทางการเงินให้ได้ เพราะว่าสถาบันการเงินในขณะนี้เรื่องการประเมินค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเราไม่ลืมว่าเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้นะครับ คนประเมินต้องมีวิธีการ ประเมินเป็นอีกแบบหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ประเมินเป็นมูลค่าที่ดิน มูลค่าธุรกิจเฉย ๆ เพราะว่า อย่างกู๊ดวิล (Goodwill) หรือว่าตราอะไรที่มีความสําคัญของเมืองไทย ก็จะมีนมวัวแดง อย่างนี้เป็นต้น ในภาคที่ผมอยู่นะครับ มันมีมูลค่าของมัน เราจะไปประเมินในลักษณะที่เป็น ทรัพย์สินที่จับต้องได้นี่คงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้นสัดส่วนของการที่จะนําทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทนี้เป็นสินทรัพย์ค้ําประกัน ผมคิดว่าต้องเริ่มให้ได้ในสัดส่วนหนึ่งไม่อย่างนั้นเราทํางาน ไม่ได้นะครับ
ประเด็นต่อไปที่มีการนําเสนอกันมากก็คือเรื่องของการคุ้มครองนะครับ ซึ่งอันนี้ได้พูดกันหลายครั้งแล้วครับ คุณอรมนก็ได้พูดไปแล้วก็คือเรื่องของการจัดระบบข้อมูล ซึ่งในมุมมองของฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าการจัดระบบข้อมูลเป็นการสร้างโอกาส แต่ในมุมมองของ อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าการจัดระบบข้อมูลและชั้นความลับต่าง ๆ เป็นการสร้างทรานส์พาเรนซี (Transparency) หรือการสร้างความโปร่งใสให้กับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่า ถ้ามีข้อมูลที่ดี การละเมิดก็ดี การลงทุนต่อไปในอนาคตก็ดี ผู้ลงทุนก็ดี ผู้ที่จะค้นคว้าวิจัยก็ดี ก็จะได้ทราบอย่างชัดเจนว่าตัวเองกําลังทําอะไร ถ้าเราสามารถที่จะคิดแบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) ได้ ผมคิดว่าก็เป็นทางออกทางหนึ่งซึ่งสามารถที่จะทําให้เรื่องเหล่านี้ โปร่งใสได้นะครับ สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นแนวคิดที่ทางฝ่ายธุรกิจได้พูดกันก็คือว่าเวลามีการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ฝ่ายธุรกิจไม่ค่อยคิดเลยว่าใครจะไปโดนลงโทษหรือไม่โดนลงโทษ แต่สิ่งที่ธุรกิจต้องการก็คือคอมเพนเซชัน (Compensation) หรือการตอบแทนการละเมิด เช่นว่า ให้ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นไปตามหลักการการประเมินทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนใหญ่วิธีการประเมินก็ใช้วิธีการทางแพ่งปกติ ซึ่งอันนี้อาจจะต้องมีการศึกษานะครับ เราก็คงยังไม่ถลําเข้าไปถึงขนาดที่จะไปขอแก้ไขกฎหมายนะครับ แต่ว่าในแง่ของ การพิจารณาคงจะต้องมีการศึกษาและดูว่ามันจะต้องปรับปรุงอย่างไรระหว่างการประเมิน สิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินที่จับต้องได้คือแทนจิเบิลแอสเซต (Tangible Asset) กับทรัพย์สิน ที่จับต้องไม่ได้คืออินแทนจิเบิลแอสเซต (Intangible Asset) อย่างทรัพย์สินทางปัญญา เหล่านี้
ข้อสุดท้ายก็คือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาครับ ทุกครั้งที่ เรามีการประชุมผู้เกี่ยวข้องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรามีปัญหาครับ เพราะฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บังคับใช้กฎหมายมากเกินไป อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าควรจะบังคับใช้กฎหมาย ผมจะยกตัวอย่าง ชัด ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาเราประชุมร่วมกันในครั้งที่แล้วก็คือว่า ฝ่ายที่ประกอบธุรกิจด้าน คาราโอเกะ (Karaoke) รําวง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าสิ่งนี้มีความสําคัญกับคนไทย เราจะ ไปสร้างมูลค่าโดยทําให้การบริการเหล่านี้แพงขึ้น อาจจะไม่ค่อยสมประโยชน์เท่าไรกับการ เผยแพร่เรื่องของเพลงหรือว่าเรื่องของนิยายหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์หรืออื่น ๆ ก็ดี ก็บอกว่ามันต้องบังคับ ใช้เพราะว่ากฎหมายมันมีอย่างนั้นแล้ว ฉะนั้นปทัสถานหรือว่าสิ่งที่เรียกกันว่า นอร์ม (Norm) หรือสิ่งที่เรียกว่าบรรทัดฐาน หรือว่าที่เรียกกันว่า สแตนดาร์ด (Standard) มันเกิด อยู่ที่ไหน ผมคิดว่าฝ่ายบ้านเมืองก็ดี ฝ่ายที่ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาก็ดีต้องมีความชัดเจน เพราะว่าแต่ละแห่งผมเข้าใจว่าคงมีการเลือกปฏิบัติแล้วก็จะเป็นปัญหากับสังคมของเราต่อไป ในอนาคต อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ
ในประเด็นสุดท้าย ณ ปัจจุบันเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ผมคิดว่าจําเป็น ที่จะต้องสร้างศูนย์ที่จะดูแลเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ไปตั้งหน่วยงานใหม่นะครับ แต่ใครสักคน จะต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลเรื่องเหล่านี้นะครับ เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของเรา
สุดท้ายจริง ๆ ผมขอเรียนนิดเดียวว่า เงื่อนไขของความสําเร็จของเรามันอยู่ ตรงกลาง ๆ น้ํา เรื่องทรัพย์สินทางปัญหา การจดทะเบียน แต่ว่าต้นน้ําอยู่ที่งานวิจัย ปลายน้ํา อยู่ที่ทางธุรกิจ ผมคิดว่าเรื่องแรกซึ่งเป็นปัจจัยของความสําเร็จที่สําคัญมากก็คือว่าทําอย่างไร รัฐบาลจะเอาจริงกับเรื่องนี้ครับ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนก็ต้องมีปทัสถาน ต้องมีบรรทัดฐาน ในการดูแลให้มันสอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม ความคิดของคนไทยที่จะก้าวล่วงจาก การลอกไปถึงการต่อยอด แล้วก็ถึงนวัตกรรมใหม่ของเราเอง
เรื่องที่ ๒ ซึ่งผมได้พูดไปแล้วก็คือเรื่องของการปลูกฝังให้คนไทยปรับตัวจาก การลอกเลียนแบบ ดังนั้นแบรนด์ (Brand) ไทย เราไม่มีทางจะหลุดพ้นแบรนด์ (Brand) ที่ดังของเมืองนอกไปได้ มีหลายเรื่องที่เราหลุดพ้นไปเอง เช่น พวกอาหาร พวกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ยังมีกรณีเช่น มวยไทย อยู่ในแคเทกอรี (Category) ไหน แล้วก็จะทําอย่างไรกับ สิ่งเหล่านี้ ฝรั่งเอาไปปรับจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เป็นธุรกิจใหญ่โต มีเงินทองเยอะไปหมด เหล่านี้ เราจะทําอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ก็คือทัศนคติของคนที่กํากับเรื่องการลงทุนเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทางปัญญา ซึ่งผมได้กราบเรียนแล้วว่าความเสี่ยงมีอยู่แน่นอน ถ้าจะไม่ให้มีความเสี่ยงเลย มันไปไม่ได้ ไปไม่ได้ถ้าจะสร้างองค์กรขึ้นมา สร้างสถาบันการเงินขึ้นมา สร้างแบงก์เฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องนี้ แต่ละระบบการกํากับดูแลยังเป็นลักษณะที่ ๑ ต่อ ๑ คือหวังผล ทุกเม็ดเงินที่ลงไป ผมคิดว่าไม่เกิด และประเด็นสุดท้ายซึ่งทุกคนก็กล่าวไปแล้วก็คือเรื่อง การสร้างข้อมูล ทั้งในแง่ของการสืบค้นเพื่อก้าวไปข้างหน้า ทั้งในแง่ของการคุ้มครอง ทั้งในแง่ของ เรื่องของความโปร่งใสในเชิงการบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เพราะการจดสิทธิ ต่าง ๆ นี้ก็จดทั้งในและต่างประเทศด้วย เป็นกลไกหรือเป็นสิ่งซึ่งเป็นเงื่อนไขของความสําเร็จ ในสิ่งที่เราเสนอ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ผมจะนําข้อมูลต่าง ๆ ทั้งที่ ผ่านมาแล้ว แล้วก็จะมีการอภิปรายในวันนี้กลับไปร่วมกับคณะของเราเพื่อแก้ไขให้รายงานนี้ สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะทําได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่อง ครอส คัตติง อิชชู (Cross Cutting Issue) แล้วก็มีคนสนใจมาก ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละ ไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ขณะนี้มีแสดงความจํานงอย่างน้อย ๙ ท่านแล้ว ผมจะอ่าน ๓ ท่านแรก เพื่อท่านจะได้เตรียมตัว ท่านแรก ท่านคุรุจิต ท่านที่ ๒ ท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ ท่านที่ ๓ ท่าน พลโท กฤษณะ ขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิก สปช. ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ได้นําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นรายงานที่ดีมากแล้วก็มีความละเอียดสมบูรณ์มากนะครับ แม้ท่านจะใช้เวลาถึง ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที ในการพรีเซนต์ (Present) ก็ไม่เบื่อเลยนะครับ ผมก็อยากจะเรียนสั้น ๆ คงใช้เวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีนะครับว่า ผมก็เห็นด้วยกับทุกข้อเสนอ กับวิธีการที่ท่านเสนอในรายงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริม การสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา และการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การป้องกัน และปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ทางปัญญา แล้วก็การคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรม สุดท้ายก็คือเรื่องของการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ท่านประธานครับ ดัชนีชี้วัดความเจริญของประเทศประการหนึ่งว่าประเทศเราได้ก้าวพ้นจาก การเป็นประเทศกําลังพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การที่เราจะหลุดพ้นจากการ เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือที่เรียกว่ามิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ผมคิดว่าดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งก็คือเรื่องของการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมให้คน ในประเทศเคารพลิขสิทธิ์และสิทธิทรัพย์สินทางปัญญานะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ ๒ ทาง คือทูเวย์ (Two Ways) นะครับ เราเคารพเขา เขาก็เคารพของเรา แล้วผมก็ยังจําได้ โดยส่วนตัวเวลาไปซื้อ เมื่อ ๑๕ ปีก่อน ไปซื้อคอมพิวเตอร์ที่พันธุ์ทิพย์พลาซา เขาก็บอกว่าท่านจะโหลด (Load) แบบมีทรัพย์สิน หรือไม่มีทรัพย์สิน โหลด (Load) แบบมีทรัพย์สินก็ใส่ชื่อท่านลงไปเลย โหลด (Load) ไม่มีทรัพย์สินก็แบบไม่ใส่ชื่อ เป็นยูเซอร์ (User) แต่มันก็ไปไม่จีรังยั่งยืนครับ ผ่านไป ๕ ปี เอาอะไรมาเสียบเข้าในคอมพิวเตอร์มันก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วเราก็ควรเคารพ ทรัพย์สินทางปัญญาเสียดีกว่า ผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการไปนอกจาก สิ่งที่ท่านนําเสนอว่าก็ทําด้วยคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) สมควรจะให้ปริญญาโท วิทยานิพนธ์ไปได้เลย เพียงแต่ว่าไม่รู้ท่านจะทําสําเร็จหรือเปล่าในทุกเรื่องที่ท่านอยากจะทํา แล้วทําได้พร้อมกันหรือเปล่าอย่างไรก็ตาม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือท่านควรจะ เน้นมิติด้านการต่างประเทศให้มากขึ้น ใช้เวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศนี้เราก็มีพลเมืองรวมกัน ๕๐๐ ล้านคนที่จะผลักดันจุดยืนของไทย ในเรื่องไอพี (IP) ให้เป็นที่รองรับ ให้เป็นที่รับรู้ ต่อกรกับอียู (EU) ต่อกรกับประเทศ สหรัฐอเมริกา เพราะเราลําพังเพียง ๗๐ ล้านคนเสียงก็คงไม่ดัง เพราะฉะนั้นเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญามันก็เป็นเรื่องที่ควรจะเน้นแล้วก็มีบุคลากรที่ต้องฝึกฝนในการเจรจา ระหว่างประเทศในเวทีอาเซียน (ASEAN) ผมก็เข้าใจว่าท่านก็คงทําอยู่ แต่ว่าควรจะทําแบบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศเล็ก ๆ เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ใต้เรา พูดจ้อย จ้อย จ้อย มีคนอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนเอง แถมยังเป็นพันธมิตรให้กับผู้ที่จะต้องเจรจากับเราอีก เราควรจะใช้ เวทีนี้แสดงจุดยืนเรา หาพันธมิตรอย่างประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศมาเลเซีย หรือ ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นพันธมิตร ประเทศเวียดนามป็นพันธมิตรกับเรา หรือซีแอลเอ็มวี (CLMV) ทั้งหลายนี้เสียงเราก็จะดังมากขึ้นในจุดยืนของเรา เรื่องอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) นอกจากเวทีอาเซียน (ASEAN) แล้ว ในเวทีดับเบิลยูทีโอ (WTO) มันก็เป็นประเด็นทางการค้าเหมือนกัน มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเดียว มันไปเน้นเรื่องการต่อรองทางการค้าหลาย ๆ เรื่อง คู่แข่งทางการค้าเราเขาก็จะพยายาม ทุกวิถีทางเอามายัดใส่ในเวทีนี้ ใส่ในเวทีนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องบูรณาการหน่วยงานด้าน การค้าของเรา ไม่ใช่เรื่องการค้าอย่างเดียว บางทีไปโผล่ในเรื่องไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) ก็มี เรื่องยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) ก็ดี หรือไปเจรจาเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ทีมไทยแลนด์ของเราต้องบูรณาการแล้วก็ต้องรู้เขารู้เรา ไม่ใช่รู้แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับรองปลัดอยู่ไม่กี่คน มันต้องรู้ กระทรวงต่างประเทศก็ต้องรู้ว่าเขาจะมาไม้นี้ เราเป็น ประธานกลุ่มจี ๗๗ (G 77) เราควรจะแสดงบทบาทนําในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ได้ไหมครับ แล้วทรัพย์สินทางปัญญาของเราอะไรที่เด่น เราควรจะผลักดันโดยอาเซียน (ASEAN) มีมูชวลรีคอกนิชัน (Mutual Recognition) ว่าเรารับรองเขา เขารับรองเรา แล้วก็สามารถจะไปประกาศศักดาต่อกรกับอียู (EU) ได้ไหม ตอนนี้อียู (EU) ก็ไมนัสวัน (Minus One) ไปแล้ว น่าจะเบา ๆ ลงไปนิดหนึ่งนะครับ ผมก็เห็นด้วยกับการปรับปรุงระบบ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและตรวจสอบเครื่องหมายทางการค้าให้มันเร็วขึ้นนะครับ แต่ก็ถ้าทําแบบราชการมันก็คงจะไปไม่ถึงไหน แล้วก็คิดว่าการไปขอเพิ่มคน เพิ่มกําลังมันก็จะ อยู่ในกรอบความคิดเดิม ๆ ผมก็อยากจะเสนอ ก็ไม่รู้จะทําได้หรือเปล่าว่า ท่านใช้ระบบ แบบกงสุลกิตติมศักดิ์ได้ไหม ทําไมกระทรวงต่างประเทศเขาให้คนต่างชาติออกวีซ่า (Visa) ประเทศไทยโดยคนต่างชาติได้ เพราะกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นผู้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีจริยธรรมสูง มีความลอยัลตี (Loyalty) สูงกับประเทศไทย หรือท่านใช้ระบบผู้พิพากษาสมทบได้หรือเปล่า ทําไมท่านมีผู้พิพากษาศาลสมทบทรัพย์สินทางปัญญา ท่านจะมีผู้ตรวจสมทบเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาไม่ได้ ก็ข้าราชการของท่านที่เกษียณไปนี้ให้เขาไปเลย ฉบับละหรือเรื่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท มันก็จะประหยัดที่ท่านไม่ต้องไปตั้งอัตราข้าราชการเป็นอีกกี่คน ตลอดชีวิต ราชการเป็นเงิน ๑๐๐ ล้านบาทต่อคนอะไรอย่างนี้ ให้เขาไปเลยเรื่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นผู้ตรวจการทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้าสมทบ ก็ผู้พิพากษา หรืออัยการยังเป็นอัยการอาวุโสหรือว่าผู้พิพากษาอาวุโสได้ เพราะว่ามีองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ แต่ท่านไม่ต้องทํางานบริหารนี้ ทํางานเรื่องทางเทคนิคอย่างนี้จะได้ไหม
เรื่องของการที่จะไปเอกซ์พลอร์ (Explore) จริง ๆ ผมก็เพิ่งทราบนะครับ นึกว่าฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาปัจจุบันนี้เรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ กลายเป็น เรื่องอาญา ติดคุก เสียค่าปรับเฉย ๆ นะครับ ก็ควรจะศึกษานะครับ เพราะว่าผู้ที่ไปละเมิด ก็จะได้เข็ด แต่ทีนี้มันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะว่าส่วนใหญ่เราไปละเมิดเขา แต่ว่า จริง ๆ ก็ควรจะต้องทํา แต่ผมก็เกรงว่ามันก็ยังช้าอยู่ดี เพราะเรามีถึง ๓ ศาล กว่าคดีจะเสร็จ ๑๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากไว้ว่าเรื่องประเด็นทรัพย์สินทางปัญญานั้น ท่านควรจะเน้นเรื่องมิติด้านต่างประเทศและฝึกคนในเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะอยู่แต่ในกรมทรัพย์สินทางปัญญากับกระทรวงพาณิชย์กันไม่กี่คน แต่ว่าให้รู้ไป ในวงกว้าง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกระทรวงอื่น ๆ แม้แต่กระทรวงกลาโหมก็อาจจะเกี่ยวก็ได้ ไปโผล่ในวงทหารก็ได้ ไปแอบเจรจาเสนอเรื่องเหล่านี้นะครับ แล้วก็ท่านอย่าบอกว่าทําเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ไม่ได้ ผมว่าทําได้ถ้าตั้งใจจะทํานะครับ ระบบกงสุลกิตติมศักดิ์หรือระบบผู้พิพากษาศาลสมทบ ก็ทํามาแล้ว ก็อยากจะฝากด้วยนะครับ แล้วก็จริง ๆ ผมคิดว่าก็อยากจะย้ํานะครับ ดัชนีชี้วัด ความเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ความที่จะพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ก็คือเรื่องความก้าวหน้าเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และคนไทยเราก็เก่งครับ ที่สําคัญ คือทําให้คนเก่ง ๆ ผลิตนวัตกรรมเข้าไปอยู่ในกระบวนการ หรือโพรดักชันเชน (Production Chain) ที่จะผลิต แล้วไปจดทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็ไปต่อยอดเป็นมูลค่าทางการค้าได้ ผมไปเข้าคอร์ส (Course) อบรมอะไรก็ไม่รู้ ก็จําได้ว่าที่กรุงอะไรที่เป็นศูนย์กลางรับจด ที่ในยุโรปนะครับ จะมีสายลับของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีไปเดินป้วนเปี้ยนไปดูว่า คราวนี้ใครมีอะไรจดบ้าง แล้วก็ไปถ่ายซีรอกซ์ (Xerox) แล้วมาดัดแปลงให้จดไม่เหมือนกัน อีกสักนิด ข้อต่อยาวขึ้น ๑ นิ้วก็เป็นอีกทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนะครับ ของเราต้องไปถึง ขนาดนั้นเราถึงจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านคุรุจิตคงเห็นข่าวสายลับปลาหมึกย่างนะครับ ต่อไปขอเชิญ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ ท่านเป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ขอเชิญครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างยิ่งครับ กระผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิก ลําดับที่ ๑๐๙ ครับ ขอชื่นชมคณะกรรมาธิการครับที่ได้ดําเนินการในเรื่องรายงานฉบับนี้ ซึ่งมีความครอบคลุมทุกด้านนะครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ก็จะขอเน้นในเรื่องวิธีการ ปฏิรูปที่ ๔ ก็คือเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ก่อนที่จะอภิปรายผมขออนุญาตนําตัวเลขมาให้ ที่ประชุมแห่งนี้ได้รับทราบว่าประเทศที่มีอัตราการละเมิดต่ําสุด ๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือ ประเทศ สหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศลักเซมเบิร์ก ก็คือเป็นประเทศที่เจริญแล้วนะครับ ประเทศที่มีอัตราละเมิดสูงสุดก็คือประเทศจอร์เจีย ประเทศซิมบับเว และประเทศมอลโดวา อันนี้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ประเทศไทยประมาณสักกลาง ๆ นะครับ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่จาก การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ทําให้การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทยมีอัตรา การละเมิดน้อยลง สังเกตว่าในปัจจุบันแหล่งใหญ่ ๆ เช่น พันธุ์ทิพย์พลาซาก็ตาม มาบุญครอง ก็ตาม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาลดน้อยลง ก็อันเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่ท่านประธานเป็นรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อันนั้นชัดเจนนะครับ มีการคาดโทษพื้นที่ที่รู้เห็นเป็นใจ ทําให้ การละเมิดลดน้อยลง พอการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนพื้นดินลดน้อยลงมันก็จะไปโผล่ อยู่ในอินเทอร์เน็ต (Internet) ฉะนั้นการละเมิด ทําไมคนไทยถึงนิยมใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา มีหลายเหตุและหลายประการนะครับ
ในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ในรายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนของ สปท. เราได้ มองเห็นถึงปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งที่จะดําเนินการได้เร่งด่วนชัดเจนก็คือ เรื่องการระงับการแพร่หลายซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านั้น เนื่องจากการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาไม่ได้เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ทําให้ไม่สามารถที่จะระงับ การแพร่หลายได้ จากรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการ สื่อสารมวลชนเราได้กําหนดให้ความผิดตามกฎหมายอื่นซึ่งขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มีอํานาจร้องต่อศาลเพื่อระงับการแพร่หลายได้ ซึ่งตรงนี้ได้ไปปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติ คอมพิวเตอร์ที่อยู่ระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติรับหลักการ อยู่ระหว่างการแปรญัตติของ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งตรงนี้กระผมได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ก็ขออนุญาตนําเรียนต่อท่านประธานว่า ตามมาตรา ๒๐ ที่ร่างใหม่นี้กําหนดว่า กรณีทําให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังต่อไปนี้ พนักงาน เจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรียื่นคําร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มี เขตอํานาจขอให้มีคําสั่งระงับการแพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์เหล่านั้นออกจาก ระบบคอมพิวเตอร์ได้ (๓) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นความผิดอาญาต่อกฎหมายอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้นได้ร้องขอ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมีลักษณะขัดต่อความสงบ เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตรงนี้ก็จะตอบโจทย์ให้กับทางคณะกรรมาธิการได้
ส่วนประเด็นในเรื่องการปฏิรูปที่เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ในรายงานหน้า ๒๓ ย่อหน้าที่ ๒ ซึ่งกําหนดบทบัญญัติให้ได้รับข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๔ พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ในลักษณะเมื่อได้รับการแจ้งเตือนแล้วถอดออก ก็คือโนติซ แอนด์ เทกดาวน์ (Notice and Takedown) อันนี้ไม่เป็นความผิด อันนี้ก็คงขัดต่อหลักการ ของพระราชบัญญัติดังกล่าว แล้วในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ .... ที่กําลังพิจารณาอยู่ในวาระที่สองของ สนช. นี้กําหนดมาตรา ๑๔ อันใหม่นี้ว่า เฉพาะกรณีนําข้อมูลปลอมหรือข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ลักษณะของการกระทํา ความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ก็ดี ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาก็ดีเป็นลักษณะของการนําข้อมูล ซึ่งไม่ได้ปลอม ไม่ได้เท็จ นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ก็ต้องไปใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ที่ให้อํานาจ ในการที่ร้องต่อศาลในการที่จะให้ยึด อายัด หรือระงับการแพร่หลายใน พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘ แต่ก็มีสิ่งที่กังวลในการใช้อํานาจตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ฉบับนี้ในเรื่อง คํานิยามของคําว่า ผู้ให้บริการ ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมถึง เนื่องจากผู้ให้บริการในข้อเท็จจริง มันจะมีลักษณะอยู่ ๒ ระดับ ก็คือ ๑. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) กับผู้ให้บริการ เว็บไซต์ (Web site) หรือแอปพลิเคชัน (Application) ในการที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญา ท่านไม่ได้เขียนรายละเอียดลงไปทําให้ในการบังคับใช้ ซึ่งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ก็จะไม่ทราบรายละเอียดในการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาเหมือนกับเป็นผู้สร้างถนน แต่ผู้รับสัมปทานในการบริการถนนจะรู้ว่าการกระทํา ความผิดเกิดตรงไหน อย่างไร อันนี้เป็นข้อสังเกตที่จะฝากคณะกรรมาธิการไว้นะครับ ผมก็มีข้อสังเกตที่จะนําเสนอท่านประธานเพื่อส่งมอบไปยังท่านกรรมาธิการในการพิจารณา ปรับปรุงรายงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วก็ทันต่อเหตุการณ์กับกฎหมายที่กําลัง พิจารณาอยู่ในปัจจุบัน ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณท่าน พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญมาก แล้วก็เรามี คํากล่าวว่า บ่อน หวย ส่วย ซ่อง และของก๊อปปี้ (Copy) ครับ และตรงนี้เราก้าวขึ้นสู่ ประเทศชั้นนําไม่ได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่สามารถสร้างระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างเสริมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นครีเอทิฟ แอนด์ อินโนเวทิฟ อีโคโนมี (Creative and Innovative Economy) นะครับ ผมคงไม่ได้มานั่งที่ตรงนี้ คงจะไปอยู่ในคุกแล้ว เหมือนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ที่ถูกพิพากษาตอนอายุ ๗๒ ปี จําคุก ๖ ปี เพราะทุจริต ผมเคยเป็น รัฐมนตรีกํากับกรมนี้ไม่ถึงเดือนครับ มีนายหน้ามาเสนอให้เดือนละ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ต้องทําอะไร และเดี๋ยวมีคนจัดฉากสร้างผลงาน มันเป็นทั้งระบบเลยครับ ทําแบล็กลิสต์ (Blacklist) ๕๐ ตํารวจประจําโรงพักทั้งหลายชุดแรก สารพัดเรื่องครับ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ ปัญหาเล็ก ๆ เลย มันลึกมาก พอกับบ่อน หวย ส่วย ซ่อง ยากขนาดไหน และวันนี้ไปยากกว่านั้น คือไปสู่ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ดังนั้นก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นด้านลบที่ต้องจัดการ ก่อนสร้างฐานใหม่ขึ้นไป
ต่อไปผมจะประกาศรายชื่อก่อนที่ พลโท กฤษณะ จะอภิปรายนะครับ จะได้รู้ ล่วงหน้ากัน คือท่านที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ก็คือท่านนิกร จํานง ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ต่อไปขอเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาจัดทํารายงานฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นรายงานดีเยี่ยม ที่ว่าผมขอขอบพระคุณ เพราะว่าจะมีทั้งคนไทยแล้วก็ประเทศจะได้ประโยชน์จากรายงาน ฉบับนี้ ในภาพรวมก็คือ ๑. คนไทยก็จะมีความรู้ความเข้าใจไม่ไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จนถูกดําเนินคดี มิใช่ทางแพ่งอย่างเดียว มีทางอาญาด้วย ผลประโยชน์ต่อมาทําให้ผู้ประกอบการ จะได้มีความรู้ความเข้าใจรักษาสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายของตัวเอง ประการสุดท้ายในภาพรวม ทําให้ประเทศมีภาพพจน์ ภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้นว่าได้มีการ ดําเนินการอย่างจริงจัง ขอเรียนว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมิได้สําคัญเฉพาะภาคเอกชน เท่านั้น ยังมีความสําคัญต่อภาคราชการและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน ที่มีการวิจัยและพัฒนา อันนี้ก็รวมถึงกระทรวงกลาโหมด้วยว่าได้มีการเน้นย้ําว่าถ้าไปทํา ความตกลงในเรื่องการวิจัยพัฒนาต้องไม่ลืมในเรื่องตกลงกันให้เรียบร้อย ในเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตรหรือจะเป็นย่อยลงมาเรียกว่าอนุสิทธิบัตร ทั้งใน การตกลงกับหน่วยงานภายในประเทศ กับเอกชนหรือกับกองทัพมิตรประเทศ อันนี้ถือว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งสําคัญ ผมมี ๒ ประเด็นที่จะนําเสนอ
ประเด็นแรก เน้นเรื่องเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าผมว่าทราบกันดี นะครับมีมูลค่ามหาศาล จนมีการกล่าวว่าเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เรียกว่า น้ําดํา ถ้าโรงงานผลิตน้ําดําที่มีชื่อนี้ไฟไหม้ ทั้งโลกสามารถจะเอาเครื่องหมายการค้าไปกู้เงิน จากสถาบันการเงินได้ อันนี้ก็จะเรียกว่าเครื่องหมายการค้ามีมูลค่ามหาศาลเพียงใด ในเรื่อง รายงานฉบับนี้ได้บอกว่าการให้ทรัพย์สินทางปัญญา ไทยได้รับการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาในประเทศที่ส่งออก อันนี้เป็นประเด็นที่ดีมาก เพราะคิดว่ายังมีผู้ประกอบการ ในไทยที่ไม่ทราบ ทําให้พลาดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เท่าที่ทราบผมพอจะมีตัวอย่างอยู่ ๒ กรณีในอดีต อันแรกก็คือเรื่องซอสพริกที่ตั้งชื่อ ตามอําเภอหนึ่งในประเทศไทย มีชื่อมาก แต่ปรากฏว่าพอส่งออกไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีชาวต่างชาติได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนบ้านซึ่งไปประกอบกิจการที่นั่นก็แอบไปจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าชื่อนั้น ทําให้ผู้ประกอบการของไทยก็มีปัญหานะครับ ไม่สามารถจะไป จดเครื่องหมายการค้านั้นได้ รวมทั้งก่อนหน้านี้ผมก็ได้ข่าวว่ามีบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่มีชื่อของไทย พอจะไปในประเทศจีน ก็ปรากฏว่ามีมือดีตัดหน้าไปจดทะเบียนชื่อนะครับ อันนี้ก็เลยคิดว่าการที่รายงานของท่าน เน้นให้ความสําคัญเรื่องนี้จะมีส่วนสําคัญในการช่วยผู้ประกอบการของไทยที่ยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้ก็ขอเรียนถามนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ตอนหลังผมไม่ทราบ ผลสุดท้ายความคืบหน้าว่า ๒ กรณีข้างต้นเป็นอย่างไร วันนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจจะ มีข้อมูลนะครับ ก็จะเรียนถามว่าในเมื่อพลาดไปแล้ว ไม่ทราบว่าหน่วยงานของรัฐพอจะ ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไรนะครับ
ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผมมองว่าในเมื่อ ประเทศไทยเรายึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จะยกเว้น จะละเว้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายบัญญัติให้มีข้อยกเว้นหรือละเว้น ถ้ามิฉะนั้นก็จะต้องปฏิบัติ หน้าที่บังคับใช้ แล้วก็ต้องมีการเพิ่มอย่างเคร่งครัด จริง ๆ การบังคับใช้กฎหมายนี้ถ้าบังคับใช้ มันต้องบังคับ แต่ประเทศไทยต้องมีเพิ่มอีกอันหนึ่ง เคร่งครัด จะเป็นเพราะว่าไม่ค่อย บังคับใช้นะครับ ในข้อเสนอนี้ผมขออนุญาตเพิ่ม ถ้าคิดว่าจะทําให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คืออยากจะ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผมดูตอนนี้หน่วยงานของรัฐ หายใจเข้าออกเป็นเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัด ไม่ทราบนะครับ แล้วแต่คณะกรรมาธิการ ไปนําเสนอว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่เข้มข้นกว่าเดิม ที่เข้มข้น กว่าเดิมนี้ ผมว่าจะมีส่วนสําคัญในการผลักดันหรือปรับปรุง หรือกระตุ้นให้หน่วยงานบังคับใช้ กฎหมายปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังเพิ่มยิ่งขึ้นครับ กระผมก็มีเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านต่อไปนะครับ ขอเชิญ ท่านนิกร จํานง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม และอดีต ส.ส. ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ เกี่ยวกับรายงานนี้อยากจะเรียนว่าก่อนอื่น ก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจชุดนี้ที่ได้ นําเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องสําคัญเป็นอย่างมากทีเดียว แล้วก็ที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ ก็คือขอบคุณท่านรัฐมนตรีปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นะครับ ผมเองสนิทกับท่าน ผมได้อ่าน รายงานตั้งแต่สองวันที่แล้ว แล้วก็ติดใจอยู่บางส่วน เลยโทรไปหาท่านในฐานะที่สนิทสนมกันว่า ผมเห็นว่าประเด็นนี้อาจจะยังมีปัญหาอยู่บ้าง ด้วยความที่สนใจเรื่องนี้ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ และท่านก็ได้อธิบายให้ฟัง แล้วก็บอกว่า ผมเข้าใจแล้ว ท่านบอกว่าให้ผมอภิปรายเถอะ จะได้ ช่วยกันดู ผมก็เลยจะขออภิปรายในประเด็นเกี่ยวกับรายงานเรื่องนี้ ก็เรียนว่าเหมือนที่ได้ เรียนกับท่านว่าคงจะอภิปรายแบบเอาจริงเอาจังแล้วก็ตรงไปตรงมา แต่อยากจะเรียนว่า อาจจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่นบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาอันใด แค่ต้องการอยากจะให้เป็นกรอบ ที่ว่า เผื่อจะเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น โดยสภาพของข้อเสนอเป็นรายงานที่ละเอียดมากนะครับ มีเอกสารที่เสนอถึง ๗ ประเด็น ถือเป็นวาระแห่งชาติ เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ เป็นรายละเอียด ๗ ด้าน ผมมองว่าตรงนี้เมื่อพิจารณาของสภาพข้อเสนอแล้ว เป็นการเสนอ ที่ท่านอาจจะตั้งใจว่าอยากจะทําให้กว้าง ครอบคลุม สิ่งที่เราดึงกว้างมากมันจะมีปัญหา แทรกซ้อนขึ้นมา มันจะบาง หมายถึงว่าการจี้ลงไปในประเด็นมันจะบาง ก็คือคลุมทั้งหมด แต่ว่าบาง คือเบาบาง ผมมองว่าตรงนี้เองก็เลยกลายเป็นว่ามันเป็นเหมือนกับเป็นหลักปฏิบัติ ทั่วไปของเรื่องสิทธิบัตร เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ก็คือเป็นพรินซิเพิล (Principle) ที่กว้างขวาง ก็คือท่านจะมีรายละเอียดว่า ในยุทธศาสตร์เป็นแบบนี้ ๆ ความเป็นมาเป็นแบบไหน กฎหมาย เป็นแบบไหน คือคลุมทั้งหมด แต่ผมมองว่าทําให้บางนะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือรายละเอียดที่นําเสนอนี้เป็นการนําเสนอแบบรวม ๆ นะครับ ไม่ได้แยกส่วน ก็คือว่าแสดงลักษณะที่ต่างกันนี้ คือเสนอเป็นองค์รวมในการจัดการ โดยเรื่องกฎหมายเรื่องอะไร ประเด็นที่เสนอนี้จริง ๆ แล้วมีความแตกต่างกัน เป็นกฎหมาย หลายฉบับมาก เรื่องลิขสิทธิ์การคุ้มครองเมื่อสร้างสรรค์เสร็จไม่ต้องจดทะเบียนก็เป็นฉบับหนึ่ง นะครับ สิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบคุ้มครองเมื่อจดทะเบียนย้อนไปถึงวัน มีคําขอก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เครื่องหมายการค้าก็เป็นชุดหนึ่งของส่วนที่นัยสําคัญคือเป็นเรื่อง กฎหมายนะครับ ความลับทางการค้านี้เป็นเรื่องใหม่ขึ้นมานะครับ การคุ้มครองที่ยังคงเป็น ความลับอยู่ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ แล้วก็ทางวัฒนธรรม ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ ประเด็น เหล่านี้เองมองว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก แต่การเสนอที่เราจะเสนอเป็นรวม ๆ ในสภาพปัญหา คือแต่ละอย่าง ๆ ที่ผมเรียนแล้วว่าบาง แต่ว่าถ้าลึกไปแต่ละอย่างตรงนี้ อาจจะทําให้เราสามารถเจาะเข้าไปได้ในฐานของปัญหา ซึ่งไม่เหมือนกันเลยในแต่ละเรื่อง นะครับ ผมก็เลยอยากจะเสนอว่า ผมไม่ได้มองในลักษณะเป็นข้อสังเกต แต่ผมเสนอในเชิง นโยบาย คือเรื่องนี้ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่ สําคัญ แล้วก็เกี่ยวเนื่องกันเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นการสร้างความเข้มแข็งในเรื่องนี้ เป็นเรื่องการสร้างความเข้มแข็งในด้านการ แข่งขัน คือเราอยู่ในโลก ประเด็นที่สําคัญก็คือเหมือนอยู่ในสนามรบ แล้วทุกคนรบกันหมด เราเองแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านแค่โขนยังจะรบกันเลย นี่ว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน อยู่ใกล้บ้านกันไม่ต้องไปพูดถึงที่ไกล ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เองประเทศไทยต้องต่อสู้ กับประเทศต่าง ๆ คือทั้งเป็นมิตร ทั้งต่อสู้ ถูกครอบโดยสนธิสัญญาทางการค้า ซึ่งมันมีบท แซงก์ชัน (Sanction) มากมาย การอยู่ในสภาวะแบบนี้เรามีทั้งความได้เปรียบ แต่ส่วนใหญ่ เราอยู่ในภาวะเสียเปรียบ เพราะความที่เราเป็นประเทศเล็กในจํานวนประชากรนะครับ แล้วก็เราเองก็ไม่ใช่เป็นประเทศหลังเขาหรอก เราพัฒนาช้ากว่าเขา เพราะฉะนั้นประเทศ ของเราเองเรามีความอ่อนด้อยอยู่หลาย ๆ เรื่องนะครับ แล้วเรื่องการคุ้มครอง ไม่ใช่เรา คุ้มครองแต่เดิม เราถูกบังคับให้คุ้มครอง เป็นกฎหมาย ถ้าหากว่าเราไม่ทําเราจะถูกแซงก์ชัน (Sanction) อย่างโน้นอย่างนี้ เท่ากับว่าตรงนี้ต้องดูให้ดีว่าเราถือปลายหรือถือด้าม เราเอา มือจับที่คม เขาจะรูดเมื่อไรมันก็บาดมือเราเมื่อนั้น ตรงนี้เป็นประเด็นสําคัญอยู่เช่นกัน ที่จะต้องมองให้ออกว่าเป็นภาวะของการต่อสู้อยู่ในตลาดการค้าที่โลกเป็นหนึ่งเดียวไปแล้ว นะครับ เราพึ่งพามาก การต่อสู้ในด้านนี้ของเรานี้ เราจะต้องมีการกําหนดทั้งยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่เหมาะสมเพื่อจะเอาตัวรอดให้ได้นะครับ
ประเด็นที่ถ้าพูดถึงยุทธวิธีแล้ว ผมก็อยากจะนําเสนอว่า เรามาดูกันยุทธวิธี ที่ยิ่งใหญ่นะครับ ก็คือว่าเรื่องตําราพิชัยสงครามของซุนวู ซึ่งเป็นชาวตะวันออกเหมือนกัน เรามาลองปรับแอปพลาย (Apply) กับตรงนี้ดูนะครับว่าเป็นอย่างไร ผมอยากจะเรียน อยากจะยกตัวอย่างว่า หลักการที่มันมีการนําเสนอเป็นลักษณะเหมือนกันเป็นแบบดาวสี่แฉก นะครับ ของซุนวูเองอยากจะเรียนท่านประธานว่ามีลักษณะเป็นดาวสี่แฉกแบบนี้ สิ่งที่จะต้อง ชัดเจนมากในการทําสงครามหรือว่าการสู้รบ สงครามขนาดใหญ่แบบนี้ก็คือว่า ต้องรู้ อะไรบ้าง ต้องรู้ดิน รู้ฟ้านะครับ รู้ดินก็คือรู้ว่าเราเป็นเพลซ (Place) ตัวเราเองหมายถึงว่า มีภาวะเป็นแบบไหน จุดแข็งเราคืออะไร มีจุดเข้มแข็งอะไรบ้าง เราอยู่ตรงไหน อย่างไร รู้ฟ้าก็คือรู้ตัวเองนั่นเอง การรู้ฟ้าก็คือรู้สิ่งแวดล้อมทั้งมวลว่าฟ้านี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ให้ได้ แต่เราควบคุมไม่ได้ คือภาวะของโลก ภาวการณ์เปลี่ยนไปกรณีที่เกิดขึ้นจากอียู (EU) จากประเทศอังกฤษที่แยกตัวออกไป สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้เราควบคุมไม่ได้เลย แต่เราต้อง รู้ให้ได้ตามสมควร ไม่อย่างนั้นเราอยู่ท่ามกลางตรงนี้ รู้ว่าฝนจะตกจะได้หลบทัน จะได้เตรียมร่ม แต่เราป้องกันฝนตกไม่ได้ สิ่งที่จะต้องมีอีกอย่างก็คือว่าการรู้ผู้นํานะครับ การรู้ผู้นําก็คือว่า ใครจะเป็นคนนําเรา เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกได้พูดแล้วว่าเรื่องนี้เป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่คนที่จัดการอยู่นี้ก็คือกลายเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นคนบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นผู้นําแท้ ๆ ของเราในระดับรัฐบาลเป็นใคร แล้วจะไปกันตรงไหน อย่างไร แล้วก็ต้อง รู้เป้าหมายด้วยว่าเราจะไปจุดตรงไหนจุดที่เราจะไปยึดให้ได้ ที่ต้องชนะให้ได้ ไม่อย่างนั้น มันจะเป็นการต่อสู้เข้าไปในสงครามขนาดใหญ่ ระยะทางและเวลาจะทําให้เราแพ้ในที่สุด ประเด็นที่สําคัญอีกอย่างก็คือว่าอาวุธที่เราใช้หรือว่าวิธีการ รู้วิธีการนอกจากว่าเรารู้ผู้นํา รู้เป้าหมายแล้ว วิธีการที่จะใช้เพื่อให้ทุกองคาพยพของเรานี้เคลื่อนไปด้วยกันจะได้รู้ ไม่ใช่ว่า หน่วยหนึ่งรู้ อีกหน่วยหนึ่งไม่รู้ ไม่รู้จะไปสู่เป้าหมายอย่างไร ผมเรียนว่าเป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่ จริง ๆ ดังนั้นจุดดังกล่าวนี้ เหมือนที่ซุนวูบอกว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง เป็นคํากล่าว แต่จริง ๆ แล้วลึก ๆ ตรงนี้เป็นการใช้กําลัง เขาบอกว่าถ้าเรามีกําลังมากกว่า เขามาก ๆ ให้ล้อมไว้ ไม่ต้องโจมตีให้เสียกําลัง เดี๋ยวก็แพ้ไปเอง สิ่งเหล่านี้เรากําลังถูกล้อม ไม่ว่าจะจากประเทศมหาอํานาจแบบประเทศจีน หรือทางยุโรป หรืออเมริกา เหมือนไอยูยู (IUU) นี่คือเราถูกล้อม ไม่ต้องทําอะไรเลย ไม่ต้องเข้ามาโจมตีเลย นั่นคือการที่เขามีกําลัง มากกว่าเรามาก ให้ล้อมไว้ ถ้ามีกําลังมากกว่าเขา ๑๐ เท่าให้เข้าโจมตี ถ้ามีกําลังเท่ากัน ให้ดูจังหวะแล้วจึงโจมตี ถ้ามีกําลังน้อยกว่าอย่าเข้าโจมตี แต่ว่าต้องใช้วิธีที่ว่าซุ่มโจมตี แต่ถ้าน้อยกว่ามาก ๆ ให้หนี อย่าสู้ การปะทะโดยตรงมีแต่ทําให้แพ้และเสียเลือดเนื้อ เสียเปล่า ๆ ทีนี้เรื่องนี้เรามาพิจารณาเรื่องของเราว่าถ้าเราใช้ลักษณะแบบนี้ ลักษณะของ เราเองนะครับ เรื่องแรกคือลิขสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ในองค์ประกอบที่ท่านได้เสนอแล้วว่าจะต้อง สร้างกันมากมายเลย ปัญหาก็คือเวลาเคลื่อนไปพร้อมกันเราจะสร้างทันไหม นี่ก็คือว่า ความอ่อนแอของเรา การเสียเปรียบของเรา เราต้องเข้าใจตรงนี้ ดังนั้นเราไปสู้รบอย่าวิ่ง เท่ากัน ไม่ใช่เขาอยู่กับที่ เขาก็เคลื่อนไปเหมือนกัน ดังนั้นจุดตรงนี้ถ้าเราเสริม เราต้องแยก ให้ออกว่าลิขสิทธิ์ การเสริมสร้างตรงนี้เรายังอ่อนด้อยอยู่มาก ดังนั้นเราจะประคองตัวอย่างไร ที่จะรักษาเอาไว้นะครับ ถ้าเราลุยไปเรื่อย ๆ ให้ออกกฎหมายอะไรเราก็ออกทันสมัย กลายเป็นว่าเรามาบีบตัวเอง สร้างปัญหาให้เราเอง อย่างสิทธิบัตรนะครับ สิทธิบัตรยา เมื่อก่อนนี้ ในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายนี้จะคิดยาได้สักกี่ขนานเชียว แต่ว่าการถูกบังคับ ด้วยสิทธิบัตรยานี้มันบังคับให้เราต้องใช้ยาแพงไประยะหนึ่ง เราจะทําอย่างไรกับตรงนี้ เมื่อก่อนเรามีปัญหาเรื่องนี้ ประเทศที่เขาหนี เขาใช้วิธีหนี เขาไม่สนใจ เขาใช้ยา แต่ว่าเขาหนี ก็คือไม่ยอมรับตรงนี้ เพราะว่าถ้าเขายอมรับ ประชาชนในประเทศเขา คนในประเทศของเขา จะรับยาราคาแพงมาก เขาก็เลยต้องหนี ต้องสู้แบบหนี เราคงไม่เป็นแบบนี้ แต่ว่าเราจะ ประคองตัวกันอย่างไรนะครับ สิ่งที่เสมอ ๆ กัน ก็คือเรื่องทะเบียนการค้า ตรงนี้เองเหมือน เสมอกัน อย่างนั้นสู้กันได้นะ ฉะนั้นการปรับปรุงที่เสนอแล้วทําให้เร็ว มีการกําหนดให้เร็ว ให้เป็นเรื่องที่ตรงนี้หมายถึงว่าสู้กันได้ เขาก็จด เราก็จด แล้วเราก็เป็นศูนย์กลางที่เขามาจด ในประเทศเรา การล็อกประเทศที่ข้ามมานี้จะทํากันอย่างไร สัดส่วนต้องเป็นเท่าไร ตรงนี้ เราปรับปรุงได้ แต่ ๒ เรื่องที่ผมกล่าวเมื่อสักครู่เราอันเดอร์ (Under) มาก เราจะทําอย่างไร ใช้วิธีรบแบบเดียวกันไม่ได้
ประเด็นต่อมา ก็คือเป็นเรื่องที่เราได้เปรียบ แต่ว่าเราไม่สามารถจะทําให้ ได้เปรียบได้ เรื่องพันธุกรรมกับเรื่องวัฒนธรรม แล้วก็สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เรื่องพันธุกรรม เราอยู่ในภาวะแบบนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับยา ที่ผมได้กล่าวแล้ว เราได้เปรียบมาก แต่ว่าความ ได้เปรียบตรงนี้เหมือนเปล้าน้อยก็ดี อะไรก็ดีที่เราสูญเสียไป ตรงนี้เองที่เราต้องมาป้องกัน ตัวเองว่าชาร์จ (Charge) ให้อยู่ เพราะนี่เป็นข้อได้เปรียบ ข้อได้เปรียบถูกยึดครองแล้วเราจะ เอาอะไรไปสู้ ในเมื่อจุดอื่น ๆ เราเสียเปรียบ เรื่องพันธุกรรม เรื่องวัฒนธรรม คนมาเที่ยวที่นี่ เรื่องสถานที่เราสู้ประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศกว้างใหญ่ไม่ได้หรือประเทศสหรัฐอเมริกา แต่คนมาเที่ยวเรื่องเชิงวัฒนธรรมจะมีลักษณะพิเศษ ดังนั้นที่เขามาในเชิงวัฒนธรรมนี้ การป้องกันตัวเองที่ผมเรียนแล้วเมื่อกี้ มวยไทยที่ท่านปีติพงศ์ได้พูดถึงนะครับ หรือท่ารํา หรือแม้แต่โขนที่เราคิดว่าเป็นของเรา สิ่งเหล่านี้เป็นวัฒนธรรม แต่เราป้องกันไว้ได้อย่างไร ถ้าเราเสมอกันตรงนี้ต้องสร้างรั้วโดยเร็วเพื่อป้องกัน เพราะว่าเขามีกําลังเยอะที่จะเข้ามา มันเป็นสิ่งที่เราได้เปรียบแต่เราป้องกันไม่ได้ เราก็กลายเป็นเสียเปรียบทั้งนั้น แล้วสิ่งที่ ได้เปรียบเรามีอยู่น้อยมากแล้วนะครับ อีกอย่างหนึ่งที่สําคัญก็คือเราเป็นประเทศเกษตรกรรม นะครับ จุดแข็งเราอยู่ที่นี่ คนผลิตอาหาร พวกผลิตน้ํามันผลิตแพงกว่า แต่ว่าสุดท้ายคนไม่ได้กินน้ํามัน คนกินอาหาร เรายังได้เปรียบอยู่ตรงนี้ แต่ว่ารายละเอียด ต่าง ๆ ผมยกตัวอย่าง เรื่องข้าวหอมมะลิที่พูดถึง ข้าวหอมมะลิมาจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ไม่ใช่ทุ่งกุลาร้องไห้ แต่ไปดังที่ทุ่งกุลาร้องไห้ได้อย่างไร ลักษณะของดิน ลักษณะของน้ํา ลักษณะของภูมิอากาศที่เป็นพิเศษตรงนี้ การจดทะเบียนเรื่องจีไอ (GI) ตรงนี้สําคัญมาก แต่ว่าเราไป ไป ไป แล้วตรงนี้เราจด จนบัดนี้ยังประคองตัวเองยังไม่ได้ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจดข้าวจัสมินไรซ์ (Jusmine Rice) ขึ้นมา แล้วก็สู้กันเรื่องความหอม ตรงนี้เองพอเรา ป้องกันไม่ได้ จุดแข็งของเรา เราให้มีการทําเกษตรอินทรีย์ แต่ว่าราคาเราไม่ป้องกัน ราคาเรา ป้องกันไม่ได้ เกษตรกรไทยได้ประมาณอีกนิดหน่อย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจากราคาข้าวธรรมดา แล้วเขาจะไปทําข้าวอินทรีย์ทําไมนะครับ อย่างข้าวสังข์หยด เล็บนกอะไรพวกนี้ยังโอเค (Okay) ว่าเราป้องกันได้มากเพราะว่าจํานวนมันน้อย
สุดท้ายผมอยากจะเรียนว่า การเสนอการปฏิรูปด้านทรัพย์สินทางปัญญา นี่นะครับ ผมเห็นด้วยในเรื่องเป้าหมาย แต่เรื่องวิธีการ เรื่องยุทธการ เรื่องยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าเรากําลังสู้รบ คืออย่าสู้เต็มตัว บางอย่างสู้แบบถอย บางอย่างสู้แบบรุก คือแต่ละอย่างไม่เหมือนกันเลย ก็อยากจะฝากทางกรรมาธิการไว้นะครับว่าไปจัดรูปตรงนี้ จะช่วยให้เกิดประโยชน์เป็นอย่างมากต่อประเทศเรา แต่ว่าเราต้องไม่ลืมว่าเขาคือใคร เราคือใคร แล้วก็จุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน แล้วกําลังเรามีขนาดไหน ไม่อย่างนั้นถ้าเราสู้ แบบไม่มียุทธศาสตร์ ยุทธวิธี โอกาสที่จะไม่ชนะมีเยอะครับ แต่ว่าถ้าเรามียุทธศาสตร์ที่ดี ถึงเราเป็นประเทศเล็ก ๆ ความคล่องตัวของเรา ลักษณะที่เรามีลักษณะเป็นพิเศษจะช่วย เราได้เยอะ แล้วเราจะได้เปรียบ ประชาชนชาวไทยก็จะได้อาศัยอานิสงส์ที่ท่านได้ทําไว้ นะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบคุณครับ ท่านต่อไป ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงาน ประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตนําเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) จํานวน ๑๓ ภาพ ประกอบการอภิปราย ประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ และขอให้อยู่ในกําหนดเวลาไม่เกิน ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ดี และผมก็สนับสนุน ผมอยาก กราบเรียนว่าถ้าพูดถึงสิ่งประดิษฐ์แรก ๆ ของโลกนะ เช่น ทอมัส เอดิสัน คิดหลอดไฟฟ้า ที่ท่านใช้ไฟฟ้าอยู่นี้ สมัยโน้นเขาไม่มีว่าจะต้องไปจดทะเบียนอะไรนะครับ ไม่มี ต้องถือว่า พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. ๒๕๒๒ ของประเทศไทยเป็นกฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า แมนเมด (Man made) ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายธรรมชาติ ถ้ากฎหมายธรรมชาติ ทรัพย์สินมันมีอยู่ ๒ อย่างแค่นั้น ก็คืออสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีแต่โบราณกาล คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้กับทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ แต่อันนี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา คือเป็น ทรัพย์สินที่เกิดจากสมองของมนุษย์ แล้วก็พัฒนาจนไม่มีใครเหมือน ก็นําไปจดทะเบียน ก็มีกฎเกณฑ์ขึ้นมา เมื่อมีพระราชบัญญัติ พ.ศ. ๒๕๒๒ ผมคิดว่าเงียบเหงาเป่าสาก ไม่ค่อยมี ใครรู้ กรมก็เล็ก ๆ แล้วมามีความฮือฮากันเมื่อไร ขอสไลด์ (Slide) ครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้ครับ ในหลวงกับกังหันชัยพัฒนา ท่านยอมรับ ไหมว่านับตั้งแต่มีการจดทะเบียนกังหันชัยพัฒนามานี้นะครับ เรื่องกฎหมายสิทธิบัตร รวมทั้ง ความฮือฮาของสิ่งประดิษฐ์นี่เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นสังคมไทยเป็นสังคมที่อยากจะ กราบเรียนว่าเมื่อใดก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงมีพระเมตตาเรื่องใด เรื่องนั้นก็จะเป็นที่สนใจของประชาชนนะครับ กังหันชัยพัฒนานะครับ ก็เป็นกังหันที่สามารถ ช่วยบําบัดน้ําเสียได้อย่างดี ภาพต่อไปครับ อันนี้ภาพกังหันชัยพัฒนาอีกภาพหนึ่งที่อยู่บน ทุ่นลอย แล้วก็กําลังทําหน้าที่ด้วยการปรับปรุงน้ําให้น้ําดี โดยการเติมออกซิเจนอย่างราคาถูก ลงไปในน้ํา เพราะเมื่อใดที่น้ําไม่มีออกซิเจนก็เริ่มเน่า ต่อไปครับ อันนี้ของแท้เลยแล้วก็ท่านไปดูได้ที่วัดบวรนิเวศวิหารท่านขับรถไปดูได้เลย ที่วัดบวรนิเวศวิหารนี่น้ําก็เน่าแล้วก็มีกังหันอันนี้ตั้งอยู่ ทีนี้พอพูดถึงเรื่องการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญา ผมอยากกราบเรียนว่ากรมที่ทําหน้าที่นี้ก็คือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งท่านอธิบดีอรมนนี่นะครับท่านก็บรรยายเสียจนผม เอ๊ะ บรรยายละเอียดยิบนะครับ ทั้งลึก ทั้งกว้าง ผมจะพูดอะไรทั้ง ๆ ที่เตรียมมาแล้วนะครับ ก็ต้องพูดเพราะเตรียมมาแล้วนะครับ ผมกราบเรียนว่านี่เป็นแบบพิมพ์เขียวของกังหันชัยพัฒนาที่นําไปจดทะเบียน เพราะถ้าเป็น สิ่งประดิษฐ์ท่านจะต้องมีที่มาที่ไปว่าใครคิดแบบเป็นอย่างไร ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร นะครับ ไปยื่น ยื่นจดทะเบียนเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๓๕ ใช้เวลาในการพิจารณา อันนี้ เร็วมากนะครับ ต้องถือว่าเร็วกว่าปกติ ๒ ถึง ๓ ปีกว่าจะตรวจสอบได้ว่าไม่มีซ้ําซ้อนกับใคร แล้วได้รับสิทธิบัตรเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ พอได้รับสิทธิบัตร หน้าตาของสิทธิบัตร หลายท่านอาจจะไม่เคยเห็น นี่คือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญานี่นะครับ โดยท่านอธิบดีพิมพรรณ อินทรศักดิ์ ทราบว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วนะครับ ท่านเป็นอธิบดี อยู่นานเป็น ๑๐ ปี ออกให้ในนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชัดเจนว่าพระองค์เป็นผู้ทรง ริเริ่มในการทํากังหันชัยพัฒนาแล้วก็เป็นตัวแรกของโลกไปหมดเลย ทุกอย่างได้รางวัล ที่เมืองเบาท์เซิน ผมไปเปิดดูนะครับ ในประวัติกังหันชัยพัฒนานี่นะครับนําไปใช้ในหลาย ๑๐ ประเทศและได้รับรางวัลในระดับโลกนะครับเป็นสิบ ๆ รางวัลนะครับ ต่อไปครับ หลังจากที่จดทะเบียนวันที่ ๒ คือได้รับอนุญาตจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียนให้ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๓๗ ก็ถือเอาว่าวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็นวัน นักประดิษฐ์ เพราะฉะนั้นคนที่จะทําอาร์แอนด์ดี (R&D) ขณะนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้นะครับ ท่านประยุทธ์ท่านก็พยายามทํายุทธศาสตร์ ๒๐ ปี บวกกับให้มีคนไทย คิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อไรที่บริษัท ห้างร้าน หรือใครก็ตามที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เขาจะได้รับ ลดภาษีในการผลิตสินค้าร้อยแปดพันประการ ก็เป็นนโยบายที่ดี แต่ผมกราบเรียนว่า ผมเห็นด้วย แต่มีสิ่งที่ผมมีความรู้สึกว่าต้องได้รับคําตอบจากท่านกรรมาธิการ การจดทะเบียน เรานี่มันช้ามาก ช้าจนทําให้คนที่เห็นแก่ตัวนําไปเป็นประโยชน์ส่วนตน พอยื่นจดปุ๊บมันก็ เปิดเผยแล้ว ไม่ได้ปิดบังกันแล้ว พอเจ้าหน้าที่รับปุ๊บมันบอกเลยพิมพ์เขียวเป็นอย่างไร คุณภาพเป็นอย่างไรร้อยแปดจิปาถะ ผมฟังมานะ ท่านอธิบดีครับ ก็มีคนเล่นตุกติกไปบอก พ่อค้าวานิชให้ไปทําแข่ง อันนี้เป็นที่มาที่ผมจะต้องพูดกับท่านว่าเรานี่ต้องดูแลทรัพย์สิน ที่เกิดจากมันสมองของบรรพชนของคนไทย ผมยกตัวอย่างเลยเมื่อ ๘๐ ปีนะครับ น้ําพริก ศรีราชาท่านเห็นไหมครับ ของบริษัท ศรีราชาพานิช อันนี้เกิดที่ตรอกหรือแหลมฟาน ที่ศรีราชา ต้นกําเนิดอยู่ที่นั่นเลย โดยความคิดของครอบครัว นําโดยคุณแม่ถนอม จักกะพาก ผมพยายามหานะครับว่าแม่ถนอม จักกะพาก หน้าตาเป็นอย่างไร ผมหาไม่เจอจริง ๆ แล้ว วันหนึ่งผมจะหามาให้ท่านชมนะครับ นี่คือที่ฝรั่งเรียกบอกว่า ตํารับ ฝรั่งเรียกว่าอินกรีเดียนต์ (Ingredient) ที่เรียกว่าพริกชี้ฟ้านี้สดสีแดง พริกสีฟ้าเขียวก็ไม่ได้นะครับ เรื่อ ๆ ต้องสีแดง กระเทียม น้ําตาลทรายขาว น้ําส้มสายชูต้อง ๕ เปอร์เซ็นต์ เกลือทะเลผสมคลุกเคล้าบด อย่างละเอียด ก็เป็นน้ําส้มสายชูที่ผมกินมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นมา แล้วถามว่าผมนํามาเสนอทําไม ท่านดูรูปตัวนี้ต่อไปนะครับ ซ้ายมือเป็นน้ําพริกศรีราชา แต่ขวามือเป็นน้ําพริกศรีราชาที่คนเวียดนามเอาไปจดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจดเรียบร้อยนะครับ เขาจดโดยใคร ผมไปหามานะครับ โดยนายเดวิด ทราน หน้าตาเป็นอย่างนี้เลยนะครับ เขาเกิดปี ๑๙๔๕ สัญชาติเวียดนาม เขาเริ่มทําน้ําพริกศรีราชาไปขายที่แคลิฟอร์เนีย บัดนี้ ดังมากที่แคลิฟอร์เนีย แต่เมื่อเวลาเขาจด เขาจดคําว่า ศรีราชา อย่างเดียวไม่ได้ เขาก็จะมี คําพ่วงข้างหน้าอีกนิดหน่อยนะครับเพื่อจดทะเบียน แล้วก็จดเรียบร้อย แล้วก็ตามข้อมูล ก็บอกว่าไม่ว่าใครในโลกนี้พอเขาประกาศแล้วจะต้องไปยื่นคัดภายใน ๑๘๐ วัน เราก็ไม่ได้ ไปคัดค้าน ไม่มีใครคัดค้าน เขาก็จดไปเรียบร้อย ผมอยากจะเสนอข้อเพื่อพิจารณา สัก ๒-๓ ข้อ
ข้อที่ ๑ เราจะทําอย่างไรให้การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสะดวก และรวดเร็ว ถ้ายังชักช้าอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่ากว่าถั่วจะสุกงาไหม้ แล้วก็เป็นเหยื่อของคนขี้โกง รวมทั้งเจ้าหน้าที่บางคนของกรม ผมใช้คําว่า บางคน ที่เล่นไม่ซื่อกับผู้ขอจด ท่านจะเชื่อ หรือไม่เชื่อ ถ้าท่านไม่เชื่อ ผมจะไปเอาพยานมาก็ได้ ขอให้ท่านพูดว่า ไม่เชื่อ ก็แล้วกันนะครับ
ข้อที่ ๒. วันแรกที่ประชาชนยื่นจดทะเบียน ขอให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ออกใบรับรองทรัพย์สินทางปัญญาให้ก่อนเป็นการชั่วคราวได้ไหม มีหลายอย่างที่จดทะเบียนปุ๊บ เขาให้เป็นการชั่วคราวไปเลยว่าได้จดแล้ว แล้วก็ไปตรวจสอบร้อยแปดจิปาถะ ผ่านไปอีกปีสองปี ก็ไม่เป็นไรครับ แล้วก็ออกใบจริงให้เขาแต่ต้องย้อนหลังได้ไหม ผมเสนอว่าต้องทําได้ ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้มนุษย์ทําไม่ได้ ต้องทําได้ แล้วเป็นเรื่องของแมนเมด (Man made) เป็นเรื่องของมนุษย์ทํานะครับ
ข้อที่ ๓ ก็เป็นข้อที่ผมอยากเสนอแนะว่าการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา มีอายุความ หลังจากที่จดไปแล้ว ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้างแล้วแต่ประเภท อย่างที่ท่านอธิบดี อรมนกล่าวสักครู่ ที่นี้ผมถามว่าถ้าเราให้เขายื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไปพร้อมกับ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเสียทีเดียวได้ไหม ถามว่าผมเสนอทําไม มีประเด็นครับ ประเด็นก็คือว่าถ้าท่านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๓๔ ไม่มี อายุความ ท่านใช้ได้จนกว่าท่านจะตายไป ตายแล้วลูกหลานท่านก็ยังใช้ได้อีกจนกว่าท่าน จะเลิกทํามาค้าขาย เพราะฉะนั้นถ้าจดไป ๒ อย่างนี้นะครับ ท่านใช้ได้ตลอดชีวิต แต่รายละเอียดจะจดอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเป็นเรื่องของกรมทรัพย์สินทางปัญญาที่ต้อง จัดการเรื่องนี้ให้มันง่าย ให้มันเป็นประโยชน์กับสังคมไทย ผมกราบเรียนท่านมาด้วย ความเคารพ ด้วยความเป็นห่วงว่าเรื่องนี้ผ่านไปก็ดี แต่อย่าให้มันเป็นเหยื่อของคนขี้โกง ก็แล้วกันนะครับ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปผมจะประกาศรายชื่อท่านที่ ๗ ท่านที่ ๘ ท่านที่ ๙ นะครับ เพราะตอนนี้มี ๑๓ ท่านที่แสดงความจํานง เราอภิปรายไปแล้ว ๕ ท่าน ท่านที่ ๗ คือ ท่านกษิต ท่านที่ ๘ ท่านเลิศรัตน์ ท่านที่ ๙ พลตํารวจโท อํานวย ลําดับถัดไปคือท่านที่ ๖ คือ ท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ เรียนสมาชิก สปท. ทุกท่านที่เคารพครับ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๕ ประเด็นแรกเลยนะครับต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการ เป็นอย่างยิ่งที่ให้ความสําคัญต่อเรื่องนี้ ซึ่งกระผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แล้วก็ จะเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะนําพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายแห่งการเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ นะครับ เป็นการวางแนวทางเพื่อการปฏิรูปอย่างแท้จริง สอดคล้องกับภารกิจที่พวกเราได้รับ มอบหมายตามมาตรา ๒๗ เพราะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานั้นกระผมเห็นว่านอกจาก จะมีส่วนสําคัญในการส่งเสริมให้มีการลงทุนมาจากต่างประเทศ ผู้ลงทุนนั้นยังมีความมั่นใจ ว่าเขาจะไม่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ และเป็นการสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศไทย นอกจากนั้นแล้วในอีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมคุ้มครองภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแสดงออกทางวัฒนธรรม ตลอดจนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย ท่านประธานครับ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเดียวก็คงไม่ทําให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากการเป็น ประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลางเสียทีเดียว หากในกระบวนการนั้นปราศจาก ซึ่งการส่งเสริม การคิดค้น และการพัฒนา ขาดการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม เพราะมิฉะนั้น เราก็คงจะเป็นได้แต่ผู้ซื้อเทคโนโลยีตลอดไป การให้ความสําคัญตั้งแต่การบ่มเพาะการศึกษา ให้เด็ก ๆ มีทัศนคติเป็นนักคิด นักประดิษฐ์ โตขึ้นมาอีกหน่อยก็คือการทุ่มเทงบประมาณ อย่างจริงจังให้เกิดการพัฒนาวิจัย ร่วมมือกับกลไกประชารัฐ ผลักดันออกมาเป็นนวัตกรรม อันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในระยะยาวที่จะทําให้ประเทศไทยนําไปสู่การเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญานั้นกระผมเห็นว่าหลักการ สําคัญ ๆ ที่ควรจะให้ความสําคัญก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ความสมดุลของการเข้าถึงสินค้า ยา แหล่งความรู้ ควบคู่กับ ส่งเสริมนวัตกรรม การวิจัย การพัฒนา และการประดิษฐ์คิดค้น
ประเด็นที่ ๒ ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของต่างประเทศในไทย และการคุ้มครองของทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในต่างประเทศก็เป็นสิ่งสําคัญเช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๓ การมีคลังรวมของผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งฐานข้อมูลที่เกี่ยวกับ ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งมิติภายในและต่างประเทศ และต้องมีแผนพัฒนาบุคลากรและ ผู้เชี่ยวชาญที่ชัดเจน
ประเด็นที่ ๔ การเอาต์วิต (Outwit) ทําความเข้าใจและความตระหนักรู้ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและหลักการให้แก่ประชาชนและผู้ส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ จะมีส่วนสําคัญอย่างมากครับ
สําหรับข้อเสนอของกรรมาธิการนั้นถือได้ว่าครบถ้วนกระบวนความ และขั้นตอนเกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้ การแสวงหาทรัพย์สิน การคุ้มครอง การเพิ่มค่า และการบังคับใช้กฎหมาย ผมเข้าใจดีว่าการที่กรรมาธิการนําเสนอ อย่างครบถ้วนนั้นก็จะทําให้ไม่สามารถลงลึกมากได้ อย่างเช่นที่ผู้อภิปรายก่อนหน้า ผมได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งผมก็เห็นว่าการที่นําเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติและบรรจุในแผนพัฒนา รวมทั้งยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ก็เป็นการจุดเริ่มต้นที่จะทําให้การพัฒนาเรื่องนี้ได้ขับเคลื่อนต่อไป สัจธรรมอย่างหนึ่งที่ผมเชื่อว่าทุกท่านคงทราบกันดีก็คือว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่ย่อม ไม่เกิดผลกระทบทั้งในแง่ผลดีและผลเสีย ความท้าทายของการปฏิรูปคือการนําการเปลี่ยนแปลง ในองค์รวมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องให้การคุ้มครองเยียวยา และใช้ระยะเวลา เปลี่ยนผ่านนั้นให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในทางลบได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หรือมีหนทาง ที่ทดแทนจากเดิม ตรงนี้จึงเป็นประเด็นสําคัญที่จะต้องให้ความสําคัญและดูแลในระยะ เปลี่ยนผ่าน ด้วยเหตุนี้กระผมจึงขอนําเสนอเป้าหมายที่เกี่ยวกับเรื่องการปกป้องทรัพย์สิน ทางปัญญาใน ๒ ด้านหลัก ๆ เหมือนเหรียญ ๒ ด้าน
อันแรก คือการขจัด การที่คนไทย ผู้ประกอบการไทยละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญาของต่างประเทศ แน่ละครับ เมื่อเราเข้มงวดกับสิ่งเหล่านี้ ผลกระทบย่อมมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่เราต้องใช้จ่ายหรือเสียค่าสินค้าเหล่านั้นในอัตราที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่งยา สิ่งหนึ่งที่จะขอฝากกรรมาธิการไว้อย่างหนึ่งก็คือการพิจารณาเรื่องการ เซฟการ์ด (Safeguard) มีหลายท่านพูดถึงในเรื่องของการคุ้มครอง โดยเฉพาะสิทธิบัตรยา สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าภายใต้โดย ๕ เดแคลเรชัน (Declaration) นั้นให้ไว้แล้ว เราก็เคย นํามาใช้แล้วคือการ เรียกว่าใช้หลัก คอมพัลซอรีไลเซนซิง (Compulsory Licensing) หรือ เรียกมาตรการบังคับใช้สิทธิ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้เราสามารถปกป้อง ประชาชน ปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการที่จะต้องใช้ยาแพงมาในภาวะที่จําเป็น อันนี้ ก็มีสิ่งที่ทางมาตรการระหว่างประเทศเปิดให้ไว้ ในขณะเดียวกันผมก็เชื่อได้ว่าด้วยสติปัญญา ของคนไทยนั้น ผมเชื่อมั่นและภูมิใจเสนอไม่ว่าจะไปดํารงตําแหน่งเอกอัครราชทูตที่ไหน ก็มักจะได้รับการสรรเสริญถึงความสามารถของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะบุคลากร ทางการแพทย์ ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่ทําให้เชื่อว่า หากเราทุ่มเทให้มีการวิจัยมีการพัฒนาอย่างจริงจัง เราก็สามารถจะก้าวเข้าไปสู่ประเทศที่มีลิขสิทธิ์ในเรื่องของสิทธิบัตรยาหลากหลาย ได้เป็นประโยชน์ อีกด้านหนึ่งของเรื่องของหลักการในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งหนึ่งที่เราจะได้ประโยชน์ก็คือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสินค้าไทย วัฒนธรรมไทย และความหลากหลายทางชีวภาพ ตรงนี้อย่างที่ผู้อภิปรายหลายท่านได้เกริ่นไปแล้ว ผมก็ขอฝากว่า ในเรื่องของความซับซ้อน ระยะเวลา บุคลากร อันนี้ก็คงจะต้องจําเป็นที่จะ ต้องมีการพัฒนาให้เกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อันนี้ผมก็ขอสนับสนุน อีกอันหนึ่งก็คือ เรื่องของปัญหาต่างชาติลักลอบขโมยภูมิปัญญาและทรัพยากรของชุมชนไทย คงจะทราบกันดี มีหลายกรณีที่ต่างชาติมาร่วมทําวิจัยกับประเทศไทยเรา เรามีนักวิจัยหลากหลายไปร่วม กับเขา แต่ในที่สุดแล้วลิขสิทธิ์วิจัยนั้นกลายเป็นของต่างชาติ และในขณะเดียวกันในระหว่าง กระบวนการเหล่านั้นเขาก็นําความรู้เหล่านั้นไปเผยแพร่ ไปใช้ประโยชน์ แล้วก็นําไป จดทะเบียน อันนี้ก็คงจะต้องมีมาตรการที่มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้นนะครับ สิ่งหนึ่งที่มี ผู้อภิปรายท่านหนึ่งได้อธิบายถึงก็คือเรื่องของการที่มอบหมายให้กงสุลกิตติมศักดิ์นะครับ กระผมในฐานะกระทรวงการต่างประเทศก็ขอเรียนว่าในส่วนนี้ผมเชื่อว่าทางกงสุลกิตติมศักดิ์ คงจะมีขีดความสามารถได้ระดับหนึ่งที่จะช่วยดูสอดส่อง แต่ถึงขั้นที่จะให้มีการตรวจสอบนั้น ก็คงจะต้องใช้ระยะเวลาที่จะต้องขอความร่วมมือ หรืออาจจะเป็นได้เพียงแค่ว่าเป็นการ สอดส่องเท่านั้นเอง แล้วก็นําเสนอเพื่อให้ส่วนกลางหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ มีการอะเลิร์ต (Alert) ในสิ่งที่จะต้องปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย
สุดท้ายนะครับท่านประธาน ผมก็ขอฝากกรรมาธิการว่าในเรื่องของกลไก และหน่วยงานที่จะต้องดูแลนั้น เท่าที่ผมศึกษาดูจากเอกสารก็ยังไม่ค่อยมีความชัดเจนมาก เท่าไรนัก ว่าใครเป็นโพลิซีเมกเกอร์ (Policy Maker) นะครับ เรกูเลเตอร์ (Regulator) อิมพลีเมนเตอร์ (Implementer) อันนี้ก็คงจะต้องฝากให้ที่ช่วยชี้แจงเพิ่มเติมด้วยนะครับ สุดท้ายผมขอเรียนว่า ขอสนับสนุนข้อเสนอการปฏิรูปนี้นะครับให้อยู่ในวาระแห่งชาติ และรวมทั้งวาระในแง่ของยุทธศาสตร์แห่งชาติและรวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ เช่นเดียวกัน ก็ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ และอดีต ส.ส. บัญชีรายชื่อครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ที่กลางกรุงบรัสเซลส์ ในสวนสาธารณะที่กว้างใหญ่ไพศาล ของกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม แล้วก็กรุงบรัสเซลส์ก็เป็นคล้าย ๆ กับ เมืองหลวงของสหภาพยุโรปด้วย ที่นั่นมีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติดตั้งอยู่เป็นการถาวร เป็นที่เลื่องลือไปทั่วยุโรป ทั่วโลก ก็คือระบบการทําความสะอาด ของน้ําในบึงบ่อ เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้มีการ จดทะเบียนทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๒ กระผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศพร้อมด้วยท่านรัฐมนตรีพรทิวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ท่านประธาน ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ ได้รับเกียรติในการที่จะนําผู้อํานวยการสํานักงานทรัพย์สิน ทางปัญญาของสหประชาชาติไวโป (WIPO) ที่นครเจนีวา คุณฟรานซิส เกอร์รี แล้วถ้าเผื่อ ผมจําไม่ผิด พร้อมด้วยอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี แอนนัน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังไกลกังวล โดยทางฝ่ายไวโป (WIPO) ได้นํารางวัลที่เรียกว่า โกลบอล ลีดเดอร์ อะวอร์ด (Global Leader Award) มาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าเครือข่ายของสหประชาชาติ ประชาคมโลกได้ตระหนักในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง การประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วการอยู่ร่วมกันได้ของชุมชน ของคน กับสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากที่ท่านได้มีทฤษฎีใหม่ของการเพาะปลูก การใช้ที่ดิน แล้วก็ โครงการทดลองที่เรียกว่า โครงการในพระราชดําริต่าง ๆ ประเด็นคือเรามีองค์ประมุขของ ประเทศที่เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาคมทั่วโลก แล้วคราวนี้ก็มีคําถามว่า แล้วทําไม ประเทศไทยยังมีประเด็นปัญหาในเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับการคิดค้นแล้วก็การรักษา สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ทรัพย์สินทางปัญญา แล้วทําไมเรายังมีบุคลากรที่ไม่เพียงพอในการที่จะ ส่งเสริมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวบรวมข้อมูลแล้วก็ให้บริการต่อประชาชนในการที่จะ จดทะเบียน แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าทําไมขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า คอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) ของประเทศที่มีการส่งออกเป็นสําคัญ เรายังอยู่อันดับที่ ๓๐ จาก ๖๑ ประเทศหลัก ๆ ของโลก แล้วก็การจดทะเบียนเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาทั้งหมดเราก็ยังไม่คืบหน้าแล้วก็สู้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกลไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ เราก็บอกว่าเรารักในหลวง เราก็ต้องถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ทําตัวเป็นลูกหลานของพระองค์ท่าน อย่างน้อยก็ในเรื่องของการทําความดีในเรื่องที่เกี่ยวกับ การประดิษฐ์คิดค้น ในขณะเดียวกันประเทศไทยเคยเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของต่างชาติแล้วก็เป็นของเราเอง แล้วเราก็มีความ อ่อนแอในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งหมดนี้ผมก็คิดว่ามันคงจะมีต้นตอของประเด็น ปัญหา เพราะว่าโดยตลอดมาเราชอบจะซื้อของเขามากิน หรือซื้อการบริการของเขา แล้วในขณะเดียวกันเราก็เป็นแค่มือปืนรับจ้างในการผลิต เราไม่ได้เคยที่จะคิดค้นของเราเอง เพื่อเป็นวิถีทางในการดําเนินชีวิต ผมขอใช้ภาษาอังกฤษก็แล้วกัน ๔ คํา เพื่อจะจํากันได้ง่าย ๆ คอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) รีจิสเทรชัน (Registration) คือการจดทะเบียน อันที่ ๓ คือโนว์เลดจ์ (Knowledge) คือองค์ความรู้ แล้วก็ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของ เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเอกสารของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ถ้อยแถลงเช้านี้ที่ได้มาชี้แจงนั้นเพียรพยายามที่จะแก้ประเด็นปัญหาหลัก ๆ ทั้ง ๔ อย่างนี้ คราวนี้ผมก็บอกว่าอยากจะจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังในยุคปฏิรูป เวลาเราก็ เหลือน้อยเวลาของ คสช. ก็เหลือน้อยควรจะทําอะไรก่อนหลัง
ประเด็นแรก เรื่องการให้ความรู้ต่อประชาชน เรื่องโนว์เลดจ์ (Knowledge) จะไปพูดว่าประชาชนยังไม่รู้ ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน เป็นปัญหาของพวกเรา หน่วยราชการ แล้วก็ที่สําคัญก็เครือข่ายของสื่อที่เป็นของภาครัฐ ในยุคปฏิรูปขอเวลาได้ไหมครับสักชั่วโมง สองชั่วโมงทุกสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่เป็นของรัฐบาลให้มีรายการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับ พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้นโครงการ ในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น โครงการในพระราชดําริต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้มันสมอง เท่านั้นเอง ให้ไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเขาจะได้รัก เทิดทูน แล้วก็ทําตาม คู่ขนาน กันไปผมก็เห็นด้วยกับท่านปีติพงศ์ เพื่อนสมาชิก สปท. อดีตเพื่อนข้าราชการมา ๓๐-๔๐ ปี ก็ทํางานกันมาในหลาย ๆ โอกาสว่าเราจะต้องประมวล รวบรวม แล้วก็จดทะเบียนภูมิปัญญา ท้องถิ่น พันธุกรรม การปฏิบัติการทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้มีกรณีของว่าโขนเป็นของใคร น้ําพริกศรีราชาเป็นของใคร ภาพวาดที่ผนังที่วัดโพธิ์เป็นของใคร และถึงแม้ว่าจะมีการขโมย โดยต่างชาติไปแล้วมันก็ต้องสู้กันครับ มีกระทรวงการต่างประเทศไว้ทําไม เอาสิ่งเหล่านั้น คืนมา เอาความถูกต้องคืนมา แต่ว่าผมก็อยากจะให้เร่งนะครับ มอบหมายได้ไหมเป็นมติของ สปท. เพื่อจะเสนอต่อรัฐบาลว่าระหว่างนี้กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมกับท้องถิ่น ก็คือ อบจ. อบต. อปท. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับผู้ว่าราชการ จังหวัดจากกระทรวงมหาดไทย ไปรวบรวมมาให้หมดว่า ณ วันนี้ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละ จังหวัดนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พืชหวงห้าม ตํารับยาสมุนไพรต่าง ๆ เหล่านั้นมันอยู่ที่ไหน จะทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีได้ไหมครับทั่วประเทศไทย ๗๗ จังหวัด รวมทั้ง กทม. ด้วย เพราะ บางส่วนของ กทม. ก็ยังเป็นชนบทอยู่ แล้วก็ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ เพราะฉะนั้นรวบรวม มาเสียให้หมด นอกเหนือจากการให้ความรู้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง
ในขณะเดียวกันก็เป็นคําสั่งของกระทรวงศึกษาธิการได้ไหมว่าคุณครู ในโรงเรียนทั้งหมดต้องบอกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียนนั้นมีอะไรบ้าง เด็กทุกคนต้องรู้ว่ามีนักกลอน นักกวี นักลําตัด หนังตะลุง วัดวาอาราม จิตรกรรมฝาผนัง ขนมที่กินอยู่ทุกวันที่ไม่ใช่เป็นขนมสมัยใหม่นั้นมันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มันมีที่ไปที่มา อย่างไร คู่ขนานกันไป มหาวิทยาลัยของไทยร่วม ๒๐๐ แห่งต้องถอยหลังเข้าไป ๑ ก้าว นะครับ และบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ใช่เป็นสถาบันแห่งการสอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เวลาของ ทุกมหาวิทยาลัยครึ่งหนึ่งต้องเป็นเรื่องของการค้นคว้าและวิจัย เพราะ ณ วันนี้ไม่มี มหาวิทยาลัยของไทยแม้แต่แห่งเดียวที่ถูกจัดลําดับว่ามีผลงานทางด้านการวิจัย อย่างกว้างขวาง ไม่ติดอันดับครับ มหาวิทยาลัยของประเทศสิงคโปร์ ของประเทศมาเลเซีย ของเกาะฮ่องกง ประเทศเกาหลี ต่าง ๆ เหล่านี้ และตราบใดที่มหาวิทยาลัยไม่มี การค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเราก็จะไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็ ไม่สามารถจะไปขึ้นทะเบียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาได้ แต่มหาวิทยาลัยจะทําด้วย งบประมาณของตนเองไม่เป็นการเพียงพอ รัฐต้องเสริม แล้วก็ในขณะเดียวกันต้องมี การประสานงานกันอย่างมากยิ่งขึ้นระหว่างสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งมีเงินอยู่ในมือ แล้วก็ สํานักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย เมื่อกี้นะครับ ก็ได้ฟังมาจากข้างบนของฝ่ายกรรมาธิการว่า มีการให้เงินไปให้วิจัยเพื่อพีเอชดี (Ph.D.) ของบุคคลนั้น ๆ แล้วก็เก็บเข้าหิ้ง ไม่ได้แล้วครับ ต่อไปนี้ เมื่อมีการวิจัยมันต้องนําไปแอปพลาย (Apply) ไปใช้ให้ได้ และจะใช้ให้ได้นั้นมันต้อง โยงกับทางภาคเอกชน ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศนั้นเขาก็จะมีการร่วมมือสามเส้าอย่างแน่นอน ไปดูประเทศรอบบ้าน ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการให้รางวัลโดยจักรพรรดิทุกปี แต่เป็นการร่วมมือ สามเส้า คือฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งสภาวิจัย สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยนะครับเป็นส่วนหนึ่ง อันที่ ๒ คือนักวิจัยทั้งในแล้วก็นอกมหาวิทยาลัย ส่วนที่ ๓ ก็คือทางภาคเอกชนต้องมาร่วม ลงขันด้วย และผลงานวิจัยก็ให้ภาคเอกชนนําไปทํามาค้าขายได้ เป็นการร่วมมือสามเส้า เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง และเราต้องทําให้ได้ในยุคการปฏิรูปอันนี้ว่า ๓ หน่วยงานหลัก รัฐบาล ภาคเอกชน แวดวงวิชาการ ต้องมาร่วมทํางานด้วยกันอย่างแข็งขันนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายก็ขอฝากเป็นคําถาม ผมอยากจะฟังว่าเจ้าหน้าที่ทุกคน ในกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้นอยากจะปฏิรูปปรับปรุงตัวเองอย่างไร ผมเห็นด้วยที่ต้อง แยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานอิสระ เป็นสํานักงานมหาชน ทํางาน เป็นแบบองค์กรเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ระหว่างนี้ประเด็นสุดท้าย สุดท้าย จริง ๆ เราจะพัฒนาบุคลากรแบบเร่งรัดได้อย่างไร ในหลักสูตรของทุกมหาวิทยาลัย จะคณะไหนที่จะให้มีการเรียนการสอนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานอกเหนือจากการวิจัยที่ผม ได้กล่าวไว้แล้ว จะมีการจัดทําหลักสูตรเร่งรัดไหม ให้คนได้เข้ามาทํางานทางด้านนี้ให้มากขึ้น แล้วก็อย่างกว้างขวาง โดยมหาวิทยาลัย แล้วก็โดยสถาบันของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ที่จัดขึ้นมากันอย่างมากมาย เอาเรื่องทรัพย์สินปัญญาเข้าไปอยู่ในการฝึกอบรมของท่าน ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าภายใน ๑ ปี ปีครึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้เสนอว่า น่าจะกระทําได้ น่าจะกระทําได้จริง มีผลในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง ส่วนภาพรวมทั้งหมดที่อยู่ในเอกสารที่ได้แจก แล้วก็ได้รับฟัง ผลสรุปมามันเป็นเรื่องที่ค่อนจะ ระยะยาว อันนั้นก็ทําไป แต่ว่าผมได้เน้นเรื่องของการให้ความสําคัญการจัดลําดับก่อนหลัง เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องไพรออริตี (Priority) แล้วอะไรที่ทําได้ก่อนต้องรีบทํานะครับ แล้วมันก็มีหน่วยงานอยู่แล้วอย่างน้อยที่กระทรวงพาณิชย์ ที่กระทรวงวัฒนธรรม และที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถที่จะเร่งดําเนินการจัดงบประมาณไปให้รวบรวม ข้อมูลมาทั้งหมด แล้วเราจะมีความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ เมื่อสักครู่ท่านรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศก็ได้กล่าวไว้ เรื่องพันธกรณีระหว่างประเทศ หรือท่านอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ท่านคุรุจิต คือเราต้องทํางานอย่างใกล้ชิดกับไวโป (WIPO) ครับ แล้วก็บางส่วนในหน่วยงานของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) แล้วก็ที่นครมิวนิกนั้น ที่ตั้งขององค์กรกลางของสหภาพยุโรปด้านทรัพย์สินทางปัญญาเขาก็อยู่ที่นั่น ผมคิดว่า เราสามารถที่จะเรียนรู้จากองค์กรระดับภูมิภาค คือของสหภาพยุโรป แล้วก็องค์กรระหว่าง ประเทศจะเป็นไวโป (WIPO) หรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) เราต้องมีความร่วมมือกับเขา อย่างจริงจัง ในการที่จะวางระบบส่งเสริมองค์ความรู้แล้วก็พัฒนาบุคลากรอย่างเร่งรัด ก็ขอกล่าวสิ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มา ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณท่านกษิตครับ ไวโป (WIPO) เป็นองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เป็นองค์กรชํานัญพิเศษในสหประชาชาตินะครับ แล้วก็ประเทศไทยเป็นสมาชิก ๒. ก็คือเรื่อง ความตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาโลกนั้น เป็นระบบสากลเหมือนข้อตกลงทางการค้า ต่าง ๆ เราเรียกว่าข้อตกลงทริป (TRIPs) เทรดรีเลต เอสเปกต์ ออฟ อินเทลเลกชวล พ ร อ เ พ อ ร์ ตี ไ ร ต์ (Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights) ประเทศไทยอยู่ในกรอบความตกลงนี้ แล้วก็เรื่องของข้อตกลงทริป (TRIPs) เป็นส่วนหนึ่ง ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดังนั้นก็จะเห็นว่าใน เอฟทีเอ (FTA) ทั้งหลายจะมีเรื่องนี้เข้าไป เป็นเรื่องหนึ่งด้วย ดังนั้นก็จะเห็นว่าเรื่องของระบบทรัพย์สินทางปัญญามันเกี่ยวโยงทั้งภายใน และภายนอกประเทศ แล้วก็กฎหมายก็เป็นกฎหมายสากลด้วย ที่เราต้องเคารพ ตามพันธกรณี ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนากฎหมายของเรามาโดยตลอด เรื่องระบบทรัพย์สิน ทางปัญญาโลกมันเริ่มมาพร้อม ๆ ใกล้เคียงกับเรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) ก็คือการเจรจาเรื่องเกียวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ก็ตั้งแต่ปี ๒๐๑๖ เป็นต้นมา เรื่อย ๆ มา จนกระทั่งมาตกลงในข้อตกลงมาร์ราเกช (Marrakesh Accords) ส่วนกรณีที่ ท่านกษิตพูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ผมเกี่ยวข้องด้วยนั้น เพราะว่าตอนนั้นกํากับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็เป็นผู้เจรจาเรื่องเอฟทีเอ (FTA) เจรจาเรื่องความตกลง ทรัพย์สินทางปัญญาในกรอบของไวโป (WIPO) คือ เวิลด์ อินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี ออแกไนเซชัน (World Intellectual Property Organization) ที่เจนีวา ท่านได้กล่าว ถูกต้องแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้นําประเทศคนแรกในประวัติศาสตร์โลก นะครับ ที่ได้รางวัลโกลบอล ลีดเดอร์ อะวอร์ด (Global Leader Award) ในฐานะที่ ทรงประดิษฐ์คิดค้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีอยู่ ๖ ประเภทด้วยกันนะครับ ไม่ใช่แค่ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ยังมีสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ยังมีเรื่องของความลับทางการค้าและอื่น ๆ นี้ พระองค์ท่านเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรกว่า ๑,๐๐๐ รายการ ไม่มีผู้นําประเทศหรือว่าผู้นํารัฐบาลใดในโลกนี้ที่จะส่งเสริมสนับสนุน และได้ทําเป็นแบบอย่าง ผลแห่งทรัพย์สินแห่งปัญญาของพระองค์ท่านได้ถูกขอไปใช้ เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาตินี้ เช่น ฝนหลวง ทางแอฟริกาแล้งมาก ก็ขอไปใช้ หลายประเทศ ประเทศออสเตรเลีย และอื่น ๆ นะครับ สิ่งเหล่านี้แม้แต่เรื่องกังหันน้ํา ชัยพัฒนาและระบบบําบัดน้ําเสียโดยธรรมชาติที่กรุงบรัสเซลส์ที่ท่านได้พูดถึงนะครับ ก็ทดลองไปที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรีครับ อันนี้ก็ยังปรากฏใช้อยู่ แล้วก็ถูกที่สุด เป็นเทคโนโลยีธรรมชาติที่ไม่ต้องไปซื้อหาลงทุนเป็นพันล้านบาท หมื่นล้านบาท ก็เลยเรียนว่า เรื่องทรัพย์สินทางปัญญานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นําของโลก ไม่ใช่เฉพาะ ประเทศไทย จึงมีโครงการเมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ นี้ เรียกว่าครีเอทิฟคิง (Creative King) แล้วก็มีการส่งเสริมความรู้ กระตุ้นเรื่องนี้ โดยพระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างนะครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สปช. อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต สมาชิกวุฒิสภาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งนะครับ คือเรื่องการปฏิรูป ระบบทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้นําเสนอ กระผมเองก็เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกทั้ง ๗ ท่านที่ได้อภิปรายไปแล้วว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ต่อพี่น้องประชาชน ก็จึงเห็นด้วยในการที่ เสนอให้เป็นวาระแห่งชาติเพื่อที่จะช่วยกันเร่งรัดให้ประเด็นปฏิรูปต่าง ๆ ที่นําเสนอในทั้ง ๖ ด้านนั้นลุล่วงในเวลาที่รวดเร็ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ที่เราได้พิจารณาเรื่องนี้กัน ในที่ประชุมวิป (Whip) พอออกจากห้องประชุมวิป (Whip) ผมขึ้นรถ เปิดวิทยุของสภา ก็พอดีเลย บังเอิญท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กําลังนําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๐ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ท่านก็พูดปุ๊บเลย ท่านก็บอกว่า เรื่องทรัพย์สินทางปัญญายังค้างจดอยู่ตั้ง ๒๐,๐๐๐ กว่ารายการ ก็ตรงกับที่ ท่านอธิบดีอรมนได้พูดในห้องประชุมวิป (Whip) ก่อนหน้านั้นไม่ถึงชั่วโมงเลย ก็แสดงว่า รัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ตั้งงบประมาณให้ในการที่จะปรับปรุงระบบการจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญาหรือจดสิทธิบัตรต่าง ๆ ก็จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา พูดกัน แล้วก็จะได้นําเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ก็คงตรงใจท่านนายกรัฐมนตรีแล้วก็คงได้รับการ ตอบสนอง
ในประเด็นเรื่องประเทศไทย ๔.๐ ที่ได้นํามาพูดถึง อ้างอิงว่าประเทศไทย กําลังจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์อินดัสทรี ๔.๐ (Thailand Industry 4.0) เราเริ่มตั้งแต่ภาคเกษตร แล้วก็มาเป็นอุตสาหกรรมเบา แล้วก็มาเป็นเฮฟวีอินดัสทรี (Heavy Industry) ตอน ๓.๐ ตอนนี้เยอรมันเขาบอกว่าเป็น ๔.๐ แล้ว มันเป็นอินดัสทรี (Industry) เป็นอุตสาหกรรม กับอินโนเวชัน (Innovation) กับเทคโนโลยีนะครับ ผมได้ไปจัดสัมมนาร่วมกับหลายฝ่าย กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง ชื่อสัมมนาคือ ไทยแลนด์อินดัสทรี ๔.๐ (Thailand Industry 4.0) มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ มีบริษัทมาพรีเซนต์ (Present) เครื่องมือสําหรับอนาคต สําหรับอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) หลายแห่งเลย สปีกเกอร์ (Speaker) ก็หลายคนเลย และทั้งหมดเป็นฝรั่งทั้งนั้นเลย เป็นประเทศเยอรมัน เป็นอะไรที่นํามาเสนอ มีเครื่องจักรที่จะนําไปใช้ในโรงงาน เพราะของอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) มันก็จะหมายรวมถึงการที่จะพัฒนากระบวนการ ผลิตให้มีความรวดเร็วด้วยออโตเมชัน (Automation) ด้วยความเป็นอัตโนมัติ ด้วยอินเทอร์เน็ต (Internet) ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ แล้วก็เชื่อมโยงไปจนถึงด้านของอินฟอร์เมชันซิสเต็ม (Information System) ต่าง ๆ ทําให้ใช้คนพิมพ์ก็คือใช้โรบอต (Robot) เข้าไปช่วยทํางานด้วย ก็จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ประสิทธิภาพในการผลิตของโรงงาน ของบริษัท นั่นก็เป็นแนวคิดของอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) ซึ่งมาเป็นแนวคิดของประเทศไทย พูดถึง ประเทศไทย ๔.๐ โดยท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านรัฐมนตรีหลายท่าน ที่ผมหยิบประเด็นนี้ ขึ้นมาก็คือว่าไม่อยากจะโยงว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นจะต้องมาในยุคของอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) เท่านั้น มันอาจจะทําให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะไม่ว่าจะเป็นเงาะโรงเรียน เป็นทุเรียนเมืองจันทบุรีต่าง ๆ หรือหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นภูมิปัญญาของคนไทยที่มีมา ช้านาน มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) มากนัก ฉะนั้นเราคงจะไม่ใช่บอกว่า ต้องอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) เราถึงจะพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญา เพราะทรัพย์สิน ทางปัญญามันจะครอบคลุมไปทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับภาคบริการ ภาคเกษตรกรรม ภาคการศึกษา ภาคเอนเตอร์เทนเมนต์ (Entertainment) ต่าง ๆ เรื่องนี้อาจจะไม่ได้โยงไปถึงอินดัสทรี ๔.๐ (Industry 4.0) มากนัก ก็เพียงแต่ทําความเข้าใจให้ตรงกันว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมันก็ เกิดขึ้นได้ในทุกภาคการผลิต ทุกภาคส่วนของภูมิภาคและของชุมชน
อีกประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของข้อเสนอแนะที่ท่านได้เสนอแนะมาใน ๖ ด้าน ผมก็เห็นด้วยนะครับ ในแต่ละด้านก็จะมีหลายประเด็นที่จะต้องช่วยกันเร่งรัดในการปฏิรูป หรือจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ผมก็จะขอกราบเรียน สัก ๓ ประเด็นนะครับ เสริมจากที่ท่านปีติพงศ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านได้สรุปมาเป็น ประเด็นปฏิรูปที่เร่งด่วนหรือที่สําคัญ
ประเด็นแรก ก็คือการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็ว ซึ่งท่านอธิบดีอรมนก็ได้พูดถึงแล้วว่าในอนาคตอาจจะต้องมองถึงการปรับปรุงสถานะของ กรมทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถทํางานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผู้คน มีอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือเพิ่มมากขึ้น หรือมีสถานะที่มีความเป็นองค์กรอิสระเพิ่มมากขึ้น อย่างพวกองค์การมหาชน องค์กรรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เขาจะทํางานได้รวดเร็วกว่าหน่วยงาน ราชการหรือหน่วยงานภาครัฐ เพราะฉะนั้นถ้าให้สอดคล้องกับแนวคิดของหลายท่าน ที่อยากจะให้การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญานั้นดําเนินการได้รวดเร็ว มีบางท่านถึงกับ เสนอให้ออกเป็นใบรับรองชั่วคราวก่อน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าไวโป (WIPO) จะยอมรับ ใบรับรองชั่วคราวนั้นหรือเปล่า แต่ก็เป็นแนวคิดว่าทําอย่างไรเราจะเร่งรัดกระบวนการเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นการปรับปรุงกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็เป็นทางหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะทําให้ โพรเซส (Process) นี้เดินไปได้ด้วยดี
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการทําทะเบียน ภูมิปัญญาไทยและทรัพย์สิน ทางธรรมชาติรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญยิ่งเลย มันต่อยอดไปถึงเรื่องการศึกษา เรื่องการรับรู้ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องมี ศูนย์สารสนเทศทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยเร่งด่วน เป็นศูนย์ระดับชาติที่จะต้องจัดตั้งขึ้น จะอยู่ในความรับผิดชอบของใครก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ก็มีแนวความคิดในการจัดตั้งศูนย์ ระดับชาติในแต่ละมิติ แต่ละเรื่อง แต่ละด้านเพิ่มมากขึ้น อย่างด้านพลังงานที่ผมเป็น กรรมาธิการอยู่ก็กําลังจะเสนอให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ เนชันนัล เอเนอร์จี อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ (National Energy Information Center) เพื่อรวบรวม ข้อมูลทุกอย่าง เพราะฉะนั้นใครที่สนใจเรื่องนี้ก็เข้าไปในเว็บไซต์ (Web site) นี้เลย แล้วก็ สามารถจะค้นหาได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลทางพลังงาน ก็จะทําให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็ว เรียลไทม์ (Real time) แล้วก็ไม่ขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นศูนย์ข้อมูลทางด้านทรัพย์สิน ทางปัญญาก็จึงเป็นสิ่งที่มีความจําเป็น และจะช่วยลดประเด็นปัญหาในการตรวจสอบได้ด้วย เพราะว่าทุกคนจะได้ขอจดทะเบียนในสิ่งซึ่งมันเป็นอินโนเวชัน (Innovation) จริง ๆ เพราะ เขาได้ตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนในชั้นหนึ่งแล้ว
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียน คือเรื่องการสร้างบุคลากร การสร้างบุคลากรที่จะมาอยู่ในกระบวนการของการรับรองการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีหลาย ๆ กลุ่มนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตรวจสอบ การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ทางปัญญา ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการจดทะเบียนต่าง ๆ พวกนี้ต้องถือว่าเป็นสเปเชียลลิสต์ (Specialist) เป็นผู้มีความสามารถโดยเฉพาะ ผมก็อยากจะเรียนเสนอว่า ๑. คือจะต้องมี สถาบันขึ้นมาฝึกสอน เหมือนกับมีอะแคเดมี (Academy) ด้านอาหาร ด้านคุกกิง (Cooking) ด้านไอซีจี (ICG) ต่าง ๆ หรือแม้แต่ทางด้านสปา (Spa) เดี๋ยวนี้เขาก็มีสถานฝึกสอนเป็นเรื่อง เป็นราว เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเชี่ยวชาญทางด้านนี้ หรือผู้ที่ทําหน้าที่ประเมิน ทรัพย์สินหรืออสังหาริมทรัพย์ให้กับธนาคารเขาก็ต้องผ่านหลักสูตรนะครับ บางคน ได้ปริญญาด้วย กับประเด็นที่ ๒ ในเรื่องนี้ก็คือว่าสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จะช่วยท่านได้ เขาจะสามารถออกแบบคุณวุฒิวิชาชีพ คือความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ อาจจะเป็นในเรื่องของอินเทลเลกชวลเอเจนต์ (Intellectual Agent) การจดทะเบียน ทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็จากมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพในด้านนั้น ๆ ก็นํามาเป็นหลักสูตร เพื่อทําการสอน แล้วก็จะได้รับคุณวุฒิวิชาชีพที่รับรองโดยกฎหมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ ถ้าท่านประสานกับทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) แล้วเขาทําให้ฟรีด้วยนะครับ เขามีสตางค์ ท่านไม่ต้องเสียสตางค์เลย ไปให้เขาจัดทําหลักสูตรให้ ทํามาตรฐานการทดสอบให้ จากนั้นท่านก็ไปหาสถาบันสอนในเรื่องนี้ หรือไปสอนตามมหาวิทยาลัยอย่างที่หลาย ๆ ท่าน เสนอแนะ แล้วก็ทดสอบ ทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพก็มีองค์กรทดสอบให้ท่านด้วย เราก็จะ สามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ได้เพิ่มมากขึ้นและได้อย่างรวดเร็วภายใน ๑ ถึง ๒ ปี ข้างหน้า ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เรามีคณะบุคคลที่ได้รับอนุญาตเข้าฟังการประชุมของ สปท. นะครับ คือคณะทํางานด้านสื่อออนไลน์ (Online) นะครับ สําหรับท่านต่อไป ก่อนที่จะ อภิปรายผมขอแจ้งรายชื่อลําดับที่ ๙ ลําดับที่ ๑๐ ลําดับที่ ๑๑ ลําดับที่ ๑๒ เพื่อการเตรียม ความพร้อมนะครับ ท่านที่ ๙ คือ พลตํารวจโท อํานวย ท่านที่ ๑๐ พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ ท่านที่ ๑๑ ท่านสมพงษ์ สระกวี และท่านที่ ๑๒ พลตํารวจเอก ชิดชัย ส่วนท่านสุดท้ายตอนนี้ ลําดับที่ ๑๓ คือรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์นะครับ ขอเชิญ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ครับ ท่านขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประธานได้อนุญาตแล้วนะครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ที่เคารพ ต้องขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ แทงกิว ทรี ไทม์ (Thank you three time) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่นําเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่ควรจะทํา มานานแล้ว และควรที่จะตระหนักและตระหนกตกใจกับเรื่องนี้มาตั้งนานแล้วครับ ผมจะ อภิปรายเพียงแค่ ๒ หัวข้อจาก ๖ หัวข้อของท่านนะครับ แล้วเป็นการอภิปรายเสริม ส่วนใหญ่เห็นด้วยทั้งหมด เราจะต้องปฏิรูปให้มีปัญญาคิดค้นสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา ให้มาก ๆ ก็คือสร้างความตระหนักในความจําเป็น ในความสําคัญของทรัพย์สินทางปัญญา เราจะต้องปฏิรูปให้มีปัญญา รวบรวมข้อมูล แสดงความเป็นเจ้าของไม่ให้ถูกแย่ง ไม่ให้ถูกอ้าง ไม่ให้ถูกนําไปจดทะเบียนที่อื่น ๆ เราจะต้องปฏิรูปให้มีปัญญาที่จะนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เราจะต้องปฏิรูปให้มีปัญญาที่จะต้องป้องกัน ปราบปราม การกระทําละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของเรา และเราต้องไม่ละเมิดของเขาในต่างประเทศ ผมจะพูดเพียง ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องที่ ๒ ครับ จะต้องให้มีปัญญารวบรวม รักษาแสดงความ เป็นเจ้าของซึ่งทรัพย์สินทางปัญญา และการคุ้มครองป้องกันปราบปรามการละเมิด ผมเริ่มตรงนี้ครับ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เมื่อสักครู่ก่อนที่ผมจะขึ้นอภิปราย มีโทรศัพท์มาจากต่างจังหวัดครับ เป็นข้าราชการตํารวจ ผมก็ตกใจว่าวันนี้ไม่ได้ปฏิรูปตํารวจ เป็นตํารวจจากจังหวัดนครราชสีมา ถ้าผมพูดผิดขออภัยด้วยครับ เขาตกใจมาก เขาบอกว่า ให้รีบเสนอในสภาด่วน ผ้าทอกี่กระตุก ถ้าผมพูดผิดขออภัยนะครับ ผมจดเร็ว ๆ เมื่อสักครู่ ผ้าทอกี่กระตุก ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านของคนโคราช จังหวัดนครราชสีมา กําลังจะถูก ฝรั่งไปจดลิขสิทธิ์ ผมสะกดภาษาอังกฤษไม่ถูก กี่กระตุกมันไปจดอย่างไร ของใคร ในภาพ วัดโพธิ์ ท่าเตียน ได้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยครับ พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ท่านได้รับ การถวายพระนามว่าเป็นพระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย ท่านจดทะเบียนไว้ที่ฝาผนังของ วัดโพธิ์ ท่านนําฤาษีดัดตนไปนั่งดัดตนอยู่ที่นั่นมา ๑๐๐-๒๐๐ ปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่วัดโพธิ์มียักษ์ เฝ้านะครับ ประเทศญี่ปุ่นยังต้องเอาฤาษีดัดตนเราไปจด ต้องแย่งชิงกลับมา เป็นปัญหา ผมไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรที่ถูกล้วงไปอีกบ้างจากมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย ยักษ์วัดโพธิ์ไม่สามารถที่จะปกป้องได้หรอกครับ ถ้ากรมคุ้มครองสิทธิเราปกป้องไม่ได้ นั่นคือประเด็นที่ผมจะพูดครับ รองลงมาผมให้ดูตัวอย่างตัวอย่างหนึ่งครับ อันข้างต้นนั้น คือการแพทย์แผนไทย ก็คงหนีไม่พ้นกระทรวงสาธารณสุข กีฬาข้างล่างครับ ลูกประคบ ไม่ต้องพูด เอากีฬาข้างล่างครับ เมื่อก่อนเราเรียกว่า ตะกร้อข้ามตาข่าย เดี๋ยวนี้เขาเรียกว่า เซปักตะกร้อ ท่านทราบไหมครับใครเป็นเจ้าของ หวายก็บ้านเรานี่ครับ เมื่อก่อนเตะกัน ด้วยลูกหวาย ปัจจุบันเป็นลูกพลาสติก ทําไมถึงเปลี่ยนท่านทราบไหมครับ เซปัก เป็นภาษา อะไรครับ ตะกร้อข้ามตาข่ายคือของไทยครับ เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เราไม่จดลิขสิทธิ์ เราไม่ทําอะไรเลย เราปล่อยปละละเลยจนกระทั่งประเทศมาเลเซียบอกว่ากีฬาอย่างนี้ ที่ประเทศมาเลเซียเขาเรียก เซปัก หวายมีมากที่แหลมมาลายา ดังนั้นกีฬาตะกร้อของไทย คือกีฬาเซปักของประเทศมาเลเซียเขาเป็นเจ้าของ เถียงกันจนกระทั่งหาจุดจบไม่ได้ เลยกลายเป็นเซปักตะกร้อ แล้วเขานําหน้าเรา เราเสียรังวัดใช่ไหมครับ ที่ผมรู้เรื่องนี้ดี เพราะว่าผมเป็นประธานกีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ ระวังให้ดีครับ ผัดไทยเราจะถูกที่อื่นไปจดทะเบียนครับ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นคนคิดสูตรผัดไทย ขึ้นมาครับ ระวังให้ดีครับ ผมกําลังบอกกับท่านว่า ทําอย่างไรก็ได้ครับที่จะต้องรักษา สิ่งเหล่านี้ไว้ ท่านระวังถึงมวยไทย ท่านระวังถึงกระบี่กระบอง ท่านระวังถึงการฟ้อนเล็บ โขน อะไรต่อมิอะไร หนังตะลุง ประเทศอินโดนีเซียจะเอาไปจดทะเบียนอีกแล้วครับ หนังตะลุง เพราะฉะนั้นเรื่องการจดทะเบียนเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เรื่องนี้สําคัญอันดับหนึ่ง ก่อนครับ ถ้าท่านยังไม่แสดงความเป็นเจ้าของ จบเลยครับ แม้กระทั่งมีภรรยายังต้อง จดทะเบียนสมรสครับ นี่ท่านไม่แสดงความเป็นเจ้าของเลย ไม่หวงแหนกันเลย โดยเฉพาะ เรื่องที่ไม่ใช่ของภาคเอกชน ถ้าเป็นเรื่องของภาคเอกชนเขาอาจจะเป็นห่วงธุรกิจ แต่เรื่อง ที่เป็นกลางอยู่นี้ผมเป็นห่วงมากนะครับ จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ จะต้องรีบทํา การจดทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน เมื่อกี้ท่านนําเสนอผมว่าของประเทศ อินเดียเขามีศูนย์จดทะเบียนเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เป็นห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ภูมิปัญญาท้องถิ่น เขาจดไว้หมดเลยครับ ถ้าใครจะจดภูมิปัญญาเรื่องใดขึ้นมาอีก จะต้องไป ตรวจสอบก่อนว่าซ้ําซ้อน มีคนคิดมาก่อนไหม ถ้ามี จดไม่ได้ แล้วทําไมเราไม่คิดบ้างละครับ ผมฝากคณะกรรมาธิการไปเพิ่มเติมเรื่องการรับจดทะเบียนครับ ไปสร้างภูมิปัญญา การจดทะเบียนขึ้นมาให้ได้ เราพยายามที่จะส่งเสริมให้คนอื่นตระหนักถึงการสร้างภูมิปัญญา นวัตกรรมใหม่ ท่านอย่ามาบอกผมว่า สํารวจ ณ เดือนเมษายน มีเจ้าหน้าที่รับจดทะเบียน อยู่เพียง ๕๙ คน นั่นนวัตกรรมเก่า นั่นมันของเก่าครับ เราต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ในการ จดทะเบียนครับ เพราะว่าเราไปส่งเสริมให้คนอื่นคิดสร้างนวัตกรรม แล้วเราไม่คิด จดทะเบียนด้วยดิจิทัล (Digital) แบบประเทศอินเดียได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นตรงกันกับ ขออนุญาตครับท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องมีศูนย์กลาง จะตั้งชื่อศูนย์ว่า ศูนย์รวบรวมข้อมูล ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ตรงนี้ต้องใหญ่เลยครับ ถ้าท่านยังรวบรวมไม่ได้ ปกป้องไม่ได้ หรอกครับ
หัวข้อที่ ๒ ที่ผมจะพูดคือการปกป้องครับ ก่อนไปตรงนั้นผมขออนุญาตครับ มีฝากเรียนถามมาครับ ผมจะไม่เอ่ยนามว่าใครเรียนถาม เดี๋ยวจะทราบว่าจะเป็นท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านถามเรื่องสิทธิบัตรยา ว่ามีเวลา ๒๐ ปี พอมันหมดแล้วรู้ได้อย่างไรของใคร หมดแล้ว เดี๋ยวค่อยตอบตอนกรรมาธิการตอบก็แล้วกันนะครับ ผมไม่บอกว่าใคร แต่เดี๋ยว จะรู้ว่าเป็นท่านวิทยา ท่านคงมีโรงงานผลิตยาหรืออะไรท่านไม่ทราบ ท่านฝากถามมา
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการป้องกัน เรื่องนี้ใหญ่มาก อย่าโทษตํารวจนะครับ เรื่องการป้องกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลจากศูนย์ทรัพย์สิน ทางปัญญาโลก จีไอพีซี (GIPC) และหอการค้าของประเทศสหรัฐอเมริการวบรวมข้อมูล ได้ข้อสรุปว่าประเทศที่มีการป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาดีที่สุดในโลก คือประเทศ สหรัฐอเมริกา เขาเข้าข้างตัวเองหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่เขารวบรวมข้อมูลได้อย่างนี้ ประเทศแย่อันดับสุดท้ายของโลกอยู่ลําดับ ๒๕ คืออินเดียที่ละเมิดเขา แย่รองลงมาคือ ประเทศไทยครับ ลําดับ ๒๔ เราไปดูที่ไหนครับ ดูในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ผมครับ ท่านจะไปทําอะไรครับ ท่านจะไปที่มาบุญครอง ท่านต้องรู้ว่าท่านไปทําไมครับ มาบุญครอง จะไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ราคาถูก ท่านจะไปไหนต่อครับ ท่านจะไปซื้อซีดี (CD) เถื่อนหรือ ไปพันธุ์ทิพย์พลาซ่ากันไหม ซอฟต์แวร์ (Software) ก็มีที่นั่น ท่านจะไปไหนต่อครับ ท่านจะไปซื้อเสื้อผ้า กระเป๋าละเมิดลิขสิทธิ์หรือ ไปแพลทินัมกันไหม นี่เรารู้หมด ท่านจะซื้อ สินค้าหลากหลาย ไปคลองถมเลย ไปตลาดโรงเกลือไหม ชายแดนก็มี ไปท่าขี้เหล็กไหม ปลอมเหมือนกว่าของจริงอีก สิ่งเหล่านี้มันตราตรึงอยู่กับบ้านเราครับ ท่านก็คงโยนคําถาม มาที่ผมว่า คุณอํานวย คุณเป็นตํารวจแล้วทําไมคุณไม่จับเองละ ทําไมคุณมาบ่นอะไร ให้รําคาญ หน่วยงานรับผิดชอบครับ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หน่วยงานราชการเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้น ๆ เช่น แพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุขรับไป การกีฬา ไม่ว่าจะมวยไทย ไม่ว่าจะกระบี่ กระบอง ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ด้านการเกษตร ข้าวหอมมะลิ ข้าวสังข์หยด ข้าวอะไรว่าไป ทอผ้า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็รับผิดชอบเป็นหน้า ๆ ไป ทั้ง ๓ หน่วยงานนี้ครับ คือเจ้าภาพรับผิดชอบ เจ้าภาพหลักคือใครครับ ผมใช้เวลาอีก นิดเดียวครับ เจ้าภาพหลักคือใครครับ กรมทรัพย์สินทางปัญญา พอทํางานกันเมื่อไรมาเล่นกีฬาครับ บ้านเราถ้าเล่นเป็นกลุ่ม เล่นเป็นทีมเมื่อไร เกี่ยงครับ ผมใช้คําว่า เกี่ยง เลยครับ ผมดูในรายงานของกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาบอกว่า ที่ปราบปรามไม่ได้ผลเนื่องจากตํารวจเข้าไปมีผลประโยชน์ ในรายงาน มีครับ ผมอ่านแล้วเมื่อคืนนี้ ตํารวจเข้าไปมีส่วนได้เสีย ผมถามว่างานนี้ใครรับผิดชอบ เป็นเจ้าภาพหลักก่อนครับ การปฏิรูปตํารวจหัวข้อหนึ่ง อยู่ในหัวข้อที่ ๔ ประเด็นที่ ๔ ยังไม่เสนอในสภานี้ กําลังจะเสนอก็คือในเรื่องของถ่ายโอนกิจการที่ไม่ใช่ภาระหน้าที่ ของตํารวจไปให้หน่วยงานรับผิดชอบไปรับผิดชอบโดยตรง กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไปเตรียมการเลยครับ คุณต้องสร้างกองทัพป้องกันปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สิน ทางปัญญาขึ้นมา ตํารวจเป็นหน่วยงานรองรับอีกชั้นหนึ่ง ต้องสร้างหน่วยงานนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะกรณีทุจริตครับ กรณีที่มันเกิดการละเมิดอีกประเด็นหนึ่งก็คือในเรื่องของเจ้าของ ลิขสิทธิ์เองเอื้อประโยชน์ครับ พูดให้ชัดเลยครับ ผมพูดให้ชัดเลยครับ ตัวอย่างครับ เอาลิขสิทธิ์เพลงแล้วกัน ชัดเจนมาก ครูเพลงเซ็นหนังสือมอบอํานาจให้คนนี้ นาย ก นาย ข นาย ค บางคนมอบให้ตั้ง ๗ คน ไปตามจับลิขสิทธิ์ โรงแรมก็ดี ร้านอาหารก็ดี คาราโอเกะ (Karaoke) ก็ดี สถานบริการก็ดี เปิดเพลงเมื่อไรถูกจับ จับเสร็จเรียบร้อยคุยกันหลังร้านครับ ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาท เลิก แล้วก็หายไปอีกหลาย ๆ เดือน เลี้ยงให้อ้วน กลับมาใหม่ ตามวงรอบ เพราะอะไรครับ เพราะถ้าไปฟ้องศาลเสียเวลา หยิบสดในครัวดีกว่า นี่การ เอื้อประโยชน์ครับ โดยเอาทรัพย์สินทางปัญญาไปหากิน เอาลิขสิทธิ์ไปหากิน ยังทํากันอยู่ จนเดี๋ยวนี้ ถามว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบครับ เจ้าของลิขสิทธิ์มอบอํานาจให้บุคคลหนึ่ง แล้วก็ ไปตามตํารวจมาเป็นสมุน ก็ไปกัน ทํามาอยู่จนเดี๋ยวนี้ แล้วถามว่าผิดไหม มันยอมความได้ ก็เลยไม่ผิด เลี้ยงให้อ้วน พออ้วนแล้วก็ไปจับทีหนึ่ง จะเป็นอยู่อย่างนี้ละครับ เพราะฉะนั้น ผมขออนุญาตครับว่าในการที่จะปราบปรามจะต้องตั้งศูนย์ครับ ตั้งศูนย์ขึ้นมาโดยเฉพาะ ตั้งโดยใครครับ เรามีคณะกรรมการอยู่คณะหนึ่ง คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา แห่งชาติ เรียกย่อว่า คทป. มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงเต็มไปหมด อยู่ในนั้น ประชุมปีละ ๑ ครั้งหรือเปล่าผมไม่ทราบคณะนี้ ท่านไปตั้งสิครับ ท่านไปตั้ง ชุดเฉพาะกิจสนธิกําลังเอาผู้รู้เป็นคลังอาวุธ เป็นคลังแสงที่จะออกไปปราบปรามการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างแท้จริง เป็นมืออาชีพ รวบรวมข้อมูลการละเมิดว่าละเมิดที่ไหนบ้าง แล้วมีวงรอบในการปราบปรามอย่างจริงจัง ทําอย่างต่อเนื่องมันจะเหลือไหมครับ มันไม่เหลือ หรอกครับ อันนี้ข้อมูลเรายังไม่พร้อมเลยครับ อันนี้ผมยกตัวอย่างเฉย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง จริง ๆ มันมีอีกมากมาย เดี๋ยวก็โทรศัพท์กันมาอีก ผ้ากี่กระตุกเลยเมื่อสักครู่ เดี๋ยวก็มีอย่างโน้นอย่างนี้เยอะแยะไปหมด ถามว่าท่านรวบรวมได้หรือยังว่ามีอะไรบ้าง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านกษิต ภิรมย์ ก็พูดเรื่องนี้ ท่านเลิศรัตน์ก็พูดเรื่องนี้ ผมก็พูดเรื่องนี้ นั่นแสดงว่าในแผนการปฏิรูปท่านต้องไปเพิ่มตรงนี้แน่นอนแล้วละครับ โดยรวมเห็นด้วย ทั้งหมดครับ ถ้าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่คิดที่จะปฏิรูปเรื่องนี้ ยุบสภาทิ้งได้เลย แต่ขณะนี้คิดแล้ว คิดแล้วก็แสดงว่าต่อไปนี้ทรัพย์สินทางปัญญาก็จะไม่มีปัญหาครับ ก็จะนํา ปัญญานั้น ๆ นําไปสู่การพัฒนาประเทศ แล้วก็จะนําปัญญานั้น ๆ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ในเชิงพาณิชย์ แล้วก็จะไม่มีปัญหาในการที่จะละเมิดลิขสิทธิ์กันเองหรือละเมิดลิขสิทธิ์ ภายนอกประเทศ จะทําให้การแข่งขันด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในเวทีโลกอยู่ใน แถวหน้า เป็นแผนปฏิรูปที่ดีที่สุดแผนหนึ่ง ผมพูดเลยครับ ผมขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ ไปแล้ว เป็นแผนการปฏิรูปประเทศที่ดีที่สุดแผนหนึ่ง คล้าย ๆ ใกล้เคียงกับแผนปฏิรูปตํารวจ ขอบคุณครับ
ก่อนที่จะเชิญท่านต่อไปนะคะ ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่าตามที่มีการเชิญประชุม คณะกรรมการประสานงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ขอเลื่อนไป เป็นหลังเลิกประชุมค่ะ ท่านถัดไป พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการ ตํารวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านครับ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมแล้วก็ขอบคุณ คณะกรรมาธิการที่ได้ทํารายงานที่ผมอ่านดูก็ค่อนข้างสมบูรณ์มากนะครับ แล้วผมก็เคย ทํางานด้านนี้มานะครับ ก็ขอชื่นชมและขอสนับสนุนในการรายงาน แต่ที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้ จะขอเพิ่มเติมขยายเฉพาะส่วนรายงานในหน้า ๘ ในหัวข้อ ๑๕.๑ ว่าด้วยปัญหาและอุปสรรค ท่านประธานครับ หัวข้อที่ว่านี้เราพูดเรื่องระบบปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา แต่พอดี ผมนั่งคิดดูจริง ๆ แล้วเราควรจะเรียงลําดับคํา ควรจะเป็นคําว่า การปฏิรูปปัญญาทางทรัพย์สิน ก็อาจจะได้นะครับ เพราะเรามุ่งทําใช้ปัญญาและใช้ความคิดทําให้ทรัพย์สินของเรา ของสินค้าหรือของโอทอป (OTOP) หรือของอะไรต่าง ๆ ของภูมิปัญญาไทยเราให้มีคุณค่า มากขึ้น มันก็ความหมายตรงตัวนะครับ อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่า ในช่วงหนึ่งที่ผ่านมาที่เป็นงานสําคัญของชาติเราในช่วง ๖๐ พรรษาครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สํานักงานตํารวจแห่งชาติได้ทําหนังสือในการสัมภาษณ์ ฉะนั้นเราคงทราบว่ามีผู้นําทั่วโลกหรือในภูมิภาคนี้ องค์พระมหากษัตริย์ หรือประธานาธิบดี หรือผู้นําระดับนายก ก็ได้สัมภาษณ์ถึงความประทับใจแล้วก็ความภาคภูมิใจที่มาเยือนถิ่นฐาน เมืองไทย แล้วก็ในการ ๖๐ พรรษาการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านทราบไหมครับพวกผมได้สัมภาษณ์กันนะครับ พวกผมยังประทับตราและตรึงใจว่า กษัตริย์หรือผู้นําประเทศเหล่านั้นได้ภาคภูมิใจไทยอะไรบ้าง หนึ่งในนั้นก็คือในเรื่องของ พวกอาหาร มิตรภาพ ความมีน้ําใจของคนไทย แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือว่า กษัตริย์ หลายพระองค์ท่านได้บอกว่า ประทับใจในคุณภาพสินค้าของไทย คือพูดง่าย ๆ ว่า ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่า ภาคภูมิใจและอยากใช้สินค้าที่เรียกว่า เมด อิน ไทยแลนด์ (Made in Thailand) นะครับ พวกเราก็ได้ถามพระองค์ท่านว่า ท่านภาคภูมิใจเพราะอะไร พระองค์ท่านเหล่านั้นหรือกษัตริย์เหล่านั้น หรือผู้นําเหล่านั้นได้บอกว่า คนไทยแต่เดิมมาแล้ว จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทํา ประดิษฐ์ ผลิตสินค้า นอกจากทําด้วยมือแล้วทําด้วยหัวใจนะครับ ทําด้วยหัวใจคือความประณีต ความละเอียดของคนไทยมีตั้งแต่บรรพชน บรรพกาล เลยครับ แล้วก็เป็นความที่สินค้าแต่ละชิ้นเขารับประกันเลยว่าถ้าทําจากเมืองไทยเขายินดีซื้อ ยินดีใช้นะครับ แล้วเขาจะพูดว่าใช้ตลอดชีวิตด้วยครับ นี่ก็คือความภาคภูมิใจนะครับ แล้วอีกอันหนึ่งท่านประธานครับ ผมเคยมีบรรพชนอยู่แถวจังหวัดพระนครศรีอยุธยานะครับ หมู่บ้านเล็ก ๆ ได้มีคนงานในตําบลบ้านผมนี่ครับได้ไปทํางานชิ้นส่วนเล็ก ๆ ใช้ภาษาอังกฤษ ทําชิป (Chip) ส่งไปยังประเทศมหาอํานาจนะครับ คอมพิวเตอร์แรก ๆ โดยทําด้วยมือครับ แล้วก็ส่งไปยังประเทศที่ใหญ่ในโลกเรา แล้วก็หลาย ๆ ส่วนเราได้ทําจากประเทศไทย แล้วเมื่อ ๒-๓ วันนี้ผมได้ไปเดินที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งแล้วผมก็เจอสินค้ากระเป๋า เล็ก ๆ สวยงามมากราคาประมาณ ๓๐๐ บาท หรือ ๔๐๐ บาทนะครับ ผมได้ซื้อให้ญาติ ๆ และภรรยา ก็ภาคภูมิใจมาก ปรากฏว่าสินค้านี้ก็ขายในประเทศที่ใหญ่นะครับ แล้วก็ ๓๐๐ บาทนะครับ แต่ว่าเมื่อผม ได้คุยจนกระทั่งรู้ว่าสินค้านี้ไม่เคยขายในเมืองไทย แล้วก็ส่งไปประเทศที่ใหญ่เลยนะครับ ขายประมาณหลายพันบาทนะครับ แล้วก็ทํามา ๗ ปีแล้ว แล้วก็ครั้งนี้ก็เอามาขายเพียง เล็กน้อยนะครับ แล้วคงจะหมดสัญญาอะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ผมยกตัวอย่างมานี่ แสดงให้เห็น ว่าศักยภาพของคนไทย การผลิตหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ดีมากนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมานี่ก็จะเห็นเรื่องหลาย ๆ ท่านพูดเรื่องการปราบปรามว่าบางส่วน มีการไม่เข้าใจหรือว่าที่ผมบอกว่า ข้อ ๑.๕.๑ มันเกิดจากการที่จะให้ความรู้ความเข้าใจให้กับ ประชาชนหรือสร้างความตระหนักอะไรต่าง ๆ เล่นให้มากขึ้น ทีนี้ตรงนี้ผมก็ย้อนมาว่าบางที ความรู้ความเข้าใจมันก็ระดับหนึ่ง แต่บางคนก็เข้าใจหรือเจตนาที่จะทําเป็นของปลอม เลียนแบบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็มีการปราบปราม สิ่งเหล่านี้เป็นการปลายเหตุ ท่านประธานครับ ผมจะหันหมุนกลับมาตรงต้นเหตุก็คือการป้องกันนะครับ นอกจาก การปราบปรามด้วยความตั้งใจที่จะปลอมแล้วนี่ ก็คือผมอยากจะเน้นไปพวกที่ไม่เข้าใจ หรือขาดความรู้ความเข้าใจนะครับ ความไม่เข้าใจนั้นมี ๓ ประการครับ ที่ผมสํารวจดูแล้วก็ ลองนึกดูนะครับ อันที่ ๑ ก็คือว่าพี่น้องประชาชนหรือผู้ผลิต หรือเอสเอ็มอี (SMEs) รายย่อย หรือโอทอป (OTOP) ต่าง ๆ หรือบางส่วนที่เพิ่งเริ่มทํานะครับ อาจจะยังไม่มีความเข้าใจ ที่ถ่องแท้ว่าอาจจะเรียนลัด คือเห็นโลโก (Logo) หรือเห็นลักษณะที่เขามีชื่อและลักษณะ ทํามานานแล้วก็ไม่อยากที่จะใช้เวลานานก็เลยเรียนลัดก็จะเห็นยากในการที่จะให้เข้าใจ ในระยะยาวนะครับ ในส่วนนี้จึงจะต้องทําความเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วในส่วนที่เราทําระยะยาว มันใช้ประโยชน์ได้อีกนานนะครับ อันที่ ๒ ก็คือวิธีการยื่นจด วิธีการยื่นจดนี้ครับ หลาย ๆ ส่วนคนที่ประกอบกิจการอาจจะไม่เข้าใจนะครับ ยกตัวอย่างตรงประเด็นเลยครับ ก็อาจจะ ต้องจ้าง เช่น ขอโทษนะครับ อาจจะจ้างทนายเป็นหลักหมื่น ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ในการที่จะจดว่าจะทําอย่างไร แต่จริง ๆ แล้วถ้าไปเองอาจจะเสียค่าธรรมเนียมแค่ ๕๐๐ บาท ทีนี้จดสินค้าตัวหนึ่งมันมีตั้งหลายชนิด ๑๐ ชนิดหรือ ๒๐ ชนิดนะครับ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายสูง เหล่านี้ก็คือเขาไม่เข้าใจวิธีการจดนะครับ แล้วนอกจากประโยชน์และวิธีการจดที่ไม่เข้าใจแล้ว มันมีตัวอย่างจริง ๆ ผมรู้จักอย่างตระกูลหนึ่งว่าระหว่างที่พ่อจะมอบมรดกให้กับลูกหลายคน ระหว่างเงินสดกับเครื่องหมายการค้า หรือโลโก (Logo) พูดง่าย ๆ ครับ ลูก ๆ หลายคน เลือกเอาเงินสดนะครับ กับโลโก (Logo) ซึ่งคุณพ่อเพิ่งสร้างใหม่มีลูกอยู่คนหนึ่งเลือกโลโก (Logo) เลือกคุณภาพสินค้า เพราะเขาเล็งเห็นว่าคุณภาพสินค้า อย่างที่ผมอภิปรายตั้งแต่ต้น ว่ามันดีที่สุดนะครับ ลูกอีก ๒-๓ คนเลือกเงินสด เงินสดสักพักใช้ไปก็หมด แต่โลโก (Logo) เขาค่อย ๆ ทํา ปรากฏว่าเขาเป็นตระกูลที่ใหญ่ แล้วก็เป็นสินค้าที่มีชื่อในประเทศไทย ระดับโลกเลยนะครับ ที่ผมพูดนี้นอกจากต้องให้คนเข้าใจถึงประโยชน์ที่ถ่องแท้ว่า ต้องเดินระยะยาวครับ ต้องให้ระยะยาว แล้วก็เชียร์ด้วย สนับสนุนด้วยนะครับ แล้วก็ต้อง เข้าใจวิธีจดด้วยนะครับ อีกอันหนึ่งคือวิธีสร้างเครื่องหมายการค้าที่เรียกว่า โลโก (Logo) หรือรูปรอยประดิษฐ์ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่เหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผมจดสินค้า ยูเนียน (Union) นี้ครับ ยูเนียน (Union) ถ้าเราพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ก็เป็นตัวยู (U) ธรรมดา แต่วิธีจดไม่ได้นะครับ ต้องเป็นยู (U) ลักษณะรอยหยักเลขต่าง ๆ เหล่านี้ สิ่งเหล่านี้ประชาชน และคนทั่วไปที่ผลิตหรือมือใหม่จะไม่เข้าใจ แล้วก็จะยุ่งยาก ตีไปตีมาซับซ้อน สิ่งเหล่านี้ ก็คือว่าต้องมีคําอธิบายที่ชัดเจน สรุปแล้วมี ๓ ข้อนะครับ ก็คือว่า ๑. บุคคลทั่วไปจะไม่เข้าใจ ถึงอรรถประโยชน์โดยถ่องแท้ว่าระยะยาวดี ดีแน่นอน เราอย่ารีบไปเลียนแบบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ๒. วิธีการยื่นจดว่าจะทําอย่างไร ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ๓. วิธีการสร้างเครื่องหมาย เหล่านี้นะครับ ผมยกตัวอย่างเลยก็ได้ ขอโทษนะครับ อย่างเฮลท์ไลน์ (Health Line) คือนวดแผนไทยอะไรต่าง ๆ นี้ นอกจากจดทะเบียนในเมืองไทยแล้วไปจีนก็ต้องจดอีกนะครับ ถ้าอยู่ในอาเซียน (ASEAN) ก็โอเค อันนี้ต้องควรรู้นะครับว่าคุ้มครองเฉพาะอาเซียน (ASEAN) คนอื่นก็ไม่เข้าใจอีกครับว่าสิ่งเหล่านี้มันคุ้มครองเฉพาะในละแวกดินแดนเหล่านี้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ครับ หรือบางแห่งสินค้าบางอย่าง คนไทยได้จดในไทยแล้วต้องไปจดต่างประเทศอีก แล้วต่างประเทศก็คัดค้าน สิ่งเหล่านี้ก็คือต้องถึงขั้นฟ้องร้องกันนะครับ แล้วก็คุ้มครอง เรื่องความคุ้มครอง สิ่งเหล่านี้คือความไม่เข้าใจใน ๓ ประการนี้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุป ท่านประธานผมก็คิดว่าสิ่งที่รายงานที่ทําในนี้ค่อนข้างมีพอสมควรแล้วนะครับ แต่ผมก็ อยากจะอภิปรายพื้นฐานเสริมอีกพื้นฐานธรรมดา ซึ่งหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายแล้วคือ ๒ ข้อ
ข้อที่ ๑ ก็คือต้องเร่งให้ความรู้ความเข้าใจภาษาอังกฤษเรียกว่า โนว์เลดจ์ (Knowledge) โดยเฉพาะอย่างยิ่งขออนุญาตเอ่ยถึงหน่วยงานกระทรวงพาณิชย์นะครับ ท่านจะต้องสร้างชุดความรู้แบบเข้าใจง่าย ๆ แล้วก็แยกแยะต่าง ๆ ว่าสิ่งเหล่านี้มันทําอย่างไร เผยแพร่ไปยังคนต่าง ๆ ให้ความรู้กับคนที่ไปจดทะเบียนนะครับ บริการที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้น แล้วก็แนะนําว่าอย่าไปลอกเลียนแบบต้องคิดด้วยตนเองรับรองว่าระยะยาวดีแน่นะครับ แล้วก็เดินด้วยคุณภาพเป็นการเดินที่ยั่งยืนนะครับ
ข้อที่ ๒ พวกเราเอง รัฐบาลหรือภาคสังคมต้องให้การสนับสนุนพวกที่สร้าง แบรนด์เนม (Brandname) หรือสร้างยี่ห้อ หรือสร้างสินค้าสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ให้เขาเข้มแข็ง ให้เขาเดินระยะยาว เพราะว่าพวกนี้ต้องอาศัยการอุ้มชูแล้วก็ค่อย ๆ เดินไปนะครับ ให้เกิด มีแรงแล้วก็มีอนาคตก้าวไปถึงอย่างจริงจัง และต้องดูแลใกล้ชิดกับพวกที่เอาเปรียบ เช่น พวกปลอมแปลงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้อย่าให้ไปกระทบเขา ก็ให้บังเกิดผลในระยะยาวครับ โดยสรุปก็คือผมก็อธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือว่าให้ความรู้ความเข้าใจให้เข้มแข็งให้มันกระจาย ทั่วไปนะครับ และให้เข้าใจ เข้าถึงง่าย ๆ แล้ว ๒. ก็คือว่าให้มีการสนับสนุนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะสนับสนุนด้วยกันเอง ใช้สินค้าของเราเอง ไม่ว่าชุมชนหรือภาครัฐ หรือภาคสังคม กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีอีก ๓ ท่านที่อยู่ในรายชื่อผู้อภิปราย คือท่านสมพงษ์ สระกวี พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ เรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิก วุฒิสภา จังหวัดสงขลา เรียนเชิญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอบคุณความมุ่งมั่น ของกรรมาธิการเศรษฐกิจนะครับที่ได้แบกรับภารกิจเรื่องการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ไว้อย่างหนักหน่วง และพยายามคิดค้นหาแนวทางปฏิรูปเพื่อแบกรับเอาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มาเพื่อการปฏิรูปประเทศ แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ด้วยความเห็นใจจริง ๆ ว่า อย่าว่าแต่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเลยครับ รัฐบาลทั้งรัฐบาล และองคาพยพของเศรษฐกิจทั้งประเทศนั้นเราก็ต้องเจอปัญหาเรื่องความซับซ้อนของการ ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจซึ่งมีพลวัตอย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงพลิกผันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งทฤษฎีทางเศรษฐกิจนั้นแทบจะใช้ไม่ได้ในบางครั้งบางคราว ดังนั้นเมื่อภารกิจ เรื่องการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจมาตกอยู่ที่ท่านประธานสถิตย์ และคณะกรรมาธิการ ในการที่คิดจะปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศนี้ซึ่งต้องกล่าวได้ว่าปัญหามาก หมักหมม และเศรษฐกิจก็พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว ท่านประธานครับ แท้ที่จริงแล้วรายงานเรื่อง การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญานั้นเป็นรายงานที่สมบูรณ์และมีคุณค่า แต่ผมอยากจะ เรียนว่าเมื่อนําไปสู่การปฏิบัติจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้ผลก็ได้ ทําไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ เพราะว่าปัญหาของเรานั้นผมได้เรียนแล้วว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจนั้นเป้าหมายของท่าน ที่พูดไว้ชัดเจนครับ ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพของการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าท่านปฏิรูปไปปฏิรูปมานี่นะครับ มาตกอยู่ที่ว่าจะไล่จับพวกละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไร นะครับ เพลงที่มีลิขสิทธิ์ กับเพลงไม่มีลิขสิทธิ์ จะต้องสร้างค่านิยมในประเทศอย่างไร อย่างนี้ ผมต้องเรียนท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเลยนะครับ ว่าผิดทาง ท่านประธานครับ ผมอยากจะยกเอาเรื่องบางเรื่องซึ่งอาจจะสวนทางกับที่ ท่านเสนอ ได้มีหนังสือพิมพ์ไปสัมภาษณ์มหาเศรษฐีของเมืองไทยที่ชื่อนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานซีพี (CP) เขาถามท่านประธานซีพี (CP) ว่าเคล็ดลับ ช่วยบอกเคล็ดลับสั้น ๆ ที่สุด ของความสําเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ คืออะไร ท่านตอบว่าอย่างไรทราบไหมครับ ผมคิดว่าท่านประธานสถิตย์คงหัวคว่ําไปเลย ลอกเขามาครับ ท่านก็เล่าเป็นตุเป็นตะเลย ว่าการเลี้ยงไก่ของประเทศไทย เมื่อก่อนเราเลี้ยงเป็นแต่ไก่บ้าน แต่คนไทยเลี้ยงไก่ทีละ หมื่นตัว ต้องไปลอกฝรั่งมาหมดเลยครับ ลอกแล้วก็มาต่อยอด มาเรียนรู้แบบไทย ๆ จาก ไก่ฝรั่งมาเป็นไก่ไทย จากไก่เทวดานะครับ ก็มาเป็นไก่บ้านธรรมดา หรือไก่อะไรนี่นะครับ จนกระทั่งประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตไก่เพื่อการส่งออก เป็นอันดับ ๔ ของโลกใบนี้ นําเงินตราเข้าประเทศมหาศาล ถามว่าเคล็ดลับสําคัญมาจากไหน ลอกเขามาเลยครับ ซื้อพันธุ์เขามา ซื้ออาหารเขามา ซื้อยาเขามา ต่อมาก็จากก๊อปปี้ (Copy) ก็มาดีเวลลอปเมนต์ (Development) ให้มันสอดคล้องกับสภาพอากาศไทย การเลี้ยงแบบไทย นิสัยแบบไทย ท่านประธานครับ เมื่อความสําเร็จเป็นเช่นนั้น ในขณะที่ท่านประธานต้องตอบโจทย์สําคัญ ของประเทศว่าจะสร้างเศรษฐกิจใหม่อย่างไร สร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศอย่างไร แต่เรากลับมาจมปลักอยู่กับคําว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นพระเอกครับ ดูดี ทันสมัยครับ แต่ระวังจะไม่เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ การพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลกใบนี้ ท่านประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะรู้ดีกว่าหลาย ๆ คน ประเทศญี่ปุ่น ก็ลอกประเทศสหรัฐอเมริกา ลอกยุโรป สร้างรถยนต์ พัฒนาประเทศมาก็ลอกเขามา ต่อมา ประเทศเกาหลีก็ลอกประเทศญี่ปุ่น ต่อมาประเทศไต้หวันก็มาลอกประเทศเกาหลี ต่อมา ประเทศเวียดนามลอกประเทศเยอรมนี ลอกประเทศเกาหลีเลย เขาบอกเลย ลอกประเทศ เกาหลี ก๊อปปี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์ (Copy and Development) ปัญหาเรื่องไล่จับลิขสิทธิ์ ประเทศเขาต่ํากว่าเราเยอะ แล้วประเทศที่เขาสร้างชาติขึ้นมาใน ๒๐ ปีนี้ท่านประธานรู้ดี คือสาธารณรัฐประชาชนจีน มหาจอมลอกของโลก ลอกสารพัดลอก แต่รัฐบาลเขา เขาไม่ทํา หน้าตาเป็นพระเอก เขาเอาประเทศเป็นหลัก ผมก็ไม่รู้ว่าตํารวจจีนไล่จับของลอกลิขสิทธิ์ ในตลาดจีนแค่ไหน อย่างไร แต่ผมรู้พวกบริษัทฝรั่งปวดหัวแล้วกัน หลายบริษัทไม่กล้าไป ลงทุนกลัวประเทศจีนจะลอก แต่ลอกเพื่อสร้างชาติ ลอกแล้วต่อยอด ลอกแล้วพัฒนา เพราะฉะนั้นในรายงานฉบับนี้ผมถึงชอบมาก แต่ขณะเดียวกันภารกิจอันหนักหน่วงของ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ผมได้กล่าวแล้ว ท่านต้องการสร้างประเทศทางเศรษฐกิจ แล้วการสร้างประเทศทางเศรษฐกิจ การสร้าง ศักยภาพการแข่งขันนี้เอาหล่อไม่ได้ หรือเดินตามหลังฝรั่งกันทื่อ ๆ ไม่ได้ เพราะแม้กระทั่ง เดินตามนะครับท่านประธาน โลกมันก็เปลี่ยนเร็วมาก ท่านประธานคงได้ยินข่าว รถไฟฟ้า รถยนต์ ไม่ใช้น้ํามันแล้ว ใช้รถไฟฟ้าของบริษัท เทสลา มอเตอร์ เพื่อนสมาชิกครับ ท่านอย่า ตกใจเลย และผมคิดว่าท่านก็คงชินแล้ว ไม่ตกใจแล้ว บริษัท เทสลา มอเตอร์ ประกาศเลยว่า ตลอดจนการผลิตรถไฟฟ้านี่นะครับ เปิดลิขสิทธิ์ทั้งหมดไม่มีปิดบังเอาไปต่อยอดได้เลย ไม่จดลิขสิทธิ์รถเทสลานี่ครับ โลกมันเปลี่ยน เพื่อจะบอกว่าปัญหาของบริษัท เทสลา มอเตอร์ รถไฟฟ้านั้นไม่จดลิขสิทธิ์ ลอกเลียนได้ พัฒนาได้ ดีเวลลอปเมนต์ (Development) ได้ โลกมันไปแบบนี้แล้ว ในขณะที่พวกเราชอบเป็นพระเอก บอกว่าตํารวจไปซื้อของมีลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ (Software) ท่านประธานครับ บิลเกตส์ก็ตาม อะไรก็ตาม พวกนักผลิตซอฟต์แวร์ (Software) ของโลกใบนี้ เขาภาคภูมิใจมาก เขาตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software) เรียกว่า โอเพนซอร์ซ (Open Source) คืออนุญาตให้ลอกลิขสิทธิ์ได้ ทัศนะเช่นนี้เพื่อเป็น การพัฒนา ใครเอาไปพัฒนาก็ได้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟต์ (Microsoft) เจ้าของบริษัทกูเกิล (Google) ลงทุนกัน เปิดโครงการโอเพน ซอร์ซ อีโคโลจี (Open Source Ecology) เพื่อให้ลอกลิขสิทธิ์ในการสร้างเครื่องจักรที่จําเป็นเพื่อการใช้ชีวิต ได้ด้วยตนเอง เครื่องทําปูนซีเมนต์ เครื่องปั่นไฟ เครื่องสูบน้ํา เครื่องอัดก้อนอิฐอะไรอย่างนี้ นะครับ ลิขสิทธิ์ของนานาชาติเขาเปิดให้ลอกไปหมดแล้ว เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ แต่ของเราครับท่านประธาน ยังมาพูดกันว่าจดสิทธิบัตรช้ากันอยู่เลย เป็นชาติเดียวในโลก ตามรายงานนี้ เป็นประเทศที่มีจดลิขสิทธิ์ช้า ใช้เวลา ๕๕ เดือน ตามรายงานของท่าน คือประเทศไทย ในขณะที่โลกใบนี้เขาไปไกลถึงขนาดยกเลิกลิขสิทธิ์ แต่ของเรามาพูดเรื่อง ลิขสิทธิ์ นานาชาติสร้างชาติด้วยการลอก แล้วก็ดีเวลลอปเมนต์ (Development) ก๊อปปี้ แอนด์ ดีเวลลอปเมนต์ (Copy and Development) ของเราอับอายเหลือเกินครับต้องลอก ท่านประธานครับ แล้วเราจะเอาอะไรไปแข่งขันกับเขาละ ท่านนิกรพูดถูกทุกประการเลย ยกซุนวูมา ว่าจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน จุดอ่อนของเราอยู่ตรงไหน จุดอ่อนของเราในขณะนี้ นี่คือประเทศไทย คนไทยนี้หน้าบางเหลือหลาย ถ้าคิดจะสร้างประเทศด้วยการลอกแล้วละก็ โอ๊ยตาย เป็นอาชญากรรมราวกับลอกข้อสอบในห้องเรียน นี่เป็นทัศนคติที่ผิดเลยนะครับ ท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมเป็นคนภาคใต้ ที่ภาคใต้มีดีบุกจํานวนมหาศาล ขุดเป็นหลุม เป็นบ่อทั่ว โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดพังงา ทางฝั่งอันดามัน ขายดีบุก ไปหมดประเทศแล้วยังไม่รู้ว่าเขาเอาไปทําอะไร ไม่เคยรู้ กูขายดีบุกดิบ ๆ อย่างเดียว ต่อมา มีฝรั่งมาบอกว่ารู้หรือเปล่าว่าขี้แร่ดีบุกนี้ ที่มันชื่ออะไรแทนทาลัม มันมีราคากว่าดีบุก อีกเยอะเลย ท่านประธานครับ ปรากฏว่าไปขุดถนนรอบ ๒ เลย เพราะว่าขี้แร่นี้ไปทําถนน หมดแล้ว ไปขุดถนนมาขายต่อเพราะเขาบอกมีแทนทาลัม แต่ลอกไม่เป็นนะครับ ผลิตยางพารามา ๑๐๐ ปีแล้วนะครับ แต่ขายแต่น้ํายางดิบกับยางแผ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะมีปัญญาไปลอกเขาได้อย่างไร ว่าเขาไปผลิตอะไร ขายอะไร ทําอย่างไร แล้วจะเรียกว่าการสร้างศักยภาพของประเทศได้อย่างไร ประเทศอื่นนะครับ ผมอ่านเป็นนิยายมา ส่งระดับร้อยเอก พันโท ในกองทัพ ไปลอกคอมพิวเตอร์เขา ไปลอก การผลิตเครื่องบิน ไปลอกการผลิตอาวุธเขา ปลอมตัวไปเป็นคนงานอยู่ในโรงงานต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อจะไปลอกเขาไปเรียนรู้จากเขา แต่วิญญาณการอยากลอก อยากเรียนรู้ อยากแข่งขัน อยากสู้ อยากพัฒนาประเทศ ที่เราใช้คําว่า สร้างศักยภาพการแข่งขัน ของประเทศ ประเทศนี้ไม่มี พอมีขึ้นมา อุ๊ย ลอก หน้าด้าน น่าอาย โลกใบนี้เขาสร้างขึ้นมา จากการลอกเลียนและการพัฒนาต่อยอดกันทั้งสิ้น ของเรามาพูดปั๊บก็ต้องจับ ๆ จับพวกลอก ผมไม่เห็นว่าประเทศจีนจะจับอะไรนักหนาเวลาเขาลอก คนที่จะมาจับก็โน่น บริษัทต้นตอ มีปัญญาจับก็จับสิ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ วันนี้เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องสําคัญผมไม่เถียง แต่เรื่องยาท่านวิทยาผมก็ไม่รู้ลึกซึ้ง แต่ผมรู้ว่าไวอะกรา (Viagra) นี้เป็นยาที่ช่วยนกเขา ของผู้ชายทั้งโลก พอถึงเวลาหนึ่งเขาบอกว่า เพื่อประโยชน์ของผู้ชายที่นกเขาไม่ขันทั้งหลายเขาก็มีอายุนะครับ ไวอะกรา (Viagra) คุณกินลิขสิทธิ์อยู่ได้ไม่กี่ปีนะครับ แต่เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ กรมอะไรนะ ประเทศไทย ทรัพย์สินทางปัญญาอันนี้ก็กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของโลก ประเทศไทยก็สามารถ ผลิตยาไวอะกรา (Viagra) ขายได้แล้ว ไม่ต้องกลัวถูกจับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปผมชื่นชม ในความตั้งใจของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจในเรื่องจะปฏิรูป ระบบทรัพย์สินทางปัญญา แต่ผมก็ชื่นชมยิ่งกว่าในความตั้งใจอันยิ่งใหญ่ของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจของสภาปฏิรูปแห่งนี้ที่จะสร้างประเทศนี้ให้มี ศักยภาพของการแข่งขัน ที่กล้าพูดตรงไปตรงมาว่านักประดิษฐ์คิดค้น รวมทั้งนักวิจัยของ ประเทศนี้วิจัยและขึ้นหิ้ง วิจัยและขึ้นหิ้ง แต่ไม่วิจัยแล้วเอาไปขึ้นห้าง แต่เวลาพูดก็บอก ประเทศนี้ไม่มีวิจัย ไม่มีสิทธิบัตร ไม่มีโน่นไม่มีนี่ แต่เวลาทําจริง ๆ หาได้มีเป้าหมาย เพื่อประเทศชาติไม่ งานวิจัยนับหมื่นนับแสนโครงการวิจัยได้เงินวิจัยจากมหาวิทยาลัย และเอาไปขึ้นหิ้ง หาได้ขึ้นห้าง หาได้สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศไม่ได้ ซึ่งในรายงานชิ้นนี้ ของท่านก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมจึงคิดว่าเป้าหมายการปฏิรูปเพื่อสร้าง ศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พาประเทศเราให้พ้นจากความยากจน พาประเทศเราให้ไป ยืนสง่างามอยู่บนเวทีการแข่งขันซึ่งโหดร้าย บนเวทีการแข่งขันซึ่งไม่มีใครปราณีใครนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมทั้งการปฏิรูปเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานั้นต้องให้ถึงวิญญาณของมัน นะครับ อย่าไปจับแต่กระพี้ ขอขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เรียนเชิญ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมค่ะ
พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : เรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิก และ ท่านกรรมาธิการที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลําดับที่ ๓๙ นะครับ ก่อนอื่นก็ขอชื่นชมนะครับที่กรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องนี้มาอย่างครบถ้วน ถือว่าเป็น พื้นฐานที่สามารถที่จะเดินต่อได้นะครับ และในประเด็นที่ ๒ ผมก็เห็นด้วยกับเพื่อน สปท. ที่ได้ตั้งข้อสังเกตไปแล้ว รวมทั้งของท่านสมพงษ์ด้วยนะครับ ซึ่งท่านก็มองไปอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน ก็คงจะต้องมีอาร์แอนด์ดี (R&D) ที่จะพัฒนาต่อยอด ซึ่งท่านสมพงษ์อาจจะมองว่าลอกหรือเลียนแบบ แต่จริง ๆ แล้วเป็นการพัฒนาต่อยอด ในลักษณะอาร์แอนด์ดี (R&D) ซึ่งทุกประเทศทําอยู่ แต่ใครจะทําเนียนกว่ากันและมี ประสิทธิภาพกว่ากันเท่านั้นเองนะครับ
มาถึงเรื่องเอกสารที่ท่านนําเสนอนั้นก็ครบถ้วนครับ ตั้งแต่การส่งเสริม ให้ประชาชน ให้เอกชนได้ค้นคว้า ศึกษา ใช้ปัญญาที่จะสร้างทรัพย์สินทางปัญญาให้มากที่สุด ที่จะมากได้ เป็นประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ เรื่องการจดทะเบียน ประเด็นที่ ๓ เรื่องการใช้ สิ่งที่จดทะเบียนให้เป็นประโยชน์สูงสุด ประเด็นที่ ๔ คือการคุ้มครอง ซึ่งเมื่อกี้ก็มี สปท. หลายท่านได้อภิปรายถึงเรื่องการคุ้มครอง ซึ่งจับทั้งเขา จับท ั้งของเรา คือเราปลอมกันเอง หรือเราไปปลอมของคนอื่น ซึ่งมีอยู่ทุกประเทศ อันนี้เป็นไปตามหลักสากลของการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญานั่นเองนะครับ นี่เป็นหลักสากล เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกเราก็คงต้อง ยอมรับหลักอันนี้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมสักเล็กน้อยก็คือการสร้างบุคลากรทางด้านนี้ ให้มีและกระจัดกระจายไปตามต่างจังหวัดได้อย่างไร มันเหมือนกับที่เราจะสร้างขุนศึก หรือทหารเอกลงไปในสนามเท่านั้นเอง ปัจจุบันนี้ท่านบอกหายากมากคนที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านนี้ ตัวนี้สําคัญที่สุดนะครับ ที่จริงแล้วที่ท่านเสนอมานี้ยังไม่เห็นชัดเจนว่าท่านจะมี การบริหารจัดการที่ดีอย่างไรถึงจะมีบุคลากรทางด้านนี้ ท่านเพียงแต่ว่าท่านขาดงบประมาณ ท่านยังไม่รู้ว่าท่านเองท่านจะสร้างบุคลากรทางด้านนี้ที่มีประสิทธิภาพและในระยะเวลา อันสั้นได้อย่างไรนะครับ ที่จริงแล้วท่านกษิตเอง ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ก็ได้เอ่ยว่า มีสถาบันวิชาการ สถาบันการศึกษาของเราทั่วประเทศ ก็มีหลาย ๆ สถาบันที่ได้ศึกษา เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้านนะครับ เฉพาะในพื้นที่ที่มหาวิทยาลัยนั้นตั้งอยู่ หรือรอบบริเวณนั้นนะครับ ที่จริงแล้วมันคงจะต้องมีการบริหารจัดการในเชิงบูรณาการว่า ในบูรณาการเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย เพราะฉะนั้นผมยังมองว่าในแต่ละเรื่อง ท่านเองท่านต้องจัดเจ้าภาพให้ชัดเจน พอท่านลิสต์ (List) ขึ้นมาในบัญชีที่ท่านเสนอ มันครอบคลุมหลายหน่วยงาน อย่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็พยายามที่จะ ส่งเสริม กระทรวงพาณิชย์เองก็พยายามจะส่งเสริม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง หรือ กระทรวงอุตสาหกรรมเอง พวกเหล่านี้นะครับ ซึ่งอันนี้ผมเห็นหน่วยงานของรัฐบาลเองก็ได้ พยายามที่จะส่งเสริม อย่างเมื่อวานนี้ดูรายการทีวี (TV) ก็เห็นรัฐบาลก็พยายามที่จะอุ้ม อุตสาหกรรมเราหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ก็มีรายได้อย่างน้อย ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ก็พยายาม แล้วเอาเป็นบุคคลด้วย ไม่จําเป็นต้องเป็นนิติบุคคล เขาก็สามารถที่จะอุ้มได้ เพราะฉะนั้นมีหลาย ๆ หน่วยที่มีกลไกของรัฐที่พยายามจะช่วยเรื่องนี้อยู่ ผมเองอยากให้ท่าน วิเคราะห์ลึกลงไปนิดหนึ่งว่าใครบ้างที่จะเข้ามามีบทบาทในการสร้างบุคลากร ใครบ้างที่จะ มาสร้างบทบาทในเรื่องรูปแบบนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คืออยากให้ท่านถอดบทเรียน หลักการ หรือรูปแบบที่มี ความสําเร็จรูปในอดีต อย่างที่หลายท่านได้เอ่ยถึงโครงการกังหันเติมอากาศในการบําบัด น้ําเสียของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว อันนั้นก็ถือว่าเป็นโครงการที่สุดยอด ยอดเยี่ยม ที่เป็นโครงการที่ยกขึ้นมากล่าวไว้เสมอครับ ผมอยากให้ท่านถอดบทเรียนที่ประสบ ความสําเร็จนี้ตั้งแต่เล็กไปจนถึงใหญ่ ให้คนเห็นว่าโอเค (Okay) ผมสามารถเดินตามอย่างนี้ได้ ณ วันนี้ตัวนี้มันไม่มีตัวอย่างหรือโมเดล (Model) เลยนะครับ ถ้าท่านมีโมเดล (Model) ตัวนี้จะช่วยทําให้ประชาชนหรือคนอยากจะเดินตามท่านได้ทัน อันที่ ๒ ก็รูปแบบที่ว่า ทําไปแล้วประสบความล้มเหลว มีไหม ทั้งสําเร็จไม่สําเร็จ
ประเด็นต่อมาที่ท่านเองก็พูดถึงเรื่องมีนิทรรศการหรือมีแฟร์ (Fair) ทางด้าน การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศทั่วโลกเขามีอยู่ ผมทราบว่ากระทรวง พาณิชย์เป็นคนพาบุคคลเหล่านี้ไปดู อันเหล่านี้คือผมเองอยากจะให้ท่านเปิดโอกาส ในวงกว้างให้บุคคลที่สนใจสามารถที่จะไปร่วมดูแฟร์ (Fair) ของต่างประเทศได้ ผมเข้าใจ ปัญหาว่าถ้าเผื่อคิดผลิตอะไรออกมาได้แล้วมันเป็นเงินเป็นทองมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ เปิดฝาขวดอย่างที่เราเห็นหรือเปิดกระป๋อง หรือถ้าเป็นแพก (Pack) พวกเหล่านี้เป็น ทรัพย์สินเงินทองที่มีอยู่อย่างยั่งยืนตลอดนะครับ อันนี้เป็นสิ่งนี้
แต่ที่ท่านสมพงษ์พูดมาก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่งครับ ซึ่งก็มีหลาย ๆ เรื่องที่เขาเปิด ให้มีการวิจัยต่อยอดไปอีก เป็นเรื่องที่เราจะต้องแข่งขัน เพราะฉะนั้นการสร้างบุคลากรสําคัญ ที่สุด การถอดบทเรียน รูปแบบที่สําเร็จแล้วอยู่ตรงไหน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ไปศึกษา โดยไม่ใช่ว่าเขาเองเขาจะไปโดยเราต้องออกเงินให้ เพราะว่ามีคนที่รู้จักผมหลายคนมาบอกว่า อยากจะไปดูแฟร์ (Fair) ที่ประเทศเยอรมนีบ้าง ที่ประเทศอิตาลีบ้างนะครับ บอกถ้าจะไปได้ ต้องไปขอกระทรวงพาณิชย์ไป อันนี้คือต้องเปิดกว้างครับ อยากให้เพราะว่ามีผู้สนใจเยอะ ในยุคนี้ เพราะฉะนั้นผมเองก็เห็นด้วยว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี ก็อยากจะให้จัดให้มี เจ้าภาพที่ชัดเจน มีเอกภาพในการบูรณาการแต่ละเรื่อง แล้วก็มีโรดแมป (Road map) ในแต่ละเรื่องที่ชัดเจนว่าเป้าหมายจะเดินไปอย่างไร ผมก็ขอตั้งข้อสังเกตเพียงแค่นี้ ขอขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ก่อนอื่นดิฉันต้องเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนมาก ในทางเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ในทุกแอสเพกต์ (Aspect) แต่มีบางแอสเพกต์ (Aspect) ที่ดิฉันคิดว่าอยากจะทราบ แล้วถ้าหากว่าท่านสามารถจะเพิ่มเติมได้ก็เป็นสิ่งที่จะ มีประโยชน์ ก็คือในการดําเนินการที่จะปฏิรูปด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีการดําเนินการ หลายเรื่องด้วยกัน ดิฉันอยากทราบว่าทั้งหมดนั้นจะต้องใช้งบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้น ประมาณเท่าไรนะคะ แล้วในขณะเดียวกันนี้ถ้ากระทําได้ทั้งหมดตามที่ท่านได้ระบุไว้ ผลที่ประเทศชาติจะได้รับในเชิงของอะไรที่ดิฉันอยากจะทราบว่า ท่านจะวัดด้วยอะไรว่าผลที่ ประเทศชาติได้รับนี้ในเชิงเศรษฐกิจเราจะได้รับการยกระดับประเทศขึ้นในตามแอสเพกต์ (Aspect) ต่าง ๆ ในโลกนี้ขึ้นมา เป็นอันดับที่ดีขึ้นมาสักประมาณกี่อันดับ ท่านสามารถจะ เอสทิเมต (Estimate) ได้ไหม แล้วด้วยผลพวงอันนั้นจะทําให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนา ขึ้นมาได้ จีดีพี (GDP) เราจะเพิ่มขึ้นมาได้สักเท่าไร อันนี้สามารถที่จะประกันได้ไหมว่า ด้วยการลงทุนทั้งหมดที่จะทําให้ในเรื่องของการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ เราทําเสร็จแล้วจะได้รับผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่เราสามารถจะวัดได้ มองเห็นได้นะคะ อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าประเทศเรา ในขณะนี้อย่างไรก็ตามไม่ว่าเราจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน เราต้อง เตรียมตัวให้พร้อมสําหรับโลกซึ่งกําลังดําเนินการไปในแนวนั้น ก็คือปกป้องทรัพย์สิน ทางปัญญาที่ตัวเองดีเวลลอป (Develop) ขึ้นมา อย่างไรก็ตามประเทศไทยอยู่ในกระแส อันนี้เราต้องรู้เท่าทัน เพราะฉะนั้นในการที่จะมีคณะกรรมการทรัพย์สินทางปัญญาระดับชาติ ก็เห็นด้วยนะคะ แต่ว่ามันควรจะมีไพรออริตี (Priority) ที่เราจะต้องดําเนินการก่อน เพื่อให้ ส่งผลกระทบถึงในภาพรวมของเรา ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยที่จะต้องพัฒนาขึ้น งบประมาณ ในการวิจัย ในการต่อยอดทางเทคโนโลยีที่รัฐจะต้องเพิ่มให้กับประชาชนให้กับมหาวิทยาลัย ทั่วไปจําเป็นที่สุด การให้ความรู้แก่ประชาชน แล้วก็ศูนย์ข้อมูล อันนี้ดิฉันคิดว่าสําคัญมาก ศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางด้านนี้ ทําให้เหมือนกับประเทศอินเดียได้ก็จะดี แล้วก็เปิดให้เข้าถึง ได้มากที่สุดโดยประชาชน และในขณะเดียวกันมีทรัพย์สินทางปัญญาหลายด้านที่เราพร้อม น่าจะสนับสนุนในขณะนี้ แล้วก็ประเทศมีความพร้อม อย่างเช่นทรัพย์สินทางปัญญาทางด้าน จีโอกราฟฟิคัลอินดิเคชัน (Geographical Indication) หรือว่าทางเทรดมาร์ก (Trademark) อะไรต่าง ๆ พวกนี้เราพัฒนาได้ก็พัฒนาไป แต่อันนี้มีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการศึกษา ดิฉันอยากจะมีข้อเสนอว่า ถ้าเผื่อจะศึกษาให้ซื้อในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา หรือเรียกว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจากปัญญาของมนุษย์นะคะ ซึ่งในการผลิตสิ่งเหล่านี้มนุษย์ไม่ได้ผลิต จากเลือดเนื้อของมนุษย์เอง แต่มนุษย์ใช้ทรัพย์สินของโลกผลิตออกมา ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืช ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุต่าง ๆ มนุษย์ใช้สิ่งเหล่านี้ผลิตขึ้นมา เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้มาจากธรรมชาติ เติมด้วยปัญญาของมนุษย์และเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ออกมาเป็น ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งถ้าเผื่อว่าในแนวของโลกในปัจจุบันนี้ก็คือเอาไป มีของตอบแทน เพราะว่า ใช้ปัญญาก็จะมีการคุ้มครองว่าอันนี้เป็นเจ้าของ เราเป็นเจ้าของคนนั้นคนนี้ ๑๐-๒๐ ปีนะคะ ในทางด้านยาก็ ๒๐ ปีหรือ ๒๕ ปี ถ้าเผื่อต่อยอดเข้าไปนิดหนึ่งก็เพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ซึ่งเขาจะหารายได้ เพราะฉะนั้นมันก็จะต้องมีการจดทะเบียนอะไรต่าง ๆ ตามที่ท่านได้กรุณาเขียนเล่าออกมา และมีการฟ้องร้องถ้าหากว่าละเมิดลิขสิทธิ์อันนั้น มีองค์กรระดับโลกเลย เช่น เวิลด์ อินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี ออแกไนเซชัน (World Intellectual Property Organization) ที่จะดูแลเรื่องนี้ มันก็เหมือนกับว่าโลกทั้งโลกนี้ใช้ทรัพย์สินของโลกผลิตของบางอย่างขึ้นมา แล้วก็ไปจดทะเบียนว่าตัวเองเป็นเจ้าของ ใครจะเอามาใช้ไม่ได้เป็นเวลานาน เกือบจะเท่า ช่วงชีวิตของคนคนหนึ่งแล้วก็หาผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์อันนั้น ถ้าใครมาล่วงละเมิด ก็จะฟ้องร้องกัน แล้วโลกก็ยอมรับให้มีการฟ้องร้องกัน ถือว่าเป็นการผิดกฎหมายอาจจะต้อง จําคุกหรืออะไรพวกนี้ แต่ถ้าเผื่อท่านจะให้เด็กของเราหรือคนไทยของเราได้รู้อีกแอสเพกต์ (Aspect) หนึ่งของสิ่งที่ท่านเรียกว่าทรัพย์สิน ดิฉันเรียกว่าผลิตผลทางปัญญานะคะ ถ้าเผื่อ ไปใช้ในอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเราคิดว่าถ้าผลิตมาจากธรรมชาติสิ่งนั้นควรจะเป็นของมนุษย์ทุกคน ในโลก ท่านเอาไปใช้เพื่อประโยชน์แห่งมนุษยชาติแล้วก็วิธีการจัดการมันจะตรงกันข้าม มันจะกลายเป็นว่าท่านไปจดทะเบียนกับองค์กรซึ่งเป็นสหประชาชาติแล้วก็เผยแพร่ให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เดือดร้อนจากปัญหาแล้วสามารถจะแก้ไขในเรื่องผลิตภัณฑ์นี้ได้ใช้ประโยชน์ หลายประเทศจะมาร่วมกันที่จะผลิต ร่วมกันที่จะลงทุน แล้วก็แจกจ่ายให้ผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่มีปัญหา เช่น โดยเฉพาะในเรื่องของทางด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามันน่าจะต้อง มีข้อยกเว้นที่เด็กไทยควรจะได้รู้ว่าเขาไม่ควรจะหมกมุ่นกับทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้อง ขายได้ทั้งหมด มันควรจะมีทรัพย์สินทางปัญญาหรือผลิตผลทางปัญญานี้ที่ผลิตเพื่อ มนุษยชาติโดยทั่วไปได้บ้าง โดยฺเฉพาะในเรื่องของยาเราเจ็บปวดมามากแล้วกับการที่เราเป็น โรคลิ่มเลือดในหัวใจอุดตัน แล้วต้องซื้อยาละลายลิ่มเลือดราคาแพงประมาณร้อยเท่าของ ราคาจริงอะไรทํานองนี้ แม้กระทั่งโรคติดต่อซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ขายยาราคาแพงมาก จากผลิตผลทางปัญญาของมนุษย์ แต่กลับใช้สําหรับเป็นเครื่องกีดกั้นการเข้าถึงยาสําหรับ คนที่เดือดร้อนจริง ๆ คนที่ยากจน คนที่เจ็บไข้เป็นเพราะว่าเขาไม่มีเงิน อันนี้ก็ทําให้เกิด ความวุ่นวายตามมาอีกนะคะ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าคนที่ได้ศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเด็กของเรา ควรจะได้เติบโตด้วยความรู้ทั้ง ๒ วิธีการว่าผลิตผลอันเกิดจากปัญญาของเขาไปใช้ในเรื่อง ของทรัพย์สินก็ได้ ใช้เพื่อมนุษยธรรมก็ได้เช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็อยากจะฝากไว้ด้วยว่า ในการที่จะดําเนินการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย บางครั้งเราเองก็จะต้อง คิดถึงสถานการณ์ทั่วไปของประเทศเราด้วยเช่นเดียวกันนะคะ ดิฉันอยากจะยกตัวอย่าง บางประเทศ อย่างอินเดียเขาจะจดสิทธิบัตรยาเฉพาะ เขาจะไม่จดวิธีการ จดแต่ชื่อนะคะ เพราะฉะนั้นยาซึ่งมีอินกรีเดียนต์ (Ingredient) อันเดียวกัน ชื่อยาอันหนึ่งอินเดียสามารถจะ เอามาดําเนินการผลิตด้วยวิธีการของเขาเองและออกมาด้วยคุณภาพเท่ากัน แล้วจําหน่าย ในราคาที่ต่างกันมากซึ่งอันนี้ก็ทํามาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นบางเรื่องถ้าเผื่อว่าเราไม่คํานึงถึง สถานการณ์ในประเทศเรา ไม่คํานึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของเรา ปัญหาสุขภาพเรา ดําเนินการตรงไปตรงมาเคร่งครัดตามระเบียบทุกอย่างนั้นบางครั้งดิฉันก็ไม่ทราบว่าผลดี มันจะตกกับใคร แล้วผลร้ายมันจะตกกับใครกันแน่ ก็เรียนฝากไว้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกได้อภิปรายกันมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในชั้นแรกผมขออนุญาตให้ท่านอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ เป็นผู้ตอบ ถัดมา เรียนเชิญท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ และประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ เป็นผู้ตอบในลําดับถัดมา หลังจากนั้นกระผมขออนุญาตกล่าวตอบในภาพรวมครับ
เชิญท่านอรมนค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน และขอขอบพระคุณท่านผู้อภิปรายทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ขออนุญาตท่านประธานตอบคําถามของท่านสมาชิก สปท. ที่ได้มีคําถามไว้นะคะ
คําถามแรกของท่าน พลโท กฤษณะ ที่ท่านถามเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชื่อซอส ของประเทศไทยแล้วไปจดทะเบียนไว้ในต่างประเทศ กรณีนี้นะคะ ชื่อซอสที่ไปใช้เผอิญว่า เป็นชื่อที่เกี่ยวข้องกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ก็คือชื่ออําเภอ จังหวัดหรือชื่อเมือง จริง ๆ แล้ว ตามหลักการของการจดเครื่องหมายการค้าที่เป็นสากล ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การ ทรัพย์สินทางปัญญาโลกจะไม่สามารถจดทะเบียนชื่อเมือง จังหวัดหรือประเทศเป็นเครื่องหมาย การค้าได้นะคะ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้จริง ๆ แล้วใครก็ได้ยังสามารถจะใช้ชื่อที่เป็นชื่อเมือง ไปโฆษณาอยู่บนสินค้าของเขานะคะ ในประเทศไทยถ้าเราจะส่งออกไปและเราต้องการใช้ชื่อนี้ ติดบนสินค้าเราก็ยังสามารถทําได้อยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้รับการจดทะเบียนในต่างประเทศ จะเป็นชื่อโลโก (Logo) หรือเครื่องหมายการค้าอันอื่น แต่ว่าไม่ใช่ชื่อเมืองอันนี้นะคะ
อีกคําถามหนึ่งก็คือว่ามีกรณีที่บะหมี่สําเร็จรูปของไทยก็ไปถูกละเมิด ในต่างประเทศ แล้วทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาช่วยอะไรได้บ้าง ก็เรียนว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกของไทยที่ทําให้เป็นส่วนหนึ่งที่เราใส่ไว้ในเอกสาร ข้อเสนอนี้ เพราะว่าในประเทศส่งออกหลาย ๆ ประเทศก็จะมีบางประเทศที่มีคนที่เป็น หัวหมอเล็งเห็นแนวโน้มการทํากําไรของโลโก (Logo) หรือแบรนด์เนม (Brandname) บางอย่างก็จะช่วงชิงไปจดก่อน กรณีบะหมี่สําเร็จรูปของไทยที่ประสบปัญหาในต่างประเทศ ก็เช่นเดียวกัน คือถ้าเราส่งออกไปเราต้องการการคุ้มครอง เราต้องไปจดในประเทศนั้น แต่ว่า เราไปช้าเกินไป ไปช้ากว่าคนที่หัวหมอ หัวหมอไปจดก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทําได้ก็คือต้องมี ข้อมูลเอกสารหลักฐานไปยืนยันเพื่อคัดค้านการจดชื่อนั้น หลักฐานที่ว่าก็คือหลักฐาน การทําธุรกิจ การทําการค้าไว้ก่อนในบ้านเรานะคะ เรื่องนี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ช่วยอยู่ แล้วก็ได้ใช้ช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศช่วยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้นะคะ
คําถามที่ ๒ ท่านกษิตได้ยกขึ้นมาว่าในเรื่องการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญานี้ เจ้าหน้าที่ในกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมหรือไม่ มองอย่างไรในเรื่องการปฏิรูป ก็ต้อง ขอเรียนว่าเป็นเรื่องที่ทางกรมต้องการเห็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานของกรมนะคะ ในส่วนที่ว่าองค์กรจะปฏิรูปอย่างไรให้เหมาะสมที่สุดก็อยู่ในระหว่างศึกษา ซึ่งทางเลือกหนึ่ง ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็พูดขึ้นมาว่าอาจจะพิจารณาในแง่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้เป็น หน่วยงานราชการเพื่อที่จะได้ตัดข้อจํากัดในเรื่องคน เรื่องงบประมาณ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ อยู่ในเอกสารการปฏิรูปนะคะ
คําถามของท่าน พลตํารวจโท อํานวย ที่ฝากคําถามของท่านวิทยาเกี่ยวกับ เรื่องสิทธิบัตรยา จะรู้ได้อย่างไรว่าสิทธิบัตรหมดอายุแล้วนะคะ ประเด็นนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง ที่เราได้ใส่ไว้ในเอกสารข้อเสนอการปฏิรูป เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ในเรื่อง การจัดเก็บฐานข้อมูลระบบข้อมูลสิทธิบัตรยังไม่ดีพอนะคะ ผู้ที่สนใจหรือต้องการเข้าไป สืบค้นว่าสิทธิบัตรหมดอายุแล้วอาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ยังไม่มีความชัดเจน ก็จะต้องมีการแก้ไขแล้วก็ปรับปรุงในประเด็นนี้นะคะ ซึ่งก็อยู่ในเอกสารการปฏิรูปที่เราเสนอ ไว้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ
เรียนเชิญท่านปีติพงศ์ค่ะ
เรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ วันนี้ผมดีใจมากเลยเพราะว่ามีคนสนใจเรื่องที่เรากําลังพูด วันนี้เยอะ แล้วก็ใช้เวลาในการพิจารณามาก แต่ที่ดีใจมากที่สุดก็คือ ในการอภิปรายของ พวกเราหรือกรรมาธิการที่ผ่าน ๆ มานี้ มีประเด็นที่มีความสําคัญกับการปรับปรุงเอกสาร ฉบับนี้มากมายหลายประเด็นเหลือเกินนะครับ ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สภาแห่งนี้ จะร่วมกันทํางานให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีหลายหน่วยงาน ที่เสนอที่จะร่วมมือกับเราในการที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันคุณวุฒิทาง ภาควิชาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ สตช. หรือว่ากระทรวงไอซีที (ICT) แล้วก็เข้าใจยังมีอีกหลายแห่งที่อยากจะดูว่าเรื่องนี้จะก้าวไปอย่างไรครับ กระผมคิดว่า หลังจากได้รับข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์จากทุกท่านแล้ว ผมคิดว่าคงจะมีเรื่องสัก ๓-๔ เรื่องที่เราคงจะต้องไปปรับปรุงนะครับ
เรื่องที่ ๑ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องของการวิเคราะห์ประเภทของทรัพย์สิน ทางปัญญา เพราะว่ามันเกี่ยวพันกับขีดความสามารถในการแข่งขันของเราในเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่าเรามีความเข้มแข็ง ขนาดไหน เรื่องที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ เรื่องเกี่ยวกับสิทธิบัตรต่าง ๆ ซึ่งขีดความสามารถของเรา กับการตอบสนองจากต่างประเทศอาจจะไม่เหมือนกัน เพื่อจะกําหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่อาจจะต้องทําความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องสิ่งที่ผมเรียกว่า ส่วนผสม ระหว่างการที่เราจะขอยืมเทคโนโลยีของคนอื่นมาใช้ เรื่องที่เราจะก้าวไปสู่สิ่งที่ เรียกว่า โอเพนอินโนเวชัน (Open Innovation) ก็คือการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนมาก กับเรื่องของการที่เราจะสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาของเราเอง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและจําเป็นจะต้องมีการลงทุน ส่วนผสมของทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นเรื่องที่จะต้องเกิดความชัดเจนในเชิงนโยบาย เราคงไม่สามารถ ที่จะก้าวไปถึงเศรษฐกิจ ๔.๐ ได้ภายใน ๒ ปี แต่ว่าความเปลี่ยนแปลงในเชิงยุทธศาสตร์ ในเรื่องเหล่านี้เราอาจจะอธิบายไม่ชัดเจนครับ ก็คงต้องไปอธิบายเพิ่มเติมให้มีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น
เรื่องที่ ๓ ที่เราจะต้องปรับปรุงก็คือเรื่องของการจัดไพรออริตี (Priority) หรือลําดับความสําคัญของการปฏิรูป ซึ่งหลายท่านได้ให้ความสําคัญหลายเรื่องด้วยกัน ดูเสมือนว่าสิ่งที่สําคัญ ๆ มากที่สุดอันหนึ่งก็คือเรื่องของการพัฒนาบุคลากรของเราเอง เพื่อให้ตอบสนองกับนโยบายหรือว่ามาตรการต่าง ๆ ที่เรากําหนดนะครับ เรื่องที่ ๒ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่มีความสําคัญสูง ก็คือเรื่องของความเท่าเทียมกันในการบริหารจัดการ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างเรากับต่างประเทศ ไม่ใช่จะดูแต่ของเรา แต่ก็ต้องดู ความเป็นมา ลักษณะของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งต่างประเทศเขาคุ้มครอง เพราะมีองค์กร หลายองค์กรนะครับที่เราจะต้องเกี่ยวข้องด้วยในขณะนี้
เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องของการให้ความสําคัญกับการคุ้มครองภูมิปัญญา แล้วก็สิ่งมีชีวิตของประเทศ ซึ่งอันนี้ก็ยังมีข้อเสนอที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แล้วก็ เป็นประเด็นหลักคือว่า สิ่งมีชีวิตบางประเภท หรือว่าทรัพย์สินที่เป็นภูมิปัญญาบางประเภทนี้ อาจจะเป็นลักษณะที่ไม่ต้องคอมเมอร์เชียลไลซ์ (Commercialize) มาก แต่เอาไป ใช้ประโยชน์กับมวลมนุษยชาติได้ ซึ่งวิธีการเก็บหรือการรักษานี้คงจะต้องไม่เหมือนกับ ทรัพย์สินทางปัญญาที่ไปใช้เพื่อการหาเงินในทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวครับ
นอกนั้นก็ยังมีเรื่องของการจัดการองค์ความรู้ ซึ่งมีความสําคัญมาก เพราะว่า การที่จะก้าวไปข้างหน้าก็ดี การควบคุมก็ดี การแก้ไขปัญหาก็ดี มันต้องอยู่ที่เรื่องของการ มีข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้นที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นใน ๓ ประเด็นนี้ ผมพยายามเก็บ การอภิปรายของท่านทุกประเด็น เพื่อไปรวบรวมให้เกิดความกระชับและมีความชัดเจน ตามที่ท่านได้กรุณาได้ให้ข้อมูลและได้ให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
สําหรับเรื่องงบประมาณนั้น ผมคิดว่าเรื่องอื่นจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ เสียส่วนใหญ่ แต่ส่วนที่ผมคิดว่าจะเป็นงบประมาณจริง ๆ ก็คือเรื่องคนครับ ทั้งต้นน้ํา กลางน้ําและปลายน้ํา เรื่องการทําความเข้าใจกับคนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แต่ถามว่า ในที่สุดแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ การจัดการทรัพย์สินทางปัญญานี้ อาจจะเป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ ส่วน ซึ่งจะเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศเรา ยังมี เรื่องที่เราจะต้องเสนอเพิ่มเติมอีก คือเรื่องของการเงินและอินคูเบชัน (Incubation) นั้น ซึ่งถ้าวันนี้ท่านจําสิ่งที่เราพูดอันนี้ไว้ มันคงจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องของการเงินที่จะสร้าง เศรษฐกิจใหม่ด้วยครับ ก็ฝากท่านกรรมการไว้ด้วย จะลองพยายามหาข้อมูลดูครับ แต่ว่า จะไปได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับข้อจํากัดในทางข้อมูลครับ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน และพวกเราอย่างยิ่งอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเวลาที่เราใช้ไป ๔-๕ ชั่วโมงในวันนี้เป็นประโยชน์ กับพวกผมมากนะครับ แล้วก็คิดว่าข้อเสนอของเรานี้จะเข้มแข็งและมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น แล้วสามารถเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติมากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณมากครับ
เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อประมาณ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนที่การเผยแพร่ การบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเริ่มเข้มข้นขึ้นในประเทศกําลังพัฒนา ขณะนั้นประเทศ กําลังพัฒนาก็เริ่มคิดว่าการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญานี้เป็นการคุ้มครองเพื่อประโยชน์ของ ประเทศที่พัฒนาแล้วใช่หรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ที่จดทะเบียนโดยบริษัทที่พัฒนาแล้ว อยากเรียนว่าประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้ง ประเทศไทยไม่ได้มีความเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพิทักษ์รักษาทรัพย์สิน ทางปัญญา แต่ในภาพรวมของเศรษฐกิจนั้น ประเทศกําลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทย ไม่อาจจะแยกตัวออกมาอยู่คนเดียวในระบบรวมเศรษฐกิจของโลก เพราะฉะนั้นเครื่องมือใด ที่ได้รับการตกลงในระดับโลกในเชิงเศรษฐกิจ ในเชิงพาณิชย์ เป็นสิ่งที่ประเทศกําลังพัฒนา รวมทั้งประเทศไทยจําต้องยอมรับมาปฏิบัติด้วย รวมทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ประเด็น ก็คือว่าทําอย่างไรให้ประเทศกําลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยด้วย ได้มีโอกาสใช้ประโยชน์ จากทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้ ประเทศไทยเองระยะเริ่มต้นก็มีความรู้สึกว่าทรัพย์สิน ทางปัญญาบีบคั้นหัวใจมาก ทุกอย่างตกอยู่ภายใต้การจดทะเบียนของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเราพัฒนาขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง กลายเป็นว่าขณะนี้เรามีทรัพย์สินทางปัญญาจํานวนหนึ่ง ที่คนอื่นกําลังจะก๊อปปี้ (Copy) เรา มีทรัพย์สินทางปัญญาจํานวนหนึ่งที่เราจะต้องให้ความคุ้มครอง เพราะฉะนั้นเราจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพัฒนาเพื่อที่จะให้มีทรัพย์สินทางปัญญาให้มากขึ้น และเราก็เปลี่ยนจากประเทศ ที่จะต้องลอกของเขามาเป็นประเทศที่ถูกคนอื่นมาลอก นี่คือขั้นตอนของการพัฒนา ถ้าหากว่า เราต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ระบบพาณิชย์ของโลก เราก็ต้องพยายาม สร้างตัวเองให้มีความสามารถในการแข่งขันในทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเราคงไม่อาจจะทําอย่างนั้นได้กับเทคโนโลยีระดับสูง กับนวัตกรรมชั้นยอด เราก็ จําเป็นจะต้องทําให้ทรัพย์สินทางปัญญานั้นประกอบด้วยสิ่งที่ประเทศกําลังพัฒนาทั้งหลาย มีอยู่ เช่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เรามีหลายเรื่องที่สามารถจดทะเบียนในเรื่องสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งภูมิศาสตร์ประเทศอื่นไม่มี ในเรื่องของทรัพยากรพันธุกรรม เรื่องภูมิปัญญา ท้องถิ่น เรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิม เหล่านี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศกําลังพัฒนา รวมทั้ง ประเทศไทยต่อสู้เพื่อให้ปรากฏสิ่งเหล่านี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ จําเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างจุดแข็งเหล่านี้ให้สําคัญและยิ่งใหญ่ขึ้นมาเพื่อจะให้ทรัพย์สิน ทางปัญญาเหล่านี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติของเรา เพราะฉะนั้น หลายท่านที่ได้กรุณาให้ข้อแนะนําในวันนี้รวมทั้งหมด ๑๓ ท่าน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก หลายท่านได้ให้ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เด่นชัดขึ้น หลายท่านแนะนําให้เราจัดลําดับความสําคัญให้ดีขึ้น บางท่านได้แนะนําให้เรา จัดหาเจ้าภาพที่ชัดเจน ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อที่จะให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประโยชน์กับ ประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ หลายท่านได้พูดถึงเรื่องการต่อยอด ผมอยากเรียนว่า มีประเทศ ๆ หนึ่งซึ่งหลายท่านได้พูด มีความสามารถในการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา ได้เก่งมาก ถ้าท่านติดตามเรื่องโทรศัพท์มือถือก็คงจะเห็นว่ามีโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งกําลังโฆษณากว้างขวางในประเทศไทย ต่อยอดมาจากโทรศัพท์มือถือยี่ห้อหนึ่งที่มีต้นแบบ มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างดี แล้วก็ไม่ได้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การต่อยอด เหล่านี้ที่หลายท่านได้แนะนําเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สินทางปัญญา ที่มีอาจมิใช่เพียงเพื่อการวิจัยเสร็จ แต่เพื่อต่อยอดทางพาณิชย์ ทางเศรษฐกิจ แต่ว่า ต้องเริ่มต้นด้วยความรู้อย่างที่หลายท่านได้บอก เริ่มต้นด้วยศูนย์ข้อมูลที่เด่นชัดอย่างที่ หลายท่านได้แนะนํา ที่สําคัญก็คือทําอย่างไรให้เป็นประโยชน์ทางพาณิชย์ เป็นประโยชน์ ทางเศรษฐกิจได้ และมีอยู่ท่านหนึ่งได้พูดถึงเรื่องความใจกว้างในเรื่องของการเป็นเจ้าของ สิทธิบัตร ซึ่งต่อไปอนาคตของโลกก็จะมีลักษณะเช่นนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางสุขภาพ ทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณประโยชน์ ทรัพย์สินเหล่านี้ถ้าหากว่าประเทศกําลังพัฒนาได้ผนึกกําลังกันเพื่อที่จะให้ทรัพย์สินเหล่านี้ เป็นทรัพย์สินที่ไม่จําเป็นจะต้องมีการอนุญาตในการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ก็จะทําให้ขั้นตอน กระบวนการในการที่จะได้มาซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาที่ไม่จําเป็นจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ครอบครอง เพราะว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จําเป็นต่อสุขภาพ จําเป็นต่อสาธารณประโยชน์ ก็จะทําให้ปริมณฑลหรือบริบทของทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากขึ้น เราจะต้องนําองค์ประกอบเหล่านี้มาประกอบกัน เพื่อท้ายที่สุดแล้วทรัพย์สินทางปัญญา ที่เราจําเป็นจะต้องยอมรับจากบริบทของโลก เราก็ค่อยพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญ ในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เรามีจุดเด่นในเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในเรื่องทรัพย์สินพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมดั้งเดิม เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมีกระเป๋าที่มีชื่อเสียง แบรนด์เนม (Brandname) ยี่ห้อหนึ่ง ถูกลอกเลียนแบบมากในประเทศหนึ่งซึ่งเป็นประเทศใหญ่ในเอเชีย มีคนไปสัมภาษณ์ เจ้าของแบรนด์เนม (Brandname) นี้ บอกว่าไม่กังวลหรือที่เขาลอกเลียนแบบมหาศาล ในประเทศหนึ่ง ในแบรนด์เนม (Brandname) ของท่าน เขาบอกเขาไม่มีความกังวลอะไรเลย เพราะว่าเขาเริ่มรู้จักยี่ห้อนี้แล้ว วันไหนที่เขามีเงินมากพอเขาคงใช้ของจริง เพราะว่า มันเท่ห์กว่า เพราะฉะนั้นทรัพย์สินทางปัญญามีหลายมุม มีหลายด้าน อยู่ที่ว่าจะทําอย่างไร ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจกระแสใหม่ ท่านปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ท่านอรมน รองประธาน ได้นําเสนอ เรื่องนี้ต่อท่าน แล้วก็เช่นเดียวกับที่ท่านปีติพงศ์ได้กล่าว ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ ความสนใจเรื่องนี้ และได้อภิปรายอย่างมีเนื้อหา มีข้อแนะนําที่ชัดเจน ซึ่งคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจะได้นําไปปรับปรุงเพื่อจะทําให้การนําเสนอ เรื่องนี้ ซึ่งมีอยู่ท่านหนึ่งได้กรุณาบอกว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมากเรื่องหนึ่งในการปฏิรูปประเทศ ให้มีความสมบูรณ์ต่อไป ผมกราบขอบพระคุณทุกท่านครับ
ขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการมากนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้วนะคะ ก่อนที่ จะขอมติจากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกกําลังทยอยเข้ามานะคะ เราจะรอสักครู่หนึ่ง ท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอแสดงผลด้วยค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๗ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบทรัพย์สินทางปัญญา หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
เชิญค่ะ ท่านขานชื่อได้เลยค่ะ เดี๋ยวเพิ่ม
หม่อมราชวงศ์จักรรถ จักรพงษ์ : หม่อมราชวงศ์จักรรถ จักรพงษ์ เบอร์ ๐๒๔ ครับ
เพิ่มอีก ๑ ท่านนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนคะ เรียบร้อยแล้วทุกท่านนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ผลการลงคะแนนนะคะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๙ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนะคะ ขอบคุณ คณะกรรมาธิการค่ะ
ต่อไปดิฉันขอดําเนินการตามระเบียบวาระนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะคะ
ก่อนจะปิดประชุมขอเรียนประกาศว่า พรุ่งนี้จะเป็นวันสถาปนารัฐสภา ครบรอบ ๘๔ ปี ซึ่งสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้กําหนดจัดพิธีบวงสรวงพระวิญญาณ อดีตพระมหากษัตริย์ มีพิธีสงฆ์และพิธีมอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ข้าราชการรัฐสภา พนักงานราชการและลูกจ้างประจํา พิธีบวงสรวงจะเริ่มตั้งแต่ ๐๙.๐๙ นาฬิกานะคะ ส่วนเครื่องแต่งกายก็มีในกําหนดการที่ได้แจกไว้ให้ท่านสมาชิกทุกท่านแล้วนะคะ ช่วงเช้า ตอน ๐๙.๐๙ นาฬิกาจะเป็นเครื่องแบบปกติขาว แล้วพอหลังจากพิธีบวงสรวง เสร็จพิธีสงฆ์ ก็จะเป็นชุดธรรมดาชุดปกตินะคะ แล้วก็จบพิธีตอนเที่ยง ก็ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกท่าน มาร่วมพิธีด้วยนะคะ กําหนดการแจกให้ทุกท่านทราบแล้วใช่ไหมคะ เจ้าหน้าที่แจกให้ ทุกท่านทราบแล้วค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งคณะกรรมการประสานงานที่นัดประชุมไว้ตอนบ่ายโมงและเลื่อน เป็นหลังปิดประชุมนะคะ ขอเรียนเชิญที่ห้องประชุม ชั้น ๓ ตามปกติ และเรียนเชิญผู้ชี้แจง ด้วยค่ะ เรื่องที่จะเข้าคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย วันพุธนะคะ เรียนเชิญที่ ห้องประชุม ชั้น ๓ ขอบพระคุณมากค่ะ และปิดประชุมค่ะ