ปีติพงศ์ ชูข้อเสนอปฏิรูปจดทะเบียน-นวัตกรรม-ทรัพย์สินทางปัญญา

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา หารือประเด็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจใหม่โดยเน้นการปฏิรูปการจดทะเบียน สนับสนุนนวัตกรรม และการสร้างศักยภาพบุคลากรที่เชี่ยวชาญทั้งเทคโนโลยีและกฎหมาย พร้อมเสนอแนวทางคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งการจดทะเบียนพันธุ์พืช-สัตว์ จัดตั้งห้องสมุดดิจิทัล เสริมกลไกการเงิน และระบบประเมินมูลค่า รวมถึงการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งด้านลิขสิทธิ์และส่งเสริมการเปลี่ยนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โดยระบุว่าจะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงรายงานเพื่อความสมบูรณ์และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา สมาชิกลําดับที่ ๙๙ ขอใช้เวลาอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อจะ พยายามสรุปประเด็นต่าง ๆ เพราะว่ามีประเด็นหลายประเด็นที่จะต้องมีการแก้ไข เราได้ ผ่านกระบวนการรับฟังข้อคิดเห็นมาจากเกือบจะทุกภาคส่วนนะครับ แล้วทุกครั้งก็มีประเด็น ที่เพิ่มเติมขึ้นมา แล้วก็มีข้อเสนอที่ดี ๆ เกิดขึ้นมามากตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการ ท่านสุวิทย์ เมษินทรีย์ ซึ่งดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือการสัมมนาผู้มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นทั้งภาคส่วนทางธุรกิจ ภาคส่วนที่ดูแล ตํารวจและอื่น ๆ ท่านกรรมาธิการและอนุ กรรมาธิการทุกคณะที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม หรือแม้แต่ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องนี้ ซึ่งได้กรุณาให้ข้อคิดเห็นโทรศัพท์มาให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งก็แสดงว่างานทางด้านนี้ มีความสําคัญอย่างมากกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบที่เรียกว่า ๔.๐ หรือที่ในสภาเรา เรียกว่าเศรษฐกิจใหม่เป็นอย่างมากนะครับ กระผมจะพยายามสรุปสิ่งซึ่งทุกฝ่ายได้ให้ข้อมูล แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมออกมาเป็นเพียงแค่ ๔ ประเด็นเท่านั้นเอง หลัก ๆ นะครับ เพื่อการที่จะพิจารณาในสภาแห่งนี้จะเป็นไปด้วยความง่ายขึ้นนะครับ

ประเด็นแรกที่มีการพูดจากันมากก็คือ เรื่องของการปรับปรุงระบบบริการ การจดทะเบียน ซึ่งอันนี้ประเด็นปฏิรูปก็คือทําอย่างไรจะให้สามารถที่จะจดทะเบียน ด้วยความรวดเร็ว ประหยัด แล้วก็มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะต้องปฏิรูปก็คือคุณภาพ ของคน ผู้ที่รับจดทะเบียนต้องเข้าใจทั้งในแง่ของเทคโนโลยีและในแง่ของกฎหมาย คนประเภทนี้หาได้ยากมากในเมืองไทย และถ้าไม่สร้างวันนี้โอกาสของเราหมดแล้วนะครับ ใน ๒๐ ปีที่จะถึงข้างหน้า เรื่องตัวองค์กร คุณอรมนได้พูดไปแล้วว่าจะต้องทําอะไรบ้าง ยังมี กฎ ระเบียบต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้ามาในกระบวนการนี้ ซึ่งอาจจะต้อง มีการปรับปรุงเล็กน้อย แต่ที่สําคัญที่สุดคือเน้นเรื่องคนที่ตรวจสอบ

ประเด็นที่ ๒ อาจจะฟังดูเป็นอะไรที่ล่องลอยนิดหน่อยนะครับ แต่ว่า อนุกรรมาธิการเห็นว่ามีความจําเป็น เพราะว่าประเทศที่โตมาพร้อมกับเรา ซึ่งก้าวหน้า ไปแล้วเขาทําการพัฒนาเรื่องนี้ประมาณสัก ๓ ขั้นตอนด้วยกัน อันที่ ๑ คือลอก เราต้อง ยอมรับว่าการลอกเลียนนี้ ในสมัย ๓๐-๔๐ ปีที่แล้วประเทศต่าง ๆ ที่เดี๋ยวนี้พ้นความยากจน ไปแล้วก็ลอก แต่ว่าเสร็จแล้วเขาพัฒนามาเป็นต่อยอด อันนี้เรามีบ้าง คือใช้เทคโนโลยี ที่หมดช่วงระยะการคุ้มครองแล้ว หรือว่าคิดต่อยอดจากสิ่งที่เทคโนโลยีที่มีอยู่เอามาใช้ จดทะเบียนเพิ่มเติมแล้วก็ใช้มัน จนกระทั่งอันสุดท้ายที่เราพยายามผลักดันกันอยู่ในขณะนี้ ก็คือ สร้างนวัตกรรมหรือว่าเทคโนโลยีของตัวเอง ถ้าจะหลุดกับดักได้ก็ต้องพัฒนาเป็น ๓ สเต็ป (Step) อย่างนี้ครับ ไม่อย่างนั้นเราก็ยังอยู่กับการลอกเลียน ซึ่งจะมีผลทําให้เราไม่มี แบรนด์ (Brand) ของตัวเอง ไม่มียี่ห้อของตัวเอง เพราะว่าตั้งหน้าตั้งตาจะลอกอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้อาจจะต้องช่วยกันหลายฝ่าย

ประเด็นที่ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นที่ท่านสมาชิกทั้งในกรรมาธิการแล้วก็ เพื่อนสมาชิกหลายคนได้ให้ความสนใจมาก ก็คือว่าเราจะทําอย่างไรกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิ่งมีชีวิตของเรา สถานภาพในขณะนี้ก็ยังเจรจากันอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เจรจากันอยู่นั่นละไม่จบสักที เราน่าจะใช้เวลานี้ขึ้นทะเบียนสิ่งเหล่านี้ไว้ก่อน โดยทั่วไป มีกฎหมายฉบับเดียวที่ดูแลเรื่องสิ่งมีชีวิต ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการดูแลเรื่องพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ สัตว์น้ํา จุลินทรีย์ เราไม่มีอะไรที่จะมาปกป้องดูแลเลย เพราะฉะนั้นการขโมย ทรัพย์สินประเภทนี้ในแง่ของทรัพย์สินมีชีวิตก็ดี ในแง่ของภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ก็ดี จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ

ข้อเสนอแนะของเราก็คือว่า อันที่ ๑ คือต้องเร่งเรื่องการจดทะเบียนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ จุลินทรีย์ให้เกิดขึ้นให้ได้ แล้วในระยะยาวก็ต้องมีกฎหมายที่จะคุ้มครองเรื่องพวกนี้ มีห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ซึ่งเป็นเรเฟอเรนซ์ (Reference) หรือว่าเป็นศูนย์อ้างอิงได้ ที่เราแพ้ประเทศจีนกับประเทศอินเดียก็เพราะว่าเขามีบันทึกสิ่งเหล่านี้เก็บไว้ชัดเจนใช้เป็น เครื่องอ้างอิงได้ตลอดเวลา ถ้ามีการต่อสู้กันในเชิงธุรกิจทางการค้า แต่เรานี่กระจัดกระจาย อยู่ทั่วไปแล้วก็ไม่มีการจัดระบบด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ ในส่วนของการเสริมสร้างให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น

เรื่องที่ ๒ คือถ้ามีทรัพย์สินทางปัญญาแล้วก็ไม่มีมูลค่าเพิ่มก็ไม่รู้จะทําอย่างไร เพราะส่วนใหญ่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะไม่ค่อยลงทุนเอง หรือถ้าเผื่อขายอินเทลเลกชวล พรอเพอร์ตี (Intellectual Property) หรือทรัพย์สินทางปัญญาไป คนที่จะไปได้ก็คือ บุคคลอื่นหรือผู้ที่สร้างทรัพย์สินทางปัญญาก็จะได้ส่วนแบ่งของธุรกิจน้อยมาก เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราต้องการจะสร้างมูลค่าเพิ่มก็คือว่าบุคลากรของส่วนราชการเองและธุรกิจต้องสามารถ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินทางปัญญาโดยมีการสืบค้นแนวโน้มของนวัตกรรมทั่วโลก ให้ได้ ซึ่งหลักทั่วไปของโลกในขณะนี้การจัดการบิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ถ้าเราจะใช้บิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นเครื่องที่สํารวจนวัตกรรมเพื่อให้แนวโน้มหรือเทรนด์ (Trend) หรือแนวโน้มของการที่จะพัฒนาทางด้านนวัตกรรมและการจัดการทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นไปตามที่โลกเขาต้องการเราต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ให้ได้นะครับ มีกลไกที่จะ นําทรัพย์สินทางปัญญาไปขยายผล แล้วรัฐจะต้องยอมรับความเสี่ยง ถ้ารัฐไม่ยอมรับ ความเสี่ยงเลยมันไปไม่ไหวหรอกครับ ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นทรัพย์สินซึ่งถ้าเอาไปใช้ ประโยชน์แล้วมันมีความเสี่ยง เราสร้างธนาคาร เราสร้างหน่วยบริการทางการเงินเฉพาะกิจ มาหลายแห่ง แต่ว่าทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อเอาไปใช้มันมีความเสี่ยงไม่ใช่หมายความว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเอาไปใช้แล้วมันจะเกิดประโยชน์ได้ บางครั้งก็ขาดทุนในขั้นของการ อัปสเกลลิง (Up Scaling) หรือทําให้มันใหญ่ขึ้น บางครั้งเทคโนโลยีก็ไม่สูงพอ ผมมักจะพยายาม เปรียบเทียบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญากับการทําเพลงในแผ่น ๆ หนึ่งมันจะมีเพลงดัง แค่เพลงเดียวและอาจจะไม่ดังเลยทั้งแผ่นก็ได้ เพราะมันเป็นความเสี่ยง แต่ถ้าเผื่อเรา ปล่อยว่าทุกอย่างที่เราลงทุนจะต้องได้กลับคืนมา เป็นไปไม่ได้หรอกครับถ้าจะสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาให้เป็นนวัตกรรมให้เป็นสิ่งที่เป็นของจริงต่อไป สิ่งอันหนึ่งซึ่งเราพยายามจะคิด แม้จะมีกฎหมายออกมาแล้วก็ตาม เราก็พยายามต้องให้มีการขับเคลื่อนในทางการเงินให้ได้ เพราะว่าสถาบันการเงินในขณะนี้เรื่องการประเมินค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเราไม่ลืมว่าเป็นทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้นะครับ คนประเมินต้องมีวิธีการ ประเมินเป็นอีกแบบหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ประเมินเป็นมูลค่าที่ดิน มูลค่าธุรกิจเฉย ๆ เพราะว่า อย่างกู๊ดวิล (Goodwill) หรือว่าตราอะไรที่มีความสําคัญของเมืองไทย ก็จะมีนมวัวแดง อย่างนี้เป็นต้น ในภาคที่ผมอยู่นะครับ มันมีมูลค่าของมัน เราจะไปประเมินในลักษณะที่เป็น ทรัพย์สินที่จับต้องได้นี่คงจะไม่ได้ เพราะฉะนั้นสัดส่วนของการที่จะนําทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทนี้เป็นสินทรัพย์ค้ําประกัน ผมคิดว่าต้องเริ่มให้ได้ในสัดส่วนหนึ่งไม่อย่างนั้นเราทํางาน ไม่ได้นะครับ

ประเด็นต่อไปที่มีการนําเสนอกันมากก็คือเรื่องของการคุ้มครองนะครับ ซึ่งอันนี้ได้พูดกันหลายครั้งแล้วครับ คุณอรมนก็ได้พูดไปแล้วก็คือเรื่องของการจัดระบบข้อมูล ซึ่งในมุมมองของฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าการจัดระบบข้อมูลเป็นการสร้างโอกาส แต่ในมุมมองของ อีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าการจัดระบบข้อมูลและชั้นความลับต่าง ๆ เป็นการสร้างทรานส์พาเรนซี (Transparency) หรือการสร้างความโปร่งใสให้กับการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่า ถ้ามีข้อมูลที่ดี การละเมิดก็ดี การลงทุนต่อไปในอนาคตก็ดี ผู้ลงทุนก็ดี ผู้ที่จะค้นคว้าวิจัยก็ดี ก็จะได้ทราบอย่างชัดเจนว่าตัวเองกําลังทําอะไร ถ้าเราสามารถที่จะคิดแบบเครดิตบูโร (Credit Bureau) ได้ ผมคิดว่าก็เป็นทางออกทางหนึ่งซึ่งสามารถที่จะทําให้เรื่องเหล่านี้ โปร่งใสได้นะครับ สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นแนวคิดที่ทางฝ่ายธุรกิจได้พูดกันก็คือว่าเวลามีการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญา ฝ่ายธุรกิจไม่ค่อยคิดเลยว่าใครจะไปโดนลงโทษหรือไม่โดนลงโทษ แต่สิ่งที่ธุรกิจต้องการก็คือคอมเพนเซชัน (Compensation) หรือการตอบแทนการละเมิด เช่นว่า ให้ถูกต้อง เหมาะสม และเป็นไปตามหลักการการประเมินทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนใหญ่วิธีการประเมินก็ใช้วิธีการทางแพ่งปกติ ซึ่งอันนี้อาจจะต้องมีการศึกษานะครับ เราก็คงยังไม่ถลําเข้าไปถึงขนาดที่จะไปขอแก้ไขกฎหมายนะครับ แต่ว่าในแง่ของ การพิจารณาคงจะต้องมีการศึกษาและดูว่ามันจะต้องปรับปรุงอย่างไรระหว่างการประเมิน สิ่งที่เรียกว่าทรัพย์สินที่จับต้องได้คือแทนจิเบิลแอสเซต (Tangible Asset) กับทรัพย์สิน ที่จับต้องไม่ได้คืออินแทนจิเบิลแอสเซต (Intangible Asset) อย่างทรัพย์สินทางปัญญา เหล่านี้

ข้อสุดท้ายก็คือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาครับ ทุกครั้งที่ เรามีการประชุมผู้เกี่ยวข้องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรามีปัญหาครับ เพราะฝ่ายหนึ่งเห็นว่า บังคับใช้กฎหมายมากเกินไป อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าควรจะบังคับใช้กฎหมาย ผมจะยกตัวอย่าง ชัด ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาเราประชุมร่วมกันในครั้งที่แล้วก็คือว่า ฝ่ายที่ประกอบธุรกิจด้าน คาราโอเกะ (Karaoke) รําวง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าสิ่งนี้มีความสําคัญกับคนไทย เราจะ ไปสร้างมูลค่าโดยทําให้การบริการเหล่านี้แพงขึ้น อาจจะไม่ค่อยสมประโยชน์เท่าไรกับการ เผยแพร่เรื่องของเพลงหรือว่าเรื่องของนิยายหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์หรืออื่น ๆ ก็ดี ก็บอกว่ามันต้องบังคับ ใช้เพราะว่ากฎหมายมันมีอย่างนั้นแล้ว ฉะนั้นปทัสถานหรือว่าสิ่งที่เรียกกันว่า นอร์ม (Norm) หรือสิ่งที่เรียกว่าบรรทัดฐาน หรือว่าที่เรียกกันว่า สแตนดาร์ด (Standard) มันเกิด อยู่ที่ไหน ผมคิดว่าฝ่ายบ้านเมืองก็ดี ฝ่ายที่ดูแลทรัพย์สินทางปัญญาก็ดีต้องมีความชัดเจน เพราะว่าแต่ละแห่งผมเข้าใจว่าคงมีการเลือกปฏิบัติแล้วก็จะเป็นปัญหากับสังคมของเราต่อไป ในอนาคต อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ เป็นเรื่องใหญ่เลยครับ

ในประเด็นสุดท้าย ณ ปัจจุบันเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ผมคิดว่าจําเป็น ที่จะต้องสร้างศูนย์ที่จะดูแลเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่ไปตั้งหน่วยงานใหม่นะครับ แต่ใครสักคน จะต้องเป็นเจ้าภาพในการดูแลเรื่องเหล่านี้นะครับ เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและการเมืองของเรา

สุดท้ายจริง ๆ ผมขอเรียนนิดเดียวว่า เงื่อนไขของความสําเร็จของเรามันอยู่ ตรงกลาง ๆ น้ํา เรื่องทรัพย์สินทางปัญหา การจดทะเบียน แต่ว่าต้นน้ําอยู่ที่งานวิจัย ปลายน้ํา อยู่ที่ทางธุรกิจ ผมคิดว่าเรื่องแรกซึ่งเป็นปัจจัยของความสําเร็จที่สําคัญมากก็คือว่าทําอย่างไร รัฐบาลจะเอาจริงกับเรื่องนี้ครับ แต่อย่างที่ผมกราบเรียนก็ต้องมีปทัสถาน ต้องมีบรรทัดฐาน ในการดูแลให้มันสอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม ความคิดของคนไทยที่จะก้าวล่วงจาก การลอกไปถึงการต่อยอด แล้วก็ถึงนวัตกรรมใหม่ของเราเอง

เรื่องที่ ๒ ซึ่งผมได้พูดไปแล้วก็คือเรื่องของการปลูกฝังให้คนไทยปรับตัวจาก การลอกเลียนแบบ ดังนั้นแบรนด์ (Brand) ไทย เราไม่มีทางจะหลุดพ้นแบรนด์ (Brand) ที่ดังของเมืองนอกไปได้ มีหลายเรื่องที่เราหลุดพ้นไปเอง เช่น พวกอาหาร พวกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ยังมีกรณีเช่น มวยไทย อยู่ในแคเทกอรี (Category) ไหน แล้วก็จะทําอย่างไรกับ สิ่งเหล่านี้ ฝรั่งเอาไปปรับจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เป็นธุรกิจใหญ่โต มีเงินทองเยอะไปหมด เหล่านี้ เราจะทําอย่างไร

เรื่องที่ ๓ ก็คือทัศนคติของคนที่กํากับเรื่องการลงทุนเกี่ยวกับทรัพย์สิน ทางปัญญา ซึ่งผมได้กราบเรียนแล้วว่าความเสี่ยงมีอยู่แน่นอน ถ้าจะไม่ให้มีความเสี่ยงเลย มันไปไม่ได้ ไปไม่ได้ถ้าจะสร้างองค์กรขึ้นมา สร้างสถาบันการเงินขึ้นมา สร้างแบงก์เฉพาะกิจ ขึ้นมาเพื่อดูแลเรื่องนี้ แต่ละระบบการกํากับดูแลยังเป็นลักษณะที่ ๑ ต่อ ๑ คือหวังผล ทุกเม็ดเงินที่ลงไป ผมคิดว่าไม่เกิด และประเด็นสุดท้ายซึ่งทุกคนก็กล่าวไปแล้วก็คือเรื่อง การสร้างข้อมูล ทั้งในแง่ของการสืบค้นเพื่อก้าวไปข้างหน้า ทั้งในแง่ของการคุ้มครอง ทั้งในแง่ของ เรื่องของความโปร่งใสในเชิงการบังคับใช้กฎหมายทั้งในและต่างประเทศ เพราะการจดสิทธิ ต่าง ๆ นี้ก็จดทั้งในและต่างประเทศด้วย เป็นกลไกหรือเป็นสิ่งซึ่งเป็นเงื่อนไขของความสําเร็จ ในสิ่งที่เราเสนอ

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเพื่อนสมาชิกครับ ผมจะนําข้อมูลต่าง ๆ ทั้งที่ ผ่านมาแล้ว แล้วก็จะมีการอภิปรายในวันนี้กลับไปร่วมกับคณะของเราเพื่อแก้ไขให้รายงานนี้ สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เราจะทําได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นเรื่อง ครอส คัตติง อิชชู (Cross Cutting Issue) แล้วก็มีคนสนใจมาก ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน