คุรุจิต นาครทรรพ สนับสนุนรายงานการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญา โดยเน้นย้ำความสำคัญด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้เสริมบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ เช่น อาเซียนและเวิลด์เทรดออร์แกนิเซชัน ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขยายความร่วมมือข้ามกระทรวง และการเสริมทัพการเจรจานานาชาติ เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ผลักดันนโยบายอย่างยั่งยืน และหลีกเลี่ยงกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ได้นําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นรายงานที่ดีมากแล้วก็มีความละเอียดสมบูรณ์มากนะครับ แม้ท่านจะใช้เวลาถึง ๑ ชั่วโมง ๑๕ นาที ในการพรีเซนต์ (Present) ก็ไม่เบื่อเลยนะครับ ผมก็อยากจะเรียนสั้น ๆ คงใช้เวลาไม่ถึง ๑๐ นาทีนะครับว่า ผมก็เห็นด้วยกับทุกข้อเสนอ กับวิธีการที่ท่านเสนอในรายงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริม การสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา และการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา การป้องกัน และปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ทางปัญญา แล้วก็การคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรม สุดท้ายก็คือเรื่องของการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ท่านประธานครับ ดัชนีชี้วัดความเจริญของประเทศประการหนึ่งว่าประเทศเราได้ก้าวพ้นจาก การเป็นประเทศกําลังพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว การที่เราจะหลุดพ้นจากการ เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือที่เรียกว่ามิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ผมคิดว่าดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งก็คือเรื่องของการให้ความคุ้มครองและส่งเสริมให้คน ในประเทศเคารพลิขสิทธิ์และสิทธิทรัพย์สินทางปัญญานะครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องของ ๒ ทาง คือทูเวย์ (Two Ways) นะครับ เราเคารพเขา เขาก็เคารพของเรา แล้วผมก็ยังจําได้ โดยส่วนตัวเวลาไปซื้อ เมื่อ ๑๕ ปีก่อน ไปซื้อคอมพิวเตอร์ที่พันธุ์ทิพย์พลาซา เขาก็บอกว่าท่านจะโหลด (Load) แบบมีทรัพย์สิน หรือไม่มีทรัพย์สิน โหลด (Load) แบบมีทรัพย์สินก็ใส่ชื่อท่านลงไปเลย โหลด (Load) ไม่มีทรัพย์สินก็แบบไม่ใส่ชื่อ เป็นยูเซอร์ (User) แต่มันก็ไปไม่จีรังยั่งยืนครับ ผ่านไป ๕ ปี เอาอะไรมาเสียบเข้าในคอมพิวเตอร์มันก็ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้วเราก็ควรเคารพ ทรัพย์สินทางปัญญาเสียดีกว่า ผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการไปนอกจาก สิ่งที่ท่านนําเสนอว่าก็ทําด้วยคอมพรีเฮนซิฟ (Comprehensive) สมควรจะให้ปริญญาโท วิทยานิพนธ์ไปได้เลย เพียงแต่ว่าไม่รู้ท่านจะทําสําเร็จหรือเปล่าในทุกเรื่องที่ท่านอยากจะทํา แล้วทําได้พร้อมกันหรือเปล่าอย่างไรก็ตาม แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากก็คือท่านควรจะ เน้นมิติด้านการต่างประเทศให้มากขึ้น ใช้เวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศนี้เราก็มีพลเมืองรวมกัน ๕๐๐ ล้านคนที่จะผลักดันจุดยืนของไทย ในเรื่องไอพี (IP) ให้เป็นที่รองรับ ให้เป็นที่รับรู้ ต่อกรกับอียู (EU) ต่อกรกับประเทศ สหรัฐอเมริกา เพราะเราลําพังเพียง ๗๐ ล้านคนเสียงก็คงไม่ดัง เพราะฉะนั้นเรื่องของ ทรัพย์สินทางปัญญามันก็เป็นเรื่องที่ควรจะเน้นแล้วก็มีบุคลากรที่ต้องฝึกฝนในการเจรจา ระหว่างประเทศในเวทีอาเซียน (ASEAN) ผมก็เข้าใจว่าท่านก็คงทําอยู่ แต่ว่าควรจะทําแบบ ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศเล็ก ๆ เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ใต้เรา พูดจ้อย จ้อย จ้อย มีคนอยู่ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนเอง แถมยังเป็นพันธมิตรให้กับผู้ที่จะต้องเจรจากับเราอีก เราควรจะใช้ เวทีนี้แสดงจุดยืนเรา หาพันธมิตรอย่างประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศมาเลเซีย หรือ ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นพันธมิตร ประเทศเวียดนามป็นพันธมิตรกับเรา หรือซีแอลเอ็มวี (CLMV) ทั้งหลายนี้เสียงเราก็จะดังมากขึ้นในจุดยืนของเรา เรื่องอินเทลเลกชวลพรอเพอร์ตี (Intellectual Property) นอกจากเวทีอาเซียน (ASEAN) แล้ว ในเวทีดับเบิลยูทีโอ (WTO) มันก็เป็นประเด็นทางการค้าเหมือนกัน มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเดียว มันไปเน้นเรื่องการต่อรองทางการค้าหลาย ๆ เรื่อง คู่แข่งทางการค้าเราเขาก็จะพยายาม ทุกวิถีทางเอามายัดใส่ในเวทีนี้ ใส่ในเวทีนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องบูรณาการหน่วยงานด้าน การค้าของเรา ไม่ใช่เรื่องการค้าอย่างเดียว บางทีไปโผล่ในเรื่องไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) ก็มี เรื่องยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) ก็ดี หรือไปเจรจาเรื่องอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ทีมไทยแลนด์ของเราต้องบูรณาการแล้วก็ต้องรู้เขารู้เรา ไม่ใช่รู้แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับรองปลัดอยู่ไม่กี่คน มันต้องรู้ กระทรวงต่างประเทศก็ต้องรู้ว่าเขาจะมาไม้นี้ เราเป็น ประธานกลุ่มจี ๗๗ (G 77) เราควรจะแสดงบทบาทนําในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา ได้ไหมครับ แล้วทรัพย์สินทางปัญญาของเราอะไรที่เด่น เราควรจะผลักดันโดยอาเซียน (ASEAN) มีมูชวลรีคอกนิชัน (Mutual Recognition) ว่าเรารับรองเขา เขารับรองเรา แล้วก็สามารถจะไปประกาศศักดาต่อกรกับอียู (EU) ได้ไหม ตอนนี้อียู (EU) ก็ไมนัสวัน (Minus One) ไปแล้ว น่าจะเบา ๆ ลงไปนิดหนึ่งนะครับ ผมก็เห็นด้วยกับการปรับปรุงระบบ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและตรวจสอบเครื่องหมายทางการค้าให้มันเร็วขึ้นนะครับ แต่ก็ถ้าทําแบบราชการมันก็คงจะไปไม่ถึงไหน แล้วก็คิดว่าการไปขอเพิ่มคน เพิ่มกําลังมันก็จะ อยู่ในกรอบความคิดเดิม ๆ ผมก็อยากจะเสนอ ก็ไม่รู้จะทําได้หรือเปล่าว่า ท่านใช้ระบบ แบบกงสุลกิตติมศักดิ์ได้ไหม ทําไมกระทรวงต่างประเทศเขาให้คนต่างชาติออกวีซ่า (Visa) ประเทศไทยโดยคนต่างชาติได้ เพราะกงสุลกิตติมศักดิ์เป็นผู้ที่พิสูจน์แล้วว่ามีจริยธรรมสูง มีความลอยัลตี (Loyalty) สูงกับประเทศไทย หรือท่านใช้ระบบผู้พิพากษาสมทบได้หรือเปล่า ทําไมท่านมีผู้พิพากษาศาลสมทบทรัพย์สินทางปัญญา ท่านจะมีผู้ตรวจสมทบเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาไม่ได้ ก็ข้าราชการของท่านที่เกษียณไปนี้ให้เขาไปเลย ฉบับละหรือเรื่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท มันก็จะประหยัดที่ท่านไม่ต้องไปตั้งอัตราข้าราชการเป็นอีกกี่คน ตลอดชีวิต ราชการเป็นเงิน ๑๐๐ ล้านบาทต่อคนอะไรอย่างนี้ ให้เขาไปเลยเรื่องละ ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นผู้ตรวจการทรัพย์สินทางปัญญา เครื่องหมายการค้าสมทบ ก็ผู้พิพากษา หรืออัยการยังเป็นอัยการอาวุโสหรือว่าผู้พิพากษาอาวุโสได้ เพราะว่ามีองค์ความรู้เรื่องเหล่านี้ แต่ท่านไม่ต้องทํางานบริหารนี้ ทํางานเรื่องทางเทคนิคอย่างนี้จะได้ไหม
เรื่องของการที่จะไปเอกซ์พลอร์ (Explore) จริง ๆ ผมก็เพิ่งทราบนะครับ นึกว่าฟ้องร้องเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาปัจจุบันนี้เรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้ กลายเป็น เรื่องอาญา ติดคุก เสียค่าปรับเฉย ๆ นะครับ ก็ควรจะศึกษานะครับ เพราะว่าผู้ที่ไปละเมิด ก็จะได้เข็ด แต่ทีนี้มันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะว่าส่วนใหญ่เราไปละเมิดเขา แต่ว่า จริง ๆ ก็ควรจะต้องทํา แต่ผมก็เกรงว่ามันก็ยังช้าอยู่ดี เพราะเรามีถึง ๓ ศาล กว่าคดีจะเสร็จ ๑๐ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝากไว้ว่าเรื่องประเด็นทรัพย์สินทางปัญญานั้น ท่านควรจะเน้นเรื่องมิติด้านต่างประเทศและฝึกคนในเรื่องการเจรจาระหว่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะอยู่แต่ในกรมทรัพย์สินทางปัญญากับกระทรวงพาณิชย์กันไม่กี่คน แต่ว่าให้รู้ไป ในวงกว้าง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือกระทรวงอื่น ๆ แม้แต่กระทรวงกลาโหมก็อาจจะเกี่ยวก็ได้ ไปโผล่ในวงทหารก็ได้ ไปแอบเจรจาเสนอเรื่องเหล่านี้นะครับ แล้วก็ท่านอย่าบอกว่าทําเอาต์ซอร์ซ (Outsource) ไม่ได้ ผมว่าทําได้ถ้าตั้งใจจะทํานะครับ ระบบกงสุลกิตติมศักดิ์หรือระบบผู้พิพากษาศาลสมทบ ก็ทํามาแล้ว ก็อยากจะฝากด้วยนะครับ แล้วก็จริง ๆ ผมคิดว่าก็อยากจะย้ํานะครับ ดัชนีชี้วัด ความเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ความที่จะพ้นจากมิดเดิล อินคัม แทรป (Middle Income Trap) ก็คือเรื่องความก้าวหน้าเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และคนไทยเราก็เก่งครับ ที่สําคัญ คือทําให้คนเก่ง ๆ ผลิตนวัตกรรมเข้าไปอยู่ในกระบวนการ หรือโพรดักชันเชน (Production Chain) ที่จะผลิต แล้วไปจดทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็ไปต่อยอดเป็นมูลค่าทางการค้าได้ ผมไปเข้าคอร์ส (Course) อบรมอะไรก็ไม่รู้ ก็จําได้ว่าที่กรุงอะไรที่เป็นศูนย์กลางรับจด ที่ในยุโรปนะครับ จะมีสายลับของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศเกาหลีไปเดินป้วนเปี้ยนไปดูว่า คราวนี้ใครมีอะไรจดบ้าง แล้วก็ไปถ่ายซีรอกซ์ (Xerox) แล้วมาดัดแปลงให้จดไม่เหมือนกัน อีกสักนิด ข้อต่อยาวขึ้น ๑ นิ้วก็เป็นอีกทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนะครับ ของเราต้องไปถึง ขนาดนั้นเราถึงจะเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ