อรมน ทรัพย์ทวีธรรม นำเสนอและอภิปรายประเด็นการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน โดยเน้นความสำคัญของการคุ้มครองนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคไทย 4.0 พร้อมชี้ให้เห็นปัญหาอ่อนด้อยในหลายมิติ ทั้งการจดทะเบียนค้างจำนวนมาก การขาดการเชื่อมโยงงานวิจัยกับตลาด การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เพียงพอ และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในโลกจริงและออนไลน์ เสนอให้มีการจัดตั้งฐานข้อมูลดิจิทัลระดับชาติ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับศักยภาพบุคลากร และบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อผลักดันให้ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาเป็นส่วนสำคัญในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๘๘ ขออนุญาตนําเรียนเสนอ สาระสําคัญของรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ในเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็จะขออนุญาตฉายภาพขึ้นจอด้วยนะคะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
สาเหตุและความจําเป็นที่จะต้อง มีการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญา สืบเนื่องมาจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นพื้นฐาน สําคัญของการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของไทย ที่ผ่านมาประเทศไทยอาจจะเน้นการสร้าง ความได้เปรียบในการแข่งขันโดยใช้ต้นทุนต่ํา แต่ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าการแข่งขัน รุนแรงขึ้น ความได้เปรียบด้านต้นทุนต่ําที่ประเทศไทยเคยมีได้หายไป โดยเฉพาะเมื่อเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศเกิดใหม่ จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องปรับตัว สร้างความแตกต่างและจุดเด่นของสินค้าไทยให้ต่างจากสินค้าของคู่แข่ง โดยใช้นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนา โดยเฉพาะหากประเทศไทยต้องการ ที่จะเปลี่ยนจากประเทศไทย ๓.๐ ที่เน้นอุตสาหกรรมหนักเป็นประเทศไทย ๔.๐ ที่เน้น การพัฒนาเศรษฐกิจด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญายังถือเป็น กุญแจสําคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยประสบความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม (Creative and Culture Economy) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) ซึ่งที่ประชุม สปท. ก็ได้ให้ความเห็นชอบ รายงานในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ได้นําเสนอต่อรัฐบาลแล้ว เพราะว่าทรัพย์สินทางปัญญาจะช่วย สร้างมูลค่าให้กับความคิดสร้างสรรค์ องค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจ กระแสใหม่ (New Economy) – นอกจากนี้ทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังเป็นเรื่องที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือว่า สปช. ได้ผลักดัน และบรรจุไว้ในวาระการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นวาระปฏิรูปที่ ๒๐ วาระปฏิรูปที่ ๒๑ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สปช. ได้เสนอให้มีการปฏิรูปหน่วยงาน ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้มีกลไกการดําเนินงานที่คล่องตัว มีการคุ้มครองและบังคับใช้ กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ในวาระปฏิรูปที่ ๓๕ สปช. ก็ได้เสนอให้มีการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาในผลงานของศิลปินไม่ให้ถูกละเมิด หรือว่านําไปเผยแพร่ใช้ประโยชน์ในทาง ที่เสื่อมเสีย ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ควรได้รับการปกป้อง ก่อนที่จะเข้า ประเด็นในเรื่องการปฏิรูป ดิฉันขอใช้เวลาสักเล็กน้อยนะคะ เพื่อนําเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า เมื่อพูดถึงทรัพย์สินทางปัญญาจะครอบคลุมอะไรได้บ้าง จริง ๆ แล้วทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก พบเห็นกันอยู่ทั่วไป หากท่านหยิบโทรศัพท์มือถือที่ท่านใช้กันอยู่ก็จะ พบทรัพย์สินทางปัญญาหลายประเภท เช่น เครื่องหมายการค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่คุ้มครองด้วยสิทธิบัตรการประดิษฐ์ เป็นต้น จึงอาจ แบ่งทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้นะคะ
ประเภทที่ ๑ ทรัพย์สินทางปัญญาที่คุ้มครองด้วยลิขสิทธิ์ เป็นการคุ้มครอง การแสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Program Computer) งานเขียน เพลง ภาพยนตร์ เป็นต้น โดยผู้สร้างสรรค์จะได้รับ ความคุ้มครองทันทีนับตั้งแต่สร้างสรรค์ผลงาน ไม่ต้องมาจดทะเบียน แล้วก็ระยะ ความคุ้มครองทั่วไปก็คือตลอดอายุผู้สร้างสรรค์ และ ๕๐ ปีหลังจากผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต
ประเภทที่ ๒ ก็คือสิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะคุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้นใหม่ ในโลก อย่างเช่น เครื่องยนต์กลไก อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ยา สิทธิบัตรการประดิษฐ์ จะมีอายุการคุ้มครอง ๒๐ ปี แล้วก็เนื่องจากสิทธิบัตรจะมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด ต้องเป็น สิ่งประดิษฐ์ที่ใหม่ในโลก ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย แต่ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ในโลก ประเทศไทยจึงได้เพิ่มทางเลือกโดยให้การคุ้มครองอนุสิทธิบัตรด้วย สําหรับการประดิษฐ์ ที่มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีไม่สูงมาก หรือเป็นการประดิษฐ์คิดค้นเพียงเล็กน้อย ขั้นตอน ก็จะได้รับการอนุมัติที่ง่ายกว่า ไม่ต้องตรวจสอบมากนะคะ มีอายุการคุ้มครองสั้นกว่า
ประเภทที่ ๓ ก็คือสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ จะคุ้มครองงานออกแบบ รูปร่าง รูปทรง ลวดลาย ลักษณะภายนอกของสินค้าก็จะมีอายุการคุ้มครอง ๑๐ ปี
ประเภทที่ ๔ คือเครื่องหมายการค้า อันนี้ก็อาจจะเป็นที่รู้จักกันดีนะคะ เพราะว่าจะคุ้มครองเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้บริโภคจดจําแล้วก็ แยกแยะสินค้าออกจากสินค้าของผู้อื่นได้ จะมีอายุการคุ้มครอง ๑๐ ปี แล้วก็ต่ออายุได้นะคะ
ทั้งนี้หลักการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาประเภทสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สิทธิบัตรการออกแบบและเครื่องหมายการค้า ตามสากลจะยึดหลักว่าจดทะเบียนประเทศไหน คุ้มครองแต่เฉพาะในเขตประเทศนั้น ดังนั้นหากเราต้องการคุ้มครองในประเทศไทยก็ต้อง มายื่นขอจดทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่หากผู้ส่งออกไทยต้องการให้ทรัพย์สิน ทางปัญญาได้รับการคุ้มครองในประเทศที่ส่งออกก็จะต้องไปยื่นจดทะเบียนกับหน่วยงาน ทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่ส่งออกนะคะ
ประเภทที่ ๕ ก็คือความลับทางการค้า อันนี้ก็จะเป็นข้อมูลทางการค้า อย่างเช่น สูตรอาหาร กรรมวิธีการผลิตต่าง ๆ ที่ต้องการรักษาเป็นความลับนะคะ ทรัพย์สิน ทางปัญญาที่กล่าวไปแล้วจะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลนะคะ แต่ประเทศไทย ยังมีทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนอีกด้วย ถ้าหากมีการนําไปพัฒนาต่อยอดแล้วก็คุ้มครอง ป้องกันที่ดีก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและชุมชนอีกมากนะคะ
สําหรับทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนนี้ก็จะมีหลัก ๆ อยู่ ๒ ประเภท อันแรก ก็คือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เราอาจจะรู้จักกันดีในชื่อภาษาอังกฤษตัวย่อ ก็คือจีไอ (GI) อันนี้ จะคุ้มครองชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ใช้เรียกสินค้าที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสินค้าประเภท เดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น ยกตัวอย่างเช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ หรือมะขามหวาน เพชรบูรณ์ ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ เป็นต้นนะคะ ซึ่งชุมชนผู้ผลิตในพื้นที่ที่ต้องการได้รับ การคุ้มครองจีไอ (GI) นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตนอกพื้นที่นําไปใช้ และอาจสร้างความเข้าใจ ผิดต่อผู้บริโภค เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสินค้า ก็ต้องมาขอขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพย์สิน ทางปัญญานะคะ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้าจีไอ (GI) ที่ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด ๖๗ สินค้า จาก ๔๙ จังหวัดนะคะ ยังเหลือจังหวัดที่อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนอีก ๑๔ จังหวัด แล้วก็ จังหวัดที่ยังไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนอีก ๑๔ จังหวัด
นอกจากนี้ไทยก็ยังมีทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออก ทางวัฒนธรรมที่เป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชนที่หากว่ามีกลไกการคุ้มครองป้องกันที่ดีสามารถนําไปพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้เกิดขึ้นได้ก็จะช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งทรัพย์สินทางปัญญาดั้งเดิมประเภทนี้ จะไม่ได้ขึ้นกับกรมทรัพย์สินทางปัญญานะคะ แต่จะอยู่ในความรับผิดชอบของหลาย หน่วยงานตามภารกิจ ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงสาธารณสุขก็จะดูแลด้านภูมิปัญญา การแพทย์และสมุนไพร กระทรวงวัฒนธรรมจะดูแลมรดกทางวัฒนธรรม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ดูแลด้านพันธุ์พืช เป็นต้นนะคะ
ดังนั้นในการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันให้กับบุคคลที่เป็นเจ้าของแล้วก็เศรษฐกิจของประเทศ ก็จะต้องเข้าใจถึงวงจร วัฏจักรของทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะเริ่มจากการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อสร้างแล้วก็จะต้องนํามายื่นขอจดทะเบียนที่หน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาประเทศนั้น ๆ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนะคะ แต่ขึ้นหิ้งไว้เฉย ๆ ได้ใบทะเบียนแล้วติดโชว์ข้างฝา อันนี้ก็จะไม่มีประโยชน์เลย ก็ต้องนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เช่น การขายสิทธิหรืออนุญาตให้ใช้สิทธิ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ได้รับผลตอบแทนจากการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็เมื่อผลิต และวางขายทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว แต่หากถูกละเมิดหรือลอกเลียนแบบ เจ้าของทรัพย์สิน ทางปัญญาก็จะต้องรู้จักที่จะปกป้องพิทักษ์สิทธิของตนโดยการบังคับใช้กฎหมายร้องทุกข์กับ พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการดําเนินคดีทางอาญาหรือว่าฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่ง กับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
สําหรับการให้ความสําคัญกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในระดับนโยบาย ที่ผ่านมา เรื่องทรัพย์สินทางปัญญามีปรากฏให้เห็นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้วก็ได้ปรากฏอยู่ในทิศทางการจัดทําแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ตลอดจนร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ ๒๐ ปีของประเทศ ซึ่งก็หวังว่า เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และยุทธศาสตร์ชาติออกมาแล้ว เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็จะได้รับความสําคัญและปรากฏอยู่ในเอกสารทั้ง ๒ ฉบับนี้ด้วย
ส่วนกลไกในการกําหนดนโยบายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศได้มี การตั้งคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติโดยระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อทําหน้าที่กําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ คณะกรรมการนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มีผู้แทนระดับกระทรวงของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ร่วมเป็นกรรมการ อย่างไรก็ดีแม้ว่าไทยจะมีคณะกรรมการนโยบาย ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติเพื่อดูแลด้านนโยบายแล้วก็กําหนดแผนดําเนินงานด้าน ทรัพย์สินทางปัญญา มีความพยายามของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะพัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคของระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย อยู่หลายเรื่อง
เมื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เพื่อเสนอแผนการปฏิรูป จึงได้ให้ความสําคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ ๔ ประเด็นหลัก ในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้นําเรียนให้ที่ประชุม สปท. ทราบแล้ว ก็คือทั้งเรื่อง การสร้างสรรค์ การคุ้มครองจดทะเบียน การนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ เชิงพาณิชย์และการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงปัญหาในเรื่องคนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร ทรัพย์สินทางปัญญาทั้ง ๔ เรื่อง รวมทั้งอีก ๒ ประเด็นก็คือทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน นะคะ จะขอเรียนสรุปเป็นปัญหาทั้งหมดได้ ๖ เรื่อง
ปัญหาเรื่องแรก ก็คือปัญหาเรื่องคน คนไทยยังขาดความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญายังถือเป็นเรื่องใหม่สําหรับ สังคมไทยที่ประชาชนทั่วไปอาจจะยังไม่เห็นความสําคัญ คนยังไม่เข้าใจว่าจะสร้างทรัพย์สิน ทางปัญญาแล้วได้ประโยชน์อะไรนะคะ ไม่ตระหนักถึงความจําเป็นในการเคารพสิทธิ ของผู้อื่น มองเรื่องละเมิดเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็ทํากัน ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
ปัญหาที่ ๒ จะเกี่ยวกับเรื่องการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาและการนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมาการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย ยังไม่ประสบความสําเร็จในการนําไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เท่าที่ควร เพราะว่าเป็นงานวิจัย ที่เน้นความสามารถของนักวิจัยเป็นหลัก ไม่ได้เน้นการวิจัยเพื่อตอบสนองความต้องการ ของตลาด หรือว่าไม่ได้คํานึงถึงความต้องการของผู้บริโภค ทําให้ผลงานจากห้องแล็บ (Lab) ถูกเก็บไว้บนหิ้งไม่สามารถขึ้นห้างได้ สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่งที่ได้เรียนไปก็คือว่า สิ่งประดิษฐ์ที่จะมาจดสิทธิบัตรได้ต้องเป็นสิ่งใหม่ในโลก และนักวิจัยที่เข้าใจเรื่องนี้ ต้องพยายามค้นหาข้อมูลก่อนวิจัยว่าสิ่งที่กําลังจะทําวิจัยมีผู้ยื่นจดสิทธิบัตรไว้แล้วหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาทําซ้ํา แต่ปัญหาของไทยคือเรายังขาดฐานข้อมูลสิทธิบัตรที่ดีพอที่จะให้นักวิจัยเข้าถึงและสืบค้น ข้อมูลได้ง่าย ประกอบกับนักวิจัยของไทยยังไม่เห็นความสําคัญของการสืบค้นฐานข้อมูล สิทธิบัตร ถ้าหากเราดูรายงานของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยและพัฒนา หรือว่าไอเอ็มดี (IMD) ในปี ๒๕๕๘ จะพบว่าคนไทยมีการจดสิทธิบัตรน้อย ประเทศไทย มีการยื่นคําขอจดสิทธิบัตรเพียง ๓ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน น้อยกว่าประเทศ มาเลเซียที่มีการยื่นถึง ๗.๗ คําขอ ประเทศสิงคโปร์ ๑๐๐ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน ถ้าเทียบกับประเทศเกาหลีซึ่งมีนวัตกรรมมากเขายื่นถึง ๔๔๕ คําขอ หรือว่าประเทศญี่ปุ่น ๓๗๑ คําขอต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้เรายังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ของระบบวิจัยของไทยที่ยังมีความอ่อนแอ ขาดแคลนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการวิจัย ที่ทันสมัย ขาดแคลนนักวิจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์ มีปัญหาเรื่องนักวิจัย ขาดเงินทุนในการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ภาพต่อไปนะคะ อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทําไมงานวิจัยจากห้องแล็บ (Lab) ไม่สามารถก้าวข้าม เราเรียกกันว่าหุบเหวมรณะเพื่อขึ้นไปสู่ห้างสรรพสินค้าได้ จึงจําเป็นต้อง อาศัยการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มธุรกิจภาคอุตสาหกรรมที่จะต้อง ร่วมมือเชื่อมโยงกันเพื่อให้นักวิจัยเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไร ทําให้นักวิจัยเน้นการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมากกว่าความต้องการของนักวิจัยเอง
ภาพต่อไปนะคะ แสดงการเปรียบเทียบอัตราส่วนของการจดทะเบียน สิทธิบัตรการประดิษฐ์ในประเทศไทย ระหว่างคนไทยต่อคนต่างชาติ จะพบว่าที่ผ่านมา คนไทยมีการยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรน้อยเมื่อเทียบกับต่างชาติ อัตราส่วนจะคิดเป็น ๑๕ ต่อ ๘๕ รูปต่อไปนี้ก็จะเห็นว่าสัดส่วนการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรการออกแบบของคนไทยในประเทศไทยจะสูง เมื่อเทียบกับของคนต่างชาติ กรณีเครื่องหมายการค้า อัตราส่วนของไทยกับต่างชาติจะอยู่ที่ ๖๐ ต่อ ๔๐ แล้วก็สิทธิบัตร การออกแบบจะอยู่ที่ ๗๐ ต่อ ๓๐ แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพและให้ความสําคัญ กับการสร้างแบรนด์ (Brand) กับการออกแบบมากกว่านวัตกรรม ซึ่งถ้าหากประเทศไทย ต้องการขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ เรื่อง การวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ก็จะมีความสําคัญมาก
ปัญหาที่ ๓ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สิน ทางปัญญา ซึ่งเป็นวัฏจักรที่ต่อมาจากการสร้างสรรค์ และเรื่องนี้จะเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทํา หน้าที่ด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ ซึ่งในประเทศไทยก็จะมีหน่วยงาน เดียวคือกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขณะนี้ก็เผชิญความท้าทายเป็นอย่างมาก เพราะว่ามีคําขอ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาค้างสะสมเป็นจํานวนมาก สูงถึง ๖๓,๘๙๘ คําขอ อันนี้ก็สืบเนื่องมาจากปัญหาหลายอย่าง ทั้งข้อจํากัดด้านจํานวนบุคลากร มีผู้ตรวจสอบ สิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าเพียง ๕๙ คน ซึ่งนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีผู้ตรวจสอบจํานวนนับเป็นหลักพัน อาเซียน (ASEAN) ด้วยกันเอง เช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศสิงคโปร์ ก็มีผู้ตรวจสอบสิทธิบัตร จํานวนเป็นหลักร้อย ทําให้เกิดปัญหางานค้าง การจดทะเบียนล่าช้า ไม่ตอบสนองความ ต้องการของผู้ยื่นจดทะเบียบและของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหานี้จะเป็นอุปสรรคที่ทําให้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ จากต่างประเทศไม่อยากจะเข้ามาลงทุนหรือขาย ในประเทศไทย เพราะกลัวถูกก๊อปปี้ (Copy) กลัวถูกลอกเลียนแบบ จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย นอกจากนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ยังมีข้อจํากัดที่เป็นหน่วยงานราชการ ทําให้ไม่สามารถเพิ่มอัตรากําลังผู้ตรวจสอบได้ตามความต้องการ โดยกฎหมายระบุให้ ผู้ตรวจสอบต้องเป็นข้าราชการเท่านั้น เพราะต้องมีความเข้าใจ มีความต่อเนื่องในการทํางาน สามารถรักษาความลับของข้อมูล จึงไม่สามารถจ้างหรือเอาต์ซอร์ซ (Outsource) งานตรวจสอบให้หน่วยงานภายนอกได้ ซึ่งหน่วยงานในประเทศอื่นเขาก็ไม่ได้เอาต์ซอร์ซ (Outsource) เขาใช้ผู้ตรวจสอบของตัวเอง แต่ว่าขณะที่หน่วยงานในต่างประเทศเขาสามารถ บริหารจัดการรายได้ได้เอง สามารถจ้างคนเพิ่มเพื่อเป็นบุคลากรภายในได้เอง เช่น ประเทศ สิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น แผนภาพนี้ก็จะแสดงให้เห็นการเปรียบเทียบระยะเวลา การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศต่าง ๆ ทั้งในส่วนการจด เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ และสิทธิบัตรการออกแบบ จะเห็นว่าไทยจะใช้เวลาในการจด สิทธิบัตรการประดิษฐ์นานที่สุด นานกว่าหลาย ๆ ประเทศมาก เช่น ไทยใช้เวลาการจด สิทธิบัตรเฉลี่ยนานถึง ๕๕ เดือน ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ประเทศมาเลเซีย ๔๒ เดือน ประเทศเวียดนาม ๒๔ เดือน ประเทศ สหรัฐอเมริกา ๓๖ เดือน ประเทศญี่ปุ่น ๒๐ เดือน เป็นต้น เนื่องจากกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นเมื่อพิจารณาศักยภาพการทํางานว่าเป็นอย่างไรจึงต้องไปเปรียบเทียบกับหน่วยงาน ลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ ซึ่งแผนภาพนี้ได้เปรียบเทียบภาระงานของผู้ตรวจสอบ ประเทศไทยและต่างชาติ จะพบว่าผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ของประเทศไทยมีภาระงานสูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น ของประเทศไทย มีภาระงานเครื่องหมายการค้า ๒,๔๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี ขณะที่เพื่อนบ้าน เช่น ประเทศ มาเลเซียอยู่ที่ ๓๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี หรือว่ากรณีสิทธิบัตรของประเทศไทยอยู่ที่ ๓๐๐ กว่าคําขอต่อคนต่อปี แต่ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๖๙ คําขอต่อคนต่อปี ก็ได้ข้อมูลล่าสุดเป็นที่น่าดีใจว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อเดือนพฤษภาคมเห็นชอบการเพิ่ม อัตราข้าราชการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา จํานวน ๑๒๐ อัตราใน ๓ ปีแล้ว ซึ่งก็น่าจะ ช่วยลดภาระงานประเทศไทยให้ใกล้เคียงกับของต่างประเทศ แต่ประเด็นก็คือต้องใช้เวลา ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ปรับปรุงกระบวนการทํางานของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดันกันต่อไป
ปัญหาที่ ๔ คือปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการบังคับใช้ กฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสําคัญในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา เพราะว่าหากสร้างสรรค์ ผลงานได้แล้ว แม้จะนํามาจดทะเบียนคุ้มครองได้แล้ว ทําขายในเชิงพาณิชย์แล้ว แต่ถ้า การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล มีการก๊อปปี้ (Copy) ลอกเลียนแบบในตลาด เจ้าของ ทรัพย์สินทางปัญญา นักสร้างสรรค์ก็จะขาดแรงจูงใจ ขาดเงินทุนที่จะไปสร้างสรรค์ผลงานต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการดึงดูดการค้าการลงทุนจาก ต่างประเทศ ประเทศไทยถูกระบุในการจัดอันดับของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพ ยุโรปว่าเป็นประเทศที่พบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง ปัจจุบันเรายังพบปัญหา การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในหลายพื้นที่การค้าที่สําคัญของประเทศไทย รวมทั้งตลาด ใกล้ชายแดนและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการละเมิดทั้งสินค้าประเทศไทยด้วยกันเอง และสินค้าของต่างชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ก็มีหลายหน่วยงาน เช่น สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงไอซีที (ICT) กรมศุลกากร กสท. เป็นต้น ก็อาจจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและบูรณาการการทํางาน ทําให้เกิดผลอย่างจริงจัง แล้วก็ดําเนินการกับผู้กระทําผิดในเรื่องนี้นะคะ เพราะว่าในเรื่องนี้ ปัญหาของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่งก็คือเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องเป็นผู้ที่ มีความเข้าใจแล้วก็ไปแจ้งผู้บังคับใช้กฎหมายเพื่อดําเนินคดี ปัญหาอีกประการ ก็คือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้ทําให้รูปแบบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปัจจุบันนี้ เปลี่ยนไป มีการละเมิดบนอินเทอร์เน็ต (Internet) มากขึ้น กฎหมายปัจจุบันก็ยังไม่สามารถ ช่วยระงับหรือสกัดกั้นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ ปัญหา เรื่องการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ําซ้อนส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรม คาราโอเกะ (Karaoke) หรือผู้ใช้งานลิขสิทธิ์อื่น ๆ อาจจะถูกข่มขู่ให้ต้อง จ่ายค่าลิขสิทธิ์ซ้ําซ้อนหรือว่าแพงเกินจริง เพราะประเทศไทยยังไม่มีกลไกที่จะเข้ามากํากับ ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้งานลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกประเทศไทย ส่วนใหญ่อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ ที่ส่งออก แล้วก็ประสบปัญหาเรื่องสินค้าและบริการส่งออกจากประเทศไทย ถูกละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศที่อาจทําให้ผู้บริโภคในต่างประเทศสับสนและผิดหวัง เสียภาพลักษณ์ของสินค้าไทย เช่น ในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน สินค้าประเทศไทยจะถูกมองว่า มีภาพลักษณ์ มีคุณภาพที่ดี ถ้าหากถูกละเมิดในต่างประเทศก็จะมีผลให้ผู้ส่งออกสูญเสีย ตลาดได้ นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลใน ๔ ประเภท ที่กล่าวถึงในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว อย่างที่เรียนไปตอนต้นว่าประเทศไทย มีทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ซึ่งหากเราสามารถดูแลคุ้มครองให้ดีและพัฒนาให้สามารถ ต่อยอดใช้ประโยชน์ได้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศและชุมชน แต่ว่าปัจจุบันนี้ยังพบ ปัญหาอยู่ จึงได้สรุปปัญหาของทรัพย์สินทางปัญญาชุมชนเป็นปัญหาเรื่องที่ ๕ และปัญหา เรื่องที่ ๖
ปัญหาที่ ๕ ก็คือการลักลอบนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและ การแสดงออกทางวัฒนธรรมของประเทศไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทาง วัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาดั้งเดิมของชาติและชุมชน แต่ระบบการ คุ้มครองป้องกันของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ จึงพบปัญหาต่างชาติลักลอบนําเข้า ทรัพยากรของประเทศไทยไปใช้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีการนําชื่อภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยหรือว่าการนวดท่าฤาษีดัดตน ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในญี่ปุ่นโดยร้านนวด แต่ว่าโชคดีที่เรื่องนี้มีการพบก่อน เราก็จึงคัดค้านได้ทัน หรือกรณีที่ต่างชาตินําพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยไปวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์ หรือการใช้ถ้อยคํา สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภค ว่าเป็นข้าวหอมมะลิจากประเทศไทย เป็นต้น ส่วนหนึ่งของปัญหานี้จะเกิดจากการที่ ประเทศไทยยังขาดการจัดเก็บ จัดทําฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยที่สมบูรณ์ เพราะข้อมูลเหล่านี้มีความหลากหลาย แล้วก็แยกกันอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง เช่น ฐานข้อมูลทรัพยากร พันธุกรรม มีการจัดเก็บโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสํานักงาน พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ฐานข้อมูลพันธุ์พืช มีการจัดเก็บโดยกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ฐานข้อมูลภูมิปัญญามรดกทางวัฒนธรรมของชาติ จัดเก็บโดยกระทรวงวัฒนธรรม ฐานข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยก็อยู่กับกระทรวงสาธารณสุข การจัดเก็บของ หน่วยงานเหล่านี้ก็อาจจะยังไม่เป็นมาตรฐาน รูปแบบก็ต่างกันไป ประเทศไทยยังไม่มี ห้องสมุดหรือคลังข้อมูลของชาติ ที่เรียกว่า เนชันนัล ดิจิทัล ไลบรารี (National Digital Library) ที่จะสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาในต่างประเทศได้ ขอยกตัวอย่างกรณีประเทศอินเดีย ซึ่งเขามีองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมานาน มีการจัดทําห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ระดับชาติ สําหรับภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพร และได้เชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับสํานักงานสิทธิบัตร ของต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อมีผู้ยื่นขอจดทะเบียนสิทธิบัตรที่จะเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น สมุนไพรของประเทศอินเดีย สํานักงานสิทธิบัตรของต่างประเทศก็จะสามารถตรวจสอบกับ ห้องสมุดดิจิทัล (Digital Library) ได้ว่ามีความซ้ําซ้อนหรือมีความใหม่หรือไม่แล้วก็ปฏิเสธ การจดทะเบียนได้ ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ประเทศอินเดียใช้ป้องกันผู้แอบอ้างเอาภูมิปัญญาของ ประเทศอินเดียไปจดสิทธิบัตร แต่ว่าไทยยังไม่มีกลไกนี้ นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดกลไก ที่มีประสิทธิภาพในการติดตามเฝ้าระวังการนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของชุมชนของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไม่เหมาะสม ยังไม่มี กลไกในการติดตามตรวจสอบที่เราอาจจะเรียกได้ว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) เพื่อให้มี การเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้แล้วก็แบ่งปันผลประโยชน์จากการนําไปใช้กลับคืน สู่ชุมชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ปัญหาสุดท้าย คือปัญหาที่ ๖ จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชนเช่นกัน ชุมชนยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ อย่างที่นําเสนอไปตอนต้นว่าประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือที่เรียกกันในชื่อภาษาอังกฤษว่าจีไอ (GI) จํานวน ๖๗ รายการ ใน ๔๙ จังหวัดจาก ๗๗ จังหวัดของไทย อย่างเช่น หมูย่างเมืองตรัง ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส้มโอนครชัยศรี แต่ว่ายังขาดอีก ๑๔ จังหวัดที่ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) จังหวัด ที่ปัจจุบันยังไม่ได้ขึ้นจีไอ (GI) อย่างเช่น จังหวัดสงขลา จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัด กําแพงเพชร จังหวัดลพบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็กรุงเทพมหานคร อีก ๑๔ จังหวัด อยู่ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดทําคําขอ อย่างเช่น ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส หรือว่า มะม่วงน้ําดอกไม้สีทองบางคล้า เป็นต้น อันนี้สืบเนื่องมาจากชุมชนกลุ่มผู้ผลิตยังขาดความ เข้าใจ ไม่มีการควบคุมมาตรฐานคุณภาพการผลิตและไม่ทราบประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน โดยหลักเกณฑ์สําคัญของการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) คือสินค้าจะต้องได้มาตรฐาน มีการ ควบคุมคุณภาพการผลิตตามที่กําหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลเป็นการยกระดับราคาของสินค้า จากเดิม เช่น ก่อนขึ้นจีไอ (GI) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เดิมขายได้ลูกละ ๑๐๐ บาท แต่เมื่อขึ้นทะเบียนเป็นจีไอ (GI) แล้วราคาเพิ่มขึ้นเป็นลูกละ ๔๐๐ บาท หรือข้าวสังข์หยด เมืองพัทลุง เดิมกิโลกรัมละ ๕๐ บาท ราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ ๙๐ บาท เป็นต้น ดังนั้น จําเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้กับทั้งชุมชน ผู้ผลิตในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้เข้าไปดูแล ผู้ผลิตในชุมชนให้เข้าใจเรื่องประโยชน์ที่จะได้รับจากการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) แล้วก็มีการ เตรียมการเพื่อขึ้นทะเบียน
แผนภาพนี้เป็นการสรุปให้เห็นอีกทีว่าทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก โดยที่ผ่านมาหน่วยงาน จัดอันดับศักยภาพการแข่งขันระหว่างประเทศ อย่างเช่น ไอเอ็มดี (IMD) หรือว่าดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) ได้จัดอันดับการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง ๆ ถ้าเทียบกับบรรดาอาเซียน (ASEAN) ด้วยกัน แล้วสาเหตุหนึ่งเขาระบุว่าเรายังมีความอ่อนแอด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีข้อจํากัดด้านการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ข้อจํากัดเรื่องบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา จํานวนสิทธิบัตรยังมีน้อย แล้วก็การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังไม่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาอุปสรรค ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบทรัพย์สินทางปัญญา ของไทยทั้งใน ๔ ประเด็นที่อยู่ในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา และทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชน รวมทั้งจากการที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้ไปจัดสัมมนาระดมความเห็นจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายนปีนี้ จึงเห็นว่ามีความจําเป็นแล้วก็เป็นเรื่องด่วนของประเทศไทยที่จะต้องมีการปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๆ ๗ ประการ
ประการแรก ต้องการที่จะยกระดับความสําคัญของเรื่องการพัฒนาระบบ ทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นวาระแห่งชาติที่ระดับนโยบายเข้ามาช่วยดูแล แล้วก็มีการกํากับ ติดตามผลให้หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องให้ความสําคัญ และร่วมดําเนินการขับเคลื่อนให้เห็นผล เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
ประการที่ ๒ เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสําคัญของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างจิตสํานึก และค่านิยมในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาให้เกิดขึ้น ในสังคมไทย
ประการที่ ๓ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศหรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ เพื่อให้คนไทย ได้สร้างสรรค์และเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น
ประการที่ ๔ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพระบบการจดทะเบียน คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้ได้มาตรฐานสากล
ประการที่ ๕ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานและบูรณาการ การทํางานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
ประการที่ ๖ เพื่อลดและขจัดการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตลอดจนให้ทรัพย์สินทางปัญญาไทยได้รับความคุ้มครอง ในประเทศที่ส่งออก
ประการที่ ๗ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาต่อยอดทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทย ขจัดปัญหาการนําทรัพยากร เหล่านี้ของประเทศไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสม เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นสามารถสร้างรายได้ จากทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านนี้ได้
สําหรับวิธีการปฏิรูป จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นที่ได้นําเรียนไปแล้วข้างต้น จึงขอเสนอแนวทางในการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาโดยแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ ๑. ระดับภาพรวมเชิงนโยบายระดับชาติ แล้วก็ ๒. ระดับการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญา ในด้านต่าง ๆ สําหรับระดับแรก การปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมเชิงนโยบาย ระดับชาติ เห็นว่าแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญา แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีผู้แทนระดับปลัดกระทรวงจากหลายหน่วยงาน เป็นกรรมการ ได้ร่วมกันกําหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศไทย แต่ก็ยังมีปัญหาอุปสรรคหลายประการที่ทําให้แผนยุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ ขาดการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม ดังนั้นเพื่อให้การปฏิรูประบบ ทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกุญแจสําคัญที่จะเปลี่ยนสู่ประเทศไทย ๔.๐ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงขอเสนอแนวทางการปฏิรูปเชิงนโยบาย ระดับชาติในระยะสั้น คือเสนอให้คณะรัฐมนตรีกําหนดให้เรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สิน ทางปัญญาเป็นวาระแห่งชาติ และให้มีกลไกตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติงาน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้หน่วยงานรายงานผลการดําเนินงานตามแนวทางการปฏิรูป ต่อประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติทราบทุก ๑ ถึง ๒ เดือน อย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการกํากับ ดูแล ประเมินผล และสั่งการในระดับนโยบาย ต่อไป ส่วนในระยะยาว ก็เสนอให้รัฐบาลบรรจุเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาไว้ใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ และยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อความ ต่อเนื่องด้านนโยบายและเป็นกรอบในการดําเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว ส่วนระดับที่ ๒ เป็นใต้ระดับนโยบายลงมาจะเป็นเรื่องที่หน่วยงานจะต้องนําไปปฏิบัติ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม คือการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในด้านต่าง ๆ จะประกอบด้วย การปฏิรูป ๖ ด้านตามปัญหาอุปสรรคที่พบในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา ๔ เรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสร้างสรรค์ จดทะเบียนคุ้มครอง ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้วก็บังคับใช้ กฎหมายกับปัญหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ๒ เรื่อง
แนวทางในการปฏิรูปเฉพาะด้าน ด้านแรกจะเป็นด้านการพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นหัวใจสําคัญของการ ปฏิรูปตั้งแต่เยาวชน เด็กนักเรียน นักศึกษา ไปจนถึงผู้ประกอบการ นักวิจัยและประชาชน ทั่วไป โดยในระยะสั้นมีแนวทางในการดําเนินการดังนี้คือ สําหรับเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ให้สอดแทรกแนวคิดเรื่องการสร้างสรรค์ สร้างจิตสํานึกและค่านิยมในการเคารพสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญาไว้ในหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน เช่น ระดับประถมศึกษาก็อาจจะเน้นและปลูกฝังเรื่องการสร้างสรรค์ การเคารพสิทธิ ในทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองและผู้อื่น ระดับมัธยมศึกษาเน้นการพัฒนาต่อยอดจาก สิ่งที่มีอยู่ในชุมชนและการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มีดีเอ็นเอ (DNA) ในการสร้างสรรค์และไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับประชาชนทั่วไปต้องเร่ง ประชาสัมพันธ์สร้างความตระหนักถึงความสําคัญของทรัพย์สินทางปัญญา รณรงค์ให้เห็น ประโยชน์ของการอนุรักษ์ ปกป้อง คุ้มครอง และต่อยอดศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ท้องถิ่น สําหรับผู้ประกอบการ ต้องเร่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ให้เร่ง สร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรตัวแทนยื่นคําขอจดสิทธิบัตร ผู้ประเมินราคาทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรยาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และคุณภาพในการตรวจสอบและจดทะเบียนสิทธิบัตรยา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ด้านการ สาธารณสุขและการเข้าถึงยาของประชาชน ในระยะยาวก็จะต้องบรรจุเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาไว้ในการจัดทําหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ แล้วก็ควรจะมีการจัดตั้งสถาบัน ฝึกอบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา ทําหน้าที่จัดฝึกอบรมเฉพาะด้านเพื่อพัฒนาบุคลากร ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาอย่างครบวงจร
ด้านที่ ๒ ด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาและการนํา ทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เพื่อแก้ปัญหาที่นักวิจัย นักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ นักเรียน นักศึกษา ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนานวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา แต่ไม่สามารถข้ามหุบเหวมรณะนําทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นห้างสรรพสินค้าได้ รวมทั้งยังมีข้อจํากัดด้านเงินทุนในการนําทรัพย์สินทางปัญญา ไปจดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ
แนวทางในการปฏิรูป ได้แก่ จัดตั้งศูนย์ให้คําปรึกษาด้านการพัฒนานวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นหน่วยงานที่สามารถให้คําปรึกษาและให้ข้อมูลในเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างครบวงจรในรูปแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) โดยในระยะแรกนี้ให้ตั้งที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ แล้วในระยะต่อไป ให้จัดตั้งศูนย์ให้คําปรึกษากระจายอยู่ในทั่วภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย พัฒนาระบบ ฐานข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้มีคุณภาพ ทันสมัย ครบถ้วน สมบูรณ์ เข้าถึงได้ง่าย เพื่อให้นักวิจัย ผู้สนใจ ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและนําข้อมูลดังกล่าวไปสร้างแต้มต่อ ในการแข่งขันและพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริการของตน รวมถึงสามารถนําองค์ความรู้ จากสิทธิบัตรที่หมดอายุแล้วไปพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของประเทศไทย จัดให้มีงานแฟร์ (Fair) เพื่อซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย มีตลาดกลาง มีตลาดออนไลน์ (Online) เพื่อเป็นช่องทางการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย จัดให้มีมาตรการสนับสนุนส่งเสริมทางการเงิน มาตรการภาษีและมาตรการส่งเสริม การลงทุนสําหรับผู้ที่สร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะสําหรับรายเล็กที่มีข้อจํากัด ด้านเงินทุน อาจจะสนับสนุนค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หรือว่ามาตรการส่งเสริม สนับสนุนด้านการเงินการคลังเพื่อให้สิทธิพิเศษจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย จัดหาอุปกรณ์และสิ่งอํานวยความสะดวกพื้นฐานที่จําเป็นในการพัฒนาวิจัยเป็นต้นนะคะ นอกจากนี้ก็ควรจะจัดให้มีมาตรการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน ทางธุรกิจ และพัฒนาศักยภาพของหน่วยงาน หรือผู้ที่จะทําหน้าที่ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน ทางปัญญาเพื่อให้สถาบันการเงินยอมรับการนําทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นสินทรัพย์ ที่จับต้องไม่ได้ไปใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งก็น่ายินดีว่าประเทศไทยมี พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งจะมีผลใช้บังคับวันที่ ๒ กรกฎาคมนี้แล้วนะคะ ที่รัฐจะให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจตามกฎหมายแล้ว แต่เราคงจะต้องหาทางสร้างกลไกและมาตรการเพื่อทําให้สถาบันการเงินยอมรับและนําไป ปฏิบัติเพื่อที่เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะได้มีเงินทุนมาต่อยอดผลงานสร้างสรรค์ของตน ต่อไป
สําหรับการปฏิรูปในระยะยาว เช่น การจัดโรดโชว์ (Roadshow) ทรัพย์สิน ทางปัญญาไทยในต่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการได้นําทรัพย์สินทางปัญญาของไทยเข้าสู่ ตลาดต่างประเทศ และจัดให้มีมาตรการทางภาษี ทางการเงิน และการลงทุนในตลาดทุน ที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาของไทย และสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี ของต่างชาติให้ประเทศไทยด้วย
ด้านที่ ๓ คือด้านการคุ้มครองและจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเรื่องนี้ เป็นหัวใจหลัก คงอยู่ที่การปฏิรูปกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ในระยะสั้นจะต้องเน้นด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และคุณภาพในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาของกรมโดยเร่งด่วน ได้แก่เรื่องคน จะต้องเพิ่มจํานวนผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าให้เพียงพอ และฝึกอบรม ผู้ตรวจสอบให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพ สร้างแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์สําหรับผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า ไม่ให้เกิดสมองไหล ตลอดจนสนับสนุนผู้ตรวจสอบที่มีความรู้ความสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้นะคะ สนับสนุน เครื่องมือที่จําเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและพัฒนาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศหรือไอที (IT) ที่เกี่ยวกับกระบวนการจดทะเบียน ปรับลดขั้นตอนที่ซ้ําซ้อน ล้าสมัย และไม่จําเป็น อาจจัดให้มีช่องทางด่วนพิเศษเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการจดทะเบียน แก่ผู้ที่จ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม ส่วนในระยะยาวจําเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกรมทรัพย์สิน ทางปัญญาให้มีการบริหารจัดการที่คล่องตัวและเป็นอิสระ ทั้งในด้านคนและงบประมาณ โดยอาจไปปรับเป็นหน่วยงานอิสระที่ไม่ใช่ราชการ เช่นเดียวกับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญา ของต่างประเทศส่วนใหญ่ที่มีอิสระในการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เช่น กฎหมายสิทธิบัตรเพื่อปรับปรุงการจดทะเบียนให้มีประสิทธิภาพแล้วก็มีคุณภาพ หรือว่าอาจจะพิจารณาเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ควรจะมีการจัดตั้งหน่วยควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการจดทะเบียนภายในกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา เพื่อให้การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาได้คุณภาพตามมาตรฐานสากล
ด้านที่ ๔ เป็นการปฏิรูปในด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สิน ทางปัญญา การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สําคัญมาก อีกเช่นกัน เพราะว่าเมื่อมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายแล้วจะต้องสามารถ รักษาสิทธิหรือบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายได้ จึงจะเกิดแรงจูงใจให้แก่ผู้สร้างสรรค์ของไทย ให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการสร้างสรรค์ผลงาน และช่วยส่งเสริมบรรยากาศการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศของไทย โดยมีแนวทางการดําเนินการ ได้แก่ ในระยะสั้น ให้ตั้งศูนย์บูรณาการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในกรุงเทพฯ และในจังหวัดที่มีการละเมิดสูง พื้นที่ท่องเที่ยว ตลาดใกล้ชายแดน ซึ่งควรจะเป็นกลไกถาวร ที่มีการบูรณาการการทํางานกันอย่างใกล้ชิดและจริงจังระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยในระดับจังหวัดอาจจะมอบกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลัก และประสานกับ หน่วยบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ในพื้นที่ อย่างเช่น ตํารวจ ศุลกากร หรือว่าดีเอสไอ (DSI) ต้องฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรด้านการบังคับใช้กฎหมายทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีความเข้าใจในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา รู้เท่าทันการพัฒนา ของเทคโนโลยีและรูปแบบการกระทําผิดรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่จะต้องไม่เข้าไป มีส่วนได้เสียหรือได้รับผลประโยชน์จากผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แก้ไข พ.ร.บ. ว่าด้วย การกระทําความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งในส่วนนี้ทางที่ประชุม สปท. ก็ได้เห็นชอบรายงานที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนเสนอไปเมื่อเดือนมีนาคมแล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไป จําเป็นต้องประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงผลเสีย ของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแจ้ง เบาะแสหรือแหล่งที่มาของสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สําหรับเรื่องที่ภาคเอกชน เจ้าของสิทธิต้องการให้มีการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่งมากกว่าดําเนินคดีอาญากับผู้กระทําผิด ก็ให้ศึกษา วิเคราะห์ และแก้ไขกฎหมายเรื่องการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่ง ในระยะยาว ให้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามทรัพย์สินทางปัญญาไทยถูกละเมิดในต่างประเทศ เพื่อเฝ้าระวังและแก้ปัญหาให้กับเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของไทยและผู้ส่งออก เมื่อถูกละเมิดในต่างประเทศ มีการจัดทําความร่วมมือด้านการป้องกันและปราบปราม การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ เพื่อร่วมกันป้องกัน และปราบปรามการนําเข้าหรือส่งออกสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อให้มีกลไกในการกํากับดูแลให้มีการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ อย่างเป็นธรรมกับผู้ใช้ ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ (Software) ที่ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในหน่วยงานของรัฐ เพื่อประโยชน์ในการต่อรองราคา อาจจะต้องให้หน่วยงานของรัฐร่วมกัน ซื้อเป็นลอต (Lot) ใหญ่
ด้านที่ ๕ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน คือด้านคุ้มครองและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออก ทางวัฒนธรรม จากปัญหาที่ไทยถูกลักลอบนําภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรชีวภาพ และการ แสดงออกทางวัฒนธรรมของไทยไปใช้อย่างไม่เหมาะสม แล้วก็เพื่อพิทักษ์สิทธิของชุมชน และผู้ประกอบการรายเล็ก ก็จะต้องเร่งจัดทําคลังข้อมูลระดับชาติ เพื่อให้เป็นห้องสมุด อิเล็กทรอนิกส์ที่รวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของหลายหน่วยงาน ให้อยู่ในรูปแบบเป็นมาตรฐานเดียวกัน และเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้กับหน่วยงานทรัพย์สินทางปัญญาของต่างประเทศ โดยหากมี ผู้นําทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมของไทย ไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ก็จะต้องมีการตรวจสอบกับฐานข้อมูลระดับชาติของประเทศไทยก่อน และหากพบว่า มีการลักลอบเอาไปใช้ประโยชน์ก็จะไม่สามารถจดทะเบียนให้ได้ ให้กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักในการลงพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างองค์ความรู้ให้กับชุมชน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ และป้องกันการเอาทรัพย์สินทางปัญญา ของชุมชนไปพัฒนาใช้ประโยชน์โดยไม่มีการบอกแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้และแบ่งปัน ผลประโยชน์ให้กับชุมชน ในระยะยาวจําเป็นต้องพัฒนาจัดตั้งกลไกติดตามตรวจสอบ หรือว่าเช็กพอยต์ (Checkpoint) การนําทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการ แสดงออกทางวัฒนธรรมของชุมชนแล้วก็ของชาติไปพัฒนาต่อยอดและยื่นขอจดทะเบียน โดยผู้ยื่นที่ไม่ใช่เจ้าของจะต้องมีการเปิดเผยแหล่งที่มา ขออนุญาตก่อนใช้และแบ่งปัน ผลประโยชน์ เพื่อให้ชุมชนได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเจรจาเพื่อ กําหนดกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศในเรื่องนี้ที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ก็คงจะต้อง ผลักดันจนประสบผลสําเร็จนะคะ
ด้านที่ ๖ แนวทางด้านสุดท้ายจะเป็นเรื่องการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชุมชน เนื่องจากสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์จะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน แต่ชุมชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ เรื่องการขึ้นทะเบียน และประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ในแนวทางการปฏิรูประยะสั้นจึงจําเป็นต้องฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้มีความเข้าใจเรื่อง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อทํางานในเชิงรุก ลงพื้นที่หาผู้ผลิตและชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจและประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) ทั้งนี้ก็เพื่อ ส่งเสริมให้เกิดการขึ้นทะเบียนจีไอ (GI) ในแต่ละจังหวัด นอกจากนี้หน่วยงานของรัฐจะต้องมี มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาด ระบบควบคุม คุณภาพเพื่อให้สินค้าจีไอ (GI) ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ในระยะยาว ก็ควรส่งเสริมให้สินค้าจีไอ (GI) ของไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก โดยส่งเสริมการขึ้นทะเบียน สินค้าจีไอ (GI) ของไทยในต่างประเทศ เพื่อคุ้มครองและขยายตลาดสินค้าจีไอ (GI) ไทย เช่นเดียวกับที่ได้มีการขึ้นทะเบียนสินค้าจีไอ (GI) ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้างในสหภาพยุโรปแล้ว
ประการสุดท้ายคือ ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้บริโภคในต่างประเทศ รู้จักสินค้าจีไอ (GI) และเสริมสร้างการรับรู้ตราสินค้าจีไอ (GI) ของไทย เช่น การเข้าร่วมงาน แสดงสินค้านานาชาติ การจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์เรื่องราวแนะนําสินค้าจีไอ (GI) ของไทย ให้เป็นที่รู้จัก กล่าวโดยสรุปก็คือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขอเสนอการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยทั้งในระดับชาติในภาพรวม กําหนด ให้เป็นวาระแห่งชาติ มีกลไกในการติดตามกํากับให้เกิดผลในทางปฏิบัติ แล้วก็การปฏิรูป เฉพาะด้าน ๖ เรื่อง ซึ่งก็จะเน้น ๔ เรื่องในวงจรวัฏจักรทรัพย์สินทางปัญญา คน แล้วก็ชุมชน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คาดว่าจะมี ๖ ประการนะคะ
ประการแรก คือผู้ประกอบการไทย ประชาชนคนไทย หลังจากการปฏิรูป แล้วก็น่าจะตระหนักถึงความสําคัญและประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญา มีการสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญากันมากขึ้น คนไทยเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญากันเพิ่มขึ้น ลดการ พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ประการที่ ๒ ผู้สร้างสรรค์ นักวิจัย สามารถนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดรายได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ยิ่งเป็นกําลังใจให้กับ ชุมชนผู้สร้างสรรค์ต่อไป
ประการที่ ๓ ก็คือหน่วยงานจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามีประสิทธิภาพ และคุณภาพในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้น มีมาตรฐานสากลรองรับความ ต้องการของนักธุรกิจและภาคธุรกิจทั้งของประเทศไทยและต่างชาติ
ประการที่ ๔ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีการสร้างเครือข่าย ร่วมกันทํางาน อย่างใกล้ชิดในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ลดปัญหาการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย แล้วก็ลดปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ในต่างประเทศ
ประการที่ ๕ ทรัพยากรชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออก ทางวัฒนธรรมของไทย ได้รับการอนุรักษ์ ปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม
ประการที่ ๖ คือผู้ผลิตชุมชนในพื้นที่มีการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์มากขึ้น
เมื่อคํานึงถึงความสําคัญของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศและปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจก็ขอเรียนเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกรุณามีมติ เห็นชอบรายงานข้อเสนอการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญานี้เพื่อให้รัฐบาลรับไป ดําเนินการต่อไป ขอบคุณค่ะ