สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙

กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ หารือเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนประเทศ และเสนอข้อคิดเห็นหลายประเด็น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและสร้างตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ก็ต้อง ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาจัดทํารายงานฉบับนี้ ซึ่งถือว่าเป็นรายงานดีเยี่ยม ที่ว่าผมขอขอบพระคุณ เพราะว่าจะมีทั้งคนไทยแล้วก็ประเทศจะได้ประโยชน์จากรายงาน ฉบับนี้ ในภาพรวมก็คือ ๑. คนไทยก็จะมีความรู้ความเข้าใจไม่ไปละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา จนถูกดําเนินคดี มิใช่ทางแพ่งอย่างเดียว มีทางอาญาด้วย ผลประโยชน์ต่อมาทําให้ผู้ประกอบการ จะได้มีความรู้ความเข้าใจรักษาสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายของตัวเอง ประการสุดท้ายในภาพรวม ทําให้ประเทศมีภาพพจน์ ภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้นว่าได้มีการ ดําเนินการอย่างจริงจัง ขอเรียนว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้นมิได้สําคัญเฉพาะภาคเอกชน เท่านั้น ยังมีความสําคัญต่อภาคราชการและหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงาน ที่มีการวิจัยและพัฒนา อันนี้ก็รวมถึงกระทรวงกลาโหมด้วยว่าได้มีการเน้นย้ําว่าถ้าไปทํา ความตกลงในเรื่องการวิจัยพัฒนาต้องไม่ลืมในเรื่องตกลงกันให้เรียบร้อย ในเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตรหรือจะเป็นย่อยลงมาเรียกว่าอนุสิทธิบัตร ทั้งใน การตกลงกับหน่วยงานภายในประเทศ กับเอกชนหรือกับกองทัพมิตรประเทศ อันนี้ถือว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งสําคัญ ผมมี ๒ ประเด็นที่จะนําเสนอ

ประเด็นแรก เน้นเรื่องเครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการค้าผมว่าทราบกันดี นะครับมีมูลค่ามหาศาล จนมีการกล่าวว่าเครื่องหมายการค้าของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่เรียกว่า น้ําดํา ถ้าโรงงานผลิตน้ําดําที่มีชื่อนี้ไฟไหม้ ทั้งโลกสามารถจะเอาเครื่องหมายการค้าไปกู้เงิน จากสถาบันการเงินได้ อันนี้ก็จะเรียกว่าเครื่องหมายการค้ามีมูลค่ามหาศาลเพียงใด ในเรื่อง รายงานฉบับนี้ได้บอกว่าการให้ทรัพย์สินทางปัญญา ไทยได้รับการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาในประเทศที่ส่งออก อันนี้เป็นประเด็นที่ดีมาก เพราะคิดว่ายังมีผู้ประกอบการ ในไทยที่ไม่ทราบ ทําให้พลาดโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เท่าที่ทราบผมพอจะมีตัวอย่างอยู่ ๒ กรณีในอดีต อันแรกก็คือเรื่องซอสพริกที่ตั้งชื่อ ตามอําเภอหนึ่งในประเทศไทย มีชื่อมาก แต่ปรากฏว่าพอส่งออกไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีชาวต่างชาติได้ข่าวว่าเป็นเพื่อนบ้านซึ่งไปประกอบกิจการที่นั่นก็แอบไปจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าชื่อนั้น ทําให้ผู้ประกอบการของไทยก็มีปัญหานะครับ ไม่สามารถจะไป จดเครื่องหมายการค้านั้นได้ รวมทั้งก่อนหน้านี้ผมก็ได้ข่าวว่ามีบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปที่มีชื่อของไทย พอจะไปในประเทศจีน ก็ปรากฏว่ามีมือดีตัดหน้าไปจดทะเบียนชื่อนะครับ อันนี้ก็เลยคิดว่าการที่รายงานของท่าน เน้นให้ความสําคัญเรื่องนี้จะมีส่วนสําคัญในการช่วยผู้ประกอบการของไทยที่ยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ ในประเด็นนี้ก็ขอเรียนถามนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ตอนหลังผมไม่ทราบ ผลสุดท้ายความคืบหน้าว่า ๒ กรณีข้างต้นเป็นอย่างไร วันนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็อาจจะ มีข้อมูลนะครับ ก็จะเรียนถามว่าในเมื่อพลาดไปแล้ว ไม่ทราบว่าหน่วยงานของรัฐพอจะ ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ตอนนั้นยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไรนะครับ

ประเด็นสุดท้ายนะครับ เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ผมมองว่าในเมื่อ ประเทศไทยเรายึดหลักนิติธรรม นิติรัฐ ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ จะยกเว้น จะละเว้นได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายบัญญัติให้มีข้อยกเว้นหรือละเว้น ถ้ามิฉะนั้นก็จะต้องปฏิบัติ หน้าที่บังคับใช้ แล้วก็ต้องมีการเพิ่มอย่างเคร่งครัด จริง ๆ การบังคับใช้กฎหมายนี้ถ้าบังคับใช้ มันต้องบังคับ แต่ประเทศไทยต้องมีเพิ่มอีกอันหนึ่ง เคร่งครัด จะเป็นเพราะว่าไม่ค่อย บังคับใช้นะครับ ในข้อเสนอนี้ผมขออนุญาตเพิ่ม ถ้าคิดว่าจะทําให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น คืออยากจะ ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ผมดูตอนนี้หน่วยงานของรัฐ หายใจเข้าออกเป็นเคพีไอ (KPI) หรือตัวชี้วัด ไม่ทราบนะครับ แล้วแต่คณะกรรมาธิการ ไปนําเสนอว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายนี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่เข้มข้นกว่าเดิม ที่เข้มข้น กว่าเดิมนี้ ผมว่าจะมีส่วนสําคัญในการผลักดันหรือปรับปรุง หรือกระตุ้นให้หน่วยงานบังคับใช้ กฎหมายปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังเพิ่มยิ่งขึ้นครับ กระผมก็มีเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ