กษิต ชี้ด่วนปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญา เร่งจดภูมิปัญญาท้องถิ่น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๓๒ · ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือถึงความสำคัญของการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยเน้นย้ำถึงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก พร้อมตั้งคำถามต่อระบบการจดทะเบียน กฎหมาย และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบอย่างเร่งด่วน ทั้งการจัดตั้งหน่วยงานอิสระ รวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี ส่งเสริมการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาครัฐและเอกชน และพัฒนาความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อยกระดับศักยภาพของชาติอย่างเป็นระบบ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ที่กลางกรุงบรัสเซลส์ ในสวนสาธารณะที่กว้างใหญ่ไพศาล ของกรุงบรัสเซลส์ เมืองหลวงของประเทศเบลเยียม แล้วก็กรุงบรัสเซลส์ก็เป็นคล้าย ๆ กับ เมืองหลวงของสหภาพยุโรปด้วย ที่นั่นมีสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติดตั้งอยู่เป็นการถาวร เป็นที่เลื่องลือไปทั่วยุโรป ทั่วโลก ก็คือระบบการทําความสะอาด ของน้ําในบึงบ่อ เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้มีการ จดทะเบียนทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๕๒ กระผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศพร้อมด้วยท่านรัฐมนตรีพรทิวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ท่านประธาน ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ ได้รับเกียรติในการที่จะนําผู้อํานวยการสํานักงานทรัพย์สิน ทางปัญญาของสหประชาชาติไวโป (WIPO) ที่นครเจนีวา คุณฟรานซิส เกอร์รี แล้วถ้าเผื่อ ผมจําไม่ผิด พร้อมด้วยอดีตเลขาธิการสหประชาชาติ โคฟี แอนนัน เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังไกลกังวล โดยทางฝ่ายไวโป (WIPO) ได้นํารางวัลที่เรียกว่า โกลบอล ลีดเดอร์ อะวอร์ด (Global Leader Award) มาถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะว่าเครือข่ายของสหประชาชาติ ประชาคมโลกได้ตระหนักในพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง การประดิษฐ์คิดค้นต่าง ๆ ที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วการอยู่ร่วมกันได้ของชุมชน ของคน กับสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากที่ท่านได้มีทฤษฎีใหม่ของการเพาะปลูก การใช้ที่ดิน แล้วก็ โครงการทดลองที่เรียกว่า โครงการในพระราชดําริต่าง ๆ ประเด็นคือเรามีองค์ประมุขของ ประเทศที่เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาคมทั่วโลก แล้วคราวนี้ก็มีคําถามว่า แล้วทําไม ประเทศไทยยังมีประเด็นปัญหาในเรื่ององค์ความรู้เกี่ยวกับการคิดค้นแล้วก็การรักษา สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ทรัพย์สินทางปัญญา แล้วทําไมเรายังมีบุคลากรที่ไม่เพียงพอในการที่จะ ส่งเสริมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา รวบรวมข้อมูลแล้วก็ให้บริการต่อประชาชนในการที่จะ จดทะเบียน แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าทําไมขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ที่เรียกว่า คอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) ของประเทศที่มีการส่งออกเป็นสําคัญ เรายังอยู่อันดับที่ ๓๐ จาก ๖๑ ประเทศหลัก ๆ ของโลก แล้วก็การจดทะเบียนเรื่องทรัพย์สิน ทางปัญญาทั้งหมดเราก็ยังไม่คืบหน้าแล้วก็สู้ประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกลไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ เราก็บอกว่าเรารักในหลวง เราก็ต้องถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง ทําตัวเป็นลูกหลานของพระองค์ท่าน อย่างน้อยก็ในเรื่องของการทําความดีในเรื่องที่เกี่ยวกับ การประดิษฐ์คิดค้น ในขณะเดียวกันประเทศไทยเคยเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของการละเมิด ทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นภูมิปัญญาของต่างชาติแล้วก็เป็นของเราเอง แล้วเราก็มีความ อ่อนแอในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งหมดนี้ผมก็คิดว่ามันคงจะมีต้นตอของประเด็น ปัญหา เพราะว่าโดยตลอดมาเราชอบจะซื้อของเขามากิน หรือซื้อการบริการของเขา แล้วในขณะเดียวกันเราก็เป็นแค่มือปืนรับจ้างในการผลิต เราไม่ได้เคยที่จะคิดค้นของเราเอง เพื่อเป็นวิถีทางในการดําเนินชีวิต ผมขอใช้ภาษาอังกฤษก็แล้วกัน ๔ คํา เพื่อจะจํากันได้ง่าย ๆ คอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) รีจิสเทรชัน (Registration) คือการจดทะเบียน อันที่ ๓ คือโนว์เลดจ์ (Knowledge) คือองค์ความรู้ แล้วก็ประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของ เอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเอกสารของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ถ้อยแถลงเช้านี้ที่ได้มาชี้แจงนั้นเพียรพยายามที่จะแก้ประเด็นปัญหาหลัก ๆ ทั้ง ๔ อย่างนี้ คราวนี้ผมก็บอกว่าอยากจะจัดลําดับความสําคัญก่อนหลังในยุคปฏิรูป เวลาเราก็ เหลือน้อยเวลาของ คสช. ก็เหลือน้อยควรจะทําอะไรก่อนหลัง

ประเด็นแรก เรื่องการให้ความรู้ต่อประชาชน เรื่องโนว์เลดจ์ (Knowledge) จะไปพูดว่าประชาชนยังไม่รู้ ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน เป็นปัญหาของพวกเรา หน่วยราชการ แล้วก็ที่สําคัญก็เครือข่ายของสื่อที่เป็นของภาครัฐ ในยุคปฏิรูปขอเวลาได้ไหมครับสักชั่วโมง สองชั่วโมงทุกสถานีวิทยุ โทรทัศน์ที่เป็นของรัฐบาลให้มีรายการที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับ พระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้นโครงการ ในเรื่องการประดิษฐ์คิดค้น โครงการในพระราชดําริต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้มันสมอง เท่านั้นเอง ให้ไปถึงประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเขาจะได้รัก เทิดทูน แล้วก็ทําตาม คู่ขนาน กันไปผมก็เห็นด้วยกับท่านปีติพงศ์ เพื่อนสมาชิก สปท. อดีตเพื่อนข้าราชการมา ๓๐-๔๐ ปี ก็ทํางานกันมาในหลาย ๆ โอกาสว่าเราจะต้องประมวล รวบรวม แล้วก็จดทะเบียนภูมิปัญญา ท้องถิ่น พันธุกรรม การปฏิบัติการทางวัฒนธรรม เพื่อไม่ให้มีกรณีของว่าโขนเป็นของใคร น้ําพริกศรีราชาเป็นของใคร ภาพวาดที่ผนังที่วัดโพธิ์เป็นของใคร และถึงแม้ว่าจะมีการขโมย โดยต่างชาติไปแล้วมันก็ต้องสู้กันครับ มีกระทรวงการต่างประเทศไว้ทําไม เอาสิ่งเหล่านั้น คืนมา เอาความถูกต้องคืนมา แต่ว่าผมก็อยากจะให้เร่งนะครับ มอบหมายได้ไหมเป็นมติของ สปท. เพื่อจะเสนอต่อรัฐบาลว่าระหว่างนี้กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ร่วมกับท้องถิ่น ก็คือ อบจ. อบต. อปท. กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกับผู้ว่าราชการ จังหวัดจากกระทรวงมหาดไทย ไปรวบรวมมาให้หมดว่า ณ วันนี้ในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละ จังหวัดนั้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น พืชหวงห้าม ตํารับยาสมุนไพรต่าง ๆ เหล่านั้นมันอยู่ที่ไหน จะทําให้เสร็จภายใน ๑ ปีได้ไหมครับทั่วประเทศไทย ๗๗ จังหวัด รวมทั้ง กทม. ด้วย เพราะ บางส่วนของ กทม. ก็ยังเป็นชนบทอยู่ แล้วก็ยังมีภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ เพราะฉะนั้นรวบรวม มาเสียให้หมด นอกเหนือจากการให้ความรู้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง

ในขณะเดียวกันก็เป็นคําสั่งของกระทรวงศึกษาธิการได้ไหมว่าคุณครู ในโรงเรียนทั้งหมดต้องบอกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อยู่รอบ ๆ โรงเรียนนั้นมีอะไรบ้าง เด็กทุกคนต้องรู้ว่ามีนักกลอน นักกวี นักลําตัด หนังตะลุง วัดวาอาราม จิตรกรรมฝาผนัง ขนมที่กินอยู่ทุกวันที่ไม่ใช่เป็นขนมสมัยใหม่นั้นมันเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น มันมีที่ไปที่มา อย่างไร คู่ขนานกันไป มหาวิทยาลัยของไทยร่วม ๒๐๐ แห่งต้องถอยหลังเข้าไป ๑ ก้าว นะครับ และบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ใช่เป็นสถาบันแห่งการสอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เวลาของ ทุกมหาวิทยาลัยครึ่งหนึ่งต้องเป็นเรื่องของการค้นคว้าและวิจัย เพราะ ณ วันนี้ไม่มี มหาวิทยาลัยของไทยแม้แต่แห่งเดียวที่ถูกจัดลําดับว่ามีผลงานทางด้านการวิจัย อย่างกว้างขวาง ไม่ติดอันดับครับ มหาวิทยาลัยของประเทศสิงคโปร์ ของประเทศมาเลเซีย ของเกาะฮ่องกง ประเทศเกาหลี ต่าง ๆ เหล่านี้ และตราบใดที่มหาวิทยาลัยไม่มี การค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเราก็จะไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน แล้วก็ ไม่สามารถจะไปขึ้นทะเบียนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาได้ แต่มหาวิทยาลัยจะทําด้วย งบประมาณของตนเองไม่เป็นการเพียงพอ รัฐต้องเสริม แล้วก็ในขณะเดียวกันต้องมี การประสานงานกันอย่างมากยิ่งขึ้นระหว่างสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งมีเงินอยู่ในมือ แล้วก็ สํานักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย เมื่อกี้นะครับ ก็ได้ฟังมาจากข้างบนของฝ่ายกรรมาธิการว่า มีการให้เงินไปให้วิจัยเพื่อพีเอชดี (Ph.D.) ของบุคคลนั้น ๆ แล้วก็เก็บเข้าหิ้ง ไม่ได้แล้วครับ ต่อไปนี้ เมื่อมีการวิจัยมันต้องนําไปแอปพลาย (Apply) ไปใช้ให้ได้ และจะใช้ให้ได้นั้นมันต้อง โยงกับทางภาคเอกชน ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศนั้นเขาก็จะมีการร่วมมือสามเส้าอย่างแน่นอน ไปดูประเทศรอบบ้าน ที่ประเทศญี่ปุ่นมีการให้รางวัลโดยจักรพรรดิทุกปี แต่เป็นการร่วมมือ สามเส้า คือฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งสภาวิจัย สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยนะครับเป็นส่วนหนึ่ง อันที่ ๒ คือนักวิจัยทั้งในแล้วก็นอกมหาวิทยาลัย ส่วนที่ ๓ ก็คือทางภาคเอกชนต้องมาร่วม ลงขันด้วย และผลงานวิจัยก็ให้ภาคเอกชนนําไปทํามาค้าขายได้ เป็นการร่วมมือสามเส้า เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง และเราต้องทําให้ได้ในยุคการปฏิรูปอันนี้ว่า ๓ หน่วยงานหลัก รัฐบาล ภาคเอกชน แวดวงวิชาการ ต้องมาร่วมทํางานด้วยกันอย่างแข็งขันนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายก็ขอฝากเป็นคําถาม ผมอยากจะฟังว่าเจ้าหน้าที่ทุกคน ในกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้นอยากจะปฏิรูปปรับปรุงตัวเองอย่างไร ผมเห็นด้วยที่ต้อง แยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานอิสระ เป็นสํานักงานมหาชน ทํางาน เป็นแบบองค์กรเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ระหว่างนี้ประเด็นสุดท้าย สุดท้าย จริง ๆ เราจะพัฒนาบุคลากรแบบเร่งรัดได้อย่างไร ในหลักสูตรของทุกมหาวิทยาลัย จะคณะไหนที่จะให้มีการเรียนการสอนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญานอกเหนือจากการวิจัยที่ผม ได้กล่าวไว้แล้ว จะมีการจัดทําหลักสูตรเร่งรัดไหม ให้คนได้เข้ามาทํางานทางด้านนี้ให้มากขึ้น แล้วก็อย่างกว้างขวาง โดยมหาวิทยาลัย แล้วก็โดยสถาบันของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ที่จัดขึ้นมากันอย่างมากมาย เอาเรื่องทรัพย์สินปัญญาเข้าไปอยู่ในการฝึกอบรมของท่าน ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมได้มากน้อยแค่ไหน ผมคิดว่าภายใน ๑ ปี ปีครึ่ง ผมคิดว่าสิ่งที่ผมได้เสนอว่า น่าจะกระทําได้ น่าจะกระทําได้จริง มีผลในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างกว้างขวาง ส่วนภาพรวมทั้งหมดที่อยู่ในเอกสารที่ได้แจก แล้วก็ได้รับฟัง ผลสรุปมามันเป็นเรื่องที่ค่อนจะ ระยะยาว อันนั้นก็ทําไป แต่ว่าผมได้เน้นเรื่องของการให้ความสําคัญการจัดลําดับก่อนหลัง เป็นเรื่องที่สําคัญ เรื่องไพรออริตี (Priority) แล้วอะไรที่ทําได้ก่อนต้องรีบทํานะครับ แล้วมันก็มีหน่วยงานอยู่แล้วอย่างน้อยที่กระทรวงพาณิชย์ ที่กระทรวงวัฒนธรรม และที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถที่จะเร่งดําเนินการจัดงบประมาณไปให้รวบรวม ข้อมูลมาทั้งหมด แล้วเราจะมีความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ เมื่อสักครู่ท่านรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศก็ได้กล่าวไว้ เรื่องพันธกรณีระหว่างประเทศ หรือท่านอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ท่านคุรุจิต คือเราต้องทํางานอย่างใกล้ชิดกับไวโป (WIPO) ครับ แล้วก็บางส่วนในหน่วยงานของ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) แล้วก็ที่นครมิวนิกนั้น ที่ตั้งขององค์กรกลางของสหภาพยุโรปด้านทรัพย์สินทางปัญญาเขาก็อยู่ที่นั่น ผมคิดว่า เราสามารถที่จะเรียนรู้จากองค์กรระดับภูมิภาค คือของสหภาพยุโรป แล้วก็องค์กรระหว่าง ประเทศจะเป็นไวโป (WIPO) หรือดับเบิลยูทีโอ (WTO) เราต้องมีความร่วมมือกับเขา อย่างจริงจัง ในการที่จะวางระบบส่งเสริมองค์ความรู้แล้วก็พัฒนาบุคลากรอย่างเร่งรัด ก็ขอกล่าวสิ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มา ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน