รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๖/๒๕๕๘
วันจันทร์ที่ ๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ ร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
ท่านสมาชิกครับ ก่อนการพิจารณารายงานผมขอปรึกษาที่ประชุมว่าในการพิจารณา ร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... จะขอนําข้อบังคับ การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ การประชุมมาใช้บังคับ โดยจะดําเนินการเช่นเดียวกับการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุม ดังนี้
๑. การพิจารณาร่างข้อบังคับให้กระทําเป็นสามวาระตามลําดับ
๒. การพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการ ให้คณะกรรมาธิการเป็น ผู้เสนอรายงาน โดยให้สมาชิกอภิปรายและลงมติว่าจะรับหลักการหรือไม่
๓. ถ้าที่ประชุมลงมติรับหลักการ จะเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สอง ให้สภา พิจารณาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญที่สภาแต่งตั้งพิจารณากําหนดเวลาแปรญัตติ หรือจะพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา และให้สภาพิจารณาเรียงลําดับข้อ
๔. การพิจารณาในวาระที่สาม ให้สภาลงมติว่าจะเห็นชอบประกาศใช้ ร่างข้อบังคับหรือไม่ โดยไม่มีการอภิปราย จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ สําหรับวาระที่สองผมขออนุญาตให้เป็นการดําเนินการเต็มสภานะครับ เป็นคณะกรรมการ เต็มสภา
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ผมขอดําเนินการตามที่ขอปรึกษาเลยนะครับ ในทั้ง ๒ กรณี ขอบพระคุณครับ ขอเชิญประธานกรรมาธิการแถลงผลการพิจารณา เรียนเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน คณะกรรมาธิการพิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... ขอกราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๘ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการจํานวน ๒๕ คน เพื่อพิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... โดยกําหนดเวลาการพิจารณายกร่างให้เสร็จภายใน ๑๕ วันนั้น
ในการพิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาทั้งหมด ๖ ครั้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการ ได้ดําเนินการพิจารณายกร่างข้อบังคับ โดยนําข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ มาตรา ๓๙/๒ ที่ได้บัญญัติว่า เมื่อสภาปฏิรูปแห่งชาติสิ้นสุดลง ตามมาตรา ๓๘ มิให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญนี้อีก และให้มีสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศขึ้นแทนสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วน และความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ คณะกรรมาธิการจึงได้ยกร่างข้อบังคับ การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และรองรับการปฏิบัติหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคํานึงถึงการมีส่วนร่วม และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนด้วย
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณายกร่างข้อบังคับการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดนําเสนอที่ประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณารับหลักการต่อไป ดังปรากฏรายละเอียดตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ สปท. และคณะกรรมาธิการ ทุกท่าน ขอเชิญสมาชิกได้อภิปรายในวาระที่หนึ่งคือขั้นรับหลักการ เชิญครับ แสดงว่า กรรมาธิการได้ยกร่างข้อบังคับมาอย่างดีเยี่ยม แต่เข้าใจว่าจะมีการปรับปรุงบางถ้อยคําที่ ท่านประธานกรรมาธิการจะได้นําเสนอต่อที่ประชุม เชิญท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายเสรี ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนว่าในส่วนรายงานการประชุม ดังกล่าวนั้นมีส่วนที่กรรมาธิการได้ขอปรับถ้อยคําบางส่วนแล้วก็ได้จัดทําใบแทรก ซึ่งเดี๋ยว จะได้แจก ให้ท่านสมาชิกเป็นลําดับต่อไป เพื่อความรวดเร็วผมขออนุญาตเสนอส่วนที่ขอปรับปรุงถ้อยคํา ในหน้า ๓ ข้อ ๓ ในส่วนเป็นคํานิยาม ผมขอย้ายคําว่า “สภา” หมายความว่า ขึ้นมาอยู่ต่อ จากคําว่า “ข้อบังคับ” เพราะเวลาลําดับความสําคัญแล้วนะครับ ในข้อบังคับนี้ให้คํานิยามว่า ข้อบังคับไว้ แล้วก็มีประธานสภา รองประธานสภา แล้วต่อด้วยสภา หมายความว่า ก็เลย ขอย้ายคําว่า “สภา” หมายความว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมาอยู่ก่อนคําว่า “ประธานสภา” อันนี้คือหน้าที่ ๓ ข้อ ๓
ส่วนในหน้า ๔ ข้อ ๑๕ มีส่วนหนึ่งที่สมาชิกเสนอว่าคณะกรรมการ ประสานงานควรได้รับเบี้ยประชุม กรรมการที่ผ่านมาก็ได้รับเบี้ยประชุมอยู่แล้ว แต่ในข้อบังคับ ยังไม่ได้บัญญัติไว้ กรรมาธิการขอเพิ่มเป็นวรรคสุดท้าย ให้คณะกรรมการประสานงาน ได้รับเบี้ยประชุมตามระเบียบที่รัฐสภากําหนด อันนี้ก็เป็นในแนวทางระเบียบรัฐสภาที่เคย ออกไว้ ส่วนรายละเอียดอย่างไรคงต้องมีการประสานกันต่อไป
ในหน้า ๕ ข้อ ๑๗ บรรทัด ๒-๓ ที่บอกว่าให้คณะกรรมการประสานงาน ตามข้อ ๑๕ เพื่อให้ถ้อยคําไปในแนวทางเดียวกัน ก็ขอตัดคําว่า ตามข้อ ๑๕ ออก คณะกรรมการ ประสานงาน ก็จะมีความหมายเดียวกันตามคํานิยาม
แล้วก็หน้า ๑๐ ข้อ ๔๙ วรรคสอง แก้ถ้อยคําเพื่อให้อ่านให้เข้าใจมากขึ้น ในวรรคสอง ฝ่ายเลขานุการเห็นว่าถ้อยคําอาจจะทําให้สมาชิกสับสนได้ก็เลยปรับถ้อยคํา นิดหน่อยแต่หลักการเดิมอยู่นะครับ เรื่องการถอนชื่อจากผู้ร่วมเสนอญัตติ ข้อความคือ การถอนชื่อจากการเป็นผู้ร่วมเสนอญัตติใด หรือจากการเป็นผู้รับรอง จะกระทําได้เฉพาะ ก่อนที่ประธานสั่งการบรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุม ในกรณีที่ประธานสภาสั่ง บรรจุญัตตินั้นเข้าระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอเติมข้อความนะครับ ให้ผู้ประสงค์ถอนชื่อ อันนี้เป็นข้อความที่เพิ่มนะครับ ให้ผู้ประสงค์ถอนชื่อที่เสนอญัตติหรือผู้รับรองแจ้งเป็น หนังสือถอนชื่อต่อประธานสภา ข้อความเดิมคือ และเมื่อประธานสภาอนุญาตแล้วให้แจ้งต่อ ที่ประชุมทราบ อันนี้ก็เป็นไปตามหลักการเดิมโดยให้มีความชัดเจนขึ้น
หน้า ๑๔ ข้อ ๗๓ วรรคหนึ่ง ก็เพิ่มถ้อยคํานิดหน่อยเพื่อให้ชัดเจน ข้อ ๗๓ ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา หรือดําเนินการใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าที่ของสภาหรือตามที่สภามอบหมาย เพื่อให้การปฏิรูปสัมฤทธิผล เพื่อให้ การปฏิรูป เติมคําว่า ประเทศ เข้าไปเพื่อให้การปฏิรูปประเทศสัมฤทธิผล
หน้า ๑๖ ข้อ ๗๔ วรรคหนึ่ง ในส่วนนี้ได้กําหนดข้อความเดิมไว้ว่า ให้ประธานสภา ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาการดํารงตําแหน่งกรรมาธิการสามัญประจําสภา ตามข้อ ๗๓ โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความจํานงยื่นต่อคณะกรรมการตามแบบที่ คณะกรรมการกําหนด ก็เลยขอแก้เพื่อที่จะให้รวบรัดขึ้น เนื่องจากว่าถ้าหากว่าข้อบังคับ การประชุมนี้ผ่านแล้วถ้ายังใช้ข้อความเดิมก็จะต้องไปตั้งกรรมการก่อน อาจจะต้อง ทิ้งช่วงเวลา ก็เลยขอแก้ในเรื่องเกี่ยวกับการแสดงความจํานงว่าถ้าหากว่าสภาผ่านแล้วแม้ว่า จะไปตั้งกรรมการขึ้นมาดําเนินการในเรื่องให้บุคคลลงสู่ตําแหน่งต่าง ๆ ได้ แต่การเสนอชื่อนั้น อยากให้ทําได้ทันที ก็เลยขอแก้เป็นว่า โดยให้สมาชิกแต่ละคนแสดงความจํานงต่อประธาน ตามแบบที่กําหนด ก็หมายความว่าเดี๋ยวจะทําแบบแสดงความจํานงไว้ให้แล้วท่านก็ กรอกชื่อได้เลยหลังจากที่ข้อบังคับนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มันก็จะลดขั้นตอนกระบวนการ อันนี้หน้า ๑๖ ข้อ ๗๔
แล้วก็หน้า ๑๗ ข้อ ๘๑ ขอแก้เล็กน้อยเพื่อให้ชัดเจนขึ้น ในข้อ ๘๑ วรรคสอง กําหนดไว้ว่า คณะกรรมาธิการมีอํานาจตั้งคณะอนุกรรมาธิการไม่เกินสามคณะตามความจําเป็น แต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมาธิการจํานวนไม่เกินสิบคน โดยให้ตั้งจากบุคคล ที่เป็นกรรมาธิการในขณะนั้นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคนเป็นประธาน แล้วตัดคําว่า เป็นประธาน ออก ก็ให้ตั้งจากบุคคลที่เป็นกรรมาธิการในคณะนั้นไม่น้อยกว่าหนึ่งคน ก็คือ ในวรรคสอง เป็นเรื่องจํานวนของกรรมาธิการ ส่วนตําแหน่งประธานอนุกรรมาธิการนั้นอยู่ใน วรรคสาม ประธานอนุกรรมาธิการตามวรรคสองตั้งจากบุคคลที่เป็นกรรมาธิการในคณะนั้น ส่วนตําแหน่งอื่นให้ประธานกรรมาธิการเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง แล้วก็มีสาระสําคัญก็คือ ในคณะอนุกรรมาธิการไม่ให้มีตําแหน่งโฆษกอนุกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการก็คือทํางาน อย่างเดียว ส่วนจะแถลงอะไรก็ให้เป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการ โฆษกกรรมาธิการ หรือสมาชิกที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลงตามวรรคสุดท้าย อันนี้ก็คือส่วนที่ขอปรับปรุงถ้อยคํา ให้ชัดเจนขึ้น อันนี้ในหลักการก็เป็นตามที่กราบเรียนครับ
ขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ ขอทําความเข้าใจว่าคําขอปรับปรุง ร่างข้อบังคับดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการนําเสนอร่างข้อบังคับสุดท้าย ในการพิจารณาวาระที่หนึ่ง เพราะว่าข้อบังคับสภานั้นมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติครับ กระบวนการพิจารณา จึงต้อง ดําเนินการเป็นสามวาระ เมื่อผมให้สมาชิกได้พิจารณาในชั้นวาระที่หนึ่ง มีประเด็นที่เห็นพ้อง หรือว่ามีข้อเสนอใดก็ตามทางกรรมาธิการก็จะชี้แจง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการของ การอภิปรายแล้วก็มีการเสนอปิดอภิปราย แล้วก็จะเป็นการลงมติรับหรือไม่รับชั้นหลักการ จากนั้นตามที่ท่านประธานได้หารือและท่านสมาชิกเห็นพ้องก็คือจะเป็นการพิจารณา สามวาระ โดยในวาระที่สองจะเป็นการพิจารณาแบบกรรมาธิการเต็มสภา ก็จะพิจารณา เรียงตามมาตราไปตั้งแต่คําปรารภเป็นต้นไป ในช่วงนั้นท่านสมาชิกที่ประสงค์จะเสนอ คําแปรญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรกรุณาได้จัดทําส่งก่อนที่จะถึงวาระดังกล่าว เพื่อท่านประธาน จะได้อนุญาตแล้วก็สําเนาแจกให้กับทางสมาชิกและคณะกรรมาธิการได้ศึกษาพิจารณา ประกอบการอภิปรายเมื่อถึงมาตรานั้น ๆ หรือข้อนั้น ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นก็ขอเชิญ ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิในการอภิปรายไม่เกินท่านละ ๕ นาทีนะครับ ขอเชิญครับ ขอเชิญ ท่านสมาชิกครับ เข้าใจว่าท่านแพทย์หญิงพรพันธุ์แล้วก็ต่อด้วย เดี๋ยวจะแจ้งรายชื่อ เป็นลําดับไป เจ้าหน้าที่ช่วยดูแล้วก็ส่งรายชื่อขึ้นมาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานเรียนถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับเพื่อความชัดเจนในหมวด ๓ ว่าด้วยการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ อันนี้คงเป็นวิธีการที่อยากจะ คืออ่านแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะว่าโดยทั่ว ๆ ไปในความเข้าใจของผู้ที่เป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งได้แบ่งการปฏิรูปออกเป็น ๑๑ ด้าน แล้วก็แยกในแต่ละด้านนั้น ก็ย่อมจะมีกลุ่มของกรรมาธิการดําเนินการทํางานอยู่ ซึ่งในกระบวนการทํางานเพื่อให้มีการชัดเจน ในวิธีการขับเคลื่อนนั้นก็ย่อมที่จะต้องประสานกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหน่วยงานของรัฐ ที่ดําเนินการเรื่องนี้อยู่แล้วโดยธรรมชาติของมันเพื่อไปสู่ความสําเร็จของงาน ทีนี้ท่าน กําหนดให้มีคณะกรรมการประสานงานในข้อ ๑๕ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วยคณะทํางานขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง เพื่อที่จะประสานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประสานกับคณะกรรมาธิการวิสามัญ ประสานกับคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นในกระบวนการ ทํางานจริง ๆ ดิฉันคิดว่ามันควรจะเป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการชุดนั้นประสานกัน โดยวิธีการทํางานอยู่แล้วเป็นขั้นเป็นตอนไป สมมุติว่าเราต้องการจะปฏิรูปการศึกษา เริ่มต้น คณะกรรมาธิการก็ต้องติดต่อกับกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาวิธีการปฏิรูป ความเป็นไปได้ ในการเสนอแนวทางในการปฏิรูปและการขับเคลื่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อมีคณะกรรมการ หรือมีในหมวด ๓ อันนี้ ก็หมายความว่าทุกอย่างจะต้องผ่านคณะกรรมการประสานงานก่อน ซึ่งท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าในคณะกรรมการประสานงานนั้นจะมีความถนัดหรือความเชี่ยวชาญ เหมือนกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเผื่อหากว่าจําเป็นจะต้องประสาน กับกรรมาธิการก่อน ต้องใช้เวลาคุยกันอีกนาน แล้วกรรมาธิการใครจะเป็นผู้พิจารณาว่า สรุปแล้วใครจะมีหน้าที่หรือมีออทอริตี (Authority) ในการที่จะไปติดต่อกับกระทรวงศึกษาธิการ จะต้องผ่านกรรมการชุดนี้หรือไม่ แล้วก็โดยเฉพาะข้อ ๑๖ นี้ก็จะต้องนําเรื่องเข้าสภา อีกเช่นเดียวกันหรือไม่ ที่จะให้พิจารณาเต็มสภาอีกว่าในวิธีการขับเคลื่อนที่เราคิดนี้ สภาปฏิรูปเห็นดีด้วยไหม แทนที่จะไปติดต่อกับองค์กรที่เขาจะต้องทํางานอันนั้นโดยตรง ก็ต้องมาผ่านสภา ผ่านกรรมาธิการอีก ๑ ชุด แล้วก็ให้สภาพิจารณาอีกว่าเรื่องที่เราได้ ประสานกันมาจนหมดแล้วสมควรไหมว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องที่ควรจะทํา อันนี้ ควรจะเป็นโพรเซส (Process) ที่จะทําให้งานนี้ช้าเกินไปหรือเปล่าคะ หรือว่าจะปล่อย ให้กรรมาธิการนั้นมีอิสระในการที่จะประสานงานกับองค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงโดยที่มีหนังสือ หรือว่ามีการติดต่ออย่างเป็นทางการในนามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปไป อันนี้ขอเรียนถาม เพื่อความกระจ่างค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอเชิญท่านอํานวย นิ่มมะโน นะครับ กรรมาธิการช่วยบันทึกประเด็นแล้วก็ ตอบชี้แจงเมื่อถึงเวลาที่สมควรครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ก่อนอื่นต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการร่างข้อบังคับ ต้องกราบขอบพระคุณครับที่คณะกรรมาธิการได้ร่างข้อบังคับ มาเป็นอย่างดียิ่ง ผมขออนุญาตแก้ใน ๒ จุด คงเป็นการแก้ข้อความเท่านั้นเองเพื่อความชัดเจน ฝากไปให้ กรรมาธิการพิจารณานะครับ ในหน้าแรกเลยครับ ย่อหน้าแรกครับ อาศัยอํานาจตามความ ในมาตรา ๑๓ วรรคสอง และมาตรา ๓๙/๒ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ และต่อด้วย ข้อความสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ น่าจะเติมคําว่า ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เพราะลอย ๆ เข้ามาว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงตราข้อบังคับ ควรจะ เติมว่า ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงตราข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศขึ้นไว้ เติมคําว่า ให้มี ผมเสนอครับ ส่วนคณะกรรมาธิการรับไปพิจารณาจะเติม หรือไม่เติมก็แล้วแต่จะพิจารณาครับ
ในนิยามคําว่า รัฐธรรมนูญ ครับ “รัฐธรรมนูญ” หมายความว่า รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ ผมเห็นอย่างนี้ครับ ถ้าหากว่าต่อไปจะมีแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ฉบับที่ ๔ ฉบับที่ ๕ เราก็ต้องมาแก้ข้อบังคับกันใหม่ ถ้าหากเราจะเขียนเป็นว่ารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และฉบับที่แก้ไข มันจะ ครอบคลุมไปถึงในอนาคต กฎหมายเขียนสั้น ความหมายจะยาว กฎหมายเขียนยาว ความหมายจะสั้น ฝากไว้พิจารณา ๒ ประเด็นด้วยกันครับ ขอบคุณครับ
เชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ผมยังไม่ขอเข้าเวลาสู่การอภิปราย เพียงแต่ขอเรียนถามท่านประธานว่า วันนี้เราจะมีการประชุมทั้งหมด เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานได้แจ้งว่าประชุมสามวาระ หรือสี่วาระรวด ผมก็เลยสับสนว่าในวาระที่หนึ่ง เราได้มีการถามที่ประชุมว่ามีความเห็นชอบ ในหลักการของร่างข้อบังคับ หรือยังหรือไม่ เพราะตอนนี้เข้าใจว่าเรามาเข้าสู่วาระที่สองในการอภิปรายรายมาตรา ก็เลยขอทราบความชัดเจนในการดําเนินการ คําถามที่ ๒ การอภิปรายรายมาตรานี้เราจะ ลําดับตามรายมาตรา หรือว่าใครจะยกมือแล้วก็เป็นมาตราไหน บทไหน กระโดดไปกระโดดมา ก็ได้ครับ ขอความชัดเจนครับ
ขณะนี้เป็นการประชุมในวาระที่หนึ่งนะครับ ถ้าไม่มีท่านสมาชิกอภิปราย เราปิดการอภิปรายก็จะมีการลงมติรับหลักการ จากนั้นก็จะเข้าสู่วาระที่สองเป็นกรรมาธิการ เต็มสภานะครับ ก็ไล่เรียงไปตามมาตราครับ เมื่อถึงมาตราใดท่านสมาชิกติดใจต้องการแก้ไข ก็จะว่าตามนั้น ผมจะขออนุญาตสัก ๓ ท่านเสร็จแล้วก็จะให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจง เป็นระยะ ๆ ในชั้นวาระที่หนึ่ง ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ขออนุญาตใช้เวลาไม่นานนะครับ ท่านประธาน ก็เป็นประเพณีของการพิจารณาญัตติ กฎหมาย พระราชบัญญัติต่าง ๆ ก็พิจารณาสามวาระ อันนั้นเข้าใจ ส่วนวาระที่หนึ่งนั้นก็อภิปรายทั่วไป ซึ่งจะไม่มีการอภิปรายเลย ก็จะกระไรอยู่ จึงขออนุญาตนําเรียนข้อเสนอเพียงเล็กน้อย แล้วก็เป็นคําถามผสมไปด้วย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการ ผู้ร่างข้อบังคับครั้งนี้ แต่ผมติดใจนิดเดียวครับ ผมได้รับเอกสารเมื่อวันเสาร์ก็พยายามอ่าน ศึกษาโดยละเอียด ถ้านับมาถึงวันนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ แล้วก็วันจันทร์ คือไหน ๆ ก็ไหน ๆ ถ้าจะมีการพิจารณาสามวาระอย่างที่ท่านประธานได้กล่าวอ้างอิงว่าคล้ายคลึงกับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เราก็ควรจะทําให้ใกล้เคียงไปเลย วิธีการก็คือการเปิดโอกาส ให้สมาชิกได้ยื่นคําเสนอคําแปรญัตติ คือส่งเอกสารให้สมาชิกก่อนประมาณ ๓ วัน แล้วก็เปิดโอกาสที่จะให้สมาชิกได้ทําคําเสนอคําแปรญัตติ เอาว่าอย่างน้อยที่สุด ๑ วัน ก็ยังดีครับ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ววันจันทร์คือวันนี้ควรจะเป็นวันที่สมาชิกได้มา ระดมสมองกัน คิดกัน แล้วก็ทําคําเสนอคําแปรญัตติ
ท่านสมาชิกครับ ขณะนี้เราพิจารณาชั้นรับหลักการแล้วครับ ประเด็นที่ท่าน ได้เอ่ยถึงน่าจะเป็นก่อนเข้าสู่การพิจารณาในชั้นรับหลักการครับ
จริง ๆ ผมจะนําเสนอในประเด็น ต่อไปครับว่ามันก็จะเป็นความยากลําบากในการที่สมาชิกจะทําคําแปรญัตติ โดยหวังว่า เราจะอภิปรายในวาระที่หนึ่งไปก่อนแล้วก็ทําคําเสนอ แปรญัตติในวาระที่สอง ซึ่งในส่วนตัวของกระผมเองผมก็ได้ทําแล้วก็เอกสารยื่นไว้กับ เจ้าหน้าที่แล้ว มีประเด็นเพียงเล็กน้อยครับในเวลาเล็กน้อย ผมขออนุญาตนําคําถามสู่ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ฝากคําถามกรณีต่อไปนี้คือผมศึกษา จากข้อบังคับของ สปช. กรรมาธิการที่ศึกษาพิจารณาข้อเสนอแนะเรื่องต่าง ๆ นั้นเป็น กรรมาธิการวิสามัญซึ่งก็ได้คําตอบมาบ้าง ว่าเนื่องจากสถานการณ์ในขณะนั้นกับตอนนี้ ไม่เหมือนกัน ตอนนั้นที่ทําให้เป็นกรรมาธิการวิสามัญก็เพราะว่าต้องการให้มีบุคคลภายนอก เข้ามาร่วมคิดร่วมทําด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบุคคลที่สมัครเข้ามาเป็น สปช. แต่ว่าไม่ได้ รับการสรรหา ทางรัฐบาล หรือทาง คสช. ต้องการที่จะให้กลุ่มบุคคลเหล่านั้นเข้ามาร่วมทีม ทํางานกับทาง สปช. ในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ จึงตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญ แต่สถานการณ์ในขณะนี้จริง ๆ แล้วผมขออนุญาตนําเรียนว่าก็ไม่ได้ต่างไปจากสถานการณ์ ตอนนั้นมากนัก ในทางตรงกันข้ามสถานการณ์ตอนนี้เราต้องการการขับเคลื่อนอย่างเป็น รูปธรรม ต้องการการขับเคลื่อนอย่างขมีขมัน ต้องการการขับเคลื่อนที่มีส่วนร่วมจากภาคต่าง ๆ เป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคราชการ เพราะฉะนั้นภาคราชการที่จะเข้ามาร่วม ขับเคลื่อนนั้นเข้ามาได้หลายรูปแบบ เข้ามาแบบเป็นที่ปรึกษา เข้ามาแบบเป็นคณะทํางาน เข้ามาแบบเป็นนักวิชาการ หรือว่าเป็นอะไรต่าง ๆ ได้มากมาย แต่สิ่งที่ผมมุ่งหวังที่จะให้ การขับเคลื่อนนี้ประสบความสําเร็จ สัมฤทธิผล ก็คือการเข้ามาขับเคลื่อนในฐานะร่วมเป็น กรรมาธิการร่วมด้วย คณะบุคคลจากบุคคลภายนอกประกอบด้วย เช่น ส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับกระทรวง ทบวง กรม อาจจะเป็นนิติกรของกระทรวงต่าง ๆ อาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ คณะผู้ทํางานที่ร่างกฎหมายเก่ง ผู้เชี่ยวชาญจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมาย ต่าง ๆ บางเรื่องต้องผ่านสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อาจจะต้องการข้าราชการจาก สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาร่วมทํางานด้วย และมีอย่างอื่นอีกมากมาย เช่น สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ นิติกรจาก กระทรวงต่าง ๆ ผมได้ประสานกับทางส่วนราชการบางส่วนเขาก็พร้อมที่จะให้เข้ามาร่วมมือ ทางรัฐบาลผ่านตัวแทนของรัฐบาลบางท่าน ท่านก็พร้อมที่จะให้ส่งเจ้าหน้าที่ข้าราชการเข้ามา ให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากมันมีระเบียบ กฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ มากมายที่ สปท. นั้น ไม่เหมือนกับ สนช. สนช. นั้นทําหน้าที่เสมือนเป็นสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เขามีคําสั่งเรียกของ กรรมาธิการที่จะเรียกให้ข้าราชการ ส่วนราชการต่าง ๆ นั้นส่งบุคคลเข้ามาชี้แจง ส่งเอกสาร อะไรต่าง ๆ เข้ามา แต่ทาง สปท. นั้นเราทํางานอย่างว้าเหว่ เราไม่มีกติกาใด ๆ ที่จะมารองรับ ให้เราจะเรียกบุคคลต่าง ๆ เข้ามาให้ข้อมูลหรือให้ความร่วมมือได้อย่างเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผมจึงมุ่งหวังว่ากรรมาธิการที่จะเข้ามาช่วยกันทํางานนั้นน่าจะเป็นกรรมาธิการ วิสามัญมากกว่า กติกาต่าง ๆ ที่เขาจะเข้ามาร่วมเราสามารถเขียนเองได้ ออกเป็นระเบียบ ของทางท่านประธานได้ บุคคลภายนอกที่จะเข้ามามีคุณสมบัติอย่างไร มีกติกาอย่างไร เข้ามาด้วยอัตราส่วนโควตาเท่าไร ท่านสามารถเขียนเป็นระเบียบของท่านประธานสภา เข้ามากํากับได้ แต่ไหน ๆ ท่านก็เขียนมาให้เป็นกรรมาธิการสามัญแล้ว จึงขออนุญาต ขอคําอธิบายจากทางท่านประธานกรรมาธิการช่วยอธิบายชี้แจงในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องต่าง ๆ อื่น ๆ นั้น ผมได้เขียนคําแปรญัตติไว้แล้วและจะได้นําเสนอในโอกาสต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขออีกท่านหนึ่งคงเป็นท่านสุดท้ายนะครับเท่าที่เห็นแสดงความจํานงมา จากนั้นจะให้ทางกรรมาธิการได้ชี้แจงนะครับ เชิญท่านสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล สปท. ๑๗๑ ขออนุญาตอภิปราย แต่ผมก็เรียนด้วยความเคารพว่า ก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลการลงมติได้ แต่ผมอยากจะ พูดไว้ในที่นี้เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งนะครับว่าข้อบังคับของการประชุมโดยเฉพาะของ การประชุมสภาเรานะครับ ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านสมาชิกว่าข้อบังคับเป็นส่วนหนึ่ง ของการปฏิรูปการเมือง ท่านกรรมาธิการก็ดี ท่านที่ทํางานทางด้านการปฏิรูปการเมือง ผมอยากจะฝากไว้ว่าการประชุมในห้องประชุมในสภาไม่ว่าจะเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ วุฒิสภาอะไรก็ตาม การประชุมอย่างราบรื่น การประชุมอย่างสร้างสรรค์ การประชุมอย่างที่ ผมสัมผัสมาในการประชุม สปท. นี้นะครับ ผมถือว่าเป็นการปฏิรูปการเมืองในลักษณะ ก้าวกระโดด เราคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ เราคุยโดยไม่อิงผลประโยชน์ส่วนตัว ผมอยากให้เกิดขึ้น ในข้อบังคับของ สปท. ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ประเด็นที่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน ผ่านไปท่านกรรมาธิการนะครับว่าผมมีข้อสังเกตเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องของข้อบังคับที่ท่าน ได้กรุณาร่างขึ้นมา
ประเด็นแรก ผมเห็นสอดคล้องกับท่าน สปท. ที่ได้พูดไปก็คือข้อ ๑๕ ข้อ ๑๕ ผมเรียนนะครับว่าในสภาวะของพวกเราที่เข้ามาทํางานผมเห็นว่ากรรมการประสานงาน ในแม่น้ําส่วนอื่นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านกรรมาธิการผมไม่แน่ใจ เพราะผมไม่ได้ติดตามแล้วก็ไม่มีรายงานการพิจารณาของกรรมาธิการ กรรมาธิการ เขียนออกมาเพียงสั้น ๆ นะครับ เขียนออกมาในลักษณะของการที่จะต้องให้ท่านประธาน สปท. ไปกําหนดเป็นระเบียบขึ้นมา ทั้งนี้ทั้งนั้นการทํางานของกรรมการชุดดังกล่าว เป็นการทํางานแทนพวกเราทั้งหมด ๒๐๐ คน ผมอยากให้กรรมาธิการได้เล็งเห็นความสําคัญ ในส่วนนี้โดยการเขียนรายละเอียดลงไปมากกว่านี้เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางในการที่ ท่านประธานจะได้ไปออกระเบียบ อย่างกรณีแม้กระทั่งจํานวนก็ไม่มีจํานวนเท่าไร ก็เพียงแต่ บอกว่าให้ประกอบไปด้วยสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญ ๒ คน สมาชิกอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งท่านกรรมาธิการเองก็ได้ห่วงใยกังวล ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะได้แก้ ในสาระสําคัญ แต่ปรากฏว่าท่านก็ได้แก้อย่างเดียวว่าให้กรรมการประสานงานได้รับ เบี้ยประชุมตามระเบียบเท่านั้นเอง นอกจากเรื่องเงินแล้วผมเห็นว่าท่านควรจะได้เพิ่มส่วนอื่น เข้าไป เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น
ประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างจะใหญ่มาก เป็นประเด็นที่ ในข้อบังคับฉบับนี้ได้ไปกําหนดภาระหน้าที่ของท่านประธาน สปท. อย่างมากมาย ผมเข้าใจว่า ในสภาวะอย่างนี้ท่านประธานมีอํานาจหน้าที่ในการที่จะต้องควบคุม สปท. เราให้เดินไป ในกรอบในทิศทาง แต่บางอย่างที่ท่านไปออกแบบขึ้นมาอย่างกรณีของคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการสามัญถ้าดูตามข้อบังคับนี้ก็คือท่านประธานเป็นผู้มีอํานาจเบ็ดเสร็จ ในการให้ใครก็แล้วแต่ไปอยู่กรรมาธิการไหน ใครเป็นตําแหน่งอะไรในกรรมาธิการนั้น โดยมีเครื่องมือก็คือตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่งเท่านั้นเองเป็นภาระนะครับ ผมเรียนให้ทราบว่ากรรมาธิการตามประสบการณ์ของผมทํางาน ท่านประธานครับ ผมเป็นท่านสุดท้ายแล้วผมขอเวลาอีกนิดหน่อยจะจบแล้วครับ โดยเฉพาะกรรมาธิการสามัญ เป็นหัวใจสําคัญในการทํางานในสภาทุกแห่ง กรรมาธิการสมมุติว่ามี ๑๕ คน ๒๐ คน สมมุติว่า ท่านประธานตั้งผมไปเป็นประธานกรรมาธิการชุดหนึ่งโดยที่อีก ๑๕ คนเขาไม่ได้นับถือผมเลย เขาไม่ได้เห็นว่าผมมีคุณสมบัติในการที่จะเป็นประธานได้ปัญหาที่ผมจะควบคุมกรรมาธิการนั้น ลําบาก อันนี้ผมเรียนให้ทราบจุดแรก แล้วก็แม้แต่กระทั่งอํานาจในการตั้งคณะอนุกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการที่จะตั้งเกิน ๓ คณะอนุกรรมาธิการจะต้องให้ท่านประธานเป็นคนอนุมัติ ผมก็ว่าเป็นภาระ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการแต่ละคณะทํางานด้วยตัวเขาเอง คณะกรรมาธิการ อย่างที่ผมสนใจอยู่ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจนี่นะครับ มันไม่ได้ ๓ คณะแน่นอน การเงิน การคลัง การค้า การท่องเที่ยว ทุกอย่างมันเกินและจะต้องเป็นภาระให้ท่านประธาน เป็นคนอนุมัติแต่ละชุด ๆ ไป ผมเห็นว่าท่านกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับได้มีการกําหนด กรอบในการทํางานแล้วเพื่อไม่ให้คณะกรรมาธิการแต่ละชุดแย่งกันตั้ง แย่งกันเสนองานอะไร ทั้งหมดมันก็น่าจะเพียงพอผมก็ขออนุญาตถือว่าเป็นการเล่าสู่กันฟังนะครับว่าถ้ากรรมาธิการ เห็นว่าข้อเสนอของผมมีประโยชน์เราก็จะพูดกันในวาระต่อไป ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ผมได้กดสัญญาณไฟลงมติสําหรับสมาชิกที่มีประชุมอยู่ข้างนอก แล้วอีกสักครู่เมื่อมีการชี้แจงจากทางท่านประธานหรือกรรมาธิการเป็นที่เรียบร้อย และสมาชิกไม่ติดใจและไม่มีการอภิปรายผมจะตรวจสอบองค์ประชุมก่อนการลงมติทุกครั้ง นี่เป็นแนวปฏิบัตินะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี ประธานกรรมาธิการ กราบเรียนท่านสมาชิกที่เสนอความเห็น อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ตั้งแต่คุณหมอพรพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับ กรรมการประสานงาน ซึ่งจะสอดคล้องกับท่านสุรชัยนะครับ ต้องกราบเรียนครับว่าในส่วน ของกรรมการประสานงานมีคํานิยามกําหนดไว้ แต่ถามว่าทําไมไม่เป็นกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนครับว่าในเรื่องเกี่ยวกับประสานงานถ้าเรา ไปติดยึดอยู่ระบบของกรรมาธิการมันก็จะเหมือนที่ผ่านมาว่ากรรมาธิการเวลาจะทํางาน ก็จะติดยึดไปด้วยระเบียบการประชุมเรื่องเกี่ยวกับญัตติ เรื่องการขออภิปราย เรื่องการสงวน อะไรต่าง ๆ แล้วก็จะประชุมกันสัปดาห์ละ ๑ ครั้งโดยส่วนใหญ่ แต่ในการประสานงาน ดังกล่าวในข้อบังคับนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ว่าการประสานงานนั้นไม่ใช่ประสานแค่ในสภา เท่านั้น การประสานงานก็คือต้องประสานกับแม่น้ําสายอื่น ๆ และในการประสานงานนั้น จะต้องมีเจ้าภาพเป็นคนตั้งกรรมการประสานงานขึ้นมา แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน จากการที่ ประชุมแม่น้ํา ๕ สายดังกล่าวนั้นการประสานงานของแม่น้ําทั้ง ๕ สายก็อาจจะมีกรรมการ ประสานงานขึ้นคณะหนึ่ง แต่ใครจะเป็นผู้ตั้งยังไม่ชัดเจน ดังนั้นในการจะทํางานประสานงาน ในข้อบังคับดังกล่าวที่ทําไว้จึงจัดทําในรูปแบบของกรรมการ ซึ่งกรรมการนี้ประธาน ท่านจะเป็นคนกําหนด ส่วนการทํางานก็จะดูว่าจํานวนที่จะเป็นกรรมการก็ยังไม่ชัดเจน ถ้าหากว่าตั้งมาแล้วเขาก็จะไปประสานงานกับคณะอื่น ๆ เป็นคณะกรรมการประสานงาน ร่วมกันของหลาย ๆ ฝ่ายในแม่น้ําแต่ละสาย อันนี้ก็คือเหตุผลของการที่ตั้งกรรมาธิการ แล้วก็จะมีความสะดวก กรรมการนั้นสามารถประชุมได้ทุกวัน สามารถประชุมได้ทุกเรื่อง ทุกประเด็น อันนี้เพื่อการที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ติดยึดกับรูปแบบของกรรมาธิการ ส่วนท่านที่ ๒ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่านเสนอว่าในข้อบังคับวรรคแรกบอกว่า ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ในนี้ไม่ได้เขียนคําว่า ให้มี คือสภาปฏิรูปมีอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกตั้งไว้แล้ว และถูกตั้งให้แล้ว ที่ประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้เองก็มีมติ ให้ไปทําข้อบังคับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีคําว่า ให้มี อยู่ แล้วก็ในส่วนของคําว่ารัฐธรรมนูญนั้น คํานิยามนี้หมายความว่าอย่างนี้ครับ คําว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนอยู่ในข้อบังคับฉบับนี้ เมื่อเอ่ยถึงคําว่ารัฐธรรมนูญในเนื้อหาข้างในในข้อใดก็ตาม ก็จะหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ ชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ กับที่แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๘ ก็หมายความอย่างนี้เท่านั้น ไม่ได้ไป คํานึงถึงว่าจะต้องไปมีการแก้ไขต่อไปในอนาคต เพราะว่าเราใช้ข้อบังคับนี้ รัฐธรรมนูญนี้มี ๒ ฉบับเท่านั้น ก็เลยให้คํานิยามเอาไว้เท่านี้นะครับ ส่วนอาจารย์ดุสิตก็เป็นข้อเสนอเฉย ๆ ไม่มีอะไร ส่วนท่านเฉลิมชัย เครืองาม ท่านก็เสนอว่าข้อบังคับดังกล่าวในคณะกรรมาธิการ สามัญที่ตั้งไว้ท่านเสนอว่าน่าจะเป็นวิสามัญ ต้องกราบเรียนว่าเหตุผลที่เป็นสามัญ หมายความว่าคณะกรรมาธิการที่ถูกสภาตั้งขึ้นโดยที่มีสมาชิกเท่านั้นเป็นคณะกรรมาธิการ ถ้าคณะใดที่มีคนนอกมาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการด้วยก็จะเรียกคณะกรรมาธิการนั้นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ที่กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับเสนอว่าเป็นสามัญก็ด้วยเหตุผลว่า เดิมที สปช. ได้ถูกตั้งขึ้นมาแล้วมีเจตนาในส่วน คสช. เองโดยเฉพาะท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม นามสกุลเดียวกับท่านนะครับ ท่านก็เสนอไว้ว่าในการทํางานของกรรมาธิการนั้น น่าจะมีคนที่เคยสมัครเป็น สปช. ในรอบแรกแล้วไม่ได้ ก็เว้นจํานวนไว้เพื่อที่จะให้เข้ามา ช่วยกันทํางานก็เลยตั้งเป็นวิสามัญไว้ แต่พอมาทําหน้าที่ในระยะหนึ่งเห็นว่า สปช. นั้น มีจํานวนถึง ๒๕๐ คน แล้วก็สามารถทํางานได้เป็นอย่างดีก็เลยไม่ได้เชิญบุคคลในรอบแรก ดังกล่าวนั้นเข้ามาเป็นกรรมาธิการด้วย ชื่อมันก็เลยติดว่าเป็นกรรมาธิการวิสามัญ แต่ในการ ทําหน้าที่ดังกล่าวนั้นก็เป็นกรรมาธิการซึ่งเป็นสมาชิกของ สปช. ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในคราวนี้เจตนารมณ์เช่นนั้นก็ไม่มีที่จะให้มีคนนอกเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญ ได้แก้ไขจากสมาชิก สปช. ๒๕๐ คน ให้เหลือสมาชิก สปท. ๒๐๐ คน นั่นคือลดจํานวนลง ประการที่ ๒ จากการประชุมแม่น้ํา ๕ สาย สปช. เคยกําหนดให้มีคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะ บวกวิสามัญ ๕ คณะ เท่ากับ ๒๓ คณะ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกําหนดแนวทาง เอาไว้ว่าต้องการที่จะให้มีการแบ่งงานนั้นเฉพาะด้านต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ก็คือมี ๑๑ ด้าน ดังนั้นคณะกรรมาธิการก็จะลดจํานวนลงเหลือ ๑๑ คณะ เป็นสามัญ ๑๑ คณะ บวก ๑ คณะ ก็คือวิสามัญเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้คือลดจํานวนคนลง แล้วที่ลดจํานวนลงจาก ๒๕๐ คน มา ๒๐๐ คน ก็คือต้องการเจตนาให้สมาชิก ๒๐๐ ท่าน เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นคนมีสิทธิเต็มที่ในการตัดสินใจในเรื่องของการขับเคลื่อน ส่วนถ้าหากว่า ท่านประสงค์หรือต้องการให้บุคคลอื่นหรือคนมีความรู้ความสามารถอื่นเข้ามาช่วยเหลืองาน ประการแรก ท่านสามารถเชิญท่านมาได้ ท่านสามารถให้มาแสดงความคิดเห็นได้ แต่ข้อสําคัญเราก็ไม่ได้ตัดทิ้งในเรื่องนี้ ก็หารือกับท่านรองประธานอลงกรณ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านก็เห็นว่ายังมีความจําเป็นที่จะให้มีคนหรือบุคคลอื่นซึ่งมีความรู้ ความสามารถมาช่วย ซึ่งเดี๋ยวจะเสนอต่อไปว่าเป็นที่ปรึกษาอย่างที่กราบเรียนท่านไป เป็นผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการในคณะกรรมาธิการ แต่คนเหล่านี้คือเข้ามาช่วยงานครับ แต่อํานาจการลงมติการตัดสินใจก็ยังอยู่ที่กรรมาธิการอยู่ เราก็จะได้บุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยงานได้ แล้วข้อสําคัญก็คือการทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็จะขับเคลื่อนโดยความรับผิดชอบของสมาชิกของพวกท่านทั้งหลายจะเป็นแกนนํา ในการขับเคลื่อนแล้วก็ขับเคลื่อนไปทุก ๆ ส่วน ทั้งระบบงานราชการ หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ แต่ท่านจะเป็นหลักครับ เพราะฉะนั้นโดยเหตุผลทั้งหมดก็เลยกําหนด คณะกรรมาธิการไว้ว่าเป็นกรรมาธิการสามัญประจําสภา ก็คือให้สมาชิกทุกท่านช่วยกัน ในการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กัน อันนี้ก็คือส่วนที่ท่านเฉลิมชัยได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ ส่วนท่านสุรชัย ก็พูดเรื่องการประสานงานไปแล้วนะครับ ส่วนที่ท่านเป็นห่วงนะครับ เดี๋ยวกราบเรียน อ่านนิดหนึ่ง ที่ท่านเสนอความเห็นว่าที่ท่านประธาน สปท. บอกว่ามีงานมากมาย ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแกนนําอยู่ที่ท่านประธาน เป็นหลัก แล้วมาคราวนี้ท่านประธานก็จะมีบทบาทมากในการที่จะทําให้การขับเคลื่อนนั้น สัมฤทธิผล ในข้อบังคับจึงใช้ตัวประธานท่านเป็นตัวเชื่อมในการทํางานของหลาย ๆ ฝ่าย แต่การทํางานนี้เองท่านอย่าไปกังวลครับ เพราะว่าท่านประธานได้กราบเรียนหารือท่านแล้ว ท่านเป็นนักบริหารครับ ท่านสามารถที่จะตั้งกรรมการมาช่วยงานท่านได้ แล้วก็จะแบ่งงาน ให้กับสมาชิกที่มาช่วยงานท่าน หรือกรรมการที่ท่านตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นในส่วนงานต่าง ๆ เหล่านี้ท่านก็สามารถจะจัดการบริหารได้ ส่วนการตั้งประธานกรรมาธิการ ถ้าหากว่า ท่านดูในข้อ ๗๕ กรรมาธิการหรือตําแหน่งต่าง ๆ ข้อ ๗๕ มีความชัดเจนว่าหลังจากที่การประชุม แม่น้ํา ๕ สายแล้วการทํางานต้องไปในแนวทางเดียวกัน ข้อบังคับจึงบอกว่าเพื่อให้การทํางาน ของสภาดําเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นก็เลยต้องกําหนดเอาไว้ว่าการทํางานไปในทางเดียวกัน พายเรือลําเดียวกัน ไปทิศทาง เดียวกัน ต้องมีการประสานงานร่วมกัน ก็เลยมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้กับท่านประธานสภา ท่านประธานสภาท่านก็คงมีกระบวนการในการที่จะได้บุคคลมาลงตําแหน่ง ส่วนการทํางานนั้น ผมเชื่อว่ามาในวันนี้แล้วแม้ว่าจะแบ่งกรรมาธิการใครจะอยู่ตําแหน่งใดก็ตาม ผมเชื่อว่า แต่ละท่านมีความพร้อมใจกันในการที่จะเดินไปในแนวทางเดียวกัน ตําแหน่งก็เป็นเรื่องที่ ประธานท่านจะเป็นคนกําหนด แล้วท่านก็จะเป็นผู้ที่คอยประสานงานกับทุก ๆ ฝ่าย ถ้าจะทํางานไปด้วยกันแล้วก็ไปในแนวทางเดียวกันการขับเคลื่อนก็จะสําเร็จ อันนี้ ก็เลยเป็นที่มาว่าท่านประธานคือคนรับผิดชอบในการจะเลือกตัวบุคคล คราวนี้จะไม่เหมือน คราวก่อน ๆ ก็คือการทําหน้าที่ทําได้อย่างเต็มที่ แต่มีความเป็นอิสระในเรื่องการแถลง อะไรต่าง ๆ มิฉะนั้นพออนุกรรมาธิการแล้วประชุมกันครั้งหนึ่งก็ไปแถลงกันครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็กลายเป็นไปในนามของสภาไป พอเวลาออกไปทางสาธารณชนแล้วกลายเป็นสภา ทําอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งที่บางครั้งยังไม่ได้ผ่านมติอะไรของสภาเลยนะครับ ก็เลยต้อง ไปจํากัดหน้าที่กันไว้ตรงนั้น อันนี้ก็คือส่วนที่ไม่ทราบว่าได้ตอบหมดหรือเปล่านะครับ แต่เข้าใจว่าน่าจะครบถ้วนกระบวนความเพื่อให้ท่านสมาชิกสบายใจได้ว่าข้อบังคับฉบับนี้ เป็นข้อบังคับที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเห็นท่านกรรมาธิการได้ยกมือจะชี้แจงเพิ่มเติม ท่านประธานเห็นพ้องนะครับ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ ขออนุญาตให้ข้อคิดเห็นสั้น ๆ นิดเดียวครับ จากที่ท่านสมาชิกได้มีข้อคิดเห็นว่ากรรมาธิการสามัญประจําสภาเป็นการจํากัด ทําให้คนนอกไม่สามารถเข้ามาร่วมทํางานได้ ผมอยากจะฝากท่านประธานได้ช่วยหาแนวทาง ในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาไหน จะเป็นวุฒิสภา จะเป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่จะเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ดําเนินการอยู่ในปัจจุบัน เขาจะมีตําแหน่งที่ให้คนนอกเข้ามาทําหน้าที่ควบคู่ไปกับกรรมาธิการ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการ ในฐานะที่ปรึกษา โดยจะมีอัตราค่าตอบแทนอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาทต่อตําแหน่ง วิธีการที่ใช้ในสภาเหล่านั้น ทางสภาจะกําหนด เป็นวงเงินให้ว่าในแต่คณะละคณะกรรมาธิการให้วงเงินในการที่จะแต่งตั้งบุคลากรเข้ามาช่วยเหลือ คณะกรรมาธิการ เช่น ๑๐๐,๐๐๐ บาท ประธานกรรมาธิการสามัญประจําสภาก็จะเลือกว่า จะตั้งกี่ตําแหน่ง ถ้าตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการอาจจะเงินเดือน ๑๐,๐๐๐ บาท ตั้งได้ถึง ๑๐ คน ถ้าตั้งผู้เชี่ยวชาญคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท อาจจะตั้งได้ ๕ คน หรือตั้งผสมกันต่าง ๆ อย่างนี้ ผมอยากให้นําประเด็นนี้กลับมาใช้ใน สปท. จะช่วยให้การทํางานของสภามีผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะต้องมาทํางานประจํา มาประชุมกับเราตลอดเวลา เช่นเดียวกับกรรมาธิการซึ่งมาจาก สมาชิก ก็ขอฝากท่านประธานได้ช่วยหาหนทางในการดําเนินการในเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรม เพราะว่าที่ผ่านมานั้น สปช. เองไม่ได้รับอนุเคราะห์ในเรื่องนี้ จึงทําให้การทํางานของ สปช. ก็ต้องทําโดยอาศัยสมาชิกเท่านั้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็รับข้อสังเกตไปนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการนิกรนะครับ ได้ชี้แจง ช่วยกระชับนะครับ เดี๋ยวเราจะลงมติแล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ในฐานะกรรมาธิการ ผมมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านสมาชิกได้เสนอเรื่องกรรมการประสานงาน ที่เป็นกังวล ที่จริงก็น่าจะเป็นกังวลนะครับว่าชุดนี้จะเป็นอย่างไร ผมอยากจะนําเรียนไว้ อย่างนี้ครับ ถ้าท่านจําได้ ผมเป็นห่วงอย่างมากว่างานที่เราไปขณะนี้ไม่ใช่งานศึกษานะครับ กลไกของท่านประธานเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ไม่ได้มาวุ่นวายกับคณะกรรมาธิการชุดเล็ก ถ้าหากว่าคณะกรรมาธิการชุดเล็กมีปัญหาสามารถเรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้เลย เพราะว่าประธานท่านนั่งอยู่ในนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นชุดนี้เป็นชุดซึ่งทํางานหนักมาก แต่ ๒ คนที่มาจากคณะกรรมาธิการไม่ได้มาจาก คณะกรรมาธิการสามัญเลย ไม่ใช่ครับ ๒ คนที่มาจากคณะกรรมาธิการมาจาก คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายความว่าในชุดที่ นั่งกันอยู่ชุดใหญ่ก็คือมาจากบอร์ด (Board) บริหารของสภานี้ ดังนั้นเขาจะต้องรู้ทุกเรื่อง เพื่อที่จะได้เอาทุกเรื่องที่ประสานไปเข้าตรงนี้เพื่อจะได้ทํา เพราะฉะนั้นจุดที่ว่าเขาจะไม่สนใจ เรื่องของคณะกรรมาธิการแต่ละชุดหรืออย่างไรนั้นก็คงจะไม่ คือเป็นการดีไซน์ (Design) ชุดพิเศษ และควรจะเป็นคณะกรรมการดีแล้ว คือชื่อตรงนี้คําว่า เป็นคณะกรรมการ มีความพิเศษ แต่ถ้าเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญก็จะกลายเป็นปกติไป ก็คิดว่าตรงนี้น่าจะ เหมาะสม
อีกประเด็นหนึ่งอยากจะเรียนว่าผมไม่ใช่เป็น สปช. มาก่อน แต่ว่า เป็นความยากลําบากมากในการพิจารณา เพราะว่าชุดเดิมมีคณะกรรมาธิการเยอะมาก พอเยอะมากแล้วพอเราวางว่าตกลง ผมเสนอว่าผมอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาก่อน เกษตรสําคัญนะครับ ทําไมไม่ตั้งเป็นคณะกรรมาธิการล่ะ บางท่านก็บอกว่ากีฬาเป็นชุดที่สําคัญ ควรจะตั้งเป็นคณะกรรมาธิการกีฬา แต่พอสรุปเป็นแบบนี้แล้วก็จําเป็นจะต้องเอาแค่ ๑๑ ด้าน พอ ๑๑ ด้านแล้วแต่บังเอิญมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่งที่สังคมเขาสนใจ และตอนเราทํา เวิร์กช็อป (Workshop) มาเป็นข้อแรกเลยคือคอร์รัปชัน แล้วคอร์รัปชันอยู่ใน ๘ ชุด เราก็เลยตัดสินใจในคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับว่าตั้งชุดนี้เป็นวิสามัญเลย ให้ชัดว่าสภานี้สนใจเรื่องคอร์รัปชัน แล้วต่อไปท่านจะตั้งชุดไหนก็เสนอความเห็นไปยัง ท่านประธาน แล้วถ้าสภาเอาด้วยก็ค่อยตั้งกันในอนาคตเป็นวิสามัญ ส่วนกรรมาธิการ ผมมาดูในนี้แล้วที่เป็น ๑๙ คน ก็กราบเรียนว่าผมยังไม่ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการว่า ๑๑ คน และ ๑๙ คนอาจจะน้อยไป เพราะว่าพอเราไปยุบอย่างน้อย ๔ คณะ คือเศรษฐกิจ อื่น ๆ และสังคม ชุดนี้คนจะไปอยู่เยอะ เพราะว่าชุดเล็ก ๆ ถูกไปรวมตรงนี้ ดังนั้นผมคิดว่า ๑๙ คนที่เราเขียนในนี้อาจจะไม่พอ ทีนี้ถ้าอาจจะเป็น ๒๑ คน หรือ ๒๓ คน อะไรก็ลองพิจารณากันดู เผื่อว่าชุดตรงนี้คนที่สนใจจะได้มาอยู่รวม ไม่ใช่ ๑๙ คน แล้วคนที่สนใจ อย่างเศรษฐกิจ เกษตรก็มี คมนาคมก็มี เยอะแยะไปหมด แล้วไปอยู่ที่เดียวที่ จะไม่พอ แต่บางชุดจะเล็กเช่นเรื่องสื่อสารมวลชนอาจจะน้อยลง แต่ว่าต้องไม่ควรจะต่ํากว่าที่ ควรเป็นก็คือที่กําหนดไว้ ก็นําเรียนเพื่อท่านจะได้คลายกังวลตรงนั้นนะครับ นําเรียนท่าน ประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านกรรมาธิการ เดี๋ยวกรรมาธิการยังมีเวลาชี้แจงในวาระที่สองนะครับ ตอนนี้ผมขออนุญาตที่จะ
ท่านประธานครับ นิดเดียวครับ
นิดเดียวนะครับ เชิญครับ
จริง ๆ กราบเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดกันนะครับ เมื่อสักครู่นี้มีท่านสมาชิกที่พูดถึงว่าเอกสารทําไมไม่ส่งก่อน ทําไมไม่ให้สมาชิกอ่านก่อน ต้องกราบเรียนทําความเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการได้จัดทําเสร็จ ตอนเย็นวันพฤหัสบดีพอเสร็จแล้วก็เร่งส่งทางอีเมล (e-Mail) เร่งส่งทางไลน์ (Line) ส่งทางอะไร เพื่อให้สมาชิกได้พยายามอ่านก่อน ไม่ใช่เพิ่งได้รับเอกสารแล้วเพิ่งทราบ ก็เลยคิดว่าน่าจะ เป็นเวลาพอกับที่ท่านประธานได้กําหนดวาระไว้เพื่อเร่งให้สอดคล้องกัน แล้วถ้าหากว่า สมาชิกต้องการจะขอแก้ไข ขอเพิ่มเติมเอกสารก็จะสามารถเสนอได้ในช่วงเวลาที่สามารถ อ่านได้ก่อนก็สามารถเสนอได้และได้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน อีกนิดหนึ่งนะครับ ในส่วน ของการขับเคลื่อนต้องทําความเข้าใจว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้จัดทําข้อบังคับมานี้ได้จัดทํา เพื่อการขับเคลื่อนประเทศอย่างมีระบบ มีความเชื่อมโยงของบางข้อให้สอดคล้องต้องกัน เพื่อความสําเร็จของงาน อันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายของการทํางาน ส่วนคณะกรรมาธิการ ที่ตั้งขึ้นมานั้นพอทําหน้าที่แล้วอาจจะบอกว่าทําไมคณะอนุกรรมาธิการเมื่อก่อนตั้งได้มีจํากัด เดี๋ยวนี้ตั้งได้ ๓ คณะ แต่เป้าหมายสําคัญก็คือประเด็นการขับเคลื่อนเราขับเคลื่อนต่อจาก สปช. ดังนั้นการทํางานในคณะกรรมาธิการเป้าหมายสําคัญก็คือท่านต้องพยายามกําหนดประเด็น ที่ชัดเจนให้ได้อาจจะทําสัก ๒-๓ ประเด็นก่อน
- ๑ ๖ / ๑ แล้วก็ให้กรรมาธิการทํางานร่วมกันโดยไม่ต้องไปแยกอนุกรรมาธิการ ส่วนอนุกรรมาธิการนั้น ก็คือคนที่จะคอยหาข้อมูลเพื่อที่จะสนับสนุนการทํางานของกรรมาธิการนะครับ เพราะฉะนั้น เป้าหมายก็จะชัดเจน ประเด็นก็จะชัดเจน แล้วก็จะประสบความสําเร็จในการขับเคลื่อน อันนี้คือเจตนารมณ์ที่ออกข้อบังคับดังกล่าวนี้ครับ
ก็ลงมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญสมาชิกที่ประชุมอยู่นอกห้องนะครับเชิญเข้าห้องประชุม ผมขอย้ํานะครับ การแสดงตนสําคัญมากหากท่านขาดไม่แสดงตนเกินกว่า ๑ ใน ๓ ของการแสดงตนในรอบ ๙๐ วัน ท่านจะพ้นจากสมาชิกภาพโดยอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นในการลงมติโดยเฉพาะในเรื่อง ข้อบังคับหรือตัวกฎหมายที่มีการลงมติรายมาตรานั้นจะนับจํานวนครั้งของการแสดงตน ตามจํานวนครั้งของการลงมตินะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านสมาชิกเช่นว่ามีการแสดงตน ๒๑ ครั้ง แล้วท่านขาดไปก็จะพ้นจากสมาชิกภาพโดยทันทีครับ เพราะฉะนั้นโปรดระมัดระวังนะครับ เรื่องการมาประชุม โดยเฉพาะในวาระที่มีการลงมตินะครับ สมาชิกถือว่าเพิ่งเริ่มลงมติกันนะครับ เพราะฉะนั้นหลายท่านไม่ได้นําบัตรมา อย่าเอาบัตรเอทีเอ็ม (ATM) กดนะครับ ถ้ากรณี ไม่นําบัตรมาท่านแจ้งเจ้าหน้าที่จะมีบัตรสํารอง แล้วบัตรสํารองนั้นถ้าหายถูกปรับนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกได้แสดงตนเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ ใครมีปัญหาข้อขัดข้อง ไฟสัญญาณไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาเข้าไปอํานวยความสะดวกด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ครั้งแรกก็ให้เวลาหน่อยครับ สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนหมดแล้วนะครับ ส่งผล การแสดงตนครับ ช่วยส่งผลการแสดงตนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๑ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีเข้าประชุมครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศฉบับนี้หรือไม่นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นควรรับหลักการ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าไม่ควรรับหลักการ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียงครับ ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ได้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ขอปิดการลงคะแนนนะครับ เมื่อประธานในที่ประชุมขานว่าขอปิดลงคะแนนท่านจะไม่สามารถจะใช้สิทธิได้อีกนะครับ เพราะฉะนั้นก่อนที่ประธานจะขานคําว่าปิดลงคะแนนท่านมีปัญหาหรือว่าวิ่งเข้ามาไม่ทัน ต้องแจ้งก่อน มิฉะนั้นการบันทึกการใช้สิทธิของท่านจะถูกตัดทิ้งออกไปนะครับ ขอผลของ การลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๖ ท่านนะครับ ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติ รับหลักการวาระที่หนึ่งของร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ท่านประธานครับ
เชิญท่านครับ
พลเอก เลิศรัตน์ ขอเพิ่มชื่อ ตอนแสดงตนครับตอนนั้นหาบัตรยังไม่ทันครับ ตอนแสดงตน
อนุญาตครับ เพราะผมเองก็ไม่ได้แสดงตนครับ ทําหน้าที่จนลืม เชิญท่านนิกรครับ
ผมด้วยครับ ตอนแสดงตนบัตรมาไม่ทันครับ
ขออนุญาตครับ ผมด้วยครับ
เชิญท่านอโณทัย แสดงตนครับ
ผม อโณทัย ๑๗๙ ครับ
เจ้าหน้าที่บันทึกท่านประธานกับท่านรองประธานแสดงตนหรือยังครับ มีท่านสมาชิกไม่ได้แสดงตนไหมครับ
ตามที่ท่านประธานได้หารือและที่ประชุมได้เห็นชอบในการดําเนินการในชั้น วาระที่สอง เป็นชั้นการแปรญัตติ ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ ข้อ ๑๓๑ วรรคสอง ในการพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา จะกระทําได้ต่อเมื่อมีสมาชิก เสนอญัตติและมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน และที่ประชุมอนุมัติ แต่ว่าเมื่อท่านประธาน ได้หารือและที่ประชุมได้เห็นชอบโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เราก็จะถือว่าบัดนี้ได้เข้าสู่ การพิจารณาในวาระที่สองนะครับ ต่อไปเข้าสู่วาระที่สอง เชิญท่านเลขาธิการครับ
ชื่อร่าง ร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ....
คําปรารภ
อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๓ วรรคสองและมาตรา ๓๙/๒ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไข เพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจึงตราข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นไว้ เพื่อใช้ในการประชุม และการปฏิบัติหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้เกิดความสัมฤทธิผล ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. .... ”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศมีมติให้ประกาศใช้เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้ คําว่า
“ข้อบังคับ” หมายความว่า ข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ....
“สภา” หมายความว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“ประธานสภา” หมายความว่า ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“รองประธานสภา” หมายความว่า รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ
“ประธาน” หมายความว่า ประธานของที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ
“สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“กรรมาธิการ” หมายความว่า กรรมาธิการสามัญหรือกรรมาธิการวิสามัญ
“คณะกรรมการประสานงาน” หมายความว่า คณะกรรมการที่ประธานสภา แต่งตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๑๕
“ร่างพระราชบัญญัติ” หมายความรวมถึง ร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญด้วย
“บริเวณสภา” หมายความว่า อาณาบริเวณอันเป็นขอบเขตของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และให้หมายความรวมถึงอาคารที่ทําการต่าง ๆ และอาคารที่ทําการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้วย
“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“การประชุม” หมายความว่า การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
“รัฐธรรมนูญ” หมายความว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘
เชิญดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กระผม ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๕๓ ครับ ผมขออนุญาตแปรญัตติข้อความเล็กน้อยในคําว่า คณะกรรมการประสานงาน หมายความว่า คณะกรรมการที่ประธานสภาแต่งตั้งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามข้อ ๑๕ กระผมคิดว่าคงไม่มี ความจําเป็นที่จะต้องไประบุ ณ ตรงนี้ว่าประธานสภาแต่งตั้งตามหน้าที่ข้อ ๑๕ จึงขอ แปรญัตติให้ใช้คําว่า คณะกรรมการประสานงาน หมายความว่า คณะกรรมการประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็น่าจะพอครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนครับว่าที่มีข้อความว่าตามข้อ ๑๕ ก็จะมี ความหมายที่ชัดเจน ถ้าไปใส่ลอย ๆ ไว้เดี๋ยวก็มีคําถาม บอกว่าถ้าหากมีอํานาจแค่ไหน ที่ประธานแต่งตั้งก็ไปดูข้อ ๑๕ มันก็ง่ายแก่การที่จะเข้าใจ และถ้าหากว่าในข้อบังคับข้อนี้ ฉบับนี้ถ้าในเนื้อหาไปพูดถึงคณะกรรมการประสานงานในข้อใดก็ตามมันก็คือคณะกรรมการ ประสานงานที่มาจากข้อ ๑๕ ก็เพื่อความชัดเจนครับ
ไม่ติดใจนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
ข้อ ๔ ให้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรักษาการตามข้อบังคับนี้ และมีอํานาจออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามข้อบังคับนี้
หมวด ๑ การเลือกประธานสภาและรองประธานสภา
ข้อ ๕ ในการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาครั้งแรก ให้เลขาธิการ เชิญสมาชิกผู้มีอายุสูงสุดซึ่งอยู่ในที่ประชุมสภาเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม เพื่อให้ ที่ประชุมดําเนินการเลือกประธานสภาและรองประธานสภา และเพื่อให้ที่ประชุมสภา ดําเนินการในเรื่องอื่นที่จําเป็นจะต้องประชุมปรึกษาในการประชุมครั้งนั้นด้วย
ในการดําเนินการเลือกตามวรรคหนึ่ง ถ้าผู้เป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม ได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานสภาหรือรองประธานสภา ให้สมาชิกผู้มีอายุสูงสุดในลําดับ ถัดไปซึ่งอยู่ในที่ประชุมเป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุม
ข้อ ๖ ในการเลือกประธานสภา สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อสมาชิกได้ หนึ่งชื่อ การเสนอนั้นต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน
ก่อนที่จะดําเนินการเลือกประธานสภานั้น ให้ผู้ได้รับการเสนอชื่อตามวรรคหนึ่ง กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในการที่จะดํารงตําแหน่งเป็นประธานสภาต่อที่ประชุมสภา
ถ้ามีการเสนอชื่อผู้ใดเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก
ถ้ามีการเสนอชื่อสองชื่อหรือมากกว่าสองชื่อ ให้มีการลงคะแนนเป็นการลับ โดยการเขียนชื่อผู้ซึ่งตนประสงค์จะเลือกลงบนแผ่นกระดาษใส่ซองที่เจ้าหน้าที่จัดให้ แล้วให้ เรียกชื่อสมาชิกตามลําดับอักษรมาลงคะแนนเป็นรายคนโดยนําซองใส่ลงในภาชนะที่จัดไว้ เพื่อการนั้น ในการตรวจนับคะแนนให้ประธานเชิญสมาชิกจํานวนห้าคนเป็นกรรมการตรวจ นับคะแนน
กรณีมีการเสนอชื่อสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก ถ้าได้ คะแนนสูงสุดเท่ากันให้เลือกใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าคะแนนเท่ากันอีกให้ใช้วิธีจับสลาก
กรณีมีการเสนอชื่อมากกว่าสองชื่อ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อย กว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกที่มาประชุมเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้ได้คะแนนสูงสุดมีคะแนน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกที่มาประชุมให้ดําเนินการดังนี้
(๑) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลําดับแรกหนึ่งคน และผู้ได้คะแนนสูงสุด ลําดับที่สองหนึ่งคน ให้นําชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดสองลําดับดังกล่าวมาให้สมาชิกลงคะแนน หรือ
(๒) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลําดับแรกเกินกว่าหนึ่งคน ให้นําชื่อผู้ได้คะแนน สูงสุดดังกล่าวมาให้สมาชิกลงคะแนน หรือ
(๓) ถ้ามีผู้ได้คะแนนสูงสุดลําดับแรกหนึ่งคนและมีผู้ได้คะแนนสูงสุดลําดับ ที่สองเกินกว่าหนึ่งคน ให้นําชื่อผู้ได้คะแนนสูงสุดลําดับแรกและลําดับที่สองทุกคนมาให้ สมาชิกลงคะแนน
ทั้งนี้ ให้ผู้ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือก แต่ถ้าคะแนนเท่ากัน ให้ใช้วิธี จับฉลาก
ให้ประธานประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกต่อที่ประชุมสภา และสั่งให้เจ้าหน้าที่ ทําลายบัตรออกเสียงลงคะแนนนั้นด้วย
ข้อ ๗ ในการเลือกรองประธานสภา ให้นําความในข้อ ๖ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
ในกรณีที่สภามีมติให้มีรองประธานสภาจํานวนสองคน ให้เลือก รองประธานสภาคนที่หนึ่งก่อนแล้วจึงเลือกรองประธานสภาคนที่สองต่อไปตามลําดับ
ข้อ ๘ ในการเลือกประธานสภาหรือรองประธานสภาแทนตําแหน่งที่ว่าง ให้นําความในข้อ ๖ และข้อ ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๙ เมื่อได้เลือกประธานสภาและรองประธานสภาแล้ว ให้เลขาธิการ แจ้งไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้งต่อไป
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาแล้ว ให้เลขาธิการ แจ้งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อทราบด้วย
หมวด ๒ อํานาจและหน้าที่ของประธานสภา รองประธานสภา และเลขาธิการ
ข้อ ๑๐ ประธานสภามีอํานาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นประธานของที่ประชุมสภา
(๒) ควบคุมและดําเนินกิจการของสภา
(๓) ควบคุมการรักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมสภาตลอดถึง บริเวณสภา
(๔) เป็นผู้แทนสภาในกิจการภายนอก
(๕) แต่งตั้งกรรมการเพื่อดําเนินกิจการใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกิจการ ของสภา
(๖) แต่งตั้งประธานกรรมาธิการและตําแหน่งอื่นที่จําเป็นในคณะกรรมาธิการ
(๗) แต่งตั้งโฆษกสภา ตามจํานวนที่ประธานสภาเห็นสมควร
(๘) อํานาจและหน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้หรือตามที่กําหนด ไว้ในข้อบังคับนี้
ข้อ ๑๑ รองประธานสภามีอํานาจและหน้าที่ช่วยประธานสภาในกิจการ อันเป็นอํานาจและหน้าที่ของประธานสภา หรือปฏิบัติการตามที่ประธานสภามอบหมาย
เมื่อไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งประธานสภา หรือมีแต่ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้ ในกรณีที่มีรองประธานสภาสองคน ให้รองประธานสภาคนที่หนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ หน้าที่แทนประธานสภา ถ้ารองประธานสภาคนที่หนึ่งไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ได้ให้รองประธานสภาคนที่สองเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภา
ข้อ ๑๒ เลขาธิการมีอํานาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) นัดประชุมสภา และนัดประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรก
(๒) เชิญผู้เป็นประธานชั่วคราวของที่ประชุมสภาเข้าปฏิบัติหน้าที่
(๓) ช่วยประธานในการควบคุมการนับคะแนนเสียง
(๔) จัดทํารายงานการประชุมและบันทึกการออกเสียงลงคะแนน
(๕) ยืนยันมติของสภาไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง
(๖) รักษาสรรพเอกสารและข้อมูลของสภา
(๗) ควบคุมการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากําหนดไว้
(๘) กํากับดูแลการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตาม กฎหมายและข้อบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
(๙) หน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือตามที่กําหนดไว้ในข้อบังคับนี้
(๑๐) ปฏิบัติการอื่นตามที่ประธานสภามอบหมาย
หมวด ๓ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ข้อ ๑๓ ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดําเนินการปฏิรูปประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ เพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของ การปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ด้วยการประสานงานการปฏิรูปกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หน่วยงาน และองค์กรอื่นรวมถึงส่วนราชการและประชาชนทุกภาคส่วน
เข้าใจว่าท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิตแปรญัตติไว้ไม่ติดใจแล้วใช่ไหมครับ จะได้ผ่านไปครับ ไม่ติดใจนะครับ เชิญครับท่านเลขาธิการ เพิ่มสปีด (Speed) อีกนิดก็ได้ครับ
ข้อ ๑๔ หากสภาเห็นว่า เป็นความสําคัญเร่งด่วนที่จะปฏิรูปในเรื่องใดให้สัมฤทธิผลก็ให้เสนอเพื่อดําเนินการปฏิรูป เรื่องดังกล่าวได้
ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญดอกเตอร์ดุสิตครับ
ขออภัยครับบังเอิญไปห้องน้ํากลับมา กระผม ขออนุญาตแปรญัตติ ข้อ ๑๓ ความจริงก็ต้องขอกราบหารือเรียนท่านประธานด้วยว่า ถ้าสมาชิกมีความประสงค์ที่จะอภิปรายหรือเสนอญัตติปรับปรุงแก้ไขไม่ทราบว่าจะให้รออ่าน ครบเป็นรายหมวด หรือว่าในระหว่างอ่านมาตราแต่ละมาตราเสร็จให้ยกมือเลย ไม่ทราบ เราจะดําเนินการอย่างไร
เมื่อถึงคําแปรญัตติของท่านข้อใดก็อภิปราย
ยกมือตามข้อนั้นนะครับ
ใช่ครับ
ผมขออนุญาตเสนอคําแปรญัตติ ข้อ ๑๓ ซึ่งเช้าวันนี้ผมได้ส่งเอกสารคําแปรญัตติเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านทางเจ้าหน้าที่ไปให้ ท่านประธานสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการนําเสนอ แล้วก็ อภิปราย ไม่ทราบว่าท่านประธานได้มีคําสั่งให้แจกเอกสารดังกล่าวในที่ประชุมแล้ว หรือยังครับ
อนุญาตแล้วก็แจกแล้วครับ
แจกแล้วนะครับ ตามที่กระผมได้เสนอ เป็นเอกสารข้อ ๑๓ ก็รีไรท์ (Rewrite) ข้อความใหม่ โดยมีเหตุผลว่าภาระหน้าที่ของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีเยอะมาก แล้วก็คาบเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญถึง ๒ ฉบับ หลายมาตราในการที่จะตรวจสอบภารกิจหน้าที่หรือว่าแนวทางนั้น ถ้าเราเขียนให้ครบถ้วนไว้ ตั้งแต่แรกก็จะถือว่าน่าจะเป็นแนวทางที่เราจะได้ดําเนินการขับเคลื่อนไปด้วยกัน จึงเสนอ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑๓ ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป ตามแนวทางต่อไปนี้ (๑) ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ โดยดําเนินการให้เกิด การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึง ความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ (๒) ดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) โดยศึกษาวิเคราะห์และจัดทํา แนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เสนอต่อสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความจริง แล้ว (๑) (๒) ก็คือก๊อปปี้ (Copy) รัฐธรรมนูญมาเลยแทบจะไม่ได้เขียนอะไรเพิ่มเติม (๓) ก็คือ เรื่องของการออกพระราชบัญญัติ ผมขอข้ามไปเลยนะครับเพราะว่าเป็นรัฐธรรมนูญ (๔) ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง (๕) จัดทําแผนการปฏิรูป เพราะว่าผมไปดูเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ จะมีอยู่เรื่องของการทําแผนปฏิรูป ผมก็ไปยกข้ออื่นมาใส่เสียตรงนี้เป็นภารกิจหน้าที่ไปเลยว่า จัดทําแผนการปฏิรูปติดตามและประเมินผลการดําเนินการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (๖) ผมเข้าใจว่ายังไม่ค่อยจะได้ยินในข้อบังคับข้ออื่น ๆ ที่จะบรรจุภารกิจหน้าที่นี้ไว้จึงเติมไว้ (๖) รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้ง ประชาสัมพันธ์ผลการดําเนินการเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง (๗) ดําเนินกิจการอื่น ๆ ตามที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกําหนด จึงกราบเรียนเสนอครับ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการมีอะไรชี้แจงไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการ ในคณะผมท่านใดจะชี้แจงในเรื่องใดก็ขออนุญาตท่านประธานด้วยนะครับ ถ้ากรรมาธิการ ท่านใดจะช่วยชี้แจงก็กรุณายกมือด้วยนะครับ ส่วนที่ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอขอแก้ไข หรือขอแปรญัตติไว้ดังกล่าว จริง ๆ แล้วในข้อ ๑๓ ดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการตอนพิจารณา ก็เคยคิดใส่รายละเอียดคล้าย ๆ กับที่ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอนี้นะครับ แต่กรรมาธิการ ผมจําได้ว่าท่านวิทยา หรือท่านนิกรท่านก็เสนอในที่ประชุมว่าในส่วนข้อนี้ถ้าหากว่านําภารกิจ ในมาตรา ๓๙ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญมาเขียนไว้จะครอบคลุมทุกเรื่อง ครอบคลุมทั้งหมด เพียงแต่ว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ ให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) แล้วก็วรรคสอง มาใช้บังคับด้วย แต่เมื่อเราพูดถึงมาตรา ๓๙/๒ แล้วจริง ๆ ก็กวาดรวมไปหมดแล้ว พอดีของ ท่านอาจารย์ดุสิตเสนอขอให้แยกเป็นหัวข้อรายละเอียดเข้ามา จริง ๆ แล้วก็คืออยู่ในเนื้อหา สาระเดียวกัน ถ้าหากว่าจะขอหารือท่านกรรมาธิการด้วย ถ้าหากว่าจะเพิ่มเฉพาะตัวเลข ไม่ทราบว่าจะขัดข้องหรือเปล่าว่าในการดําเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ แล้วก็เพิ่ม มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสองอย่างนี้ก็จะได้ตัวเลขมาตราที่ตรงกับรัฐธรรมนูญ แต่เนื้อหาสาระก็ยังคงเนื้อหาสาระเดิมอยู่ อันนี้ก็คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ และข้อที่ ๓ อันนี้ก็คือ เป็นไปตามที่ท่านอาจารย์ดุสิตใส่รายละเอียดก็คือเอาไปพิมพ์เนื้อหาของมาตรา ๓๑ ดังกล่าว ใส่เข้าไปเป็นข้อก็เลยทําให้ดูหลายข้อ หลายประเด็น
ส่วนประเด็นที่ ๔ ที่ให้ประสานงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จริง ๆ แล้ว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ได้มอบหมายให้มีกรรมการประสานงานอยู่แล้วก็เลย ไม่ได้มาใส่ไว้ตรงนี้ มิฉะนั้นแล้วเดี๋ยวก็จะงง กรรมการก็จะประสานงาน ใส่ไปแล้ว สภาจะทําอย่างไร แต่ในสภานี้กลไกของสภาจะเดินได้ก็จะมีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถ้าท่านไปดูในข้อนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะทําหน้าที่คือตัวขับเคลื่อนหรือตัวประสานควบคู่ไปกับ คณะกรรมการประสานงาน เพราะฉะนั้นข้อ ๔ ไม่จําเป็นต้องใส่เพราะจะซ้อนกัน มีความชัดเจนว่าเราได้มอบความรับผิดชอบให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไปแล้ว
ส่วนข้อ ๕ การจัดทําแผนปฏิรูปติดตามประเมินผล จริง ๆ แล้วก็อย่างที่ เรียนนะครับ ถ้าบอกว่าสภาจัดทําแผน ก็มีคําถามว่าแล้วสภาจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้น ถ้าท่านไปดูในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็จะมีเนื้อหาในเรื่องของ การจัดทําแผนไว้ นั่นคือคนที่ลงมือทํา ตรงนี้ก็ไม่น่าจะมาใส่ไว้ตรงนี้นะครับ
ส่วนข้อ ๖ การรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ภาคเอกชน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผลการดําเนินการเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในกรรมาธิการก็ได้คุยกัน ในเรื่องนี้แล้วก็มีข้อสรุปไปในแนวทางว่าในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าใจว่ามีตรงนั้นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนของสภาเองเราจะไม่ทําแบบเก่า แบบเก่าก็คือพอเราเขียนอย่างนี้ปั๊บเราก็จะไปตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกคณะหนึ่งมาคอยรับฟังความคิดเห็น แล้วก็เดินทางไปจัดเวทีต่าง ๆ ตรงนี้กรรมาธิการก็รับฟังจากการประชุมแม่น้ํา ๕ สายมาแล้ว แล้วก็ฟังจากในส่วนบุคคล ที่เกี่ยวข้องว่าการรับฟังต่อไปนี้จะไม่แค่ให้สภานี้รับฟัง แต่กรรมการประสานงานซึ่งมาจากหลายส่วนจะไปรับฟังพร้อม ๆ กันนะครับ เพราะฉะนั้น ในแผนงานตรงนั้นนะครับ ในกรรมการประสานงานของแม่น้ําแต่ละสายนะครับ ถ้าจะมี การรับฟังประชาชนก็จะออกไปเป็นคณะ ในส่วนนี้ก็เลยไม่ได้กําหนดให้สภาในส่วนเดียว มาทําหน้าที่เท่านั้นก็เลยไม่ได้ใส่ไว้แต่คิดมาแล้วนะครับ ก็เลยตัดตรงที่ว่าให้คณะกรรมการ ประสานงานของทุกฝ่าย ของแม่น้ําแต่ละฝ่ายจะทําหน้าที่ตรงนั้น อันนี้ก็ชี้แจงให้ท่าน ได้ทราบนะครับ ถ้าจะแก้ไขก็เพิ่มเป็นมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) กับวรรคสอง ให้สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙/๒ ในข้อ ๑๓ อันนี้ก็จะปรับไปตามที่อาจารย์ดุสิตเสนอ ใส่เฉพาะตัวเลขนะครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เมื่อถึงข้อนั้นก็ไปว่ากันอีกทีนะครับ เจตนารมณ์ของ ท่านสมาชิกดอกเตอร์ดุสิตก็สอดคล้องต้องกันกับการพิจารณาของกรรมาธิการนะครับ แต่ว่า เนื่องจากว่าเรามีถึง ๑๐๔ ข้อ หรือ ๑๐๔ มาตรา ก็พยายามเขียนให้กระชับ เพราะฉะนั้น ก็สอดคล้องต้องกันนะครับ ไม่ติดใจนะครับ ไปข้อ ๑๔ ก่อนท่านเลขาธิการจะอ่านข้อ ๑๔ ผมหารือท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าในร่างข้อบังคับนี้มีความยาวถึง ๑๐๔ มาตรา แล้วก็ เอกสารได้นําส่งตามระเบียบการนัดประชุมล่วงหน้า ๓ วันนะครับ พร้อมกันนั้นท่านสมาชิก ก็ได้อ่านโดยละเอียดแล้ว ขอหารือว่าจะให้ท่านเลขาธิการอ่านเลขข้อเท่านั้นครับ หลังจากนั้นถ้าไม่ติดใจอะไรก็ไป เว้นแต่ในข้อซึ่งมีการเสนอคําขอแปรญัตติ ซึ่งผมอนุโลมนะครับ การเสนอคําขอแปรญัตตินั้นก็ส่งมาที่เป็นเอกสารหรือว่าการหารือด้วยวาจานั้น ก็ไม่ได้ขอผู้รับรองนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ ท่านกรรมาธิการครับ เมื่อถึงข้อที่เกี่ยวข้อง ผมว่าไปข้อชี้แจงดีไหมครับ เราใช้เวลามากนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเคารพว่า ถ้าอ่านเป็นข้อนี่นะครับ เดี๋ยวสมาชิกจะงง พอข้อ ๑๓ ก็เงียบข้อ ๑๔ ก็เงียบ มันงงหมดครับ ผมขอเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าในหมวดเรื่องที่สําคัญนี่นะครับ
สมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องไปแล้วครับ เขาได้อ่านมาตามข้อไปเรื่อย ๆ
เดี๋ยวผมลองให้ท่านประธานทําอย่างที่ ท่านประธานว่าก็ได้นะครับ แต่ผมขอหารือว่าถ้ามันเรื่องสําคัญอย่างเช่นหมวด ๓ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องอ่านให้จบ สมาชิกจะได้เข้าใจพร้อมกันทั้งสภา พอเรื่อง การประชุมไม่ต้องข้อก็ได้ครับ พูดถึงการประชุมส่วนหนึ่งวิธีการประชุมข้อเท่านี้ถึงข้อเท่านี้ มีท่านใดติดใจไหม ก็ข้ามไปเลยไม่ต้องไล่ทีละ ๑ ข้อเพราะท่านอ่านทีละข้อนี่ครับสมาชิก ก็ไม่มีทางที่จะทันได้นะครับ แล้วพอส่วนที่ ๒ การเสนอญัตติข้อเท่านี้ถึงข้อเท่านี้ ถึงข้อ ๕๐ ส่วนอภิปรายถามเป็นข้ออย่างนี้ผมว่ามันจะผ่านเร็ว จนกระทั่งไปถึงส่วนที่ ๕ กรรมาธิการ อย่างนี้ผมว่าบางทีจําเป็นต้องอ่านไหม ก็ให้ท่านประธานใช้ดุลยพินิจดู แต่ถ้าท่านจะใช้เป็นข้อ ลองดูก่อนก็ได้นะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านประธานนะครับ ผมจะดําเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์มากที่สุด ในหมวด ๓ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นพ้องที่ท่านประธานเสรีได้ให้เหตุผลนะครับ เพราะฉะนั้นในหมวดนี้ก็จะอ่านถ้อยคําในข้อนั้น ๆ แต่พอเข้ากระบวนการการประชุม ก็จะไปเป็นข้อนะครับ ได้ไหมครับ ท่านวิทยาได้ไหมครับ เชิญท่านวิทยาครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นควบคู่กับท่านประธานเสรีนิดหนึ่งครับ เนื่องจากการทํา ข้อบังคับของเราใช้วิธีการที่ปฏิบัติแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพราะเราให้ กรรมาธิการไปดําเนินการในการที่จะยกร่างขึ้นมา และกระบวนการในการยกร่างทั้งหมด เราไม่ได้ให้สมาชิกได้ดูก่อนเพื่อสงวนคําแปรญัตติ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายังมีความจําเป็นครับ ท่านประธานครับ อย่ากลัวเรื่องเสียเวลาครับ ให้ทางเลขาธิการเขาอ่านไปทีละเรื่อง ๆ เพราะสมาชิกหลายท่านผมเชื่อว่าตามไม่ทันครับ อย่างน้อยก็ได้ฟังไปสักรอบหนึ่งจะได้ เกิดความรู้ติดตามว่าข้อบังคับเรามีทิศทางเป็นอย่างไร มันไม่ได้เป็นร่างที่เห็นมาก่อนเลยสักคน เป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่ได้รับกันเมื่อวานหรือเมื่อเช้านี้เองครับ เพราะฉะนั้นยอมเสียเวลาสักนิด ดีกว่าครับ เพื่อนสมาชิกจะได้ตามพร้อม ๆ กันครับ
ขอบคุณครับ เชิญท่านเลขาธิการนะครับ ในหมวดที่ ๓ เนื่องจาก เป็นเรื่องสําคัญและเป็นเรื่องใหม่นะครับ เชิญอ่านข้อความด้วยครับ ตั้งแต่ข้อ ๑๔
ข้อ ๑๔ หากสภาเห็นว่าเป็น ความสําคัญเร่งด่วน ที่จะปฏิรูปในเรื่องใดให้สัมฤทธิผล ก็ให้เสนอเพื่อดําเนินการปฏิรูป เรื่องดังกล่าวได้ ภายในกรอบเวลาที่สภากําหนด โดยหากเป็นเรื่องที่มีคณะกรรมาธิการ ตามข้อ ๗๓ และข้อ ๗๘ รับผิดชอบอยู่แล้วก็ให้คณะกรรมาธิการนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ ดําเนินการ แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการใด สภาอาจตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบงานการปฏิรูปในเรื่องนั้น และรายงานให้สภา ได้พิจารณาต่อไป
เชิญท่านวิทยาครับ
ผมอ่านมาตรานี้แล้วเข้าใจนะครับ แต่ว่าเพื่อ ความชัดเจนครับ เนื่องจากคณะกรรมาธิการนี่เราเขียนไว้ในมาตรา ๗๓ แล้วนะครับว่าเรามี ๑๑ คณะ เพราะฉะนั้นถ้ามีเรื่องญัตติยื่นเข้ามาในสภาและเป็นเรื่องที่ไม่อาจเกี่ยวข้องกับ ๑๑ คณะนั้นได้เราคงไม่สามารถตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นมาได้แล้วครับ เพราะฉะนั้น วรรคท้ายของข้อนี้ที่สภาอาจตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นใหม่ ผมว่าถ้าจะใช้คําว่า สภาอาจตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นใหม่ น่าจะเป็นความชัดเจนกว่า ขออนุญาตหารือ ท่านประธานเสรีครับ
ขอบคุณครับ เชิญทางกรรมาธิการครับ
คือใช้คําว่า วิสามัญ ไปเลยในท่อนท้ายนะครับ ถ้าจะตั้งขึ้นมาใหม่ เพราะว่าสามัญเราล็อกติดไว้ ๑๑ คณะแล้วครับ
พอดีกรรมาธิการก็งง ๆ หน่อย พอดีท่านวิทยา เป็นกรรมาธิการด้วยผมเลยงง ๆ ท่านพูดอีกทีได้ไหมครับ
ผมเข้าใจว่าการบันทึกอาจจะคลาดเคลื่อน หรืออย่างไรนะครับ เพราะเรามีมติในข้อ ๗๓ นะครับว่าเรามีคณะกรรมาธิการสามัญ ประจําสภา ๑๑ คณะ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการสามัญเราไม่อาจตั้งขึ้นมาได้อีก แต่ในข้อ ๑๔ นี้เราพูดถึงถ้าสภาเกิดเห็นว่ามีเรื่องใดที่สําคัญ และพิจารณาแล้ว ๑๑ คณะนี้ ไม่สามารถดูแลเรื่องนั้นได้ ก็ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาได้อีก เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นเพิ่มจาก ๑๑ คณะ ผมเข้าใจว่าน่าจะใช้คําว่า วิสามัญ ไปดีกว่า เพราะสามัญเราตั้งไม่ได้แล้วนะครับ แค่นั้นเองครับ
เวลาพูดพูดกับประธานนะครับ แล้วก็ฝากไปถึงท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็จะไปคุยนอกรอบกันหรือเปล่าครับ รู้สึกกรรมาธิการจะว่ากันเองแล้วครับ
ขออนุญาต ท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ สิ่งที่ท่านวิทยาพูดถึงจริง ๆ แล้วอยู่ในข้อ ๗๒ ข้อ ๗๒ สภาอาจตั้ง คณะกรรมาธิการอื่น ๆ ได้อีก ตรงนี้จะเขียนเอาไว้ต่างหาก
ยังติดใจหรือครับ
ท่านประธานครับ คือที่คณะกรรมาธิการอื่น ๆ นี้ ผมก็เห็นว่าคือขยายความให้มันชัดเจนเลยว่าต่อไปสภานี้จะตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ไม่ได้อีกแล้ว จบที่ ๑๑ คณะ ถ้าจะตั้งคณะกรรมาธิการอื่น ๆ ชื่อมันก็เป็นได้อย่างเดียวครับ คือคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเลยอยากจะขยายความในแต่ละมาตราให้ชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการหลังจากนี้ที่เราตั้งนอกจาก ๑๑ คณะนี้จะเป็นได้แค่คณะกรรมาธิการ วิสามัญ หรือว่าถ้าสมาชิกคิดว่าจะตั้งสามัญอีกก็อาจจะต้องไปแก้ข้อ ๗๓ อีกทีครับ
ท่านประธานครับ ตรงกันไหมครับ
ขออนุญาตกราบเรียน เพื่อความชัดเจนนะครับ ในข้อ ๗๒ กําหนดว่าสภาอาจตั้งคณะกรรมาธิการให้มีอํานาจหน้าที่พิจารณากระทํากิจการ หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าที่ของสภาหรือตามที่สภามอบหมาย โดยจะกําหนด เป็นคณะกรรมาธิการสามัญหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้
ก็เป็นที่เข้าใจตรงกันนะครับ ได้ความชัดเจนแล้วนะครับ เดี๋ยวจะได้ไป ข้อ ๑๕ ต่อ เชิญครับ ไปข้อ ๑๕ ครับ ขออภัยครับ ท่านจินดาเชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๒๖ ครับ เรียนท่านประธานนิดหนึ่งครับ ตามที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านวิทยาบอกว่าข้อ ๑๔ คําว่าสภาอาจตั้งกรรมาธิการขึ้นใหม่ มันมีอยู่ในข้อ ๓ ผมคิดว่าตามข้อ ๑๔ นี้น่าจะ เห็นชอบเพราะว่าข้อ ๓ เขาเขียนไว้ชัดเจนว่ากรรมาธิการให้หมายถึงกรรมาธิการสามัญ และกรรมาธิการวิสามัญ ถ้าทําอย่างนี้มันกว้าง เพราะว่ากรรมาธิการสามัญเขาตั้งได้นะครับ ถ้ามีความจําเป็น ผมคิดว่าน่าจะชัดเจนในข้อ ๓ ก็เขียนไว้ ขอบคุณครับ
ท่านวิทยาท่านเข้าใจอยู่แล้วครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมติดใจเมื่อสักครู่คือ เราไปเขียนมาตรา ๗๓ ไว้ว่าให้สภามีกรรมาธิการสามัญประจําสภา ๑๑ คณะ มาตรา ๗๓ คือตอนนี้เพื่อนสมาชิกที่ไม่ได้ร่างข้อบังคับกับผมตามให้ทันด้วยนะครับว่าข้อบังคับนี้ เราไม่ได้มีกรรมาธิการสามัญเหมือนกับ สปช. นะครับ ๑๘ คณะ เรามีแค่ ๑๑ คณะ ๑๑ ด้าน ตามที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเมื่อกรรมาธิการสามัญเราล็อกไว้มีแค่ ๑๑ คณะ ถ้าจะตั้งคณะที่ ๑๒ ก็จะต้องเป็นกรรมาธิการอย่างอื่นไม่ใช่สามัญแค่นั้นเองครับความหมายผม แต่ถ้าให้ตีความว่ากรรมาธิการอื่นที่ตั้งมาเป็นกรรมาธิการสามัญอีกเราก็ต้องเปิดครับว่าไม่ใช่ ๑๑ คณะ เราตั้งเบื้องต้น ๑๑ คณะ หลังจากนั้นจะมีอีก ๒๐ คณะก็แล้วแต่สภา ความหมาย อย่างนั้นครับท่าน ถ้าตรงกันก็ไม่มีปัญหาครับ แต่ถ้าไม่ตรงกัน มาตรา ๑๓ ไปถึงมาตรา ๗๓ ต้องแก้ใหม่ครับ ไม่ได้ล็อกไว้ ๑๑ คณะแล้วครับ
ขอบคุณท่านวิทยา กรรมาธิการครับ ผมเห็นยกมือชี้แจงหลายคนตอบคําเดียว ว่าตรงกันหรือไม่ครับ ไม่ต้องอธิบายแล้วเพราะเราใช้เวลาข้อนี้เยอะ เอาว่าตรงอย่างที่ ท่านวิทยาเข้าใจไหมครับ
พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ที่จริงที่ท่านวิทยา ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านพูด คือคําว่ากรรมาธิการมีสามัญและวิสามัญ แต่ในข้อ ๗๓ หมายถึงสามัญประจําสภา หมายความว่ากรรมาธิการสามัญประจําสภาเราตั้ง ๑๑ คณะ แต่เวลาเราพูดถึงการตั้ง กรรมาธิการในมาตราหรือในข้อนี้คํานิยามเขียนชัดเจนแล้วว่าจะเป็นสามัญหรือวิสามัญก็ได้ แต่อันนี้ไม่ได้หมายถึงเป็นสามัญประจําสภา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเป็น สามัญมีคนในสัก ๑๐-๒๐ คน แล้วไม่มีคนนอกเราก็เรียกว่าสามัญตั้งอีกเท่าไรก็ตั้งได้ครับ เพียงแต่เรามีเจตนาว่าจะมีกรรมาธิการสามัญประจําสภา ๑๑ คณะครับ เพราะฉะนั้น ที่บัญญัติไว้นี้ไม่ผิดครับ
ผมเข้าใจว่าตรงกันเดี๋ยวไปข้อ ๗๓ เราค่อยว่าอีกครั้งหนึ่งครับ เชิญข้อ ๑๕ ท่านเลขาธิการครับ
ข้อ ๑๕ ให้มีคณะกรรมการ ประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อ ๗๗ จํานวนสองคน สมาชิกอื่น และผู้ทรงคุณวุฒิตามจํานวนที่สภากําหนด โดยมีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) ประสานงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หน่วยงานและองค์กรอื่น รวมถึง ส่วนราชการและประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในแนวทาง เดียวกัน
(๒) ติดตามและขอทราบความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูปให้มีผลในเชิง ปฏิบัติจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรายงานให้สภาทราบ
(๓) เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศตามที่ประธานสภากําหนด ให้คณะกรรมการประสานงานได้รับ เบี้ยประชุมตามระเบียบที่รัฐสภากําหนด มีผู้แปรญัตติค่ะ
เชิญดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. หมายเลข ๕๓ กระผมขออนุญาตแปรญัตติข้อ ๑๕ โดยใน (๑) ขออนุญาตอ่านตามสคริปต์ (Script) ที่ผมได้ ร่างมานะครับ (๑) ประสานงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาชน เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นไปในแนวทางเดียวกันมีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิผล เหตุผลที่ผมขอแปรญัตติถ้อยคําเล็กน้อย เพราะใน (๑) ผมมีติดใจคําว่า ประชาชนทุกภาคส่วนครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าคําว่า ประชาชนทุกภาคส่วน หมายถึงอะไร ประชาชนมีกี่ภาค มีกี่ส่วน ผมไม่เข้าใจ ก็เลยใช้คําว่า ภาคประชาชนเป็นหลัก (๒) ขอเปลี่ยนดังนี้ (๒) ติดตาม และขอทราบความคืบหน้าเรื่องที่เสนอการปฏิรูป แล้วก็เติมคําว่า รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ ให้มีผลในเชิงปฏิบัติจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องและรายงานให้สภาทราบ เพราะว่าเรื่องที่ จะตามเรื่องนั้นมีทั้งข้อเสนอการปฏิรูปแล้วก็เรื่องร่างพระราชบัญญัติ (๓) ไม่มีแก้ไขครับ แล้วก็ขอเติม (๔) เข้าไป คือล้อเลียนข้อ ๓ ข้อ ๓ เขาเขียนไว้บอกว่าให้ส่งตัวแทนเข้าไป ร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมก็เลย เติมข้อ ๔ ว่าส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ตามจําเป็น เพื่อรับทราบประเด็นการปฏิรูปและข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการประสานงาน ซึ่งเมื่อเช้าได้มีท่านสมาชิก สปท. อภิปรายตั้งข้อสังเกตไว้แล้วว่าคณะกรรมการประสานงานนี้ จะเข้าไปล่วงรู้ข้อมูลในคณะกรรมาธิการสามัญแต่ละคณะได้อย่างไร ก็นี่ละครับ ข้อ ๔ ก็เลย เติมเข้าไป ถ้าเข้าไปนั่งฟังเขา แนวทางปฏิรูปของแต่ละคณะกรรมาธิการก็จะได้ข้อมูล ได้ไอเดีย (Idea) แนวทางก็จะได้นําไปประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาครับ
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ในข้อ ๑๕ ต้องกราบเรียนว่าใน (๑) คําว่า และประชาชนทุกภาคส่วน จริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญนี้เข้าใจว่าได้บัญญัติในหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้สั้น ๆ แต่ในคณะกรรมาธิการเห็นว่าถ้าไปเขียนว่าหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมันก็ไม่ได้เป็นไปตาม เป้าหมายที่เราต้องการ ก็คือเราต้องขับเคลื่อนทั้งระบบ เพราะฉะนั้นส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ ในคณะกรรมาธิการจึงระบุไว้ว่าการประสานงานดังกล่าวให้ประสานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หน่วยงาน และองค์กรอื่น รวมถึงส่วนราชการ อันนี้ก็จะให้มีความชัดเจนขึ้น และประชาชนทุกภาคส่วน คําว่า ประชาชนทุกภาคส่วน หมายความว่า ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเหล่า ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่ว่าประสานหรือจะปฏิรูปแค่บางกลุ่ม บางฝ่าย บางพรรคบางอะไรทั้งหลายนี่นะครับ ก็เลยใช้คํารวม ๆ และประชาชนทุกภาคส่วน ก็คือประสานได้หมดโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่วนถ้อยคําที่กรรมาธิการได้ใช้ในข้อ ๑๕ (๑) ก็พยายามใช้ด้วยความระมัดระวังแล้วก็ให้เป็น ระบบก็น่าจะถูกต้องที่สุดแล้ว ส่วน (๒) สร้างความคืบหน้าเรื่องที่เสนอปฏิรูป รวมทั้ง ร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ จริง ๆ ส่วนพระราชบัญญัติต่าง ๆ จะเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน แล้วก็จะไปบัญญัติเอาไว้ เข้าใจว่าอยู่ในข้อ ๘๘ หรืออย่างไรนี่นะครับ ว่าในกระบวนการ ร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามรายงานก็เลยไม่ได้เอามาใส่ไว้ตรงนี้ (๓) ไม่ได้เสนอ แก้ไขอะไร ส่วน (๔) ที่ท่านเสนอว่าส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ตามจําเป็น พอในทางปฏิบัติจริงแล้วมันปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้ เป็นคณะกรรมการชุดที่มีจํานวนที่จํากัด แล้วก็งานจะเยอะแยะไปหมดเลย เพราะฉะนั้น การติดตามงานต่าง ๆ นี้นะครับ คณะกรรมาธิการจะทําหน้าที่ในการนํามาเสนอมากกว่าที่จะ ให้คณะกรรมการชุดนี้เข้าไปมีส่วนร่วม ในแต่ละคณะกรรมาธิการจะเห็นว่า ๑. มีแผนปฏิรูป ๒. มีกรอบการทํางาน ๓. มีกรอบระยะเวลา ๔. ที่สําคัญคือต้องรายงานประธานทุกเดือน อันนี้ก็คือจะเห็นความคืบหน้า แล้วส่วนชุดคณะกรรมการการประสานงาน ประธานทุกคณะ จะอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ทุกคนก็จะรู้ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเอง ๒ คน จะไปเป็นอยู่ในคณะกรรมการประสานงานนะครับ เพราะฉะนั้นที่ถูกเขียนนี้จะเขียนไว้ เป็นระบบ มีความเชื่อมโยงในแต่ละส่วนงานกันอยู่แล้ว ขอบคุณครับ
(รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง : ขอบคุณท่านกรรมาธิการนะครับ ในข้อที่ ๑๕ ใช่ไหมครับ มีคําแปรญัตติอยู่ ๑ ท่านนะครับ
ขออนุญาตครับ
เชิญท่านกรรมาธิการสุรินทร์ เชิญครับ
กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ขออนุญาตท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตอธิบายคําว่า สมาชิกอื่น หน่อยได้ไหมครับ ว่าหมายถึงอะไร ขอบเขตกว้างขวางแค่ไหนนะครับ กับผู้ทรงคุณวุฒินี่ผมเข้าใจเอา ในเบื้องต้นว่าก็คือทั้งบุคคลภายในและภายนอกสภา แต่ว่าสมาชิกอื่นนี่ไม่มีคําอธิบาย ข้อจํากัดความไว้ว่าหมายถึงใคร
เชิญกรรมาธิการครับ ข้อ ๑๕ บรรทัดที่ ๓ เชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ท่านคํานูณชี้แจงก่อนใช่ไหมครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ สั้น ๆ ครับ คํานูณ สิทธิสมาน ในฐานะกรรมาธิการ ข้อ ๑๕ ก็คงจะหมายถึงที่ท่านสมาชิกถามว่าคณะกรรมการ ประสานงานประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ จํานวน ๒ คน ต่อด้วยคําว่า สมาชิกอื่น ก็คือหมายถึงสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศท่านอื่นที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือจะเป็นก็ได้สุดแท้แต่ท่านประธานจะกําหนดองค์ประกอบขึ้นมา ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ ก็น่าจะหมายถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากบุคคลที่อาจจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ที่อาจจะอยู่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คสช. คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการประสานงาน ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ๑๘๓ ครับ ในข้อ ๑๕ ในประเด็นของคณะกรรมการประสานงาน ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ดูเหมือนว่าจะต้องทําหน้าที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสพอสมควรนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่าอํานาจและหน้าที่ที่กําหนดไว้นั้นเป็นอํานาจหน้าที่ในการบูรณาการ ในการทํางาน ในการที่จะขับเคลื่อนให้งานของสภาแห่งนี้ดําเนินการไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็ว แล้วก็ประสบความสําเร็จ สิ่งที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตก็คือว่าเรากําหนดข้อบังคับไว้ ในข้อ ๑๕ แต่เพียงข้อเดียว หรืออาจจะมีกระจัดกระจายอยู่ในข้ออื่น ๆ ด้วย แต่ผมเล็งเห็นว่า ความสําคัญของคณะกรรมการประสานงานนั้นเป็นความสําคัญที่จะนําไปสู่ความสําเร็จของ การปฏิรูปประเทศ จึงอยากจะเสนอให้ทางสภาแห่งนี้หรืออาจจะต้องใช้อํานาจของ ท่านประธานสภาตามข้อ ๔ ของข้อบังคับที่จําเป็นจะต้องออกระเบียบปฏิบัติเพื่อให้ การทํางานของคณะกรรมการประสานงานได้ขับเคลื่อนไปได้อย่างชัดเจน มีห้วงเวลา มีหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมคิดว่าในข้อ ๑๕ นั้นคงไม่ได้เป็น ประเด็นของการทํางานแล้วก็รายงานไปยังประธานสภาแต่เพียงจุดเดียว สิ่งที่สมาชิกแห่งนี้ จําเป็นที่จะต้องรับรู้รับทราบถึงความคืบหน้า ถึงปัญหา ถึงอุปสรรค มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องกําหนดกรอบการทํางานให้มีความชัดเจน ฉะนั้นในข้อสังเกตนี้ผมก็อยากจะเสนอ ไปยังท่านกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับที่จะได้ให้ความสําคัญหรือมีความจําเป็นที่จะต้อง กําหนดกรอบการทํางานให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเพื่อประสิทธิภาพของความสําเร็จ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญท่านเลขาธิการ
ท่านประธานสภาครับ ขออนุญาตครับ
ท่านสุรินทร์ติดใจหรือครับ เราใช้เวลามากแล้วนะครับ กรรมาธิการเขาชี้แจง
คือไม่ได้ติดใจเรื่องสักครู่นะครับ แต่ติดใจว่าข้อ ๑๕ มันเป็นความสําคัญที่สุด เรื่องการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศเรามีเวลาจํากัด อยากจะทราบว่าเมื่อคณะกรรมการชุดนี้ดําเนินการไปแต่ละเดือนแล้วจะมีการรายงาน ผลการดําเนินการให้สภาแห่งนี้ทราบไหมครับ เพราะผมคิดว่าสภาแห่งนี้คงอยากจะทราบ ความคืบหน้าของคณะกรรมการชุดนี้ว่าทําอะไรไปบ้าง แต่ยังไม่เห็นในนี้ว่าได้มีการกําหนดว่า ต้องรายงานทุกเดือน หรือทุก ๓ เดือน หรือทุกอะไรนี่นะครับ หรือเอาตามความพอใจ
อยู่ใน (๒) แล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการ ข้อ ๑๖ ครับ
ข้อ ๑๖ เมื่อได้มีการดําเนินการตาม ข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔ และสภาเห็นสมควรให้มีการปฏิรูปเรื่องใดแล้ว ให้สภาจัดทําแผน การปฏิรูป เสนอวิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูปให้ชัดเจนเพื่อความสัมฤทธิผล ในเรื่องนั้น ๆ โดยให้ประธานสภาและคณะกรรมการประสานงาน ดําเนินการประสานงาน และขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีมติและคําสั่งให้ส่วนราชการทุกหน่วยงาน หรือบางหน่วยงานให้ดําเนินการปฏิรูปในเรื่องที่หน่วยงานนั้นรับผิดชอบตามข้อเสนอแนะ ของสภาดังกล่าว เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไปในแนวทางเดียวกัน มีผู้แปรญัตติค่ะ
ขอเชิญกรรมาธิการที่ได้เสนอคําแปรญัตติไว้ตามลําดับครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ สปท. ๓๑ เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ผมได้ส่งเอกสารขอแปรญัตติในข้อนี้ไว้ ข้อ ๑๖ และข้อ ๑๗ มีความสัมพันธ์กันในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป ผมขออภิปราย ข้อ ๑๖ ก่อน ท่านประธานครับ ข้อ ๑๖ นี้ที่ผมขอแปรญัตติเอาไว้ มีทั้งเรื่องของถ้อยคํา แล้วก็เนื้อหา ถ้อยคําที่ว่า อ่านเร็ว ๆ นะครับ ให้สภาจัดทําแผนการปฏิรูป เสนอวิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดระยะเวลาการปฏิรูปให้ชัดเจน จากถ้อยคําเดิมนะครับ พร้อมกําหนดเวลา การปฏิรูปให้ชัดเจน ปกติภาษาไทยเวลาเราพูดเราไม่ค่อยพูดคําว่าเวลาเฉย ๆ มันจะหมายถึง เวลาเท่าไร ๑๕.๐๐ นาฬิกา ๒๐.๐๐ นาฬิกา เดือนมกราคม เดือนสิงหาคม แต่ว่าถ้ากําหนด ระยะเวลามันจะชัดเจนกว่า ขอกราบเรียนขอท่านประธานกรรมาธิการช่วยเพิ่มเติมตรงนี้ มันจะชัดเจนในเรื่องของการปฏิบัติ เวลาเราปฏิบัติมันก็จะรอบคอบมากขึ้น
อันต่อไปครับท่านประธาน โดยให้ประธานสภาหรือผู้ที่ประธานสภา มอบหมาย อันนี้สําคัญมากครับ ภารกิจของท่านประธานสภานั้นมีอยู่มากมายเหลือเกิน ในข้อบังคับอันนี้เราใช้งานท่านประธานสภา มีคนบอกว่าใช้งานท่านมากไปหรือเปล่า แล้วข้อสําคัญก็คือข้อ ๑๖ กับข้อ ๑๗ นั้นมีความสําคัญเกี่ยวข้องกัน ผมแปลกใจตรงที่ว่า ข้อ ๑๖ มีเวลาการประสานงานต่าง ๆ กับคณะรัฐมนตรี ข้อ ๑๖ นี้คือกรณีที่ไม่เร่งด่วน ให้คณะกรรมการประสานงาน ถ้อยคํานะครับ ใช้คําว่า ให้ประธานสภาและคณะกรรมการ ประสานงานดําเนินการประสานงาน นี่คือข้อ ๑๖ แต่พอมาข้อ ๑๗ เป็นกรณีเร่งด่วน และเป็นกรณีจําเป็นแล้ว ท่านกลับใช้คําว่า เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิรูปเรื่องที่ได้พิจารณา เสร็จแล้วดังกล่าว ให้คณะกรรมการประสานงานตามข้อ ๑๕ ดําเนินการประสานงาน กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้อ ๑๖ ท่านใช้งานท่านประธานสภา พอข้อ ๑๗ เร่งด่วนมาก มีความจําเป็นมาก สําคัญมาก ท่านกลับให้เหลือแค่คณะกรรมการประสานงาน ผมจึงเพิ่มเติมคําว่า ในข้อ ๑๖ นะครับ โดยให้ประธานสภาหรือผู้ที่ประธานสภามอบหมาย เพราะว่าในภารกิจจริงท่านประธาน กรรมาธิการได้กล่าวแล้วว่าเป็นการทํางานรบในทั้งรูปแบบและนอกรูปแบบ จะมีการทํางาน ประชุมโน่นประชุมนี่ อาจจะมีการประชุมนอกสถานที่ ประชุมเวลาต่าง ๆ กัน ท่านประธานสภาท่านจะเอาเวลาที่ไหนไปครับ ท่านต้องเขียนลัดเอาไว้ว่า ให้ท่านประธานสภาและคณะกรรมการประสานงานดําเนินการ ท่านประธานสภาไม่มีเวลา จึงขออนุญาตเพิ่มนะครับ หรือผู้ที่ประสานสภามอบหมาย อันนี้เพื่อความสัมฤทธิผล ของงานครับ
ประการถัดไปมีความสําคัญมาก เราให้คณะกรรมการประสานงานกับ คณะรัฐมนตรี และเขียนถ้อยคํานี้ไว้ว่า เพื่อให้มีมติหรือคําสั่งให้ส่วนราชการทุกหน่วยงาน หรือบางหน่วยงาน ผมอ่านแล้วงง ที่ไม่งงคือท่านเขียนว่า ให้ขอความเห็นชอบจาก คณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีมติ จริง ๆ แล้วเวลาเรากล่าวถึงคณะรัฐมนตรีเราต้องพูดรวมถึง สํานักงานเลขาธิการของคณะรัฐมนตรีด้วย คือสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เอกสาร หรืองานต่าง ๆ เวลาจะเข้าคณะรัฐมนตรีมันไปที่ สลค. ก่อน สลค. เขาจะเป็นคนพิจารณาว่า เรื่องนี้จะเอาเข้าคณะรัฐมนตรีหรือไม่ หรือเรื่องนี้จาก สลค. ซึ่งเป็นแม่บ้านของสํานักงาน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะส่งไปที่กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ จะส่งไปที่หน่วยงานต่าง ๆ จะส่งไปที่องค์กรอิสระต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องทุกเรื่องไม่ได้เอาเข้า ครม. เพื่อออกเป็นมติ คณะรัฐมนตรี ดังนั้นผมจึงให้เพิ่มเติมคําว่า หรือมาตรการ หรือคําสั่งให้ส่วนราชการ คําว่า มาตรการ มีเยอะแยะมากมาย เพราะความหมายมันจะกว้างกว่า ไม่จําเป็นจะต้องออก เป็นมติคณะรัฐมนตรี อาจจะออกเป็นระเบียบ ออกเป็นคําสั่ง เป็นกฎกระทรวง หรือว่าเป็นกลไกการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ และข้อสําคัญคือไม่จําเป็นต้องออก เป็นมติคณะรัฐมนตรีเสมอไปอย่างที่ผมกราบเรียน เสนอไปที่กระทรวง กระทรวง ก็อาจจะไปดําเนินการก็ได้ เรื่องนี้ไม่ต้องเอาเข้า ครม. เพราะฉะนั้นขออนุญาตเพิ่มคําว่า หรือมาตรการ ประโยคถ้อยคําถัดไปท่านใช้คําว่า ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงาน หรือบางหน่วยงาน อันนี้อ่านแล้วเป็นการใช้ภาษาที่ ขออนุญาตครับ ฟุ่มเฟือยไปนิดหนึ่ง ถ้าจะให้รอบคอบรัดกุม ภาษากฎหมายน่าจะใช้คําว่า หรือคําสั่งให้ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้อง ก็น่าจะเพียงพอครับ ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ในข้อ ๑๖ ที่สมาชิกขอปรับปรุงถ้อยคํา โดยให้ประธานสภา หรือที่ประธานสภามอบหมาย กรรมาธิการขัดข้องไหมครับ น่าจะให้สมาชิกเขานะครับ เพราะว่าน่าจะทําให้รอบคอบขึ้น ขออนุญาตนะครับ ก็คือประธานหรือผู้ที่ประธานสภา มอบหมาย ทีนี้จะมีอีก ๒ ประเด็น เพื่อให้มีมติหรือมาตรการ หรือคําสั่ง ในคณะกรรมาธิการ ที่บอกว่าให้ ครม. มีมติ ครม. แล้วก็มีคําสั่ง เนื่องจากว่าการปฏิรูปจะใช้แค่มาตรการ ซึ่งไม่เป็นรูปธรรมไม่ได้ ดังนั้นมติของ ครม. จึงเป็นเรื่องสําคัญถ้าหาก ครม. มีมติปรึกษาหารือ และประสานงานแล้ว ครม. มีมติ ผมว่าจะทําให้ราชการเขาปฏิบัติ ส่วนมาตรการผมก็ยัง นึกไม่ออกว่าจะออกเป็นอะไร แต่ถ้าใช้ว่า มติ กับ คําสั่งผมว่า ครม. ก็มีคําสั่งไป หน่วยงานไหน ท่านประชุมปรึกษาหารือกันแล้วก็น่าจะตรงนะครับแต่ถ้าใช้ว่า หรือมาตรการ เข้าไปด้วย เดี๋ยวตีความแล้วทางปฏิบัติก็อาจจะยุ่งยาก ส่วนถ้อยคําที่บอกว่า ทุกหน่วยงาน หรือบางหน่วยงาน จริง ๆ แล้วในข้อนี้ตอนนั้นต้องการที่จะให้เป็นรูปธรรม ท่านเฉลิมชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเป็นคนเสนอว่าถ้าต้องการให้เป็นรูปธรรม ให้ใช้มาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการก็เห็นด้วยนะครับ แต่พอเห็นด้วยแล้วในระหว่างพิจารณา ก็ได้ทราบข้อมูลว่า ท่านบอกว่าไปประสานคุยกับทาง ครม. แล้ว ครม. บอกว่าอย่าใช้ มาตรา ๔๔ เลย กรรมาธิการก็เชื่อท่านอีกนะครับ ก็ตัดออก แต่การตัดออกนี้เราก็เลยใช้ ถ้อยคําว่า ส่วนราชการ หรือหน่วยงาน เราไม่ได้ฟุ่มเฟือยหรอกครับ แต่จริง ๆ เราเจตนาต้องการจะให้หน่วยงานทุกหน่วยงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปพร้อมกัน แต่ก็มีคําถามว่า ถ้าหากว่าขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไปพร้อมกันแล้วบางหน่วยงาน อาจจะไม่พร้อม บางหน่วยงานอาจจะขัดข้อง หรือเราต้องการให้บางหน่วยงานปฏิรูปก่อน อย่างเช่นปฏิรูปตํารวจอย่างนี้ครับ เราจะไปเขียนทั้งหมดก็ไม่ได้
ท่านประธานครับ เอาพอชัดเจนนะครับ
ท่านประธานครับ ขอให้ผมพูดตามเนื้อหาที่เป็น ลําดับไว้นะครับ ผมพยายามเร่ง ผมเข้าใจ แต่ถ้าการประชุมเรื่องของประเทศชาติถ้าพูดแล้ว ผมไม่อยากพูดเยอะหรอกครับ แต่พูดแล้วต้องให้สมาชิกท่านอื่นเข้าใจด้วย ผมก็พยายาม จะเร่งนะครับ อันนี้ก็คือเหตุผลว่าทําไมเราถูกต่อว่าว่าใช้คําฟุ่มเฟือยเราก็เสียหาย เราก็ต้อง อธิบายว่าเจตนาที่เราเขียนแบบนี้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนครับว่าเราต้องการขับเคลื่อน ในรูปแบบไหน รูปแบบทั้งหมด หรือรูปแบบบางหน่วยงาน ก็เลยใช้ถ้อยคําว่า ทุกหน่วยงาน หรือบางหน่วยงาน อันนี้เราพิจารณามาแล้วนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็ต้องขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้เห็นพ้องกับทางกรรมาธิการ ที่เสนอคําแปรญัตติ พอควรแล้วครับท่านเฉลิมชัย
มิได้ครับท่านประธาน ขออนุญาต นิดหนึ่งเพราะว่า
ท่านเฉลิมชัยครับ ผมว่าพอควรแล้วครับ
บางส่วนผมเสียหาย
พอควรแล้วครับ ไม่มีใครเสียหายครับ
อย่างไรมันก็จะสัมพันธ์กับ
เสนอคําแปรญัตติแล้วกรรมาธิการยอมรับท่านไม่ง่ายหรอกครับ เมื่อกรรมาธิการ ยอมรับและบางส่วนชี้แจงว่าไม่ฟุ่มเฟือยเพราะว่าได้ถือปฏิบัติอย่างนี้ก็สมเหตุสมผล ถ้าเรา โต้กันไปโต้กันมาด้วยถ้อยคําบางประการเราใช้สภามากเกินไป ท่านยังแปรญัตติอีกหลายข้อ ผมก็อนุญาต ท่านเลขาธิการช่วยอ่านเมื่อมีกรรมาธิการได้ขอแก้ครับ เชิญครับ
ข้อ ๑๖ เมื่อได้มีการดําเนินการตาม ข้อ ๑๓ หรือข้อ ๑๔ และสภาเห็นสมควรให้มีการปฏิรูปเรื่องใดแล้ว ให้สภาจัดทําแผนการปฏิรูป เสนอวิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูปให้ชัดเจน เพื่อความสัมฤทธิผลในเรื่องนั้น ๆ โดยให้ประธานสภาหรือผู้ที่ประธานสภามอบหมาย และคณะกรรมการประสานงาน ดําเนินการประสานงานและขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีมติและคําสั่ง ให้ส่วนราชการทุกหน่วยงานหรือบางหน่วยงานให้ดําเนินการปฏิรูปในเรื่องที่หน่วยงานนั้น รับผิดชอบตามข้อเสนอแนะของสภาดังกล่าว เพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศไปในแนวทาง เดียวกัน
ข้อ ๑๗ เมื่อสภาได้พิจารณาศึกษาเพื่อการปฏิรูปในเรื่องใดเสร็จแล้ว และสภาเห็นว่าเป็นกรณีที่จําเป็นเร่งด่วน เพื่อประโยชน์แห่งการปฏิรูปเรื่องที่ได้พิจารณา เสร็จแล้วดังกล่าว ให้คณะกรรมการประสานงานดําเนินการประสานงานกับคณะรักษา ความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อจัดให้มีการปฏิรูปในเรื่อง ดังกล่าวตามอํานาจหน้าที่ให้เกิดความสัมฤทธิผลโดยเร็ว มีผู้แปรญัตติค่ะ
ผู้แปรญัตติติดใจไหมครับ ยังจะแปรญัตติไหมครับ เชิญท่านเฉลิมชัยครับ
ท่านประธานขออนุญาตครับ สปท. ๓๐๑ เฉลิมชัย เครืองาม ผมขอแปรญัตติในข้อนี้ไว้ จริง ๆ ข้อ ๑๖ กับข้อ ๑๗ มีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกัน ข้อ ๑๖ นั้นเท่าที่ผมตีความ คลาดเคลื่อนอย่างไรช่วยกรุณาชี้แจง ข้อ ๑๖ นี้ คือกรณีที่เป็นกรณีทั่ว ๆ ไปที่ต้องการให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่ข้อ ๑๗ นี้จะเพิ่มน้ําหนัก ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ดีกรี (Degree) ของความเร่งรีบ ดีกรี (Degree) ของความเร่งด่วนจะเพิ่มสูงขึ้น ถึงระดับที่คิดว่าจําเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษ แต่การที่ สปท. จะส่งเอกสาร จะส่งเรื่องที่ ศึกษารายงานต่าง ๆ แม้กระทั่งเป็นพระราชบัญญัติส่งไปที่หน่วยงานข้างนอก เช่น ส่งไปที่ คณะรัฐมนตรี ส่งไปที่ คสช. ส่งไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น โดยอ้างว่าเป็นความเร่งด่วน เป็นความเร่งรีบ และมีความจําเป็นอย่างยิ่ง นี่คือมาตรการในข้อ ๑๗เพราะฉะนั้นข้อ ๑๗ จึงใช้ถ้อยคําว่า เมื่อสภาได้พิจารณาศึกษาเพื่อการปฏิรูปในเรื่องใดเสร็จแล้ว และสภาเห็นว่า เป็นกรณีที่จําเป็นเร่งด่วน มีคําว่า สภาเห็นว่า ผมเข้าใจว่าถ้อยคํานี้ผมได้เคยอภิปรายไว้ ตอนที่เราพิจารณาเรื่องข้อบังคับการประชุม ผมเห็นว่าน่าจะมีหน่วยงานหรือน่าจะมีองค์กร หรือน่าจะมีคณะกลุ่มบุคคลที่จะเป็นคนพิจารณา เป็นคนกลั่นกรองว่าเรื่องใดที่มีความจําเป็น เร่งด่วน เรื่องใดที่มีความจําเป็นเร่งรีบที่จะให้ คสช. ครม. หรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ความร่วมมือในการออกมาตรการต่าง ๆ แต่ขอกราบเรียนว่าในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) นั้น ไม่ได้เขียนไว้ว่าเมื่อเราขอความร่วมมือไปแล้วที่ ครม. ที่ คสช.หรือ สนช. แล้วเขาจะให้ ความร่วมมือกับเรา หมายความว่าถ้อยคําที่ใช้ควรจะใช้คําว่า เพื่อขอให้พิจารณาใช้มาตรการ หรือดําเนินการพิเศษเป็นการเร่งด่วน อันนี้ผมขออนุญาตกราบเรียน ผมก็พยายามศึกษา ทําการบ้านแล้วก็หาข้อมูลมาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง คือเขาไม่ต้องการที่จะให้เราใช้ถ้อยคําว่า เราไปบอกให้ ครม. คสช. หรือ สนช. จัดทํา จัดให้มีการปฏิรูป เขาจะเป็นคนพิจารณาอีกทีหนึ่ง ท่านจะเขียนกฎหมายข้อบังคับอย่างไรก็ได้ครับแต่ช่วยกรุณาใส่คําว่า พิจารณาร่วมไว้ด้วย คราวนี้คําว่า พิจารณา จะพิจารณาอะไร ผมจึงเพิ่มเติมคําว่า พิจารณาใช้มาตรการ หรือดําเนินการพิเศษเป็นการเร่งด่วน เพราะผมเป็นคนอภิปรายในที่นี้ว่าถ้ากรณีจําเป็นเร่งด่วนนั้น ให้ใช้มาตรา ๔๔ แต่ก็ทําการบ้านมาอีกเหมือนกันว่าทางรัฐบาลเขาก็ไม่สบายใจที่อยู่ดี ๆ เราจะไปบอกว่าให้ คสช. ให้ ครม. ใช้มาตรา ๔๔เพราะกรณีที่จําเป็นเร่งด่วนนั้นมีมาตรการ อย่างอื่นอีกพอสมควรที่จะช่วยให้ สปท. บรรลุวัตถุประสงค์ได้ เช่นการออกเป็นพระราชกําหนด อันนี้ต้องเปิดช่องเอาไว้ จึงไม่เขียนไว้ในนี้ว่าเป็นมาตรา ๔๔ เพราะว่ามาตรการเร่งด่วนนั้นอาจจะเป็นพระราชกําหนด หรือเป็นกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นคําสั่ง หรืออะไรเป็นกรณีพิเศษ เป็นกรณีเร่งด่วนได้ ผมจึงขออนุญาตนําเสนอถ้อยคําคําว่า พิจารณาใช้มาตรการหรือดําเนินการพิเศษเป็นการเร่งด่วนในเรื่องดังกล่าวตามอํานาจหน้าที่ ให้เกิดความสัมฤทธิผลโดยเร็ว อันนี้มันจะกว้างกว่า และขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ขออนุญาตท่านเสรี ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดว่าผมประสานกับทาง ครม. แล้วเขาบอกว่า ให้มาตรา ๔๔ มีเข้ามีออก จริง ๆ แล้วความหมายของผมหมายถึงมาตรการพิเศษที่ว่านี้ ไม่ได้ใช้มาตรา ๔๔ อย่างเดียว เพราะทางรัฐบาลประสงค์ที่จะช่วย สปท. อย่างเต็มที่ครับ แต่ว่ามาตรการอื่นเขาก็มี อาจจะใช้พระราชกําหนด คําสั่ง หรือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี หรือคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรี หรือมติคณะรัฐมนตรีหรืออื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ใช่มาตรา ๔๔ อย่างเดียว เพราะมาตรา ๔๔ นั้นเท่าที่ฟังมาทางรัฐบาลหรือ คสช. มุ่งหวังที่จะใช้กรณีที่ จําเป็นเร่งด่วนจริง ๆ เป็นกรณีที่ไม่ต้องการให้คําสั่งนั้นยืดขยายหรือการใช้บังคับไปอีก ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเราจะปฏิรูปบางเรื่อง ท่านทนฟังผมอีกนิดเดียวนะครับ ถ้าเรา จะปฏิรูปเรื่องบางเรื่อง
ท่านสมาชิกครับ การแปรญัตติในวาระที่สองจะไม่ใช่อภิปรายทั่วไปนะครับ ท่านเสนอคําแปรญัตติมา ๓-๔ บรรทัด อภิปรายเฉพาะกรอบนั้น กรรมาธิการก็จะตอบ เฉพาะกรอบนั้น ผมจะถามว่าท่านติดใจอีกหรือไม่ ถ้าท่านติดใจยืนยันจะให้มีการลงมติ ก็ลงมติครับ ไม่เช่นนั้นถ้าเราพูดข้อ ๑๗ แล้วย้อนไปข้อ ๑๖ อีก เราเดินหน้าช้ามากขอให้ ปฏิบัติตามข้อบังคับ เชิญกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ในข้อ ๑๗ ถ้าหากว่าท่านพิจารณาดูให้ดีเป็นเรื่องของการประสานงานนะครับ ไม่ใช่เรื่องของการไปสั่ง คสช. ไปสั่ง ครม. ไม่ใช่เลยนะครับ เป็นเรื่องว่าให้คณะกรรมการ ประสานงานดําเนินการประสานงานกับใคร กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อจัดให้มี ประสานงานเพื่อจัดตามอํานาจหน้าที่ให้เกิด ผลโดยเร็ว ในนี้ก็มีทั้งเร่งด่วน ทั้งโดยเร็ว เพราะฉะนั้นถ้อยคําที่เขียนมามีความชัดเจน แต่ถ้าหากว่าถ้อยคําที่ท่านเสนอมาอันนี้คือสั่งเลย เพื่อขอให้พิจารณาแม้จะว่ามีพิจารณา ใช้มาตรการหรือดําเนินการพิเศษเป็นการเร่งด่วน นี่คือไปสั่งเขานะครับ เพราะฉะนั้นในข้อ ๑๗ ในร่างที่เราจัดทํามาต้องเข้าใจประเด็นปัญหาก่อนว่าเราทําหน้าที่ประสานงานเพื่อให้เกิด ผลสัมฤทธิ์โดยเร็ว
ขอบคุณมากครับ ขอไปข้อ ๑๘ นะครับ
ข้อ ๑๘ ในกรณีที่ประธานสภา เห็นสมควร ประธานสภาจะกําหนดประเด็นหรือเสนอแนวทางการปฏิรูปเรื่องใดต่อสภาก็ได้
ต่อไปเข้าหมวด ๔ นะครับ เรื่องการประชุมจะขออ่านเฉพาะเลขนะครับ
หมวด ๔ การประชุม ส่วนที่ ๑ วิธี การประชุม ข้อ ๑๙ ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ ข้อ ๒๔ ข้อ ๒๕ ข้อ ๒๖ ข้อ ๒๗ ข้อ ๒๘ ข้อ ๒๙ ข้อ ๓๐ ข้อ ๓๑ ข้อ ๓๒ ข้อ ๓๓ ข้อ ๓๔ ข้อ ๓๕ ข้อ ๓๖ ข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ ข้อ ๓๙ ข้อ ๔๐ ข้อ ๔๑ ข้อ ๔๒
ส่วนที่ ๒ การเสนอญัตติ ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ข้อ ๔๕ ข้อ ๔๖ ข้อ ๔๗ ข้อ ๔๘ ข้อ ๔๙ ข้อ ๕๐
ส่วนที่ ๓ การอภิปราย ข้อ ๕๑ ข้อ ๕๒ ข้อ ๕๓ ข้อ ๕๔ ข้อ ๕๕ ข้อ ๕๖ ข้อ ๕๗ ข้อ ๕๘ ข้อ ๕๙
ส่วนที่ ๔ การลงมติ ข้อ ๖๐ ข้อ ๖๑ ข้อ ๖๒ ข้อ ๖๓ ข้อ ๖๔ ข้อ ๖๕ ข้อ ๖๖ ข้อ ๖๗ ข้อ ๖๘ ข้อ ๖๙ ข้อ ๗๐ ข้อ ๗๑
หมวด ๕ กรรมาธิการ ข้อ ๗๒
ขออนุญาตครับ หมวด ๕ นี่สําคัญเพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไกทํางาน ขอช่วยอ่านข้อความด้วยครับท่านเลขาธิการ
หมวด ๕ กรรมาธิการ ข้อ ๗๒ สภาอาจตั้งคณะกรรมาธิการให้มีอํานาจหน้าที่พิจารณา กระทํากิจการ หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าที่ของสภาหรือตามที่สภามอบหมาย โดยจะกําหนดเป็น คณะกรรมาธิการสามัญหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้
คณะกรรมาธิการสามัญประกอบด้วยบุคคลซึ่งสภาตั้งจากสมาชิกของสภา เท่านั้น ส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญจะตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกด้วยก็ได้
เชิญท่านประธานกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตเสนอเพิ่ม เมื่อพูดถึงข้อ ๗๒ แล้วตอนที่อภิปรายไปตั้งแต่ช่วงต้น ขอเพิ่มเป็นข้อ ๗๒/๑ ขออนุญาตอ่านนะครับ เรื่องของที่ปรึกษานะครับ ในกรณีที่ คณะกรรมาธิการได้ตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ เลขานุการ ที่มาจากบุคคลที่ ไม่ได้เป็นสมาชิก ให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ศึกษา จัดหา และรวบรวมข้อมูล เพื่อให้งาน ปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ให้คณะกรรมาธิการนั้นสําเร็จผลและลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกําหนด
หมายถึงทางกรรมาธิการขอเสนอแก้ไขในข้อ ๗๒ เป็นวรรคสามเลยใช่ไหมครับ
เป็นข้อ ๗๒ วรรคสองครับ
วรรคสามต่อท้ายใช่ไหมครับ หรือจะแทรกระหว่างวรรคหนึ่งกับวรรคสอง
เพิ่มวรรคดีกว่าครับ จะได้ไม่ยุ่งตัวเลข เพิ่มเป็น วรรคสองของข้อ ๗๒ เป็นวรรคสองครับท่าน
น่าจะเป็นวรรคสามครับ
ขอโทษครับ เป็นวรรคสาม
ท่านกรรมาธิการเต็มสภามีข้อขัดข้องอะไรไหมครับ ถ้าไม่มีข้อขัดข้อง ท่านเลขาธิการอ่าน
ขออนุญาตครับท่านประธาน ทางนี้ครับ
ท่านดุสิตแปรญัตติครับ
ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ขอบคุณ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ แล้วก็ท่านประธานเสรี แต่ขอคอนเฟิร์ม (Confirm) นิดหนึ่งว่า ตําแหน่งเพิ่มที่ท่านเสนอเมื่อสักครู่มีคําว่า ประจําคณะกรรมาธิการ หรือเปล่าครับ มีใช่ไหมครับ ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ ผู้เชี่ยวชาญประจําคณะกรรมาธิการ ผู้ชํานาญการประจําคณะกรรมาธิการ เป็นต้น ขอบคุณครับ
ท่านเลขาธิการอ่านข้อ ๗๒ ที่ทางกรรมาธิการได้เสนอเพิ่มเติม คือทุกข้อความ ที่แก้ไขหรือว่าเพิ่มเติมต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานหมดครับ เชิญท่านเลขาธิการ
ในกรณีที่คณะกรรมาธิการได้ตั้ง ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ เลขานุการ ที่มาจากบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ให้บุคคล ดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ ศึกษา จัดหา และรวบรวมข้อมูล เพื่อให้งานปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการนั้นสําเร็จผลและลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าเบี้ยประชุม และค่าตอบแทนตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกําหนด
ขออนุญาตท่านประธานครับ ทางนี้ครับ ผมเข้าใจว่าทางท่านเลขาธิการไม่ได้อ่านตามที่เราตกลงกัน
ก่อนจะพูดให้ผมอนุญาตก่อนนะครับ
ขออภัยครับ
เชิญดอกเตอร์ดุสิตครับ
ขอบพระคุณครับ เข้าใจว่าท่านเลขาธิการ ไม่ได้อ่านตามที่เราได้ตกลงกันว่าทุกตําแหน่งต้องลงท้ายด้วยคําว่า ประจําคณะกรรมาธิการ เพราะนี่สําคัญมากนะครับ เป็นตําแหน่งประจําคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่เป็นตําแหน่งของ ตัวบุคคลครับ ขอบคุณครับ
- ๓๒/๑
เชิญท่านเลขาธิการอ่านอีกครั้งหนึ่งครับ
ในกรณีที่คณะกรรมาธิการได้ตั้ง ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชํานาญการ เลขานุการประจําคณะกรรมาธิการที่มาจากบุคคล ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่ศึกษา จัดหา แล้วรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ งานปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ในคณะกรรมาธิการนั้นสําเร็จผลและลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าเบี้ยประชุมและค่าตอบแทนตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติกําหนด
ครอบคลุมหมดแล้วนะครับ เชิญข้อ ๗๓ ครับ กรรมาธิการเชิญข้อ ๗๓ ท่านรองเลขาธิการช่วยท่านเลขาธิการด้วยเวลาต้องส่งเอกสารระหว่างกรรมาธิการครับ
ข้อ ๗๓ ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ สามัญประจําสภาขึ้นเพื่อพิจารณา หรือดําเนินการใด ๆ อันอยู่ในอํานาจหน้าที่ของสภา หรือตามที่สภามอบหมาย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศสัมฤทธิผล
ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาสิบเอ็ดคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย สมาชิกไม่น้อยกว่าสิบเอ็ดคน แต่ไม่เกินสิบเก้าคน โดยมีอํานาจหน้าที่ ดังนี้
(๑) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๒) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการ แผ่นดิน
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๓) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และการบังคับใช้กฎหมายให้สัมฤทธิผล รวมทั้งอํานาจ หน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๔) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่นให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๕) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๖) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ ให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๗) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๘) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่น ตามที่สภามอบหมาย
(๙) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน
ท่านประธานคะ
ขอให้ท่านเลขาธิการได้อ่านข้อให้จบก่อนครับ แล้วเดี๋ยวจะเชิญท่าน
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทํา แนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะ เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๑๐) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส การจัดการด้านแรงงาน และการคุ้มครองผู้บริโภคให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
(๑๑) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านอื่น ๆ อาทิ กีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา ระบบค่านิยม คุณธรรม และจริยธรรม ให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
สมาชิกคนหนึ่งจะดํารงตําแหน่งกรรมาธิการสามัญประจําสภา ได้เพียง คณะเดียว
คณะกรรมาธิการแต่ละคณะตามวรรคสอง จะต้องเสนอแผนการปฏิรูป ต่อสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประธานสภากําหนด และให้รายงานความคืบหน้าของ การปฏิบัติงานเป็นเอกสารต่อประธานสภาทุกเดือน และเมื่อดําเนินการเสร็จแล้วให้รายงาน ต่อสภาตามข้อ ๘๗
คณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบต้องติดตามผลการปฏิรูปในเรื่องที่ได้เสนอ ไปแล้ว โดยจะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็ได้ และให้คณะกรรมาธิการคณะนั้นรายงาน เป็นเอกสารให้สภาทราบ
มีผู้แปรญัตติค่ะ
ท่านสมาชิกครับ ข้อนี้เป็นข้อสําคัญที่สุดเท่าที่อยู่ในข้อบังคับ ผมให้เวลา สมาชิกที่ได้เสนอคําแปรญัตติทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วก็ที่ด้วยวาจา โดยลําดับก่อนหลัง ตามการยื่นคําขอและการยกมือ ท่านกรรมาธิการยกมือเรื่องอะไรครับ สงวนความเห็น ใช่ไหมครับ เสียงข้างน้อยใช่ไหมครับ ตามข้อบังคับต้องให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ
เดี๋ยวสับสนท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านกรรมาธิการของผมยกมือ เดี๋ยวก็อาจจะขอปรับถ้อยคํา ไม่ได้แปรญัตติ ให้ตรงกัน เพราะไม่ได้ไปสงวนอะไรกันมา
ถ้าอย่างนั้นแนวปฏิบัติอย่างนี้นะครับ กรรมาธิการที่ขึ้นมาทําหน้าที่ถ้าจะมี การขอแก้ไขถ้อยคําท่านประธานต้องลุกขึ้นขออนุญาตผมเสียก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะ เข้าใจว่ากรรมาธิการจะใช้สิทธิสงวนความเห็นในฐานะเสียงข้างน้อย เพราะว่าการขอแก้ไข ถ้อยคํานั้นต้องทําในนามของกรรมาธิการ เชิญท่านประธานเสรีก่อน แล้วจะมอบหมาย ท่านใดก็เชิญครับ จะแก้ไขไหมครับ ท่านเลิศรัตน์เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะกรรมาธิการเต็มสภาครับ ขอแปรญัตติในวรรคสอง ที่กล่าวไว้ว่าให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ๑๑ คณะ แต่ละคณะประกอบด้วย สมาชิกไม่น้อยกว่า ๑๑ คน แต่ไม่เกิน ๑๙ คน ผมอยากจะให้แก้คําว่า ๑๙ เป็น ๒๓ เหตุผล คือว่าเรามีสมาชิกอยู่ ๑๙๗ คน ที่จะต้องสมัครลงใน ๑๑ คณะ อัตราเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ ๑๘ คน เพราะฉะนั้นถ้าเราไปเขียนข้างมากไว้ที่ ๑๙ ก็จะทําให้แต่ละคณะจะต้องมีสมาชิก อยู่ในระดับประมาณ ๑๗ คน ๑๘ คน ๑๙ คนเกือบทุกคณะ แต่ว่าการแบ่งคณะของเรา ทั้ง ๑๑ คณะ เราแบ่งตามที่ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กําหนดไว้ในมาตรา ๒๗ ซึ่งการกําหนดขอบเขต ความรับผิดชอบของแต่ละคณะกรรมาธิการย่อมเห็นได้ชัดเจนว่าจะมีความรับผิดชอบ ปริมาณงานและวาระการปฏิรูปที่ สปช. ทําไว้แล้วต่างกันค่อนข้างมาก อย่างคณะเศรษฐกิจ เรารวมจาก ๒ คณะ เศรษฐกิจของ สปช. มาไว้ด้วยกัน ก็จะมีงานที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ผมจึงคิดว่าการจัดสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าไปอยู่ในแต่ละคณะนี้ไม่จําเป็น จะต้องจัดในจํานวนที่ใกล้เคียงกัน คณะที่มีความรับผิดชอบมากก็ควรจะมีคนมากกว่าได้ และอีกอย่างหนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีโอกาสไปอยู่ในคณะที่เขาพึงประสงค์ จะไปอยู่เพิ่มมากขึ้น ถ้าเราไม่ล็อกไว้จนกระทั่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยคือที่ ๑๘ คนหรือ ๑๙ คน จึงขอเสนอแปรญัตติให้แก้ไขเป็น ๒๓ คนครับ
ขอความชัดเจนครับ ท่านเสนอในนามกรรมาธิการใช่ไหมครับ คือเต็มสภานะครับ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นผมจะต้องเรียงลําดับผู้ที่เสนอคําแปรญัตติของกรรมาธิการแต่ละท่านก่อน ที่ให้ท่านเสนอก่อนเพราะเข้าใจว่าเป็น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ในส่วนที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม เสนอว่าจาก ๑๙ คน เป็น ๒๓ คนใช่ไหมครับ ก็เป็นส่วนที่กรรมาธิการได้ปรึกษาหารือแล้ว แล้วก็ดูจํานวนสมาชิก ที่เคยเสนอชื่อมาในกลุ่มแต่ละกลุ่มช่วงแรกว่าถ้าเฉลี่ยแล้วนี้บางกรรมาธิการอาจจะมีงานมาก มีภารกิจมาก ก็เลยขอเพิ่มจาก ๑๙ คนเป็น ๒๓ คน กรรมาธิการอื่นคงไม่ขัดข้องนะครับ ถือว่ากรรมาธิการขอแก้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ทางกรรมาธิการท่านอื่นมีขัดข้องไหมครับ ถ้าไม่ขัดข้องก็เป็น ไม่น้อยกว่า ๑๑ คน แต่ไม่เกิน ๒๓ คน ถูกต้องนะครับ ต่อไปท่านกรรมาธิการที่ได้แสดง ความจํานงเรียงตามเวลาที่ยื่นคําขอที่จะแปรญัตตินะครับ เชิญท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ แล้วต่อด้วยท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ สปท. ลําดับที่ ๑๖๒ ขออนุญาตแปรญัตติโดยเพิ่มเติมข้อความ ถ้อยคําในข้อ ๗๓ (๖) ในส่วนที่เกี่ยวกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเพิ่มเติมถ้อยคําว่า การคมนาคมขนส่ง ให้อยู่ในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการด้วย โดยอ่านได้ข้อความดังต่อไปนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การเกษตร การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย โดยเหตุที่เพิ่มเติมการคมนาคมขนส่งไว้ถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สําคัญของประเทศ ที่จะต้องปฏิรูปต่อไปค่ะ
ท่านสมาชิกมีความเห็นอย่างไรครับ มีการเพิ่มเติมถ้อยคําในเรื่องของคมนาคม ขนส่งเข้ามาเพื่อให้อยู่ในกรอบอํานาจหน้าที่ของ (๖) คือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีเห็นเป็นอย่างอื่น ก็เป็นไปตามที่กรรมาธิการท่านได้เสนอคําแปรญัตตินะครับ เชิญท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ดิฉันขอเสนอขอแปรญัตติในข้อ ๗๓ (๘) คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในบรรทัดที่ ๓ ที่ระบุว่า คณะกรรมาธิการซึ่งมีหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สัมฤทธิผล ขอเสนอให้ตัดคําว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ออกไป เพราะดิฉันเห็นว่าทั้งในเรื่องของด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในการศึกษาหรือว่า เอกสารทั้งหลายที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาก็ได้เชื่อมโยงเข้าหากันในด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ สุขภาพของประชาชน แต่ถ้าเผื่อเติมทรัพยากรธรรมชาติเข้ามาอีกเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ ซึ่งบางเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับสุขภาพเลย และถ้าหากว่านํามารวมกันเข้าไว้จะทําให้ การขับเคลื่อน การผลักดันในการขับเคลื่อนอาจจะอุ้ยอ้ายแล้วก็เชื่องช้าลงไป ทั้ง ๆ ที่ ทั้ง ๒ เรื่องมีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนต่อกันเลย และเป็นเรื่องใหญ่ เป็นปัญหาใหญ่ ของประเทศเราทั้งสิ้น ซึ่งดิฉันก็ได้แปรญัตติในอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะได้กล่าวต่อไปก็คือเสนอให้ นําเรื่องของทรัพยากรธรรมชาตินี้เอาไปไว้เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญนะคะ ซึ่งจะได้กล่าว ต่อไปในระดับนี้ ก็ขอพูดถึงขอให้ตัด ทรัพยากรธรรมชาติ ออกไปจากสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมในคําอธิบายก่อนค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณมากครับ ท่านกรรมาธิการท่านอื่นมีความเห็นอย่างไรครับ เชิญท่านกรรมาธิการเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้จัดทํามา โดยกําหนดให้ ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ใน (๘) เนื่องจากว่าคณะนี้เป็นคณะเกี่ยวกับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เมื่อพูดถึงสิ่งแวดล้อมนี่นะครับ ก็ต้องพูดถึงทรัพยากรธรรมชาติ มันคู่กันอยู่นะครับ ทีนี้พอเรามาดูเอกสารซึ่งประชุมแม่น้ํา ๕ สายนี่นะครับ ก็จะมีกรอบการจัดกลุ่มวาระปฏิรูปหรือวาระต่าง ๆ คือกําหนดอยู่ในหัวข้อ กรอบที่ ๘ นะครับ สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในส่วนนี้ก็ได้มีรายละเอียด อย่างเช่น นําเรื่องพื้นที่อนุรักษ์ในทะเลอันดามันเป็นเขตมรดกโลก คือมันรวมอยู่ในสิ่งแวดล้อม เพียงแต่ว่าตอนนี้เจตนาเราจัดอยู่ ๑๑ ด้าน กับ ๑ วิสามัญ ถ้าหากว่าเราจะคิดว่าตอนนี้ เราบอกว่าในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติน่าจะเป็นวิสามัญอีกคณะหนึ่งมันก็จะต้อง ถูกกําหนดเอาไว้ ซึ่งเจตนารมณ์หรือการแบ่งกลุ่มต่าง ๆ ยังแบ่งเอาไว้ว่าทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมสัมฤทธิผล และสิ่งต่าง ๆ ที่เรากําหนดจะสอดคล้องต้องกันกับโรดแมป (Roadmap) ของ คสช. กับของรัฐบาลนะครับ แต่ถ้าหากว่ารวมไปแล้วอย่างนี้ถ้าต่อไป ท่านศึกษามาแล้วถ้ามันยิ่งใหญ่จริง มันเป็นเรื่องยุ่งยากจริง ท่านไปขอตั้งเป็น วิสามัญภายหลังดีกว่านะครับ แต่ในเบื้องต้นก็มีความจําเป็นที่ว่าต้องพยายามจํากัดกรอบ ตรงนี้ไว้ให้ได้อยู่ใน ๑๑ ด้าน แล้วก็ ๑ วิสามัญ เลยขออนุญาตคุณหมอที่เคารพว่าขอให้ ทรัพยากรธรรมชาติคู่อยู่กับสิ่งแวดล้อมอยู่ในคณะที่ ๘ นี้ไปก่อนนะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ท่านกรรมาธิการคุรุจิต นาครทรรพ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้ยื่น แปรญัตตินะครับ แต่ว่าเมื่อได้ฟังการอภิปรายของท่านพรพันธุ์ก็เห็นใจท่านนะครับว่า กรรมาธิการคณะเดียวจะดูทั้งสาธารณสุขซึ่งก็เรื่องใหญ่ใน สปช. เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เรื่องใหญ่ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติก็เรื่องใหญ่ เราจําได้เรื่องป่าชุมชน หรือแม้แต่เรื่องน้ําก็เป็นเรื่องของ ทรัพยากรธรรมชาติ ทีนี้ถ้าอยู่ในคณะเดียวกันและท่านให้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการได้ไม่เกิน ๓ ก็ไม่ทราบว่า แต่ก็ไม่เห็นด้วยอย่างที่ท่านเสรีว่าจะไปตั้งวิสามัญก็ไม่เหมาะนะครับ ก็ไม่รู้ว่า จะเกลี่ยไปอยู่ในคณะเศรษฐกิจหรือบริหารราชการแผ่นดินจะได้หรือเปล่า ก็ขอเสนอเป็น ความเห็นประกอบครับ
ข้อ ๗๓ ท่านดํารงค์ พิเดช ใช่ไหมครับ นั่งอยู่หลังสุดเลย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายดํารงค์ พิเดช สมาชิก สปท. ๕๒ คืออย่างนี้ครับ เรื่องกระทรวงสาธารณสุขกับทรัพยากรธรรมชาติ มันห่างกันไปเลยครับ เอามาผูกมัดไม่เกี่ยวกันเลย สสส. ป่าชุมชน คนละทิศทาง ที่ผ่านมาก็ขัดแย้งกันอย่างนี้ สาธารณสุขเอาเรื่องโฉนดชุมชนไปออกโฉนดชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ได้ ในขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติไม่รู้เรื่องเลย แล้วก็ผ่านมติเห็นชอบไปนี้ แล้วมันตรงกับรัฐบาลด้วย ทะเลาะกันมาทีหนึ่งแล้ว ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติก็เสนอป่าชุมชนนอกเขตอนุรักษ์ มันไปคนละทิศละทางเลยครับ ถ้าไปรวมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นี่ผมเห็นด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างนี้ไปกันได้หมด น้ําป่าเขาลําเนาไพร แต่ไปรวมกับสาธารณสุข ผมไม่รู้ว่าใครจับรวมตั้งแต่แรก มันคนละทิศ ละทาง คนละแนว การต่อสู้ก็คนละแนว แต่สาธารณสุขพยายามจะก้าวก่ายเข้ามาคุม เรื่องการจัดป่า จัดคน จัดอะไรไปด้วย อันนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งจะมารวมกัน มันทะเลาะ กันตลอดในระหว่างการประชุมกรรมาธิการ สปช. คราวที่แล้วก็ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ ร้องห่มร้องไห้กัน และมาใหม่ยังจะรวมกันอีก ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ
ขอบคุณมากครับ ก็รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ครับ แล้วก็กรอบแม่น้ํา ๕ สาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบให้ในการประชุมแม่น้ํา ๕ สายทุกคนก็ได้รับเอกสารอย่างนั้น ท่าน พลเอก ฐิติวัจน์คงยืนยันได้นะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการก็มาออกแบบ ๑๑ ด้านการปฏิรูป ส่วนว่าเวลาไปทํางานจริงจะไปเป็นคณะอนุกรรมาธิการ สาธารณสุขก็มี คณะอนุกรรมาธิการหนึ่ง สิ่งแวดล้อมก็ไปคณะอนุกรรมาธิการหนึ่งก็ย่อมได้ หรือว่า ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่านประธานครับ
เชิญท่านเสรีครับ
ท่านประธานครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ขอกราบเรียนเพื่อความเข้าใจว่ากรอบการปฏิรูปดังกล่าวนี้ ก็อย่างที่บอกแล้วเป็นในแนวทาง แต่คณะอนุกรรมาธิการที่ในข้อบังคับกําหนดไว้ไม่เกิน ๓ คณะ แต่ถ้าท่านอ่านไปอีกนะครับ ถ้าหากมีความจําเป็นท่านขอเพิ่มได้ ไม่ใช่ล็อกตายตัวอยู่ตรง ๓ คณะเท่านั้นนะครับ
ผ่านนะครับ ท่านเลขาธิการช่วยอ่านข้อ ๗๓ เฉพาะวรรคหรือวงเล็บ ที่มีการแก้ไขครับ
ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา สิบเอ็ดคณะ แต่ละคณะประกอบด้วยสมาชิกไม่น้อยกว่าสิบเอ็ดคน แต่ไม่เกินยี่สิบสามคน
(๖) คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ
มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง การเกษตร การคมนาคมขนส่ง อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมีอํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
ไปข้อ ๗๔ เลยครับ ท่านวิทยา ข้อ ๗๓ หรือว่ามีอะไรเพิ่มเติม
ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย ครับ ข้อ ๗๓ นิดหนึ่งครับท่านประธาน ไม่ได้เป็นการแปรญัตติเพิ่มนะครับ เพื่อทําความเข้าใจ ในข้อ ๗๓ คือมันมีคําว่า คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา ซึ่งในคําจํากัดความเรามี ๒ ความหมายนะครับ คือคณะกรรมาธิการสามัญกับวิสามัญ แต่ทีนี้พอข้อ ๗๓ เราเพิ่มคําว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญประจําสภาขึ้นมา เพราะฉะนั้นคําจํากัดความถ้าใช้คําว่า คณะกรรมาธิการเมื่อไร ก็จะมี ๓ ความหมาย คือ ๑. คณะกรรมาธิการประจําสภา ๒. คณะกรรมาธิการสามัญ และ ๓. คณะกรรมาธิการวิสามัญ ทีนี้ถ้าความหมายคําว่า คณะกรรมาธิการมันแตกต่างอย่างนั้น ท่านประธานดูข้อ ๗๓ หน้า ๑๕ ๒ วรรคสุดท้ายของ ข้อ ๗๓ เราใช้คําว่า คณะกรรมาธิการแต่ละคณะตามวรรคสอง ถ้าใช้คําว่า คณะกรรมาธิการ แต่ละคณะตามวรรคสอง หมายถึงคณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญ ตามคําจํากัดความ แต่ถ้าจะใช้ให้ถูกต้องผมคิดว่าต้องใช้คําว่า คณะกรรมาธิการสามัญ ประจําสภาแต่ละคณะ ต้องใช้ถ้อยคํานี้ครับ ถึงจะเป็นเฉพาะความหมายของมาตรา ๗๓ เช่นเดียวกันในวรรคถัดไปครับ คณะกรรมาธิการก็ต้องใช้คําว่า คณะกรรมาธิการสามัญ ประจําสภา ผมติงเฉพาะถ้อยคํานะครับ ซึ่งจะได้สอดคล้องไปในทางเดียวกัน
ผมเข้าใจครับ เดี๋ยวรบกวนท่านวิทยาและกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ เมื่อพิจารณาวาระที่สองเสร็จครบข้อแล้วจะเป็นช่วงการปรับปรุงถ้อยคําตรงนั้นให้ตรงกัน ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านประสิทธิ์ไปข้อ ๗๔ ดีไหมครับ ดีใช่ไหมครับ พยักหน้านี้ดี หรือว่ายังข้อ ๗๓ อยู่ครับ ข้อ ๗๓ อ่านแก้ไขไปหมดแล้วนะครับ ท่านขอแก้ไขหรือเปล่าครับ เชิญครับ
กราบเรียนประธานที่เคารพ กระผม นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ๐๙๒ ผมได้ขอแปรญัตติเพราะว่าเป็นการแปรญัตติเต็มสภานะครับ ได้ขอยื่น ด้วยวาจาไปสักครู่ ก็เนื่องจากเห็นว่าใน (๖) ของข้อ ๗๓ ตรงนี้กับข้อ ๑๑ คือข้อ ๖ เกี่ยวกับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ แต่ข้อ ๑๑ ปฏิรูปด้านอื่น ๆ ซึ่งเดิมทีการกีฬากับเรื่อง ของการท่องเที่ยวอยู่ในส่วนราชการเดียวกัน โดยเฉพาะมี พ.ร.บ. การปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ปี ๒๕๓๔ ที่ระบุกระทรวงแบ่งแยกภารกิจกันชัดเจน ที่กระผมจะขอเรียนถาม ก็คือว่ามีเหตุผลใดในการที่จะไปจับแยก จริงอยู่ดูเหมือนกับว่ามีการจัดหมวดหมู่ ว่าเข้าเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจและบริการนะครับ ตรงนั้นก็มีส่วน แต่ว่าภาระการที่จะ อภิปรายนี่นะครับ ผมเห็นว่าตรงนี้เวลามีการเชิญทางฝ่ายราชการหรือว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเรื่องของภารกิจที่จะต้องดําเนินการ ทางกระทรวงก็ดี เราจะเชิญเขาแยกส่วนมาเป็น ภาระของเขาเพิ่มมากขึ้น แล้วก็เป็นปัญหาที่จะต้องชี้แจงซ้ํากันด้วย ถึงแม้ว่าในการอธิบาย จะเป็นการอธิบายโดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงซึ่งระดับล่างลงมาก็จริง แต่ก็ควรที่จะให้ ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้มีส่วนในการรับรู้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามาอธิบายเฉพาะผู้ที่มี หน้าที่เกี่ยวข้องระดับล่างผลก็จะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด แล้วก็เป็นภาระของเจ้าหน้าที่ ในการที่จะต้องมาอธิบาย ผมเห็นว่าน่าที่จะนํามารวมอยู่ใน (๑๑) ไม่ทราบว่ามีความเห็น เป็นประการใด ขอบคุณครับ
ความจริงชั้นคําแปรญัตติต้องเสนอเลยนะครับว่าไม่เห็นด้วยกับใน (๑๑) แล้วจะให้กีฬาไปอยู่ตรงไหน หรือจะฝากข้อสังเกตไว้สําหรับการไปเป็นวิสามัญหรืออะไรก็ได้ อันนี้ก็จัดตามกรอบ ๑๑ ด้าน ส่วนทางปฏิบัติก็เปิดช่องไว้อยู่แล้วว่าต่อไปเห็นสมควรจะมี วิสามัญหรือว่าแม้แต่สามัญที่ต้องแก้ไขข้อบังคับก็กระทําได้ถ้าจําเป็น เชิญท่านประธาน
ผมขออนุญาตตอบนิดเดียวแล้วกันสั้น ๆ นะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ในส่วนของผู้ชี้แจงนะครับ อย่างที่เรียนแล้วว่าแนวทางของ การทํางานในข้อบังคับฉบับนี้จะให้ความสําคัญไปที่การประสานงาน เพราะฉะนั้นการประสานงาน ก็คือการจะต้องมีการตกลงกันว่าวิธีการจะต้องเชิญหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมาแสดง ความเห็นอย่างไร แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศ อย่าไปติดขัดด้วยเรื่องของ การเชิญคน ถ้าจะซ้ําซ้อนจริง ๆ เดี๋ยวคนที่ถูกซ้ําซ้อนเขาก็จะชี้แจงว่าเขามาชี้แจงแล้วหรือไม่ อย่างไร ถ้าเราไปจํากัดตั้งแต่ตอนนี้เดี๋ยวจะทํางานยากนะครับ
ต่อไปนะครับ ขอไปข้อ ๗๔ เชิญท่านเลขาธิการครับ ท่านบัญชาใช้สิทธิ กรรมาธิการหรือครับ
ขออนุญาตแปรญัตตินะครับ กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกที่เคารพนะครับ คือผมยังติดใจในข้อ ๓๓ ในบรรทัดที่ ๖ หน้า ๑๕ ที่ระบุว่าสมาชิกคนหนึ่งจะดํารงตําแหน่งกรรมาธิการสามัญประจําสภาได้เพียง คณะเดียว ผมขอกราบเรียนนะครับ ผมอยากจะขอแปรญัตติแก้ไขเป็นว่า ให้ดํารงตําแหน่งได้ ไม่เกิน ๒ คณะ เพราะว่าถ้าคณะเดียวเป็นการปิดโอกาสท่านสมาชิก สปท. ซึ่งมีความรู้ ความสามารถหลายคณะนะครับ อย่างเช่นด้านกฎหมายก็สามารถที่จะไปเป็นกรรมาธิการ ด้านอื่นได้ เพราะด้านอื่นก็ล้วนแต่มีปัญหาทางด้านกฎหมายนะครับ เช่นเดียวกับท่านที่มี ความรู้ด้านอื่น ๆ ผมว่าสมควรจะเป็น ๒ คณะนะครับ ไม่เกิน ๒ คณะ กราบขอบพระคุณ มากครับ
เชิญครับท่านเลิศรัตน์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะกรรมาธิการ ใคร่ขอเรียนตอบข้อคิดเห็นของ ท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภานะครับ เหตุผลที่เราได้กําหนดให้สมาชิกแต่ละท่าน ๑๙๗ คน สามารถเลือกที่จะทํางานได้ใน ๑ คณะ กรรมาธิการสามัญประจําสภาก็โดยเหตุ ที่ว่าเรามีบทเรียนจากการทํางานเมื่อครั้งเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. นั้น พอเราให้ไปอยู่ ๒ คณะแล้วก็ยังไปเป็นอนุกรรมาธิการในแต่ละคณะอีก สมมุติว่าอยู่ ๒ คณะแล้วไปเป็น อนุกรรมาธิการอีกอย่างละ ๑ ก็เท่ากับอีก ๔ การประชุมเป็นอย่างน้อยการจัดการประชุม ที่จะไม่ให้ตรงกันของทั้ง ๑๐ กว่าคณะ และอีก ๓๐-๔๐ คณะอนุกรรมาธิการกระทําได้ยากมาก จึงต้องมีการประชุมกันเกือบทุกวันมาตรงกับการประชุมใหญ่ของสภาด้วยอะไรด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็นข้อคิดที่คิดว่าถ้าเราให้อยู่ได้ใน ๒ คณะ และขณะนี้คณะกรรมาธิการ ก็ได้ลงมาเหลืออยู่แค่ ๑๑ คณะ พอเป็น ๑๑ คณะถ้าให้อยู่คณะเดียวแล้วการทํางานตอนนี้ จะต่างจากสมัยเป็น สปช. คือจะเป็นการทํางานที่มุ่งไปสู่การวิเคราะห์งานกรอบการปฏิรูป ที่ได้ดําเนินการไว้แล้วนะครับ ซึ่งก็จะมีความชัดเจนของงานที่จะทําเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงคิดว่าน่าที่จะเหมาะสมกว่าที่จะให้ท่านได้มาอยู่ในคณะเดียว ที่จริงแล้วคําว่า คณะเดียว ก็ยังจะต้องไปอยู่ในคณะที่เป็นวิสามัญ อย่างเช่น วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศอีก ๒๑ คน วิสามัญของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอีกประมาณ ๒๑ คน และยังจะมีวิสามัญในนามกรรมการประสานงานอีก หลาย ๆ ท่านและหลายสิบคนก็จะต้อง ไปอยู่ในตําแหน่งอื่น ๆ อีก ก็คิดว่าน่าจะเหมาะสมแล้วครับ
ขอบคุณนะครับ ไม่ติดใจนะครับท่านวันชัย ขอบคุณมากครับ ท่านเลขาธิการ เชิญข้อ ๗๔ ครับ
ข้อ ๗๔ ให้ประธานสภาตั้งกรรมการขึ้น คณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาการดํารงตําแหน่งกรรมาธิการสามัญประจําสภาตามข้อ ๗๓ โดยให้ สมาชิกแต่ละคนแสดงความจํานงต่อประธานสภาตามแบบที่กําหนดเพื่อที่จะดํารงตําแหน่ง ในคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาตามข้อ ๗๓ ได้ไม่เกินสามคณะ โดยเรียงตามลําดับ ความต้องการ ในกรณีที่คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาตามข้อ ๗๓ คณะใดมีสมาชิกยื่น แสดงความจํานงจะดํารงตําแหน่งไว้น้อยกว่าหรือเกินกว่าจํานวนที่จะมีได้ในคณะกรรมาธิการ คณะนั้น ให้ใช้วิธีเกลี่ย โดยหารือกับสมาชิกที่เกี่ยวข้องหรือใช้วิธีจับสลาก
ให้คณะกรรมการจัดทํารายงานแล้วเสนอรายชื่อสมาชิกตามวรรคหนึ่ง ต่อประธานสภาเพื่อดําเนินการตามข้อ ๗๕
เข้าใจว่าข้อนี้ทางท่านกรรมาธิการยกร่างได้ขอแก้ไขในเบื้องต้นมีใบแทรก แล้วก็เผอิญผมเห็นคําขอแปรญัตติของท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา ในประเด็นที่ตรงกัน ก็เลยเรียนว่าคําแปรญัตติของท่านนั้นทางกรรมาธิการได้แก้ไขตั้งแต่เบื้องต้นก็ตรงกัน ขอบคุณมาก เชิญข้อ ๗๕ ครับ
ข้อ ๗๕ เพื่อให้การทํางานของสภา ดําเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปในแนวทางเดียวกัน ให้ประธานสภาเป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมาธิการ และตําแหน่งอื่นตามความจําเป็น จากรายชื่อสมาชิกที่คณะกรรมการตามข้อ ๗๔ เสนอ
เมื่อประธานสภาได้ดําเนินการตามวรรคหนึ่งแล้วให้เสนอรายชื่อกรรมาธิการ และผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ทั้งหมดเพื่อให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
มาตรานี้มีผู้แปรญัตติ
เชิญผู้แปรญัตติเรียงลําดับนะครับ ๓ ท่าน ท่านแรก พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านที่ ๒ ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ท่านที่ ๓ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ เชิญท่านเฉลิมชัยครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ สปท. ๓๑ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ได้ขอแปรญัตติเพิ่มเป็นข้อความในวรรคสาม เป็นข้อความว่า ในส่วนของคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ การเลือกตําแหน่งประธานและตําแหน่งอื่น ๆ ให้ดําเนินการใหม่ทั้งหมดเมื่อปฏิบัติหน้าที่ ครบ ๑ ปี นับจากวันที่ได้รับแต่งตั้ง เหตุผลที่ผมขอแปรญัตติในข้อความนี้ ในวรรคนี้ ประโยคนี้ ด้วยเหตุผลก็คือเพื่อความสมัครสมานสามัคคีของการทํางานของคณะกรรมาธิการสามัญ เนื่องจากการแต่งตั้งประธานกรรมาธิการนั้น ข้อบังคับของเราได้กําหนดเอาไว้ว่า ให้ท่านประธานสภาเป็นผู้แต่งตั้ง แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมเชื่อว่าท่านประธานสภาก็คงจะมี โอกาสที่จะซาวเสียงในกรรมาธิการคณะนั้น ๆ ละครับที่จะตั้งใครเป็นประธานกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ระยะเวลา ๑ ปีที่ทํางานร่วมกันมาผมว่ามีทั้งที่ผิดหวัง มีทั้งที่สมหวัง อาจจะมีการผิดใจกันบ้าง ขัดใจกันบ้าง อึดอัดใจกันบ้าง อะไรก็แล้วแต่ แต่เพื่อให้การทํางาน เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นไปด้วยความราบรื่น ผมจึงคิดว่าน่าจะมีวาระ การดํารงตําแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นประธานคณะกรรมาธิการ หรือว่าตําแหน่งอื่น หรืออาจจะตัด ตําแหน่งอื่นออกไปเหลือเฉพาะประธานคณะกรรมาธิการที่ควรจะมีการกําหนดวาระไว้ก็ได้ ทํานองเดียวกันนี้ จริง ๆ ข้อความนี้ผมลอกมาจากข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ผมมี บทเรียนว่าการดํารงตําแหน่งของประธานคณะกรรมาธิการนั้นมีความหมายมากในการ ทํางานและในการขับเคลื่อน จะเป็นพลังสําคัญในการทําให้งานบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ระยะเวลา ๑ ปีได้เรียนรู้กันมาพอสมควร ถ้าหากว่าถูกใจกัน ทํางานด้วยกันราบรื่น ท่านก็คงสภาพ เหมือนเดิมไป ยื่นหนังสือว่าขอทุกอย่างตําแหน่งเดิมทุกประการก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่อย่างนั้น สิ่งที่จะตามมาก็คือการย้ายคณะ มีปัญหามากครับ ทํางานไปได้ ๘ เดือน ๙ เดือน อึดอัดแล้ว ทะเลาะกันแล้ว มีปัญหากันแล้ว หาทางย้ายคณะ ย้ายกันทั้งปีเลยครับ แต่ถ้ากําหนด ระยะเวลา ๑ ปี คือพูดง่าย ๆ ว่าถึงเวลา ๑ ปีอย่างไร ๆ ก็ต้องตั้งใหม่ เลือกใหม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตนําเรียนเสนอท่านเสรี ท่านช่วยพิจารณาข้อนี้ด้วย ผมว่าไม่ได้ เสียหายอะไร ถ้าหากว่าคณะไหนมีความสุขกับการอยู่กับประธานท่านนั้น รองประธานท่านนั้น โฆษกท่านนั้นก็อยู่กันไปก็เสนอมา แต่ถ้าหากว่าอึดอัด ๑ ปีก็เลือกกันใหม่ก็ไม่มีปัญหาอะไร อย่าลืมว่าความสามัคคีในคณะเป็นสิ่งสําคัญในการขับเคลื่อนประเทศครับ
ขอบคุณครับ ได้ประเด็นชัดเจน ทางกรรมาธิการผู้ไปทําการยกร่างมา มีความเห็นอย่างไร
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ๑ นาที เร็ว ๆ เลยครับ สําคัญมาก
ท่านเฉลิมชัยครับ กรุณาอย่าลุกขึ้นพูดโดยไม่ขออนุญาตประธาน
ขออนุญาตท่านประธานเลยครับ
ถ้าประธานยังไม่อนุญาตนะครับ
ท่านอนุญาตหรือยังครับ
ยังครับ ประเด็นท่านชัดเจนแล้วครับในคําแปรญัตติของท่าน ผมกําลังให้ทาง กรรมาธิการได้ชี้แจงว่าการกําหนดวาระเป็นเช่นไร ท่านประธานเสรีกับทางกรรมาธิการว่า อย่างไรครับ จะมอบหมายให้ใครชี้แจง เชิญ
อย่างนั้นเชิญ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ก่อนครับ
เชิญท่านเลิศรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะกรรมาธิการครับ คือถ้าดูจากกรอบเวลาหรือโรดแมป (Roadmap) ของ คสช. และรัฐบาลแล้ว จะมีระยะเวลาทั้งหมด ๒๐ เดือนจนถึงมีสภาใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญที่จะมีผลบังคับใช้กําหนดให้สภาแห่งนี้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ จนถึงมีสภาใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ก็จะมีเวลาอยู่ประมาณ ๑๙ เดือน ถึง ๒๐ เดือน ขณะนี้ ก็ผ่านไปแล้ว ๑ เดือน ก็จะมีเวลาประมาณ ๑๗-๑๘ เดือน ก็คือ ๑ ปี กับ ๖ เดือน หรือ ๑ ปี กับ ๗ เดือน เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราได้มีการทํางานไปแล้ว ๑ ปี ตอนนั้นจะเหลืออยู่ประมาณ ๕-๖ เดือน ก็คงเป็นช่วงของการขับเคลื่อนของการที่จะไปอีนุงตุงนังกับส่วนราชการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าจริง ๆ แล้วเป็นข้อคิดที่ดีของการที่จะมีการเปลี่ยน แต่เนื่องจากว่า การแต่งตั้งประธานและผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา คือเป็น การดําเนินการโดยท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะปล่อยให้เป็นอํานาจของท่านประธาน ถ้าท่านเห็นว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงในคณะหนึ่งคณะใดท่านก็สามารถดําเนินการได้ ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็จึงคิดว่าข้อเสนอในการให้เปลี่ยนโดยกําหนดไว้ว่า ครบรอบ ๑ ปีอาจจะเหลือเวลาน้อยเกินไปที่จะกระทําอย่างนั้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ชัดเจนนะครับ เป็นเรื่องการบริหาร ซึ่งคงมีวิธีการ ให้สมเจตนารมณ์ของท่านเฉลิมชัย เชิญท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ สมาชิกหมายเลข ๐๙๒ ของผมก็เป็น ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็ประเด็นเดียวกับที่ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัยท่านได้กล่าว สักครู่นะครับ ก็ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน แต่คงไม่เสียหายอะไรเพราะว่าจะเป็นประโยชน์ ว่าตัวอย่างที่ท่านยกขึ้นมานั้นว่าระหว่างการทํางานถ้าเกิดมีปัญหาขึ้นมาผมเชื่อว่า ท่านประธานเองก็คงไม่อยากจะปลดใครนะครับ แต่ถ้ามีเขียนอยู่ในข้อบังคับก็จะเป็นไป ตามข้อบังคับ อย่างนี้นะครับ ผมยกตัวอย่างเมื่อช่วงของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็มีปัญหาเหมือนกันเป๊ะเลยที่ท่านเฉลิมชัยท่านได้ กล่าวว่าบรรยากาศการประชุมมันไปด้วยกันค่อนข้างไม่ค่อยจะราบรื่น เพราะว่าประธาน อยู่ด้านหนึ่ง กรรมาธิการหันหน้าหันหลังบ้าง ไม่เคยหันหน้าเข้าพบกันอย่างนี้ บรรยากาศมันไป ด้วยกันยาก ซึ่งถ้าเสนอท่านประธานผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าโดยสุภาพบุรุษของท่านประธานนี่ ท่านประธานก็คงไม่กล้าที่จะทํานะครับ จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าก็คงจะเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นถ้าหากว่ามีอยู่ในข้อบังคับนะครับ ผมว่าตรงนั้นก็เป็นการเปิดโอกาส ซึ่งท่านประธาน อาจจะตั้งคนเดิมพิจารณาแล้วเห็นว่าบรรยากาศยังพอไปได้ เพราะส่วนใหญ่ในกรรมาธิการ ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ ก็เป็นการดําเนินการเหมือนกัน ฉะนั้นที่ท่านเลิศรัตน์เสนอมานี่นะครับ ผมเห็นด้วย แต่ว่าถ้าใช้กับสภาแห่งนี้ผมเชื่อว่าคงจะเป็นไปได้ยากนะครับ ฉะนั้นบรรยากาศ การประชุมก็จะไม่ราบรื่น การที่จะปฏิรูปในกลุ่มควรจะมีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แล้วการเป็นกรรมาธิการสิ้นสุดมีเขียนอยู่ในข้อ ๙๑ แต่การสิ้นสุดของประธานไม่มี ไม่มีเขียน ตรงไหนเลย ซึ่งตรงนั้นเดี๋ยวผมอาจจะขอสงวนสิทธิในการที่จะไปพูดในข้อ ๙๑ อีกเช่นเดียวกัน ฉะนั้นถ้าหากว่ามีไว้ผมเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยการได้ศึกษา แล้วก็ได้รู้นิสัยใจคอในการทํางาน ด้วยกันแล้วก็จะได้มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนได้ ผมจึงเห็นว่าในข้อนั้นมีความเหมาะสม นอกจากนี้การตั้งประธานกรรมาธิการไม่ทราบว่าทางที่ประชุมนี้ได้มีการถกกันให้ได้ตกผลึก แล้วหรือยังว่าการตั้งกรรมาธิการนั้นเป็นอํานาจโดยตรงของประธานสภาหรือว่าประธานสภา ฟังความคิดเห็นของที่ประชุมของกรรมาธิการก่อนเป็นหลักด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ สมมุติว่า กรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีความเห็นว่าท่านวิรัช ชินวินิจกุล ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเป็นถึงรองประธานศาลฎีกา ท่านมีความเหมาะสมในการที่จะปฏิรูป กระบวนการยุติธรรม ท่านมีหนังสือไปถึงที่ไหนเชื่อมั่นว่าได้รับการยอมรับแน่ เพราะมีความสง่างาม อย่างนี้เป็นต้น แต่ท่านประธานจะเลือกหรือไม่เป็นอย่างนั้นด้วยหรือไม่ ก็ขอความเห็น ในส่วนนี้ครับ ขอบคุณครับ
ก็ได้พิจารณาผ่านตรงนั้นแล้วครับ เดี๋ยวข้อ ๙๑ คงจะได้มีพูดอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านคุรุจิตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ คุรุจิต นาครทรรพ ครับ กระผมขออภิปรายในข้อนี้ก็มีความเห็นในเชิง ๒ ท่าน ที่อภิปรายไปก่อนหน้านี้ คือท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย แล้วก็ท่านประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ก็อยากจะถามท่านประธานกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับว่าเหตุผลใดในข้อ ๗๕ วรรคหนึ่ง ที่ให้ประธานสภาขับเคลื่อนเป็นผู้ตั้งประธานกรรมาธิการสามัญแต่ละคณะ ซึ่งแตกต่างอย่าง ชัดเจนจากข้อบังคับสภาปฏิรูปที่มีมาในอดีตด้วยเหตุผลอะไร แล้วก็การที่เขียนไว้แบบนี้ แล้ววรรคสองบอกว่าจะมาเสนอให้สภาเห็นชอบ แล้วถ้าเกิดคนที่ประธานสภาขับเคลื่อน เลือกแล้วก็คิดว่าจะเสนอแต่งตั้งเกิดสภาไม่เห็นชอบ เราจะไม่มีคอนฟลิกต์ (Conflict) กัน มากขึ้นไปหรือครับ แล้วก็อยากจะเท้าความถึงคณะกรรมาธิการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่ท่านพรพันธุ์อภิปรายเมื่อสักครู่ มีทั้งทรัพยากรธรรมชาติ มีทั้งสาธารณสุข มีทั้งสิ่งแวดล้อม ท่านต้องตั้งคนใดคนหนึ่งมาเป็นประธานอาจจะมาจากสาขาใดสาขาหนึ่ง ถ้าเกิดบริหารไป สักพักแล้วรู้ว่าไปไม่ไหวจริง ๆ ก็จะเกิดภาวะพะอืดพะอม ผมก็ขอถามเหตุผลก่อนนะครับ แล้วถ้าเหตุผลฟังได้ก็ยอมรับ ถ้าเหตุผลก็คิดว่าฝั่งเราก็มีเหตุผลที่ดีพอสมควร ผมก็อยากขอ สนับสนุนท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัยว่าเพิ่มไปอีกสักวรรค ถ้าท่าน พลเอก เลิศรัตน์บอกว่า เรามี ๒๐ เดือน ก็เปลี่ยนเป็น ๑๐ เดือนก็ได้ครับ ไม่ต้อง ๑ ปี เพราะว่ามันก็ดูจะเป็น ประชาธิปไตยดีครับ
ขอบคุณครับ ท่านบัญชาข้อนี้นะครับ
ครับท่าน กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ ผมขอแปรญัตติในส่วนข้อ ๗๕ ที่ระบุว่า ให้ประธานสภา เป็นผู้แต่งตั้งประธานกรรมาธิการและตําแหน่งอื่น ด้วยความเคารพนะครับ ผมอยากจะให้นํา ข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ข้อ ๘๗ ผมว่าน่าจะมีเหตุผลดีกว่านะครับ ที่ระบุว่า ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเลือกประธาน รองประธาน เลขานุการ โฆษก จากผู้ที่เป็น สมาชิก ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่ามีความจําเป็น เนื่องจากว่าการที่จะมีสมาชิกท่านใดดํารงตําแหน่ง ในคณะกรรมการแต่ละคณะ มันเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมาธิการที่จะต้องพิจารณา ผู้ที่เหมาะสมในการดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ดังนั้นผมขอทราบเหตุผลว่าเหตุใดข้อความ จึงไม่เป็นไปตามข้อ ๘๗ ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการเลือก ส.ว. ส.ส. ก็แล้วแต่ จะให้กรรมาธิการแต่ละคณะเป็นผู้คัดเลือกเอง ขอบคุณมากนะครับ ผมขอคําอธิบายครับ
เชิญทางท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ขออนุญาตอธิบายชี้แจงข้อเสนอของกรรมาธิการที่กําหนดในข้อ ๗๕ เหตุผลสําคัญจะระบุอยู่ในบรรทัดแรก บรรทัดที่ ๒ ถ้าท่านพิจารณาจะเห็นว่าเพื่อให้ การทํางานของสภาดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปในแนวทาง เดียวกัน นี่คือหลักสําคัญนะครับ เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดในที่ประชุมแม่น้ํา ๕ สายว่าจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนี้กรรมาธิการ ก็ไม่ได้คิดเอง กรรมาธิการก็จะถามจากหลาย ๆ ฝ่าย ต้องปรึกษากันหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ประธาน ท่านรองประธาน ท่านสมาชิกที่อยู่ในกรรมาธิการก็เห็นพ้องต้องกันว่าสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศคราวนี้แตกต่างไปจากสภาโดยทั่ว ๆ ไป เป้าหมายสําคัญอยู่ที่การปฏิรูป ให้สัมฤทธิผล หรือให้สําเร็จลุล่วง เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่จะมาอยู่ในกรรมาธิการแต่ละคณะ นี่นะครับ คนที่รับผิดชอบสูงสุดก็คือประธานสภา เพราะฉะนั้นการทํางานของประธานสภา จะต้องสอดคล้องประสานกับแม่น้ําสายอื่น ๆ และองค์กรหน่วยงานอื่น ๆ ในขณะที่สภาเองนั้น ก็จะต้องมีกระบวนการของการทํางานที่ไปในแนวทางเดียวกัน ก็เลยเป็นข้อตกลงกัน ในกรรมาธิการว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ส่วนจะตั้งประธานกรรมาธิการก็เป็นไปตามที่ท่านประธาน กําหนด รวมถึงตําแหน่งอื่น ๆ ส่วนตําแหน่งอื่น ๆ ก็อยู่ที่ว่าท่านประธานอาจจะใช้ตําแหน่ง อํานาจโดยตรง หรืออาจจะไปตั้งกรรมการขึ้นมา หรือจะมอบให้กรรมาธิการไปตกลงกันเอง ก็สุดที่ท่านจะสั่งการ นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ เมื่อสักครู่ขออนุญาตเอ่ยนามท่านประสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่าง ในคณะกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในคราวที่แล้ว ต้องเรียนด้วย ความเคารพว่าในกรรมาธิการทุก ๆ คณะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ เฉพาะส่วนของคณะกรรมาธิการกฎหมาย ตรงนั้นผมก็เป็นประธานอยู่ครับ แต่ไม่ใช่มี ความขัดแย้งในเรื่องส่วนบุคคล เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างกันในทาง วิชาการ ในทางความคิด ในทางปฏิบัติ ไม่ได้เป็นข้อขัดแย้งที่ทําให้ทํางานไม่ได้ และในคณะกรรมาธิการอื่นก็เช่นเดียวกัน ก็มีแนวความคิดที่ไม่ตรงกัน ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ควรหยิบยกในส่วนที่ไม่ได้เป็นงานของปัญหาที่แท้จริงเข้ามา นี่คือข้อที่ ๑
อีกข้อหนึ่ง ต้องเรียนว่าการตั้งกรรมาธิการในยุคปัจจุบัน ในสภาปัจจุบัน ไม่เหมือนกับสภาอื่นทั่ว ๆ ไปที่เป็นสภาการเมือง การแย่งตําแหน่ง การต้องการเป็นตรงนั้นเป็นตรงนี้แล้วก็ทําให้เกิดความไม่ราบรื่น ผมว่าอันนั้นเป็นอีกสภาหนึ่ง แต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคราวนี้เป็นสภาที่ทางประธานหรือหัวหน้า คสช. ท่านตั้งบุคคล ขึ้นมาคณะหนึ่งก็คือพวกเรา การทําหน้าที่นั้นก็คือการทําหน้าที่แบบน้ําหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งผม เชื่อว่าในการทํางานร่วมกันนั้นแล้วถ้าใครทําตามข้อบังคับจะต้องทํางานอย่างหนัก ใครก็ตาม มารับผิดชอบตรงนี้ถ้าหากว่าอยู่ในระหว่างการทํางานแล้วไม่สามารถทําได้สําเร็จท่านไม่ต้องห่วง หรอกครับ ผมก็เชื่อว่าคนที่อยู่ในตําแหน่งนั้นท่านลาออกเองนะครับ หรือถ้าหากว่าคนอื่น เห็นว่าไม่เหมาะสมก็คุยกันเอง อย่าเพิ่งไปกังวลในเรื่องที่จะเดินขับเคลื่อนไปข้างหน้า กรุณาพิจารณาในส่วนความสําคัญหรือเป้าหมายซึ่งถือว่าเป็นจุดสําคัญยิ่งของการจะทํางาน ร่วมกันนะครับ ก็เลยไม่มีเจตนาที่จะให้เป็นเก้าอี้ดนตรีแบ่งกันไปถึงเวลานั้นแบ่งให้คนนี้ ถึงเวลานี้แบ่งคนนั้นนะครับ ก็เลยไม่ได้มีแนวคิดตรงนั้น หวังเพียงอย่างเดียวว่าการปฏิรูป ให้สําเร็จไปในทิศทางเดียวกันนะครับ
ท่านสมาชิกครับ ในฐานะกรรมาธิการทั้งสภาแล้วผมเป็นประธานกรรมาธิการ ประเด็นนี้ก็ต้องเรียนว่าในวรรคแรกบ่งบอกอยู่แล้วว่าทําไมกรรมาธิการถึงได้ยกร่างมาเช่นนี้ เป็นนโยบายครับ แล้วสภานี้ไม่ใช่สภาที่ท่านอ้างอิงมา นี่เป็นสภาปฏิบัติการ จะมีความเห็นต่าง แบบคราวที่แล้วมีได้แต่ว่าไม่ได้ออกมาสู่สาธารณะต้องตกผลึก กลั่นกรองเข้ามา แล้วก็ส่งเข้ามาสภา เมื่อมีมติสภาแล้วถึงจะเป็นความเห็นของสภา การทํางานครั้งนี้จะเป็นการขับเคลื่อน ร้อยละ ๙๐ กว่าไม่มีการไปริเริ่มอะไรใหม่ ๆ นะครับ เอาวาระปฏิรูปทั้งหลายที่อยู่ใน ๑๑ ด้าน แล้วแบ่งจัดกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) เรียบร้อยแล้ว ไปกลั่น ไปกรอง แล้วก็ทําเป็นแผนปฏิรูป ตามขั้นตอนกรอบเวลาจัดลําดับความสําคัญแล้วส่งเข้า สปท. ครับ จะไม่ย้อนกลับไปทํางาน ตั้งแต่ ก อีกนะครับขอให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นการออกแบบในเรื่องของกลไกทั้งหลาย บุคลากรทั้งหลายที่จะเป็นผู้นํานั้นก็วางไว้อย่างนี้ ส่วนว่ามีกรณีจะต้องเปลี่ยนแปลงจะใช้ การบริหารเข้าเปลี่ยนแปลงครับ ท่านไม่ต้องกังวลครับ ท่านประธานมีศักยภาพเพียงพอ และมีหลักการบริหารที่ดีพอในการที่จะทําให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ถ้าไม่สามารถตอบ วรรคหนึ่งได้ คือเรื่องประสิทธิภาพและเรื่องแนวทางแล้วก็มีวิธีที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือถ้ามีปัญหาในการทําหน้าที่ในแต่ละคณะจนเกิดเป็นปัญหาอย่างที่ท่านประสิทธิ์ ได้ยกตัวอย่างก็เปลี่ยนแปลงได้ครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ขอทําความเข้าใจเพิ่มเติม จากที่ท่านประธานเสรี ขอท่านประสิทธิ์อีกครั้งเดียวนะครับ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ครับ ก็ขออภิปรายนิดเดียวเท่านั้นละครับ เพราะว่าถ้าไม่ขึ้นมา อภิปรายนั้นเกรงว่าจะได้รับความเสียหาย เพราะการที่ท่านเสรีท่านกล่าวสักครู่นี้นะครับ ว่าเป็นการหยิบยกประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทําหน้าที่ตรงนั้นคงจะไม่ใช่นะครับ เพราะว่า กรรมาธิการที่ร่วมประชุมนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละท่านที่เข้ามานี่ เข้ามาแล้วก็ออกไป มาเซ็นชื่อ แล้วก็ออกไป เพราะว่าถ้าท่านนั่งอยู่ตรงนั้นท่านอาจจะไม่ทราบ หรือแกล้งไม่ทราบ ผมไม่รู้นะครับ ท่านอาจจะขึ้นมากล่าวอีกสักรอบก็แล้วแต่ท่านนะครับ แต่ว่าบรรยากาศ การประชุมนี่เราต้องการที่จะระดมมันสมองของผู้ที่เป็นกรรมาธิการทุกท่านให้มีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์ในการที่จะขับเคลื่อนนะครับ ฉะนั้นการที่ สภาแห่งนี้ต่างจากสภาอื่นตรงนั้นกระผมทราบดีนะครับ ก็คิดว่าตรงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการ ที่จะเปิดโอกาสให้มีการทดลอง ก็แล้วแต่ท่านประธานนะครับ ผมก็แสดงความคิดเห็น เพราะฉะนั้นตรงที่ว่าท่านเสรีท่านกล่าวตรงนั้นไม่ใช่ เพราะว่าถ้าบอกว่าเป็นการหยิบยก ประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องเรื่องการปฏิบัติหน้าที่คงไม่ใช่นะครับ อันนี้หน้าที่โดยตรงท่านลองไป พิจารณาดูแล้วท่านทราบด้วย ผมคงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่ามีใคร ๆ บ้างใช่ไหม ผมว่าท่านทราบดี ขอเป็นพูดหลังเวทีดีกว่าครับ เดี๋ยวเกรงจะเสียหาย ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับท่านประสิทธิ์ ขอไปข้อต่อไปได้ไหมครับ ข้อ ๗๖ ครับ
ขออนุญาตครับ
ผมว่าพอแล้วนะครับ ถ้าลุกกันคนละทีสองทีแล้วเอาเรื่องเก่ามาพูด ผมไม่อนุญาตนะครับ ท่านดุสิตยังมีคําแปรญัตติอีกหลายข้อ ขอบิณฑบาตแล้วกันครับ เพิ่งออกพรรษานะครับ
ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ตอบโต้กันนะครับ
ท่านจะชี้แจงประเด็นไหน
แต่ผมต้องพูดให้เข้าใจก่อนครับ อย่างนั้นคนจะ เข้าใจผิด สปช. ชุดที่ผ่านมาเสียหายทั้งสภา
ผมชี้แจงแทน สปช. ได้ครับ
คืออย่างนี้ครับท่าน ท่านประธานฟังผมก่อนครับ คือเมื่อสักครู่นี้ที่พูดประโยคหนึ่งว่ามาเซ็นชื่อแล้วออก มันเสียหาย คนอื่นเขาไม่ได้อยู่ ในห้องประชุมแห่งนี้ ผมต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่กรรมาธิการชุดที่แล้วไม่ใช่เฉพาะชุดไหนก็ตาม เข้ามาเซ็นชื่อแล้วออกนะครับ มันสืบเนื่องจากว่าเรามีคณะกรรมาธิการหลายคณะ และมีคณะอนุกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการหรือสมาชิกแต่ละคนพอเข้ามา เขามีความรับผิดชอบครับ เขาก็วิ่งไปตรงนั้นตรงนี้นะครับ เราถึงได้มากําหนดในข้อบังคับ ในฉบับนี้ว่าให้มีกรรมาธิการเดียว อย่าไปมองเจตนาอื่น เพราะว่าการทํางานนั้น เขารับผิดชอบเยอะมันก็เลยต้องไปหลายคณะ ขอบคุณครับ
เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ขอไปข้อ ๗๖ ท่านเลขาธิการเชิญครับ
ข้อ ๗๖ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับ อํานาจหน้าที่ในระหว่างคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาคณะต่าง ๆ ที่อาจมี ความไม่ชัดเจนหรืออาจมีความซ้ําซ้อนกันอยู่ และทําให้เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการดําเนิน กิจการตามภารกิจ ให้เป็นอํานาจของที่ประชุมร่วมกันของประธานสภาและประธาน กรรมาธิการสามัญประจําสภาที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาว่าจะให้กรรมาธิการสามัญ ประจําสภาคณะใดมีอํานาจหน้าที่ในเรื่องนั้น หรืออาจให้แต่ละคณะกรรมาธิการส่งตัวแทน ประชุมร่วมกัน
หลักเกณฑ์และวิธีการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบ หรือคําสั่งที่ประธานสภากําหนด
ข้อ ๗๗ ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศขึ้นคณะหนึ่ง มีจํานวนไม่เกินยี่สิบเอ็ดคน ประกอบด้วย ประธานสภาหรือสมาชิก ที่ประธานสภามอบหมายเป็นประธานกรรมาธิการ ประธานกรรมาธิการสามัญประจําสภา ตามข้อ ๗๓ วรรคสองทุกคณะ โฆษกสภาจํานวนหนึ่งคน เลขาธิการ สมาชิกที่ประธานสภาเสนอ เพื่อให้ทําหน้าที่เลขานุการกรรมาธิการ และสมาชิกอื่นที่ประธานสภาเห็นสมควร
คณะกรรมาธิการวิสามัญตามวรรคหนึ่ง มีอํานาจหน้าที่กระทํากิจการ พิจารณา หรือศึกษาเรื่องใดเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้
(๑) จัดทําแผนการปฏิรูปของสภาตามข้อ ๑๖
(๒) พิจารณาเรื่องอื่นใดตามที่สภามอบหมายหรือตามที่ประธานสภา มอบหมาย
(๓) ตรวจรายงานการประชุมและพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเปิดเผย รายงานการประชุมลับ
(๔) ตรวจสอบการไม่แสดงตนของสมาชิกตามมาตรา ๓๙/๒ ประกอบ มาตรา ๒๙ และ มาตรา ๙ (๕) ของรัฐธรรมนูญ
(๕) กระทํากิจการหรือพิจารณาเรื่องใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการดําเนินกิจการ ของสภา
(๖) ประสานงานกับคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาทุกคณะและสมาชิก เกี่ยวกับการพิจารณารายชื่อสมาชิกหรือบุคคลใด ๆ ที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาเลือก เป็นกรรมาธิการวิสามัญตามข้อ ๗๙ แล้วแต่กรณี เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เหมาะสมและเป็นธรรม
(๗) เสนอแนะต่อประธานสภาเกี่ยวกับการพัฒนาระบบงานสภา และการดําเนิน กิจการในด้านต่าง ๆ ของสภา
(๘) เสนอแนะต่อประธานสภาเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ ต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก
ข้อ ๗๘ ให้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ จํานวนไม่เกินยี่สิบเอ็ดคน โดยมีผู้แทนจากคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาตามข้อ ๗๓ คณะละหนึ่งคน และบุคคลอื่นที่สภาแต่งตั้ง มีอํานาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง แผนการปฏิรูป วิธีการปฏิรูป พร้อมกําหนดเวลาการปฏิรูป และข้อเสนอแนะ เพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบให้สัมฤทธิผล รวมทั้งมี อํานาจหน้าที่อื่นตามที่สภามอบหมาย
ให้คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง เสนอแผนการปฏิรูปต่อสภา ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ประธานสภากําหนด และให้รายงานความคืบหน้าของการปฏิบัติงาน เป็นเอกสารต่อประธานสภาทุกเดือน และเมื่อดําเนินการเสร็จแล้วให้รายงานต่อสภา ตามข้อ ๘๗ คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งต้องติดตามผลการปฏิรูปในเรื่องที่ได้เสนอไป แล้วโดยจะเสนอฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็ได้และให้รายงานเป็นเอกสารให้สภาทราบ
ข้อ ๗๙ ภายใต้บังคับข้อ ๗๗ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอรายชื่อสมาชิก หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกตามจํานวนที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกําหนด และให้เสนอประธานสภาแต่งตั้งประธานกรรมาธิการและ ตําแหน่งอื่น เพื่อให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ข้อ ๘๐ การประชุมคณะกรรมาธิการต้องมีกรรมาธิการมาประชุมไม่น้อยกว่า หนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่ในการ ประชุมคณะกรรมาธิการที่จะมีการลงมติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ต้องมีกรรมาธิการมาประชุม ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมาธิการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และให้นําความในหมวด ๔ การประชุม และหมวดอื่นที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๘๑ ให้กรรมาธิการแต่ละคณะมีผู้ช่วยเลขานุการคนหนึ่งประจํา คณะกรรมาธิการ โดยให้คณะกรรมาธิการแต่งตั้งจากรายชื่อข้าราชการสํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรตามรายชื่อที่เลขาธิการจัดทําเสนอ
คณะกรรมาธิการมีอํานาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการไม่เกินสามคณะ ตามความจําเป็น แต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมาธิการจํานวนไม่เกินสิบคน โดยให้ตั้งจาก บุคคลที่เป็นกรรมาธิการในคณะนั้นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคนซึ่งเลือกจากรายชื่อที่ กรรมาธิการเสนอ เพื่อพิจารณาปัญหาอันอยู่ในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการตามแต่จะ มอบหมาย และให้นําข้อบังคับว่าด้วยกรรมาธิการมาใช้บังคับโดยอนุโลม หากมี ความจําเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมาธิการเกินกว่าจํานวนข้างต้น จะกระทําได้ต่อเมื่อได้รับ อนุญาตจากประธานสภา
ประธานอนุกรรมาธิการตามวรรคสองต้องตั้งจากบุคคลที่เป็นกรรมาธิการ ในคณะนั้น ส่วนตําแหน่งอื่นให้ประธานกรรมาธิการเป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งโดยไม่มีตําแหน่ง โฆษกอนุกรรมาธิการ
ในกิจการงานของคณะกรรมาธิการ ห้ามมิให้อนุกรรมาธิการแถลงข่าวต่อ สื่อมวลชน แต่ในกรณีที่มีความจําเป็นให้เป็นหน้าที่ของประธานกรรมาธิการ โฆษก กรรมาธิการ หรือสมาชิกที่เกี่ยวข้องเป็นผู้แถลง
มีสมาชิกขอแปรญัตติในมาตรานี้
เชิญท่านเลิศรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะกรรมาธิการ กรรมาธิการขอแก้ไขในข้อ ๘๑ วรรคสอง คณะกรรมาธิการมีอํานาจตั้งคณะอนุกรรมาธิการไม่เกินสามคณะตามความจําเป็น แต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมาธิการจํานวนไม่เกินสิบคน ขอแก้เป็นสิบห้าคน แล้วขอ ให้เอาบรรทัดที่ ๓ ซึ่งเลือกจากรายชื่อที่กรรมาธิการเสนอมาต่อท้ายตรงนี้ จะทําให้ข้อความ อ่านแล้วก็ร้อยเรียงกันเข้าใจได้ง่ายขึ้น ด้วยอนุกรรมาธิการจํานวนไม่เกินสิบห้าคนซึ่งเลือกจาก รายชื่อที่กรรมาธิการเสนอ โดยให้ตั้งจากบุคคลที่เป็นกรรมาธิการในคณะนั้นจํานวนไม่น้อย กว่าหนึ่งคน ต่อจากนั้นก็เหมือนเดิมครับ ขอบพระคุณครับ
ทางเลขาธิการเดี๋ยวเตรียมอ่านซ้ําอีกทีนะครับ ท่านที่เสนอคําแปรญัตติ ไม่ทราบว่าตรงกันไหมครับตามที่แก้ไข มิฉะนั้นก็จะให้ท่านเลขาธิการได้อ่านเลยครับ มีท่านเฉลิมชัย เครืองาม ท่านดุสิต เครืองาม เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม สปท. ๓๑ ท่านประธานครับ ได้มีการแก้ไข ก็ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ และทางกรรมาธิการทั้งคณะได้เพิ่มเติมข้อความ ซึ่งใกล้เคียงกับสิ่งที่ผมได้ขอแปรญัตติเอาไว้ แต่มีเพียงนิดเดียวครับ เป็นวลีที่มีความสําคัญ เพราะผมจําไม่ได้ว่าอยู่ในข้อไหน ท่านได้ เพิ่มเติมข้อความแล้วก็ลงท้ายด้วยคําว่า ตามที่ประธานกําหนด แต่ว่าสิ่งที่ผมแปรญัตตินั้นคือ เป็นระเบียบครับ ขอท่านเสรีช่วยกรุณาดูนิดหนึ่ง ถ้าย้อนกลับไปผมจําไม่ได้ว่าเป็นข้อไหน ที่ท่านใส่เอาไว้แล้วก็มีค่าตอบแทนอะไร แล้วท่านใช้คําว่า ตามที่ประธานกําหนด ถ้าผมจะขออนุญาตให้ท่านเพิ่มเติมคําว่า ตามระเบียบที่ประธานกําหนด จะได้หรือไม่ อันนี้ มันจะชัดเจนกว่า คืออยากให้มีการตั้งเป็นระเบียบ เพราะอันนี้จะเป็นบรรทัดฐานซึ่งมี ความสําคัญมาก ระหว่างสิ่งที่ประธานกําหนดกับระเบียบที่ประธานกําหนด อันนี้มันใกล้เคียง หรือแตกต่างกันอย่างไรช่วยกรุณาชี้แจง ขอบคุณครับ
ก็ข้ออันนั้นมันคลุมหมดแล้ว มันคลุมอยู่แล้วตามเจตนาที่ท่านต้องการ เชิญดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ๕๓ ครับ ผมขอซักซ้อมความเข้าใจนิดหนึ่งนะครับ เมื่อสักครู่ในชั้นของกรรมาธิการสามัญ ๑๑ คณะ เราตกลงว่าจะปรับปรุงแก้ไขข้อบังคับนี้ มีที่ปรึกษาประจําคณะ มีผู้ชํานาญการประจําคณะ มีผู้เชี่ยวชาญประจําคณะ เลขานุการประจําคณะ เป็นต้น เทียบเคียงเช่นนั้น เมื่อเรามามี คณะอนุกรรมาธิการแล้วเราจะยังคงมีสิ่งอํานวยความสะดวกเหล่านั้นให้ด้วยหรือไม่ หมายความว่าผู้ชํานาญการประจําคณะอนุกรรมาธิการ หรือผู้เชี่ยวชาญอะไรทํานองนั้น และในทางปฏิบัติผมมีคําถามที่ ๒ นะครับว่าในชั้นอนุกรรมาธิการ หลายเคส (Case) หลายกรณีที่เคยเจอมีการตั้งคณะทํางานลงไปอีกระดับหนึ่ง คือมีคณะกรรมาธิการ มีคณะอนุกรรมาธิการแล้วก็มีคณะทํางานลงไป อย่างเช่นในบางครั้งพอเราพูดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไปศึกษาเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินมาสิ คณะอนุกรรมาธิการทําไม่ได้หรอก ก็ต้องไปให้ผู้เชี่ยวชาญ เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือในชั้นการยกร่างพระราชบัญญัติก็มอบหมายให้คณะทํางานเขาลงไป ทําแล้วก็รีพอร์ต (Report) ขึ้นมา ตรงนั้นเราจะมีสิ่งอํานวยความสะดวกอื่น ๆ ให้กับ คณะทํางานที่มาทํางานให้กับเรา ซึ่งล้วนเป็นศาสตราจารย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นนักกฎหมาย ที่เก่ง ๆ ทั้งนั้นนะครับ ต่อไปครับ ผมมีความติดใจอยู่นิดหนึ่งว่าในข้อ ๘๑ ห้ามมิให้ คณะอนุกรรมาธิการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ตรงนี้ผมเกรงว่าจะเป็นการปิดกั้นเกินไปหรือเปล่า ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการสัปดาห์หนึ่งอาจจะมีหลายครั้ง คณะกรรมาธิการบางที แต่ละสัปดาห์ไม่ได้ประชุม ประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์บ้างอะไรแบบนี้ กว่าจะไปรอให้ คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นชุดใหญ่เขารับหน้าที่มาแถลงข่าว เหตุการณ์มันก็จะล่าช้าไปหรือเปล่า ประเด็นที่จะแถลงข่าวมันลืมไปหรือเปล่าว่าจะแถลงว่าอะไร แล้วก็ที่ผมสงสัยอีกนิดหนึ่ง สมมุติว่าผมประชุมคณะอนุกรรมาธิการเสร็จผมเดินลงบันไดมา มีนักข่าวเอาไมโครโฟน มาจ่อปากผม อาจารย์ดุสิตครับ มีความเห็นว่าอย่างไร เขาจะถามประเด็นที่คณะอนุกรรมาธิการ เพิ่งประชุมมาเมื่อสักครู่ ผมไม่ได้แถลงข่าวนะครับ ไม่ได้ไปยืนที่โต๊ะโพเดียม (Podium) ไม่ได้เชิญนักข่าวมาแถลงข่าว ผมเดิน ๆ ปั๊บนักข่าวเอาไมโครโฟนมาจ่อผมว่าเมื่อสักครู่ คณะอนุกรรมาธิการเขาคุยกันว่าอย่างไรบ้าง มีมติอย่างไรบ้าง เป็นการให้สัมภาษณ์ ผมก็เลย ถามว่าแถลงข่าวกับสัมภาษณ์มีความต่างกันอย่างไรครับ หรือว่าจากนี้ไปผมไม่มีสิทธิที่จะให้ สัมภาษณ์ใด ๆ ต่อไปแล้ว ขอบพระคุณครับ
เชิญครับท่านเสรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาต ตอบชี้แจงย้อนกลับไปนะครับ ขออนุญาตของท่านอาจารย์ดุสิตก่อนนะครับ ในส่วนอาจารย์ดุสิต ของคณะอนุกรรมาธิการในข้อ ๘๑ ดังกล่าวนี้ กําลังสื่อไปในทิศทางว่าในการทํางานของ คณะอนุกรรมาธิการของ สปช. คราวที่แล้วมีปัญหาเรื่องหลังจากที่คณะอนุกรรมาธิการ ได้ศึกษาในบางเรื่อง ซึ่งบางครั้งก็ยังไม่ได้ข้อยุติ บางครั้งบางท่านก็ไม่ใช่สมาชิก พอคณะอนุกรรมาธิการทํางานไปแล้วมายืนแถลงในนามคณะอนุกรรมาธิการพอแถลงแล้ว เวลาสื่อออกไปก็จะออกไปในนามของสภา ตรงนี้ก็จะสื่อให้ทราบว่าถ้าเป็นเรื่องของ คณะอนุกรรมาธิการต่อไป คราวที่แล้วก็ไม่ได้เรื่องผิดพลาดอะไร แต่ระบบถูกสร้าง ไว้อย่างนั้น แต่คราวนี้คณะอนุกรรมาธิการนั้นคือคนที่ตั้งขึ้นมาช่วยคณะกรรมาธิการทํางาน จึงเห็นว่าไม่ควรที่จะต้องไปคอยแถลงอะไร ถ้าจะแถลง ๑. สิทธิส่วนบุคคลของท่าน ที่บอกว่า มีผู้สื่อข่าวเอาไมโครโฟนมาถามท่าน ท่านก็พูดได้อยู่แล้ว เพราะท่านไม่ได้ทําหน้าที่ อนุกรรมาธิการ อันที่ ๒ ถ้าหากว่ามีเรื่องในคณะอนุกรรมาธิการ เราก็เปิดช่องเอาไว้ครับว่า คนที่จะแถลงได้ก็คือประธาน โฆษก แล้วกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เราเปิดช่องเอาไว้นะครับว่าเป็นสมาชิกซึ่งเป็นอนุกรรมาธิการ ซึ่งเป็นสมาชิกถ้าเกี่ยวข้อง ท่านก็พูดได้ครับไม่ได้ปิดกั้นอะไรท่านเลย เพียงแต่สื่อให้เห็นว่าอย่าไปแถลงในนาม อนุกรรมาธิการซึ่งยังไม่ได้มีข้อยุติ ในข้อนี้ก็ป้องกันไม่ให้เกิดอย่างเรื่องที่ผ่านมาเท่านั้น
ส่วนที่ท่านเฉลิมชัยได้พูดถึง ผมขออนุญาตตอบว่าจริง ๆ แล้วเราไปใส่ไว้ใน ข้อ ๗๒ วรรคสาม ผมขออนุญาตอ่านอีกทีเพราะมีการปรับถ้อยคํานิดหน่อย เพื่อให้เกิด ประโยชน์ในการทํางาน คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาอาจตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา ผู้ชํานาญการ นักวิชาการ และเลขานุการประจําคณะกรรมาธิการก็ได้ ทั้งนี้ให้เป็นไปตาม ระเบียบรัฐสภา นั่นหมายความว่าท่านประธานสภาเราก็ออกระเบียบเรื่องเงิน เรื่องค่าใช้จ่าย อะไรไม่ได้ แต่ถ้าจะออกได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วออกได้ที่ผ่านมาคือทําเป็นระเบียบของ รัฐสภาครับ
เชิญท่านกรรมาธิการเลิศรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการครับ ขอตอบท่านอาจารย์ดุสิต ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านเพิ่มเติมจากที่ท่านประธานได้กรุณาตอบไปแล้ว ในเรื่องของการแต่งตั้งบุคลากร ที่ท่านประธานเพิ่งกล่าวไปถึงบุคลากรที่เราให้เข้ามาทําหน้าที่ช่วยในกรรมาธิการสามัญ ประจําสภา ซึ่งเมื่อกรรมาธิการสามัญประจําสภาไปตั้งอนุกรรมาธิการแล้วตรงนั้นจะไม่มีเพิ่ม แต่งตั้งได้แต่ไม่มีสิทธิประโยชน์ ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีค่าตอบแทนรายเดือน เพราะว่าใน ๑๕ คนนั้น เราเปิดโอกาสให้ส่วนใหญ่ก็เป็นคนนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทํางานอยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านอาจารย์ดุสิตได้กล่าวถึงคือถ้าอนุกรรมาธิการไปตั้ง คณะทํางาน คณะทํางานจะได้เบี้ยเลี้ยงเบี้ยประชุมหรือไม่ อันนี้ได้ตรวจสอบแล้วว่า ในระเบียบของสภาไม่ว่าจะเป็นสภาไหนก็ไม่ได้มีค่าตอบแทนให้กับคณะทํางานก็ให้ทํางาน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเลขาธิการอ่านข้อ ๘๑ อีกครั้งหนึ่งเฉพาะในส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง
คณะกรรมาธิการมีอํานาจตั้ง คณะอนุกรรมาธิการไม่เกินสามคณะตามความจําเป็น แต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมาธิการ จํานวนไม่เกินสิบห้าคน ซึ่งเลือกจากรายชื่อที่กรรมาธิการเสนอ โดยให้ตั้งจากบุคคลที่เป็น กรรมาธิการในคณะนั้นจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งคน เพื่อพิจารณาปัญหาอันอยู่ในอํานาจหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการตามแต่จะมอบหมาย และให้นําข้อบังคับว่าด้วยกรรมาธิการมาใช้บังคับ โดยอนุโลม หากมีความจําเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมาธิการเกินกว่าจํานวนข้างต้นจะกระทําได้ ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากประธานสภา
ต่อเลยครับ
ข้อ ๘๒
ท่านคุรุจิตครับ
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษครับ เมื่อสักครู่ ที่ท่านเลขาธิการสภาอ่านผมคิดว่ามันตกคําที่สําคัญไปคําหนึ่งที่น่าจะเป็นเจตนารมณ์ใน ข้อ ๘๑ วรรคสอง คือว่าอนุกรรมาธิการที่ตั้งคนที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการต้องเป็นสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เป็นกรรมาธิการ คือเมื่อสักครู่ท่านเลิศรัตน์ได้แก้ว่า จะต้องเป็นอะไรนี่ เผอิญคําว่า กรรมาธิการต้องเป็นประธานอนุกรรมาธิการ มันหายไป ที่ท่านเลขาธิการอ่านก็ไม่ต้องขอซ้ํา เพียงแต่ว่าขอให้ใส่ไว้ด้วย
ยืนยันโดยท่านผู้เสนอครับ ท่านเลิศรัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการครับ ที่ท่านคุรุจิต ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านกล่าวนั้น ถูกต้องแล้ว แต่เผอิญท่านเลขาธิการปฏิบัติตามคําสั่งของท่านประธานสภาคือท่านอ่านเฉพาะ วรรคที่มีการแก้ไข ฉะนั้นกรณีที่ท่านกล่าวถึงอยู่ในวรรคถัดไปครับ มีอยู่สมบูรณ์แล้วครับ ท่านไม่ได้อ่านอีก เชิญท่านเลขาธิการต่อไปเลยครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อไปเลยครับ
ข้อ ๘๒ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่ง ประธานกรรมาธิการ หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในกรณีที่มีรองประธาน กรรมาธิการหลายคน ให้รองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กรรมาธิการ ถ้ารองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่งไม่มี หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมาธิการลําดับต่อไปเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมาธิการ ถ้าไม่มี ผู้ดํารงตําแหน่งรองประธานกรรมาธิการแล้ว หรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมคณะกรรมาธิการมีมติแต่งตั้งกรรมาธิการคนใดคนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนประธาน กรรมาธิการ
ในกรณีที่คณะกรรมาธิการใดมีรองประธานกรรมาธิการคนเดียว ให้นําความ ในวรรคหนึ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๘๓ การเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในกิจการของคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการที่กระทํา หรือในเรื่องที่พิจารณาหรือศึกษาอยู่ ให้ทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อประธานกรรมาธิการ หรือรองประธานกรรมาธิการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเท่านั้น
การนัดประชุมคณะกรรมาธิการนอกจากครั้งแรก ให้ทําเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อเลขานุการกรรมาธิการหรือผู้ทําหน้าที่
แทนเลขานุการกรรมาธิการ
มีผู้แปรญัตติในข้อนี้ค่ะ
เชิญผู้แปรญัตติในข้อ ๘๓ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ในข้อ ๘๓ วรรคหนึ่ง กระผมขออนุญาตกราบเรียนเสนอท่านประธาน กรรมาธิการว่าถ้าเราจะใช้ภาษาให้สอดคล้องกับข้ออื่น ว่าการเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดนี้ ถ้าจะเปลี่ยนให้ภาษาฟังนุ่มนวลแล้วจะได้รับความร่วมมือเนื่องจาก สภาเราเป็นสภาวิชาการ จะเปลี่ยนไว้เป็นการขอเอกสารจากบุคคลใด หรือเชิญบุคคลใดมา แถลงข้อเท็จจริงจะได้ไหมครับ ทั้งนี้ถ้าท่านดูข้อ ๗๓ ที่เพิ่งผ่านมาในวรรคสี่ หน้า ๑๕ บรรทัดสุดท้าย ก็ยังเขียนไว้เลยว่ากรรมาธิการที่รับผิดชอบติดตามผลเรื่องใด ๆ จะเชิญ ส่วนที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลก็ได้ ผมว่าเราได้เคยเน้นย้ําใน สปช. ว่าเราเป็นสภาวิชาการ เราเน้นความร่วมมือ แล้วอํานาจตามรัฐธรรมนูญเราก็ไม่ได้มีอํานาจที่จะไปสั่งคนโน้นคนนี้ ถ้าใช้คําที่สละสลวยก็จะมีความร่วมมือมากกว่า ก็ขอกราบเรียนเสนอว่าถ้าจะเปลี่ยนเป็นว่า ขอเอกสารจากบุคคลใด หรือเชิญบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริง อันนี้ก็อิมพลาย (Imply) อยู่แล้วละครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านเสรี มีความสุภาพขึ้นไหมครับ
ท่านประธานครับ ก็ฟังแล้วดีขึ้นนะครับ ไม่ขัดข้องครับ
ท่านเลขาธิการช่วยอ่านครับ
ข้อ ๘๓ การขอเอกสารจากบุคคลใด หรือเชิญบุคคลใดมาแถลงข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในกิจการของคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาหรือศึกษาอยู่ ให้ทําเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อประธานกรรมาธิการหรือรองประธานกรรมาธิการผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนเท่านั้น
ข้อ ๘๔ สมาชิกและผู้ซึ่งได้รับอนุญาตจากคณะกรรมาธิการ มีสิทธิเข้าฟัง การประชุมคณะกรรมาธิการ
ในกรณีประชุมลับ ผู้ที่จะเข้าฟังการประชุมได้ต้องเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การประชุมและได้รับอนุญาตจากคณะกรรมาธิการ
ข้อ ๘๕ ภายใต้บังคับข้อ ๘๔ ผู้เสนอญัตติมีสิทธิชี้แจงแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้ตลอดเรื่อง
การชี้แจงแสดงความเห็นตามวรรคหนึ่ง ผู้เสนอญัตติอาจมอบหมาย เป็นหนังสือให้สมาชิกอื่นกระทําการแทนได้ โดยยื่นต่อประธานกรรมาธิการ
ข้อ ๘๖ ให้เลขาธิการประกาศกําหนดการประชุมคณะกรรมาธิการไว้ ณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และมีหนังสือนัดผู้เสนอญัตติมาชี้แจงประกอบญัตติ
ข้อ ๘๗ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทํากิจการ พิจารณา หรือศึกษาเรื่องใด ๆ หรือตามที่สภามอบหมายเสร็จแล้ว จะต้องรายงานต่อสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ
ข้อ ๘๘ ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ หากเห็นว่ามีกรณีที่จําเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมาธิการจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเสนอมาพร้อมกับรายงานด้วย
ร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วต้องแบ่งเป็นมาตรา และต้องมีบันทึกประกอบ ดังต่อไปนี้
(๑) หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ
(๒) เหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติ
(๓) บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติ
หลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้นให้กําหนดโดยชัดแจ้ง
ในกรณีที่มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายเดิม ให้ระบุมาตราที่ต้องการแก้ไข เพิ่มเติมหรือยกเลิกไว้ในหลักการหรือจะระบุไว้ในเหตุผลด้วยก็ได้
มาตรานี้มีผู้เสนอแปรญัตติ
ต่อไปครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมเป็น ผู้แปรญัตติ
ท่านเฉลิมชัยหรือเปล่าครับ
เฉลิมชัย เครืองาม ครับ พอดีผมเพิ่ง รับประทานข้าววิ่งเข้ามา
เชิญครับ
ขออภัยครับท่านประธาน ผมเป็นผู้ขอแปรญัตติ ในข้อ ๘๘ มีข้อความต่อไปนี้ครับ การดําเนินการใด ๆ อันเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้เคยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้ประธานสภา และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศร่วมกันจัดทําระเบียบ หรือแนวทางการปฏิบัติตามความเห็นชอบของสภาให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับจากวันที่ ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ เนื่องจากอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมได้ศึกษาข้อบังคับแล้วข้อที่ เกี่ยวกับกฎหมายหรือพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ทาง สปท. ได้เสนอไปที่ทางรัฐบาลหรือทาง สนช. นั้น ทางกรรมาธิการท่านร่างเอาไว้ในข้อ ๘๘ อย่างคร่าว ๆ ขออนุญาตใช้คําว่า คร่าว ๆ ผมนึกภาษาไทยที่ไพเราะกว่านี้ไม่ออก แต่ว่าจริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติจริงกฎหมายต่าง ๆ ที่ สปช. ได้เสนอไปยังมีแนวทางหรือว่ามีช่องทางต่าง ๆ อีกมากมายที่จะต้องปฏิบัติต่อจากนั้น ไม่ว่าในชั้นของกรรมาธิการของ สนช. ในชั้นการพิจารณาของ ครม. ว่าทาง สปท. นี่เราจะ ส่งใครเป็นผู้แทนไปชี้แจงเมื่อเวลาที่กฎหมายผ่าน สนช. วาระที่หนึ่งแล้ว ในขั้นรับหลักการ เขาจะต้องตั้งกรรมาธิการ สนช. เชิญให้ สปท. เข้าไปร่วมเป็นกรรมาธิการเราจะส่งใครเข้าไป เป็นกรรมาธิการร่วม สัดส่วนเท่าไร จากคณะกรรมาธิการคณะไหน อะไรต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ยังมีองคาพยพอีกหลายอย่างที่ในการพิจารณากฎหมายจะต้องเกี่ยวข้องด้วย ในชั้นกฤษฎีกา ก็เหมือนกันครับ เมื่อกฎหมายผ่านไปที่กฤษฎีกาเขาจะต้องเชิญมาที่ สปท. สปท. จะต้อง เข้าไปชี้แจงอะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะมากมายครับ ผมจึงเห็นว่าเนื่องจากข้อบังคับไม่ได้ เขียนเอาไว้ ผมนึกถ้อยคํายาว ๆ ไม่ออก ผมเลยเขียนเป็นกรอบเอาไว้ก็แล้วกันครับว่า เหมือนกับเป็นกฎหมายลูกว่า สปท. เราก็คงจะมีกฎหมายลูกเพื่อปฏิบัติกับกฎหมายต่าง ๆ นับร้อยฉบับที่เราได้ส่งไปแล้วว่าจะดําเนินการอย่างไร จึงคิดเป็นกรอบของกฎหมายลูก หรือระเบียบลูกออกมาคร่าว ๆ ได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการช่วยกรุณา พิจารณาด้วยครับ
เชิญท่านเสรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านเฉลิมชัยนะครับ ข้อที่ท่านเสนอนี่นะครับมันเป็นงาน ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่กําหนดเอาไว้ อยู่ในข้อ ๗๗ นะครับ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานั้นร่วมจัดทําระเบียบหรือแนวทางปฏิบัติ ตามความเห็นชอบของสภา ตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกนะครับว่ามันคืออะไร และระเบียบดังกล่าว ความเห็นชอบของสภา แนวทางปฏิบัติ มันก็ยังไม่ค่อยชัดเจน แต่ในเรื่องนี้เราก็ไม่ได้ละเลย หรือนิ่งนอนใจ ถ้าท่านดูในข้อ ๗๗ (๕) งานของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (๕) จะบอกว่ากระทํากิจการหรือพิจารณาเรื่องใด ๆ เพื่อประโยชน์ ในการดําเนินกิจการของสภา อันนี้ก็จะครอบคลุมไปถึง ซึ่งถ้าหากว่าถึงเวลานั้น ท่านจะเสนอระเบียบหรือสภาเห็นหรือกิจการสภาเห็นก็สามารถมาออกระเบียบได้ตาม ข้อ ๗๗ (๕) ครับ
ก็ถือว่าคําแปรญัตติมีเหตุผลมากนะครับ เป็นแนวปฏิบัติตรงนั้นก็อย่างที่ ท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงคือในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็ไปเสนอ หรือว่าในส่วนของระบบบริหารของเรานะครับ ก็เกิดความชัดเจนในขั้นตอนปฏิบัติและให้สัมฤทธิผลได้โดยเร็ว เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
ข้อ ๘๙
สักครู่ครับ ท่านอาจารย์ดุสิตอยู่ซ้ายขวาเลยครับทีนี้
ดีครับ ท่านประธานจะได้ไม่ง่วงนะครับ ขออนุญาตครับ กระผม ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๕๓ ครับ ผมได้ยื่นเอกสารคําแปรญัตติ รายละเอียดของข้อ ๘๘ เอาไว้ตามเอกสารที่ได้ส่งไปแล้ว คือแบบนี้ครับ เมื่ออ่านดู ร่างข้อบังคับแล้วยังไม่เจอที่ใดว่าเมื่อมีคณะกรรมาธิการเสนอร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่สภาแล้วจะมีขั้นตอนในการดําเนินการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. เหล่านั้นอย่างไร มันเหมือนกับว่าหายไปทั้งมาตรานะครับ ผมก็ไปค้นเอกสารของ สปช. เขาก็มีข้อบังคับตรงนั้นอยู่ ก็เลยก๊อบปี้ (Copy) มาทั้งหมดเลย ผมคง ไม่เสียเวลาที่จะขออ่าน เพียงแต่ขอทราบหลักการของท่านคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ ว่าท่านมีเจตนารมณ์อย่างไร จึงไม่ได้ระบุรายละเอียดขั้นตอนที่สภาของเราจะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ วาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ อะไรทํานองนั้นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ตรงกันนะครับ แม้จะอยู่ปีกซ้ายปีกขวาก็เจตนาตรงกัน คือแนวปฏิบัติ ตรงนี้ผมฝากไปถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะมี การแต่งตั้งภายหน้านําข้อเสนอนี้ไปทําให้ชัดเจนจะได้มีแนวปฏิบัติ เชิญท่านเลขาธิการ
ข้อ ๘๙ ในกรณีที่สภาเห็นชอบกับ รายงานของคณะกรรมาธิการ ให้ประธานสภาส่งรายงานไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามมติของสภา
มีผู้ขอแปรญัตติค่ะข้อ ๘๙
เชิญต่อเลยครับ
มาตรา ๙๐ ถ้ามีมติของสภา ให้คณะกรรมาธิการใดกระทํากิจการ พิจารณา หรือศึกษาเรื่องนั้นไม่เสร็จภายในเวลาที่ กําหนด ประธานกรรมาธิการหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนต้องรายงานให้ประธานสภาทราบ โดยด่วน
ในกรณีดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ให้ประธานสภาเสนอต่อที่ประชุมสภา และที่ประชุมสภาอาจมีมติให้ขยายเวลาที่กําหนดไว้ได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน สามสิบวัน หรือให้ตั้งคณะกรรมาธิการใหม่แทนคณะเดิม หรือให้ดําเนินการอย่างอื่นสุดแต่ ที่ประชุมสภาจะเห็นสมควร
ข้อ ๙๑ กรรมาธิการพ้นจากตําแหน่ง เมื่อ
(๑) สภาสิ้นสุดลง
(๒) ตาย
(๓) ลาออก
(๔) มีการตั้งคณะกรรมาธิการใหม่แทนคณะเดิมตามข้อ ๙๐
(๕) สภามีมติให้พ้นจากตําแหน่ง
(๖) สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๙ และมาตรา ๙ (๕) ของรัฐธรรมนูญ
ข้อ ๙๒ ในกรณีที่ตําแหน่งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสามัญประจําสภา คณะใดว่างลง ให้ประธานกรรมาธิการแจ้งเป็นหนังสือต่อประธานสภา เพื่อขอให้สภา เห็นชอบแต่งตั้งแทนตําแหน่งที่ว่าง สําหรับคณะกรรมาธิการวิสามัญหากตําแหน่ง กรรมาธิการในคณะใดว่างลง ประธานกรรมาธิการวิสามัญจะแจ้งเป็นหนังสือต่อประธานสภา เพื่อขอให้สภาตั้งแทนตําแหน่งที่ว่างหรือไม่ก็ได้
ในกรณีแต่งตั้งตําแหน่งประธานกรรมาธิการหรือตําแหน่งอื่นที่ว่างลง ให้นํา ความในข้อ ๗๕ และข้อ ๗๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ต่อไปหมวด ๖ นะครับ เนื่องจากหมวด ๖ และหมวด ๗ นั้นเป็นกระบวนการ เพราะฉะนั้นก็ขอใช้แนวปฏิบัติเดิมคืออ่านข้อ ส่วนบทเฉพาะกาลเป็นเรื่องสําคัญ ก็อ่าน ข้อความด้วย เชิญท่านเลขาธิการครับ
หมวด ๖ การรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ข้อ ๙๓ ข้อ ๙๔ ข้อ ๙๕
หมวด ๗ บทสุดท้าย ข้อ ๙๖ ข้อ ๙๗ ข้อ ๙๘ ข้อ ๙๙ ข้อ ๑๐๐
บทเฉพาะกาล ข้อ ๑๐๑ ข้อบังคับนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ได้กระทํา เสร็จแล้วก่อนใช้ข้อบังคับนี้ ส่วนการใดที่ยังกระทําค้างอยู่ให้ดําเนินการต่อไปตามข้อบังคับ ที่ใช้อยู่ก่อนวันใช้ข้อบังคับนี้
ข้อ ๑๐๒ ให้นําข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ และกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๕๘ มาใช้บังคับกับสมาชิกและกรรมาธิการโดยอนุโลม
ข้อ ๑๐๓ ให้บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งที่ออกตาม ข้อบังคับการประชุมที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่ ไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งข้อบังคับนี้ จนกว่าจะมีข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่ง ที่ออกตามข้อบังคับนี้ใช้บังคับ
ข้อ ๑๐๔ ให้สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการฝ่ายรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่สํานักงานเลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ
ประกาศ ณ วันที่ .. พ.ศ. ....
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ขอบคุณท่านรองเลขาธิการนะครับ แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ เป็นอันว่าจบการพิจารณาเรียงตามลําดับข้อแล้วนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่าง เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๕ โดยอนุโลมนะครับ มีสมาชิกท่านใด จะขอแก้ไขถ้อยคําหรือไม่
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มีก็จบการพิจารณาในวาระที่สองครับ ท่านดุสิตเชิญครับ
ขอบคุณครับ กระผม ดุสิต สปท. ๕๓ ครับ เป็นคําถามเพื่อเราจะได้นําไปสู่การปฏิบัติได้ชัดเจนครับ คือเราเข้าใจแล้วนะครับ เจตนารมณ์ของข้อบังคับเราจะไม่อนุญาตให้สมาชิก ๑ ท่านไปอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญ ในฐานะกรรมาธิการ
ขออภัยท่านดุสิตนะครับ ในชั้นนี้จะไม่มีการอภิปรายอีกแล้วครับ จะเป็นการดู ว่าถ้อยคําใน ๑๐๔ ข้อ จะมีตกไม้เอก ไม้โท สะกดผิดอะไร ตอนนี้ขอเป็นราชบัณฑิตครับ เชิญทางกรรมาธิการมีอะไรไหมครับ ท่านเสรี แล้วก็ท่านบัญชา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ มีข้อ ๑๕ วรรคท้ายแก้ไขถ้อยคํานิดหน่อยให้สอดคล้องกับข้อ ๗ ขอแก้ไขข้อ ๑๕ วรรคสุดท้ายนะครับ ให้คณะกรรมการประสานงานได้รับเบี้ยประชุม ตามระเบียบรัฐสภา เพื่อให้ถ้อยคํามันถูกต้องแล้วก็สอดคล้องกันนะครับ ทีนี้มันจะมีอยู่อีก ข้อหนึ่งเจ้าหน้าที่กําลังเช็ก (Check) อยู่นะครับว่าในเรื่องของที่ปรึกษา ผู้ชํานาญการ นักวิชาการ เลขานุการประจําคณะกรรมาธิการ เดี๋ยวกําลังขอตรวจนิดหนึ่งว่าจะใช้ถ้อยคํา ระเบียบตรงนี้อย่างไร สักครู่เดียวครับ
ความจริงท่านเลขานุการคณะ ท่านนรรัตน์เป็นอดีตเลขาธิการวุฒิสภายืนยัน ได้ไหมครับ แก้ถ้อยคําที่ถูกต้อง
ต้องดูให้นิดเดียวครับท่าน
ต้องแก้ไขให้เสร็จก่อนที่จะขอมติ
สักครู่เดียวครับ เจ้าหน้าที่กําลังรอข้อมูลนิดหนึ่งครับ
ท่านสมาชิกที่อยู่ภายนอกนะครับ จะต้องมีการตรวจองค์ประชุมก่อนที่จะ ลงมตินะครับ ขณะนี้ก็รอ เชิญท่านสมชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผมขอแก้นิดเดียวเป็นการแก้ ถ้อยคํานะครับ ในมาตรา ๗๓ (๖) เรื่องคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่มีการเติมคําว่า การคมนาคมและขนส่ง ไว้ข้างหน้าคําว่า อุตสาหกรรม ผมขอย้าย มาไว้หลัง อุตสาหกรรมครับ เหตุผลครับ เพราะว่าข้างหน้าเราพูดถึงเศรษฐกิจการเงิน การคลัง การเกษตร การอุตสาหกรรม แล้วผมจะต่อว่าการคมนาคมขนส่ง การพาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ คือทั้ง ๓-๔ อันข้างหลังเป็นเรื่องบริการทั้งหมดของภาคบริการ ถ้าเอาไปไว้ข้างหน้าอุตสาหกรรมก็จะเป็นเกษตร แล้วก็มีบริการรายย่อยอันหนึ่ง แล้วก็มี อุตสาหกรรม ก็เลยเอามาไว้หลัง ไม่ได้แก้หลักการเลยครับ
ผมจําได้ว่าทางท่านอดีตปลัดกระทรวงสร้อยทิพย์เสนอให้เติมคมนาคมขนส่ง เข้าไปที่ประชุมเห็นพ้องแล้ว ทีนี้มาชั้นนี้จะเปลี่ยนตัวสาระสําคัญไม่ได้ ถ้าสะกดผิดหรืออะไร ผมเผอิญโทษทีครับ เผอิญปรึกษาท่านประธานเรื่องงานอยู่นิดหนึ่งฟังไม่ถนัดที่ท่านสมชัยเสนอ
คือผมเสนอย้ายที่ให้เติมอย่างเดิมครับ แต่ว่าแทนที่จะ เติมไว้หน้าอุตสาหกรรม เติมไว้หลังคําว่า อุตสาหกรรม เหตุผลก็คือว่าเศรษฐกิจปกติจะมี ๓ ภาค คือภาคเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ แยกบริการไม่มีรายละเอียด ตัวคมนาคม ขนส่งเป็นบริการอยู่ในประเภทเดียวกับพาณิชย์ ขอบคุณครับ
เข้าใจแล้วครับ ท่านปลัดกระทรวงสร้อยทิพย์ตกลงนะครับไม่มีปัญหา มีการปรับปรุงถ้อยคํา ทางกรรมาธิการเรียบร้อยหรือยังครับ
ผมขออนุญาตเป็นหลักการได้ไหมครับว่า ถ้อยคําในส่วนของการดําเนินงานของที่ปรึกษา ผู้ชํานาญการ นักวิชาการ และเลขานุการ ประจําคณะกรรมาธิการที่บอกว่าให้เป็นไปตามระเบียบรัฐสภา ขอไปดูถ้อยคําว่าจะต้องระบุ คําว่า มีค่าตอบแทน หรือไม่ อย่างไร แต่หลักการคือมีอยู่แล้วให้บันทึกเป็นหลักฐานไว้ เพียงแต่ว่าจะใช้ถ้อยคําอย่างไรให้ถูกต้องนะครับ
ผมถามความเห็นที่ประชุมนะครับ ขัดข้องไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่ขัดข้องนะครับ ต่อไปจะขอมติที่ประชุมว่าเห็นชอบกับร่างข้อบังคับฉบับนี้ ในวาระที่สามหรือไม่ วาระที่สองจบไปแล้วชั้นแปรญัตติ ตรวจสอบถ้อยคํา มอบหลักการ เมื่อสักครู่นี้ ตอนนี้ก็เข้าวาระที่สาม วาระที่สาม คือการลงมติครับ ก่อนลงมติขอตรวจสอบ องค์ประชุมครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
สมาชิกโปรดแสดงตนนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้ามา ใช้สิทธิแล้วก็โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดู อํานวยความสะดวก ทุกท่านนะครับ มีข้อขัดข้องอะไรหรือไม่
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านวรวิทย์ใช้สิทธิแสดงตนครับ ไม่ต้องเดินเร็วครับ ใช้สิทธิหมดแล้วนะครับ แสดงตนหมดแล้วนะครับ ขอแสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุม เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุม
ต่อไปผมขอมติจากที่ประชุมนะครับ เห็นชอบด้วยกับร่างข้อบังคับฉบับนี้ หรือไม่
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ถ้ามีขอเชิญ ออกเสียงลงคะแนน ถ้าไม่มีผมจะขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอปิดการลงคะแนนนะครับ แสดงผลครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้ มีผู้เห็นชอบ ๑๖๔ ไม่เห็นด้วย ๔ งดออกเสียง ๒ ไม่ลงคะแนน ๐ เป็นอันว่าที่ประชุมได้เห็นชอบร่างข้อบังคับสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเป็นที่เรียบร้อยนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือการอภิปรายทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการ ปฏิรูปประเทศ ๑๑ ด้าน ตามมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ ด้านการเมือง ก่อนที่ผมจะอนุญาตให้ท่านสมาชิก ได้อภิปรายเป็นการทั่วไปเพื่อเสนอวิธีการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ผมได้เชิญให้ผู้แทน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ เข้าร่วมนําเสนอภาพรวม ของด้านการเมืองซึ่งประกอบด้วย พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ รองประธานกรรมาธิการ คนที่สาม พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ขอเชิญผู้แทน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของสภาปฏิรูปแห่งชาตินําเสนอภาพรวม ของด้านการเมืองต่อไป และขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับที่ได้ทํางาน อย่างดีเยี่ยม มีประสิทธิภาพ บริหารเวลาอย่างคุ้มค่า รวดเร็วทันใจ รอบคอบ รอบด้าน ตามนโยบายท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ นะครับ ก็ขอขอบคุณทุกท่าน แล้วก็สมาชิก ทุกคนที่ทําหน้าที่เป็นกรรมาธิการเต็มสภา ขอเชิญผู้มานําเสนอภาพรวมคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมือง
เชิญท่าน พลเอก เอกชัยค่ะ
เรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมือง คนที่สอง ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมได้รับมอบหมายจากศาสตราจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ให้มาชี้แจงข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนปฏิรูป การเข้าสู่อํานาจและระบบพรรคการเมืองของสภาปฏิรูปทางการเมืองนะครับ ในเรื่องที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมืองได้ประชุมและพิจารณาแนวทางการปฏิรูปในวาระที่สอง คือการเข้าสู่อํานาจและระบบพรรคการเมือง ในเรื่องแผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจและระบบ พรรคการเมืองนั้น ก็จะมีในส่วนที่เป็นคณะกรรมาธิการแล้วก็ได้มาเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในส่วนนี้เท่าที่เห็นรายชื่อก็จะมีประมาณ ๘ ท่านอาจจะช่วยในการเสนอแนะ เพิ่มเติมได้นะครับ ในการพิจารณาแผนการปฏิรูป ได้ศึกษาแล้วก็ทําแผนการปฏิรูปไว้ทั้งหมด ๔ แผนใหญ่ ๆ แผนแรก คือแผนปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็นของนายทุน แผนที่ ๒ นั้น เป็นการปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา แผนที่ ๓ เป็นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรอิสระ ซึ่งรวมไปถึงคณะกรรมการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริต องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ แผนที่ ๔ นั้นเป็นแผนการปฏิรูป การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งในคณะกรรมาธิการของเรา ก็ได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา ๔ คณะ คณะที่ ๑ คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป โครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ คณะที่ ๒ เป็นคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพรรคการเมือง คณะที่ ๓ เป็นคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้ง และคณะสุดท้าย ชื่อยาวหน่อยนะครับ เป็นคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในส่วนตรงนี้ผมจะได้ให้ทาง พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้งได้นําเสนอก่อนก็ขอเรียนว่าท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ก็เป็น ๑ ในคณะ แล้วในคณะของเราที่อยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ก็จะมี ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ถ้าเผื่อท่านจะช่วยเรื่องพรรคการเมืองได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มีท่านชัย ชิดชอบ ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ แล้วก็ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านฐิติวัจน์ กําลังเอก และท่านอาณันย์ วัชโรทัย อันนี้อยู่ในคณะของเราทั้งหมด ก็ขอเรียนเชิญท่านจรุงวิทย์ ได้นําเสนอก่อนในส่วนนี้ครับ
พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นประธานอนุกรรมาธิการกลไกและระบบ เลือกตั้งครับ ในขณะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องกลไกและระบบเลือกตั้งว่า ในช่วงที่ผ่านมานี่นะครับ ทําอย่างไรเราจะได้คนดีเข้าสู่สภา ปัญหาก็คือว่าลักษณะที่เกี่ยวกับ เรื่องการเลือกตั้งต่าง ๆ นี่นะครับ ทําไมเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วประชาชนถึงไม่ศรัทธาในสภา ระบบรัฐสภา ผลกระทบมีต่อเนื่องมาตลอดนะครับ อย่างเช่นเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง อย่างเช่นพฤติกรรมการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บางส่วนขึ้นอยู่กับ เงินซื้อเสียง หรือไม่ก็ระบบอุปถัมภ์ เกิดการทุจริต การขายเสียง ทําให้ผู้สมัครไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติใช้เงินเป็นจํานวนมากนะครับ การเลือกตั้งครั้งหนึ่งต่อคน ท้องถิ่นบางที ถึงกับ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ แต่ในระบบ ส.ส. คือตัวเลขก็ไม่แน่นอนนะครับ ก็แล้วแต่สภาพพื้นที่ การสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านมายังมีช่องว่างทําให้นักการเมืองที่ประวัติไม่ดีพอสมควร และมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียเช่นหลีกเลี่ยงหนีภาษี ภาษีนี่นะครับเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทย ที่จะต้องเสียภาษี แต่บางท่านก็หลีกเลี่ยงหนีภาษีนะครับ การคัดเลือกผู้สมัครมักถูกครอบงํา และคัดเลือกโดยหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค ประเด็นนี้เป็นประเด็น สําคัญนะครับว่าทําให้พรรคการเมืองไม่เป็นพรรคการเมืองของมวลชนจริง ๆ เพราะว่า ถูกบงการโดยกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคในการที่จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งนะครับ จากการประมวลข้อบกพร่องต่าง ๆ นี่นะครับ นํามาสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ การปฏิรูปการเมืองนะครับ ข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ได้คนดีเข้าสู่สภา แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๒ ลักษณะ
ลักษณะแรก คือปัญหาที่ต้องแก้ปัญหาในระยะยาว ปัญหาระยะยาวคือ ในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่นี่นะครับ เราดูที่วัฒนธรรมทางการเมือง ของประเทศนั้น ๆ วัฒนธรรมของประชาชนของในประเทศนั้น ๆ มันสอดรับกับ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยหรือไม่ ของเมืองไทยนี่นะครับ จริง ๆ แล้วอย่างเช่น การซื้อสิทธิขายเสียงก็เป็นตัวชี้วัดแน่นอนว่ามันก็ไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย สิ่งนี้ละครับที่ต้องสร้าง สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง อย่างเช่นวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม สร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนรู้จักสิทธิหน้าที่ของตัวเอง ไม่ละเมิดสิทธิ ของคนอื่น แต่จุดที่จะลงลึกลงไปกับการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก็คือการสร้างค่านิยม ทัศนคติ ผมจะชี้ลงไปเลยครับว่าค่านิยม ทัศนคติที่รังเกียจการคอร์รัปชัน และการซื้อเสียงของเราประเทศเรานี่นะครับ ถ้าเกิดยังไม่เริ่มตรงจุดนี้เราจะชนะเด็ดขาด ไม่ได้หรอกครับ เกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ในปัจจุบัน และต่อเนื่องมาตลอดก็ยังเห็นครับ แต่ว่ายังน้อย การกล่อมเกลาสังคมครับ อย่างเช่น สปอต (Spot) โฆษณาต่าง ๆ ในโทรทัศน์ต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีแล้วครับ คอร์รัปชัน เป็นอย่างไร ที่ออกมาบ่อย ๆ นะครับ แต่ควรจะออกมาบ่อยมากกว่านี้ เพื่อเปลี่ยนแปลง ค่านิยม ทัศนคติของคนในสังคมให้สอดรับกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมองระบบทั้งระบบ ลักษณะนี้ ถ้าค่านิยม ทัศนคติยังไม่ถึงจุดนั้น จริง ๆ เราก็ส่งมอบบ้านเมืองให้กับประชาชน ที่เป็นสังคมที่สมบูรณ์ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ อันนี้คือประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ เราจะปล่อยให้ระยะเวลาสัก ๕ ปี หรือ ๒๐ ปี อย่างที่พูดนะครับ โดยกล่อมเกลาอย่างนี้คงจะเนิ่นช้าไปนะครับ ควรจะมีการกระตุ้นต่าง ๆ อย่างเช่นการศึกษา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็คือปฏิรูปที่มา คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ของผู้สมัคร การกําหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้นักการเมืองที่ดี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย อันนี้คือลําดับแรกนะครับ ยกตัวอย่างเช่นต้องไม่เคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีรอการลงโทษ เว้นแต่การรอการลงโทษนั้นในความผิดที่ได้กระทํา โดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท อย่างนี้ก็สมัครไม่ได้ เดิมที่ผมยกมาตราตัวนี้ขึ้นมา เดิมอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เป็นเรื่องสมาชิกภาพ ที่ถูกหมดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เห็นว่า ควรจะเอายกเข้ามาตั้งแต่คุณสมบัติรับเลือกตั้งเลยนะครับ สมัครเข้าตั้งแต่ตอนแรก เลยนะครับ
อันที่ ๒ คือไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทํา การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และเที่ยงธรรม อันนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็คัดมาเลย
อันที่ ๓ ต้องไม่เคยต้องคําสั่งว่าเป็นผู้กระทําการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ ตามประมวลจริยธรรม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีครับ กรรมการจริยธรรมจะชี้ว่าคนนี้ ผิดจริยธรรมหรือไม่ผิดจริยธรรม ในข้าราชการก็มีแล้วครับ กรรมการจริยธรรมนะครับ ผิดประมวลจริยธรรม คนที่ถูกชี้ก็คือไม่มีสิทธิสมัคร นอกจากนั้นการกําหนดคุณสมบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยการสมัคร ต้องยื่นสําเนาหลักฐานการเสียภาษีบุคคลย้อนหลัง ๕ ปี ตรงนี้จะได้ในแง่ของการตรวจสอบว่า นอกจากว่าเลี่ยงภาษีหรือไม่ ก็ยังได้ดูอีกว่าต่อไปถ้าเกิดร่ํารวยขึ้นมาผิดปกติ แล้วก็ จะแจ้งภาษีอย่างไร หรือว่ามีความต่อเนื่องอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินที่ได้เพิ่มขึ้นมา ดีแคลร์ (Declare) ครบหรือไม่ ๕ ปีย้อนหลัง กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เสนอไว้นะครับ
กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดระบบอุปถัมภ์ จริง ๆ แล้วประเทศไทย ต่อเนื่องมายาวนาน จารีตประเพณีของเราเป็นระบบอุปถัมภ์ แต่ถ้าเกิดระบบอุปถัมภ์ หรือระบบเงินก็ตามยังเป็นทางที่นําไปสู่ในการเลือกตั้งต่าง ๆ มันก็ทําให้สังคม ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที เพราะว่าคนที่ซื้อเสียงโดยทุจริตก็จะมาถอนทุนกับ การคอร์รัปชันนี่คือสมมุติฐานที่เราดูเอาไว้นะครับ เพราะฉะนั้นการทําบุญบริจาคในพื้นที่ ก็ห้ามทําบุญบริจาค งานศพ งานบวช งานแต่งงาน ก็คงจะช่วยไม่ได้นะครับ อันนี้มี ๒ แนวความคิดในกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองว่าอันนี้ฝ่าฝืนประเพณี หรือจารีต ของบ้านเราหรือไม่ ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นเขาประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าห้ามช่วยงานศพ งานบวช ส่วนใหญ่จะเป็นงานแต่งงาน ให้ช่วยเท่าที่มาที่งาน แต่บ้านเราไปงานที ๓,๐๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ บาท ตอนเสนอในครั้งแรกไปสอบถามนักการเมืองที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เกิดความรู้สึกอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ว่ามันฝ่าฝืนจารีตประเพณีของเราหรือเปล่า แต่พอกลับไปคิดแล้วท่านคิดดูครับ เงินเดือนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขตเลือกตั้ง สมมุติ ๔ อําเภอ หรือ ๕ อําเภอ มีงานศพ งานบวช งานแต่งงาน เงินที่ต้องใช้จ่ายไปกับ ภาษีสังคมตรงนี้สมมุติว่ารายละ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท มันก็ไม่พอเพียง ไม่พอเพียงก็ต้องไปพึ่งพากับลักษณะที่เป็นนายหัวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินตัวนี้ ก็เอาเงินมาจากผู้อื่นบ้าง เอาอะไรมาบ้างเพื่อชดใช้ภาษีสังคม เพื่อรักษาคะแนนเสียง ของตัวเองไว้ ตัวนี้นะครับ หลังจากที่เผยแพร่ออกไป อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ก็บอกว่าขอให้ออกกฎหมายนี้มาก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้ไม่ได้มีเลือกตั้ง ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้วก็ยังต้องใช้จ่ายเงินตัวนี้อยู่เยอะแยะไปหมดเพื่อรักษาฐานเสียง ข้อนี้ก็คือที่เอามายกให้ท่านฟัง เพราะว่ามันขัดกับจารีตประเพณีของเรา แต่เราไม่ต้องการให้ ระบบอุปถัมภ์เข้ามาสู่การเมือง เพราะฉะนั้นต้องตัดตัวนี้ออกไป กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็เลยเสนอคิดเป็นประเด็นนี้ว่าต้องไม่มีการบริจาคช่วยเหลืองาน
ประเด็นต่อไป ให้มีระบบคัดกรองผู้สมัคร ส.ส. ในแต่ละเขต โดยให้ สมาชิกพรรคคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง สมาชิกพรรคที่อยู่ในพื้นที่เป็นคนที่โหวตว่า จะให้ผู้ใดลงสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่ ประเด็นนี้ก็คือส่งเสริมระบบพรรคการเมืองว่า เป็นพรรคการเมืองของมวลชนที่แท้จริง เดิมปกติจะกําหนดเหมือนกันครับ กําหนดโดย กรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรคจากส่วนกลางลงไป ท็อปดาวน์ (Top down) ลงไป แต่กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมองว่าบอททอมอัพ (Bottom up) คือต้องให้สมาชิก พรรคการเมืองในแต่ละเขตเป็นคนเลือกว่าใครจะเป็นผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น มันก็ดู ขัด ๆ นิดหนึ่งครับว่า บางพื้นที่ท่านอดีต ส.ส. คงอยู่ในนี้หลายท่านว่าบางพื้นที่สมาชิกพรรค อาจจะไม่มีเลยหรือมีน้อยมากแล้วจะเอาจากไหน วิธีการแก้ไขก็คืออาจจะใช้แบบท่านเสนอญัตติ ในสภามีผู้รับรอง ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ครับ สนับสนุนให้ผู้นี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ประเด็นนี้จะลงไปสู่เรื่องการหาเสียงเลือกตั้งว่า ประชาชนที่สนับสนุนต่อไปจะเป็นอย่างไร
ต่อไปก็คือว่ากําหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงตนขึ้นทะเบียน กับคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน ครบวาระไม่น้อยกว่า ๑ ปี แล้วต้องเข้าร่วมกิจกรรม เข้ารับการอบรมหน้าที่พลเมือง ซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) เพื่อให้ประชาชน ได้รับทราบข้อมูลและจับตาพฤติกรรม ตลอดจนหล่อหลอมจิตใจสํานึกพลเมืองก่อนเข้ารับ ปฏิบัติหน้าที่นะครับ อันนี้มาจากประเทศเกาหลีครับ เขาจะแสดงตนก่อนเลยครับว่า ๑ ปีก่อนครบวาระว่าเขาจะเล่นการเมืองเพื่อให้ประชาชนได้รู้ประกาศตัวแล้วประชาชน จะได้จับตาว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมหรือไม่ในการที่จะเข้ามาสู่การเมืองนะครับ
ประเด็นต่อไปครับ ปฏิรูปการหาเสียงเลือกตั้งนะครับ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ผ่านมาท่านคงรู้ว่าการใช้เงินจํานวนมหาศาล ผมไม่นับเกี่ยวกับเรื่องเงินที่เกี่ยวกับ เรื่องทุจริตซื้อเสียง ตัดออกไปนะครับ แต่เราต้องการจะลดค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งให้น้อย ที่สุดนะครับ ป้ายที่ติดตามเสา เสาทีวี (TV) ต้นไม้ริมถนนอะไรต่าง ๆ กราบเรียนก็คือ ถ้าเป็นไปได้ออกกฎหมายต่อไปคงไม่มีแล้วครับ เพราะว่าระบบการหาเสียงเลือกตั้งโดยป้าย เราจะใช้แบบประเทศญี่ปุ่น ก็คือมีบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) หนึ่งในย่านชุมชนนะครับ ผู้สมัครก็พรินต์ (Print) ป้ายหาเสียงของตัวเองขนาดเอ ๓ (A3) หรือเอ ๔ (A4) ไปติดในจุดที่ กกต. กําหนด เพราะฉะนั้นการหาเสียงในลักษณะป้ายนี่นะครับ เพียงแต่มีคอมพิวเตอร์ แล้วก็มีพรินต์เตอร์ (Printer) อาจจะสีหรือไม่สีก็ตามขนาดเท่าที่ กกต. กําหนดนะครับ เอ ๔ (A4) หรือเอ ๓ (A3) ผมยังไม่ยุตินะครับ เอาไปปิดตามบอร์ด (Board) ที่กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นป้ายไวนิล (Vinyl) ที่ติด หรือว่าป้ายที่ติดริมเสาไฟต่าง ๆ ก็จะไม่มีนะครับ การหาเสียงโดยรถที่ติดเครื่องขยายเสียงกําหนดไว้ให้เขตละไม่เกิน ๕ คัน การปราศรัยหาเสียง ให้ทํา ณ สถานที่ที่เวทีกลาง ซึ่งสํานักงาน กกต. จังหวัดจะกําหนดให้ ไปตั้งเวทีไว้ให้ละครับ ไม่ต้องไปเสียเงินไปตั้งนะครับ จุดที่เป็นย่านชุมชนจะติด สมมุติเขตเลือกตั้งหนึ่งมี ๕ หรือ ๖ เวที ถ้าวันตรงกันก็จับฉลากที่ กกต. ว่าตัวเองจะหาเสียงวันไหน ให้มีผู้ช่วยในการหาเสียง ไม่เกิน ๓๐ คน ห้ามผู้ที่อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเข้าร่วมในการหาเสียงเลือกตั้ง อันนี้ก็คือระบบนอมินี (Nominee) พอตัวเองถูกใบแดงก็เอาคนที่ใกล้ชิดขึ้นมาหรือญาติพี่น้องตัวเองขึ้นมานะครับ เพราะฉะนั้น ถูกใบแดงนี่ก็คือห้ามไปช่วยหาเสียงอาจจะสมัครเองได้ การจัดโครงการพาประชาชน ในเขตเลือกตั้งไปสัมมนาศึกษาดูงานนอกพื้นที่ในช่วงเวลา ๑๘๐ วันก่อนเลือกตั้ง อันนี้ ประเด็นของท้องถิ่นเยอะมากครับ ใช้งบประมาณหาเสียงหรือนโยบายที่พาไปเที่ยว ซึ่งลักษณะนี้จากการรับฟังมาขอเลยครับว่าให้ช่วยปฏิรูปประเด็นนี้ด้วย อันนี้เมื่อมีประเด็น เรื่องจํากัดการหาเสียงแล้วนะครับ แล้ว กกต. ทําอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องการหาเสียง จัดสถานที่ปิดประกาศ จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเป็นเล่มส่งไปให้บ้านในเขตเลือกตั้งนั้นว่า มีใครบ้าง สมัครที่ใดบ้าง แล้วก็ส่งไปให้ที่บ้านเลยครับ ไม่ต้องมาดูป้ายข้างถนน ไม่ต้องมี อะไรบ้าง ถ้าอยู่ที่บ้านก็เปิดเอกสารอ่านดูได้ จัดให้พรรคการเมืองโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ทางวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐโดยเท่าเทียมกัน ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็จัดอยู่แล้วครับ จัดเวทีกลางให้ปราศรัยหาเสียงในเขตเลือกตั้งดังกล่าวเมื่อสักครู่ครับ เพราะฉะนั้น กกต. ก็จะรองรับตัวนี้ไว้ ปฏิรูปองค์กรและกลไกในการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ เช่น ป้องกันปราบปรามการซื้อเสียง ในประเด็นนี้เป็นการปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของ กกต. นะครับว่า ปัจจุบันนี้ในการที่สอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง กกต. จะใช้แค่เพียงหนังสือเชิญให้มาให้การ ทาง กกต. ก็เลยเสนอมาว่าควรจะให้มีอํานาจหน้าที่ในการออกหมายเรียก หรือว่าจับกุม ในกรณีความผิดซึ่งหน้าต่าง ๆ อันนี้ก็อยู่ในชั้นของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกําลังพิจารณา อยู่เหมือนกัน
อันสุดท้าย ปฏิรูปกระบวนการให้การศึกษาเพื่อสร้างจิตสํานึกพลเมืองครับ อย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ตอนต้น วัฒนธรรมการเมืองขึ้นอยู่กับค่านิยม ทัศนคติที่เราจะตัด ตัวนี้ออกไป ตัดออกมาให้มีค่านิยมที่เกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชัน ให้ประชาชนเกลียดชังทุจริต คอร์รัปชัน เกลียดชังการซื้อเสียงเลือกตั้ง ในส่วนของอนุกรรมาธิการกลไกระบบเลือกตั้ง ของกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีเท่านี้ กราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา ผมขอเสนอ ในส่วนที่เหลืออยู่นะครับ ขอเรียนในขั้นต้นว่าเอกสารรายละเอียดทราบว่าแจกให้กับทุกท่าน แล้วนะครับ อันที่ ๒ ข้อเสนอในการปฏิรูปก็มิใช่ว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งหมด เพราะว่าข้อเสนอนี้อาจจะแตกต่างกับทางด้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันที่ ๓ ก็เป็น สิทธิส่วนบุคคลที่แต่ละคนในคณะเราก็จะมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายเราก็ยอมรับ ในเสียงข้างมากแล้วก็ผลจากการนําเสนอในการปฏิรูปนั้นก็เป็นผลจากเสียงข้างมาก ถึงแม้ผมอาจจะไม่เห็นบางส่วน ท่านประธานของผมไม่เห็นบางส่วน แต่ว่าเสียงข้างมาก ต้องการอย่างนั้นก็ได้เสนอมาตามนั้น ในส่วนของแผนการปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็น ของนายทุน เมื่อสักครู่ท่านจรุงวิทย์ก็ได้เสนอไปส่วนหนึ่งแล้วผมอยากจะสรุปอย่างนี้ว่า ประเด็นหลักของการปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็นของนายทุนเราได้เสนอในเรื่องต่าง ๆ เอาไว้ ๗ ประการด้วยกัน ที่มีรายละเอียดอยู่ในเอกสารก็คือหน้าที่และการบริหาร พรรคการเมือง การเป็นสถาบันทางการเมือง การเป็นพรรคการเมืองของประชาชน การป้องกันทุจริตการซื้อเสียง ขายเสียงของพรรคการเมือง การหาเสียงของพรรคการเมือง เงินอุดหนุนทุนให้แก่พรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง ซึ่งบางเรื่องท่านจรุงวิทย์ ได้นําเสนอไปแล้ว แต่ข้อสําคัญก็คือการคัดสรรผู้นําทางการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพนั้น เราเน้นว่าต้องมาจากประชาชน จึงมีวิธีการเลือกตั้งข้างต้นเรียกว่า ไพรมารีโหวต (Primary vote) อยู่ในหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน ในส่วนตั้งแต่ผู้นําการเมือง นักการเมืองทั้งหมดเพื่อให้ได้มา ซึ่งผู้นําทางการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพ
อีกประการหนึ่ง ก็คือการศึกษาทางการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยเรามีการเสนอว่าให้สร้างกลุ่มยุวชนประชาธิปไตยขึ้นมาเพื่อเป็นฐานราก เรื่องประชาธิปไตยในการที่จะสร้างพลเมืองที่เป็นนักการเมืองในอนาคตต่อไปที่มีคุณภาพ
เรื่องการสื่อกลางเชื่อมโยงความต้องการระหว่างรัฐบาลและประชาชนนั้น เราเสนอให้จัดตั้งศูนย์รับฟังความคิดเห็น ความเดือดร้อน ความต้องการของประชาชน แล้วนําความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่รัฐบาลโดยให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในนามของพรรคต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ไพรมารีโหวต (Primary vote) และอายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปี อันนี้ก็จะสร้างความยากลําบากให้นักการเมือง ในยุคใหม่พอสมควรเหมือนกันนะครับ แต่คิดว่าในระยะยาวก็คิดว่าท่านนักการเมืองทั้งหลาย ก็คงจะสามารถที่เข้าสู่ระบบนี้แล้วก็เป็นการสร้างธรรมาภิบาลให้กับพรรคการเมืองเองด้วย
เรื่องต่อไปก็คือให้มีระบบพรรคการเมืองที่มีแบบหลายพรรคการเมือง โดยไม่มีกลุ่มทางการเมือง เราเสนอว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองกระทําได้ง่ายขึ้นไม่ยุ่งยาก แบบแต่ก่อนนี้ ยกตัวอย่างการกําหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑๕ คน สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้ในส่วนนี้ ในส่วนการจัดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นที่เรียกว่า ไพรมารีโหวต (Primary vote) ภายในพรรคการเมืองนั้น ก็เพื่อดําเนินการให้ได้มา ซึ่งกรรมการบริหารพรรคกรรมการบริหารสาขาพรรค โดยใช้วิธีการเลือกตั้งขั้นต้น แล้วในการสรรหาตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตใช้วิธีการเลือกตั้งขั้นต้น โดยการกําหนดวิธีการสรรหาตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะของเรา เพราะฉะนั้น ก็คิดว่าตัวแทนของพรรคการเมืองที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชนก็ต้องลงพื้นที่ แล้วก็ เข้าหาพื้นที่ แล้วก็ไปทําความเข้าใจกับประชาชน ถึงจะได้รับการเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง แต่ละพรรคนั้น
อันต่อไปก็คือให้สาขาพรรคการเมืองจัดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นโดยสมาชิก ของสาขาพรรคเพื่อให้ได้ตัวแทนของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็ ให้สาขาพรรคเป็นผู้เสนอรายชื่อบุคคลให้คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง เป็นผู้สมัครของพรรค เพราะฉะนั้นพรรคคงต้องเดินหาเสียงแข่งกันในผู้ที่จะไปสมัคร แต่ก่อนนี้คงไม่ใช่ให้กรรมการบริหารพรรคสามารถชี้ได้เลยว่าใครจะลงเขตไหนนะครับ
ประการต่อไป ก็คือกรณีที่มิได้มีสาขาพรรคในทุกเขตเลือกตั้ง ควรกําหนด ให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นได้
แล้วในประการสุดท้ายนั้น ก็คือว่าให้คณะกรรมการใหญ่ของพรรคมีอํานาจ ตัดสินหากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบกับมติของสาขาพรรค
ส่วนในเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้น เราได้เสนอว่าห้ามมิให้มีการยุบ พรรคการเมือง เว้นแต่พรรคการเมืองได้กระทําความผิดโดยกรณีดังต่อไปนี้ ประการแรก ก็คือกระทําความผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการที่ ๒ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประการที่ ๓ คือทําลายความมั่นคงของชาติ อันนี้ก็มีเหตุที่ทําให้ต้องยุบพรรคเช่นเดียวกัน
ส่วนในการปฏิรูปการให้การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง อันนี้สําคัญยิ่ง แล้วก็ เมื่อครั้งมีการทําเรื่องปฏิรูปแล้วก็ยกร่างที่ผ่านมานั้นให้ความสําคัญต่อซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) คือการให้ความรู้กับประชาชนที่รู้ถึงสิทธิหน้าที่ของประชาชนเอง และรู้ถึงว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นข้อเสนอ ของเราในส่วนหนึ่งนะครับ
อีกส่วนหนึ่ง คือในส่วนที่เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาชนนั้น เราได้เสนอ เอาไว้ว่าให้จัดให้มีกลไกส่งเสริม สนับสนุนการประสานงานดําเนินการภาคประชาชน อย่างต่อเนื่อง แล้วก็แก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอํานาจให้แก่ประชาชนในการร่วมตรวจสอบ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ ในแผนการปฏิรูป การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้น เราได้มองเห็นว่าเราต้องการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและอํานาจของประชาชน ก็คือให้อํานาจไปอยู่ที่ประชาชนในการทํา หน้าที่เป็นพลเมือง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ได้ถกเถียงกันเยอะแยะมากมายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เหมือนกัน และในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าคําว่า พลเมือง มีนัยครอบคลุม ขนาดไหน เป็นสิ่งที่จะต้องทําความเข้าใจ แล้วก็เป็นสิ่งที่จะต้องสร้างต่อไป อันที่ ๒ ก็คือ ปลูกฝังและสนับสนุนการเรียนรู้ การอบรม การกล่อมเกลา และการสร้างจิตสํานึกของ พลเมืองให้เกิดขึ้นมา
ประการที่ ๓ ก็คือทําให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองเข้าสู่การศึกษา ในระบบ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีการอบรมศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับพลเมือง ซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) ก็มีหลายสถาบันที่ทําอยู่ ก็เป็นสิ่งที่จะต้องทําตรงนี้ให้เป็นเอกภาพมาก ยิ่งขึ้น
ข้อเสนอในการปฏิรูปและแนวทางดําเนินงานในเรื่องนี้เราได้เสนอเอาไว้ ในคณะอนุกรรมาธิการที่ ๔ ว่าให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ๒ ชุด ชุดแรกคือการเรียนรู้ ทางการเมืองของภาคประชาชน อันนี้คงต้องมีองค์กรที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ของเดิมนั้นก็จะมีทั้ง กกต. ก็ทําด้วย สถาบันพระปกเกล้าก็ทําด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรอื่น ๆ ก็ทําด้วย แต่ว่าต่างคนต่างทํา ยังไม่มีความเป็นเอกภาพ เราคิดว่าต่อไปเราจะให้อํานาจตรงนี้ ไปอยู่กับประชาชน เราต้องสร้างให้ประชาชนได้เดินไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพครับ
ประการต่อไป ก็คือด้านการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการทําหน้าที่เป็นองค์กรกําหนดยุทธศาสตร์ แล้วองค์กรทั้ง ๒ องค์กรที่ว่าในระดับชาตินี้ เป็นองค์กรที่จะทําหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์ทั้ง ๒ ภารกิจนี้ ทั้งการเรียนรู้ การเมืองภาคพลเมือง การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเด็นที่เราได้เสนอเอาไว้นั้น จะต้องให้มีการยกร่างกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับด้วยกัน ฉบับแรก การยกร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้พลเมืองของประชาชน พระราชบัญญัติที่ ๒ คือยกร่าง พระราชบัญญัติรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคงทราบกันว่าพระราชบัญญัติส่วนนี้ได้ตกไปในสภา ที่ผ่าน ๆ มายังไม่เคยผ่านสภาออกมาเป็น พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็เรื่องที่ ๓ เราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ พอสมควรเหมือนกันเพราะว่าเป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร แล้วก็มีกฎหมายข้อมูลข่าวสารเดิมอยู่แล้ว มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี แต่การให้ข้อมูลข่าวสารประชาชนเป็นสิ่งที่ สําคัญยิ่ง แล้วก็การให้ข้อมูลข่าวสารเราเชื่อแน่ว่าถ้าเผื่อประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงแล้วเชื่อแน่ว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะมี คุณภาพมากยิ่งขึ้น เราจึงให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะขึ้นมาใหม่ จากที่เดิมมีอยู่แล้วก็ยังเป็นลักษณะแคบที่ไม่ได้เปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้
- ๕ ๘ / ๑ แล้วก็ต่อไปนี้น่าจะเป็นการเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้อย่างทั่วถึงกันนะครับ หัวใจในการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนก็มีอยู่ด้วยกัน ก็คือว่าจะต้องมีองค์กรที่เป็นเจ้าภาพขึ้นมารับผิดชอบ คงจะปล่อยให้ทํางานแบบเบี้ยหัวแตกแบบเดิมไม่ได้ต่อไปแล้ว จึงต้องมีองค์กรที่ในระดับชาติ ขึ้นมาดูแลใน ๒ ส่วนนี้เพื่อให้การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมเป็นภารกิจที่ต้องดําเนินการ ในอนาคตต่อไป ผมก็ขอสรุปนําเสนอส่วนในการปฏิรูปของการเมืองให้กับท่านประธาน และสมาชิกเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นข้อสรุป ข้อเสนอที่เป็นแนวปฏิบัติ ดิฉันนั่งฟังอยู่นี่ เป็นแนวที่จะไปปฏิบัติได้เกือบทั้งหมดทุกข้อเลยนะคะ เพียงแต่ว่าจะลงมือไปทําจริง ๆ ได้อย่างไร ต่อไปนี้ก็จะเป็นเรื่องของการอภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่านนะคะ มีรายชื่อผู้ที่ ขออภิปรายมาในมือดิฉันขณะนี้มี ๖ รายชื่อ ดิฉันจะอ่านรายชื่อทีละ ๓ รายชื่อ ท่านแรกคือ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่านที่ ๒ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านที่ ๓ ท่านนิกร จํานง ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านแรกค่ะ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน เชิญค่ะ ท่านละ ๕ นาทีนะคะ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ท่านประธานคงจะแปลกใจที่ผมจะ อภิปรายในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมาประชุม แม่น้ํา ๕ สายในห้องประชุมแห่งนี้ พวกเราทั้งหมดคงได้ฟัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีพูด แล้วผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะเห็นใจเป็นกําลังใจให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ บอกว่า ไปต่างประเทศถูกต่างชาติเขาถามว่าการเมืองบ้านเราเป็นอย่างไร ทําไมถึงเป็นอย่างนั้น ผมเอง เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ในสภาแห่งนี้ ๑๐ ปีที่ผ่านมาได้สัมผัสกับวิกฤติทางการเมือง ผมไม่ได้เป็น สมาชิกสภา แต่เข้ามาดูแลความเรียบร้อย เป็นคนนําสมาชิกสภาออกทางด้านหลัง บางครั้ง เจรจาได้ผลก็ออกทางด้านหน้า บางครั้งผมก็ตกอยู่ในวงล้อมด้วย นั่นคือวิกฤติการเมือง บ้านเราครับ อับอายไปทั่วโลก เมื่อพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมืองคงจะต้องพูดถึง ๒ นัย ก็คือ ปฏิรูปพรรคการเมือง และปฏิรูปนักการเมือง การปฏิรูปการเมืองเป็นหัวข้อที่ง่ายที่สุด ในการปฏิรูปทั้งหมดทุกหัวข้อ ทุกวาระ ถามว่าทําไม ในรัฐธรรมนูญเขียนแนวไว้เกือบครบ ทั้งหมดแล้วครับ ท่านกรรมาธิการเสนอมายังไม่ครบถ้วน ผมขออนุญาตเติมตรงนั้นครับ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ มีอยู่ ๑๐ อนุมาตรา ๔ อนุมาตรา เกี่ยวกับเรื่องการเมือง
ผมขออนุญาตเริ่มตรงนี้ครับ (๔) ในมาตรา ๓๕ บอกว่าให้สร้างกลไก ให้นักการเมืองที่ถูกศาลพิพากษาหรือมีคําสั่งว่าทุจริตประพฤติมิชอบทําให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม พูดง่าย ๆ กันว่านักการเมืองขี้โกง อย่าให้มายุ่งเกี่ยวกับ การเมืองอีก ตรงนี้ชัดเจนด้วยหลักการและเหตุผลครับ แม้กระทั่งนักมวยที่ล้มมวย คนที่ได้รับความเดือดร้อนก็มีเพียงแค่เซียนพนันมวยไม่กี่คน เขายังห้ามชกมวยไปตลอดชีวิต นักการเมืองโกงบ้านโกงเมืองแล้วเว้นวรรค ๕ ปีแล้วกลับมาเล่นการเมืองใหม่ มันอะไรกันครับ ดังนั้นต้องสร้างกลไกตรงนี้ขึ้นมาให้ชัดเจนในการปฏิรูปนักการเมือง พรรคการเมือง
เรื่องที่ ๒ ต้องปฏิรูปให้พรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคการเมืองของผู้มีอิทธิพล ทุนสามานย์ ส่วนนักการเมืองจะต้องเป็น นักการเมืองของประชาชน เพราะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เป็นผู้แทนของนายทุน สามานย์ พรรคการเมืองจดทะเบียนที่ กกต. ครับ บังเอิญผมเป็นประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรุงเทพมหานครอยู่ด้วย ท่านจรุงวิทย์เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของ กกต. ทุกพรรคจดที่ กกต. แล้วทําไมต้องฟังนโยบายจากต่างประเทศ ท่านนึกภาพออกนะครับ ต้องฟังเสียงจาก ภายนอกบ้างภายในบ้าง พรรคการเมืองไม่ใช่พรรคการเมืองของประชาชน ต้องสร้างกลไกนี้ ขึ้นมาให้ได้ นักการเมืองก็ต้องเป็นนักการเมืองของประชาชน
อันต่อไปครับ ที่น่าแปลกใจมากก็คือการมีนอมินี (Nominee) ฝรั่งก็ไม่เข้าใจ เหมือนกัน ถามว่าบ้านยู (You) ทําไมมีร่างทรงกันด้วย บางคนถูกเว้นวรรคไป ๕ ปี ไม่ได้มีความ ทุกข์เลยครับ ไปนั่งเลี้ยงสุนัขอยู่ที่บ้านแต่ส่งนอมินี (Nominee) เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน นั่งเกาคางสุนัขอยู่ที่บ้านแต่มีอํานาจในการปกครองประเทศนี้ นั่นคือนอมินี (Nominee) ครับ เห็นภาพชัด
เรื่องต่อไปครับ ต้องปฏิรูปเชิงนโยบาย พรรคการเมือง นักการเมืองที่เข้ามา มีอํานาจ เข้ามาปกครองประเทศนี้ในหลายปีที่ผ่านมาเราเห็นชัดครับ ไปเขียนนโยบาย ที่แยบยล เอางบประมาณแผ่นดินมาหาเสียง เอาเงินภาษีอากรของราษฎรมาซื้อเสียงราษฎร ด้วยการเขียนนโยบายประชานิยม อันตรายมากครับ ตัวนั้นคือตัวทําลาย ทําลายวินัยการเงิน และการคลังทั้งระบบ ประเทศของเราแทบจะย่อยยับเพราะนโยบายประชานิยม ดังนั้น จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาไม่ให้พรรคการเมือง ไม่ให้นักการเมืองใช้นโยบายประชานิยม มามอมเมาคนในประเทศนี้ต่อไปอีก ผมว่าอันตรายพอ ๆ กับติดยาเสพติดครับ นโยบาย ประชานิยมเปรียบเทียบได้กับยาพิษที่เคลือบด้วยช็อกโกแลต คงเป็นข้อสุดท้ายครับ อยู่ใน (๙) ของมาตรา ๓๕ ชัดเจนมากครับ จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้มี การทําลายหลักการของรัฐธรรมนูญ ต้องสร้างกลไกนี้ขึ้นมาให้ได้ครับถ้าจะปฏิรูปการเมือง ไม่ใช่เข้ามามีอํานาจในสภา มีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจะทําอะไรก็ได้ จะแก้รัฐธรรมนูญ ให้ตีลังกาก็ได้ ให้นั่งยอง ๆ ก็ได้ หลายปีที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญจะต้องทํางาน อย่างหนักครับ ปกติคําพิพากษาของศาล ปกติคําวินิจฉัยของศาล คําสั่งของศาลจะเป็น ถ้อยคําที่ไพเราะที่เป็นเชิงวิชาการ เมื่อใดก็แล้วแต่ที่ศาลเริ่มจะรําคาญ รู้แล้วว่าทําไม่ได้ ก็ยังทําเพราะมีอํานาจ ศาลก็จะเขียนคําพิพากษาแบบไม่เกรงใจครับ ท่านไปอ่านคําวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญครับ ระยะหลัง ๆ จะมีว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญอย่างนั้นก็จะได้ชื่อว่าถอยหลัง เข้าคลอง คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้เลยครับ ถ้าแก้รัฐธรรมนูญให้มีสภาอย่างนั้น ก็จะได้ชื่อว่าสภาผัว สภาเมีย คําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นเราต้องสร้าง กลไกมาอย่าให้มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญขึ้นในประเทศนี้ต่อไปอีก ท่านประธานครับ หลุมระเบิด หลุมแก๊สน้ําตาที่หน้าสภายังกลบไม่หมดครับ นั่นคือความเจ็บปวดของคนไทย ทั้งประเทศ วิกฤติการเมืองที่ผ่านมา เราจะต้องช่วยกันกลบหลุมนั้นให้หมด ผมกําลัง หมายความว่าต้องปฏิรูปการเมืองให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ถ้าเราเลือกตั้งไปโดยที่ ปฏิรูปการเมืองยังไม่แล้วเสร็จจะเกิดหลุมเพิ่มขึ้นอีก เราจะเข้าไปอยู่ในวังวนเดิม เปรียบเทียบง่าย ๆ ครับ ท่านไปเอาหนังสติ๊กแล้วยืดออกไปแล้วดีดเข้าจมูกตัวเอง จะเจ็บแสบกันทั้งประเทศอีกครับ ผมกําลังแปลว่าเราต้องปฏิรูปการเมืองให้เสร็จก่อน แล้วถึงจะทําการเลือกตั้ง ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย นะคะ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ตัวแทนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมาร่วมชี้แจงที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ เบื้องต้นผมขออนุญาต ที่จะเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่จบคําอภิปรายไปนะครับ แล้วก็เป็นคําสุดท้ายที่จบไปก็คือ ถ้าไม่พร้อมก็อย่าเลือกตั้ง เพราะถ้าเลือกตั้ง เราก็จะเผชิญปัญหาที่จะกลับมาวังวนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าปฏิรูปการเมืองไม่ได้ ปัญหาที่เราทําทุกเรื่องที่พูดเรื่องการปฏิรูปจะไม่จบ สักเรื่องครับ สปท. ที่ตั้งตรงนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเกิดจากปัญหาทางการเมือง เฉพาะปัญหา ทางการเมืองสะท้อนทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สะท้อนทั้งปัญหาทางคมนาคม สะท้อนปัญหา สิ่งแวดล้อม สะท้อนปัญหาบริหารระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดมันเกิดมาจาก กระบวนการทางการเมือง ถ้าปฏิรูปการเมืองไม่ได้เราก็เผชิญหน้ากับการเลือกตั้งที่สุ่มเสี่ยงครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกว่าไว้คือถ้าได้ทุนสามานย์เข้ามาอีกแล้วบ้านเมืองก็รอวันวินาศอีกรอบหนึ่ง ผมฟังข้อชี้แจงจากเพื่อนสมาชิกจากสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วมีข้อที่เห็นด้วยเกือบทุกประการครับ แต่ก็ค่อนข้างจะคิดว่าหลาย ๆ แนวทางที่เสนอไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา ผมผ่านการเลือกตั้งมา ๑๐ รอบแล้วครับ เดินอยู่ในสภานี้ ๒๐ กว่าปี มาตั้งแต่การเลือกตั้งหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ระบบ หลาย ๆ แบบ จนถึงวันนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญหน้าเรื่องแรกก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญเรื่องใดก็ตามที่ไปแตะวิธีการเลือกตั้งของนักการเมืองก็จะมีเสียงคัดค้านออกมา แล้วก็เสียงไม่เห็นด้วยออกมา เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดว่าการแก้ปัญหาการเมืองจะใช้ ระบบวันแมนวันโหวต (One man one vote) ทูแมนทูโหวต (Two man two vote) หรือจะพรรคการเมืองระบบสรรหาอะไรผมคิดว่าไม่ใช่สาระที่จะนําเสนอเพราะเป็นเรื่องที่ นักการเมืองจะโต้แย้งเพราะมันขัดกับผลประโยชน์ตัวเอง แต่สิ่งที่อยากจะได้ก็หลักการที่ ท่านกรรมาธิการนําเสนอว่าเราอยากได้คนดีเข้ามาในทางการเมือง เพราะฉะนั้นองค์ประกอบ ผมก็คิดว่ามีด้วยกัน ๕ องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ ๑ ก็คือผู้สมัครอาสาตนเข้ามาในทาง การเมือง เราอยากได้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่จะกําหนดคุณสมบัติ ไม่ติดขัด จะเขียนไว้เลยถ้าทุจริตทางการเมืองตลอดชีวิตนี้อย่าให้เข้ามาอีกเลยครับ ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ท่านเขียนท่านอาจจะถูกกระทบกระทั่งกับบางคนที่โดนใบเหลือง ใบแดงและอยากเข้ามาอีก ไม่ต้องกลัวครับ กําหนดไปเลยครับ เพราะเราอยากได้คนดี เข้ามานําในทางการเมือง ได้คนไม่ดีเข้ามานําในทางการเมือง ท่านอํานวยก็เหนื่อยอีกครับ ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองไม่ดีท่านก็ต้องมานั่งเจรจาอยู่หน้าสภา เผลอ ๆ ท่านก็โดนล้อมติด อยู่ใน บช.น. อีก เพราะฉะนั้นวิธีการเริ่มต้นก็คือกระบวนการหาผู้สมัคร
เรื่องที่ ๒ ที่ท่านเสนอถูกต้องพรรคการเมือง แต่การนําเสนอพรรคการเมือง มันต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งท่านบอกว่าพรรคการเมืองนายทุนตั้ง คนจนตั้งพรรคการเมือง ไม่ได้ แล้วท่านเสนอว่าจะตั้งพรรคการเมือง ๑๕ คนตั้งได้ยิ่งจะไปกันใหญ่ครับ เพราะถ้าคนจน ๑๕ คนตั้งพรรคการเมืองได้นายทุนก็ตั้งพรรคการเมืองได้มากกว่า ๑๐ พรรคในเวลาเดียวกันด้วย คน ๑๕ คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพรรคการเมืองที่สําคัญทําอย่างไรให้เขาเป็นพรรคการเมือง ของประชาชน เขียนไว้ในกฎหมายเลยได้ไหมว่าพรรคการเมืองที่จะเป็นพรรคการเมืองได้ จะต้องมีสมาชิกพรรคอย่างน้อยครอบคลุมทุกจังหวัด และสมาชิกพรรคก็ไม่ใช่ไปจับนายหมู นายแมว เอาทะเบียนบ้านเลขที่สมัครอิออนแล้วก็มาลงเป็นสมาชิกพรรคก็อย่างนี้อย่า พอครับ ที่ผ่านมาอยู่บ้านดี ๆ เพื่อนส่งบัตรสมาชิกพรรคให้ต้องเลือกอย่างน้อยคนเป็น สมาชิกพรรคต้องมีความผูกพันกับพรรค เขาร่วมบริจาคกับพรรคได้ไหม คือถ้าพรรค ต้องไปจ่ายสตางค์ให้เขามาเป็นสมาชิกอันนี้เลิกทีครับ เอาให้แข็งไปเลยครับว่าประชาชน ที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองได้ทุกคนต้องสละรายได้ตัวเองเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง อย่างน้อยทํางานปีหนึ่งครับ ช่วยพรรคการเมืองสักครึ่งวันเป็นข้อกําหนดเลย ผมได้ค่าแรง วันละ ๓๐๐ บาท ปีหนึ่งผมต้องบริจาคพรรคการเมือง ๑๕๐ บาท ครึ่งหนึ่งของรายได้ ๑ วันในรอบ ๑ ปี ถ้าผมมีรายได้ปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็บริจาคตามสัดส่วนนี้ไปได้ มีกําลังในการร่วมกับพรรคการเมืองจริง เป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ผมเป็นประสบการณ์มาเยอะ ก็คือ คนที่ดูแลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งของเรา เผชิญหน้าและตั้งขึ้นมาพบกับการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ครับ ปี ๒๕๔๔ กรรมการการเลือกตั้งเกิดขึ้นครั้งแรก หลังการเลือกตั้งเสร็จที่หน้า กกต. ที่อยู่ตึก ผมจําชื่อตึกไม่ได้ กลางกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ท่านย้ายแล้ว รอบ ๆ ตึกของท่าน มีทั้งเต็นท์แม่บ้าน มีทั้งหม้อหุงข้าว มีทั้งหม้อ ไห กระทะ วางเต็มใต้ทางด่วนเต็มไปหมด ร้องเรียนเรื่องทุจริตเลือกตั้งเรื่องแจกหม้อแจกไหครับ แล้วก็โดนใบเหลือง ใบแดงไป ระเนระนาดหมดครับ หลังจากนั้นก็มีเรื่องการจัดเลี้ยงครับ พอฟังแนวทางท่านจะเสนอว่า วันข้างหน้าเราจะควบคุมการเลือกตั้งโดยไม่ต้องทําป้าย เราจะจัดเวทีกลางให้ จะจัดโน่นจัดนี่ให้ ผมบอกได้เลยครับว่า กกต. ทําล้มเหลวมาหมดแล้วครับเรื่องนี้ เวทีกลาง กกต. ไม่เคยมีใครไปปราศรัย แล้ว กกต. ก็ต้องเอาสตางค์ไปขนคนมาฟังเขาปราศรัย กกต. กําหนดเวลาเหมือนกําหนดในสภานะครับว่าผู้แทนคนละ ๑๐ นาที ๑๐ นาที ให้แนะนําตัวเอง จบครับ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขามาฟังปราศรัย ล้มเหลวหมดเวทีกลาง ของ กกต. ต้องมาขอร้อง ผมบอกได้เลยครับว่าผมเป็น ส.ส. สมัครมา ๑๐ ครั้ง กกต. ต้องมาขอร้องให้เข้าไปร่วมเวทีด้วย เพราะถ้าไม่มีพวกมืออาชีพอย่างพวกผมไม่มีใครฟัง อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะครับ เป็นเรื่องจริงที่เกิดในเวที ท่านไม่ต้องไปกําหนดเขาเลยครับ รถแห่ แห่เข้าไปเถอะครับ อยากแห่กี่คัน คุมค่าใช้จ่ายไว้ให้ได้ ป้ายจะทํากี่ป้ายทําไปเถอะครับ อย่าให้เลอะเทอะบ้านเมือง คุมให้ได้อย่างเดียวอย่าซื้อเสียงครับ กกต. ตั้งแต่ตั้งมาครับ จับหม้อ ไห กระทะ กับจัดเลี้ยง ออกใบเหลือง ใบแดงมาตลอด ถามดูว่าตั้งแต่ตั้ง กกต. จับซื้อเสียงได้กี่ราย จับได้ที่จําได้กันทั้งประเทศก็ ๑๒๐ บาท เหน็บสตางค์ละครับ สุดท้าย ผลการตัดสินเป็นอย่างไร สรุปว่า กกต. ทําอะไรครับ เป็นองค์กรที่ขึ้นมายิ่งเทอะทะครับ เขาทํา ๓ เรื่องครับในคนคนเดียว ๑. จัดการการเลือกตั้ง เดิมการจัดการเลือกตั้งอยู่ที่ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองจัดการการเลือกตั้งทั่วประเทศ ผมจําได้สมัยก่อนหน้าโน้น ก็ปีละประมาณไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับการจัดการเลือกตั้ง กกต. ก็รับหน้าที่ ในการจัดการเลือกตั้ง ทําพิมพ์บัตรเองทั่วประเทศแจกทุกหน่วยเลือกตั้ง หากรรมการเอง ๒. กกต. ทําหน้าที่กํากับการเลือกตั้ง คือไปจัดให้คนมานั่งลงบัตรคะแนนเสร็จแล้วตัวเอง ก็ไปกํากับว่าใครเลือกตั้งทุจริต ใครซื้อเสียงใครขายเสียง กรรมการเลือกตั้งจะโกงหรือไม่โกง ตัวเองเป็นคนกํากับหมด กํากับเสร็จมีอะไรอีกครับ เป็นตุลาการการเลือกตั้ง ตัดสินว่า ใบเหลือง ใบแดง ตัดสินว่าก่อนเลือกตั้งออกใบเหลือง ใบแดง หลังเลือกตั้งออกใบเหลือง ใบแดง สุดท้ายเกิดขึ้นคืออะไรครับ จัดการการเลือกตั้ง กํากับการเลือกตั้ง แล้วก็ตุลาการตัดสิน การเลือกตั้ง จนถึงวันนี้ครับ มีกี่คดีที่เราป้องกันการซื้อเสียงได้ พอเราป้องกันการซื้อเสียงไม่ได้ ก็เผชิญหน้าอย่างนี้นะครับ และตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมาอย่างที่ท่านอํานวยว่า เราเห็นพรรคการเมืองที่นายทุนลงมาเล่นการเมือง และลงทะลักทะลายลงมาเรื่อย ๆ และสุดท้ายกลายเป็นวิกฤติทางการเมือง เกิดขึ้นพร้อมกับ กกต. ครับ ที่เราป้องกัน การซื้อเสียงแล้วก็การซื้อเสียงหนักยิ่งขึ้น ๆ วันนี้ผมไม่ได้กลัวนักการเมืองที่ติดป้ายเยอะครับ ไม่ได้กลัวนักการเมืองที่ปราศรัยเก่ง แต่ผมกลัวนักการเมืองที่ไม่ทําอะไรเลย จ่ายสตางค์ ๆ จนไม่ได้สตางค์ เงินไม่มากาไม่เป็น นี่คือประการที่ ๓ ครับ กกต.
เรื่องที่ ๔ ครับ ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งประชาชน แน่นอนครับ จะตั้งสถาบัน การศึกษาอะไรก็ตามครับ ผมคิดว่าถึงช้าก็ต้องทําครับ แล้วก็ต้องทําเตรียมให้ดีที่สุดครับ วันนี้ทําเตรียมตั้งแต่เด็กเข้าโรงเรียนอนุบาลเลยครับ สร้างคนรุ่นใหม่สําหรับชาตินี้ คนที่นั่ง ระเนระนาดอยู่บางทีก็ต้องปล่อยให้ไปกับกาลเวลา ฝึกเด็กรุ่นใหม่เราได้ไหมครับ ให้รู้จัก สิทธิหน้าที่ที่ท่านกล่าว สิทธิอะไรบ้างครับ สอนให้เด็กชั้นประถมเข้าแถวเป็นได้ไหมครับ รู้จักเข้าแถวว่ามาก่อนไปก่อน มาทีหลังไปทีหลัง แค่นี้ครับ ถ้าคุณฝึกเด็กได้ตั้งแต่ชั้นประถม นะครับ ขึ้นมาถึง ป. ๑ ป. ๒ เด็กทุกคนจะเข้าแถวหมด เข้าโรงอาหาร เข้าโรงหนัง ขึ้นรถเมล์ เอากระป๋องไปหยิบน้ํา เข้าแถวหมด และเด็กต้องไม่ยอมให้คนอื่นละเมิดสิทธิตัวเอง สอนให้ลูกศิษย์เข้าแถวนะครับ ถ้ามีใครมาแซงแถวแม้แต่คนเดียวทั้งแถวจะต้องไม่ยอม เพราะสังคมไทยมักจะธุระไม่ใช่ ไม่รังแกคนอื่น ไม่ข้ามสิทธิคนอื่น และคนอื่นข้ามสิทธิตัวเอง ก็ธุระไม่ใช่ วันข้างหน้าต้องสอนคนครับ อย่ายอมสําหรับคนชั่ว คนอภิสิทธิ์ชน เพราะฉะนั้น นี่เป็นเรื่องที่ ๔ ครับ คือท่านประธานถ้ามองว่าผมเลอะเทอะแล้วท่านห้ามได้ครับ แต่ว่า ถ้าผมคิดว่าพอจะพาแนวทางในการปฏิรูปไปได้ท่านก็ฟังต่ออีกนิดไม่เป็นไรครับ
ขอฟังประการที่ ๕ ของท่านให้ครบก่อนค่ะ เชิญค่ะ
ประการสุดท้ายครับ ประการที่ ๕ คือพี่น้อง ที่นั่งอยู่ตรงนี้ทั้งหมดนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจ ภาคราชการ ท่านจะวางตัวอย่างไร ในสถานการณ์การเลือกตั้ง คือถ้าข้าราชการเรายืนหยัดแล้วก็เป็นข้าราชการที่ดี มีธรรมาภิบาล เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ตกเป็นขี้ข้านายทุน ไม่ตกเป็นขี้ข้า นักการเมือง ไม่ห้อยไม่โหนนักการเมือง ก็ไม่จําเป็นต้องมาออกกฎหมายว่าจะตัดการเมือง ออกจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือไม่ อยู่ที่ข้าราชการพร้อมจะยืนหยัดเป็นจริงหรือเปล่า ในสถานการณ์การเลือกตั้ง เราเขียนให้ทุกคนเป็นกลางทางการเมือง แต่ไม่เขียนห้ามครับ ที่จะชอบใครรักใคร แต่ห้ามเอาหน้าที่การงานไปประพฤติผิดมิชอบ บ่อยครั้งครับ ในสนามเลือกตั้ง ผมเห็นคนที่เป็นข้าราชการทําตัวเป็นขี้ข้าหิ้วสตางค์ไปแจกให้เขา เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการเลือกตั้งทางการเมืองอย่าไปด่าว่านักการเมืองเลวอย่างเดียวครับ องค์ประกอบผมบอกแล้วมันมาจาก ๕ ฝ่าย ๑. ถ้านักการเมืองเลวมันก็จะใช้วิธีการเลว ๆ ๒. ถ้าพรรคการเมืองเลวใช้วิธีการเลว ๆ มันก็จะไปทําเรื่องเลว ๆ ๓. ถ้าประชาชน ตกเป็นขี้ข้าของคนเลว ประชาชนก็ไร้ซึ่งระเบียบวินัย ๔. กกต. ถ้าทํางานอย่างเรื่อยเปื่อย กุมอํานาจไว้ทั้งหมดทั้งจัดการเลือกตั้ง ทั้งกํากับการเลือกตั้ง และตุลาการการเลือกตั้ง ผมคิดว่าจําเป็นต้องทบทวนบทบาท กกต. และไม่ใช่ กกต. บางคนทําหน้าที่เป็นกลาง ทางการเมือง เสร็จจากตําแหน่ง กกต. ไปนั่งเก้าอี้ในพรรคการเมืองเฉย อย่างนี้ต้องทบทวน ทั้งองค์กร เพราะเท่ากับว่านั่งหน้าด้านเป็นกลางอยู่ ถึงเวลาจริง ๆ จิตใจไปเสียแล้ว ผมเห็นด้วยครับในการที่จะปรับองค์กร กกต. ยึดอํานาจตุลาการคืนมาเสีย ต่อไปวันข้างหน้า วันนี้ครับท่านประธาน เชื่อไหมว่าเวลาเขาเลือกตั้งถ้าท่านประธานอยากให้คนชั่วทําผิด ท่านต้องทําอย่างไรครับ ท่านต้องเป็นผู้สมัครแล้วก็ต้องไปรวบรวม พยานหลักฐานทั้งหมด ส่งให้ กกต. เขา ถ้าไปแจ้งบอกว่าคนโน้นซื้อเสียง กกต. ถามคุณไปเอาหลักฐานมา ถ้าบอกว่า คนโน้นจัดเลี้ยงคุณไปเอาหลักฐานมา ถามว่าเขาทําอะไรสักอย่างไปแจ้ง กกต. กกต. บอกว่า คุณไปเอาหลักฐานมา หน้าที่การรวบรวมหลักฐานก็คือคนที่แข่งขันกัน ท่านไปเปิดสํานวน กกต. ดูทั้ง ๑๐๐ เรื่องครับ ใน ๑๐๐ เรื่อง กกต. เคยไปสืบเองสักเรื่องไหมครับ ไม่มีเลยครับ นั่งรับเรื่องร้องเรียนของคนแพ้และออกใบเหลือง ใบแดงคนชนะ เพราะฉะนั้นก็นินทากัน ตลอดทางการเมืองครับ วันไหนที่นั่งรับข้อร้องเรียนของคนแพ้ เข้าเท้า กกต. ครับ ถ้าคนชนะ หมดไปแล้ว ๑๐ ล้านบาท อยากจะเลือกตั้งใหม่ก็ได้ครับ นอนเฉย ๆ แต่ถ้าไม่เลือกตั้งใหม่ ไปวิ่งกับ กกต. วิ่งตั้งแต่จังหวัด วิ่งตั้งแต่สอบสวน กว่าจะถึง กกต. ใหญ่เรื่องหายไปเสียแล้วครับ ๕ เสือก็นั่งเป็น ๕ เสือกระดาษ เรื่องสํานวนมันหายหมด เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะลงทุน อีกสัก ๑๐ ล้านบาท เพื่อไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ ราคาการล้มคดี กกต. ไม่ใช่กล่าวหานะครับ แต่เป็นเรื่องที่เขาวิจารณ์หนักกว่าล้มคดีในสํานักงานตํารวจแห่งชาติอีก เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมากํากับการเลือกตั้งโดยไม่สืบสวน ไม่สอบสวน ไม่อะไร นั่งรอพยานหลักฐานอย่างนี้ พอครับ ถ้าจะเป็น กกต. จริงก็คือกํากับการเลือกตั้งจริง ๆ กํากับการเลือกตั้งจริง ๆ เอากําลังข้าราชการตํารวจ ทหารทั้งหมดมาใช้สิครับ เป็นฝ่ายรุกหาพยานหลักฐานบ้าง ไม่ใช่เลือกตั้งมาจนถึงวันนี้ผ่านมา กกต. ตั้งมาเลือกตั้งมาผมว่าเป็นร้อย ๆ สนาม เป็นพัน ๆ สนามแล้วไม่เคยจับซื้อเสียงได้ และเรามาพูดเรื่องซื้อเสียง ๆ กันจะไปจับอย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องปฏิรูปองค์กรนี้หมด วันข้างหน้า กกต. กํากับการเลือกตั้ง วินิจฉัยเลือกตั้ง ตั้งศาลแผนกคดีเลือกตั้งไปเลยครับ ทุกศาลจังหวัดมีศาลแผนกคดีนี้ใช้กระบวนการพิจารณา สืบพยานโจทก์ จําเลยให้จบไม่เกิน ๓ เดือน มันก็จะจบกระบวนการได้ ผมว่าถ้าไม่เริ่มต้น ในการปฏิรูปการเมือง ท่านประธานครับ จริง ๆ ครับ อีก ๕ ปีข้างหน้าก็ต้องตั้ง สปท. อย่างนี้ ขึ้นมาอีกละครับ เพราะถ้าจบตรงนั้นไม่ได้ครับ สิ่งที่เราวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมด จะทําถนนหนทาง กระจายอํานาจ จะดูป่าทรัพยากรธรรมชาติ หรือว่าจะบุกป่า บุกเบิก ทั้งหมดละครับ เรื่องเดียวกันครับ อยู่ที่การเมืองครับ ขอขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านนะคะ ดิฉันคิดว่าดิฉันเห็นตัวผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการ ด้านการเมืองอยู่หลาย ๆ ท่านแล้วค่ะ เชิญท่านนิกร จํานง ค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ อาจจะต้องขอเกิน ๕ นาที ไปสักเล็กน้อย คงไม่เล็กน้อย ผมเตรียมมา ๒๐ นาที ก็จะบีบให้เหลือสักครึ่งหนึ่งนะครับ คงเป็นประเด็นที่ด้วยความเคารพผู้ที่เสนอนะครับ คงจะพูดถึงประเด็นที่เป็นประเด็นปฏิรูป ที่ทาง สปช. ได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้วนะครับ ท่านได้เสนอเป็นทั้งหมดจากที่ได้อ่าน โดยละเอียดนะครับ เป็น ๔ ส่วน
ส่วนแรก เป็นแผนปฏิรูปพรรคการเมืองไม่ให้เป็นของนายทุน ส่วนนี้ผมคิดว่า เรายังพอมีเวลาเพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นที่เร่งด่วนที่เราจะเสนอตอนนี้นะครับ เรื่องนี้จะไปอยู่ ในกฎหมายลูกว่าด้วยเรื่องพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้พอไปถึงตรงนั้น เราก็คงจะต้องไปลุยกันตรงนั้นในฐานะกรรมาธิการ หรือว่าในฐานะของสภาปฏิรูปแห่งนี้นะครับว่า เราจะดําเนินการอย่างไร เข้าใจว่าต่อจากนี้อีกสักระยะหนึ่งจะมี พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยเรื่องพรรคการเมืองนะครับ
ส่วนที่ ๒ ที่ท่านเสนอมานี่นะครับ เป็นเรื่องการเลือกคนดีเข้าสู่สภา ตรงนี้ ก็เหมือนกันจะอยู่ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. และถ้าหากว่า ส.ว. มีการเลือกตั้งด้วยก็จะอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนั้น ซึ่งก็ยังมีเวลาอยู่บ้างนะครับ ส่วนนี้ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
ประเด็นต่อมา ก็คือที่ผมเห็นว่าผิดฝาผิดตัว ที่ทางคณะกรรมาธิการด้วยความเคารพ เป็นอย่างยิ่งที่ได้สรุปไว้ก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับองค์กรอิสระ คือท่านได้ศึกษาเรื่อง กกต. ไว้แล้ว ก็เลยไป ป.ป.ช. สตง. กรรมการฟอกเงิน ป.ป.ง. แล้วก็ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชน คือเลยไปไกลเลย ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้เองเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้งก็แค่ กกต. เท่านั้นเอง ในส่วนนั้น อาจจะเป็นว่าทางการเมืองมีการทุจริตคอร์รัปชันกันมากก็เลย ป.ป.ช. ด้วย ตรงนี้เลยทําให้รัฐบาลที่ท่านส่งเรื่องนี้ไปเขาตอบกลับมาเขาบอกว่าส่งให้กระทรวงยุติธรรม ไปดูแล้วไม่ได้คืบหน้าอะไร ส่วนนี้ผมเห็นว่าเป็นส่วนที่ถ้าจะเกี่ยวก็คือเกี่ยวกับเฉพาะ กกต. เท่านั้นเอง ทุกสื่อไม่เกี่ยว
ส่วนที่ผมเห็นด้วยมากแต่ว่าต้องใช้เวลาที่ท่านได้เสนอนะครับ ก็คือ เรื่องการมีส่วนร่วมแล้วก็เน้นเรื่องการศึกษาในภาคประชาชนแล้วก็ในระบบการศึกษา ส่วนนี้เราจะเห็นว่าไม่ว่าท่านอํานวย ขออนุญาตที่ออกนามนะครับ ท่านวิทยาพูด ทุกคนหวังสิ่งนี้ทั้งนั้นรวมทั้งผมด้วย ดังนั้นถ้าเห็นว่าประเด็นที่มีการนําเสนอตรงนี้ อาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขต่อจากนี้เพื่อว่าเราจะได้ประเด็นในการไปทําการปฏิรูป ที่ท่านบอกเมื่อสักครู่นี้ว่าหลายคนพูดกันว่าถ้าการเมืองยังไม่ดีอย่าเข้าสู่การเลือกตั้ง ผมก็มีคําถามว่าการเมืองที่ดีแล้วคืออะไร เป็นคําถาม เพราะถ้าหากอย่างนั้นถ้าเราให้ หมดจดงดงามเสร็จก็อีกสัก ๒๐-๓๐ ปี เพราะว่าการเมืองในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ก็ ๒๐๐ ปี ในประเทศอังกฤษก็เป็นร้อย ๆ ของเรามีอายุก็ไม่มากนัก ดังนั้นถ้าเราให้สมบูรณ์ คําถามว่าปฏิรูปตรงไหน อย่างไร แค่ไหน ไม่อย่างนั้นเราจะอยู่แต่ตรงนี้ ไปต่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานพูดถึงว่า แล้วการเมืองจริง ๆ มันมีปัญหาตรงไหน เราจะได้รู้ ถ้าเราไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่ไหนแล้วเราจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ผมเองในฐานะที่ เกี่ยวข้องมาสัก ๓๐ ปีแล้ว ผมเรียนว่าการเมืองจริง ๆ แล้วอุปมาอุปไมยเหมือนสายน้ํา มันก็ไหลไป เราไปหยุดมันไม่ได้ แต่สายน้ําถ้าหากมันไหลคล่องเป็นน้ําที่ใสสะอาดการเมืองก็ดีไป ทําให้เกิดการพัฒนา การเคลื่อนไหวของประชาชนก็อยู่มีความสุข แต่ถ้าการเมืองไม่ดีเหมือนกับมีจอก แหน มีสวะ มีสิ่งปฏิกูล เป็นน้ําเน่าที่เราเรียกการเมือง น้ําเน่า มันก็ทําให้เกิดปัญหาว่าประชาชนก็อยู่ไม่มีความสุขมีสิ่งที่ไม่ดีมากมาย เวลาเรา แก้ปัญหาที่ผ่านมาเราแก้ด้วยวิธีไหน มีจอก แหนอยู่เต็มที่ปลายน้ํา อยู่ในแม่น้ําเจ้าพระยาก็ได้ บริเวณหน้าที่เราจะสร้างสภาใหม่นี่ละ เราใช้วิธีอะไร เราใช้วิธีเหมือนเอาของหนัก หรือหินโยนเข้าไปในสวะแห่งนั้น เกิดอะไรขึ้นครับ แรงกระเพื่อมจากแรงกระทํา หรือกองกําลัง ผมจะพูดว่าบางทีเราใช้วิธีปฏิวัติเป็นส่วนใหญ่ตลอดมา มันก็แยกตัวออก สิ่งที่ไม่ดีแยกตัวออก แต่ท่านประธานครับ มันเป็นเวลาที่สะดุดหยุดลงคือเราอยู่ลักษณะนั้น ไม่ได้ พอทุกอย่างยุติลง การใช้กําลังหยุดยุติลงสิ่งเหล่านั้นมันก็กลับมาอีก เพราะว่า มันเพียงแต่แยกตัวเป็นเพราะแรงกระเพื่อมด้วยแรงกระทําเท่านั้นเองเป็นแบบนี้เสมอ ทีนี้แล้วเราจะแก้ปัญหากันอย่างไรนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าการแก้ปัญหาผมจะเสนอ เป็นขั้นเป็นตอนนะครับ ผมยกตัวอย่างเรื่องสายน้ําแล้วผมก็จะยกตัวอย่างเดียวกัน แม่น้ํา ถ้าหากว่าเราแก้ปัญหาน้ําจากต้นน้ําไม่ได้อย่าได้หวังว่าเราจะแก้ปัญหาที่ปลายน้ําเลย ปัญหาที่ต้นน้ําก็คือน้ําที่มาจากต้นน้ําคืออะไร สิ่งที่ท่านได้เสนอแล้วก็คือว่าคนรุ่นใหม่ ของสังคม ท่านวิทยาก็พูดชัดว่าเราอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเองได้ไปเรียน พตส. พัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง และผมทําวิจัยเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เพราะผมสนใจ มานานแล้ว เพราะว่าทําการเมืองมา ๒๐ กว่าปีแล้วมันแก้ไม่ได้สักทีมันน้อยใจว่าเราจะมี วิธีไหนก็พบว่าเราจะแก้แต่อะไร เราจะแก้แต่ประชาธิปไตย อธิปไตยคือแก้แต่อํานาจ เปลี่ยนอํานาจ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ แต่คําว่า ประชา ตัวหน้าเราไม่เคยแก้ ประชาตัวหน้า ก็คือคนรุ่นใหม่ของเรา ผมศึกษาบุคคลอายุ ๑๘ ปี ผมไม่เรียกเด็กนะเพราะเขามีสิทธิเลือกตั้ง เท่าเราได้ลงไปศึกษาทั่วประเทศเป็นความเชื่อแล้วก็จริงตามที่ว่า ปรากฏว่าบุคคลอายุ ๑๘ ปี ที่มาใช้สิทธิครั้งแรกใช้สิทธิในโรงเรียนมัธยมปลาย ในนั้นไม่มีครูที่รู้การเมืองเลย ในนั้นเราปล่อยเขาตามลําพังในการไปกาไปใช้สิทธิครั้งแรกของเขาในชีวิตเขานี่ไม่มีใครใส่ใจ ผมลองไปศึกษาดูปรากฏว่าเขารู้ว่ามีการซื้อเสียงกันแล้ว บางทีมาซื้อเสียงเขาด้วย บางที ที่ครอบครัวเขารับเงินมาก็ต้องโหวตตามที่แม่บอกให้โหวต ตรงนี้เราไม่ใส่ใจเลย เพราะโหวตแรกเขามีปัญหาการไปตรวจสอบ เรื่องอื่นไม่ต้องไปพูดถึง ต่อจากนั้น เขาก็กลายเป็นพลเมืองที่ขายเสียงได้ พอมีใครมาซื้อเอาอํานาจนี้ไปทําในสิ่งที่มิชอบ สร้างอํานาจขึ้นมา มันก็เกิดขึ้นได้ ตรงนี้เป็นต้นน้ําที่ผมจะพูดสั้น ๆ เร็ว ๆ ว่าเราต้องมี การพัฒนาตรงนี้ ต้นน้ํา น้ําใหม่ของเรามาต้องมีการเทรน (Train) ให้ดี แล้วก็ในอนาคต พรุ่งนี้อาจจะไม่ดี แต่วันมะรืนเราหวังได้ แต่ถ้าหากว่าน้ําใหม่ที่ออกมาแล้วเราไม่มีการไปทํา ให้สะอาด ไม่มีการประคองให้เขาไปปนกับสิ่งที่ไม่ดี สุดท้ายมาถึงปลายน้ําเขาก็กลายเป็นน้ําเน่าอีก นี่เป็นวิธีการแก้
ประเด็นที่ ๒ นี่นะครับ ของเราเป็นเจ้าพระยา ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาจากอะไร ปิง วัง ยม น่าน น้ําสายรองมีความจําเป็นมากที่มีการเสนอว่าให้การเมือง ของที่นี่ สภานี้ ถนนอู่ทองใน รัฐสภาดี เพื่อว่าเราจะให้การเมืองท้องถิ่นดี เรากลับทางครับ น้ําตรงนี้หรือการเมืองตรงนี้องค์ประกอบเกิดจากการเมืองท้องถิ่นทั้งสิ้น ผมอยากจะนําเรียนว่า จริง ๆ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราในอดีตตั้งแต่รัชกาลที่ ๖ ท่านได้ทรงเล็งเห็น ตรงนี้แล้วก็มีการจัดตั้งนคราภิบาล คือการให้ท้องถิ่นมีการเริ่มที่จะมีการบริหารท้องถิ่น คือเป็นการเมืองพื้นฐานเพื่อนําไปสู่ประชาธิปไตยมาก่อน แต่บังเอิญเรามาเปลี่ยนแปลง การปกครองเสียก่อน ที่จริงแล้วถ้าหากว่าดุสิตธานีตอนนั้นถ้าหากว่ามาถึงบัดนี้ผมอาจจะคิดว่า การเมืองเราอาจจะดีกว่านี้ก็ได้เพราะมีต้นแบบมา แต่ตอนหลังเรามาทําจากหางจากปลายน้ํา ขึ้นไปต้นน้ํา เพราะฉะนั้นบทสรุปตรงนี้ก็คือว่าการเมืองท้องถิ่นต่อจากนี้ทางกระทรวงมหาดไทย หรือทุกส่วนที่ให้ความสนใจถ้าหากว่ามีการซื้อกันตรงนั้นเป็นจํานวนมากแล้วตรงนั้น จะไหลมาลงตรงนี้ แล้วก็กลายเป็นว่าจะทําให้การเมืองปลายน้ําเสียหายไปด้วยในอนาคต ก็คือว่าเหมือนเป็นองค์ประกอบที่มาจากตรงนั้น เราต้องย้อนกลับไปแก้ตรงนั้นการเมืองท้องถิ่นให้ดี ประชาชนก็จะได้รู้ว่าการทุจริตคอร์รัปชัน เกิดอย่างไร การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นอย่างไร ถ้าแก้ตรงนั้นได้ตรงนี้ก็แก้ได้ด้วย ผมเรียง มาจากส่วนบนก่อน ทีนี้ปลายน้ําท่านประธานครับ อยากจะเรียนว่าเราอาจจะจําเป็นต้อง พิจารณาที่ปลายน้ําว่าเป็นอย่างไร อาจจะต้องมีการพูดถึงระบบการเลือกตั้งที่มีว่าเหมาะสม เป็นอย่างไร แต่ว่าจริง ๆ แล้วสิ่งสําคัญในปลายน้ําก็คือว่าระบบการเมือง ระบบการเมืองนี้ หมายความว่าเป็นปัจจัยนําเข้าและปัจจัยย้อนกลับ หมายความว่าเราคงจะต้องให้การเมือง มีการพัฒนาตัวเองไปตามสมควร ให้พรรคการเมืองมีนโยบาย แต่ผมไม่ได้หมายถึงประชานิยม เพราะระบบการเมืองที่สําคัญก็คือว่าปัญหาประชาชนมันจะเป็นอินพุต (Input) เข้าไป ในระบบ แล้วพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันการเมืองก็เรียงมาเป็นนโยบายในการเลือกตั้ง ประชาชนเองได้เลือก พอเลือกแล้วเขาก็ไปตั้งรัฐบาล พอตั้งรัฐบาลถ้าเขาแก้ปัญหาประชาชนได้ ปัจจัยย้อนกลับกลับไปหาเขาเขาจะเลือกอีก แล้วถ้าใครทําให้เขาไม่ได้ มีปัญหา เขาจะจัดการ กับพรรคการเมืองและนักการเมืองเอาเอง เราต้องให้ประชาชนมีการพัฒนาไปตามระบบด้วย ไม่ใช่เราไปขวางกันเสียหมด ถ้าเป็นอย่างนี้สักพักประชาชนจะเรียนรู้แล้วก็การเมือง โดยองค์รวมจะพัฒนา ผมก็เลยนําเรียนว่าถ้าจะให้มีความยั่งยืนในเรื่องการปฏิรูปการเมือง ต้นน้ําคือเด็ก ๆ ของเราต้องพัฒนา กลางน้ําก็คือการเมืองท้องถิ่นต้องดูแลกันเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็สุดท้ายให้การเมืองได้หมุนเวียนแล้วก็ทําไปตามระบบแล้วทุกอย่างก็จะพัฒนาขึ้นได้เอง ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะท่านนิกร จํานง ใช้ทฤษฎีระบบหมดเลยนะคะ ถ้าหากมันหมุน เคลื่อนได้ทั้งระบบดิฉันก็เชื่อว่ามันจะเป็นอย่างที่ท่านว่า ต่อไปมี ๓ ท่าน ดิฉันจะอ่านชื่อ ทั้ง ๓ ท่านเลย ท่านสมพงษ์ สระกวี แล้วก็ท่านคํานูณ สิทธิสมาน และท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ท่านแรกค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมพงษ์ สระกวี สปท. ๑๖๑ นะครับ ท่านประธานครับ เรื่องการเมืองนั้นท้าทายสังคมเราที่ต้องการการปฏิรูป อย่างสําคัญยิ่ง ซึ่งเพื่อนสมาชิกอาจจะพูดถึงเรื่อง กกต. เรื่องการปฏิรูป กกต. เพื่อให้จัด การเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม สําหรับผมแล้วเห็นว่ายังเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ไม่สําคัญนะครับ แต่ กกต. นั้นก็ได้มีบทบาทเป็นนวัตกรรมใหม่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งบัดนี้ก็ ๒๐ ปีผ่านไป กกต. ก็ผ่านไปหลายยุคหลายสมัย กกต. บางสมัยผมจําได้ในตอน เลือกวุฒิสมาชิก สมัยผมนั้นหลายจังหวัดเลือกกันตั้ง ๔-๕ หนกว่าจะได้วุฒิสมาชิกครบ คําขวัญของ กกต. ยุคแรกที่จะไม่ยอมให้คนชั่วเหยียบตีนบันไดสภาก็ได้มีผลงานอยู่ไม่น้อย และหลังจากนั้นก็ได้มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมา ก็ได้วางแนวทางการปฏิรูป กกต. ไว้หลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่จะเป็นพัฒนาการที่มีประโยชน์ ท่านประธานครับ ผมจึงไม่ค่อยจะหนักใจเรื่องว่าการเลือกตั้งจะไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมภายใต้ ตราบใดที่เรายังมี กกต. อยู่ แต่ที่ผมหนักใจนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือคําพูดหรือวาทกรรม เรื่องการเลือกตั้งคือการซื้อเสียง หรือสังคมไทยมีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬารเป็นเรื่อง ซึ่งผมได้ยิน ถ้าประชาชนทั่วไปพูดก็พอฟังได้ว่าเขาเข้าใจเช่นนั้น แต่บางทีเพื่อนนักการเมือง ซึ่งอยู่สภาผ่านการเลือกตั้งมานับ ๑๐ หน อยู่ในสภา ๒๐-๓๐ ปี ต้องมาบอกกับสังคม บอกกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่าเราเห็นทีจะต้องจัดการเรื่องการซื้อเสียงกันอย่างสําคัญเสียแล้ว เพราะเรื่องนี้มันเลวร้ายจนประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการเลือกตั้งที่มโหฬาร เรื่องการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง อย่างมโหฬาร หรือการเลือกตั้งทีไรก็ซื้อเสียงกันทีนั้น เป็นหลุมดําของสังคมไทยที่หาทาง หลุดรอดได้ยากนั้น ในความเห็นของผมนั้นผมยังเห็นว่าพัฒนาการทางการเมือง ของสังคมไทยนั้นได้ก้าวผ่านการซื้อเสียงไปอย่างสําคัญแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าที่บ้านผม ซึ่งเป็นบ้านท่านวิทยาด้วยคือที่ภาคใต้จะมีสํานวนอยู่คําหนึ่งครับ ก็คือใช้คําว่า เสาไฟฟ้า ไปลงก็ชนะ การเมืองภาคใต้ครับท่านประธาน มีนายทุนไหม มีคนมากบารมีไหม มีคน มากบริวารไหม มีครับ แล้วผู้คนเหล่านั้นก็ลงเลือกตั้งเสมอ ๆ คนรวยก็ลง คนบารมี นักเลงมาก ก็ลง แต่เขามักจะแพ้พรรคประชาธิปัตย์เสมอครับ พรรคประชาธิปัตย์จะชนะภาคใต้ อยู่เสมอ ๆ ดังนั้นจนกล่าวกันว่าลงการเมืองภาคใต้เสาไฟฟ้าลงก็ชนะ บอกถึงอะไรครับ ท่านประธาน บอกถึงว่าแสดงว่าภาคใต้ไม่มีการซื้อเสียง เอาละพอภาคใต้ไม่ซื้อเสียง พวกคนกรุงที่ชอบพูดบอกว่าเลือกตั้งแล้วซื้อเสียง เลือกตั้งแล้วซื้อเสียง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นว่า กกต. หรือนักการเมืองคนไหนจะมาบอกว่าการเลือกตั้งของคนกรุงมีการซื้อเสียงกันอย่าง โสมมและมโหฬารดังที่สังคมได้กล่าว ดีไม่ดีภาคภูมิใจเสียอีกว่าคนกรุงการซื้อเสียงน้อย เพราะคนกรุงมีฐานะหรือว่ามีการศึกษาดี เอาละผมอนุมานว่าคนกรุงปัญหาการซื้อเสียง อย่างมโหฬารก็ลดน้อยลง คนใต้ไม่ซื้อเสียง คนกรุงการซื้อเสียงมโหฬารไม่เกิด หันไปทางไหนดี ก็ชี้ไปที่บ้านเพื่อน ก็คือชี้ไปที่อีสาน อีสานคนยากจนต้องขายเสียงแน่ ๆ ซื้อเสียงกัน แน่ ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเพื่อน ส.ว. อยู่คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีระดับ หลายหมื่นล้านบาท เป็นเพื่อน ส.ว. เลยนะครับ เป็นนักการเมืองด้วย มีเกียรติภูมิด้วย ท่านประธานครับ ไปลงเลือกตั้งที่อีสาน เธอมาบอกผมบอกว่าเธอสาปส่งการเลือกตั้งที่อีสาน แล้วจะไม่ลงอีกต่อไปแล้ว เพราะเธอทําความดีทุกอย่าง และที่เธอต้องสาปส่งการเลือกตั้ง ที่อีสานเพราะอะไรครับท่านประธาน ท่านบอกว่าท่านไปแพ้อ้ายไพร่เสื้อแดง เป็นยามแท้ ๆ ท่านเจ็บปวดมาก ในการที่ไปแพ้อ้ายไพร่เสื้อแดงหรืออ้ายยามเสื้อแดงที่อีสาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประชาชนอีสานได้กลายเป็นคนที่ตื่นตัวทางการเมือง ตื่นตัวมากพอจนท่านต้อง กล่าวถึงท่านกํานันสุเทพ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ท่านกล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทย แต่ได้แพ้กับคนเสื้อแดง ท่านประธาน ที่เคารพครับ วาทกรรมเรื่องการเลือกตั้งแล้วต้องซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร แล้วก็ต้องโกงกัน อย่างมโหฬาร โดยไม่มองหน้าว่ามี กกต. อยู่ในประเทศนี้นั้น เป็นวาทกรรมที่ผมอยากให้ เบา ๆ ลงหน่อย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เผชิญหน้าการเมืองบ้านเราในวันนี้มันไม่ใช่ เรื่องการซื้อเสียงหรือไม่ซื้อเสียงแล้ว ประชาชนได้ตื่นตัวเข้าร่วมทางการเมืองอย่างขนานใหญ่ พลิกฟ้าคว่ําแผ่นดิน สภาพการเมืองที่เผชิญหน้าเราอยู่ขณะนี้นั้นนี่นะครับ ได้ท้าทาย และเปลี่ยนโฉมไปที่จะต้องหาคําตอบเพื่อการปฏิรูปอย่างสําคัญ คนชั้นล่างได้เข้าร่วม ทางการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย คนชั้นล่างเรียกหาความเสมอภาค เรียกหาความยุติธรรม คัดค้าน ๒ มาตรฐาน เรียกหาประชาธิปไตยที่กินได้ วาทกรรมของนักวิชาการหรือพวกที่ ต่อต้านประชาธิปไตยที่บอกว่าประชาธิปไตยเลอะ อ๋อ ก็แค่ไปกาบัตร ๒ นาทีแล้วจบสิ้นลงนั้น ไม่จริงในหมู่ประชาชนเสียแล้ว ประชาชนคาดหวังถึงระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาชน คนคาดหวังถึงอํานาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เสียงที่ดัง ๆ แบบนี้ไม่ได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยในมาตรา ๓ หรอกหรือครับ ที่บอกว่าอํานาจ อธิปไตยต้องเป็นของปวงชน แล้วก็ที่บอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สิ่งนี้กําลังท้าทายอยู่กับสิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เพราะบางทีสวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ท่านประธานครับทําสํารวจเมื่อวานซืนบอกว่าประชาชนเห็นด้วยถ้าจะต้องปิดประเทศ เพื่อเห็นแก่ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะต้องเขียนใหม่นะครับ ถ้าเขียนตามดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ก็คือมาตรา ๓ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไรก็ได้ที่ทําให้ประเทศมั่นคง บ้านเมืองสงบสุข ประชาชนกินดีอยู่ดี โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ไม่ใช่ครับ ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเชื่อมั่น ในการกาบัตรว่าสามารถทําให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมได้ ระบอบประชาธิปไตยที่ค้ําประกันสิทธิ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ สิ่งนี้ต่างหากที่รอการปฏิรูปของประเทศนี้ ไม่ใช่รอแต่เรื่อง ปรับปรุง กกต. เพื่อขจัดการซื้อเสียงอันมโหฬารเสียแล้ว สังคมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ผมโตมาที่ภาคใต้ ผมนี่เวลาใครพูดเรื่องการซื้อเสียงมโหฬารผมนึกไม่ออกจริง ๆ ครับ เพราะว่าผมเคยแต่เลือกตั้งอยู่ที่ภาคใต้ มาบัดนี้ผมไปได้ฟังพวกกรุงเทพฯ บอกว่ากรุงเทพฯ ก็ซื้อเสียงน้อย มาบัดนี้ผมไปฟังพวกอีสานก็บอกว่ารับเงินมา แต่กาอีกพรรคหนึ่ง การเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็หวังว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะในสายการเมืองคงจะได้ สืบต่อแนวความคิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ทําไว้แล้วทั้ง ๔ ด้านให้เป็นประโยชน์ต่อไป และผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท้าทายที่เราจะปฏิรูปเรื่องการเมืองของประเทศนี้อย่างสอดคล้อง กับความเป็นจริง ไม่ใช่วาทกรรม ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน ค่ะ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งนะครับ ผมขอใช้สิทธิในการพาดพิงแล้วทําให้ผมเสียหายจริง ๆ ครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านวิทยาได้ค่ะ
เพราะว่าวาทกรรมเมื่อสักครู่นี้มันเสียหายครับ คือผมอภิปรายชัดเจนว่าผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะปล่อยให้คนซื้อเสียงและเข้าสภา ผมไม่ได้พูดสักคําว่าภาคใต้ไม่ซื้อเสียง แต่พวกแพ้เสาไฟฟ้าบางทีก็เดือดร้อนเหมือนกัน แล้วผมไม่โยงให้เห็นว่ากรุงเทพฯ ซื้อเสียงน้อย แล้วก็ไม่ได้กล่าวหาว่าภาคอีสาน หรือภาคเหนือซื้อเสียงด้วยสักคํา ผมเคยอภิปรายในสภานี้ด้วยซ้ําว่าปฏิวัติปี ๒๕๔๐ และเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน ๖๐ ปีทําให้ภาคใต้ซื้อเสียง ต้องกล้าพูดความจริงครับ อย่าอมพะนํา ว่าบ้านตัวเองเก่งแล้วไม่ซื้อเสียง ซื้อก็ต้องบอกว่าซื้อ แล้วผมบอกว่าซื้อวันหนึ่งผู้แทนก็ต้องซื้อ แล้วก็ไม่ต้องแค้นครับถ้าไปแพ้เสาไฟฟ้ากลับมา แล้วอย่าบอกว่าประเทศนี้ได้เพราะศรัทธา อย่างเดียว ถ้าเลือกตั้งเพราะศรัทธาอย่างเดียวผมสาธุเลยครับ ไม่ต้องปฏิรูปการเมืองเลย แต่ถ้ายอมรับความจริงว่าประเทศนี้ซื้อเสียงกันมา ใครไม่ซื้ออย่าไปกินปูนร้อนท้องครับ แต่ถ้าซื้อต้องจัดการครับ ผมไม่กลัวที่จะให้ กกต. หรือใครเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ จัดการกับคนซื้อเสียง และยังยืนยันครับว่าถ้าปราศจากการซื้อเสียงได้ก็สาธุคุณเลยครับ ประชาธิปไตยเดินหน้า เลือกตั้งพรุ่งนี้เลย แล้วลองดูสักครั้งก็ได้ครับ ท่านที่นั่งอยู่ที่นี้ ไม่เชี่ยวชาญแบบพวกผม บอกรัฐบาล บอก คสช. ลองเลือกตั้งท้องถิ่นดูที่ไหนก็ได้ เปิด อบจ. หรือเทศบาล แล้วส่งพวกเรา สปท. ๒๐๐ คนลงไปอยู่ในพื้นที่ ไปดูกันจริง ๆ สิครับว่าเป็นอย่างไร ถ้าลองสัก ๒-๓ สนามแล้วเลิกซื้อเสียงกันสบายครับปรบมือ ท่านเสรีครับ บอกท่านนายกรัฐมนตรีเปิดเลือกตั้งเลย ไปได้แล้วครับ แต่ว่าถ้าเราลงไปดูใน สนามเลือกตั้งจริง ๆ เลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน เลือกตั้งกํานันยังซื้อ หาทางป้องกัน ไม่ได้อย่าสร้างวาทกรรมว่าประชาธิปไตยกินได้เลยครับ เผด็จการหรือนายทุนสามานย์ ไม่ต่างกัน อยู่ที่ใครมีคุณธรรมแค่นั้นเองครับ
ประธานอภิปรายได้บ้างไหมคะ ประธานก็เชื่อว่ายังมีการซื้อเสียงอยู่ค่ะ เชิญคุณคํานูณ สิทธิสมาน ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็อภิปรายประเด็นปัญหาการเมือง อุณหภูมิต้องสูงขึ้นหน่อยนะครับ เพราะว่าในห้องนี้ออกจะเย็นไปสักนิดหนึ่ง บังเอิญที่ผม ต้องมาอภิปรายตามหลังท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านนะครับ ท่านประธานครับ ผมว่าหัวใจ ของการปฏิรูปการเมืองท่าน สปช. ที่เป็นตัวแทนก็ได้สรุปมามากพอสมควรนะครับ แต่ผม อยากจะบอกว่าหัวใจที่สุดจริง ๆ ก็คือการปฏิรูประบอบการเมือง หลักการปฏิรูประบอบ การเมืองคืออะไรครับ ก็คือการขจัดสิ่งที่เรียกว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาที่มาในคราบของ ระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ หรือว่ายกคําพูดของ อย่าหาว่าผมโหนท่านนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะอาสาเข้ามาเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ซึ่งท่านเป็นหัวหน้า คสช. ด้วยนะครับ ท่านได้พูดในวาระคิกออฟ (Kickoff) การคัดเลือกสมาชิก สปช. ที่สโมสร กองทัพบกนะครับ ในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ ครับ ขออนุญาตอ่านสักนิดนะครับ ท่านประธาน ท่านกล่าวว่าเรื่องอํานาจเผด็จการรัฐสภาบางคนกล่าวว่าไม่ได้มีแต่เผด็จการทหาร แต่มีเผด็จการรัฐสภาด้วย เรื่องนี้จะต้องไปดูเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ก็คือหมายถึงว่าท่านก็ฝาก ให้ สปช. ที่จะเกิดขึ้นไปดู ซึ่งอาจจะรวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าชุดเก่าหรือชุดใหม่ ก็แล้วแต่ด้วยนะครับ อีกตอนหนึ่งนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกล่าวว่าผู้รู้เขียนมาว่า ระบบรัฐสภาสมัยก่อนเป็นอํานาจคู่ รัฐสภาและรัฐบาลมีอํานาจแยกกันอยู่มาเป็นร้อย ๆ ปี ที่มีประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มี ส.ส. มีพรรคการเมือง จนกลายเป็นอํานาจเดี่ยว กลายเป็น ว่าสมัยก่อนสภาคุมรัฐบาลได้ แต่วันนี้สภาคุมรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก ในสภาไม่ว่าพรรคเดียวหรือหลายพรรคร่วมกัน รัฐบาลและรัฐสภาจึงกลายเป็นองค์กร เดียวกันในทางปฏิบัติ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้ให้สัมภาษณ์ซ้ําอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ขออนุญาตไม่โควท (Quote) มานะครับ แล้วก็มีอีก ๒-๓ ครั้งที่พูดต่างกรรมต่างวาระ ที่พูดในที่ประชุมแม่น้ํา ๕ สายที่ไม่เป็นที่เปิดเผยก็มีครับ ที่เผอิญผมเข้าร่วมรับฟังอยู่ด้วย แล้วก็ล่าสุดนี้เองครับ เป็นสารจากท่านนายกรัฐมนตรี ที่ทางโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรีนํามาแถลงเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ นี้เองครับ ท่านก็ฝากครับ ท่านบอกว่าเป้าหมายและสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีอยู่ในรัฐธรรมนูญเราจะแก้ไข เผด็จการรัฐสภา การทุจริตประพฤติมิชอบ การทําผิดกฎหมาย การตรวจสอบถ่วงดุล อํานาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องมีความสมดุล ท่านประธานครับ ในสังคมไทยเรามักจะพูด ถึงว่าระบอบการเมืองมันก็มีอยู่แต่เผด็จการกับประชาธิปไตย เวลามีรัฐประหารทีไรก็ต่อต้านครับ ผมเองผมเชื่อว่าท่านประธานก็ไม่เห็นด้วย ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ถ้าไม่จําเป็นมันก็ไม่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่าคณะรัฐประหารทุกคณะถ้าไม่จําเป็นถึงที่สุดจริง ๆ เขาก็ไม่ทําครับ เพราะถ้า แพ้แล้วเป็นกบฏ โทษประหารชีวิตครับ แต่ว่าสังคมไทยคุ้นชินอยู่ ๒ อย่างครับ คือเผด็จการ ประชาธิปไตย พอมีเลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกมาอย่างไร ใช้อํานาจอย่างไร บอกว่าเป็น ประชาธิปไตยหมด ไม่ใช่ครับ คําของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นถูกต้องที่สุดครับ แล้วผมดีใจ อย่างยิ่ง เพราะผมก็เชื่ออย่างนี้มาโดยตลอดว่านอกจากสิ่งที่เรียกว่าเผด็จการทหารแล้วเรามี สิ่งที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภาแฝงอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วย ซึ่งเป็นสาระสําคัญที่พวกเราจะต้องตระหนักครับ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกเรา จะกลายเป็นพวกที่ยอมจํานนในวาทกรรมครับ เราขอเวลา ขอความสงบสุข เสร็จแล้วเราจะคืน ไปสู่ระบอบการปกครองเดิม คืนไปสู่การเลือกตั้ง คืนไปสู่ประชาธิปไตย เพราะเรายอมรับว่า ในขณะนี้เป็นระบอบเผด็จการที่จําเป็น แต่ความจริงแล้วถ้าเราไม่สรุปบทเรียนและเราไม่ปฏิรูป การเมืองที่หัวใจ คือสร้างระบอบประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นใหม่ให้ไม่มีสิ่งที่เป็นเผด็จการ รัฐสภาแฝงเร้นอยู่นะครับ เราก็จะกลับไปสู่การชุมนุม การเดินขบวน รอยระเบิดที่หน้าสภา เหมือนกับอย่างที่ท่านสมาชิกคนแรกท่านกล่าวไว้ได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจมากนะครับ ท่านประธานครับ ในทางวิชาการ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกล่าวไว้ถูกต้อง แต่ผมก็คงไม่มี เวลาที่จะอธิบายมายาวนาน หลายร้อยปีก่อนรัฐบาลเป็นกลุ่มหนึ่ง สภาเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง การควบคุมมันมี เขาเรียกว่าระบบอํานาจคู่ แต่มาสัก ๑๐๐ กว่าปีมานี้พอเกิดระบบ พรรคการเมืองขึ้นมา ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รัฐบาลมาจากการตั้งของสภามันก็ กลายเป็นว่ารัฐบาลกับรัฐสภาเป็นกลุ่มเดียวกัน เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ก็คือรัฐบาล เพราะฉะนั้นการตรวจสอบการควบคุมโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงแก้ปัญหาโดยการบัญญัติให้มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นมา ซึ่งก็สร้าง ปัญหาข้างเคียงไปอีกแบบหนึ่ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามีลักษณะที่ผมอยากจะ เรียกว่า ๓ ต้อง และ ๒ ผูกขาด ที่ทําให้ระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทุกประเทศทั่วโลกและเขามีการปฏิรูปการเมืองขจัดกันไปต่าง ๆ นานามีความเข้มแข็งขึ้น ๓ ต้องคืออะไรครับ ต้องที่ ๑ เราบังคับให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง เดินไปสมัครเฉย ๆ ไม่ได้นะครับ ท่านต้องไปสังกัดพรรคการเมือง แล้วก็สุดแท้แต่ว่า พรรคการเมืองนั้นเขาจะส่งชื่อท่านลงสมัครหรือไม่ ต้องที่ ๒ เมื่อท่านเป็น ส.ส. แล้ว เมื่อท่านเข้ามาในสภานับตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ โดยเฉพาะปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ เรามีรัฐธรรมนูญ ที่บังคับให้ ส.ส. ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัดกระดิกกระเดี้ย ไม่ได้เลยครับ ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ละครับ ปี ๒๕๔๘ แกนนําคนสําคัญคนหนึ่ง ของพรรครัฐบาลในขณะนั้นลุกขึ้นอภิปรายกลางสภาน้ําตาคลอเลยครับ บอกว่ามันเหมือน เอาอํานาจอธิปไตยมาขังคุก ท่านทําอะไรไม่ได้ครับ เพราะถ้ายุบสภาขึ้นมาวันไหนครับ มันมีกฎ ๙๐ วัน พรรคเขาจะส่งท่านลงหรือไม่ก็ได้ แต่ว่ากฎในขณะนั้นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือว่าจะต้องเป็นสมาชิกมาครบ ๙๐ วันก่อนถึงจะสมัครได้ ยุบสภามันเลือกตั้ง ภายใน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้น ส.ส. กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ครับ นี่คือต้องที่ ๒ ต้องที่ ๓ คืออะไรครับ คือการบังคับไว้อย่างขึงตึงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ประเด็น ๓ ต้องนี่นะครับผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องยกเลิกให้หมด แต่จะต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ รัดกุม แล้วก็ตรงอย่างยิ่งกับการศึกษาของคณะกรรมาธิการของ สปช. ว่า ๓ ต้องแบบนี้ถ้าพรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน ซึ่งก็ใช่นะครับ มันก็เท่ากับว่า เป็นการลงทุนครั้งเดียวได้ทั้งประเทศครับ คราวนี้ ๓ ต้องมันมาอยู่บน ๒ ผูกขาดอีกครับ ผูกขาดที่ ๑ ก็คือการผูกขาดอํานาจในรัฐสภาที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภา หรือว่านักวิชาการ กฎหมายมหาชนหลายท่านโดยเฉพาะท่านที่ต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างหนักก็คือท่านศาสตราจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านบอกว่ามันเป็นระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา แล้วก็มีสร้อยต่อท้ายว่าประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก ท่านประธานครับ อีกสักนิดหนึ่งนะครับ
๒ นาทีได้ไหมคะ เกินไหมคะ
จะพยายามครับ แต่ถ้าเกินก็ท่านประธานสั่งหยุด ได้นะครับ เพราะว่าไม่มีประเทศไหนที่เขาบรรจุบังคับไว้เช่นนี้ครับ ประชาชนในบ้านเขา ที่เลือกพรรคการเมืองมันเป็นไปโดยวัฒนธรรมการเมืองไม่ใช่โดยข้อบังคับ ท่านประธานครับ ประเด็นเหล่านี้เมื่อเป็นระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองแล้ว ผมก็ต้องขอย้อนไป อ้างอิงท่านประธาน สปท. ท่านอาจารย์ทินพันธุ์ นาคะตะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านลับหลังว่า การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศไทยเกิดขึ้นมาเมื่อ ๑๒๓ ปีมาแล้วคือปี ๒๔๓๕ นั่นคือ การสร้างรัฐชาติ การรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางซึ่งเป็นความจําเป็นของยุคสมัยในขณะนั้น ทีนี้การรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางแต่เดิมเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้มีทศพิธราชธรรม ปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนมาเป็นขุนนาง ภาษาในทางการเมืองทหารกับพลเรือนสลับกันไป แล้วสุดท้ายก็เป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อได้มาซึ่งอํานาจในการขึ้นมา นั่งบนระบอบประชาธิปไตยที่มีเผด็จการรัฐสภาแฝงเร้นขึ้นเป็นบัลลังก์ตรงนี้ขึ้นมาอยู่ในสภา ได้ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ควบคุมบัญชาการทั่วประเทศ เพราะว่าบ้านเราระบบ การปกครองท้องถิ่นก็ยังกระเตาะกระแตะทุกสิ่งทุกอย่างไปจากส่วนกลาง ๓ ต้อง ๒ ผูกขาด มันเป็นเรื่องที่จะต้องทบทวนและจะต้องมีการสลายอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งกระผมเห็นว่า เป็นภาระเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญได้ก็เข้าใจ ว่าทางสภาจะได้มีการอภิปรายเฉพาะกรณีนี้ต่อไปนะครับ สุดท้ายครับท่านประธาน ใช้เวลา อีกไม่มากนะครับ กระผมเห็นว่านอกจากหัวใจของการปฏิรูปการเมืองคือการทําลายระบอบ เผด็จการรัฐสภาหรือระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภาประเทศแรก และประเทศเดียวในโลกแล้ว ผมว่ามันมีสภาพการณ์หลายอย่างที่ผมว่าพวกเราทุกคน โดยเฉพาะกระผมเองในขณะนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เราเห็นมา เห็นวิวัฒนาการของการเกิดวิกฤติซึ่งจะต้องแก้ไข ซึ่งรูปธรรมสามารถที่จะบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งถ้ามีการอภิปรายกระผมก็จะได้เสนอต่อไปหรือว่ากระผมอาจจะทํา เป็นเอกสารมาเสนอผ่านท่านประธานอีกทีหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในประเด็นแรกความไม่เป็นกลางของประธานสภา วิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเรามี ประธาน ๒ สภา การปฏิบัติหน้าที่ของประธานทั้ง ๒ สภาเป็นอย่างไร ขออนุญาต ไม่จําเป็นต้องพูดถึงนะครับ ๒. การไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะยุบสภา ช่วงนั้นเกิดวิกฤติขนาดใหญ่ครับ ยุบสภารองประธานรัฐสภาโดยตําแหน่งคือประธานวุฒิสภา ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา เผอิญเคราะห์หามยามร้ายของบ้านเมืองประธานวุฒิสภาถูกห้าม ปฏิบัติหน้าที่ เกิดมีปัญหาขึ้นทันทีว่ารองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง จะใช้อํานาจทุกประการ ของประธานรัฐสภาได้หรือไม่ เป็นทางตันทางหนึ่งครับ ๓. อํานาจของรัฐบาลรักษาการ แน่นอนครับมีจํากัด แต่ก็ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าจะเลือกตั้งกันไม่ได้ ๖ เดือน ๗ เดือน เพราะฉะนั้นก็ตามมาด้วยข้อ ๔ รัฐบาลรักษาการลาออกได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ว่าลาออกได้ ท่านที่รักษาการท่านก็ยืนยันจนนาทีสุดท้ายว่าท่านไม่ลาออก เพราะฉะนั้น ประโยคต่อมาก็คือถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอํานาจ คงจะจํากันได้นะครับ ประการที่ ๕ ก็คือ การสร้างสมดุลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่มีครับ ประการที่ ๕ การสร้างความสมดุลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็อาจจะ ทําได้หลายมาตรการ ไม่มีเวลาที่จะอภิปรายถึงนะครับ ประการที่ ๖ ก็คือความซ้ําซ้อน ในการเป็นผู้แทนประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ของ ส.ส. และ ส.ว. ถ้าเรามี ๒ สภา จําเป็นหรือไม่ครับ ที่ ๒ สภาจะต้องเป็นตัวแทนเพื่อเสริมให้ความเป็นผู้แทนปวงชนของทั้ง ๒ สภาสอดคล้อง และเสริมซึ่งกันและกัน แล้วก็มีอีกหลายประการนะครับ ซึ่งผมจะได้ขออภิปรายในวาระ ถัด ๆ ไป กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน แต่ว่าขออนุญาตสักนิดหนึ่งนะครับ ในเมื่อ ท่านประธานก็กรุณาให้เกินเวลาได้สําหรับที่มีเนื้อหาสาระควรฟังนี่นะครับ ออดนี่นะครับ มันกดดันมากครับ คือพอออดปุ๊บผมก็ต้องขออนุญาตท่านประธานต่ออีกนิดหนึ่ง พอต่ออีก นิดหนึ่งเรื่องที่ไล่เรียงมาบางทีมันก็ลืมไปได้ครับ ก็ต้องไปย้อนอีกหน่อยหนึ่ง เพราะฉะนั้น กระผมเข้าใจว่ามีเพียงแค่ตัวเลขนี่ก็กดดันได้ในระดับที่พอดี ๆ แล้วละครับ ไม่จําเป็นต้อง กดออดทุก ๕ นาทีได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกท่านต่อ ๆ ไป กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะพิจารณานะคะ เพราะว่าวันนี้ผู้อภิปรายก็ไม่มาก แล้วเวลาเราก็ยังมีมากพอ ท่านเลิศรัตน์ท่านจะใช้ ๕ นาที หรือ ๑๐ นาทีคะ หารือกันก่อน ดิฉันจะได้ให้เขากดออดตอนนั้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ก็คงประมาณสัก ๖-๗ นาทีครับ ไม่เกิน
ถ้าอย่างนั้นกดออดตอน ๑๐ นาทีนะคะ ขอบคุณค่ะ
ได้ครับ ก็ขออนุญาตอภิปรายนะครับ ในส่วนที่ผมจะอภิปรายก็จะพูดถึงปัญหาในเรื่องการเข้าสู่ตําแหน่งของนักการเมืองซึ่งถือว่า เป็นเรื่องที่สําคัญอย่างยิ่ง แล้วถ้าเราทําได้ให้คนดีเข้าสู่ตําแหน่งทางการเมืองหรือมาบริหาร ประเทศแล้วก็คงจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันมา ๕ ท่านแรกนะครับ ลองไปดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ บัญญัติไว้ใน มาตรา ๓๕ (๔) ว่าให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคย ต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายกระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรมเข้าดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอย่างเด็ดขาด จึงเป็นข้อกําหนดที่ต้องดําเนินการให้เป็นรูปธรรมทั้ง ในการร่างรัฐธรรมนูญและในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหาอันเป็นรากเหง้าที่ผมคิดว่าสําคัญยิ่งของการเมืองไทย คือปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาการโกงการเลือกตั้ง และปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง การดําเนินการดังกล่าวคงจะกระทําต่อนักการเมืองระดับชาติ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น น่าจะยังไม่เพียงพอนะครับ มีหลายท่าน ได้พูดถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระดับนักการเมืองท้องถิ่น ผมจึงอยากจะเสนอว่า การดําเนินการในการที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ที่กระทําการทุจริตประพฤติมิชอบเข้าสู่วงการเมือง น่าจะให้ครอบคลุมถึงนักการเมืองระดับท้องถิ่นด้วย ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมาย หรือแนวทางที่จะดําเนินการดังกล่าวนะครับ โดยในปัจจุบันมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่เราเรียกว่า อบจ. เทศบาลทั้ง ๓ ระดับ องค์การบริหาร ส่วนตําบล หรือที่เราเรียกว่า อบต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา รวมกันถึง ๗,๘๕๓ แห่ง มีตําแหน่งทางการเมืองอยู่กว่า ๑๕๐,๐๐๐ ตําแหน่งในองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นทั้งหมด ที่ผมได้เรียนให้ทราบแล้ว ซึ่งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นเหล่านี้มีอิสระในการปกครอง ในการบริหารงบประมาณ และโครงการในความรับผิดชอบ บางองค์กรมีความรับผิดชอบ ในการบริหารงานเป็นร้อยเป็นพัน หรืออย่าง กทม. เป็นหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ที่เป็นงบประมาณ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมามีผู้ที่อาสาจะมาดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในระดับท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แม้แต่ผู้เคยเป็นนักการเมืองระดับชาติ เดี๋ยวนี้ ก็ถอยตัวลงไปเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น เพราะว่าอาจจะมีอํานาจแล้วก็มีอิสระในการดําเนินงานในการบริหารงานมากกว่าการเป็น นักการเมืองระดับชาติ ในปัจจุบันนี้ทางคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้สั่งให้ระงับ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไว้ก่อนนะครับ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องกําหนดแนวทางและกรอบการปฏิรูปให้สามารถดําเนินการให้แล้วเสร็จก่อนที่จะ กําหนดให้มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งการเลือกตั้งนั้นเมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. กฎหมายพรรคการเมือง กฎหมาย กกต. สําเร็จแล้วก็จะ ประกาศให้มีการเลือกตั้งภายใน ๙๐ วัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องทําให้เสร็จก่อนที่กฎหมาย ทั้ง ๓ ฉบับนั้นจะประกาศใช้ ซึ่งเราก็มีเวลาจากวันนี้ไปจนถึงเวลาที่กฎหมาย ๓ ฉบับ ประกาศใช้ประมาณ ๑๕-๑๖ เดือนเท่านั้น ซึ่งผมขอเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เคยกระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบเข้าสู่ตําแหน่ง ทางการเมืองดังนี้นะครับ ได้จ่ายเอกสารให้กับเพื่อนสมาชิกทุกท่านแล้วซึ่งจะมีอยู่ ๔ ขั้นตอน หรือ ๔ กรอบการปฏิรูป
กรอบแรกคือเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคุณสมบัติต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือดํารงตําแหน่งรัฐมนตรี ก็มี ๔ เรื่องที่ควรจะกําหนดเป็นคุณสมบัติ ต้องห้าม
เรื่องแรก คือผู้ที่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือออกจากราชการ หน่วยงาน ของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการ
เรื่องที่ ๒ คือเคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็น ของแผ่นดินเพราะร่ํารวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ
เรื่องที่ ๓ เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม และ
เรื่องที่ ๔ คือถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งถูกถอดถอน ซึ่งการถอดถอน ออกจากตําแหน่งโดยสภานั้นก็แล้วแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติว่าจะให้สภาใดเป็นผู้ถอดถอน แต่ถ้าเป็นเหตุของการถอดถอนนั้นมาจากเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต ต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหรือส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ ในการยุติธรรม บุคคลเหล่านี้ก็ไม่สมควรที่จะให้เข้ามาสมัครเป็นนักการเมืองได้
ข้อเสนอที่ ๒ คือเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่ผู้ใดถูกถอดถอนเพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่ากระทําผิด ต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้มีผลเป็นการตัดสิทธิในการดํารงตําแหน่งทางการเมือง หรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่นตลอดไป
ข้อเสนอที่ ๓ คือยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้กําหนดโทษการตัดสิทธิ การดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง หรือสิทธิในการดํารงตําแหน่งอื่นสําหรับผู้กระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในวงราชการจากเดิม ๕ ปี เป็นตลอดไป
ข้อเสนอที่ ๔ จะเกี่ยวกับนักการเมืองระดับท้องถิ่น ซึ่งยังไม่มีผู้เสนอแก้ไข ก็คือการยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พุทธศักราช ๒๕๔๕ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ โดยเพิ่มลักษณะต้องห้ามในมาตรา ๔๕ ดังนี้
(๑) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม และ
(๒) เคยถูกถอดถอนออกจากตําแหน่ง เพราะเหตุที่มีพฤติการณ์ร่ํารวย ผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือส่อว่า กระทําผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม
ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ นั้นได้บัญญัติไว้แล้วในประเด็นอื่น ๆ เช่นประเด็นการถูกไล่ออก ปลดออก หรือประเด็นการต้องคําพิพากษาของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แต่ยังไม่ได้รวม ๒ ข้อ ที่ผมได้เรียนเสนอ จึงใคร่ขอเสนอต่อท่านประธานสภาว่าข้อเสนอ ๔ ประเด็นนี้ถ้าหากมีการดําเนินการให้ทัน ภายใน ๑๕-๑๖ เดือนนี้ ก็จะเป็นการป้องกันบุคคลซึ่งเราคิดว่าเป็นผู้ที่ไม่สมควรที่จะกลับสู่ วงการเมืองให้ไม่สามารถกลับมาเล่นการเมืองได้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะท่านคะ เอกสารชัดเจนนะคะ แล้วดิฉันก็ขอให้ฝ่ายเลขานุการ นําเอกสารนี้ไปแจกในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการเมือง เพื่อประกอบการ ด้วยค่ะ คือไม่อยากจะให้สิ่งที่ดี ๆ อันนี้สูญหายไปแล้วก็ต้องเริ่มต้นกันใหม่นะคะ ขอบคุณ ท่านเลิศรัตน์ค่ะ ต่อไปดิฉันมีอีก ๓ รายชื่อที่เสนอเข้ามา คือ ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ เราจะกดออดตอน ๑๐ นาทีแล้วกัน เพื่อทั้ง ๓ ท่านจะได้ไม่ใช้เวลาเกิน ๑๐ นาที เชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน กระผม นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตของการปฏิรูปการเมืองดังนี้นะครับ เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญอย่างมากเพราะว่ากระทบกับวิถีชีวิตของทุกคน ในฐานะที่เป็นข้าราชการประจํา คนหนึ่งก็ได้รับรู้ถึงสภาพเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าเราดูเรื่องการเมืองแบ่งออกเป็นวงจรอยู่ สามารถแบ่งได้เป็น ๕ วงจรหลัก ๆ
อันแรก คือการเข้าสู่อํานาจทางการเมือง อันนี้เป็นอันแรก ผลการศึกษา ของคณะ สปช. ก็จะพูดถึงตรงนี้ค่อนข้างมาก
อันที่ ๒ การใช้อํานาจทางการเมืองหลังจากที่เข้าสู่อํานาจทางการเมืองแล้ว ถ้าการเข้าสู่อํานาจทางการเมืองเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องหรือว่ามีการผิดอะไรบางอย่าง การใช้อํานาจทางการเมืองก็จะมีเพิ่มตามมา การใช้อํานาจทางการเมืองจะเป็นธรรมหรือไม่ก็อยู่
อันที่ ๓ คือการถ่วงดุลอํานาจทางการเมือง ถ้าใช้อํานาจทางการเมือง ที่เป็นธรรม มีระบบถ่วงดุลอํานาจที่ดีที่ถูกต้องก็สามารถดําเนินการต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดว่า การถ่วงดุลอํานาจทางการเมืองสูญเสียไปไม่สามารถถ่วงดุลอํานาจได้ การใช้อํานาจ ทางการเมืองก็เป็นไปอย่างเลยขอบเขตที่ควรจะเป็น
อันที่ ๔ คือการตรวจสอบทางการเมือง มีกลไกตรวจสอบการเมืองไหม องค์กรอิสระต่าง ๆ องค์กรอิสระทํางานในหน้าที่ดีหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. ต่าง ๆ ก็ดี อันนี้คือเป็นเรื่องของการใช้อํานาจทั้งหมด
และสุดท้ายอันหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรื่องของการใช้อํานาจ แต่เป็นเรื่องจิตสํานึก คือจริยธรรมทางการเมืองนะครับ เรามีข้อสังเกตว่าจริง ๆ ในระยะที่ผ่านมานักการเมือง ในประเทศเราเองจะมีเรื่องจริยธรรมทางการเมืองอาจจะไม่ได้มากนัก อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าเราดูต่างประเทศมีเรื่องนิดหน่อย เสียภาษีไม่ถูกต้องเขาลาออกทันที จริยธรรม ทางการเมืองคู่กับเรื่องของการตื่นตัว จิตสํานึกของประชาชน ทั้ง ๕-๖ อย่างเหล่านี้เป็นวงจร ทางการเมืองที่ผมคิดว่าคณะ สปช. เองก็พยายามจะศึกษาเนื้อหาในเรื่องเหล่านี้ว่า จะไปเปลี่ยนแปลงหรือจะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างไร แต่สิ่งที่สําคัญมากที่สุดผมคิดว่าในส่วนนี้ เราคงต้องปฏิบัติ ปรับปรุง ปฏิรูป แก้ไขกฎหมาย ระเบียบก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่สําคัญที่สุด จากนี้ไปจนถึง ๒๐ ปีข้างหน้าก็คือการเข้าสู่อํานาจทางการเมือง ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเรื่องนี้ไม่สําเร็จผมว่าอีก ๔-๕ เรื่องก็เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะฉะนั้นก็ฝากในฐานะ สปท. คนหนึ่งก็คงฝากในเรื่องเหล่านี้ให้กับทางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกลุ่มการเมืองได้ลองคิดดูว่า การเข้าสู่อํานาจทางการเมืองเราจะต้องทําอะไรบ้าง ผมมีข้อเสนออยู่ ๕-๖ ประการ เพื่อฝากให้สําหรับการศึกษาหรือการอภิปรายต่อไป
เรื่องแรก คือเรื่องของการปฏิรูป กกต. ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะพูดอย่างไร ก็ตามแต่ แต่การปฏิรูป กกต. เป็นสิ่งจําเป็น เพราะการทําให้องค์กรที่มีบทบาทอํานาจ โดยตรงในการจัดการเลือกตั้งมีบทบาท มีประสิทธิภาพ มีจุดยืน มีเครื่องไม้เครื่องมือ ที่ทันสมัย ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ จากการที่เรานั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ช่วงที่ผ่านมา หรือว่าการอ่านสื่อ อ่านต่าง ๆ เหล่านี้ยังเห็นบทบาทในการปฏิรูปของ กกต. นี้น้อยไป และผมคิดว่าใน สปท. เราเองก็คงจะต้องเชิญมาพูดคุยหรือจะมาร่วมกันคิดอย่างไรบ้าง เพราะการปฏิรูป กกต. เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ที่ท่านวิทยา ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามว่า ผ่านการเลือกตั้งมาเป็นจํานวนมาก แต่ยังไม่เห็นบทบาท กกต. อย่างที่ควรจะเป็น ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่เราจําเป็นจะต้องมีการพูดถึงอย่างจริงจัง
อันที่ ๒ นี้ก็คือบทบาทของอํานาจรัฐต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตรงนี้ เป็นเรื่องใหญ่นะครับ อํานาจรัฐคือรัฐบาลในขณะนี้ก็คือ คสช. ส่วนหนึ่ง อํานาจรัฐ รัฐบาลหนึ่ง คงจะมีความแตกต่างไปกว่ารัฐบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเพราะไม่มีผลได้เสีย ต่อการเลือกตั้ง เพราะไม่ใช่เป็นรัฐบาลที่จะไปเลือกตั้งครั้งต่อไป ท่านนายกรัฐมนตรีก็พูดไปแล้วว่า เมื่อจบจากนี้แล้วก็จบกันไปเลย ฉะนั้นบทบาทของอํานาจรัฐในครั้งนี้ผมคิดว่าต้องแสดงจุดยืน ที่ชัดเจนในการเข้าไปส่งเสริมหรือดําเนินการอะไรก็แล้วแต่ที่ทําให้การเข้าสู่อํานาจ ทางการเมืองของนักการเมืองเป็นไปอย่างถูกต้อง จากประสบการณ์ที่ได้ดูในฐานะ เป็นข้าราชการก็ดี หรือการดูต่าง ๆ ก็ดี ผมเห็นอย่างหนึ่งว่าอํานาจรัฐทําได้หลาย ๆ เรื่อง อํานาจรัฐสามารถบล็อก (Block) หัวคะแนนได้ สามารถบล็อก (Block) การซื้อเสียงได้ สามารถบล็อก(Block) การทุจริตการเลือกตั้งได้ ถ้าอํานาจรัฐสามารถเดินได้เป็นแบบนี้ ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ ตรงข้ามถ้าอํานาจรัฐไม่ได้เดินตามแบบนี้สามารถทําในสิ่งที่เป็น ตรงกันข้ามได้ ในระยะที่ผ่านมารัฐบาลแบบที่ท่านอํานวยได้มีการพูดถึงแล้ว รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา อาจจะมีผลต่อการเลือกตั้งก็มีบทบาทในการใช้อํานาจรัฐ แต่รัฐบาลชุดนี้ไม่มีผล ต่อการเลือกตั้งโดยตรง ผมคิดว่าถ้าจะใส่บทบาทตรงนี้เข้าไปให้ชัดเจน ผมคิดว่ามันก็จะเป็น ประโยชน์อย่างมากในการเข้าสู่อํานาจทางการเมืองของนักการเมืองที่เป็นไปอย่างถูกต้อง แล้วก็ยุติธรรมนะครับ
อันที่ ๓ ผมคิดว่าที่สําคัญมาก บทบาทของหัวคะแนนกับการเลือกตั้ง ต้องยอมรับว่าในการเลือกตั้ง คําว่า การเลือกตั้ง คงไม่ได้หมายถึง ส.ส. อย่างเดียว หมายถึง เลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้งระดับจังหวัด ระดับชาติก็ตามแต่ บทบาทหัวคะแนนยังเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญ แล้วก็เป็นบทบาทสําคัญในการชี้อนาคตทางการเมืองของไทยเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นทําอย่างไรบ้างที่เราสามารถที่จะลดบทบาทตรงนี้นะครับ ถ้าเรามีบทบาทของ กกต. ก็ดี อํานาจรัฐหรือรัฐบาลปัจจุบันก็ดีเดินอย่างเต็มที่ ผมคิดว่าเราสามารถที่จะไปลดบทบาท ของหัวคะแนนในเรื่องของการจ่ายเงินซื้อเสียงต่าง ๆ ได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่เราใช้เวลา ๑๐ เดือนหรือ ๒๐ เดือนจากนี้ในการพิจารณาในการหาข้อเสนอแนะ หาวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ จะมีประโยชน์อย่างมากในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนะครับ
อันที่ ๔ ซึ่งผมคิดว่าจะขออนุญาตเสนอนิดหนึ่งว่าเราจะมีกลไกอะไรไหม ในการตรวจสอบนักการเมืองก่อนที่จะเข้ามาสู่เวทีการเลือกตั้งไม่ว่าระดับใดก็ตามแต่ บทบาทของหน่วยงานความมั่นคงก็ดี บทบาทของหน่วยงานที่ทําหน้าที่สืบสวนปราบปรามก็ดี หรือหน่วยงานยาเสพติดก็ดี ก็มีข้อมูลเหล่านี้พอสมควร เรามักจะพูดกันว่าถ้ายังไม่มี การกระทําความผิดถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ยังสามารถดําเนินการต่อไปได้ แต่หลายเรื่อง กฎหมายยังไม่สามารถเข้าไปถึงได้ แต่ในทางพฤติกรรมก็รู้อยู่ใครเป็นเจ้ามือหวย ใครเป็นเจ้ามือ ใครเป็นคนค้ายาเสพติด ใครเป็นคนค้าอาวุธสงครามเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้หลาย ๆ พื้นที่รู้อยู่ ข่าวสารต่าง ๆ รู้อยู่ ในสภาวะที่เราต้องการให้นักการเมืองเคลียร์ (Clear) จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราจะอาศัยบทบาทตรงนี้เข้ามาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าขอฝากให้เป็น ข้อพิจารณาในการลดทอนบุคคลเข้าสู่อํานาจทางการเมืองที่ถูกต้องนะครับ
อันที่ ๕ อีกอันหนึ่งคือเป็นเรื่องสําคัญ บทบาทของภาคพลเมืองในการเข้ามา มีส่วนร่วมในเรื่องของการรณรงค์ อาสาสมัครก็ดี แล้วก็รณรงค์ให้ประชาชนเลือกตั้งที่ถูกต้อง รวมทั้งร่วมมือกับ กกต. หรือเป็นองค์กรต่าง ๆ ที่เขาไปถ่วงดุลกลไกของภาครัฐและภาคอื่น ผมคิดว่าการตื่นตัวของประชาชนต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าการตื่นตัว ของประชาชนสามารถรวมกลุ่มรวมก้อน มีการจัดตั้งได้ มีการดําเนินการอย่างชัดเจนได้ ผมคิดว่าบทบาทของประชาชนที่ตรงนี้จะมีผลในการขจัดนักการเมืองที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้อง ในการเข้าสู่อํานาจ ถ้าเราสามารถดําเนินการแบบนี้ตั้งแต่แรกเตรียมตัว ผมว่ามันก็จะมีผล อย่างมาก
ประการสุดท้ายที่เป็นข้อเสนอนิดหนึ่งคือบทบาทของสื่อ ทุกวันนี้สื่อมีบทบาทสูง ต่อสังคม สามารถชี้นําได้ สามารถสร้างกระแสได้ แต่ระยะที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นสื่อชี้นํา ในเรื่องของการให้การศึกษา อบรม หรือชักชวนประชาชนให้เห็นถึงการมีนักการเมือง ที่เข้าสู่อํานาจอย่างถูกต้อง ถ้าเราสามารถจะจัดตรงนี้ได้ในช่วงของ ๒๐ เดือน รณรงค์ ให้การศึกษาอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ดําเนินการควบคู่กันทั้งกลไกภาครัฐของรัฐบาล ของ กกต. และองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้น หลาย ๆ ส่วนผนวกขึ้นมานี่ผมคิดว่าน่าจะเป็นพลังสําคัญพอ ที่จะทําให้นักการเมืองที่มีอุดมการณ์หรือสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเข้าสู่สภา แล้วก็สามารถจะขจัดนักการเมืองที่ไม่ถูกต้องได้ต่าง ๆ นะครับ ผมคิดว่าถ้าเราเดินได้แบบนี้ การปฏิรูปทางการเมืองสามารถจะประสบความสําเร็จไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๒๐ เดือนข้างหน้า และบทบาทของ สปท. จะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล และกลไกที่เกี่ยวข้องต่อการจัดการบริหารนี้ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะท่านเลขาธิการ ดิฉันไม่ทราบว่าที่ท่านพูดและถืออยู่นี้เป็นเอกสาร ที่แจกสมาชิกทั้งหมด หรือว่าท่านมีของท่านเอง
เพิ่งรวบรวมครับ พรุ่งนี้จะเสนอให้ครับ
ดิฉันอยากจะได้เอกสารนั้นไว้ด้วยนะคะ ต้องขอความกรุณาท่าน เพราะว่า นั่งอยู่บนนี้บางทีท่านอะไรที่ได้รับแจกข้างล่างดิฉันไม่ได้ข้างบนนี่ก็ต้องขอเขา ต่อไปขอเชิญ ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ เชิญค่ะ เราจะไม่กดออดตอน ๕ นาทีนะคะ ตอน ๑๐ นาที ท่านจะได้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ท่านประธานกับพวกเรานั่งอยู่ ตรงนี้ ผมว่าระยะเวลาประมาณไม่เกิน ๒๐ เดือนนี้ทําเรื่องปฏิรูปการเมืองได้เรื่องเดียว จบทุกเรื่องแล้วครับ บ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องทําอะไรแล้วครับ บ้านเมืองเราที่มีปัญหามาตลอด ๑๐ กว่าปีนี้ หรือถอยไปแต่นี้ก็ตามท่านประธาน ชัดเจนครับ ถ้าการเมืองดี นักการเมือง ทําเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ถามเลยว่าจะมีคณะปฏิวัติ รัฐประหาร ที่ไหนเกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ท่านประธานมองผมนี่เชื่อว่าผมพูดถูก เป็นความจริงครับ ท่านประธาน ทั้งท่านคํานูณ ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้น ถ้าการเมืองดี นักการเมืองทุกคน ทําประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ไม่โกงกิน ไม่ทุจริต ทหารคนไหนกล้า ตายนะท่านประธาน นั่นแปลว่านักการเมืองสนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติ รัฐประหาร ชัด อันนี้เป็นข้อสรุปของผม ท่านประธานครับ ดังนั้นถ้าเราปฏิรูปการเมืองได้เรื่องเดียว เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม เรื่องการควบคุมอํานาจรัฐ เรื่องการศึกษา เรื่องตํารวจ ก็ผู้บริหารสูงสุดคือนักการเมือง ดีเสียแล้วเขาจะไปทําเรื่องชั่วทําไมกันครับ และผมเชื่อโดยสุจริตว่าข้าราชการทุกคน พร้อมที่จะสนองงานกับนักการเมืองดี ๆ แต่ที่มันเลวกัน มันเพี้ยนไปเพราะเราได้ผู้บริหารที่เลว เอาละเรื่องเก่า ๆ ผมก็ไม่อยากถอยไปมากนัก เพราะเขาบอกว่าให้พูดเดินหน้า แต่ผม อยากจะสรุปตรงนี้ก่อนที่จะไปเรื่องอื่น แก้การเมืองได้ แก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แก้การเลือกตั้งได้ แก้การเมืองได้ครับท่านประธาน ขออภัยท่านจรุงวิทย์มาจาก กกต. นั่งอยู่ แก้การเลือกตั้งได้ แก้การเมืองได้ ท่านประธานที่เคารพครับ สมัยที่ผมเป็นทนายหนุ่ม ๆ รู้จักนักการเมืองคนหนึ่ง ยังไม่ใช่นักการเมือง รู้จักพ่อค้าคนหนึ่งท่านประธาน สนิทสนมกับผมมานานโกงทั้งชีวิต ทํามาหากินซื้อขายที่ดิน รับเหมาก่อสร้างโกงหมด ผมรู้เพราะผมเคยว่าความให้ วันหนึ่งรวยมาก เอ๊ะ คุณวันชัยผมอยากเป็น ส.ส. ผมก็พามารู้จัก ส.ส. ท่านหนึ่งในจังหวัดไม่ไกล ปรากฏว่า เจ้าหมอนี่ได้เป็น ส.ส. จริง ๆ ครับท่านประธาน คนกรุงเทพฯ แท้ ๆ ไม่ได้อยู่ที่นั่นเลย จ่ายเงินซื้อลูกเดียวครับท่านประธาน แป๊บเดียวครับท่านประธาน คือผมรู้จัก เอ๊ะ เรื่องอะไร ผมจะเอาเงินนี่ไปลงซื้อเสียงเพื่อตัวเอง เพื่อเมียผมเป็น ซื้อ ส.ส. ทั้งจังหวัดเลย ๖ คน คนละ ๓๐ ล้านบาทบ้าง ๖๐ ล้านบาทบ้าง ใช้เงินไม่ถึง ๒๐๐ ล้านบาทได้ ส.ส. ทั้งจังหวัด แล้วตัวเองเป็นสัดส่วน ท่านประธาน รัฐบาลที่ผ่านมาอ้ายคนนี้ อุ้ย ขอโทษถอนครับ คนคนนี้ละครับเป็นรัฐมนตรีได้ทุกสมัย เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มานี่ ผมตกใจมาก คนอื่นผมไม่รู้จัก เอ๊ะ อ้ายคนขี้โกง คนทุจริต รู้จักกันมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ เป็นรัฐมนตรีได้ ใบ ป. ๗ ม. ๓ ม. ๖ ปริญญาตรี พวกซื้อหมด แล้วท่านประธานว่ามาเป็นรัฐมนตรีโกงไหมนี่ ท่านประธาน กรรมมันเป็นเครื่องชี้เจตนา แล้วมันพัฒนามาก สรุปแล้ว อบต. อบจ. เทศบาล อยู่ในมือทั้งจังหวัด ส.ส. อยู่ในมือทั้งจังหวัด ตัวเองเป็นสัดส่วนเป็นรัฐมนตรีแล้วคนแบบนี้ เข้ามานั่งอยู่ในสภาบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไรครับ ท่านจรุงวิทย์ กกต. นั่งอยู่นี่ทําอะไรได้ กับคนคนนี้ ผมเคยคุยกับตํารวจครับท่านอํานวย บอกจะเป็นผู้บัญชาการภาคต้องไปหา อ้ายหมอนี่ จะเป็นผู้กํากับ เป็นผู้การต้องไปหาท่าน ส.ส. ขี้โกงคนนี้ ก็มันเริ่มจากนักการเมืองเทา ไป ๆ มา ๆ ผู้กํากับ ผู้การในจังหวัดนั้นก็เทาครับท่านประธาน สรุปแล้วแค่จังหวัดหนึ่ง ใช้เงินไม่ถึง ๓๐๐ ล้านบาท ท่านประธานเป็นรัฐมนตรีเลย แล้วประเทศนี้ที่มีคนเคยคํานวณ จะยึดอํานาจในประเทศไทยใช้เงินแค่หัวละ ๕๐ ล้านบาท ๕ คูณ ๓ เท่ากับ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทยึดประเทศไทยได้แล้วท่าน โดยไม่ต้องใช้ปืนเลยครับ ท่านปลัดกระทรวง ท่านผู้หลักผู้ใหญ่อยู่ในที่นี้ผมเชื่อว่ารู้หมด สรุปแล้วผมว่าปัญหาของประเทศเราตัวการเมือง เป็นตัวหลักและเรื่องการเลือกตั้ง ผมเข้ามาสภานี้วันนี้อยากให้ปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ให้มันสุจริตเที่ยงธรรมได้เรื่องเดียว ผมพ้นจากวาระไปนอนตาหลับแล้วครับท่านประธาน ถ้าทําเรื่องนี้ไม่ได้ผมว่าเสียของเสียเวลามานั่งกันอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นผมว่าสิ่งที่สําคัญ อันหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน พลเอก เลิศรัตน์ได้พูดแนวทางไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งด้วยความเคารพผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคนทุจริตต่อการเลือกตั้งต้องห้ามเล่นการเมือง ตลอดชีวิต ผมเองยังเคยคิดเลยท่านประธาน ห้ามลูกเมียได้ยังควรห้ามด้วย เพราะไม่อย่างนั้นไปนั่ง นอมินี (Nominee) เกาคางสุนัขอยู่นี่นะครับ ท่านอํานวยพูดนี่นะครับ ยังนั่งบริหารได้เลยท่าน เพราะฉะนั้นควรจะห้ามลูกห้ามเมีย แต่เอาละห้ามไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่คนทุจริตจากการเลือกตั้ง ต้องห้ามทั้งชีวิต ทุจริต โกงกิน คอร์รัปชัน ก็ควรจะห้ามทั้งชีวิต ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ล้มไป เขาก็มีแนวทางอยู่แล้ว
ประการต่อมาครับ มันมีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะ แต่ กกต. ที่แล้วมานั่งทํางานกัน ต้องปฏิรูปใหญ่แล้วนะครับท่านประธาน ที่แล้วมาผมว่าทํางานไม่ทันกับการเลือกตั้ง ของบ้านเรา นั่งอยู่นั่นละ ซึ่งผมพูดไปครั้งหนึ่งแล้วจะไม่พูดซ้ําว่าไม่ได้ทํางานเชิงรุก ถ้าจะปฏิรูปกันผมว่าครั้งนี้ต้องเชิญ กกต. มาปรับเปลี่ยนกระบวนการวิธีการทํางานกันใหม่ อย่างถึงลูกถึงคน ถึงพริกถึงขิง เลิกกันเสียทีเถอะครับ ขออภัยท่านวิทยาก็บอกแล้ว ก็ร้องมาสิ หาพยานหลักฐานมาสิ จะมีไปทําไม เพราะฉะนั้นทั้งตัวบทกฎหมาย กระบวนการ วิธีการทํางานของ กกต. ต้องมาปฏิรูปกันใหม่ มานั่งคุยกันนี่ละครับ เดี๋ยวค่อยว่ากัน ในรายละเอียด ท่านจรุงวิทย์ ท่านรองเลขาธิการนั่งอยู่นี่แล้ว และที่สําคัญอันหนึ่งครับ ผมขอย้ําเหมือนคอร์รัปชันที่ผมพูดไปคราวที่แล้วที่พูดกัน ผมว่าในระยะเวลาปีเศษต่อไปนี้ นอกจากมีกระบวนการ วิธีการดําเนินการในเรื่องอื่น ๆ หลายแบบทั้งตัวบทกฎหมายแล้ว เรื่องการรณรงค์ปฏิเสธการซื้อสิทธิขายเสียงมันต้องจริงจังมากกว่านี้ นั่งกันอยู่อีก ๑ ปี ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้แล้วนะครับท่านประธาน ทั้งทีวี (TV) วิทยุ โทรทัศน์ การศึกษา อบรม ซึ่งผมมักจะยกตัวอย่างคราวที่แล้วผมพูดรณรงค์เรื่องการไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า มันจะต้องรณรงค์ให้คนมีความรู้สึกเลยว่าถ้าเอาเงินมาซื้อสิทธิขายเสียงแล้ว หรือถ้ารับเงินจากการซื้อสิทธิขายเสียงแล้วเหมือนให้เหล้าเท่ากับแช่ง ให้มันฝังอยู่ใน จิตสํานึก ๑ ปี มันน่าจะต้องทําได้ท่านประธาน ทุกหมู่บ้าน ทุกตําบลมันต้อง โอ้โฮ ให้กระหึ่มกระหน่ํากันไปทั้งประเทศ ว่าถ้าใครรับเงินจากการซื้อสิทธิขายเสียงแล้ว มันเป็นบาปในหัวใจเลว ติดคุกติดตาราง และใครถ้าใช้เงินทั้งชีวิตจับได้ตายลูกเดียว คือตายทางการเมือง ผมว่า ๑ ปีถ้ารณรงค์เรื่องอย่างนี้ได้นะครับท่านประธาน ผมว่า มันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ครับ ในที่สุดขอให้คนมีความรู้สึกครับ ท่านประธาน ต้องรังเกียจการเลือกตั้งที่ทุจริต และต้องให้คนมีความรู้สึกรังเกียจนักการเมือง ที่มาจากการโกงการเลือกตั้ง ต้องให้ชาวบ้านทุกคนไม่นิยมชมชอบอ้ายขี้โกง ไม่ใช่เห็น เป็นรัฐมนตรีขี้โกงก็ยังเชิญมาเปิดงานกันอยู่ ไม่ใช่เห็นว่าเป็น ส.ส. ทุจริตก็ยังเชิญกันอยู่ มันต้องเล่นกันอย่างนั้นเลยนะครับบ้านเมืองเราครับท่านประธาน ก็กราบเรียนเป็นประการสุดท้าย ผมว่าทุกคนรู้ ทุกคนเข้าใจ แต่มันยังไม่มีใครเริ่มกันจริง ๆ ฝากความหวังไว้อย่างสําคัญกับพวกเราในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ท่านนายกรัฐมนตรีแสดงออกชัดเจนว่าอยากทํา และถ้าท่านทําไม่ได้วันหนึ่งพรรคพวก ลูกน้อง บริวาร หรือคนรุ่นหลัง ๆ ต่อไปของท่านก็ต้องกลับมาปฏิวัติอีกครับท่าน เอาแค่นี้ละครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลขที่ ๑๒๙ สิ่งที่ผมจะนําเรียนท่านประธานสู่ท่านสมาชิกจากนี้ไปคงเป็นข้อสังเกตว่าเรานั้นกําลังทํา การปฏิรูป ก็ต้องย้ําให้ชัดนะครับว่าปฏิรูปนั้นคงต้องค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ใช่วันเดียวเสร็จ คงต้องมีขั้นตอนและมีแผนการ อย่างน้อยเรามีภารกิจจากนี้ไป ๒๐ เดือนที่ต้องทําอะไร บางสิ่งบางอย่างออกมา เห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านที่พูดว่าการเมืองเป็นหัวใจสําคัญ ของการปฏิรูปประเทศ ถ้าการเมืองดีหลายสิ่งหลายอย่างก็จะตามมาด้วยความที่ดี ตามไปด้วย เป้าหมายของการเมืองของเรานั้นชัดเจนครับว่าเราต้องการปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คงทราบกันดีว่า เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยหรือประชาชนเป็นใหญ่ แล้วเราก็ต้องตอบให้ชัดว่าเมื่อประชาชน เป็นใหญ่แล้วเราก็คงจะต้องให้มีความถูกต้องที่ชัดเจนว่าประชาชนนั้นมีความหลากหลาย มีความสลับซับซ้อนมีความเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตยไม่ตรงกัน หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผ่านมาในอดีต ๘๓ ปีที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดนะครับว่าการให้ความผูกพันกับระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมีความแตกต่างกัน บางยุคบางสมัยไปเลือกตั้งกันเยอะ บางยุคบางสมัย ไปเลือกตั้งกันเยอะแล้วตามมาด้วยการซื้อขายเสียง เราก็ไม่ไปถึงประชาธิปไตย ซึ่งนํามาสู่ ระบอบการเมืองที่มันใกล้เคียงและบิดพลิ้วไปเลยก็คือธนาธิปไตย คือเงินเป็นใหญ่ นั่นหัวใจ ตรงนี้ท่านคงเห็นภาพชัดนะครับ แต่อย่างไรก็ดีประชาธิปไตยนั้นคือการปกครองที่เลวน้อย ที่สุด แต่เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงความเลวของประชาธิปไตยกัน เพื่อต้องการจะเกริ่นให้ท่าน ได้เข้าใจกัน ผมขออนุญาตนิดเดียวครับว่าความเลวเป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวังอย่างมากเลย ที่มันจะกลายเป็นเรื่องอื่นเลยก็คือในเรื่องของหลักเสียงข้างมาก เรามักจะบอกว่ายุติกัน ด้วยเสียงข้างมาก แต่ถ้าเสียงข้างมากมันสามานย์ มันเป็นเสียงข้างมากที่ไม่มีคุณธรรม อันนั้น คือจุดยิ่งใหญ่เลยครับว่ามันไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ดี ดังนั้นการทําอย่างไรที่จะให้เสียงข้างมากนั้น เป็นเสียงที่ดีแน่นอนครับคงหนีไม่พ้นกับเรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่งการใช้อํานาจรัฐ ในรายงานที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอ ผมอยากจะเห็นจุดสําคัญของ การเข้าสู่การใช้อํานาจรัฐหรือตําแหน่งทางการเมืองครับว่าเราไม่ได้ปฏิเสธว่าการเข้าสู่ ตําแหน่งทางการเมืองนั้นมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ตรงนี้ที่ผ่านมาเป็นวาทกรรม ที่บิดพลิ้ว และนําไปสู่การเทียบเคียงกับหลายประเทศเหลือเกินว่าประชาธิปไตยแล้ว ต้องเลือกตั้ง จริง ๆ แล้ววันนี้เรายกตัวอย่างหลายประเทศในหนังสือเอกสารนี้อย่างน้อย ๒ ประเทศ คือประเทศอังกฤษกับประเทศแคนาดานั้นเขาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ประเทศอังกฤษสภาสูงเขาก็มาจากการสืบทายาทกัน ประเทศแคนาดาเองก็มาจากการแต่งตั้งกัน ของเราก็ทดลองใช้มาในระบอบการแต่งตั้งกันก็มี ดังนั้นตรงนี้ผมคิดว่าจุดสําคัญ การที่จะนําไปสู่ให้ประชาชนตระหนักและเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้ง แต่การแต่งตั้งที่ต้องส่งเสริมคนดีมีระบบกลั่นกรองที่จะเอาคนดีเข้าสู่ระบบการเมืองนั้น ผมคิดว่านี่คือสาระอย่างหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัดกัน เราถกแถลงกันมาเยอะว่าต้องเลือกตั้ง ๆ และเลือกตั้งก็มีข้อจํากัด อย่างไรก็ดีมิได้หมายความว่าการแต่งตั้งจะมามีข้อจํากัด เพราะสังคมไทยเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ เราเล่นพรรคเล่นพวกกันก็มีข้อจํากัดเหมือนกัน คงเป็นประเด็นว่าถ้าเราคิดที่จะใช้ทั้ง ๒ ระบบไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือแต่งตั้งก็ต้องเป็นการบ้าน ที่ด้านการเมืองนี้ต้องไปคิดให้ตกผลึกต่อไปว่าเราจะปลอดจากสิ่งที่ถูกครหาต่าง ๆ นั้น ได้อย่างไร เราเป็นระบบรัฐสภา มวยหลักของเรานั้นคือระบบรัฐสภาครับ แต่วันนี้เรามักจะได้ยินว่า เราต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ วาทกรรมก่อนหน้าที่จะมีพวกเรา สปช. นี่ครับ ต้องการ จะให้เรานั้น ในฐานะประชาชนทั้งหลายนั้นมีความเป็นใหญ่ ออกแบบกลไกทางการเมือง เยอะแยะมากมายเลยครับ ออกกันมา ซึ่งตรงนี้เองหลายคนสับสนนะครับ พอเราบอกว่า จะให้การเมืองภาคพลเมืองเป็นใหญ่พลเมืองก็ดีใจครับ อยากจะใช้อํานาจ ตรงนี้ต้องตกลงกัน ให้ชัดนะครับว่าถ้าเราตกลงโดยหลักรัฐธรรมนูญนิยม นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง สูงสุด เราตกลงกันไว้แล้วว่าเราใช้ระบบรัฐสภา การเมืองภาคประชาสังคมหรือภาค ประชาชนนั้นจะเป็นมวยหลักไม่ได้ครับ อาจจําเป็นต้องเป็นมวยรองที่คอยหนุนเสริม การเมืองหลักคือระบบรัฐสภา ซึ่งโดยธรรมชาติมันก็เกิดปรากฏการณ์อยู่แล้วครับ เพราะว่า หลายคนนั้นเมื่อเราบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่เราก็มักจะอ้างมาตรา ๓ ว่าอํานาจอธิปไตยนั้น เป็นของเรา แต่เราต้องเขียนความสัมพันธ์ในอนาคตเพื่อการปฏิรูปประเทศให้ชัดเจนครับ เพื่อไม่ให้ล้ําเส้นกันให้มาก ถ้าเราไปให้ความรู้สึกประชาชนเป็นใหญ่มากเกินไป ท้องถิ่นใหญ่ กว่ารัฐบาล หรือรัฐบาลกลาง หรือประชาชนสามารถตรวจสอบได้ทุกระดับเลย ตกลงแล้วนี่ครับมาตรฐานของการตรวจสอบ มาตรฐานของการประเมินนั้นอาจจะผิดสี ผิดกลิ่นแล้วนําไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้ ซึ่งตรงนี้เองผมคิดว่าในอนาคตหรือในปัจจุบัน ในกลุ่มของการเมืองต้องขีดเส้นให้ชัดครับว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเราจะเอา ระดับไหน แค่ไหน อย่างไรกัน ถ้าบอกว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงหน้าที่ พอไหม ถ้าบอกว่า การเลือกตั้งจบแล้วประชาชนไม่ต้องติดตามอะไรก็กระไรอยู่ แต่จะมีพื้นที่สาธารณะอะไรบ้าง ที่ให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แน่นอนครับ ถ้าปิดประตูหมด เหมือนปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญออกมาทําให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งจนไม่สามารถ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของฝ่ายบริหารได้ ฝ่ายค้านตกงาน ระบบรัฐสภาที่เป็นมวยหลัก ไปไม่ได้ จึงเกิดการเมืองท้องถนนขึ้นมา จึงเกิดกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าม็อบ (Mob) บ้าง กลุ่มที่มีสีทางการเมืองบ้าง เกิดการเดินขบวนแล้วนํามาสู่ความรุนแรงทางการเมือง ในที่สุด เราก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ถ้าเรายอมรับว่านั่นคือสภาพการณ์ที่หนีไม่พ้น ก็ต้องคิดกันครับว่า จะให้ภาคประชาชนนั้นเขาอยู่ในขอบเขตแค่ไหน อย่างไร ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ที่เหมาะสมและเราอยู่ในสภาพที่เรียกว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองจะอยู่กันอย่างไร ผมคิดว่า นั่นคือความสําคัญ แล้วเราทําอย่างไรล่ะครับ ผมขออนุญาตถอดบทเรียนครับ ในปี ๒๕๔๐ เราคิดว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีสูง เพราะรัฐธรรมนูญสูงสุดนั้นมาจาก การประชาพิจารณ์ แล้วเราก็เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตบมือกันทั้งบ้านทั้งเมือง วันนั้นครับ ว่าวันนั้นประชาชนเราตื่นตัวกันมากเหลือเกิน มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นเข้ามา ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทางการเมืองถือว่าเป็นประวัติการณ์ทางการเมืองครับ เพราะมีการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐมากขึ้น และภาคประชาชนก็มีหลายองค์กรเกิดขึ้น อาทิเช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรากฏว่าอย่างไรครับ พอเข้าไปแล้ว วัฒนธรรมการเรียนรู้ของประชาชนก็เป็นปัญหาครับ เพราะพอเขาเข้าไปเป็นตัวแทนแล้ว บางสิ่งบางอย่างนั้นให้คําปรึกษากับรัฐ รัฐจะเอาหรือไม่เอาก็เป็นเรื่องของอํานาจรัฐ มันดูแล้วแลเป็นยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีคุณค่า ครั้งหนึ่งผมเคยอภิปรายตรงนี้นะครับ ท่านประธานว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นไม่อยากให้ซ้ํารอยกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเลย กลายเป็นยักษ์ที่เรามีอํานาจจริงหรือเปล่าที่จะปฏิรูปประเทศได้ เพราะรัฐบาลไม่เอา แต่วันนี้น่าดีใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มาที่นี่ ได้พูดตรงไปตรงมา อยากให้เราทําอย่างจริงจัง แล้วเราก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่กําลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นพยายามให้สิทธิเสรีภาพประชาชน มากยิ่งขึ้นครับ เดิมทีเดียวการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นจํากัดเฉพาะเอาตัวแปรการศึกษาเหมือนกัน ต้องจบอย่างน้อยปริญญาตรี แต่เพื่อต้องการให้ประชาชนที่ไม่จบปริญญาตรีหรือต่ํากว่านั้น ได้มีสิทธิที่จะเข้าทางการเมือง ก็ดีครับ ทําให้ประชาชนนั้นตื่นตัวแล้วก็มีโอกาสที่จะเข้าสู่ อํานาจรัฐมากขึ้น แต่พอเข้าแล้วก็เกิดปัญหาอีกเช่นกันครับ เพราะหลายคนถามถึงคุณภาพ ว่านักการเมืองในสภาแห่งนี้มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด นําไปสู่การที่เห็นสภาพการณ์ อย่างหนึ่งที่หลายคนยังแก้ปัญหาไม่ตกก็คือการซื้อขายเสียง นั่นแสดงว่าคุณภาพการศึกษา ไม่ใช่ตัวแปรที่สําคัญเลย เราจะเปลี่ยนวิธีคิดตรงนี้ได้อย่างไรครับว่าการศึกษา การที่จะผูกพันทางการเมือง การที่จะ รักชาติบ้านเมือง การที่จะมีคุณสมบัติการเป็นนักการเมืองที่ดีนั้นเป็นปัจจัยสําคัญของ การเข้าสู่อํานาจรัฐ ตรงนี้ก็ต้องไปวางแผนกัน เรามีสภาพัฒนาการเมือง เราอุตส่าห์ออกแบบ ที่จะให้มียุทธศาสตร์สําคัญ ๖-๗ ยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาการเมืองบ้านเมืองนี้ไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตย ทุกวันนี้ก็ยังดําเนินการอยู่นะครับสภาพัฒนาการเมือง แต่ดูเหมือนยังไม่ค่อย ได้รับการเอาใจใส่ อย่างไรก็ดีครับ ทั้งหลายทั้งปวงตรงนี้ผมขออนุญาตทําให้เห็น สภาพการณ์เท่านั้นเองว่าเรามีพื้นที่สาธารณะให้ภาคประชาชนนี้เล่นเยอะ ถ้าเรากลับไปดู ร่างเดิมที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม มีองค์กรที่เกิดขึ้นที่ต้องการจะเข้าไปสู่ หลักการมีส่วนร่วมอีกเช่นเคยครับ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบ ผมคิดว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ต้องคิดใหม่ครับว่าจริงแล้วอะไรคือมวยหลักของบ้านเมือง ถ้าเราได้คนดีเข้าบ้านเมืองจริง ประชาชนก็สบายครับ แต่ถ้าเราได้คนไม่ดีเข้าไปสู่ระบอบการเมืองที่แท้จริงประชาชนก็ต้อง ใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๓ ของเขาครับ แต่การที่จะถึงมาตรา ๓ ได้นั้นเราต้องร่วมกัน ออกแบบว่าจะประคับประคองบ้านเมืองนี้ไปอย่างไร ที่จะไม่ให้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน จุดอ่อน ที่ทําให้เกิดความไม่ปรองดองอย่างหนึ่งเพราะเราไม่เคยจัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่เป็นระบบ จึงอยากจะฝากท่านประธานตรงนี้ว่าในโอกาสจากนี้ไปคงจะต้องมีโอกาส ได้พูดกันว่าบทบาทของภาคประชาสังคม บทบาทของพลเมืองในฐานะผู้เป็นพลังของบ้านเมืองนี้ เราจะเอาไว้แบบไหน อย่างไร ผมก็ขออนุญาตอภิปรายไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าถ้าเราพูดถึงภาคประชาชนนะคะ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ การศึกษา ถ้าหากว่าระบบการศึกษาเรายังเป็นอย่างนี้อยู่โอกาสที่เราจะปฏิรูปการเมือง มันก็ลําบากกว่าปกติ ดิฉันมีท่านหนึ่งอยู่ในมือคือ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขอเรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมไปดูเวลา กับดูจํานวนผู้อภิปรายแล้วเห็นว่ามีเหลือ ก็เลยคิดว่าน่าจะได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นบ้าง ใช้เวลาไม่นานครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังผู้อภิปราย หลายท่านแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองแล้วต้องขอกราบเรียนว่า ค่อนข้างจะเป็นรูปธรรมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด ขออนุญาต เอ่ยนามท่านพี่อู้ของผมนะครับ ท่านได้ทําเป็นเอกสารไว้เรียบร้อย ซึ่งเห็นว่ามีคุณค่าอย่างยิ่ง น่าที่จะนําไปขับเคลื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะว่าทาง สปช. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางภาคการเมืองท่านได้ศึกษาได้ทําเอกสารอะไรไว้มากมายพอสมควรแล้ว เรามีเวลา ไม่มากพอที่จะมาเริ่มต้นศึกษากันใหม่ การศึกษาของ สปช. ด้านการเมืองนั้นท่านทําไว้ อย่างรอบคอบเกือบจะทุกด้าน ครบทุกด้านก็ว่าได้ เอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ถ้ามีเวลาผมก็จะ นําไปเผยแพร่ต่อในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งได้ประสานไว้บ้างแล้ว ทางผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านก็พยายามที่จะขอข้อมูลมา แต่ว่าเรามีเวลาที่จะทําเรื่องนี้ค่อนข้างจะน้อย เพราะฉะนั้น ตัวเลข ๖ : ๔ นั้นเป็นตัวเลขที่อย่างเป็นทางการว่าไม่เกินนั้น แต่ว่าเวลาที่ทาง สปท. จะมี ผมว่า ๖ เดือนแรกนั้นมีค่าที่สุด และมีค่าที่สุดก็คือเดือนนี้ละครับคือเดือนพฤศจิกายน ถ้าหากว่าเราได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ศึกษาไว้อย่างเป็นรูปธรรมแล้วนําเสนอไปก็น่าจะมี การขับเคลื่อน และหลายเรื่องน่าจะบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญได้เลย เพราะว่าการปฏิรูป การเมืองนั้นถ้าพูดกันไป เขียนเอกสารกันไปมันก็คือตํารา ซึ่งไม่ทราบว่าเมื่อไรจะมีโอกาส ที่จะนําไปใช้ได้อย่างจริงจัง การนําไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้นคือการได้เขียนเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ นวัตกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าใครจะคิดขึ้นมาในด้านไหน เรื่องของพรรคการเมือง เรื่องของการเลือกตั้ง เรื่องของอะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องที่จะขับเคลื่อนได้คือต้องใส่ไว้ ในรัฐธรรมนูญครับ และกรรมการที่เขากําลังเขียนอยู่เวลานี้อย่างขมีขมันก็ใช้เวลาเรื่องนี้ ที่กําลังเข้มข้นอยู่ในเวลานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบัญญัติในบทบัญญัติว่าด้วยการที่จะสกัด คนที่มีอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช หรือทําชั่วทางการเมืองก็ว่าได้ ไม่ให้เข้าสู่การเมือง ไม่เพียงสกัด ไม่ให้เข้าสู่การเมืองในระยะเวลา ๕ ปีเท่านั้น แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นฉันทามติร่วมกันของคนไทย ทั้งประเทศก็ว่าได้ เราพยายามที่จะสกัดคนเหล่านี้ไม่ให้เข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต ดังที่ทุกท่านทราบเมื่อเร็ว ๆ นี้เองก็มีหนังสือจากทางท่านองคมนตรีท่านหนึ่งนําหนังสือ ถึงทางรัฐบาลเพื่อส่งต่อถึงยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นคุณูปการอย่างยิ่ง เป็นไฟเบิกทาง เป็นไฟที่เป็นแสงสว่างให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องใช้ยาแรง เพื่อแก้ปัญหาการเมืองกับประเทศ ท่านประธานครับ ก่อนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น ประเทศไทยเปรียบเหมือนคนป่วยหนักมีอาการร่อแร่สาหัสจําเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัด ถ้าเป็นมะเร็งก็เป็นมะเร็งเกือบจะระยะสุดท้ายก็ว่าได้ หลังวันที่ ๒๒ พฤษภาคม คสช. เข้ามา เข้ามาแล้วนําประเทศไทยเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าผมอยากจะใช้ภาษาทางการแพทย์เนื่องจาก ผมเป็นแพทย์ ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะพักฟื้น ถ้าคนที่ออกจากห้องผ่าตัดก็คือเข้าสู่ห้องพักฟื้น หรือรีคัฟเวอรีรูม (Recovery room) ในรีคัฟเวอรีรูม (Recovery room) จะมีสายระโยงระยาง เต็มไปหมด มีสายน้ําเกลือ มียาเพิ่มความดัน มีเครื่องวัดมอนิเตอร์ (Monitor) การเต้นของหัวใจ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด ภาวะที่อยู่ในรีคัฟเวอรีรูม คือภาวะเหมือนกับประเทศไทยที่อยู่ในเวลานี้ครับ หลังจากที่ประเทศไทยออกจากห้องพักฟื้น เข้าสู่ห้องธรรมดาหรือห้องพิเศษแล้วนี่ หรือห้องวีไอพี (VIP) แล้วนี่ ประเทศไทยจึงจะกลับ เข้าสู่ภาวะปกติคือมีการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นประเทศไทยที่อยู่ในภาวะพักฟื้น อยู่ในห้องพักฟื้น หรือรีคัฟเวอรีรูม (Recovery room) จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ นั่นคือจะต้องมีมาตรการต่าง ๆ มากมาย ถ้าเป็นยาก็ใช้ยาพิเศษ การแก้ไขปัญหาการเมือง ของประเทศไทยจึงต้องใช้ยาแรงครับ ท่านประธานครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้อาจารย์สีลาภรณ์ บัวสาย นําภาพนี้มาให้เราดูในห้องประชุมแห่งนี้เป็นภาพเครื่องบิน เปรียบการเมืองของประเทศไทย หรือการปฏิรูปประเทศไทยเสมือนเครื่องบินเครื่องนี้ มีใบพัด มีน้ํามัน มีพลังงาน มีปีกหน้า ปีกหลัง มีอะไรเต็มไปหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมกันแล้วคือการปฏิรูปของประเทศไทย จะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่ผมขออนุญาตนําเสนอท่านประธานครับ เครื่องบินเครื่องนี้จะขึ้นบินได้ จะต้องอาศัยสิ่งที่สําคัญที่สุดคืออะไรครับ คือลมใต้ปีก ลมหรือบรรยากาศที่อยู่ใต้ปีก ที่พยุงเครื่องบินเครื่องนี้ให้บินขึ้นได้ ลมใต้ปีกที่ผมเปรียบเปรยนี้คือสภาวะหรือสถานการณ์ ทางการเมืองของประเทศนั่นเอง การเมืองของประเทศที่จะต้องมีการปฏิรูป อากาศ มีบรรยากาศหรือแอตมอสเฟียร์ (Atmosphere) เครื่องบินจะบินขึ้นได้ต้องมีลมใต้ปีกพยุง ให้ปีกขึ้นได้เครื่องบินก็จะบินขึ้นได้ เพราะฉะนั้นท่านจะปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กีฬา หรืออะไรก็แล้วแต่ จุด จุด จุด ไม่ได้เลยถ้าท่านไม่ปฏิรูปการเมืองเสียก่อน ผมผิดหวังนิด ๆ ที่ทางกรรมาธิการผู้ร่างข้อบังคับการประชุมของ สปท. บัญญัติให้มีกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อที่จะปฏิรูปเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน จริง ๆ ก็ไม่ได้ผิดหวังเสียทีเดียว แต่หวังว่า ท่านจะมีมากกว่า ๑ คณะเสียเลยในข้อบังคับ ไม่ต้องไปตั้งอีกคราวหน้าแล้ว หนึ่งในนั้น ซึ่งมาจากโพล (Poll) ของทั่วประเทศครับ ไม่ว่าโพล (Poll) อันไหน โพลสวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) โพลเอแบคโพล (ABAC Poll) อะไรก็แล้ว แต่เขาบอกเลย การปฏิรูปการเมืองอยู่ในระดับต้น ๆ ของ สปท. หรือ สปช. ที่ผ่านมาด้วยซ้ําที่จะต้องปฏิรูป เพราะฉะนั้นการเมืองคือลมใต้ปีกที่จะพยุงเครื่องบินประเทศไทยให้บินขึ้นได้เพื่อที่จะนํา ประเทศไทยออกจากห้องพักฟื้นหรือรีคัฟเวอรีรูม (Recovery room) ได้อย่างราบรื่น กลับเข้าสู่ห้องวีไอพี (VIP) ได้แล้วก็เติบโตปีกกล้าขาแข็งได้ในอนาคต เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องทําอย่างเป็นรูปธรรมเป็นอันดับแรกที่คนไทยเกือบทุกคนถ้าไปถามดูเขาบอกเลย สกัดมันเลยขออนุญาตใช้คําว่า มัน สกัดเขาเลย เขาคือใคร เขาคือผู้ก่อให้เกิดอนันตริยกรรม ในทางพระคือผู้ที่กระทําบาปกับประเทศ ทําบาปอย่างใหญ่หลวง ถ้าทางพระอนันตริยกรรม เหมือนการทําบาปขั้นสูงสุด ขั้นร้ายแรงถึงขั้น เช่น ปิตุฆาต มาตุฆาต ฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ เป็นบาปที่ไปนรกไม่ได้ ไปสวรรค์ไม่ได้ อย่าให้เขาได้เกิด เพราะฉะนั้นท่านได้ทําอะไร ที่ทําเอาไว้กับบ้านเมือง ทุจริตต่อหน้าที่ ทุจริตคอร์รัปชัน ทุจริตโกงกิน ทุจริตการเลือกตั้ง ถ้าหากมีผลทางกฎหมายแล้วด้วยคําพิพากษาของศาลหรืออะไรก็แล้วแต่ ต้องมีผลบังคับใช้ ไม่ต้องไปเคอะเขิน ไม่ต้องไปเกรงใจแล้ว สกัดเขาไม่ให้เข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต คําว่า ไม่ให้เข้าสู่การเมืองตลอดชีวิตนี้ท่านประธานครับ เป็นอะไรที่ยิ่งกว่ากลัว กลัวอะไรก็ไม่เท่า กลัวเขาบอกว่าไม่ให้เข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต โอเค (Okay) ครับอาจจะมีนอมินี (Nominee) เข้ามา แต่การที่สกัดไม่ให้เข้าสู่การเมืองตลอดชีวิต ไม่ใช่ ๕ ปีนะครับ คือตลอดชีวิต อันนี้เป็นสิ่งที่นักการเมืองกลัวที่สุด เพราะฉะนั้นการใช้ยาแรงอันนี้ถ้าเรารู้ว่าจุดอ่อนของนักการเมืองคืออันนี้ต้องหาทางทําเสีย เพราะฉะนั้นรูปธรรมที่จะเกิดขึ้นได้ใน ๖ : ๔ ๖ แรกของการร่างรัฐธรรมนูญนี่ทําเสียเลยครับ สกัดเขาเสียเลยเราระดมสมอง ระดมสติปัญญาทั้งหมดพี่อู้ได้ทําเอาไว้แล้ว ผมว่าอันนี้ อยากจะรวบรวมเป็นระดมรายชื่อส่งให้กับทางกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเราจะคุยกัน เรื่องรัฐธรรมนูญในสัปดาห์หน้าวันจันทร์ ซึ่งก็คงจะทัน แต่อยากให้มีผลเป็นรูปธรรม อย่างน้อยที่สุดรูปธรรมที่เราได้ศึกษาเอาไว้แล้วบวกกับสิ่งที่เราจะระดมสมองและส่งให้กับ ทางกรรมการผู้ร่างรัฐธรรมนูญ เขาอยากจะได้สิ่งที่เราเห็นระดมร่วมกันว่าเราจะนําไป ขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมได้ ง่ายที่สุดคือเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ต้องไปคิดเผื่ออีกปี ๒ ปี ๓ ปีข้างหน้า ๖ เดือนหน้านี่ละครับ เห็นหน้าเห็นหลังแล้วถ้าไม่ใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่รู้ จะใส่เมื่อไร เพราะว่าโอกาสทองอยู่ ณ ขณะนี้ใกล้แค่มือเอื้อมแล้วเขารออยู่ ถ้าหากว่าเรา ได้ทําสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณูปการอย่างเป็นรูปธรรมอันนี้ผมว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท้ายที่สุด ท่านประธานครับ ผมได้ฟังท่านผู้มีเกียรติหลายท่านอภิปรายในเรื่องของ นักการเมือง เรื่องของการโกงเลือกตั้งและเรื่องของการโกงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย ต้องขอกราบเรียนว่าเป็นสนิมเป็นปลวกที่กัดกร่อนประเทศไทยมานานมาก ๆ นานตั้งแต่ ผมเป็นเด็กจนโตขึ้นขณะนี้ผมก็ยังได้ยินเรื่องการโกงเลือกตั้ง การโกงเลือกตั้งนั้นมีจริง ผมเห็นกับตา ผมเคยได้ยินโดยสิ่งที่ผมสัมผัสนั้นผู้ใกล้ชิดสามารถเอาเงินมาให้ผมดูได้เลยว่า นี่คือสิ่งที่เขากลับบ้านไปแล้วครอบครัวเขาประมาณ ๑๔ คน ได้รับมาหัวละ ๔๐๐ บาท แล้วก็กลับมาพร้อมกับข้าวของเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องใช้มาใช้ในบ้าน การโกงเลือกตั้งนั้น ถ้าหากว่าเกิดขึ้นแล้วต้องเรียนว่าจะอาศัยมาตรการของ กกต. หรือกฎหมายอ่อน ๆ คงไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นมาตรการที่ทาง กกต. จัดทําขึ้นหรือทางผู้ร่างรัฐธรรมนูญจัดทําขึ้นในอนาคต ผมคิดว่าเหมือนกับเรื่องของการปราบทุจริตคอร์รัปชันคือต้องใช้ยาแรงก็คงใช้เวลาเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นประโยชน์มากนะคะ ดิฉันฟังมาตลอดเวลาก็เห็นว่า มาตรการที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ชุดการเมืองจะไปดูมันมีได้ทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาว มาตรการที่ทําได้ทันทีทันใดเลยก็คือที่ท่านวันชัย สอนศิริ พูดมาคือ เรื่องการรณรงค์ให้รังเกียจการทุจริต ซึ่งอันนี้เราสามารถมีเครื่องมือมีกลไกของ รัฐบาลทั้งหลายที่จะรณรงค์ ดิฉันว่าสาเหตุที่คนไทยยังยอมรับการโกงอยู่ก็เนื่องจากว่า สังคมไทยยอมรับคนรวย ยอมรับคนมีตําแหน่งโดยที่ไม่คํานึงเลยว่าความร่ํารวยหรือตําแหน่งนั้น มาโดยสุจริตหรือมาโดยทุจริต เพราะฉะนั้นเราจะแก้ที่รากฐานตรงนี้ที่ทัศนคติของคน ของสังคมด้วย มิฉะนั้นต่อให้เราร่างไว้ในรัฐธรรมนูญแต่ถ้าสังคมไทยยังเป็นอย่างนี้อยู่ คนไทยมีความเชี่ยวชาญในการหลบหลีกหลีกลี้หาช่องทาง แต่ดิฉันเห็นด้วยกับเปเปอร์ (Paper) ของท่านเลิศรัตน์ว่าเป็นเปเปอร์ (Paper) ที่มีคุณประโยชน์มาก และคิดว่าอันนี้ จะเป็นจุดที่นําส่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ชุดหนึ่ง ส่วนท่านอื่นที่พูดไปแล้ว และอยากจะเอาสิ่งที่ท่านพูด ถ้าท่านจะทําก็กรุณาเขียนส่งมารวมไว้ที่ฝ่ายเลขานุการเรา เพราะมันจะเป็นข้อมูลที่ดีในการทํางานตอนคณะกรรมาธิการเราเริ่มทํางานค่ะ มีท่านผู้ใด จะอภิปรายอีกไหมคะ ในเรื่องการปฏิรูปทางด้านการเมืองซึ่งเราใช้เวลามาประมาณ ๒ ชั่วโมงเศษ ๆ ทั้งหมดทั้งปวงนี้เป็นข้อมูลที่ดีนะคะสําหรับท่านผู้ที่จะไปเป็นกรรมาธิการปฏิรูปทางด้านการเมือง
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีผู้ใดอภิปรายอีกแล้วดิฉันก็ถือว่าเราได้ดําเนินหน้าที่มาครบถ้วนนะคะ ในเรื่องการปฏิรูปทางด้านการเมืองที่เราจะต้องอภิปรายวันนี้ สําหรับพรุ่งนี้จะเป็นอีก ๒ ด้าน ต่อไป ขอดําเนินการตามระเบียบวาระนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่กรุณาสละเวลาแล้วก็สละความคิดเห็น และแสดงความคิดเห็นที่ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสภานี้ และขอปิดประชุมค่ะ ขอบคุณค่ะ