สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วิทยา แก้วภราดัย หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำว่าหากไม่มีการปฏิรูปการเมืองปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่จบ และการปฏิรูปการเมืองควรเน้นการหาคนดีเข้ามาในทางการเมือง โดยกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครที่ไม่เคยทุจริตทางการเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยเสนอให้กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับสมาชิกพรรคการเมือง และพูดถึงการฝึกสอนสิทธิและหน้าที่ให้กับเด็กๆ เพื่อให้พวกเขารู้จักการเข้าแถวและไม่ยอมให้คนอื่นละเมิดสิทธิของตนเอง

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานสภาที่เคารพ ตัวแทนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมาร่วมชี้แจงที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านครับ เบื้องต้นผมขออนุญาต ที่จะเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกที่จบคําอภิปรายไปนะครับ แล้วก็เป็นคําสุดท้ายที่จบไปก็คือ ถ้าไม่พร้อมก็อย่าเลือกตั้ง เพราะถ้าเลือกตั้ง เราก็จะเผชิญปัญหาที่จะกลับมาวังวนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าปฏิรูปการเมืองไม่ได้ ปัญหาที่เราทําทุกเรื่องที่พูดเรื่องการปฏิรูปจะไม่จบ สักเรื่องครับ สปท. ที่ตั้งตรงนี้ขึ้นมาก็เพราะว่าเกิดจากปัญหาทางการเมือง เฉพาะปัญหา ทางการเมืองสะท้อนทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สะท้อนทั้งปัญหาทางคมนาคม สะท้อนปัญหา สิ่งแวดล้อม สะท้อนปัญหาบริหารระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดมันเกิดมาจาก กระบวนการทางการเมือง ถ้าปฏิรูปการเมืองไม่ได้เราก็เผชิญหน้ากับการเลือกตั้งที่สุ่มเสี่ยงครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกว่าไว้คือถ้าได้ทุนสามานย์เข้ามาอีกแล้วบ้านเมืองก็รอวันวินาศอีกรอบหนึ่ง ผมฟังข้อชี้แจงจากเพื่อนสมาชิกจากสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วมีข้อที่เห็นด้วยเกือบทุกประการครับ แต่ก็ค่อนข้างจะคิดว่าหลาย ๆ แนวทางที่เสนอไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา ผมผ่านการเลือกตั้งมา ๑๐ รอบแล้วครับ เดินอยู่ในสภานี้ ๒๐ กว่าปี มาตั้งแต่การเลือกตั้งหลาย ๆ อย่าง หลาย ๆ ระบบ หลาย ๆ แบบ จนถึงวันนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเผชิญหน้าเรื่องแรกก็คือ ร่างรัฐธรรมนูญเรื่องใดก็ตามที่ไปแตะวิธีการเลือกตั้งของนักการเมืองก็จะมีเสียงคัดค้านออกมา แล้วก็เสียงไม่เห็นด้วยออกมา เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดว่าการแก้ปัญหาการเมืองจะใช้ ระบบวันแมนวันโหวต (One man one vote) ทูแมนทูโหวต (Two man two vote) หรือจะพรรคการเมืองระบบสรรหาอะไรผมคิดว่าไม่ใช่สาระที่จะนําเสนอเพราะเป็นเรื่องที่ นักการเมืองจะโต้แย้งเพราะมันขัดกับผลประโยชน์ตัวเอง แต่สิ่งที่อยากจะได้ก็หลักการที่ ท่านกรรมาธิการนําเสนอว่าเราอยากได้คนดีเข้ามาในทางการเมือง เพราะฉะนั้นองค์ประกอบ ผมก็คิดว่ามีด้วยกัน ๕ องค์ประกอบ องค์ประกอบที่ ๑ ก็คือผู้สมัครอาสาตนเข้ามาในทาง การเมือง เราอยากได้เขาเป็นคนดี เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่จะกําหนดคุณสมบัติ ไม่ติดขัด จะเขียนไว้เลยถ้าทุจริตทางการเมืองตลอดชีวิตนี้อย่าให้เข้ามาอีกเลยครับ ยิ่งเป็นเรื่องดี แต่ท่านเขียนท่านอาจจะถูกกระทบกระทั่งกับบางคนที่โดนใบเหลือง ใบแดงและอยากเข้ามาอีก ไม่ต้องกลัวครับ กําหนดไปเลยครับ เพราะเราอยากได้คนดี เข้ามานําในทางการเมือง ได้คนไม่ดีเข้ามานําในทางการเมือง ท่านอํานวยก็เหนื่อยอีกครับ ถ้าผู้บริหารบ้านเมืองไม่ดีท่านก็ต้องมานั่งเจรจาอยู่หน้าสภา เผลอ ๆ ท่านก็โดนล้อมติด อยู่ใน บช.น. อีก เพราะฉะนั้นวิธีการเริ่มต้นก็คือกระบวนการหาผู้สมัคร

เรื่องที่ ๒ ที่ท่านเสนอถูกต้องพรรคการเมือง แต่การนําเสนอพรรคการเมือง มันต้องมีทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งท่านบอกว่าพรรคการเมืองนายทุนตั้ง คนจนตั้งพรรคการเมือง ไม่ได้ แล้วท่านเสนอว่าจะตั้งพรรคการเมือง ๑๕ คนตั้งได้ยิ่งจะไปกันใหญ่ครับ เพราะถ้าคนจน ๑๕ คนตั้งพรรคการเมืองได้นายทุนก็ตั้งพรรคการเมืองได้มากกว่า ๑๐ พรรคในเวลาเดียวกันด้วย คน ๑๕ คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพรรคการเมืองที่สําคัญทําอย่างไรให้เขาเป็นพรรคการเมือง ของประชาชน เขียนไว้ในกฎหมายเลยได้ไหมว่าพรรคการเมืองที่จะเป็นพรรคการเมืองได้ จะต้องมีสมาชิกพรรคอย่างน้อยครอบคลุมทุกจังหวัด และสมาชิกพรรคก็ไม่ใช่ไปจับนายหมู นายแมว เอาทะเบียนบ้านเลขที่สมัครอิออนแล้วก็มาลงเป็นสมาชิกพรรคก็อย่างนี้อย่า พอครับ ที่ผ่านมาอยู่บ้านดี ๆ เพื่อนส่งบัตรสมาชิกพรรคให้ต้องเลือกอย่างน้อยคนเป็น สมาชิกพรรคต้องมีความผูกพันกับพรรค เขาร่วมบริจาคกับพรรคได้ไหม คือถ้าพรรค ต้องไปจ่ายสตางค์ให้เขามาเป็นสมาชิกอันนี้เลิกทีครับ เอาให้แข็งไปเลยครับว่าประชาชน ที่จะก่อตั้งพรรคการเมืองได้ทุกคนต้องสละรายได้ตัวเองเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง อย่างน้อยทํางานปีหนึ่งครับ ช่วยพรรคการเมืองสักครึ่งวันเป็นข้อกําหนดเลย ผมได้ค่าแรง วันละ ๓๐๐ บาท ปีหนึ่งผมต้องบริจาคพรรคการเมือง ๑๕๐ บาท ครึ่งหนึ่งของรายได้ ๑ วันในรอบ ๑ ปี ถ้าผมมีรายได้ปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมก็บริจาคตามสัดส่วนนี้ไปได้ มีกําลังในการร่วมกับพรรคการเมืองจริง เป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้วก็ผมเป็นประสบการณ์มาเยอะ ก็คือ คนที่ดูแลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งครับ คณะกรรมการการเลือกตั้งของเรา เผชิญหน้าและตั้งขึ้นมาพบกับการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อการเลือกตั้งปี ๒๕๔๔ ครับ ปี ๒๕๔๔ กรรมการการเลือกตั้งเกิดขึ้นครั้งแรก หลังการเลือกตั้งเสร็จที่หน้า กกต. ที่อยู่ตึก ผมจําชื่อตึกไม่ได้ กลางกรุงเทพฯ แต่ตอนนี้ท่านย้ายแล้ว รอบ ๆ ตึกของท่าน มีทั้งเต็นท์แม่บ้าน มีทั้งหม้อหุงข้าว มีทั้งหม้อ ไห กระทะ วางเต็มใต้ทางด่วนเต็มไปหมด ร้องเรียนเรื่องทุจริตเลือกตั้งเรื่องแจกหม้อแจกไหครับ แล้วก็โดนใบเหลือง ใบแดงไป ระเนระนาดหมดครับ หลังจากนั้นก็มีเรื่องการจัดเลี้ยงครับ พอฟังแนวทางท่านจะเสนอว่า วันข้างหน้าเราจะควบคุมการเลือกตั้งโดยไม่ต้องทําป้าย เราจะจัดเวทีกลางให้ จะจัดโน่นจัดนี่ให้ ผมบอกได้เลยครับว่า กกต. ทําล้มเหลวมาหมดแล้วครับเรื่องนี้ เวทีกลาง กกต. ไม่เคยมีใครไปปราศรัย แล้ว กกต. ก็ต้องเอาสตางค์ไปขนคนมาฟังเขาปราศรัย กกต. กําหนดเวลาเหมือนกําหนดในสภานะครับว่าผู้แทนคนละ ๑๐ นาที ๑๐ นาที ให้แนะนําตัวเอง จบครับ ไม่มีชาวบ้านที่ไหนเขามาฟังปราศรัย ล้มเหลวหมดเวทีกลาง ของ กกต. ต้องมาขอร้อง ผมบอกได้เลยครับว่าผมเป็น ส.ส. สมัครมา ๑๐ ครั้ง กกต. ต้องมาขอร้องให้เข้าไปร่วมเวทีด้วย เพราะถ้าไม่มีพวกมืออาชีพอย่างพวกผมไม่มีใครฟัง อันนี้ไม่ได้พูดเล่นนะครับ เป็นเรื่องจริงที่เกิดในเวที ท่านไม่ต้องไปกําหนดเขาเลยครับ รถแห่ แห่เข้าไปเถอะครับ อยากแห่กี่คัน คุมค่าใช้จ่ายไว้ให้ได้ ป้ายจะทํากี่ป้ายทําไปเถอะครับ อย่าให้เลอะเทอะบ้านเมือง คุมให้ได้อย่างเดียวอย่าซื้อเสียงครับ กกต. ตั้งแต่ตั้งมาครับ จับหม้อ ไห กระทะ กับจัดเลี้ยง ออกใบเหลือง ใบแดงมาตลอด ถามดูว่าตั้งแต่ตั้ง กกต. จับซื้อเสียงได้กี่ราย จับได้ที่จําได้กันทั้งประเทศก็ ๑๒๐ บาท เหน็บสตางค์ละครับ สุดท้าย ผลการตัดสินเป็นอย่างไร สรุปว่า กกต. ทําอะไรครับ เป็นองค์กรที่ขึ้นมายิ่งเทอะทะครับ เขาทํา ๓ เรื่องครับในคนคนเดียว ๑. จัดการการเลือกตั้ง เดิมการจัดการเลือกตั้งอยู่ที่ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครองจัดการการเลือกตั้งทั่วประเทศ ผมจําได้สมัยก่อนหน้าโน้น ก็ปีละประมาณไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาทสําหรับการจัดการเลือกตั้ง กกต. ก็รับหน้าที่ ในการจัดการเลือกตั้ง ทําพิมพ์บัตรเองทั่วประเทศแจกทุกหน่วยเลือกตั้ง หากรรมการเอง ๒. กกต. ทําหน้าที่กํากับการเลือกตั้ง คือไปจัดให้คนมานั่งลงบัตรคะแนนเสร็จแล้วตัวเอง ก็ไปกํากับว่าใครเลือกตั้งทุจริต ใครซื้อเสียงใครขายเสียง กรรมการเลือกตั้งจะโกงหรือไม่โกง ตัวเองเป็นคนกํากับหมด กํากับเสร็จมีอะไรอีกครับ เป็นตุลาการการเลือกตั้ง ตัดสินว่า ใบเหลือง ใบแดง ตัดสินว่าก่อนเลือกตั้งออกใบเหลือง ใบแดง หลังเลือกตั้งออกใบเหลือง ใบแดง สุดท้ายเกิดขึ้นคืออะไรครับ จัดการการเลือกตั้ง กํากับการเลือกตั้ง แล้วก็ตุลาการตัดสิน การเลือกตั้ง จนถึงวันนี้ครับ มีกี่คดีที่เราป้องกันการซื้อเสียงได้ พอเราป้องกันการซื้อเสียงไม่ได้ ก็เผชิญหน้าอย่างนี้นะครับ และตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ เป็นต้นมาอย่างที่ท่านอํานวยว่า เราเห็นพรรคการเมืองที่นายทุนลงมาเล่นการเมือง และลงทะลักทะลายลงมาเรื่อย ๆ และสุดท้ายกลายเป็นวิกฤติทางการเมือง เกิดขึ้นพร้อมกับ กกต. ครับ ที่เราป้องกัน การซื้อเสียงแล้วก็การซื้อเสียงหนักยิ่งขึ้น ๆ วันนี้ผมไม่ได้กลัวนักการเมืองที่ติดป้ายเยอะครับ ไม่ได้กลัวนักการเมืองที่ปราศรัยเก่ง แต่ผมกลัวนักการเมืองที่ไม่ทําอะไรเลย จ่ายสตางค์ ๆ จนไม่ได้สตางค์ เงินไม่มากาไม่เป็น นี่คือประการที่ ๓ ครับ กกต.

เรื่องที่ ๔ ครับ ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งประชาชน แน่นอนครับ จะตั้งสถาบัน การศึกษาอะไรก็ตามครับ ผมคิดว่าถึงช้าก็ต้องทําครับ แล้วก็ต้องทําเตรียมให้ดีที่สุดครับ วันนี้ทําเตรียมตั้งแต่เด็กเข้าโรงเรียนอนุบาลเลยครับ สร้างคนรุ่นใหม่สําหรับชาตินี้ คนที่นั่ง ระเนระนาดอยู่บางทีก็ต้องปล่อยให้ไปกับกาลเวลา ฝึกเด็กรุ่นใหม่เราได้ไหมครับ ให้รู้จัก สิทธิหน้าที่ที่ท่านกล่าว สิทธิอะไรบ้างครับ สอนให้เด็กชั้นประถมเข้าแถวเป็นได้ไหมครับ รู้จักเข้าแถวว่ามาก่อนไปก่อน มาทีหลังไปทีหลัง แค่นี้ครับ ถ้าคุณฝึกเด็กได้ตั้งแต่ชั้นประถม นะครับ ขึ้นมาถึง ป. ๑ ป. ๒ เด็กทุกคนจะเข้าแถวหมด เข้าโรงอาหาร เข้าโรงหนัง ขึ้นรถเมล์ เอากระป๋องไปหยิบน้ํา เข้าแถวหมด และเด็กต้องไม่ยอมให้คนอื่นละเมิดสิทธิตัวเอง สอนให้ลูกศิษย์เข้าแถวนะครับ ถ้ามีใครมาแซงแถวแม้แต่คนเดียวทั้งแถวจะต้องไม่ยอม เพราะสังคมไทยมักจะธุระไม่ใช่ ไม่รังแกคนอื่น ไม่ข้ามสิทธิคนอื่น และคนอื่นข้ามสิทธิตัวเอง ก็ธุระไม่ใช่ วันข้างหน้าต้องสอนคนครับ อย่ายอมสําหรับคนชั่ว คนอภิสิทธิ์ชน เพราะฉะนั้น นี่เป็นเรื่องที่ ๔ ครับ คือท่านประธานถ้ามองว่าผมเลอะเทอะแล้วท่านห้ามได้ครับ แต่ว่า ถ้าผมคิดว่าพอจะพาแนวทางในการปฏิรูปไปได้ท่านก็ฟังต่ออีกนิดไม่เป็นไรครับ