สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรรมการประสานงาน และขอให้ปรับเปลี่ยนข้อบังคับให้สอดคล้องกับข้อบังคับอื่น ๆ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี ประธานกรรมาธิการ กราบเรียนท่านสมาชิกที่เสนอความเห็น อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ตั้งแต่คุณหมอพรพันธุ์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับ กรรมการประสานงาน ซึ่งจะสอดคล้องกับท่านสุรชัยนะครับ ต้องกราบเรียนครับว่าในส่วน ของกรรมการประสานงานมีคํานิยามกําหนดไว้ แต่ถามว่าทําไมไม่เป็นกรรมาธิการ ต้องกราบเรียนครับว่าในเรื่องเกี่ยวกับประสานงานถ้าเรา ไปติดยึดอยู่ระบบของกรรมาธิการมันก็จะเหมือนที่ผ่านมาว่ากรรมาธิการเวลาจะทํางาน ก็จะติดยึดไปด้วยระเบียบการประชุมเรื่องเกี่ยวกับญัตติ เรื่องการขออภิปราย เรื่องการสงวน อะไรต่าง ๆ แล้วก็จะประชุมกันสัปดาห์ละ ๑ ครั้งโดยส่วนใหญ่ แต่ในการประสานงาน ดังกล่าวในข้อบังคับนี้ได้เปลี่ยนรูปแบบใหม่ว่าการประสานงานนั้นไม่ใช่ประสานแค่ในสภา เท่านั้น การประสานงานก็คือต้องประสานกับแม่น้ําสายอื่น ๆ และในการประสานงานนั้น จะต้องมีเจ้าภาพเป็นคนตั้งกรรมการประสานงานขึ้นมา แต่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน จากการที่ ประชุมแม่น้ํา ๕ สายดังกล่าวนั้นการประสานงานของแม่น้ําทั้ง ๕ สายก็อาจจะมีกรรมการ ประสานงานขึ้นคณะหนึ่ง แต่ใครจะเป็นผู้ตั้งยังไม่ชัดเจน ดังนั้นในการจะทํางานประสานงาน ในข้อบังคับดังกล่าวที่ทําไว้จึงจัดทําในรูปแบบของกรรมการ ซึ่งกรรมการนี้ประธาน ท่านจะเป็นคนกําหนด ส่วนการทํางานก็จะดูว่าจํานวนที่จะเป็นกรรมการก็ยังไม่ชัดเจน ถ้าหากว่าตั้งมาแล้วเขาก็จะไปประสานงานกับคณะอื่น ๆ เป็นคณะกรรมการประสานงาน ร่วมกันของหลาย ๆ ฝ่ายในแม่น้ําแต่ละสาย อันนี้ก็คือเหตุผลของการที่ตั้งกรรมาธิการ แล้วก็จะมีความสะดวก กรรมการนั้นสามารถประชุมได้ทุกวัน สามารถประชุมได้ทุกเรื่อง ทุกประเด็น อันนี้เพื่อการที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ติดยึดกับรูปแบบของกรรมาธิการ ส่วนท่านที่ ๒ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ท่านเสนอว่าในข้อบังคับวรรคแรกบอกว่า ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แต่ในนี้ไม่ได้เขียนคําว่า ให้มี คือสภาปฏิรูปมีอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกตั้งไว้แล้ว และถูกตั้งให้แล้ว ที่ประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้เองก็มีมติ ให้ไปทําข้อบังคับ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีคําว่า ให้มี อยู่ แล้วก็ในส่วนของคําว่ารัฐธรรมนูญนั้น คํานิยามนี้หมายความว่าอย่างนี้ครับ คําว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนอยู่ในข้อบังคับฉบับนี้ เมื่อเอ่ยถึงคําว่ารัฐธรรมนูญในเนื้อหาข้างในในข้อใดก็ตาม ก็จะหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ ชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ กับที่แก้ไขเพิ่มเติม ปี ๒๕๕๘ ก็หมายความอย่างนี้เท่านั้น ไม่ได้ไป คํานึงถึงว่าจะต้องไปมีการแก้ไขต่อไปในอนาคต เพราะว่าเราใช้ข้อบังคับนี้ รัฐธรรมนูญนี้มี ๒ ฉบับเท่านั้น ก็เลยให้คํานิยามเอาไว้เท่านี้นะครับ ส่วนอาจารย์ดุสิตก็เป็นข้อเสนอเฉย ๆ ไม่มีอะไร ส่วนท่านเฉลิมชัย เครืองาม ท่านก็เสนอว่าข้อบังคับดังกล่าวในคณะกรรมาธิการ สามัญที่ตั้งไว้ท่านเสนอว่าน่าจะเป็นวิสามัญ ต้องกราบเรียนว่าเหตุผลที่เป็นสามัญ หมายความว่าคณะกรรมาธิการที่ถูกสภาตั้งขึ้นโดยที่มีสมาชิกเท่านั้นเป็นคณะกรรมาธิการ ถ้าคณะใดที่มีคนนอกมาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการด้วยก็จะเรียกคณะกรรมาธิการนั้นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่ที่กรรมาธิการยกร่างข้อบังคับเสนอว่าเป็นสามัญก็ด้วยเหตุผลว่า เดิมที สปช. ได้ถูกตั้งขึ้นมาแล้วมีเจตนาในส่วน คสช. เองโดยเฉพาะท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม นามสกุลเดียวกับท่านนะครับ ท่านก็เสนอไว้ว่าในการทํางานของกรรมาธิการนั้น น่าจะมีคนที่เคยสมัครเป็น สปช. ในรอบแรกแล้วไม่ได้ ก็เว้นจํานวนไว้เพื่อที่จะให้เข้ามา ช่วยกันทํางานก็เลยตั้งเป็นวิสามัญไว้ แต่พอมาทําหน้าที่ในระยะหนึ่งเห็นว่า สปช. นั้น มีจํานวนถึง ๒๕๐ คน แล้วก็สามารถทํางานได้เป็นอย่างดีก็เลยไม่ได้เชิญบุคคลในรอบแรก ดังกล่าวนั้นเข้ามาเป็นกรรมาธิการด้วย ชื่อมันก็เลยติดว่าเป็นกรรมาธิการวิสามัญ แต่ในการ ทําหน้าที่ดังกล่าวนั้นก็เป็นกรรมาธิการซึ่งเป็นสมาชิกของ สปช. ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในคราวนี้เจตนารมณ์เช่นนั้นก็ไม่มีที่จะให้มีคนนอกเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญ ได้แก้ไขจากสมาชิก สปช. ๒๕๐ คน ให้เหลือสมาชิก สปท. ๒๐๐ คน นั่นคือลดจํานวนลง ประการที่ ๒ จากการประชุมแม่น้ํา ๕ สาย สปช. เคยกําหนดให้มีคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะ บวกวิสามัญ ๕ คณะ เท่ากับ ๒๓ คณะ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกําหนดแนวทาง เอาไว้ว่าต้องการที่จะให้มีการแบ่งงานนั้นเฉพาะด้านต่าง ๆ ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ ก็คือมี ๑๑ ด้าน ดังนั้นคณะกรรมาธิการก็จะลดจํานวนลงเหลือ ๑๑ คณะ เป็นสามัญ ๑๑ คณะ บวก ๑ คณะ ก็คือวิสามัญเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน อันนี้คือลดจํานวนคนลง แล้วที่ลดจํานวนลงจาก ๒๕๐ คน มา ๒๐๐ คน ก็คือต้องการเจตนาให้สมาชิก ๒๐๐ ท่าน เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นคนมีสิทธิเต็มที่ในการตัดสินใจในเรื่องของการขับเคลื่อน ส่วนถ้าหากว่า ท่านประสงค์หรือต้องการให้บุคคลอื่นหรือคนมีความรู้ความสามารถอื่นเข้ามาช่วยเหลืองาน ประการแรก ท่านสามารถเชิญท่านมาได้ ท่านสามารถให้มาแสดงความคิดเห็นได้ แต่ข้อสําคัญเราก็ไม่ได้ตัดทิ้งในเรื่องนี้ ก็หารือกับท่านรองประธานอลงกรณ์ ขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านก็เห็นว่ายังมีความจําเป็นที่จะให้มีคนหรือบุคคลอื่นซึ่งมีความรู้ ความสามารถมาช่วย ซึ่งเดี๋ยวจะเสนอต่อไปว่าเป็นที่ปรึกษาอย่างที่กราบเรียนท่านไป เป็นผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการในคณะกรรมาธิการ แต่คนเหล่านี้คือเข้ามาช่วยงานครับ แต่อํานาจการลงมติการตัดสินใจก็ยังอยู่ที่กรรมาธิการอยู่ เราก็จะได้บุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยงานได้ แล้วข้อสําคัญก็คือการทํางานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็จะขับเคลื่อนโดยความรับผิดชอบของสมาชิกของพวกท่านทั้งหลายจะเป็นแกนนํา ในการขับเคลื่อนแล้วก็ขับเคลื่อนไปทุก ๆ ส่วน ทั้งระบบงานราชการ หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ แต่ท่านจะเป็นหลักครับ เพราะฉะนั้นโดยเหตุผลทั้งหมดก็เลยกําหนด คณะกรรมาธิการไว้ว่าเป็นกรรมาธิการสามัญประจําสภา ก็คือให้สมาชิกทุกท่านช่วยกัน ในการปฏิรูปไปพร้อม ๆ กัน อันนี้ก็คือส่วนที่ท่านเฉลิมชัยได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ ส่วนท่านสุรชัย ก็พูดเรื่องการประสานงานไปแล้วนะครับ ส่วนที่ท่านเป็นห่วงนะครับ เดี๋ยวกราบเรียน อ่านนิดหนึ่ง ที่ท่านเสนอความเห็นว่าที่ท่านประธาน สปท. บอกว่ามีงานมากมาย ก็ต้องกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแกนนําอยู่ที่ท่านประธาน เป็นหลัก แล้วมาคราวนี้ท่านประธานก็จะมีบทบาทมากในการที่จะทําให้การขับเคลื่อนนั้น สัมฤทธิผล ในข้อบังคับจึงใช้ตัวประธานท่านเป็นตัวเชื่อมในการทํางานของหลาย ๆ ฝ่าย แต่การทํางานนี้เองท่านอย่าไปกังวลครับ เพราะว่าท่านประธานได้กราบเรียนหารือท่านแล้ว ท่านเป็นนักบริหารครับ ท่านสามารถที่จะตั้งกรรมการมาช่วยงานท่านได้ แล้วก็จะแบ่งงาน ให้กับสมาชิกที่มาช่วยงานท่าน หรือกรรมการที่ท่านตั้งขึ้น เพราะฉะนั้นในส่วนงานต่าง ๆ เหล่านี้ท่านก็สามารถจะจัดการบริหารได้ ส่วนการตั้งประธานกรรมาธิการ ถ้าหากว่า ท่านดูในข้อ ๗๕ กรรมาธิการหรือตําแหน่งต่าง ๆ ข้อ ๗๕ มีความชัดเจนว่าหลังจากที่การประชุม แม่น้ํา ๕ สายแล้วการทํางานต้องไปในแนวทางเดียวกัน ข้อบังคับจึงบอกว่าเพื่อให้การทํางาน ของสภาดําเนินการไปอย่างมีประสิทธิภาพและให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นก็เลยต้องกําหนดเอาไว้ว่าการทํางานไปในทางเดียวกัน พายเรือลําเดียวกัน ไปทิศทาง เดียวกัน ต้องมีการประสานงานร่วมกัน ก็เลยมอบความไว้วางใจทั้งหมดให้กับท่านประธานสภา ท่านประธานสภาท่านก็คงมีกระบวนการในการที่จะได้บุคคลมาลงตําแหน่ง ส่วนการทํางานนั้น ผมเชื่อว่ามาในวันนี้แล้วแม้ว่าจะแบ่งกรรมาธิการใครจะอยู่ตําแหน่งใดก็ตาม ผมเชื่อว่า แต่ละท่านมีความพร้อมใจกันในการที่จะเดินไปในแนวทางเดียวกัน ตําแหน่งก็เป็นเรื่องที่ ประธานท่านจะเป็นคนกําหนด แล้วท่านก็จะเป็นผู้ที่คอยประสานงานกับทุก ๆ ฝ่าย ถ้าจะทํางานไปด้วยกันแล้วก็ไปในแนวทางเดียวกันการขับเคลื่อนก็จะสําเร็จ อันนี้ ก็เลยเป็นที่มาว่าท่านประธานคือคนรับผิดชอบในการจะเลือกตัวบุคคล คราวนี้จะไม่เหมือน คราวก่อน ๆ ก็คือการทําหน้าที่ทําได้อย่างเต็มที่ แต่มีความเป็นอิสระในเรื่องการแถลง อะไรต่าง ๆ มิฉะนั้นพออนุกรรมาธิการแล้วประชุมกันครั้งหนึ่งก็ไปแถลงกันครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็กลายเป็นไปในนามของสภาไป พอเวลาออกไปทางสาธารณชนแล้วกลายเป็นสภา ทําอย่างนั้นอย่างนี้ทั้งที่บางครั้งยังไม่ได้ผ่านมติอะไรของสภาเลยนะครับ ก็เลยต้อง ไปจํากัดหน้าที่กันไว้ตรงนั้น อันนี้ก็คือส่วนที่ไม่ทราบว่าได้ตอบหมดหรือเปล่านะครับ แต่เข้าใจว่าน่าจะครบถ้วนกระบวนความเพื่อให้ท่านสมาชิกสบายใจได้ว่าข้อบังคับฉบับนี้ เป็นข้อบังคับที่ก่อให้เกิดการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ขอบพระคุณครับ