สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

สมพงษ์ สระกวี หารือเรื่องการเมืองที่ท้าทายสังคมไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูป กกต. และการลดการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง แต่กล่าวว่าปัญหาการเมืองของสังคมไทยไม่ใช่แค่การซื้อเสียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพการเมืองที่ทำให้คนชั้นล่างเข้าร่วมทางการเมืองอย่างมากและเรียกร้องความเสมอภาค ความยุติธรรม และประชาธิปไตย

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมพงษ์ สระกวี สปท. ๑๖๑ นะครับ ท่านประธานครับ เรื่องการเมืองนั้นท้าทายสังคมเราที่ต้องการการปฏิรูป อย่างสําคัญยิ่ง ซึ่งเพื่อนสมาชิกอาจจะพูดถึงเรื่อง กกต. เรื่องการปฏิรูป กกต. เพื่อให้จัด การเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม สําหรับผมแล้วเห็นว่ายังเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ไม่สําคัญนะครับ แต่ กกต. นั้นก็ได้มีบทบาทเป็นนวัตกรรมใหม่มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ ซึ่งบัดนี้ก็ ๒๐ ปีผ่านไป กกต. ก็ผ่านไปหลายยุคหลายสมัย กกต. บางสมัยผมจําได้ในตอน เลือกวุฒิสมาชิก สมัยผมนั้นหลายจังหวัดเลือกกันตั้ง ๔-๕ หนกว่าจะได้วุฒิสมาชิกครบ คําขวัญของ กกต. ยุคแรกที่จะไม่ยอมให้คนชั่วเหยียบตีนบันไดสภาก็ได้มีผลงานอยู่ไม่น้อย และหลังจากนั้นก็ได้มีพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมา ก็ได้วางแนวทางการปฏิรูป กกต. ไว้หลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่จะเป็นพัฒนาการที่มีประโยชน์ ท่านประธานครับ ผมจึงไม่ค่อยจะหนักใจเรื่องว่าการเลือกตั้งจะไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรมภายใต้ ตราบใดที่เรายังมี กกต. อยู่ แต่ที่ผมหนักใจนะครับ ท่านประธานครับ ก็คือคําพูดหรือวาทกรรม เรื่องการเลือกตั้งคือการซื้อเสียง หรือสังคมไทยมีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬารเป็นเรื่อง ซึ่งผมได้ยิน ถ้าประชาชนทั่วไปพูดก็พอฟังได้ว่าเขาเข้าใจเช่นนั้น แต่บางทีเพื่อนนักการเมือง ซึ่งอยู่สภาผ่านการเลือกตั้งมานับ ๑๐ หน อยู่ในสภา ๒๐-๓๐ ปี ต้องมาบอกกับสังคม บอกกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติว่าเราเห็นทีจะต้องจัดการเรื่องการซื้อเสียงกันอย่างสําคัญเสียแล้ว เพราะเรื่องนี้มันเลวร้ายจนประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการเลือกตั้งที่มโหฬาร เรื่องการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง อย่างมโหฬาร หรือการเลือกตั้งทีไรก็ซื้อเสียงกันทีนั้น เป็นหลุมดําของสังคมไทยที่หาทาง หลุดรอดได้ยากนั้น ในความเห็นของผมนั้นผมยังเห็นว่าพัฒนาการทางการเมือง ของสังคมไทยนั้นได้ก้าวผ่านการซื้อเสียงไปอย่างสําคัญแล้ว ท่านประธานครับ ถ้าที่บ้านผม ซึ่งเป็นบ้านท่านวิทยาด้วยคือที่ภาคใต้จะมีสํานวนอยู่คําหนึ่งครับ ก็คือใช้คําว่า เสาไฟฟ้า ไปลงก็ชนะ การเมืองภาคใต้ครับท่านประธาน มีนายทุนไหม มีคนมากบารมีไหม มีคน มากบริวารไหม มีครับ แล้วผู้คนเหล่านั้นก็ลงเลือกตั้งเสมอ ๆ คนรวยก็ลง คนบารมี นักเลงมาก ก็ลง แต่เขามักจะแพ้พรรคประชาธิปัตย์เสมอครับ พรรคประชาธิปัตย์จะชนะภาคใต้ อยู่เสมอ ๆ ดังนั้นจนกล่าวกันว่าลงการเมืองภาคใต้เสาไฟฟ้าลงก็ชนะ บอกถึงอะไรครับ ท่านประธาน บอกถึงว่าแสดงว่าภาคใต้ไม่มีการซื้อเสียง เอาละพอภาคใต้ไม่ซื้อเสียง พวกคนกรุงที่ชอบพูดบอกว่าเลือกตั้งแล้วซื้อเสียง เลือกตั้งแล้วซื้อเสียง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นว่า กกต. หรือนักการเมืองคนไหนจะมาบอกว่าการเลือกตั้งของคนกรุงมีการซื้อเสียงกันอย่าง โสมมและมโหฬารดังที่สังคมได้กล่าว ดีไม่ดีภาคภูมิใจเสียอีกว่าคนกรุงการซื้อเสียงน้อย เพราะคนกรุงมีฐานะหรือว่ามีการศึกษาดี เอาละผมอนุมานว่าคนกรุงปัญหาการซื้อเสียง อย่างมโหฬารก็ลดน้อยลง คนใต้ไม่ซื้อเสียง คนกรุงการซื้อเสียงมโหฬารไม่เกิด หันไปทางไหนดี ก็ชี้ไปที่บ้านเพื่อน ก็คือชี้ไปที่อีสาน อีสานคนยากจนต้องขายเสียงแน่ ๆ ซื้อเสียงกัน แน่ ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมมีเพื่อน ส.ว. อยู่คนหนึ่งเป็นมหาเศรษฐีระดับ หลายหมื่นล้านบาท เป็นเพื่อน ส.ว. เลยนะครับ เป็นนักการเมืองด้วย มีเกียรติภูมิด้วย ท่านประธานครับ ไปลงเลือกตั้งที่อีสาน เธอมาบอกผมบอกว่าเธอสาปส่งการเลือกตั้งที่อีสาน แล้วจะไม่ลงอีกต่อไปแล้ว เพราะเธอทําความดีทุกอย่าง และที่เธอต้องสาปส่งการเลือกตั้ง ที่อีสานเพราะอะไรครับท่านประธาน ท่านบอกว่าท่านไปแพ้อ้ายไพร่เสื้อแดง เป็นยามแท้ ๆ ท่านเจ็บปวดมาก ในการที่ไปแพ้อ้ายไพร่เสื้อแดงหรืออ้ายยามเสื้อแดงที่อีสาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประชาชนอีสานได้กลายเป็นคนที่ตื่นตัวทางการเมือง ตื่นตัวมากพอจนท่านต้อง กล่าวถึงท่านกํานันสุเทพ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ท่านกล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นไม่ได้แพ้พรรคเพื่อไทย แต่ได้แพ้กับคนเสื้อแดง ท่านประธาน ที่เคารพครับ วาทกรรมเรื่องการเลือกตั้งแล้วต้องซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร แล้วก็ต้องโกงกัน อย่างมโหฬาร โดยไม่มองหน้าว่ามี กกต. อยู่ในประเทศนี้นั้น เป็นวาทกรรมที่ผมอยากให้ เบา ๆ ลงหน่อย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เผชิญหน้าการเมืองบ้านเราในวันนี้มันไม่ใช่ เรื่องการซื้อเสียงหรือไม่ซื้อเสียงแล้ว ประชาชนได้ตื่นตัวเข้าร่วมทางการเมืองอย่างขนานใหญ่ พลิกฟ้าคว่ําแผ่นดิน สภาพการเมืองที่เผชิญหน้าเราอยู่ขณะนี้นั้นนี่นะครับ ได้ท้าทาย และเปลี่ยนโฉมไปที่จะต้องหาคําตอบเพื่อการปฏิรูปอย่างสําคัญ คนชั้นล่างได้เข้าร่วม ทางการเมืองอย่างเอาเป็นเอาตาย คนชั้นล่างเรียกหาความเสมอภาค เรียกหาความยุติธรรม คัดค้าน ๒ มาตรฐาน เรียกหาประชาธิปไตยที่กินได้ วาทกรรมของนักวิชาการหรือพวกที่ ต่อต้านประชาธิปไตยที่บอกว่าประชาธิปไตยเลอะ อ๋อ ก็แค่ไปกาบัตร ๒ นาทีแล้วจบสิ้นลงนั้น ไม่จริงในหมู่ประชาชนเสียแล้ว ประชาชนคาดหวังถึงระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ ประชาชน คนคาดหวังถึงอํานาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เสียงที่ดัง ๆ แบบนี้ไม่ได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทยในมาตรา ๓ หรอกหรือครับ ที่บอกว่าอํานาจ อธิปไตยต้องเป็นของปวงชน แล้วก็ที่บอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สิ่งนี้กําลังท้าทายอยู่กับสิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้ว เพราะบางทีสวนดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ท่านประธานครับทําสํารวจเมื่อวานซืนบอกว่าประชาชนเห็นด้วยถ้าจะต้องปิดประเทศ เพื่อเห็นแก่ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ถ้าเป็นอย่างนี้ผมคิดว่าคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญอาจจะต้องเขียนใหม่นะครับ ถ้าเขียนตามดุสิตโพล (SUAN DUSIT POLL) ก็คือมาตรา ๓ ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไรก็ได้ที่ทําให้ประเทศมั่นคง บ้านเมืองสงบสุข ประชาชนกินดีอยู่ดี โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ไม่ใช่ครับ ประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเชื่อมั่น ในการกาบัตรว่าสามารถทําให้บริสุทธิ์ ยุติธรรมได้ ระบอบประชาธิปไตยที่ค้ําประกันสิทธิ ความเสมอภาค ภราดรภาพ ความยุติธรรม รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และระบอบประชาธิปไตยที่กินได้ สิ่งนี้ต่างหากที่รอการปฏิรูปของประเทศนี้ ไม่ใช่รอแต่เรื่อง ปรับปรุง กกต. เพื่อขจัดการซื้อเสียงอันมโหฬารเสียแล้ว สังคมเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ผมโตมาที่ภาคใต้ ผมนี่เวลาใครพูดเรื่องการซื้อเสียงมโหฬารผมนึกไม่ออกจริง ๆ ครับ เพราะว่าผมเคยแต่เลือกตั้งอยู่ที่ภาคใต้ มาบัดนี้ผมไปได้ฟังพวกกรุงเทพฯ บอกว่ากรุงเทพฯ ก็ซื้อเสียงน้อย มาบัดนี้ผมไปฟังพวกอีสานก็บอกว่ารับเงินมา แต่กาอีกพรรคหนึ่ง การเมืองได้เปลี่ยนไปอย่างมหาศาลทีเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็หวังว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะในสายการเมืองคงจะได้ สืบต่อแนวความคิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ทําไว้แล้วทั้ง ๔ ด้านให้เป็นประโยชน์ต่อไป และผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ท้าทายที่เราจะปฏิรูปเรื่องการเมืองของประเทศนี้อย่างสอดคล้อง กับความเป็นจริง ไม่ใช่วาทกรรม ขอบคุณครับ