สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

คํานูณ สิทธิสมาน พูดถึงการปฏิรูปการเมือง โดยมุ่งเน้นไปที่การขจัดสิ่งที่เรียกว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเขาเห็นว่าระบอบการเมืองของไทยมีอยู่แต่เผด็จการหรือประชาธิปไตย และระบอบเผด็จการทหารก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นได้

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็อภิปรายประเด็นปัญหาการเมือง อุณหภูมิต้องสูงขึ้นหน่อยนะครับ เพราะว่าในห้องนี้ออกจะเย็นไปสักนิดหนึ่ง บังเอิญที่ผม ต้องมาอภิปรายตามหลังท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่านนะครับ ท่านประธานครับ ผมว่าหัวใจ ของการปฏิรูปการเมืองท่าน สปช. ที่เป็นตัวแทนก็ได้สรุปมามากพอสมควรนะครับ แต่ผม อยากจะบอกว่าหัวใจที่สุดจริง ๆ ก็คือการปฏิรูประบอบการเมือง หลักการปฏิรูประบอบ การเมืองคืออะไรครับ ก็คือการขจัดสิ่งที่เรียกว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาที่มาในคราบของ ระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ หรือว่ายกคําพูดของ อย่าหาว่าผมโหนท่านนายกรัฐมนตรีเลยนะครับ แต่ว่าก่อนที่ผมจะอาสาเข้ามาเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว ผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ซึ่งท่านเป็นหัวหน้า คสช. ด้วยนะครับ ท่านได้พูดในวาระคิกออฟ (Kickoff) การคัดเลือกสมาชิก สปช. ที่สโมสร กองทัพบกนะครับ ในช่วงเดือนสิงหาคม ๒๕๕๗ ครับ ขออนุญาตอ่านสักนิดนะครับ ท่านประธาน ท่านกล่าวว่าเรื่องอํานาจเผด็จการรัฐสภาบางคนกล่าวว่าไม่ได้มีแต่เผด็จการทหาร แต่มีเผด็จการรัฐสภาด้วย เรื่องนี้จะต้องไปดูเพื่อให้เกิดเสถียรภาพ ก็คือหมายถึงว่าท่านก็ฝาก ให้ สปช. ที่จะเกิดขึ้นไปดู ซึ่งอาจจะรวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าชุดเก่าหรือชุดใหม่ ก็แล้วแต่ด้วยนะครับ อีกตอนหนึ่งนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกล่าวว่าผู้รู้เขียนมาว่า ระบบรัฐสภาสมัยก่อนเป็นอํานาจคู่ รัฐสภาและรัฐบาลมีอํานาจแยกกันอยู่มาเป็นร้อย ๆ ปี ที่มีประชาธิปไตย หลังจากนั้นก็มี ส.ส. มีพรรคการเมือง จนกลายเป็นอํานาจเดี่ยว กลายเป็น ว่าสมัยก่อนสภาคุมรัฐบาลได้ แต่วันนี้สภาคุมรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมาก ในสภาไม่ว่าพรรคเดียวหรือหลายพรรคร่วมกัน รัฐบาลและรัฐสภาจึงกลายเป็นองค์กร เดียวกันในทางปฏิบัติ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้ให้สัมภาษณ์ซ้ําอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ขออนุญาตไม่โควท (Quote) มานะครับ แล้วก็มีอีก ๒-๓ ครั้งที่พูดต่างกรรมต่างวาระ ที่พูดในที่ประชุมแม่น้ํา ๕ สายที่ไม่เป็นที่เปิดเผยก็มีครับ ที่เผอิญผมเข้าร่วมรับฟังอยู่ด้วย แล้วก็ล่าสุดนี้เองครับ เป็นสารจากท่านนายกรัฐมนตรี ที่ทางโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรีนํามาแถลงเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๘ นี้เองครับ ท่านก็ฝากครับ ท่านบอกว่าเป้าหมายและสิ่งจําเป็นที่จะต้องมีอยู่ในรัฐธรรมนูญเราจะแก้ไข เผด็จการรัฐสภา การทุจริตประพฤติมิชอบ การทําผิดกฎหมาย การตรวจสอบถ่วงดุล อํานาจ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ต้องมีความสมดุล ท่านประธานครับ ในสังคมไทยเรามักจะพูด ถึงว่าระบอบการเมืองมันก็มีอยู่แต่เผด็จการกับประชาธิปไตย เวลามีรัฐประหารทีไรก็ต่อต้านครับ ผมเองผมเชื่อว่าท่านประธานก็ไม่เห็นด้วย ผมเองก็ไม่เห็นด้วย ถ้าไม่จําเป็นมันก็ไม่เกิดขึ้น แล้วผมเชื่อว่าคณะรัฐประหารทุกคณะถ้าไม่จําเป็นถึงที่สุดจริง ๆ เขาก็ไม่ทําครับ เพราะถ้า แพ้แล้วเป็นกบฏ โทษประหารชีวิตครับ แต่ว่าสังคมไทยคุ้นชินอยู่ ๒ อย่างครับ คือเผด็จการ ประชาธิปไตย พอมีเลือกตั้งไม่ว่าจะเลือกมาอย่างไร ใช้อํานาจอย่างไร บอกว่าเป็น ประชาธิปไตยหมด ไม่ใช่ครับ คําของท่านนายกรัฐมนตรีนั้นถูกต้องที่สุดครับ แล้วผมดีใจ อย่างยิ่ง เพราะผมก็เชื่ออย่างนี้มาโดยตลอดว่านอกจากสิ่งที่เรียกว่าเผด็จการทหารแล้วเรามี สิ่งที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภาแฝงอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วย ซึ่งเป็นสาระสําคัญที่พวกเราจะต้องตระหนักครับ ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกเรา จะกลายเป็นพวกที่ยอมจํานนในวาทกรรมครับ เราขอเวลา ขอความสงบสุข เสร็จแล้วเราจะคืน ไปสู่ระบอบการปกครองเดิม คืนไปสู่การเลือกตั้ง คืนไปสู่ประชาธิปไตย เพราะเรายอมรับว่า ในขณะนี้เป็นระบอบเผด็จการที่จําเป็น แต่ความจริงแล้วถ้าเราไม่สรุปบทเรียนและเราไม่ปฏิรูป การเมืองที่หัวใจ คือสร้างระบอบประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นใหม่ให้ไม่มีสิ่งที่เป็นเผด็จการ รัฐสภาแฝงเร้นอยู่นะครับ เราก็จะกลับไปสู่การชุมนุม การเดินขบวน รอยระเบิดที่หน้าสภา เหมือนกับอย่างที่ท่านสมาชิกคนแรกท่านกล่าวไว้ได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจมากนะครับ ท่านประธานครับ ในทางวิชาการ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกล่าวไว้ถูกต้อง แต่ผมก็คงไม่มี เวลาที่จะอธิบายมายาวนาน หลายร้อยปีก่อนรัฐบาลเป็นกลุ่มหนึ่ง สภาเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง การควบคุมมันมี เขาเรียกว่าระบบอํานาจคู่ แต่มาสัก ๑๐๐ กว่าปีมานี้พอเกิดระบบ พรรคการเมืองขึ้นมา ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รัฐบาลมาจากการตั้งของสภามันก็ กลายเป็นว่ารัฐบาลกับรัฐสภาเป็นกลุ่มเดียวกัน เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ก็คือรัฐบาล เพราะฉะนั้นการตรวจสอบการควบคุมโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่เกิดขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงแก้ปัญหาโดยการบัญญัติให้มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นมา ซึ่งก็สร้าง ปัญหาข้างเคียงไปอีกแบบหนึ่ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามีลักษณะที่ผมอยากจะ เรียกว่า ๓ ต้อง และ ๒ ผูกขาด ที่ทําให้ระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทุกประเทศทั่วโลกและเขามีการปฏิรูปการเมืองขจัดกันไปต่าง ๆ นานามีความเข้มแข็งขึ้น ๓ ต้องคืออะไรครับ ต้องที่ ๑ เราบังคับให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง เดินไปสมัครเฉย ๆ ไม่ได้นะครับ ท่านต้องไปสังกัดพรรคการเมือง แล้วก็สุดแท้แต่ว่า พรรคการเมืองนั้นเขาจะส่งชื่อท่านลงสมัครหรือไม่ ต้องที่ ๒ เมื่อท่านเป็น ส.ส. แล้ว เมื่อท่านเข้ามาในสภานับตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ โดยเฉพาะปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ เรามีรัฐธรรมนูญ ที่บังคับให้ ส.ส. ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัดกระดิกกระเดี้ย ไม่ได้เลยครับ ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ละครับ ปี ๒๕๔๘ แกนนําคนสําคัญคนหนึ่ง ของพรรครัฐบาลในขณะนั้นลุกขึ้นอภิปรายกลางสภาน้ําตาคลอเลยครับ บอกว่ามันเหมือน เอาอํานาจอธิปไตยมาขังคุก ท่านทําอะไรไม่ได้ครับ เพราะถ้ายุบสภาขึ้นมาวันไหนครับ มันมีกฎ ๙๐ วัน พรรคเขาจะส่งท่านลงหรือไม่ก็ได้ แต่ว่ากฎในขณะนั้นของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็คือว่าจะต้องเป็นสมาชิกมาครบ ๙๐ วันก่อนถึงจะสมัครได้ ยุบสภามันเลือกตั้ง ภายใน ๖๐ วัน เพราะฉะนั้น ส.ส. กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ครับ นี่คือต้องที่ ๒ ต้องที่ ๓ คืออะไรครับ คือการบังคับไว้อย่างขึงตึงว่านายกรัฐมนตรีจะต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ประเด็น ๓ ต้องนี่นะครับผมไม่ได้หมายความว่าจะต้องยกเลิกให้หมด แต่จะต้องพิจารณา อย่างรอบคอบ รัดกุม แล้วก็ตรงอย่างยิ่งกับการศึกษาของคณะกรรมาธิการของ สปช. ว่า ๓ ต้องแบบนี้ถ้าพรรคการเมืองเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มทุน ซึ่งก็ใช่นะครับ มันก็เท่ากับว่า เป็นการลงทุนครั้งเดียวได้ทั้งประเทศครับ คราวนี้ ๓ ต้องมันมาอยู่บน ๒ ผูกขาดอีกครับ ผูกขาดที่ ๑ ก็คือการผูกขาดอํานาจในรัฐสภาที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภา หรือว่านักวิชาการ กฎหมายมหาชนหลายท่านโดยเฉพาะท่านที่ต่อสู้เรื่องนี้มาอย่างหนักก็คือท่านศาสตราจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านบอกว่ามันเป็นระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา แล้วก็มีสร้อยต่อท้ายว่าประเทศแรกและประเทศเดียวในโลก ท่านประธานครับ อีกสักนิดหนึ่งนะครับ