สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยกล่าวถึงการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางและระบบผูกขาดอำนาจของพรรคการเมืองที่ทำให้เกิดการเผด็จการรัฐสภา และเรียกร้องให้มีการสลายระบบผูกขาดอำนาจของพรรคการเมือง

นายคํานูณ สิทธิสมาน

จะพยายามครับ แต่ถ้าเกินก็ท่านประธานสั่งหยุด ได้นะครับ เพราะว่าไม่มีประเทศไหนที่เขาบรรจุบังคับไว้เช่นนี้ครับ ประชาชนในบ้านเขา ที่เลือกพรรคการเมืองมันเป็นไปโดยวัฒนธรรมการเมืองไม่ใช่โดยข้อบังคับ ท่านประธานครับ ประเด็นเหล่านี้เมื่อเป็นระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองแล้ว ผมก็ต้องขอย้อนไป อ้างอิงท่านประธาน สปท. ท่านอาจารย์ทินพันธุ์ นาคะตะ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านลับหลังว่า การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศไทยเกิดขึ้นมาเมื่อ ๑๒๓ ปีมาแล้วคือปี ๒๔๓๕ นั่นคือ การสร้างรัฐชาติ การรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางซึ่งเป็นความจําเป็นของยุคสมัยในขณะนั้น ทีนี้การรวมอํานาจเข้าสู่ศูนย์กลางแต่เดิมเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้มีทศพิธราชธรรม ปี ๒๔๗๕ เปลี่ยนมาเป็นขุนนาง ภาษาในทางการเมืองทหารกับพลเรือนสลับกันไป แล้วสุดท้ายก็เป็นพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ช่วงชิงเพื่อได้มาซึ่งอํานาจในการขึ้นมา นั่งบนระบอบประชาธิปไตยที่มีเผด็จการรัฐสภาแฝงเร้นขึ้นเป็นบัลลังก์ตรงนี้ขึ้นมาอยู่ในสภา ได้ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ควบคุมบัญชาการทั่วประเทศ เพราะว่าบ้านเราระบบ การปกครองท้องถิ่นก็ยังกระเตาะกระแตะทุกสิ่งทุกอย่างไปจากส่วนกลาง ๓ ต้อง ๒ ผูกขาด มันเป็นเรื่องที่จะต้องทบทวนและจะต้องมีการสลายอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งกระผมเห็นว่า เป็นภาระเร่งด่วนอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถที่จะบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญได้ก็เข้าใจ ว่าทางสภาจะได้มีการอภิปรายเฉพาะกรณีนี้ต่อไปนะครับ สุดท้ายครับท่านประธาน ใช้เวลา อีกไม่มากนะครับ กระผมเห็นว่านอกจากหัวใจของการปฏิรูปการเมืองคือการทําลายระบอบ เผด็จการรัฐสภาหรือระบบผูกขาดอํานาจของพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภาประเทศแรก และประเทศเดียวในโลกแล้ว ผมว่ามันมีสภาพการณ์หลายอย่างที่ผมว่าพวกเราทุกคน โดยเฉพาะกระผมเองในขณะนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เราเห็นมา เห็นวิวัฒนาการของการเกิดวิกฤติซึ่งจะต้องแก้ไข ซึ่งรูปธรรมสามารถที่จะบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งถ้ามีการอภิปรายกระผมก็จะได้เสนอต่อไปหรือว่ากระผมอาจจะทํา เป็นเอกสารมาเสนอผ่านท่านประธานอีกทีหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ในประเด็นแรกความไม่เป็นกลางของประธานสภา วิกฤติที่เกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเรามี ประธาน ๒ สภา การปฏิบัติหน้าที่ของประธานทั้ง ๒ สภาเป็นอย่างไร ขออนุญาต ไม่จําเป็นต้องพูดถึงนะครับ ๒. การไม่มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะยุบสภา ช่วงนั้นเกิดวิกฤติขนาดใหญ่ครับ ยุบสภารองประธานรัฐสภาโดยตําแหน่งคือประธานวุฒิสภา ทําหน้าที่ประธานรัฐสภา เผอิญเคราะห์หามยามร้ายของบ้านเมืองประธานวุฒิสภาถูกห้าม ปฏิบัติหน้าที่ เกิดมีปัญหาขึ้นทันทีว่ารองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง จะใช้อํานาจทุกประการ ของประธานรัฐสภาได้หรือไม่ เป็นทางตันทางหนึ่งครับ ๓. อํานาจของรัฐบาลรักษาการ แน่นอนครับมีจํากัด แต่ก็ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนว่าจะเลือกตั้งกันไม่ได้ ๖ เดือน ๗ เดือน เพราะฉะนั้นก็ตามมาด้วยข้อ ๔ รัฐบาลรักษาการลาออกได้หรือไม่ รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ว่าลาออกได้ ท่านที่รักษาการท่านก็ยืนยันจนนาทีสุดท้ายว่าท่านไม่ลาออก เพราะฉะนั้น ประโยคต่อมาก็คือถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอํานาจ คงจะจํากันได้นะครับ ประการที่ ๕ ก็คือ การสร้างสมดุลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่มีครับ ประการที่ ๕ การสร้างความสมดุลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็อาจจะ ทําได้หลายมาตรการ ไม่มีเวลาที่จะอภิปรายถึงนะครับ ประการที่ ๖ ก็คือความซ้ําซ้อน ในการเป็นผู้แทนประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ของ ส.ส. และ ส.ว. ถ้าเรามี ๒ สภา จําเป็นหรือไม่ครับ ที่ ๒ สภาจะต้องเป็นตัวแทนเพื่อเสริมให้ความเป็นผู้แทนปวงชนของทั้ง ๒ สภาสอดคล้อง และเสริมซึ่งกันและกัน แล้วก็มีอีกหลายประการนะครับ ซึ่งผมจะได้ขออภิปรายในวาระ ถัด ๆ ไป กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน แต่ว่าขออนุญาตสักนิดหนึ่งนะครับ ในเมื่อ ท่านประธานก็กรุณาให้เกินเวลาได้สําหรับที่มีเนื้อหาสาระควรฟังนี่นะครับ ออดนี่นะครับ มันกดดันมากครับ คือพอออดปุ๊บผมก็ต้องขออนุญาตท่านประธานต่ออีกนิดหนึ่ง พอต่ออีก นิดหนึ่งเรื่องที่ไล่เรียงมาบางทีมันก็ลืมไปได้ครับ ก็ต้องไปย้อนอีกหน่อยหนึ่ง เพราะฉะนั้น กระผมเข้าใจว่ามีเพียงแค่ตัวเลขนี่ก็กดดันได้ในระดับที่พอดี ๆ แล้วละครับ ไม่จําเป็นต้อง กดออดทุก ๕ นาทีได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกท่านต่อ ๆ ไป กราบขอบพระคุณครับ