สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ พูดเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยเน้นย้ำว่าการปฏิรูปต้องค่อยเป็นค่อยไปและมีแผนการ ชัดเจนว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการแต่งตั้งผู้มีคุณธรรมด้วย

นายวรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภา กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลขที่ ๑๒๙ สิ่งที่ผมจะนําเรียนท่านประธานสู่ท่านสมาชิกจากนี้ไปคงเป็นข้อสังเกตว่าเรานั้นกําลังทํา การปฏิรูป ก็ต้องย้ําให้ชัดนะครับว่าปฏิรูปนั้นคงต้องค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ใช่วันเดียวเสร็จ คงต้องมีขั้นตอนและมีแผนการ อย่างน้อยเรามีภารกิจจากนี้ไป ๒๐ เดือนที่ต้องทําอะไร บางสิ่งบางอย่างออกมา เห็นด้วยกับสมาชิกหลายท่านที่พูดว่าการเมืองเป็นหัวใจสําคัญ ของการปฏิรูปประเทศ ถ้าการเมืองดีหลายสิ่งหลายอย่างก็จะตามมาด้วยความที่ดี ตามไปด้วย เป้าหมายของการเมืองของเรานั้นชัดเจนครับว่าเราต้องการปกครอง ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คงทราบกันดีว่า เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยหรือประชาชนเป็นใหญ่ แล้วเราก็ต้องตอบให้ชัดว่าเมื่อประชาชน เป็นใหญ่แล้วเราก็คงจะต้องให้มีความถูกต้องที่ชัดเจนว่าประชาชนนั้นมีความหลากหลาย มีความสลับซับซ้อนมีความเข้าใจในเรื่องของประชาธิปไตยไม่ตรงกัน หลายสิ่งหลายอย่าง ที่ผ่านมาในอดีต ๘๓ ปีที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดนะครับว่าการให้ความผูกพันกับระบอบ ประชาธิปไตยนั้นมีความแตกต่างกัน บางยุคบางสมัยไปเลือกตั้งกันเยอะ บางยุคบางสมัย ไปเลือกตั้งกันเยอะแล้วตามมาด้วยการซื้อขายเสียง เราก็ไม่ไปถึงประชาธิปไตย ซึ่งนํามาสู่ ระบอบการเมืองที่มันใกล้เคียงและบิดพลิ้วไปเลยก็คือธนาธิปไตย คือเงินเป็นใหญ่ นั่นหัวใจ ตรงนี้ท่านคงเห็นภาพชัดนะครับ แต่อย่างไรก็ดีประชาธิปไตยนั้นคือการปกครองที่เลวน้อย ที่สุด แต่เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงความเลวของประชาธิปไตยกัน เพื่อต้องการจะเกริ่นให้ท่าน ได้เข้าใจกัน ผมขออนุญาตนิดเดียวครับว่าความเลวเป็นสิ่งที่ต้องพึงระมัดระวังอย่างมากเลย ที่มันจะกลายเป็นเรื่องอื่นเลยก็คือในเรื่องของหลักเสียงข้างมาก เรามักจะบอกว่ายุติกัน ด้วยเสียงข้างมาก แต่ถ้าเสียงข้างมากมันสามานย์ มันเป็นเสียงข้างมากที่ไม่มีคุณธรรม อันนั้น คือจุดยิ่งใหญ่เลยครับว่ามันไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ดี ดังนั้นการทําอย่างไรที่จะให้เสียงข้างมากนั้น เป็นเสียงที่ดีแน่นอนครับคงหนีไม่พ้นกับเรื่องของการเข้าสู่ตําแหน่งการใช้อํานาจรัฐ ในรายงานที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้นําเสนอ ผมอยากจะเห็นจุดสําคัญของ การเข้าสู่การใช้อํานาจรัฐหรือตําแหน่งทางการเมืองครับว่าเราไม่ได้ปฏิเสธว่าการเข้าสู่ ตําแหน่งทางการเมืองนั้นมาจากการเลือกตั้งอย่างเดียว ตรงนี้ที่ผ่านมาเป็นวาทกรรม ที่บิดพลิ้ว และนําไปสู่การเทียบเคียงกับหลายประเทศเหลือเกินว่าประชาธิปไตยแล้ว ต้องเลือกตั้ง จริง ๆ แล้ววันนี้เรายกตัวอย่างหลายประเทศในหนังสือเอกสารนี้อย่างน้อย ๒ ประเทศ คือประเทศอังกฤษกับประเทศแคนาดานั้นเขาก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ประเทศอังกฤษสภาสูงเขาก็มาจากการสืบทายาทกัน ประเทศแคนาดาเองก็มาจากการแต่งตั้งกัน ของเราก็ทดลองใช้มาในระบอบการแต่งตั้งกันก็มี ดังนั้นตรงนี้ผมคิดว่าจุดสําคัญ การที่จะนําไปสู่ให้ประชาชนตระหนักและเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้ง แต่การแต่งตั้งที่ต้องส่งเสริมคนดีมีระบบกลั่นกรองที่จะเอาคนดีเข้าสู่ระบบการเมืองนั้น ผมคิดว่านี่คือสาระอย่างหนึ่งที่ต้องพูดให้ชัดกัน เราถกแถลงกันมาเยอะว่าต้องเลือกตั้ง ๆ และเลือกตั้งก็มีข้อจํากัด อย่างไรก็ดีมิได้หมายความว่าการแต่งตั้งจะมามีข้อจํากัด เพราะสังคมไทยเป็นสังคมระบบอุปถัมภ์ เราเล่นพรรคเล่นพวกกันก็มีข้อจํากัดเหมือนกัน คงเป็นประเด็นว่าถ้าเราคิดที่จะใช้ทั้ง ๒ ระบบไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือแต่งตั้งก็ต้องเป็นการบ้าน ที่ด้านการเมืองนี้ต้องไปคิดให้ตกผลึกต่อไปว่าเราจะปลอดจากสิ่งที่ถูกครหาต่าง ๆ นั้น ได้อย่างไร เราเป็นระบบรัฐสภา มวยหลักของเรานั้นคือระบบรัฐสภาครับ แต่วันนี้เรามักจะได้ยินว่า เราต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ วาทกรรมก่อนหน้าที่จะมีพวกเรา สปช. นี่ครับ ต้องการ จะให้เรานั้น ในฐานะประชาชนทั้งหลายนั้นมีความเป็นใหญ่ ออกแบบกลไกทางการเมือง เยอะแยะมากมายเลยครับ ออกกันมา ซึ่งตรงนี้เองหลายคนสับสนนะครับ พอเราบอกว่า จะให้การเมืองภาคพลเมืองเป็นใหญ่พลเมืองก็ดีใจครับ อยากจะใช้อํานาจ ตรงนี้ต้องตกลงกัน ให้ชัดนะครับว่าถ้าเราตกลงโดยหลักรัฐธรรมนูญนิยม นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญเป็นตัวตั้ง สูงสุด เราตกลงกันไว้แล้วว่าเราใช้ระบบรัฐสภา การเมืองภาคประชาสังคมหรือภาค ประชาชนนั้นจะเป็นมวยหลักไม่ได้ครับ อาจจําเป็นต้องเป็นมวยรองที่คอยหนุนเสริม การเมืองหลักคือระบบรัฐสภา ซึ่งโดยธรรมชาติมันก็เกิดปรากฏการณ์อยู่แล้วครับ เพราะว่า หลายคนนั้นเมื่อเราบอกว่าประชาชนเป็นใหญ่เราก็มักจะอ้างมาตรา ๓ ว่าอํานาจอธิปไตยนั้น เป็นของเรา แต่เราต้องเขียนความสัมพันธ์ในอนาคตเพื่อการปฏิรูปประเทศให้ชัดเจนครับ เพื่อไม่ให้ล้ําเส้นกันให้มาก ถ้าเราไปให้ความรู้สึกประชาชนเป็นใหญ่มากเกินไป ท้องถิ่นใหญ่ กว่ารัฐบาล หรือรัฐบาลกลาง หรือประชาชนสามารถตรวจสอบได้ทุกระดับเลย ตกลงแล้วนี่ครับมาตรฐานของการตรวจสอบ มาตรฐานของการประเมินนั้นอาจจะผิดสี ผิดกลิ่นแล้วนําไปสู่ความขัดแย้งในอนาคตได้ ซึ่งตรงนี้เองผมคิดว่าในอนาคตหรือในปัจจุบัน ในกลุ่มของการเมืองต้องขีดเส้นให้ชัดครับว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้นเราจะเอา ระดับไหน แค่ไหน อย่างไรกัน ถ้าบอกว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงหน้าที่ พอไหม ถ้าบอกว่า การเลือกตั้งจบแล้วประชาชนไม่ต้องติดตามอะไรก็กระไรอยู่ แต่จะมีพื้นที่สาธารณะอะไรบ้าง ที่ให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แน่นอนครับ ถ้าปิดประตูหมด เหมือนปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญออกมาทําให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งจนไม่สามารถ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของฝ่ายบริหารได้ ฝ่ายค้านตกงาน ระบบรัฐสภาที่เป็นมวยหลัก ไปไม่ได้ จึงเกิดการเมืองท้องถนนขึ้นมา จึงเกิดกลุ่มการเมืองที่เรียกว่าม็อบ (Mob) บ้าง กลุ่มที่มีสีทางการเมืองบ้าง เกิดการเดินขบวนแล้วนํามาสู่ความรุนแรงทางการเมือง ในที่สุด เราก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร ถ้าเรายอมรับว่านั่นคือสภาพการณ์ที่หนีไม่พ้น ก็ต้องคิดกันครับว่า จะให้ภาคประชาชนนั้นเขาอยู่ในขอบเขตแค่ไหน อย่างไร ระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ที่เหมาะสมและเราอยู่ในสภาพที่เรียกว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองจะอยู่กันอย่างไร ผมคิดว่า นั่นคือความสําคัญ แล้วเราทําอย่างไรล่ะครับ ผมขออนุญาตถอดบทเรียนครับ ในปี ๒๕๔๐ เราคิดว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนมีสูง เพราะรัฐธรรมนูญสูงสุดนั้นมาจาก การประชาพิจารณ์ แล้วเราก็เรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ตบมือกันทั้งบ้านทั้งเมือง วันนั้นครับ ว่าวันนั้นประชาชนเราตื่นตัวกันมากเหลือเกิน มีองค์กรอิสระเกิดขึ้นเข้ามา ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทางการเมืองถือว่าเป็นประวัติการณ์ทางการเมืองครับ เพราะมีการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐมากขึ้น และภาคประชาชนก็มีหลายองค์กรเกิดขึ้น อาทิเช่นสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรากฏว่าอย่างไรครับ พอเข้าไปแล้ว วัฒนธรรมการเรียนรู้ของประชาชนก็เป็นปัญหาครับ เพราะพอเขาเข้าไปเป็นตัวแทนแล้ว บางสิ่งบางอย่างนั้นให้คําปรึกษากับรัฐ รัฐจะเอาหรือไม่เอาก็เป็นเรื่องของอํานาจรัฐ มันดูแล้วแลเป็นยักษ์ไม่มีกระบอง ไม่มีคุณค่า ครั้งหนึ่งผมเคยอภิปรายตรงนี้นะครับ ท่านประธานว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรานั้นไม่อยากให้ซ้ํารอยกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเลย กลายเป็นยักษ์ที่เรามีอํานาจจริงหรือเปล่าที่จะปฏิรูปประเทศได้ เพราะรัฐบาลไม่เอา แต่วันนี้น่าดีใจครับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้มาที่นี่ ได้พูดตรงไปตรงมา อยากให้เราทําอย่างจริงจัง แล้วเราก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่กําลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ในปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นพยายามให้สิทธิเสรีภาพประชาชน มากยิ่งขึ้นครับ เดิมทีเดียวการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นจํากัดเฉพาะเอาตัวแปรการศึกษาเหมือนกัน ต้องจบอย่างน้อยปริญญาตรี แต่เพื่อต้องการให้ประชาชนที่ไม่จบปริญญาตรีหรือต่ํากว่านั้น ได้มีสิทธิที่จะเข้าทางการเมือง ก็ดีครับ ทําให้ประชาชนนั้นตื่นตัวแล้วก็มีโอกาสที่จะเข้าสู่ อํานาจรัฐมากขึ้น แต่พอเข้าแล้วก็เกิดปัญหาอีกเช่นกันครับ เพราะหลายคนถามถึงคุณภาพ ว่านักการเมืองในสภาแห่งนี้มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด นําไปสู่การที่เห็นสภาพการณ์ อย่างหนึ่งที่หลายคนยังแก้ปัญหาไม่ตกก็คือการซื้อขายเสียง นั่นแสดงว่าคุณภาพการศึกษา ไม่ใช่ตัวแปรที่สําคัญเลย เราจะเปลี่ยนวิธีคิดตรงนี้ได้อย่างไรครับว่าการศึกษา การที่จะผูกพันทางการเมือง การที่จะ รักชาติบ้านเมือง การที่จะมีคุณสมบัติการเป็นนักการเมืองที่ดีนั้นเป็นปัจจัยสําคัญของ การเข้าสู่อํานาจรัฐ ตรงนี้ก็ต้องไปวางแผนกัน เรามีสภาพัฒนาการเมือง เราอุตส่าห์ออกแบบ ที่จะให้มียุทธศาสตร์สําคัญ ๖-๗ ยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาการเมืองบ้านเมืองนี้ไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตย ทุกวันนี้ก็ยังดําเนินการอยู่นะครับสภาพัฒนาการเมือง แต่ดูเหมือนยังไม่ค่อย ได้รับการเอาใจใส่ อย่างไรก็ดีครับ ทั้งหลายทั้งปวงตรงนี้ผมขออนุญาตทําให้เห็น สภาพการณ์เท่านั้นเองว่าเรามีพื้นที่สาธารณะให้ภาคประชาชนนี้เล่นเยอะ ถ้าเรากลับไปดู ร่างเดิมที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ขออนุญาตเอ่ยนาม มีองค์กรที่เกิดขึ้นที่ต้องการจะเข้าไปสู่ หลักการมีส่วนร่วมอีกเช่นเคยครับ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบ ผมคิดว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ต้องคิดใหม่ครับว่าจริงแล้วอะไรคือมวยหลักของบ้านเมือง ถ้าเราได้คนดีเข้าบ้านเมืองจริง ประชาชนก็สบายครับ แต่ถ้าเราได้คนไม่ดีเข้าไปสู่ระบอบการเมืองที่แท้จริงประชาชนก็ต้อง ใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา ๓ ของเขาครับ แต่การที่จะถึงมาตรา ๓ ได้นั้นเราต้องร่วมกัน ออกแบบว่าจะประคับประคองบ้านเมืองนี้ไปอย่างไร ที่จะไม่ให้แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน จุดอ่อน ที่ทําให้เกิดความไม่ปรองดองอย่างหนึ่งเพราะเราไม่เคยจัดระเบียบการมีส่วนร่วมทางการเมือง ที่เป็นระบบ จึงอยากจะฝากท่านประธานตรงนี้ว่าในโอกาสจากนี้ไปคงจะต้องมีโอกาส ได้พูดกันว่าบทบาทของภาคประชาสังคม บทบาทของพลเมืองในฐานะผู้เป็นพลังของบ้านเมืองนี้ เราจะเอาไว้แบบไหน อย่างไร ผมก็ขออนุญาตอภิปรายไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ