สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เอกชัย ศรีวิลาศ หารือเรื่องการปฏิรูปการเมืองเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและลดทุจริต โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงลักษณะการเลือกตั้งและระบบการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเสนอแนวคิดการปฏิรูปการเมืองเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนและสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

เรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมือง คนที่สอง ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมได้รับมอบหมายจากศาสตราจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ให้มาชี้แจงข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนปฏิรูป การเข้าสู่อํานาจและระบบพรรคการเมืองของสภาปฏิรูปทางการเมืองนะครับ ในเรื่องที่ทาง คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางการเมืองได้ประชุมและพิจารณาแนวทางการปฏิรูปในวาระที่สอง คือการเข้าสู่อํานาจและระบบพรรคการเมือง ในเรื่องแผนปฏิรูปการเข้าสู่อํานาจและระบบ พรรคการเมืองนั้น ก็จะมีในส่วนที่เป็นคณะกรรมาธิการแล้วก็ได้มาเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในส่วนนี้เท่าที่เห็นรายชื่อก็จะมีประมาณ ๘ ท่านอาจจะช่วยในการเสนอแนะ เพิ่มเติมได้นะครับ ในการพิจารณาแผนการปฏิรูป ได้ศึกษาแล้วก็ทําแผนการปฏิรูปไว้ทั้งหมด ๔ แผนใหญ่ ๆ แผนแรก คือแผนปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็นของนายทุน แผนที่ ๒ นั้น เป็นการปฏิรูปการคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา แผนที่ ๓ เป็นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรอิสระ ซึ่งรวมไปถึงคณะกรรมการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริต องค์กรตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ แผนที่ ๔ นั้นเป็นแผนการปฏิรูป การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งในคณะกรรมาธิการของเรา ก็ได้ตั้งเป็นคณะอนุกรรมาธิการขึ้นมา ๔ คณะ คณะที่ ๑ คือคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป โครงสร้างทางการเมืองและองค์กรอิสระ คณะที่ ๒ เป็นคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปพรรคการเมือง คณะที่ ๓ เป็นคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้ง และคณะสุดท้าย ชื่อยาวหน่อยนะครับ เป็นคณะอนุกรรมาธิการการปฏิรูปการเรียนรู้ การปรองดอง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในส่วนตรงนี้ผมจะได้ให้ทาง พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ปฏิรูปกลไกและระบบการเลือกตั้งได้นําเสนอก่อนก็ขอเรียนว่าท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ก็เป็น ๑ ในคณะ แล้วในคณะของเราที่อยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ก็จะมี ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ถ้าเผื่อท่านจะช่วยเรื่องพรรคการเมืองได้ก็เป็นสิ่งที่ดี แล้วก็มีท่านชัย ชิดชอบ ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ แล้วก็ท่านวันชัย สอนศิริ ท่านฐิติวัจน์ กําลังเอก และท่านอาณันย์ วัชโรทัย อันนี้อยู่ในคณะของเราทั้งหมด ก็ขอเรียนเชิญท่านจรุงวิทย์ ได้นําเสนอก่อนในส่วนนี้ครับ

พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา : กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม พันตํารวจเอก จรุงวิทย์ ภุมมา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นประธานอนุกรรมาธิการกลไกและระบบ เลือกตั้งครับ ในขณะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องกลไกและระบบเลือกตั้งว่า ในช่วงที่ผ่านมานี่นะครับ ทําอย่างไรเราจะได้คนดีเข้าสู่สภา ปัญหาก็คือว่าลักษณะที่เกี่ยวกับ เรื่องการเลือกตั้งต่าง ๆ นี่นะครับ ทําไมเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ แล้วประชาชนถึงไม่ศรัทธาในสภา ระบบรัฐสภา ผลกระทบมีต่อเนื่องมาตลอดนะครับ อย่างเช่นเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง อย่างเช่นพฤติกรรมการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง บางส่วนขึ้นอยู่กับ เงินซื้อเสียง หรือไม่ก็ระบบอุปถัมภ์ เกิดการทุจริต การขายเสียง ทําให้ผู้สมัครไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติใช้เงินเป็นจํานวนมากนะครับ การเลือกตั้งครั้งหนึ่งต่อคน ท้องถิ่นบางที ถึงกับ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ แต่ในระบบ ส.ส. คือตัวเลขก็ไม่แน่นอนนะครับ ก็แล้วแต่สภาพพื้นที่ การสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ผ่านมายังมีช่องว่างทําให้นักการเมืองที่ประวัติไม่ดีพอสมควร และมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียเช่นหลีกเลี่ยงหนีภาษี ภาษีนี่นะครับเป็นหน้าที่ของพลเมืองไทย ที่จะต้องเสียภาษี แต่บางท่านก็หลีกเลี่ยงหนีภาษีนะครับ การคัดเลือกผู้สมัครมักถูกครอบงํา และคัดเลือกโดยหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค ประเด็นนี้เป็นประเด็น สําคัญนะครับว่าทําให้พรรคการเมืองไม่เป็นพรรคการเมืองของมวลชนจริง ๆ เพราะว่า ถูกบงการโดยกรรมการบริหารพรรคและหัวหน้าพรรคในการที่จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งนะครับ จากการประมวลข้อบกพร่องต่าง ๆ นี่นะครับ นํามาสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ การปฏิรูปการเมืองนะครับ ข้อเสนอในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้ได้คนดีเข้าสู่สภา แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๒ ลักษณะ

ลักษณะแรก คือปัญหาที่ต้องแก้ปัญหาในระยะยาว ปัญหาระยะยาวคือ ในประเทศที่เป็นระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่นี่นะครับ เราดูที่วัฒนธรรมทางการเมือง ของประเทศนั้น ๆ วัฒนธรรมของประชาชนของในประเทศนั้น ๆ มันสอดรับกับ ระบอบการปกครองประชาธิปไตยหรือไม่ ของเมืองไทยนี่นะครับ จริง ๆ แล้วอย่างเช่น การซื้อสิทธิขายเสียงก็เป็นตัวชี้วัดแน่นอนว่ามันก็ไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย สิ่งนี้ละครับที่ต้องสร้าง สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง อย่างเช่นวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม สร้างการมีส่วนร่วมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนรู้จักสิทธิหน้าที่ของตัวเอง ไม่ละเมิดสิทธิ ของคนอื่น แต่จุดที่จะลงลึกลงไปกับการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก็คือการสร้างค่านิยม ทัศนคติ ผมจะชี้ลงไปเลยครับว่าค่านิยม ทัศนคติที่รังเกียจการคอร์รัปชัน และการซื้อเสียงของเราประเทศเรานี่นะครับ ถ้าเกิดยังไม่เริ่มตรงจุดนี้เราจะชนะเด็ดขาด ไม่ได้หรอกครับ เกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือการทุจริตคอร์รัปชันนะครับ ในปัจจุบัน และต่อเนื่องมาตลอดก็ยังเห็นครับ แต่ว่ายังน้อย การกล่อมเกลาสังคมครับ อย่างเช่น สปอต (Spot) โฆษณาต่าง ๆ ในโทรทัศน์ต่าง ๆ ตอนนี้ก็มีแล้วครับ คอร์รัปชัน เป็นอย่างไร ที่ออกมาบ่อย ๆ นะครับ แต่ควรจะออกมาบ่อยมากกว่านี้ เพื่อเปลี่ยนแปลง ค่านิยม ทัศนคติของคนในสังคมให้สอดรับกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมองระบบทั้งระบบ ลักษณะนี้ ถ้าค่านิยม ทัศนคติยังไม่ถึงจุดนั้น จริง ๆ เราก็ส่งมอบบ้านเมืองให้กับประชาชน ที่เป็นสังคมที่สมบูรณ์ในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ อันนี้คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ เราจะปล่อยให้ระยะเวลาสัก ๕ ปี หรือ ๒๐ ปี อย่างที่พูดนะครับ โดยกล่อมเกลาอย่างนี้คงจะเนิ่นช้าไปนะครับ ควรจะมีการกระตุ้นต่าง ๆ อย่างเช่นการศึกษา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็คือปฏิรูปที่มา คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม ของผู้สมัคร การกําหนดลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อให้นักการเมืองที่ดี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย อันนี้คือลําดับแรกนะครับ ยกตัวอย่างเช่นต้องไม่เคยต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดให้จําคุก แม้จะมีรอการลงโทษ เว้นแต่การรอการลงโทษนั้นในความผิดที่ได้กระทํา โดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท อย่างนี้ก็สมัครไม่ได้ เดิมที่ผมยกมาตราตัวนี้ขึ้นมา เดิมอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่เป็นเรื่องสมาชิกภาพ ที่ถูกหมดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองก็เห็นว่า ควรจะเอายกเข้ามาตั้งแต่คุณสมบัติรับเลือกตั้งเลยนะครับ สมัครเข้าตั้งแต่ตอนแรก เลยนะครับ

อันที่ ๒ คือไม่เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทํา การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริต และเที่ยงธรรม อันนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็คัดมาเลย

อันที่ ๓ ต้องไม่เคยต้องคําสั่งว่าเป็นผู้กระทําการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ ตามประมวลจริยธรรม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีครับ กรรมการจริยธรรมจะชี้ว่าคนนี้ ผิดจริยธรรมหรือไม่ผิดจริยธรรม ในข้าราชการก็มีแล้วครับ กรรมการจริยธรรมนะครับ ผิดประมวลจริยธรรม คนที่ถูกชี้ก็คือไม่มีสิทธิสมัคร นอกจากนั้นการกําหนดคุณสมบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีเข้ามาเป็นสมาชิกรัฐสภา โดยการสมัคร ต้องยื่นสําเนาหลักฐานการเสียภาษีบุคคลย้อนหลัง ๕ ปี ตรงนี้จะได้ในแง่ของการตรวจสอบว่า นอกจากว่าเลี่ยงภาษีหรือไม่ ก็ยังได้ดูอีกว่าต่อไปถ้าเกิดร่ํารวยขึ้นมาผิดปกติ แล้วก็ จะแจ้งภาษีอย่างไร หรือว่ามีความต่อเนื่องอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินที่ได้เพิ่มขึ้นมา ดีแคลร์ (Declare) ครบหรือไม่ ๕ ปีย้อนหลัง กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เสนอไว้นะครับ

กําหนดมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดระบบอุปถัมภ์ จริง ๆ แล้วประเทศไทย ต่อเนื่องมายาวนาน จารีตประเพณีของเราเป็นระบบอุปถัมภ์ แต่ถ้าเกิดระบบอุปถัมภ์ หรือระบบเงินก็ตามยังเป็นทางที่นําไปสู่ในการเลือกตั้งต่าง ๆ มันก็ทําให้สังคม ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียที เพราะว่าคนที่ซื้อเสียงโดยทุจริตก็จะมาถอนทุนกับ การคอร์รัปชันนี่คือสมมุติฐานที่เราดูเอาไว้นะครับ เพราะฉะนั้นการทําบุญบริจาคในพื้นที่ ก็ห้ามทําบุญบริจาค งานศพ งานบวช งานแต่งงาน ก็คงจะช่วยไม่ได้นะครับ อันนี้มี ๒ แนวความคิดในกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองว่าอันนี้ฝ่าฝืนประเพณี หรือจารีต ของบ้านเราหรือไม่ ยกตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่นเขาประกาศเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าห้ามช่วยงานศพ งานบวช ส่วนใหญ่จะเป็นงานแต่งงาน ให้ช่วยเท่าที่มาที่งาน แต่บ้านเราไปงานที ๓,๐๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ บาท ตอนเสนอในครั้งแรกไปสอบถามนักการเมืองที่เป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เกิดความรู้สึกอย่างที่ผมพูดเมื่อสักครู่ว่ามันฝ่าฝืนจารีตประเพณีของเราหรือเปล่า แต่พอกลับไปคิดแล้วท่านคิดดูครับ เงินเดือนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขตเลือกตั้ง สมมุติ ๔ อําเภอ หรือ ๕ อําเภอ มีงานศพ งานบวช งานแต่งงาน เงินที่ต้องใช้จ่ายไปกับ ภาษีสังคมตรงนี้สมมุติว่ารายละ ๒,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท มันก็ไม่พอเพียง ไม่พอเพียงก็ต้องไปพึ่งพากับลักษณะที่เป็นนายหัวใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินตัวนี้ ก็เอาเงินมาจากผู้อื่นบ้าง เอาอะไรมาบ้างเพื่อชดใช้ภาษีสังคม เพื่อรักษาคะแนนเสียง ของตัวเองไว้ ตัวนี้นะครับ หลังจากที่เผยแพร่ออกไป อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ก็บอกว่าขอให้ออกกฎหมายนี้มาก่อนได้ไหมครับ เพราะว่าปัจจุบันนี้ไม่ได้มีเลือกตั้ง ไม่ได้เป็น ส.ส. แล้วก็ยังต้องใช้จ่ายเงินตัวนี้อยู่เยอะแยะไปหมดเพื่อรักษาฐานเสียง ข้อนี้ก็คือที่เอามายกให้ท่านฟัง เพราะว่ามันขัดกับจารีตประเพณีของเรา แต่เราไม่ต้องการให้ ระบบอุปถัมภ์เข้ามาสู่การเมือง เพราะฉะนั้นต้องตัดตัวนี้ออกไป กรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ก็เลยเสนอคิดเป็นประเด็นนี้ว่าต้องไม่มีการบริจาคช่วยเหลืองาน

ประเด็นต่อไป ให้มีระบบคัดกรองผู้สมัคร ส.ส. ในแต่ละเขต โดยให้ สมาชิกพรรคคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง สมาชิกพรรคที่อยู่ในพื้นที่เป็นคนที่โหวตว่า จะให้ผู้ใดลงสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. หรือไม่ ประเด็นนี้ก็คือส่งเสริมระบบพรรคการเมืองว่า เป็นพรรคการเมืองของมวลชนที่แท้จริง เดิมปกติจะกําหนดเหมือนกันครับ กําหนดโดย กรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรคจากส่วนกลางลงไป ท็อปดาวน์ (Top down) ลงไป แต่กรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมองว่าบอททอมอัพ (Bottom up) คือต้องให้สมาชิก พรรคการเมืองในแต่ละเขตเป็นคนเลือกว่าใครจะเป็นผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้น มันก็ดู ขัด ๆ นิดหนึ่งครับว่า บางพื้นที่ท่านอดีต ส.ส. คงอยู่ในนี้หลายท่านว่าบางพื้นที่สมาชิกพรรค อาจจะไม่มีเลยหรือมีน้อยมากแล้วจะเอาจากไหน วิธีการแก้ไขก็คืออาจจะใช้แบบท่านเสนอญัตติ ในสภามีผู้รับรอง ก็คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ครับ สนับสนุนให้ผู้นี้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ประเด็นนี้จะลงไปสู่เรื่องการหาเสียงเลือกตั้งว่า ประชาชนที่สนับสนุนต่อไปจะเป็นอย่างไร

ต่อไปก็คือว่ากําหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงตนขึ้นทะเบียน กับคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน ครบวาระไม่น้อยกว่า ๑ ปี แล้วต้องเข้าร่วมกิจกรรม เข้ารับการอบรมหน้าที่พลเมือง ซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) เพื่อให้ประชาชน ได้รับทราบข้อมูลและจับตาพฤติกรรม ตลอดจนหล่อหลอมจิตใจสํานึกพลเมืองก่อนเข้ารับ ปฏิบัติหน้าที่นะครับ อันนี้มาจากประเทศเกาหลีครับ เขาจะแสดงตนก่อนเลยครับว่า ๑ ปีก่อนครบวาระว่าเขาจะเล่นการเมืองเพื่อให้ประชาชนได้รู้ประกาศตัวแล้วประชาชน จะได้จับตาว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมหรือไม่ในการที่จะเข้ามาสู่การเมืองนะครับ

ประเด็นต่อไปครับ ปฏิรูปการหาเสียงเลือกตั้งนะครับ ในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ผ่านมาท่านคงรู้ว่าการใช้เงินจํานวนมหาศาล ผมไม่นับเกี่ยวกับเรื่องเงินที่เกี่ยวกับ เรื่องทุจริตซื้อเสียง ตัดออกไปนะครับ แต่เราต้องการจะลดค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งให้น้อย ที่สุดนะครับ ป้ายที่ติดตามเสา เสาทีวี (TV) ต้นไม้ริมถนนอะไรต่าง ๆ กราบเรียนก็คือ ถ้าเป็นไปได้ออกกฎหมายต่อไปคงไม่มีแล้วครับ เพราะว่าระบบการหาเสียงเลือกตั้งโดยป้าย เราจะใช้แบบประเทศญี่ปุ่น ก็คือมีบอร์ด (Board) บอร์ด (Board) หนึ่งในย่านชุมชนนะครับ ผู้สมัครก็พรินต์ (Print) ป้ายหาเสียงของตัวเองขนาดเอ ๓ (A3) หรือเอ ๔ (A4) ไปติดในจุดที่ กกต. กําหนด เพราะฉะนั้นการหาเสียงในลักษณะป้ายนี่นะครับ เพียงแต่มีคอมพิวเตอร์ แล้วก็มีพรินต์เตอร์ (Printer) อาจจะสีหรือไม่สีก็ตามขนาดเท่าที่ กกต. กําหนดนะครับ เอ ๔ (A4) หรือเอ ๓ (A3) ผมยังไม่ยุตินะครับ เอาไปปิดตามบอร์ด (Board) ที่กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นป้ายไวนิล (Vinyl) ที่ติด หรือว่าป้ายที่ติดริมเสาไฟต่าง ๆ ก็จะไม่มีนะครับ การหาเสียงโดยรถที่ติดเครื่องขยายเสียงกําหนดไว้ให้เขตละไม่เกิน ๕ คัน การปราศรัยหาเสียง ให้ทํา ณ สถานที่ที่เวทีกลาง ซึ่งสํานักงาน กกต. จังหวัดจะกําหนดให้ ไปตั้งเวทีไว้ให้ละครับ ไม่ต้องไปเสียเงินไปตั้งนะครับ จุดที่เป็นย่านชุมชนจะติด สมมุติเขตเลือกตั้งหนึ่งมี ๕ หรือ ๖ เวที ถ้าวันตรงกันก็จับฉลากที่ กกต. ว่าตัวเองจะหาเสียงวันไหน ให้มีผู้ช่วยในการหาเสียง ไม่เกิน ๓๐ คน ห้ามผู้ที่อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือผู้ที่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเข้าร่วมในการหาเสียงเลือกตั้ง อันนี้ก็คือระบบนอมินี (Nominee) พอตัวเองถูกใบแดงก็เอาคนที่ใกล้ชิดขึ้นมาหรือญาติพี่น้องตัวเองขึ้นมานะครับ เพราะฉะนั้น ถูกใบแดงนี่ก็คือห้ามไปช่วยหาเสียงอาจจะสมัครเองได้ การจัดโครงการพาประชาชน ในเขตเลือกตั้งไปสัมมนาศึกษาดูงานนอกพื้นที่ในช่วงเวลา ๑๘๐ วันก่อนเลือกตั้ง อันนี้ ประเด็นของท้องถิ่นเยอะมากครับ ใช้งบประมาณหาเสียงหรือนโยบายที่พาไปเที่ยว ซึ่งลักษณะนี้จากการรับฟังมาขอเลยครับว่าให้ช่วยปฏิรูปประเด็นนี้ด้วย อันนี้เมื่อมีประเด็น เรื่องจํากัดการหาเสียงแล้วนะครับ แล้ว กกต. ทําอย่างไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องการหาเสียง จัดสถานที่ปิดประกาศ จัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับตัวผู้สมัครเป็นเล่มส่งไปให้บ้านในเขตเลือกตั้งนั้นว่า มีใครบ้าง สมัครที่ใดบ้าง แล้วก็ส่งไปให้ที่บ้านเลยครับ ไม่ต้องมาดูป้ายข้างถนน ไม่ต้องมี อะไรบ้าง ถ้าอยู่ที่บ้านก็เปิดเอกสารอ่านดูได้ จัดให้พรรคการเมืองโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ทางวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐโดยเท่าเทียมกัน ปัจจุบันนี้รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็จัดอยู่แล้วครับ จัดเวทีกลางให้ปราศรัยหาเสียงในเขตเลือกตั้งดังกล่าวเมื่อสักครู่ครับ เพราะฉะนั้น กกต. ก็จะรองรับตัวนี้ไว้ ปฏิรูปองค์กรและกลไกในการจัดการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ เช่น ป้องกันปราบปรามการซื้อเสียง ในประเด็นนี้เป็นการปฏิรูปอํานาจหน้าที่ของ กกต. นะครับว่า ปัจจุบันนี้ในการที่สอบสวนคดีทุจริตเลือกตั้ง กกต. จะใช้แค่เพียงหนังสือเชิญให้มาให้การ ทาง กกต. ก็เลยเสนอมาว่าควรจะให้มีอํานาจหน้าที่ในการออกหมายเรียก หรือว่าจับกุม ในกรณีความผิดซึ่งหน้าต่าง ๆ อันนี้ก็อยู่ในชั้นของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกําลังพิจารณา อยู่เหมือนกัน

อันสุดท้าย ปฏิรูปกระบวนการให้การศึกษาเพื่อสร้างจิตสํานึกพลเมืองครับ อย่างที่กล่าวไปเมื่อสักครู่ตอนต้น วัฒนธรรมการเมืองขึ้นอยู่กับค่านิยม ทัศนคติที่เราจะตัด ตัวนี้ออกไป ตัดออกมาให้มีค่านิยมที่เกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชัน ให้ประชาชนเกลียดชังทุจริต คอร์รัปชัน เกลียดชังการซื้อเสียงเลือกตั้ง ในส่วนของอนุกรรมาธิการกลไกระบบเลือกตั้ง ของกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองมีเท่านี้ กราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาครับท่านประธาน