สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๖ · ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๘

เอกชัย ศรีวิลาศ หารือเรื่องการปฏิรูปการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคัดสรรผู้นำที่มีคุณภาพ และเสนอแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งและอำนาจของประชาชน โดยให้อำนาจไปอยู่ที่ประชาชนในการทำหน้าที่เป็นพลเมือง และเสนอการปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่มีสิทธิและหน้าที่ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และเสนอการยกร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเมือง

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผมขอเสนอ ในส่วนที่เหลืออยู่นะครับ ขอเรียนในขั้นต้นว่าเอกสารรายละเอียดทราบว่าแจกให้กับทุกท่าน แล้วนะครับ อันที่ ๒ ข้อเสนอในการปฏิรูปก็มิใช่ว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ทั้งหมด เพราะว่าข้อเสนอนี้อาจจะแตกต่างกับทางด้านการยกร่างรัฐธรรมนูญ อันที่ ๓ ก็เป็น สิทธิส่วนบุคคลที่แต่ละคนในคณะเราก็จะมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายเราก็ยอมรับ ในเสียงข้างมากแล้วก็ผลจากการนําเสนอในการปฏิรูปนั้นก็เป็นผลจากเสียงข้างมาก ถึงแม้ผมอาจจะไม่เห็นบางส่วน ท่านประธานของผมไม่เห็นบางส่วน แต่ว่าเสียงข้างมาก ต้องการอย่างนั้นก็ได้เสนอมาตามนั้น ในส่วนของแผนการปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็น ของนายทุน เมื่อสักครู่ท่านจรุงวิทย์ก็ได้เสนอไปส่วนหนึ่งแล้วผมอยากจะสรุปอย่างนี้ว่า ประเด็นหลักของการปฏิรูปพรรคการเมืองที่ไม่เป็นของนายทุนเราได้เสนอในเรื่องต่าง ๆ เอาไว้ ๗ ประการด้วยกัน ที่มีรายละเอียดอยู่ในเอกสารก็คือหน้าที่และการบริหาร พรรคการเมือง การเป็นสถาบันทางการเมือง การเป็นพรรคการเมืองของประชาชน การป้องกันทุจริตการซื้อเสียง ขายเสียงของพรรคการเมือง การหาเสียงของพรรคการเมือง เงินอุดหนุนทุนให้แก่พรรคการเมืองและการยุบพรรคการเมือง ซึ่งบางเรื่องท่านจรุงวิทย์ ได้นําเสนอไปแล้ว แต่ข้อสําคัญก็คือการคัดสรรผู้นําทางการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพนั้น เราเน้นว่าต้องมาจากประชาชน จึงมีวิธีการเลือกตั้งข้างต้นเรียกว่า ไพรมารีโหวต (Primary vote) อยู่ในหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน ในส่วนตั้งแต่ผู้นําการเมือง นักการเมืองทั้งหมดเพื่อให้ได้มา ซึ่งผู้นําทางการเมืองและนักการเมืองที่มีคุณภาพ

อีกประการหนึ่ง ก็คือการศึกษาทางการเมืองการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยเรามีการเสนอว่าให้สร้างกลุ่มยุวชนประชาธิปไตยขึ้นมาเพื่อเป็นฐานราก เรื่องประชาธิปไตยในการที่จะสร้างพลเมืองที่เป็นนักการเมืองในอนาคตต่อไปที่มีคุณภาพ

เรื่องการสื่อกลางเชื่อมโยงความต้องการระหว่างรัฐบาลและประชาชนนั้น เราเสนอให้จัดตั้งศูนย์รับฟังความคิดเห็น ความเดือดร้อน ความต้องการของประชาชน แล้วนําความเดือดร้อนของประชาชนไปสู่รัฐบาลโดยให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในนามของพรรคต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ไพรมารีโหวต (Primary vote) และอายุไม่ต่ํากว่า ๒๕ ปี อันนี้ก็จะสร้างความยากลําบากให้นักการเมือง ในยุคใหม่พอสมควรเหมือนกันนะครับ แต่คิดว่าในระยะยาวก็คิดว่าท่านนักการเมืองทั้งหลาย ก็คงจะสามารถที่เข้าสู่ระบบนี้แล้วก็เป็นการสร้างธรรมาภิบาลให้กับพรรคการเมืองเองด้วย

เรื่องต่อไปก็คือให้มีระบบพรรคการเมืองที่มีแบบหลายพรรคการเมือง โดยไม่มีกลุ่มทางการเมือง เราเสนอว่าการจัดตั้งพรรคการเมืองกระทําได้ง่ายขึ้นไม่ยุ่งยาก แบบแต่ก่อนนี้ ยกตัวอย่างการกําหนดให้สมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๑๕ คน สามารถจัดตั้งพรรคการเมืองได้ในส่วนนี้ ในส่วนการจัดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นที่เรียกว่า ไพรมารีโหวต (Primary vote) ภายในพรรคการเมืองนั้น ก็เพื่อดําเนินการให้ได้มา ซึ่งกรรมการบริหารพรรคกรรมการบริหารสาขาพรรค โดยใช้วิธีการเลือกตั้งขั้นต้น แล้วในการสรรหาตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตใช้วิธีการเลือกตั้งขั้นต้น โดยการกําหนดวิธีการสรรหาตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะของเรา เพราะฉะนั้น ก็คิดว่าตัวแทนของพรรคการเมืองที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชนก็ต้องลงพื้นที่ แล้วก็ เข้าหาพื้นที่ แล้วก็ไปทําความเข้าใจกับประชาชน ถึงจะได้รับการเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง แต่ละพรรคนั้น

อันต่อไปก็คือให้สาขาพรรคการเมืองจัดให้มีการเลือกตั้งขั้นต้นโดยสมาชิก ของสาขาพรรคเพื่อให้ได้ตัวแทนของพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งโดยตรง แล้วก็ ให้สาขาพรรคเป็นผู้เสนอรายชื่อบุคคลให้คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณาแต่งตั้ง เป็นผู้สมัครของพรรค เพราะฉะนั้นพรรคคงต้องเดินหาเสียงแข่งกันในผู้ที่จะไปสมัคร แต่ก่อนนี้คงไม่ใช่ให้กรรมการบริหารพรรคสามารถชี้ได้เลยว่าใครจะลงเขตไหนนะครับ

ประการต่อไป ก็คือกรณีที่มิได้มีสาขาพรรคในทุกเขตเลือกตั้ง ควรกําหนด ให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นได้

แล้วในประการสุดท้ายนั้น ก็คือว่าให้คณะกรรมการใหญ่ของพรรคมีอํานาจ ตัดสินหากคณะกรรมการบริหารพรรคไม่เห็นชอบกับมติของสาขาพรรค

ส่วนในเรื่องการยุบพรรคการเมืองนั้น เราได้เสนอว่าห้ามมิให้มีการยุบ พรรคการเมือง เว้นแต่พรรคการเมืองได้กระทําความผิดโดยกรณีดังต่อไปนี้ ประการแรก ก็คือกระทําความผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ประการที่ ๒ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และประการที่ ๓ คือทําลายความมั่นคงของชาติ อันนี้ก็มีเหตุที่ทําให้ต้องยุบพรรคเช่นเดียวกัน

ส่วนในการปฏิรูปการให้การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง อันนี้สําคัญยิ่ง แล้วก็ เมื่อครั้งมีการทําเรื่องปฏิรูปแล้วก็ยกร่างที่ผ่านมานั้นให้ความสําคัญต่อซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) คือการให้ความรู้กับประชาชนที่รู้ถึงสิทธิหน้าที่ของประชาชนเอง และรู้ถึงว่าวัฒนธรรมประชาธิปไตยเป็นอย่างไรในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ก็เป็นข้อเสนอ ของเราในส่วนหนึ่งนะครับ

อีกส่วนหนึ่ง คือในส่วนที่เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาชนนั้น เราได้เสนอ เอาไว้ว่าให้จัดให้มีกลไกส่งเสริม สนับสนุนการประสานงานดําเนินการภาคประชาชน อย่างต่อเนื่อง แล้วก็แก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มอํานาจให้แก่ประชาชนในการร่วมตรวจสอบ และเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ ในแผนการปฏิรูป การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนนั้น เราได้มองเห็นว่าเราต้องการ เสริมสร้างความเข้มแข็งและอํานาจของประชาชน ก็คือให้อํานาจไปอยู่ที่ประชาชนในการทํา หน้าที่เป็นพลเมือง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ได้ถกเถียงกันเยอะแยะมากมายในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เหมือนกัน และในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าคําว่า พลเมือง มีนัยครอบคลุม ขนาดไหน เป็นสิ่งที่จะต้องทําความเข้าใจ แล้วก็เป็นสิ่งที่จะต้องสร้างต่อไป อันที่ ๒ ก็คือ ปลูกฝังและสนับสนุนการเรียนรู้ การอบรม การกล่อมเกลา และการสร้างจิตสํานึกของ พลเมืองให้เกิดขึ้นมา

ประการที่ ๓ ก็คือทําให้การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองเข้าสู่การศึกษา ในระบบ เพราะว่าที่ผ่านมานั้นมีการอบรมศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับพลเมือง ซีวิกเอดูเคชัน (Civic education) ก็มีหลายสถาบันที่ทําอยู่ ก็เป็นสิ่งที่จะต้องทําตรงนี้ให้เป็นเอกภาพมาก ยิ่งขึ้น

ข้อเสนอในการปฏิรูปและแนวทางดําเนินงานในเรื่องนี้เราได้เสนอเอาไว้ ในคณะอนุกรรมาธิการที่ ๔ ว่าให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ๒ ชุด ชุดแรกคือการเรียนรู้ ทางการเมืองของภาคประชาชน อันนี้คงต้องมีองค์กรที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ของเดิมนั้นก็จะมีทั้ง กกต. ก็ทําด้วย สถาบันพระปกเกล้าก็ทําด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์กรอื่น ๆ ก็ทําด้วย แต่ว่าต่างคนต่างทํา ยังไม่มีความเป็นเอกภาพ เราคิดว่าต่อไปเราจะให้อํานาจตรงนี้ ไปอยู่กับประชาชน เราต้องสร้างให้ประชาชนได้เดินไปในแนวทางเดียวกันอย่างเป็นเอกภาพครับ

ประการต่อไป ก็คือด้านการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการทําหน้าที่เป็นองค์กรกําหนดยุทธศาสตร์ แล้วองค์กรทั้ง ๒ องค์กรที่ว่าในระดับชาตินี้ เป็นองค์กรที่จะทําหน้าที่กําหนดยุทธศาสตร์ทั้ง ๒ ภารกิจนี้ ทั้งการเรียนรู้ การเมืองภาคพลเมือง การรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเด็นที่เราได้เสนอเอาไว้นั้น จะต้องให้มีการยกร่างกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติ ๓ ฉบับด้วยกัน ฉบับแรก การยกร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้พลเมืองของประชาชน พระราชบัญญัติที่ ๒ คือยกร่าง พระราชบัญญัติรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งคงทราบกันว่าพระราชบัญญัติส่วนนี้ได้ตกไปในสภา ที่ผ่าน ๆ มายังไม่เคยผ่านสภาออกมาเป็น พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชน แล้วก็เรื่องที่ ๓ เราคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ พอสมควรเหมือนกันเพราะว่าเป็นเรื่องข้อมูลข่าวสาร แล้วก็มีกฎหมายข้อมูลข่าวสารเดิมอยู่แล้ว มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรี แต่การให้ข้อมูลข่าวสารประชาชนเป็นสิ่งที่ สําคัญยิ่ง แล้วก็การให้ข้อมูลข่าวสารเราเชื่อแน่ว่าถ้าเผื่อประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงแล้วเชื่อแน่ว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจะมี คุณภาพมากยิ่งขึ้น เราจึงให้มีการปรับปรุงพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารสาธารณะขึ้นมาใหม่ จากที่เดิมมีอยู่แล้วก็ยังเป็นลักษณะแคบที่ไม่ได้เปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้

- ๕ ๘ / ๑ แล้วก็ต่อไปนี้น่าจะเป็นการเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้อย่างทั่วถึงกันนะครับ หัวใจในการปฏิรูปการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนก็มีอยู่ด้วยกัน ก็คือว่าจะต้องมีองค์กรที่เป็นเจ้าภาพขึ้นมารับผิดชอบ คงจะปล่อยให้ทํางานแบบเบี้ยหัวแตกแบบเดิมไม่ได้ต่อไปแล้ว จึงต้องมีองค์กรที่ในระดับชาติ ขึ้นมาดูแลใน ๒ ส่วนนี้เพื่อให้การเรียนรู้ การมีส่วนร่วมเป็นภารกิจที่ต้องดําเนินการ ในอนาคตต่อไป ผมก็ขอสรุปนําเสนอส่วนในการปฏิรูปของการเมืองให้กับท่านประธาน และสมาชิกเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ