รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่อยากขัดจังหวะนะครับ เป็นเรื่องพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ถ้าหยิบมาหารือมันก็จะยาวไป ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในประเด็นที่กําลังจะพิจารณากันอยู่นะครับ ก็เข้าใจครับ ฉะนั้น ผมคงจะไม่อนุญาตนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

เห็นใจเถอะครับ ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอเวลานิดเดียวเท่านั้นครับ เพื่อจะกราบเรียนว่าพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนจริง ๆ ครับ แล้วก็ตอนนี้เขาถึงจุดที่เขารับไม่ไหวแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

คุณหมอครับ อย่างที่ผม กราบเรียนนะครับ แต่ก็ไม่เป็นอะไร ผมจะให้เกียรติ ก็ใช้เวลาสักนาที ๒ นาที ก็จะได้เข้าสู่ ประเด็นเลยครับ ขอเป็นอย่างนั้นนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

คือผมอยากจะให้ ทางรัฐบาลรีบแก้ไขปัญหานะครับ โดยการส่งคนไปเจรจา แล้วคนที่ไปเจรจา ผมอยากให้ เป็นคนที่มีอํานาจในการตัดสินใจครับ อย่าส่งประเภทที่ไม่มีคุณค่าอะไรลงไป อย่างเช่น ท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาตินะครับ สิ่งที่พี่น้องประชาชนเขาติดใจก็คือเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นผมอยากให้คนที่ไปเจรจาให้ความธรรมกับพี่น้องประชาชน ถ้าท่านจะช่วย สินค้าอื่น สินค้าเกษตรตัวอื่น ในปริมาณที่เท่าใด สินค้ายางพาราที่เท่า ๆ กันก็ควรจะช่วย ในขณะที่มันเท่า ๆ กันด้วยนะครับ แล้วตอนนี้พี่น้องประชาชนเขาเรียกร้องคําสัญญา ที่ทางรัฐบาลได้ให้กับเขาไว้ ก็คือว่ายางพาราราคา ๑๒๐ บาท ผมถึงอยากให้ทางรัฐบาล อย่าได้นิ่งเฉยครับ ก่อนที่เหตุการณ์มันจะลุกลามใหญ่โตไปมากกว่านี้ ให้รีบลงไปแก้ไข โดยเร็วที่สุดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ครับ ๆ พอสมควรครับ โอเคครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

พวกผมร้อนใจ จริง ๆ ครับ ไม่มีอารมณ์ที่จะประชุมเลย บอกกับท่านประธานตรง ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ พอแล้ว กระมังครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตสอบถาม ท่านประธานสักนิดหนึ่งครับว่า ท่านประธานได้นัดประชุมร่วมรัฐสภา โดยเอาเวลาของ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปหลายอาทิตย์แล้ว เพื่อที่จะประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมที่มาของ ส.ว. ซึ่งความจริงแล้วความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรมีเรื่องที่ต้องค้างพิจารณาจํานวนมาก และเป็นประโยชน์กับพี่น้อง ประชาชนทั้งสิ้น ก็เลยจะเรียนสอบถามท่านประธานรัฐสภาว่า ท่านจะมีนโยบายที่จะให้ สภาผู้แทนราษฎรได้ทําหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายมาเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนหรือไม่ อย่างไร หรือว่าจะให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะที่มาของ ส.ว. นั้นให้แล้วเสร็จ เพื่อให้ทันกับการเลือกตั้ง ส.ว. ที่จะมีถึงในปีหน้า โดยที่จะไม่ต้องพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรเลยหรืออย่างไร ขออนุญาตสอบถามท่านประธานครับ เพราะว่าผมจะได้ ทําหน้าที่ได้อย่างเข้าใจ และจะได้รู้นโยบายของท่านประธานด้วย กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็คงเป็นปกติละครับ ที่ผมยืนหยัดมาโดยตลอดนะครับ ก็ให้วิป (Whip) ๓ ฝ่าย ลองไปหารือกันนะครับ ท่านสาธิต มีอะไรครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดระยองครับ ขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมได้หารือ ผมคงหารือประเด็นเรื่องที่กําลังเป็นเรื่อง ที่สําคัญของพี่น้องเกษตรกรขณะนี้นะครับ คือพี่น้องชาวสวนยางพาราผมเรียนอย่างนี้ครับ นิดเดียวครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสาธิตครับ อย่างนี้ นะครับ เมื่อสักครู่ผมได้เปิดให้คุณหมอสุกิจได้ใช้โอกาสตรงนี้แล้ว แล้วก็ท่านบอกใช้เวลา ไม่มาก ก็พูดในประเด็นเท่านั้น เพื่อสื่อให้ทราบว่าต้องการอะไร อย่างไร คงไม่เปิดโอกาสให้ได้ อภิปรายยาวนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ให้ท่านสักนาทีเท่านั้น แล้วก็คงจบ ขอเข้าประเด็น เลยนะครับ ผมว่าพอแล้วครับ ไม่อย่างนั้นผมขอเข้าประเด็นเลยนะครับ เอาอย่างนี้ท่านสาธิต นาทีหนึ่ง ท่านประเสริฐครึ่งนาที แล้วพอเท่านี้นะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมไม่พูดอะไรมากนะครับ แต่ผมเรียนว่าขณะนี้รัฐบาลก็คงจะรู้ถึงความ เดือดร้อนของพี่น้องประชากรชาวสวนยางพารา แต่ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลสะทกสะท้าน แค่ไหนกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ประสบความเดือดร้อนกับการชุมนุม เพราะว่าผมเห็นอาการจากท่านผู้ที่รับผิดชอบในการที่จะเข้าไปเจรจากับพี่น้องเกษตรกร ยังไม่ได้ตอบสนอง ประเด็นก็คือว่าการจะไปเจรจาทุกครั้งเหมือนมีธงอยู่ในใจตลอดเวลา ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมเรียนท่านประธานเพื่ออาศัยบารมีจากท่านประธาน นี่ผมเรียนด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับว่า ผมอยากให้ท่านประธานประสานไปยัง ผู้ที่รับผิดชอบคือท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ได้ให้ความตั้งใจจริงในการที่จะไปแก้ปัญหา ไปนั่งคุยกันว่าเขาต้องการอะไร แล้วปฏิบัติอย่างมาตรฐานเดียวกันกับพี่น้องเกษตรกร ทุกอาชีพ ผมว่าแค่นี้ไม่ต้องมีธงไปก่อนปัญหาจะแก้ได้ครับ ฝากท่านประธานด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านประเสริฐ ครึ่งนาทีครับ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ความเป็นจริงผมต้องการจะเสนอแนะท่านประธานรัฐสภาว่าวันนี้ เราอยากเห็นท่านประธานรัฐสภาแสดงความจริงใจและทําให้ประวัติศาสตร์ของสภาได้เป็น ประวัติศาสตร์เสียที ว่าปัญหาชาวบ้านที่เดือดร้อนกันอยู่ทั้งประเทศเรื่องยางพารา ถ้าวันนี้ ท่านประธานจะใช้อํานาจประธานเลยครับ สั่งเปลี่ยนแปลงการประชุมจากวันนี้เราจะ ประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมันยังไม่เดือดร้อนเท่าไร มาเป็นการประชุมปัญหาของเกษตรกร ที่ชุมนุมกันอยู่ทั้งประเทศ แล้วภาคใต้ตอนนี้ก็เข้าใกล้จะเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปแล้วครับ เพราะความเดือดร้อนของประชาชน เราโทษผู้ชุมนุมไม่ได้ แต่ว่าความเดือดร้อนของเขานี้ เขาจําเป็นต้องทําเราจะไปพึ่งรัฐบาลด้านเดียวไม่ได้ครับ สภานิติบัญญัติมีความจําเป็นต้องแสดงให้ ประชาชนเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้อีกด้านหนึ่ง ถ้าท่านประธานจะกล้าหาญชาญชัยวันนี้เอาเลยครับ เปลี่ยนแปลงวันนี้ไม่ต้องประชุมรัฐธรรมนูญ เอาเรื่องยางพาราขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านสุนัย สักท่านนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ในนาม สมาชิกรัฐสภา ผมเองบ้านผมไม่มียางพารา แต่ผมเห็นใจเพื่อน ส.ส.ฝ่ายค้าน แล้วก็เห็นใจ เพื่อนที่เสนอท่านประธาน อยากให้ท่านประธานได้ช่วยเหลือประชาชน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยขอสักนาทีนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ครับ ผมนาทีเดียวครับ ผมคิดว่าถ้าเราบริหารเวลาการประชุมรัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ผมอยากจะสนับสนุนท่านผู้แทนฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้อํานาจแก่ท่านประธาน คุมข้อบังคับเข้มแข็งไม่ให้พูดนอกประเด็นเป็นไปตามข้อบังคับจบไปแล้วครับ เราจะได้มีเวลา ของเราไปแก้ปัญหาประชาชน แต่เพราะว่าเราใช้วิธีการในสภาเรื่องรัฐธรรมนูญทําให้เวลา ที่เสียไปอย่างน่าเสียดายที่สุดนี้เราน่าจะสํานึกร่วมกันครับ ขอให้ท่านได้ดําเนินการควบคุม ข้อบังคับอย่างเข้มแข็งเถอะครับ เวลาจะจบลงอย่างรวดเร็ว แล้วเราก็จะได้ดําเนินการ ไปแก้ปัญหาใช้เวลาอื่น ๆ ดังนั้นวันนี้บรรยากาศดีมากครับท่านประธาน หลังจากเรา พักเหนื่อยมาแล้ว ขอให้วันนี้เป็นวันเริ่มต้นที่ดีเถอะครับ ในการรักษาข้อบังคับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพูด ๓ คน ฝั่งนี้ พูดคนเดียวแล้วก็ถ้าท่านบอกฝั่งนี้พาดพิงท่านพูด ๓ คน ฝั่งนี้พูดคนเดียว แล้วก็ถ้าท่านบอก ฝั่งนี้พาดพิง ท่านก็พาดพิงฝั่งนี้เหมือนกัน ก็ไม่จบ ไม่มีจบครับอย่างนี้ ผมขอเป็นท่านสุดท้าย ให้เกียรติท่าน ส.ว. ขอท่านเดียว แล้วขอเข้าประเด็นเลยครับ

พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ และต้อง ขอบคุณท่านประธานที่กรุณาได้ให้ผมได้แสดงความเห็น ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง พี่น้องประชาชนที่อยู่ทั่วราชอาณาจักร โดยเฉพาะที่มีการเรียกร้องชุมนุมอยู่ทางภาคใต้ และสมาชิกรัฐสภา ในส่วนหนึ่งได้แสดงความเห็นว่าในปัญหาความเดือดร้อน ผมเข้าใจครับ ท่านประธาน แต่โดยที่ท่านประธานได้มีหนังสือให้มีการประชุมร่วมกันในวันนี้เพื่อให้มี การพิจารณาในครั้งที่ ๖ วันนี้ เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าถ้าท่านประธานจะใจกว้างครับ ก่อนที่จะมีการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ อยากจะเปิดโอกาสท่านได้ตัดสินด้วยความกล้าหาญว่า เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นอย่างน้อยสัก ๓๐ นาที ก็จะเป็น พระคุณอย่างสูงครับ ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอแล้วกระมังครับ ฝั่งนี้ก็มี ๒ คน ยกมือ ฝั่งโน้นก็อีก ๒ ท่าน ผมว่าพอแล้ว ไม่อย่างนั้นจะอยู่อย่างนี้ ขอเข้า ประเด็นเลยนะครับ ขออนุญาตเลยครับ ดําเนินการต่อเลยครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

(นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ผมไม่ได้ผิดข้อบังคับข้อไหน นะครับ ถ้าผิดข้อ ๕ ก็น่าจะเป็นท่านวัชระเป็นคนผิดเอง เป็นอํานาจของประธานที่จะ อนุญาตให้ใครพูดหรือไม่ให้ได้พูด ไม่ใช่ว่ายกมือแล้วผมต้องชี้ ไม่ใช่ครับ นั่งเถอะครับ ท่านวัชระครับ ผมได้อนุญาตให้หารือกันได้พอสมควรแล้วครับ แล้วก็น่าจะจบได้แล้ว เข้าสู่ประเด็นได้แล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ท่านต้องอนุญาตให้ผมพูดครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทําไมผมถึงอนุญาตครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพราะ ผู้ชุมนุมถูกยิงตาย ผมจะถามรัฐบาลว่าผู้ชุมนุมที่ถูกยิงตาย รัฐบาลจะจ่ายค่าเยียวยาเท่าไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาไว้ท่านไปตั้งกระทู้ถาม คนละโอกาสแล้วครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ผมขอต่อเลยครับ ท่านพอเถอะครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ไปถามเดี๋ยวประเด็นพาดพิงก็ยุ่งเข้าไปอีก มันเป็นเรื่องข้อเท็จจริง ที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่เขากําลังดูแลอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นก็ให้เขาดําเนินการไปก่อน ผมขอเข้าประเด็นเลยครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ ท่านวัชระครับ ผมได้สั่งการ และผมก็ สั่งการใส่ไมโครโฟน (Microphone) ต่อหน้า ท่านก็นั่งฟังอยู่

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็เขาไม่ส่ง แล้วก็มานั่งตรงนี้อีก ก็ต้องให้เขาตอบว่าทําไมไม่ส่ง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เจ้าหน้าที่เขามาชี้แจงกับผม ว่าเอกสารเยอะมาก เขารวบรวมอยู่ แล้วเขาก็ส่งไปบางส่วนแล้ว และจะค่อย ๆ รวบรวม ทยอยส่ง

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ สัญญาซื้อนาฬิกา ๑๕ ล้านบาทให้ได้ใช่ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภา ช่วยดําเนินการเรื่องนี้ด้วยนะครับ ช่วยดําเนินการหน่อย ช่วยกําชับ เลขาธิการรัฐสภาชี้แจงว่า ส่งไปแล้ว

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่มีครับ ท่านพูดจาโกหกต่อหน้า ส.ส. ได้อย่างไร สัญญาจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกา ๑๕ ล้านบาท ไม่ส่งให้ แม้แต่ใบเดียว สัญญาจัดซื้อจัดจ้างห้องนักข่าวข้างล่าง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่ส่ง สัญญาเช่าอาคารรัฐสภาที่จังหวัดอุบลราชธานีที่เช่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ยังไม่ส่ง ท่านจะให้ ส่งเมื่อไรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ฝากท่านเลขาธิการรัฐสภา ดําเนินการด้วยก็แล้วกันนะครับ โอเคครับ ผมขอเข้าประเด็นเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ และผู้ที่ถูกยิงตายเสียชีวิต รัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาเท่าไร จะจ่าย ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท เท่ากับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงหรือไม่

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็เป็นเรื่องที่คุณต้องไปถาม รัฐบาลนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ก็นี่ละครับ ผมก็ต้องถามผ่านท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันไม่ใช่วาระที่จะต้อง มาถามตอนนี้ครับ ผมเข้าประเด็นเลยครับ เข้าประเด็นเลยครับ เชิญท่านเลขาธิการรัฐสภา เข้าประเด็นเลยครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วชาวสวนยางพาราที่ตากแดด ตากฝน ตากน้ําค้างละครับ ผม วัชระ เพชรทอง แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขอประท้วงท่านประธาน เลขาธิการรัฐสภา ตอบคําถามก่อน ทําไมไม่ส่งสัญญาจัดซื้อจัดจ้างอาคารรัฐสภาที่จังหวัดอุบลราชธานี ทําไม ไม่ส่งสัญญาจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกา ๑๕ ล้านบาท ทําไมไม่ส่งสัญญาจัดซื้อจัดจ้างห้องนักข่าว ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมายืนอยู่

นายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการรัฐสภา

มาตรา ๕ แก้ไข มาตรา ๑๑๕ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็นและมีผู้แปรญัตติขอสงวน คําแปรญัตติครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ ผมว่าพอสมควร แล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ท่านนั่งเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นอย่างไร ก็เป็นกันครับ ท่านสั่งให้ส่งในที่ประชุมกรรมาธิการ ๓๕ คณะเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้ว ให้ส่งหน่อยสิครับ หรือคําสั่งของประธานรัฐสภาไม่ศักดิ์สิทธิ์ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภา เมื่อสักครู่มาชี้แจงบอกว่าส่งไปแล้วนะครับ ถ้าอย่างนั้นไปดูอีกที แล้วก็ผมกําชับอีกทีนะครับ ให้รีบส่ง จบนะครับ พอแล้วครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ไม่ส่ง เลยครับ แล้วเรื่องยางพาราล่ะครับ พี่น้องที่ถูกยิงตายท่านจะจ่ายเงินเยียวยาเท่าไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

พูดไม่จบนี่ ได้คืบจะเอาศอก ผมก็เป็น ส.ส. ผมก็ทําหน้าที่ ไม่ได้มีปัญหา มีหน้าที่ ไม่ได้มี ปัญหาแค่ที่เดียว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะ ท่านนั่งดีกว่า จบ พอแล้วครับ ท่านวัชระพอเถอะ พอแล้วจ่าประสิทธิ์ พอแล้ว ท่านวัชระเอาละครับ พอแล้ว นั่งเถอะ นั่งเถอะครับ นั่งเถอะครับ ท่านนั่งเถอะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

เป็น ส.ส. ได้ใช้สิทธิอยู่คนเดียวหรืออย่างไร คนอื่นเขาไม่มีสิทธิหรืออย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ นั่งเถอะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ให้ นายวัชระ เพชรทอง นั่งลง แต่นายวัชระ เพชรทอง ไม่ปฏิบัติตาม นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา จึงได้ยืนขึ้น)
นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓๐ วินาทีครับ พี่น้องชาวสวนยางพาราเดือดร้อนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓๐ วินาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระครับ นั่งเถอะครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓๐ วินาทีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอเชิญเจ้าหน้าที่ตํารวจรัฐสภา พาท่านวัชระออกไปสงบสติอารมณ์สักระยะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้มีคําสั่งให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ รัฐสภา เชิญนายวัชระ เพชรทอง ออกจากที่ประชุม)

ไม่มีอะไรครับ ไปนั่งสงบ สติอารมณ์สักระยะหนึ่งเท่านั้น

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานบอกเขาเฉย ๆ ก่อนก็ได้ เขายังไม่ได้ทําอะไรเลย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้วครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมประท้วงท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอเถอะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านฟังสิครับ ท่านจะใช้อํานาจเพียงคนเดียวหรือครับ ผมประท้วงท่านประธาน เวลาชาวบ้านจะตายไม่เห็นจะจับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้ว ผมว่า สมควรแล้วครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านทําอย่างนี้ท่านไม่สามารถเป็นประธานสภาได้หรอกครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นอย่างไรครับ ตํารวจพวกคุณเป็นอย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ การประชุม มันต้องมีข้อบังคับ ก็ต้องดําเนินการตามข้อบังคับ ถ้าไม่ยึดถือข้อบังคับแล้วจะประชุมกัน ได้อย่างไร

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ไม่ใช่ ข้อบังคับท่านประธาน เขาบอกให้ส่งเอกสาร เลขาธิการรัฐสภาก็ไม่ส่ง แล้วท่านประธาน ก็บอกว่าให้ส่งโดยเร็ว แล้วส่งโดยเร็วปีหน้าก็ได้ครับ อันนี้คือปัญหาครับ ท่านบอกสิครับว่า ให้ส่งพรุ่งนี้ ปัญหาจะได้จบ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภา ช่วยส่งภายในพรุ่งนี้นะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ส่งวันนี้ ก็ได้ ทําไมมันยากเย็นอะไรนักหนา แล้วเอาตํารวจอย่างนี้มารุมสมาชิกบ้าหรือเปล่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเลขาธิการรัฐสภา ผมย้ําอีกทีนะครับ ส่งวันพรุ่งนี้ พอสมควรแล้ว ผมว่าประชุมต่อดีกว่าครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เป็นอย่างไรครับ ตํารวจสภาเอาผมออกนอกห้องประชุมได้ไหมครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ต่อไปนี้ ไม่ต้องทํางานแล้ว ไม่เอาแล้ว จะทําอะไรก็ไม่ได้ ตํารวจสภานี้ก็ระวังนะครับ ไม่ใช่ประธานสั่ง ให้เข้ามา

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอแล้วนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ผมประท้วงท่านประธานจะมาพออะไรครับ ฟังผมก่อนสิครับ ว่าประท้วงอะไร

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ใช้อํานาจอะไร

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

อย่ามาพอ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

อย่างนี้ เสียหายนะครับ ทําไมทํากับสมาชิกอย่างนี้ท่านประธาน ทําอย่างนี้ได้อย่างไร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านขอผม ครึ่งนาที ผมอนุญาตครึ่งนาทีแล้ว ขอเป็นท่านสุดท้ายนะครับ จะได้ดําเนินการต่อครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ผมประท้วงครับ ประธานทําไมใช้อํานาจอย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ อํานาจอะไรของท่านประธานที่ทํา อย่างนั้น ท่านสมาชิกทุกท่านท่านเห็นด้วยหรือท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมให้ ท่านวัชระครึ่งนาที แล้วก็ขอจบนะครับ ขอเข้าประเด็นเลย ท่านธนาเชิญครับ แล้วฝั่งนี้ เชิญท่านจุลพันธ์

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานรู้ไหมครับว่าการทําหน้าที่ของผู้แทน ปวงชนชาวไทยนั้นถูกอํานาจมืด ถูกอํานาจทางการเมืองข่มเหงมาตลอด เพื่อไม่ให้สมาชิก ได้ทําหน้าที่ เราถึงต้องมีกฎหมายรัฐธรรมนูญปกป้องสิทธิของผู้แทนปวงชนชาวไทยไว้ และคนที่ต้องคํานึงถึงสิทธินี้มากที่สุดไม่ใช่พวกผมครับ แต่เป็นตัวท่านประธานเอง ท่านต้อง ทนเห็นคนอื่นรังแกเพื่อนสมาชิกไม่ได้ในขณะทําหน้าที่ ถ้าจะต้องดําเนินการอย่างไร ท่านประธานจะต้องเป็นคนออกมารับคนแรกเพื่อปกป้องไว้ ซึ่งสภาแห่งนี้ แต่กลับเห็นว่า ประธานรัฐสภากําลังทําหน้าที่ขัดขวางการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกอยู่เองและตลอดเวลา ท่านไปดูบทบัญญัติรัฐธรรมนูญในสมัยประชุมห้ามจับกุม คุมขัง หมายเรียกหรือคําสั่งเรียก อะไรก็ไม่ได้ และท่านเป็นใครครับ สั่งให้เจ้าหน้าที่มาจับกุมเพื่อนสมาชิกท่านทําผิด บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วน่าละอายที่สุด เพราะเป็นคนที่ต้องปกป้องการทําหน้าที่ ของเพื่อนสมาชิก แต่ท่านไม่ทํา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าสั่งให้ตํารวจจับสมาชิก รัฐสภาอีกเมื่อไร ท่านกําลังทําผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วท่านต้องรับผิดชอบ ท่านมีหน้าที่ต้องปกป้องสมาชิก ไม่ใช่ข่มขู่ท่านสมาชิก ท่านต้องปฏิบัติตามครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงใหม่

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าวันนี้เราเริ่มต้นมาก็ออกจะ ขรุขระหน่อย ท่านประธานได้ใช้อํานาจตามข้อบังคับการประชุมถูกต้องแล้ว ไม่ได้ขัดต่อ บทบัญญัติกฎหมายใด ๆ นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้เราเพิ่งจะ เริ่มมายังไม่ได้เข้าสู่เนื้อหา ก็มีการใช้เวลาพอสมควรในการที่ต่อล้อต่อเถียงในเรื่องบาง ประการนะครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ใช้เวลานี้พักการประชุมดีกว่าครับ สัก ๑๐ นาที แล้วเรากลับมาเริ่มกันใหม่ที่ ๐ แล้วเดินไปข้างหน้าพร้อมกันครับ

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่พอหรือครับ เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ไม่ว่าใครจะบอกท่านประธานทําถูกหรือทําผิดอย่างไรก็แล้วแต่ ผมอยากรู้ เหตุผลท่านประธานครับ ในฐานะที่ท่านเป็นประธาน เป็นประมุขของพวกผม ว่าท่าน ทําอย่างนั้นเพื่ออะไร ท่านใช้เหตุผลอะไร ท่านมีความเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนหรือไม่ ท่านคิดว่าท่านมีอํานาจแค่ไหน ท่านใช้เหตุผลอะไรครับ เมื่อสักครู่ที่ท่านทํากับสมาชิก เมื่อสักครู่ ตอบสักคําครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมใช้เหตุผลข้อ ๕ ซึ่งเป็น หน้าที่ของผมตามข้อบังคับที่ท่านทั้งหลายร่างให้ผม ผมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ เพื่อให้การประชุมดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย แล้วผมก็ใช้ข้อบังคับครบถ้วน เตือนท่านวัชระหลายครั้ง ท่านก็ไม่ฟัง จนผมต้องลุกขึ้นยืน ท่านก็ยังไม่นั่ง เพราะฉะนั้น ผมก็ให้ตํารวจรัฐสภาเชิญท่านออกไปสงบสติอารมณ์ ซึ่งทุกอย่างก็ดําเนินตามขั้นตอน ตามข้อบังคับ และตามรัฐธรรมนูญทุกประการ เชิญสลับทางนี้ครับ ครูมานิตย์เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ผมได้ยกมือก่อนทางซีกโน้นหลังจากที่ท่าน ส.ส. ประเสริฐ จากจังหวัดยะลา ได้ยกมือ ท่านประธานก็ไม่ให้ผมได้ใช้สิทธิในตรงนั้น ผมเห็นใจครับ ผมเห็นใจท่านประธานและผมก็เข้าใจว่าถ้าผมนั่งอยู่บนบัลลังก์ บรรยากาศอย่างนี้ ผมก็ ปวดหัวเหมือนกัน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านวัชระจริง ๆ ก็เป็นน้องนุ่งพรรคพวกที่สนิทกัน ที่จะหารือ ในเรื่องยางพาราพรุ่งนี้กระทู้สดก็มี แล้วญัตติเรื่องยางพารามันก็ค้างอยู่ แล้วทางซีกโน้นหารือ ผมเองก็อยากจะหรือเหมือนกัน เพราะว่าพี่น้องผมที่จังหวัดสุรินทร์ ที่ภาคเหนือ ที่จังหวัดสุรินทร์ ๓-๔ จังหวัด ก็เดือดร้อนเรื่องยางพารา แต่เราถือว่าญัตติเรื่องยางพาราพรุ่งนี้ได้คุยกันถึงครึ่งวัน แล้วกระทู้สด ผมเชื่อแน่ว่าพรุ่งนี้ว่าทางซีกพรรคประชาธิปัตย์เขาถามแน่ แต่โดยความบังเอิญ ทางโน้นต้องหารือจนประธานให้ทางโน้นหยุด ผมก็เลยต้องหยุดอย่างไรครับ พอหยุดแล้วทีนี้ ท่านวัชระก็ไปขอเอกสาร ผมคิดว่าการขอเอกสารน่าจะใช้เวลาอย่างอื่น แล้วท่านประธาน ก็ได้กรุณาให้เกียรติสั่งท่านเลขาธิการรัฐสภาในที่ประชุมแล้ว แต่ผมไม่สบายใจอยู่อย่างหนึ่ง นะครับว่า ที่ท่านประธานได้ปฏิบัติตามข้อบังคับแล้วก็ระเบียบที่ผมเคารพ คือท่านธนา บอกว่าเราใช้อํานาจมืด ผมคิดว่าสภาแห่งนี้มันเป็นสภาแห่งเหตุและผล แล้วก็ได้โต้เถียงกัน มาตลอด การหารือยางพารานี้ตั้งแต่คุณหมอสุกิจคนที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่งก็ได้หารือกัน ไปหารือกันมา และผมเชื่อแน่ว่าบรรยากาศในวันนี้ตอนเที่ยง ๆ ในขณะที่กําลังอภิปราย เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะมีท่านใดท่านหนึ่งลุกขึ้นมาหารือว่าม็อบกําลังเดินเข้า มาแล้วเดือดร้อนเรื่องยางพาราอีก ก็เป็นระยะ ๆ เหมือนกับการโฆษณาขายยากันอยู่ แล้วในรัฐสภาแห่งนี้ ผมก็เลยเห็นใจท่านประธานจริง ๆ แต่วันนี้บทสรุปท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานใช้ข้อบังคับ ใช้ระเบียบ อะไรมันเกิดมันก็ต้องเกิดครับ เพราะเรา ทุกคนมาจากร้อยพ่อพันแม่ ถ้าไม่มีข้อบังคับ ไม่มีระเบียบ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญ บังคับมันเดินไปมาได้ ท่านต้องออกเคร่งครัดเดินหน้าอย่างไรก็แล้วแต่ท่านนะครับ ถ้าท่านจะ พักประชุมก็เอา แต่ต้องใช้ระเบียบข้อบังคับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

การประชุมจะดําเนินไป ด้วยความเรียบร้อยนี้ ผมว่าทุกฝ่าย ทุกท่าน สมาชิกทุกคนต้องให้ความร่วมมือครับ เรามี ข้อบังคับเท่านั้นละครับ ที่จะเป็นหลักในการดําเนินการประชุมนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็จะ ยึดแนวนี้ครับ ข้อบังคับนี้เป็นหลักยังไม่จบหรือครับ เราใช้เวลากันเรื่องนี้มาพอสมควรแล้ว ท่านไหนเชิญครับ จะสลับทีละท่านนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับอยากจะ กราบเรียนท่านประธานถึงการใช้อํานาจของท่านประธาน ผมเห็นในยุคนี้ละครับ ที่สภาวุ่นวายมาก มีการเอาตํารวจสภาเข้ามาดําเนินการกับสมาชิก เหมือนกับจะกลายเป็น กิจวัตรประจําสัปดาห์ไปเสียแล้ว ทํากันแทบทุกสัปดาห์เลยครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านประธาน คงต้องทบทวนครับ เพราะว่าสมาชิกนี้ถ้าท่านประธานดูจากเหตุการณ์วันนี้ ท่านวัชระ เพชรทอง หรือแม้สมาชิกจากซีกพรรคประชาธิปัตย์หารือท่านประธาน สาระสําคัญอยู่ ๒ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ เรื่องเอกสารการทุจริต ที่บอกว่าจะต้องมอบให้ ก็ปรากฏว่า หลายอาทิตย์แล้วไม่ได้มอบ ท่านวัชระก็ทวงถาม แล้วก็จริง ๆ ถ้าไม่ได้ทวงถามในสภา ก็ไม่ทราบว่าจะไปทวงที่ไหนด้วย แล้วสุดท้ายท่านประธานก็สั่งว่าให้มอบโดยเร็ว พอผม มาท้วงท่านประธานก็บอกมอบพรุ่งนี้ อันนี้เรื่องที่ ๑ ถ้าท่านประธานปล่อยให้พูดเรื่องนี้ ส่งมอบเอกสารมาก่อนหน้านี้เรื่องนี้ก็คงไม่เกิด

เรื่องที่ ๒ เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนคนทั้งประเทศ มีเกษตรกร ชาวสวนยางพารามาชุมนุมทั้งประเทศ รัฐบาลก็เพิกเฉยไม่ได้ทําอะไร เราเป็นขั้วหนึ่งที่มาจาก ประชาชน เราเป็นสภาหนึ่งของประชาชน เมื่อรัฐบาลเพิกเฉย สภานี้ก็ควรจะทําหน้าที่แทน ประชาชนโดยการต่อสู้ให้กับระชาชน ต่อสู้ให้กับพี่น้องชาวเกษตรกร ต่อสู้แทนเกษตรกร สู้กับรัฐบาลด้วยซ้ําไป แต่ปรากฏว่าวันนี้สมาชิกลุกขึ้นมาทวงถาม ลุกขึ้นมาทํา ผมเป็นผู้หนึ่ง เสนอให้งดประชุมรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไปวันนี้ แล้วหยิบยกเรื่องยางพาราขึ้นมาพูดเพื่อให้ ปัญหาของเกษตรกรได้ยุติ ท่านประธานก็ไม่ได้ปฏิบัติตาม

๙/๑ สุดท้ายท่านประธานก็เชิญเจ้าหน้าที่ตํารวจมาเอาตัวสมาชิกออก ภาพเมื่อสักครู่ท่านประธาน เห็นเจ้าหน้าที่ตํารวจทําตัวเหมือนกับจะรุมกินโต๊ะสมาชิกรัฐสภา สมาชิกรัฐสภาเป็นโจร ที่ไหนครับ ไปปล้นที่ไหนมาครับ สมาชิกรัฐสภาที่พูดแต่ละคําพูดออกมาทําเพื่อตัวเอง หรือทําเพื่อประชาชนครับ ถึงต้องรุมกินโต๊ะกันขนาดนี้ สภานี้เข้าใกล้สภาเผด็จการ สภาทาส เข้าทุกขณะแล้วครับ ท่านประธานครับ อย่าได้ใช้พฤติกรรมอย่างนี้ต่อไปเลย ไม่เหมาะไม่ควร ไม่เป็นที่สมเหตุสมผล ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนครับ ต่อไปนี้เจ้าหน้าที่ตํารวจไม่ควร ย่างกายเข้ามาในห้องประชุมของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้แม้แต่ ๑ คน ขอบคุณครับ

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านสมาชิกปฏิบัติ ยึดตามข้อบังคับมันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีเรื่องเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นหรอกครับ ผมขอสลับ มาทางนี้ครับ เชิญท่านปรีชาพล ยกมือก่อน

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมไม่สบายใจ ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานด้วยในข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานใจกว้างเปิดให้เพื่อนสมาชิกได้หารือในเรื่องปัญหาความเดือดร้อน ของพี่น้องชาวสวนยางพารา ซึ่งกระผมก็เห็นใจครับ แต่เมื่อกติกาได้พูดคุยกันไปแล้ว ทางฝั่งท่านได้พูดถึง ๓-๔ คน ท่านประธานก็เห็นสมควรว่าควรจะเข้าสู่วาระ เพราะวันนี้ เป็นการประชุมร่วมของรัฐสภา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านสมาชิกวุฒิสภาเอง วันนี้ก็มา ประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อคืนนี้ท่านก็ดึก เพราะมีการประชุมงบประมาณ วันนี้ท่านก็ให้ ความร่วมมือมาเพื่อที่จะพิจารณากฎหมายสําคัญของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้การเกิดเหตุที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าข้อดีของการถ่ายทอดสดนั้น พี่น้องประชาชน จะเป็นคนตัดสินครับว่าใครถูก ใครผิด วันนี้มีการพยายามที่จะโยนความผิดให้ท่านประธาน ว่าความวุ่นวายนั้นอยู่กับท่านประธาน ทั้งที่มีการกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าให้ท่านประธานนี้ ใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ให้ปฏิบัติเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใครทําอะไร ย่อมรู้อยู่แก่ใจ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ สมัยผมเป็นฝ่ายค้านเอง ผมเองก็ ไม่เห็นจะมีปัญหาอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ใคร ผมเชื่อว่าท่านรู้อยู่แก่ใจว่า พฤติกรรมนั้นมันส่อถึงเจตนา แล้วก็ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้มีการดําเนินการ ซึ่งไม่เป็นการเคารพท่านประธานและข้อบังคับ ผมเองขอเสนอ ท่านประธานครับว่า ขอให้มีการตรวจสอบ แล้วก็สอบจริยธรรมของเพื่อนสมาชิกนะครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราว ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรกนะครับ ตํารวจรัฐสภาเอง ก็น่าเห็นใจครับท่านประธาน เขาทําหน้าที่ตามคําสั่ง ตามบทบัญญัติ ตามกฎหมายและหน้าที่ ของเขา แต่เมื่อเพื่อนสมาชิกไม่เดินออกดี ๆ ทั้งที่ท่านประธานก็บอกเองว่าให้ออกไปเพื่อ สงบสติอารมณ์ เมื่อไม่ออกก็ต้องมีการเชิญออก เมื่อเชิญออกไม่ออกมันก็เกิดปัญหาอย่างที่ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมเสนอท่านประธานครับ ขอให้มีการสอบจริยธรรมเรื่องดังกล่าวแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ เพื่อที่จะให้มีบรรทัดฐานในการดําเนินการ ไม่เช่นนั้นสภาของเรา จะตกต่ําจากพฤติกรรมของคนประเภทนี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าท่านสมาชิกเห็นว่า ใครปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องควรสอบจริยธรรม ก็ให้ยื่นเสนอเรื่องเข้ามาครับ จะให้ผมสอบเอง ผมคงไม่สอบหรอก ท่านมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นได้อยู่แล้ว ผมว่าพอแล้วกระมังครับ เชิญ จะเอาใครอีกสักท่านหนึ่งฝั่งละคนครับ เมื่อสักครู่บอกว่าอย่าใช้ตํารวจ ตอนนี้บอกให้ใช้ ตํารวจแล้วหรือ ท่านไม่ได้ดื้ออะไร ท่านชี้แจงว่าท่านประท้วง ท่านประเสริฐก็ขอมันจะได้ ต่อเนื่องเท่านั้นเองเอาอย่างนี้ท่าน เดี๋ยวให้ฝั่งนี้แล้วค่อยสลับมานะครับ จะได้ไม่มีปัญหา

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรังครับ ท่านประธานครับ

ข้อแรกก็คือ การตรวจสอบจริยธรรมของสมาชิก ผมคิดว่าต้องตรวจสอบ จริยธรรมของท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่าใช้ข้อ ๕ แต่ท่านประธานไม่ได้ดําเนินการ ตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ท่านประธานครับ กรณีเมื่อสักครู่ท่านประธานจะต้อง ดําเนินตามข้อ ๑๑๔ แต่ท่านประธานไม่ได้ทํา ท่านประธานให้ตํารวจสภาเข้ามาเชิญเอาตัว สมาชิกออกไปทันทีเลย ตรงนี้ละครับคือการทําหน้าที่ที่เกินอํานาจของท่านประธาน เป็นการบ้าอํานาจกันชัด ๆ เลยครับท่านประธาน

ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ เมื่อสักครู่ที่มีสมาชิกบางท่านที่บอกว่าวันนี้อาจจะ มีสมาชิกฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์นี่ละครับ อาจจะนําเสนอเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเรื่องยางพารา เปรียบเสมือนมาโฆษณาขายยา ท่านประธานครับ ท่านฟังรู้สึกอย่างไรบ้าง ท่านรู้ไหมครับ ผมเป็นคนใต้ ผมเกิดมาจากยางพารา ผมไม่ลืมกําพืด ของผม ผมรู้ว่ายางพารามันมีคุณค่ากับชีวิตอย่างไร บ้านผมไม่มีสวนยางพาราครับท่านประธาน แต่วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันทั่วประเทศ ผมยังอภิปรายเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ารัฐบาล จะต้องรีบแก้ปัญหา มิฉะนั้นมันจะเกิดความเดือดร้อนกันทุกแห่ง มีการปิดถนน มีการปิด ทางรถไฟ เดือดร้อนจริงไหมครับ วันนี้รัฐบาลเคยแก้ปัญหาไหม เราบอกว่าปัญหามันมีมากมาย แล้ววันนี้สภาควรจะเป็นสภาที่มาใช้การแก้ปัญหา แล้วกลายเป็นว่าท่านประธานสภา กลายเป็นมาใช้อํานาจ ถูกแล้วครับ ที่หลายท่านบอกว่าวันนี้มันกลายเป็นสภาทาสแล้ว ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

นี่พูดแล้วก็ใส่ร้ายกันไป ใส่ร้ายกันมา

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ไม่ใส่ร้ายครับ ผมเลยเรียนว่าคณะกรรมการจริยธรรมควรจะตรวจสอบจริยธรรมท่านประธานวันนี้ครับ ท่านประธานครับ

(นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมประท้วงคุณประเสริฐและคุณสมบูรณ์ด้วยว่าท่านกําลังบอกประธานว่าไม่ให้ ใช้อํานาจ ทีนี้ถ้าท่านพูดอย่างนั้นแล้วลุกขึ้นมาพูดอย่างนี้มันก็ผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ท่านประธานมีอํานาจเต็มที่ เพื่อความเข้าใจของผู้ฟังด้วย ผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน นะครับ หมวด ๑๐ เขาบอกเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย หน้า ๔๐ ข้อ ๑๑๔ ผู้ใดฝ่าฝืน ข้อบังคับนี้ประธานมีอํานาจเตือน ประธานก็เตือนแล้ว ห้ามปราม ให้ถอนคําพูด ห้ามพูด ในเรื่องที่ปรึกษาอยู่ ในกล่าวขอขมาในที่ประชุม แล้วสั่งออกจากที่ประชุมรัฐสภาโดยมี หรือไม่มีกําหนดเวลาในครั้งนั้นก็ได้ ในวรรคสองของข้อ ๑๑๔ ในกรณีที่ประธานสั่งผู้ใด ออกจากที่ประชุมรัฐสภาแล้ว หากผู้นั้นขัดขืน ก็แปลว่า ไม่เคารพข้อบังคับซ้ําเข้าไปอีก ประธานมีอํานาจสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นําตัวออกจากสถานที่ประชุมรัฐสภา หรือไปให้พ้นบริเวณรัฐสภา คําสั่งของประธานตามข้อนี้ผู้ใดจะโต้แย้งมิได้ แล้วผู้โต้แย้ง ทั้งหลายนี้เป็นใคร แล้วทําไมไม่เคารพข้อบังคับข้อนี้ละ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ได้ดําเนินการถูกต้อง มีข้อบังคับแล้ว ไม่ใช่ใช้อํานาจ ลุแก่อํานาจ ไม่ใช่ ผมนั่งอยู่ที่นี่ ก่อนที่ คุณวัชระจะเข้ามาด้วย รู้พฤติกรรมอะไรหมด ถ้ากรณีสั่งแล้วประธานสั่งแล้วสั่งอีก แล้วบังคับประธานว่าต้องให้ผมพูด ต้องให้ผมพูด ถ้าลุกขึ้นมาทั้ง ๒๐๐ คนเหมือนคุณวัชระ หมดล่ะ ต้องให้ผมพูด ๑ นาที ครึ่งวินาที แล้วประธานจะเกิดอะไรขึ้น จะประชุมได้ไหม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าพอสมควรแล้ว นะครับ ผมขอพัก ๑๐ นาที สงบสติอารมณ์ครับ

พักประชุมเวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๑.๓๘ นาฬิกา

ขออนุญาตดําเนิน การประชุมต่อนะครับ แต่เพื่อให้บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ผมก็จะให้ท่านที่ยังติดใจ ค้างคาใจอยู่ได้พูดคุยสักพอสมควรนะครับ เห็นบอกสักครึ่งชั่วโมง เชิญเลยครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมมีประเด็นที่จะต้องเรียนกับท่านประธานซึ่งเป็นประเด็นที่สําคัญ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวขออนุญาตครับ ใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จับเวลาครึ่งชั่วโมงไว้ครับ

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง 🔗

ก็คือประเด็น ของการใช้อํานาจของประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ นะครับ เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ เป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกประเด็นขึ้นมาว่าท่านประธานทําผิดข้อบังคับ แต่นั่นเป็นประเด็นของขั้นตอน เช่น เตือนแล้ว สั่งให้ออก รวมถึงการดําเนินการก่อนถึงขั้น ที่จะเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสภามาดําเนินการ ความจริงอันนั้นท่านประธาน ก็ทําผิดข้อบังคับอยู่แล้ว แต่ประเด็นที่ผมต้องเรียนกับท่านประธานนี้ ผมพบเหตุการณ์ ด้วยตนเองเมื่อสักครู่นี้ ก็คือในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ วรรคสอง ที่บอกว่าประธานมีอํานาจสั่ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นําตัวออกจากสถานที่ประชุมรัฐสภานี้ ที่ผมติดใจคือวิธีการ นําตัวออกไปครับ เมื่อสักครู่นี้ผมประชุมอยู่ข้างบน ผมดูภาพทางวงจรปิด ภาพที่ผมเห็นก็คือ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสภาประมาณ ๒๐ ท่าน พยายามที่จะฉุดกระชากลากถูนําตัวสมาชิกที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกรัฐสภา คือคุณวัชระ ออกจากในห้องประชุมของรัฐสภา ผมเห็นวิธีการของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ใช้วิธีการทั้งฉุดกระชากลากถู ทั้งดันข้างหลัง ผมวิ่งลงมาจากชั้นบนครับ มาถึงผมก็เข้าไปแล้ว พยายามที่จะห้ามปรามว่าอย่าทําเช่นนั้น ช่วงนั้นมีการดันกันเกิดขึ้น คุณวัชระล้มลงไปนอนกับพื้น แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภายังพยายามที่จะฉุดกระชากลากถูคุณวัชระ ทั้งที่ยังล้มตัวลงนอนอยู่กับพื้น ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ถ้าท่านประธาน มีอํานาจสั่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้นําตัวสมาชิกออกจากห้องประชุมตามข้อบังคับนี้ ท่านมีสิทธิสั่งให้เขาทําผิดกฎหมายในลักษณะเช่นนั้นได้หรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่การนําตัว ธรรมดา แต่เป็นการใช้กําลังบังคับขู่เข็ญประทุษร้ายสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมให้ออกจาก ห้องประชุมของรัฐสภา ผมที่เข้าไปห้ามช่วงที่คุณวัชระล้มลงไปแล้วยังฉุดกระชากลากถู ถูกเจ้าหน้าที่ผมจําไม่ได้ครับท่านใด ลากผมที่คอแล้วก็เป็นรอย เมื่อสักครู่นี้ก็ลงไปให้คุณหมอ ข้างล่างได้ใส่ยาทําแผลให้ แผลไม่มากหรอกครับ แต่ผมคิดว่านี่คือวิธีการที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ ขั้นต้นแล้ว การนําตัวออกไปของสมาชิกนั้นทําได้ครับ ตํารวจที่เขามีหมายจับไปจับโจรผู้ร้าย ข้างนอกเขาก็มีวิธีการนะครับ ถ้าเกิดสมมุติไปใช้กําลังขู่เข็ญประทุษร้าย คนที่โดนหมายจับ เป็นผู้ต้องหาเขาก็มีสิทธิฟ้องกลับได้ ผมก็อยากถามท่านประธานครับว่า อํานาจของ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจํารัฐสภามีอํานาจถึงขั้นใช้กําลังบังคับขู่เข็ญเจ้าหน้าที่ ออกจากห้องประชุมทั้งที่มันผิดกฎหมายอาญาเบื้องต้น ทําได้หรือครับ และท่านประธาน ในฐานะผู้สั่งการสามารถสั่งเจ้าหน้าที่ให้ทําผิดกฎหมายอาญาได้หรือครับ ผมไปสอบถาม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อสักครู่เขาก็บอกว่าเขากดดันมาก เพราะมีครั้งหนึ่ง เขาพยายามจะเชิญตัวสมาชิกออกจากห้องประชุม สมาชิกไม่ออก มีการสั่งของประธานให้มี การสอบเจ้าหน้าที่ประมาณเกือบ ๒๐ คน แล้วยังสอบจนถึงเดี๋ยวนี้ ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ นะครับ ผมถือว่านี่คือการคุกคาม ใช้กําลังขู่เข็ญ ประทุษร้าย ข่มขู่การทําหน้าที่ของ สมาชิกรัฐสภาผมว่าท่านประธานทําไม่ได้ครับ ท่านประธานนั่งอยู่ข้างบน ท่านประธาน ชอบบอกว่า นี่เป็นอํานาจของประธาน อํานาจประธานมีเท่าที่รัฐธรรมนูญกฎหมาย และข้อบังคับกําหนดนะครับ เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้จะเป็นเหตุการณ์สําคัญครับ ผมได้หารือ กับทีมกฎหมายของพรรค มีความจําเป็นที่เราอาจจะต้องไปแจ้งความดําเนินคดีกับทาง ท่านประธาน ในฐานะผู้สั่ง และกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแม้ว่าจะเข้าใจว่าคําสั่ง ประธาน ถ้าเขาไม่ทํา ท่านประธานก็บังคับเขาด้วยการตั้งกรรมการสอบ บางคนถูกสอบวินัย ด้วยซ้ําไป แต่นี่คือข้อบังคับ นี่คือบรรทัดฐานของการทําหน้าที่ในสภา มิเช่นนั้นท่านประธาน จะทําอย่างนี้อีกกับสมาชิก และผมไม่ทราบท่านทําด้วยอารมณ์ ด้วยอคติหรือไม่อย่างไร เห็นว่า เป็นพรรคการเมืองตรงข้ามและท่านใช้กําลังอย่างไรก็ได้ ผมว่านี่เป็นประเด็นสําคัญนะครับ ผมจําเป็นต้องลุกขึ้นพูดในประเด็นนี้เอาไว้ทั้งทักท้วงท่านประธาน และเรียนกับท่านประธาน ว่าวิธีการที่ผิดเช่นนี้ท่านทําไม่ได้ การกําหนดวิธีการในการนําตัวออกต้องมีกฎหมายรองรับ วันนี้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมีแค่ข้อบังคับรองรับ แล้วถ้าเกิดแจ้งความเอาตามวิดีโอ วงจรปิดที่เกิดขึ้นต้องโดนเป็นรายคน และท่านประธานก็โดนด้วยทั้งที่เราไม่อยากทํา แต่กับท่านประธานผมคิดว่าเป็นบุคคลที่ทําให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ที่ท่านประธานบอกว่าจะสอบจริยธรรมเพื่อนสมาชิก ผมว่าท่านประธานจะหนักกว่า สอบจริยธรรม แล้วถ้าเหตุการณ์เช่นนี้ยังเกิดขึ้นอีก ท่านประธานครับผมคิดว่านี่คือ การประชุมรัฐสภาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอีกต่อไป แต่ท่านใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายเยี่ยง เผด็จการมาใช้กับสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับอาจารย์ และนักศึกษาภาคปกตินะครับ ชั้นปีที่ ๒ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ด้วยความยินดียิ่งครับ แล้วก็ยินดีต้อนรับ นักเรียนสาขางานเลขานุการ ระดับ ปวช. วิทยาลัยเทคโนโลยีพิทยาเกษม กรุงเทพฯ ด้วยความยินดีเช่นกันครับ

ขอสลับมาทางนี้นะครับ ท่านวรชัย เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านทําหนังสือด่วนมาก เรื่อง การประชุมร่วมของรัฐสภา เรียน สมาชิก ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ด้วยประธานสภาได้มีคําสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ ในวันพุธที่ ๔ ครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เรื่องรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นอาทิตย์ที่แล้วญัตติที่พวกเราได้พูดกัน เรื่องยางพาราก็ยังค้างอยู่ พรุ่งนี้วันพฤหัสบดีครับ ญัตติความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เราก็พูดต่อได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในเมื่อวันนี้เราประชุมร่วมกันของรัฐสภา เรื่องรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องพูดเรื่องนี้ครับ ไม่อย่างนั้นท่านก็ผิดข้อบังคับครับท่านประธาน แล้วก็เรื่องสําคัญที่สุดวันนี้ผมทราบครับว่าพี่น้องชาวสวนยางพาราคนใต้เขาเดือดร้อน ท่านประธาน แต่ว่าผมต้องการให้เป็นไปตามธรรมชาติครับ เป็นธรรมชาติครับท่านประธาน การปิดถนนบางครั้งบางคราวการต่อสู้ของประชาชนที่บริสุทธิ์ วันนี้เราจะเห็นว่าพี่น้อง ประชาชนเขาบอก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย อย่าลงลึกไป อย่างนั้นครับ เดี๋ยวก็ยาว อย่าลงลึกอย่างนั้นเลยครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

นิดเดียวครับ ท่านประธาน คือส่วนหนึ่งครับท่านประธานต้องยอมรับว่าผลเสียกับผลบวกมันคู่กันไปครับ วันนี้พี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพเรื่องเกษตร เรื่องกุ้งขนส่งลําบากครับ มาไม่ได้จริง ๆ ครับท่านประธาน นั่นคือความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวปักษ์ใต้ที่เขาร้องเรียนผมมา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องแก้ปัญหาร่วมกันจริง ๆ ครับ ทั้งฝ่ายค้านแล้วก็ ฝ่ายรัฐบาล ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคนใดคนหนึ่งแก้ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าปักษ์ใต้นั้น เราต้องยอมรับว่ามี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นความร่วมมือของพรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ขอให้อย่าผลักดันสถานการณ์ให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนกว่านี้เลยครับ ขอให้ช่วยกันเถอะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สมควรครับ ทราบว่า รัฐบาลก็กําลังประชุมพิจารณาแก้ไขเรื่องนี้กันอยู่นะครับ ท่านใดก่อนเชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะพูดถึงเรื่องเมื่อสักครู่ในการทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ นะครับ ท่านประธาน ผมไม่อยากให้พี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศตราหน้าว่าสภาที่นี่เป็นสภาอัปยศ ท่านประธานคงเห็นภาพข่าวหลายครั้ง วันที่ ๒๐ สิงหาคมที่ผ่านมา ท่านประธานคงจําได้ เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันครับ หนังสือพิมพ์ก็ไปพาดหัวข่าวว่าเป็นสภาอัปยศ เหตุผล ก็คือมีเจ้าหน้าที่สภาเข้ามาเชิญตัวสมาชิกออกไป การเชิญตัวสมาชิกก็เหมือนที่เห็นละครับ ทั้งหมดเป็นอํานาจของประธานทั้งสิ้น เป็นการทําหน้าที่ของประธานทั้งสิ้น ท่านประธานครับ ผมไม่อยากให้ท่านประธานทําให้สภาอัปยศต่อไป เหตุผลสําคัญก็คือท่านประธานเอง ไม่ให้โอกาสสมาชิกได้พูด ได้อภิปรายการทําหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเห็นไหมครับ วันที่ ๒๐ ท่านบอกว่าคนที่สงวนคําแปรญัตติไม่ให้พูด นั่นก็เลยเกิดเหตุการณ์ วันนี้ปัญหา พี่น้องประชาชนเกิดขึ้น คุณวัชระก็ต้องการที่จะนําเรียนต่อสภา ท่านก็ไม่ให้พูด วิธีปฏิบัติเลยครับ เหมือนที่ คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้พูดถึง ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องกําหนดวิธี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนะครับ วิธีปฏิบัติ กฎหมายเขาเขียนไว้แล้วครับ ข้อบังคับ ก็เขียนไว้แล้ว เพียงแต่ว่าท่านประธานกําลังใช้อํานาจที่ผิดข้อบังคับแล้วก็ผิดระเบียบ ผมคิดว่าเป็นสิ่งจําเป็นครับท่านประธาน วันนี้อาจจะต้องมีการพิจารณาโดยเฉพาะเรื่องของ จริยธรรมของท่านประธานสภาเอง ผมไม่อยากให้ท่านประธานทําให้สภาของเราอัปยศ ต่อไปครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมก็ยืนยันนะครับ ผมดําเนินการตามข้อบังคับ แล้วที่ท่านบอกว่าสมาชิกสงวนเอาไว้ ผมก็ไม่ให้พูด ที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องที่สงวนคําแปรญัตติไว้ขัดหลักการ ซึ่งพูดไม่ได้อยู่แล้วข้อบังคับห้ามไว้ เพียงแต่ เพื่อบรรยากาศดําเนินไปด้วยความเรียบร้อย ผมเลยอะลุ่มอล่วยให้ได้พูดเท่านั้นเอง ท่านใดก่อนเชิญเลย เชิญครับ ท่านใดก่อนเชิญเลย เชิญคุยกันเอง

นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ไมโครโฟนขึ้นที่ผมนะครับ ประธานที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เหตุการณ์วันนี้เป็นเหตุการณ์อัปยศที่สุด ของรัฐสภาไทย ท่านประธานอ้างอยู่ตลอดเวลาว่าท่านมีอํานาจ แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ ท่านมีอํานาจเท่าที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับ แต่ท่านไม่มีอํานาจในการ ที่จะปฏิบัติการให้ผิดกับกฎหมาย ท่านสั่งคน ๒๐ คนให้ไปดําเนินการเอาคุณวัชระออก แล้วมีการทําร้ายร่างกายเกิดขึ้น อํานาจของท่านไม่ได้ปกป้องท่านจากเรื่องของการสั่งการ ให้ไปทําร้ายบุคคลอื่นครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องเพียงทางสัญลักษณ์เท่านั้นเองครับท่านประธาน ท่านประธานทําไมไม่ย้อนกลับไปดูในอดีตละครับ ประธานรัฐสภาท่านอื่นเขาจําเป็นต้องใช้ อํานาจอย่างท่านประธานไหม แม้แต่ในสมัยเผด็จการทหารที่คนเป็นประธานรัฐสภามาจาก ทหารมีอํานาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเขายังไม่ทําเลยครับท่านประธาน ผมขออนุญาตให้ ท่านประธานได้กลับไปวินิจฉัยและพิจารณาใหม่ว่า ท่านประธานยังสมควรที่จะอยู่ ในตําแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ ผมว่ามีคนที่พร้อมจะทําหน้าที่ได้ดีกว่าท่านประธาน ผมขอ อนุญาตเอ่ยนามครับ พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย นั่น สุดโต่งเลยครับท่านประธาน แต่เวลา ทําหน้าที่สามารถนําพาที่ประชุมไปได้ ท่านเห็นไหมครับ เขาไม่ต้องใช้อํานาจ ไม่ต้องเอา ตํารวจมาเลยครับ นี่คือสิ่งที่ผมอยากเรียนท่านประธานว่า ท่านประธานต้องกลับไปคิด ไม่ต้องเอาไกลก็ได้ ท่านวิสุทธิ์ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า คนเป็นประธาน รัฐสภาต้องมีหลักในการทําหน้าที่ อะไรก็ตามที่จะทําให้สภาต้องเสื่อมเสีย เสียหาย คนที่ เสียหายเป็นคนแรกคือท่านประธานรัฐสภา ถ้าเขาต้องทําร้ายเพื่อนสมาชิก ท่านประธาน ต้องเป็นคนแรกที่ออกมาปกป้องสิทธิของสมาชิกแต่ท่านประธานไม่ได้ทําอย่างนั้นเลย ท่านกลับใช้อํานาจเสียเองที่จะข่มขู่ กดดันเพื่อนสมาชิกวันที่มีม็อบและมีตํารวจมาขวางกั้น พวกเราเรียกร้องท่านประธานว่าตํารวจไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอภิปราย ที่จะต้องเตรียมข้อมูลให้กับพวกเรา ท่านประธานสั่งการเหมือนกับไม่ได้สนใจเลยว่า สมาชิกจะทําหน้าที่ได้หรือไม่ ท่านประธานเห็นภาพคน ๒๐ คน ลากคุณวัชระลงไปกอง กับพื้น แล้วกระชากลากถู ท่านประธานเห็นภาพอย่างนี้ทํากับสมาชิกได้อย่างไรครับ ท่านไม่ละอายหรือครับ ไม่ต้องว่าทํากับใคร ไม่ต้องว่าทํากับฝ่ายค้าน แต่ต้องคิดว่านี่คือ การทํากับท่านประธานซึ่งเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า วันนี้พวกเราอดสูใจเป็นอย่างยิ่งที่พวกเรามาทําหน้าที่ โดยภาวะกดดันอยู่ตลอดเวลา ผมมาประชุมสภากี่ครั้งแล้วครับท่านประธาน ที่มีเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่ล้อมรอบทางเข้า ห้องประชุมของที่ประชุมรัฐสภา เจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่ล้อมห้องท่านประธานรัฐสภา เต็มกันไปหมดครับ มันอะไรครับท่านประธาน ท่านประธานกลัวอะไรพวกผมครับ ท่านประธานต้องเดินอย่างสง่างามเข้ามาทําหน้าที่ คุณวัชระขออภิปรายแค่ครึ่งนาที แล้วสิ่งที่คุณวัชระอภิปรายนั้น ขอนั้นไม่ได้เรื่องส่วนตัวเลยครับ เรื่องประโยชน์ของประชาชน ม็อบชาวยางพารากับเรื่องการทุจริตในสภาผู้แทนราษฎร ท่านให้เขาพูดครึ่งนาทีก็จบไปแล้ว แต่เพราะท่านกลัวว่าคุณวัชระจะลาก ทําให้การประชุมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้า ไม่ได้ครับ ท่านไปติดยึดอยู่กับหลักการอย่างเดียวว่าต้องเอารัฐธรรมนูญให้เสร็จอย่างไรครับ ถึงเกิดปัญหานี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าท่านประธานได้รับฟังและคงจะต้อง กลับไปคิด ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้ที่เกิดกับคุณวัชระเป็นครั้งสุดท้าย เพราะท่านประธาน ไม่มีอํานาจที่จะทําผิดกฎหมาย เมื่อท่านประธานเป็นคนสั่งการ ท่านประธานก็ต้อง รับผิดชอบ ขอบพระคุณครับ

(นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สลับมาทางนี้ด้วย เชิญท่านลีลาวดีครับ

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๕ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ขอให้ประธานรักษาบรรยากาศของการประชุม ดิฉันเองนั้นเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ เทอมแรกนะคะ แต่อยากเห็นการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติของพวกเรานั้น ให้อยู่ในกฎกติกา ดิฉันเองต้องเรียนอย่างนี้ว่า รู้สึกอายเป็นอย่างยิ่งที่เวลาพี่น้องประชาชน พูดถึงนักการเมือง บอกว่าเบื่อการเมือง แต่เขาบอกไม่เบื่อเท่ากับนักการเมืองไทยในปัจจุบันนี้ ดิฉันรู้อายค่ะ แล้วก็อยากจะเรียกร้องให้นักการเมืองทุกคนได้กรุณาลุกขึ้นมารักษาศักดิ์ศรี ของตัวเอง รักษากฎระเบียบที่ได้เขียนเอาไว้ เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีของพี่น้องประชาชนค่ะ ดิฉันอยากจะขออนุญาตท่านประธาน ขอให้ใช้ข้อบังคับอย่างเคร่งครัด แล้วก็ขอให้ มีการตรวจสอบในเรื่องของจริยธรรมนักการเมืองด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

(นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้เวลาสัก ๓๐ นาที ที่ตกลงกันไว้ นี่ ๑๕ นาที แล้วครับ ท่านใดก่อนเชิญเลย เชิญท่านชุมพลครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงคุณวรชัย เหมะ ขออนุญาตที่ต้อง เอ่ยนามตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ วรรคสอง ที่พูดลักษณะเสียดสีใส่ร้ายพาดพิง กรณีที่มี การชุมนุมของชาวสวนยางพาราที่ภาคใต้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียวครับ ในกรณีตรงนั้นพี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนทุกฝ่ายนะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องหา มาตรการในการที่จะดูแลและแก้ไขปัญหา ทั้งชาวสวนยางพาราเดือดร้อน รัฐบาลก็ส่งคน ที่ไม่มีหน้าที่ไปเจรจา มันก็ไม่เกิดประโยชน์ และผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าคุณวรชัย เหมะ นั้น ลืมกําพืช

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปพาดกันอย่างนั้น เลยครับ เอาอยู่ในประเด็นดีกว่า

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ในประเด็นครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลต้องดูแลคนเดือดร้อน ทั้งผู้ใช้รถใช้ถนน ทั้งชาวสวนยางพารา ที่เดือดร้อน แล้วก็คุณวรชัยลืมกําพืช

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวรชัย ขอกันกิน มากกว่านี้ ช่างมันเถอะ เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่ถือสาครับท่านประธาน แต่ว่าเมื่อสักครู่ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่เห็นใจ หรือว่าผมว่า ชาวสวนยางพารา ผมก็บอกว่าชาวสวนยางพาราก็น่าเห็นใจ แต่ว่าเหรียญมี ๒ ด้านครับ ด้านบวกด้านลบ พี่น้องประชาชนส่วนอื่นเขาก็เดือดร้อนเหมือนกันครับท่านประธาน โปรดฟังให้ชัดด้วยครับ ผมบอกว่าวันนี้พี่น้องที่ประกอบธุรกิจอื่นเขาก็เดือดร้อนครับ การขนส่ง ส่งกุ้ง ส่งผลไม้ ตอนนี้ก็ลําบากครับ ผลไม้เน่า กุ้งเสียหาย อาหารทะเลเสียหาย และรัฐบาลเขาก็ช่วยเหลืออยู่แล้วครับท่านประธาน วันนี้ไม่ใช่เขาไม่ช่วยครับ เขาไม่ได้ นิ่งดูดาย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

พอแล้วครับ เข้าใจแล้วครับ เชิญท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องเรียนว่าวันนี้คือการประชุมรัฐสภา แต่ดูเสมือนว่ามันมีวิวาทะเกิดขึ้นในสภา เป็นเรื่องของ ส.ส. ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ซึ่งผม คิดว่าทําให้มันเสียกระบวนการไป อย่างไรก็ตามขออนุญาตแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ นะครับว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นวันนี้ ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมเห็นใจท่านประธาน ผมคิดว่าท่านประธานเอง ท่านใดก็ตามที่ไปนั่งอยู่ตรงนั้น คงจะลําบากใจถ้ามันมีท่วงทํานองที่มันเกิดขึ้นที่ผ่านมา สิ่งที่ผมคิดก็คือผมคิดว่า วันนี้ถ้าพวกเราทั้งหลายที่เป็นสมาชิกรัฐสภาและต้องทําหน้าที่และได้ขอให้ท่านประธานนี้ ผมว่าในบางครั้งท่านประธานก็ต้องเปิดให้โอกาสตามสมควร ซึ่งประธานก็ได้พยายามอยู่ นะครับ กรณีเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเรื่องสวนยางพารา ผมว่าก็เป็น เรื่องจําเป็นที่ท่านประธานอาจจะต้องให้เวลา อย่างน้อยก็ขยับเรื่องของการประชุมรัฐสภา เกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญไว้ก็น่าจะเป็นการดี นี่คือสิ่งที่ผมขอ

ประการต่อมา เมื่อสักครู่ ขออนุญาตที่จะกล่าวไปถึงสิ่งที่ท่านสมาชิกได้พูดว่า ทั้งหมดเป็นการทําในเชิงสัญลักษณ์ ผมเข้าใจครับว่าสิ่งที่ท่านประธานบอกว่า ถ้าท่านสั่งให้ ปฏิบัติแล้วสมาชิกไม่ปฏิบัติ ท่านก็ต้องใช้กลไกหรือเครื่องมือที่ท่านมีอยู่คือตํารวจสภาในการ ไปเชิญออก แต่ผมคิดว่าถ้าตรงนั้นเป็นเรื่องสัญลักษณ์ สมาชิกก็ควรจะต้องให้ความร่วมมือ ในการสัญลักษณ์ด้วย พูดตรง ๆ ว่าท่านสมาชิกก็ไม่ควรที่จะขัดขืน เพราะกติกามันเป็น อย่างนั้น ที่ผมพูดก็คือวันนี้ถ้าได้รับการถูกว่ากล่าวติเตียนจากสังคมภายนอกถึงรัฐสภาตรงนี้ ผมก็ถูกด่าด้วย ซึ่งมันไม่เป็นธรรมกับพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่พยายามที่จะอยู่ในกติกา เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนก็คือว่า วันนี้ถ้าเราจะต้องรักษาภาพลักษณ์อันดีของเรา การทําหน้าที่อันสมบูรณ์ของเรา เราสามารถทําได้ถ้าทุกฝ่ายเปิดหัวใจในการที่จะตั้งใจทํางาน กันจริง ผมไม่คิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นวันนี้มันจะเกิดขึ้นในอนาคต ผมว่าเราล้วนแล้วแต่ มีประสบการณ์ซึ่งไม่ดี วันนี้เราเริ่มเช้าไม่ดีเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือด้วยความเห็นอกเห็นใจท่านประธานนะครับ ผมว่า ถ้าท่านได้เลื่อนเวลาเรื่องของการประชุม เรื่องของรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญออกไปนิดหนึ่ง และให้เวลากําหนดไว้ชัดเจนว่าจะพูดกันเรื่องสวนยางพารา ซึ่งพรุ่งนี้เราก็จะมีการพูดกันอีก นะครับ ให้มันได้เวลาตามสมควรและเราว่ากันต่อ ผมว่าวันนี้เหลือไม่กี่มาตรา รัฐธรรมนูญ ก็จะจบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขอความกรุณาท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ท่านจะผิดจริยธรรมหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าว ท่านประธานกันตรงนี้ตรง ๆ เกินไป ผมเป็นกรรมการจริยธรรม ถ้าใครเห็นว่าใครผิดก็ร้องมา สิครับ ผมจะได้ดําเนินการตามหน้าที่ของผมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอเป็นฝั่งนี้นะครับ แล้วก็ สลับทีละท่าน ก็เหลือเวลาสัก ๑๐ นาทีครับ เอาไปที่ท่านยกมือก่อน ท่าน ส.ว. ประสาร เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก

เรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมอนุญาตให้ท่าน ส.ว. ประสารครับ จะได้สลับ แล้วก็มาที่ท่านชูวิทย์ แล้วก็ค่อยมาถึงท่านนะครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทัษ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ภาพไปปรากฏที่ไหนก็อายไปถึงนั่น และไม่ได้อายเฉพาะใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่ว่าอายทั่วทั้งสภา ผมนึกถึงภาพ ถ้าเป็นประธานชัย ชิดชอบ ก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ เวลามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สมาชิก รัฐสภานั้นความรับผิดชอบสูงสุดอยู่ที่ประธานที่ทําหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม เหตุการณ์ เมื่อสักครู่นี้ ถ้าเผื่อจะใช้เจ้าหน้าที่เข้ามาและถ้าใช้เข้ามาเพียงคนเดียว แล้วก็มาเชิญก็คงจะ ไม่เกิดปัญหา แต่การที่มา ๒๐ กว่าคนแล้วก็ฉุดกระชากลากถูอย่างที่เห็น ผมคิดว่า เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าดู แล้วก็ทําให้ผมรู้สึกสะเทือนใจว่าเกิดขึ้นกับสถานที่ที่ผมเป็น สมาชิกอยู่ ท่านประธานครับ ท่านประธานยังมีอีกอย่างหนึ่งที่สามารถทําได้ ถ้าเผื่อยังมี ปัญหาท่านก็สามารถจะใช้การพักการประชุมมาแก้ปัญหาได้ แต่ท่านก็ไม่ได้ทํา แต่สิ่งที่ทํานั้น เห็นได้ชัดว่าเหมือนกับเจ้าหน้าที่เป็นกองกําลังของท่านประธานเอง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว ลองนึกถึงภาพถ้าใครสลับขึ้นไปทําหน้าที่ แล้วก็มีอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายตรงข้ามและ ใช้วิธีเดียวกับที่ท่านประธานทํา ก็คงจะไม่เกิดผลในทางที่เป็นคุณต่อทุกฝ่าย ผมเชื่อว่านี่เป็น บทเรียน และคิดว่าท่านประธานควรจะทบทวนว่าการทําวิธีแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ และน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่าและช่วยให้เกิดบรรยากาศที่ดีเกิดขึ้นได้หรือไม่ อยากให้ ท่านประธานทบทวนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชูวิทย์ครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ข้อบังคับนี้ ผมคิดว่าตอนนี้ไม่ต้องใช้ก็ได้ เพราะว่าทุกคนเอาแต่ข้อบังคับมาพูด ในส่วนที่ตัวเองเอาประโยชน์ ผมอยากจะให้ท่านประธานย้อนกลับไปวันที่ท่านประธาน โดนดึงเก้าอี้ ท่านประธานโดนโยนเอกสารใส่ท่านประธาน ให้มาฉายคลิปย้อนหลัง ให้ทุกคน พวกเราได้ดูว่าตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ท่านประธานโดนทําอะไรบ้างนะครับ แล้วก็ให้ ท่านประธาน ต้องท่านประธาน ผมว่าวันนี้ท่านประธานตามใจท่านสมาชิก ถือว่า ท่านประธานเป็นอาจารย์ในห้องเรียน ท่านประธานกําลังพยายามที่จะสอนหนังสือนักเรียน แล้วในห้องเรียนนักเรียนทุกคนรู้ว่ากติกาคืออะไร ครูสอนต้องฟังครู นักเรียนไม่ทําการบ้าน ครูต้องทําโทษ ทําโทษอย่างไร ให้คาบไม้บรรทัด ทําโทษอย่างไร ให้กวาดห้องเรียน แต่นักเรียนคนนี้ไม่ยอมทําเลย สุดท้ายก็ต้องใช้ภารโรงมาลากออกไปสิครับ ถ้าคุณ ไม่อยากเรียน คุณต้องกลับบ้านไปนะครับ วันนี้นักเรียนไม่เชื่อฟังครูแล้วจะให้ทําอย่างไร สุดท้ายถ้าเป็นแบบนี้หมดก็คงไม่ได้ประชุมหรอกผมว่า ผมอยากจะให้ท่านประธานเอาคลิป มาฉายให้พี่น้องประชาชนทางบ้านได้ดูด้วยว่า ใครทําอย่างไร ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้น เพราะอะไรนะครับ พวกเราจะได้เตือนสติพวกเราเองครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ให้เวลาได้ระบาย เพื่อจะได้ สบายใจสักครึ่งชั่วโมง ตอนนี้เหลืออีก ๖ นาทีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นก็ถ้าบอกพาดพิง มันก็พาดไปพาดมานะครับ พาดทุกคน เชิญครับ ท่านธนิตพลครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาก 🔗

ขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ผมจริง ๆ นั่งแล้วยกมือนะครับ แล้วก็เป็นเรื่องหารือ ที่อยากจะทําข้อตกลงกับท่านประธานมากกว่า ผมต้องเรียนท่านประธานครับ พวกผมเอง ก็ยอมรับว่าวันนี้เป็นอย่างที่เพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่าจริง ๆ ก็คือเป็นวาระการประชุม ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าท่านประธานคงทราบว่าวันนี้ถ้าเราดูจาก ข่าวสารบ้านเมืองเราก็จะรู้ครับว่ามันมีปัญหาจริง ๆ กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้อง ที่เขาปลูกยางพารากัน พวกผมที่เป็น ส.ส. ผมเชื่อว่าเพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยเองก็คงได้รับ ปัญหานี้มาเหมือนกัน แล้วก็รู้ว่าชาวบ้านกําลังเดือดร้อน ก็มีบ้างละครับท่านประธาน ที่พวกผมอยากจะขอในการที่จะหารือท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องปัญหาความเดือดร้อน ที่เป็นเรื่องเร่งด่วน ถ้าท่านประธานนึกถึงใจพวกเราที่เป็น ส.ส. ในสภาทั้งหมดครับ ไม่ว่า จะอยู่พรรคไหน ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าเวลาที่ชาวบ้านเขาติติง ส.ส. มา เกี่ยวกับ เรื่องปัญหาปากท้อง แสดงว่าเขาอดอยากจริง ๆ พวกผมก็ร้อนใจหารือท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าเมื่อสักครู่ที่เกิดเหตุการณ์นี้ สิ่งที่พวกผมกังวลไม่ใช่เฉพาะแค่ ตัวคุณวัชระครับ แต่ผมกังวล ไม่ว่าหรอกครับ ว่าท่านประธานจะผิดจะถูกนั่นเป็นเรื่อง อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่ผมกังวลมากที่สุดคือพวกผมที่ทําหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ถ้าผมไม่สามารถ ทําหน้าที่ได้ พี่น้องประชาชนเขาก็จะตําหนิเอา แล้วพวกผมตั้งใจจะเข้ามาทําหน้าที่ ถ้าท่านประธานจะกรุณารับฟังพวกเราเสียหน่อย มันคงใช้เวลาไม่นาน ผมเชื่อว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้มันจะผ่านไปได้ด้วยดีครับ ผมเรียนท่านประธานครับ ผมก็เห็นแย้งกับเพื่อนสมาชิก ผมไม่เอ่ยนามเพื่อจะได้ไม่ต้องพาดพิง ท่านบอกว่าข้อบังคับมีตรงนั้นตรงนี้ ข้อบังคับนี้ครับ เขาเขียนไว้เพื่อเป็นแนวทางในการประชุมครับ แต่แน่นอนว่าในสภาผู้แทนราษฎรก็คงมีบ้างครับ คนบางคนที่ทําเกินเลยจากสิ่งที่ข้อบังคับกําหนดไว้ นั่นคือหน้าที่ของท่านประธานครับ แล้วที่ท่านประธานทําอย่างนี้ทําให้พวกผมรู้สึกว่า ถ้าเกิดกับพวกผมคนใดคนหนึ่งอีกครั้งหนึ่ง พวกผมจะทําหน้าที่กันอย่างไร มันจึงมีคําพูดว่า สภาทาส สภาเผด็จการ เพราะพวกผมกลัว กลัวที่จะไม่ได้ทําหน้าที่ ผมเรียนท่านประธาน แล้วก็อยากจะทําข้อตกลงกับท่านประธานด้วย คือท่านประธานก็คงทราบว่าวิธีการ ที่ท่านประธานปฏิบัติกับสมาชิกฝ่ายค้านอยู่ในขณะนี้คือใช้วิธีการข่มขู่ ผมเรียนท่านประธาน ตรง ๆ ว่าไม่ได้ผลหรอกครับ พวกผม ๑๖๐ คนครับ ไม่ต้องนับพรรคอื่นหรอกครับ เอาเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีใครกลัวใครครับ ท่านประธานก็รู้ว่า ส.ส. ในสภาไม่มีใคร กลัวใครกันอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือว่าพวกเราที่ตั้งใจจะทําหน้าที่ถ้าเกิดสมมุติว่าถูกกดดัน มาก ๆ มันจึงเป็นการแสดงออกอย่างที่ท่านประธานเห็น อย่างที่เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ได้พูด ถึงอย่างไรครับ ผมย้อนหลับมานิดเดียว เราเคยเจอท่านชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภา สภาพเหมือนกัน ผมเป็นเลขานุการวิป ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้น เวลาที่ พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน เพื่อน ส.ส. พรรคเพื่อไทยก็มีบ้างครับ ที่มีพฤติกรรม เหมือนกับคุณวัชระ แต่ท่านชัย ชิดชอบ ท่านก็ใช้วิธีการที่อะลุ่มอล่วยจัดการจนกระทั่ง ไม่ได้มีภาพอย่างนั้นเลย แล้วสภามันก็เดินได้ ทํางานได้ ยุคนี้ก็เหมือนกันครับ ทําไมประธาน ๒ ท่านที่เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่เคยมีภาพอย่างนี้ แต่ท่านประธานมีละครับ ผมเรียนท่านประธานว่ากรณีอย่างนี้ วันนี้พวกผมก็ไม่จบครับ ท่านประธานจะบอก ๑๐ นาที ๑๕ นาที ผมขอแค่ประโยคเดียวครับ ท่านประธานจะฟังพวกเราที่อยู่ฝ่ายค้านบ้าง ใช้วิธีการ อะลุ่มอล่วยบ้าง และสิ่งที่สําคัญที่สุดครับ ผมต้องการคําสัญญาของท่านประธานเพื่อให้ผมทํา หน้าที่ได้ครับ คือต่อไปนี้ตํารวจสภาหากจําเป็นจะต้องมาเชิญตัวสมาชิกออกไป ขอให้ใช้วิธี เชิญตัว ที่เหลือนี้ท่านประธานท่านทําได้ทุกอย่างอยู่แล้ว พักการประชุม จะทําอะไรก็ได้ครับ แล้วทุกอย่างมันก็กลับมาเรียบร้อยเอง ถ้าท่านประธานไม่รับปาก ผมก็เรียนท่านประธาน ตรง ๆ เดี๋ยวมีเรื่องอีก แล้วก็เป็นอย่างนี้อีก สุดท้ายแล้วไม่เป็นไรครับ ท่าน ส.ว. ท่านบอกว่า เสียหายกันทั้งสภา ก็พวกผมทําหน้าที่ไม่ได้ ผมเหลือวิธีการสุดท้ายที่ต้องทําคือต่อสู้ เพราะฉะนั้นพวกผมจะต่อสู้ครับ ถ้าท่านประธานไม่รับปาก กราบขอบพระคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็หวังว่า จะให้เป็นแบบนั้นนะครับ ผมก็ไม่อยากใช้ตํารวจรัฐสภาอยู่แล้วนะครับ ถ้าสมาชิก ยึดข้อบังคับด้วยประธานยึดข้อบังคับ ทุกคนยึดข้อบังคับมันก็ไม่มีปัญหา และที่สําคัญ ประธานให้เกียรติสมาชิก สมาชิกก็ให้เกียรติประธาน ถ้าอะไรต่าง ๆ จะไม่ปฏิบัติตาม ข้อบังคับก็เอาพอสมควร ซึ่งประธานก็อะลุ่มอล่วยมาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่การอะลุ่มอล่วย ก็ต้องพอสมควร ไม่ใช่เลยเถิดจนถึงขั้นที่ประธานไม่รู้จะดําเนินการอย่างไร มันดําเนิน การประชุมต่อไม่ได้มันก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้มีปัญหาทุกฝ่ายก็ให้เกียรติซึ่งกัน และกัน ก็แค่นั้นล่ะครับ ผมเหลืออีกนาทีเดียวเท่านั้น เชิญท่านวัชระครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้ชูมือเพื่อที่จะขออภิปรายหารือกับ ท่านประธานตั้งแต่ตอนต้นด้วยเวลาเพียงครึ่งนาที และท่านประธานไม่อนุญาต ผมจึงได้ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานก็ว่าไม่ผิดข้อบังคับ แล้วสั่งให้ตํารวจสภา มาฉุด กระชากลากถูกระผมให้ออกจากห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือห้องประชุม รัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจท่านประธานว่าต้องทําหน้าที่ให้เข้าตา ผมเข้าใจ แต่ผมก็ต้องทําหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพราะสิ่งที่ผมขอหารือ ท่านประธานนั้นเพียงแค่ ๒ ประเด็นก็คือปัญหาราคายางพารา ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ถูกยิงตาย ผมจึงอยากจะถามรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผ่านท่านประธานไปว่า ต่อกรณีที่ผู้ชุมนุม ชาวสวนยางพาราถูกยิงตายนั้นจะได้เงินเยียวยาค่าทําศพ ค่าปลอบขวัญ และค่าตกใจ รวมแล้ว ๗,๙๕๐,๐๐๐ บาท เท่ากับพี่น้องคนเสื้อแดงหรือไม่

คําถามแรก ผมต้องการให้รัฐบาลตอบให้ชัดเจนว่าจะช่วยค่าทําศพพี่น้อง ชาวสวนยางพาราเท่าไร และปัญหายางพาราราคาตกต่ํานั้นรัฐบาลจะช่วยกิโลกรัมละเท่าไร เพราะก่อนหน้านี้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ไปโม้กับพี่น้องประชาชนว่าจะให้กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท แต่ปัจจุบันไม่ได้ครับ และพี่น้องก็ปิดถนนนอนตากน้ําค้าง ตากแดด ตากฝนมาเป็นเวลา หลายคืน ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อพี่น้องประชาชนเดือดร้อนอย่างนั้นจะให้ผมนิ่งดูดายอยู่ในสภาได้อย่างไร ผมก็ต้องลุกขึ้น ขออภิปรายต่อท่านประธาน ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ให้ตํารวจสภามาฉุดกระชาก ลากถูผมไปออกนอกห้อง โดยอ้างว่าให้ผมไปสงบสติอารมณ์ ท่านประธานครับ ผมกําลัง ทําหน้าที่เพื่อบอกกล่าวปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวปักษ์ใต้ ชาวภาคเหนือ ชาวภาคอีสานที่ปลูกยางพารานับแสนนับล้านไร่ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องปัญหายางพารารัฐบาลก็ต้องตอบให้ชัดเจนว่าจะช่วยชาวสวนยางพาราเท่าไร ไม่ใช่ ปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้และไม่มีอนาคต

คําถามที่ ๒ ท่านประธาน ผมขอเอกสารการทุจริตในสภาผู้แทนราษฎร ไปเป็นเวลา ๒ เดือนเศษ นับตั้งแต่มีการพิจารณางบประมาณ ซึ่งท่านวิทยา บุรณศิริ ผู้ทําหน้าที่ประธานนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้เป็นพยานได้ และท่านประธานเองก็ได้สั่งให้ เลขาธิการรัฐสภาส่งมอบเอกสารให้กับกรรมาธิการ เรื่องการทุจริตนาฬิกา ๑๕ ล้านบาท ทุจริตที่จังหวัดอุบลราชธานี ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทุจริตการสร้างห้องนักข่าว ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่กลับไม่ส่งเอกสารแม้แต่บรรทัดเดียวใน ๓ สัญญาที่ว่านั้น ท่านประธานครับ ผมจึงต้องลุกขึ้นทวงเอกสารต่อหน้าท่านประธานและต่อหน้าเลขาธิการ รัฐสภา ท่านประธานครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกมีความประสงค์จะให้สอบจริยธรรมผม ผมพร้อม ผมยินดี แต่ขอให้สอบจริยธรรมท่านประธานสภาไปพร้อมกันด้วย และท่านประธานครับ จากกรณีที่ตํารวจสภามาฉุดกระชากลากถูผม มือหนึ่งนั้นผมถือไมโครโฟนเอาไว้ ไมโครโฟน หลุดชํารุดเสียหาย ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดีครับท่านประธาน แม้ว่าจะเกิดจาก เจ้าหน้าที่ตํารวจสภามาฉุดผม ผมจับไมโครโฟนไว้ และไมโครโฟนหลุดเสียหาย ผมขอชดใช้ เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท และถ้าไม่พอ หักจากบัญชีเงินเดือนของผม ท่านประธานครับ ผมไม่ต้องการที่จะให้ท่านประธานใช้อํานาจบาตรใหญ่อย่างนี้อีก ถ้าเกิดขึ้นอีกท่านประธาน ลองนึกดู ถ้าเกิดกับคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งน้ําหนักไม่มาก จะเกิดอะไรขึ้น และถ้าเกิดกับ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นสุภาพสตรีจะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ ผมทราบว่าท่านได้ทําการ ฝึกซ้อมตํารวจสภาในการอุ้มสมาชิกออกจากห้องประชุมรัฐสภามาเป็นเวลาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านประธานสั่งก็ไม่สําเร็จครับ ไม่สําเร็จเพราะอะไรครับ เพราะตํารวจสภา เขากระซิบข้างหูผมบอกว่าเขาจําเป็นต้องทําหน้าที่ตามคําสั่งของเผด็จการคือท่าน และท่าน อย่าใช้วิธีการอย่างนี้กับสมาชิกรัฐสภาท่านใด ๆ อีกแม้แต่ท่านเดียว ขอให้ครั้งนี้เป็น ครั้งสุดท้าย ผมจะอโหสิกรรมให้ท่าน แต่ถ้าท่านใช้อํานาจเผด็จการอีก ผมคนหนึ่งครับ จะไม่ยินยอมให้ท่านกระทําการดังกล่าวกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาไม่ว่าคนหนึ่งคนใด และผมขอ มอบเงิน ๑,๐๐๐ บาท เป็นค่าซ่อมไมโครโฟนรัฐสภาให้กับท่านประธานผ่านเจ้าหน้าที่สภา กรุณามารับไปด้วย ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ ผู้นําท้องถิ่น และคณะบุคคลจากตําบลบ้านเป้า อําเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ด้วยความยินดียิ่งนะครับ เห็นบอกจะใช้เวลาขอหารือตรงนี้สักครึ่งชั่วโมงนะครับ เหลืออีก ๒ ท่าน เห็นยกมืออยู่ ๓ ท่าน เอาคนละนิดคนละหน่อยสัก ๓ ท่านนี้นะครับ ท่านรังสิมา เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้มีท่านชูวิทย์ กุ่ย ได้พาดพิงมาถึงดิฉันเกี่ยวกับเรื่องกรณีที่ดิฉันลากเก้าอี้ท่านประธาน ท่านประธานฟังดิฉันนะคะ ว่าวันนั้นที่ดิฉันไปลากเก้าอี้นี้ ท่านประธานไม่ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ ท่านพักประชุม แต่เหตุที่ดิฉัน ต้องลาก เพราะดิฉันวิปท่านประธาน เพราะว่าดิฉันยกมือ ท่านประธานบอกไม่เห็น แล้วไม่เห็นท่านประธานพูดกับดิฉันได้อย่างไร เมื่อท่านประธานไม่เห็น ท่านแกล้งดิฉัน ทุกอย่างเลย กดไมโครโฟน ท่านก็ปิดไมโครโฟนไม่ให้ดิฉันพูด พอดิฉันตะโกนท่านบอก ไม่มีมารยาท ท่านไม่เรียกเลย ท่านไม่มอง สภาเป็นที่พูด ท่านต้องให้ดิฉันพูด เพราะดิฉัน เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัดสมุทรสงครามเท่านั้น แต่ท่านประธานปิดหูปิตา ปิดปากหมดเลย แล้วยังไม่ให้ดิฉันทําหน้าที่ ประชาชนก็บอก ให้ดิฉันมาเป็นปากเป็นเสียงแทน แต่ประธานมือหนึ่งก็รับโทรศัพท์ ฟังอย่างเดียวว่าเขาจะ สั่งอะไรท่านประธาน แล้วอย่างนี้ไม่ให้ดิฉันไปลากเก้าอี้ท่านประธานในเชิงสัญลักษณ์ ได้อย่างไร เพราะตอนนั้นมันไม่มีประธานนั่งอยู่ แต่เมื่อมันไม่เป็นธรรม ดิฉันลากให้ ท่านประธานได้เอาไปคิดว่าทําไมดิฉันจึงต้องทําแบบนั้น ท่านต้องกลับมาคิดตัวของท่านเองดู ประธานคนอื่น ๆ ที่ผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ ทางท่าน ส.ว. ก็บอกว่าถ้าเป็นสมัยท่านชัยไม่เป็น แบบนี้ จริงค่ะ ท่านมีจิตวิทยามากเลย แต่ท่านตั้งมาเป็น ท่านเห็นไหม เหตุการณ์เกิด ทุกอาทิตย์เลย เพราะท่านใช้แต่อํานาจ ท่านไม่มีจิตวิทยาเลย ท่านต้องไปเรียนจิตวิทยาแล้ว อย่างนี้ ว่าจะปกครองลูกน้องอย่างไร จะคุมสมาชิกสภาอย่างไรให้มันราบรื่น คือท่านต้องมีใจ คือไม่ใช่ว่าจะเอาแต่อํานาจมันต้องใช้ทั้งพระเดช และใช้ทั้งพระคุณมันถึงจะไปได้ นี่อะไรท่านก็จะคือใช้อํานาจบาตรใหญ่อย่างเดียว ไม่มีใครกลัวใครหรอกค่ะท่านประธาน ดิฉันก็ไม่กลัวท่านประธานนะคะ ที่ดิฉันทํานี้ดิฉันอยากให้ท่านประธานย้อนมานึกว่า การทําของประธานทําไมสมาชิกถึงต้องทําแบบนั้น ท่านต้องลดมาบ้าง อย่าเป็นทาสใคร ท่านต้องทําหน้าที่เป็นผู้นําฝ่ายนิติบัญญัติให้สภาอยู่ให้ได้ ถ้าท่านทําอย่างนี้ เวลาเขาปฏิวัติ ท่านก็มาด่าเขาว่าปฏิวัติ แต่อย่างนี้มันควรปฏิวัติไหม ถ้าท่านประธานทําแบบนี้ เพราะฉะนั้น สอบจริยธรรม เขาสอบอยู่นะคะท่านชูวิทย์ กุ่ย ไปไหนแล้ว ด่าแล้วหายไปแล้วหรือ เข้ามาฟังสิคะ เพราะว่าพูดอย่างนี้ไม่ได้ ฉายก็ฉาย ดิฉันไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว แต่คนเขาจะ มองว่าที่มันเกิดแบบนี้คือ ท่านประธานเป็นทาสค่ะ ไม่ได้เป็นประธานที่แท้จริง ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปแล้วก็พูดไปใส่ร้ายไป นะครับ กล่าวหาว่าผมรับโทรศัพท์ คอยรับโทรศัพท์ คอยรับแต่คําสั่ง แล้วก็กล่าวหาว่า เป็นทาส ก็กล่าวหาตรง ๆ ใส่ร้ายตรง ๆ นะครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ทีนี้บรรยากาศอย่างนี้ครับ ประธานมีหน้าที่ในการควบคุมการประชุมให้ดําเนินไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับ ก็คือตามประเด็น ตามญัตติที่เราว่ากันอยู่ อย่างขณะนี้ญัตติของเรามีเรื่องเดียวเท่านั้น คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดประชุม ๑๐ โมงเช้าครับ ผมมานั่งอยู่ตรงนี้ประมาณ ๑๐ โมงเศษ ๆ ตอนนี้เที่ยงเศษแล้วครับ มากกว่า ๒ ชั่วโมงแล้ว ยังเริ่มต้นประชุม ไม่ได้เลยครับ นี่เพราะอะไรครับ เพราะประธานอะลุ่มอล่วย ก็อะลุ่มอล่วยจนที่สุดแล้วครับ แล้วก็จะให้ทําอย่างไรครับ ถ้าจะให้การควบคุมการประชุมให้มีความเรียบร้อยมันก็ควรที่จะต้องเข้าสู่วาระการประชุม ไปตั้งนานแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าผมถูกตําหนิว่า ใช้อํานาจเด็ดขาด เผด็จการ ก็ไม่รู้ เผด็จการหรือเปล่า ทางฝั่งนี้ก็ประท้วงท่านประธานไม่ใช้ข้อบังคับ ไม่ดําเนินตามข้อบังคับ ถ้าจะให้ดําเนินการตามข้อบังคับมันก็ต้องเข้าระเบียบวาระตั้งแต่นาทีแรกโน้นละครับ แต่นี่มันนาทีที่เท่าไรแล้ว ๒ ชั่วโมงเศษ อะลุ่มอล่วยมาโดยตลอด ผมให้เกียรติสมาชิก สมาชิกก็ต้องให้เกียรติผมด้วย เอาพอสมควร คําพูดนี้ผมพูดบ่อยมาก แต่มันเกิดเรื่อง เพราะอะไร เพราะผมให้เกียรติสมาชิกแล้ว สมาชิกไม่ให้เกียรติผม ไม่เอา พอสมควรครับ อย่างกรณีเรื่องนี้ ๒ ชั่วโมงเศษแล้ว ก็จะยังเข้าสู่ระเบียบวาระไม่ได้ แล้วจะให้ผมทําอย่างไร ผมก็พยายามอย่างที่สุดแล้วนะครับ จะอะลุ่มอล่วยครับ แต่มันก็ยังมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น จริง ๆ ผมไม่อยากให้มันเกิดครับ เหมือนกับท่านสมาชิก เพราะฉะนั้นถ้าจะไม่ให้เกิด เราก็ต้องช่วยกันครับ ร่วมมือกันครับ ต่างฝ่ายต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ยึดข้อบังคับเท่านั้น เราอยู่สภาด้วยกันมานานครับ ข้อบังคับเป็นอย่างไรเราก็รู้ดีแก่ใจครับ เพราะฉะนั้น ไม่อยากจะพูดให้เสียเวลา ก็ให้เกียรติซึ่งกันและกันทุกอย่างก็จะจบครับ ช่วยกันรักษา ภาพพจน์ของรัฐสภาของเราก็เท่านั้นเองครับ เชิญครับ อีก ๒ ท่านครับ เชิญท่านเจือก่อน ก็ได้ครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมยกมือตั้งนานครับ ท่านประธานครับ ผมเองต้องขออนุญาตเรียนประธานรัฐสภาว่า ศักดิ์ศรีของรัฐสภาเราตกต่ําลงมากครับท่าน อันที่ ๒ ประธานทําผิดข้อบังคับ อันที่ ๓ ก็คือว่าประธานลุแก่อํานาจ ผมมีเรื่องที่ผมต้องเรียน สนับสนุนอยู่ ๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ศักดิ์ศรีของรัฐสภาเราตกต่ํา เพราะว่าประธานรัฐสภาบรรจุ วาระการประชุมไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างวันนี้บรรจุเรื่อง กฎหมายรัฐธรรมนูญ พี่น้องเรามีความเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องราคาเกษตรตกต่ํา ราคายางพาราประท้วงกันอยู่ทั่วประเทศ แต่ว่าประธานไม่ได้ทําหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน นั่นเป็นประจักษ์พยานที่สําคัญมากครับ ทําให้สมาชิกนําปัญหามาพูด ในรัฐสภาก็พูดไม่ได้ พูดนอกรัฐสภารัฐบาลก็ไม่ฟัง อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ที่ต้องเรียนกับ ท่านประธาน

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าประธานทําผิดข้อบังคับ ประธานพูดตลอดนะครับว่า ข้อบังคับสมาชิกเป็นคนร่างแล้วจะให้ผมทําอย่างไร ผมมาประชุมตั้งแต่เช้านะครับ ท่านประธาน ผมจะเรียบเรียงเรื่องที่เหตุเกิดเมื่อสักครู่ให้ได้รับทราบว่าประธานทําผิด ข้อบังคับตรงไหน ประธานลุแก่อํานาจอย่างไร ประธานบอกว่าประธานใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ รักษาความสงบเรียบร้อยในที่ประชุมรัฐสภา ถามว่าเหตุเกิดความไม่เรียบร้อยเกิดขึ้น เพราะใคร และประธานได้ทําตามขั้นตอนแล้วหรือไม่ ข้อ ๑๑๔ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ได้พูดแล้วนะครับ แต่ว่าเมื่อสักครู่ ส.ส. วัชระได้พูดกับประธาน แล้วประธานก็บอกว่าให้นั่ง แต่ว่าในขณะนั้นท่านประธานก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้คุณวัชระ เพียงแต่พูดไปบอกว่าให้ ท่านเลขาธิการรัฐสภาส่งเอกสารให้ด้วย ไม่ได้กําหนดระยะเวลา แล้ว ส.ส. วัชระก็ยังไม่ได้นั่ง ขณะเดียวกันประธานรัฐสภาก็บอกให้เจ้าหน้าที่ตํารวจรักษาความปลอดภัยมาเอาตัว ส.ส. วัชระไปสงบสติอารมณ์ ซึ่งผมถือว่าประธานรัฐสภาทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ ครับ ไม่ได้ บอกให้ ส.ส.วัชระออกนอกห้องประชุม แล้วท่านประธานพยายามพูดตลอดนะครับว่า คําสั่งของประธานเป็นข้อยุติ สมาชิกโต้เถียงไม่ได้ แต่ว่าข้อนี้ท่านทําผิดข้อบังคับชัดเจน แล้วก็ข้ามขั้นตอนชัดเจน ผมอยู่ร่วมประชุมนี้ตลอดเวลาครับ ท่านไม่ได้บอกให้ ส.ส. วัชระ ออกจากนอกห้องประชุมเลย อยู่ ๆ ก็สั่งให้ตํารวจมานําตัว ส.ส. วัชระออกไป ผมอยากให้ ท่านวินิจฉัยประเด็นนี้

ประเด็นที่ ๓ การนําตัวตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑๔ คือทําอย่างไร ให้ตํารวจมา ๓๐ คน มาลาก มาอุ้มไปหรืออย่างไร เพราะผมไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้มันจะจบภายในวันนี้ ผมอยากจะให้ท่านประธานได้วินิจฉัยแนวทางการปฏิบัติกับสมาชิก เราจะได้รู้ว่าสมาชิก ในสภาเราจะทําอะไร อย่างไร ประธานอ้างตลอดว่าคําวินิจฉัยของท่านประธานเป็นที่สุด ประธานจะทําอย่างไรได้อย่างนั้นทุกเรื่องหรือครับ ประธานลุแก่อํานาจ ทําให้สมาชิก ไม่เชื่อฟังประธาน นั่นคือปัญหาของการปฏิบัติหน้าที่ของประธานเอง ประธานบอกว่า สมาชิกต้องฟัง ถ้าท่านให้ความเป็นธรรมสมาชิกก็ฟัง อันนี้ก็ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัย ๒ ประเด็นที่ผมเรียนกับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอท่านสุดท้ายนะครับ ท่านอภิชาต เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมไม่สบายใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ และผมมีความเชื่อด้วยตัวของผมเองว่าเหตุการณ์ทํานองนี้ ยังจะเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง และอาจจะรุนแรงมากขึ้นกว่านี้ก็ได้ตราบใดที่ท่านประธานรัฐสภา ยังมีทัศนคติที่เป็นลบกับการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา หลายครั้งที่ผ่านมาเพราะ ปัญหาเกิดขึ้นจากตัวท่านประธานที่มีทัศนคติที่เป็นลบต่อการทําหน้าที่ของเพื่อนสมาชิก เหตุการณ์ความวุ่นวายก็เกิดขึ้นทุกครั้ง ท่านประธานลองไปทบทวนดูเถอะครับท่านประธาน ประธานรัฐสภาเป็นที่เคารพรักของพวกเราทุกท่านนะครับ เราเคารพ เราให้เกียรติ ท่านประธานได้เรียกร้องว่าขอให้เกียรติซึ่งกันและกัน พวกผมให้เกียรติกับท่านประธาน มาโดยตลอด ถ้าจะย้อนกลับไป ท่านประธานครับ ประธานรัฐสภามาจากประธาน สภาผู้แทนราษฎร ในวันเลือกตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อพรรคฝ่ายรัฐบาลเสนอชื่อ ท่านขึ้นมาดํารงตําแหน่งนี้ พวกผมซึ่งเป็นสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไม่ส่งผู้สมัครขึ้นไปแข่งกับ ท่านเลยนะครับ ท่านได้รับเลือกตั้งจากสภาแห่งนี้เป็นเอกฉันท์ นี่เป็นการแสดงความเคารพ เป็นการให้เกียรติกับท่านมาโดยตลอด ท่านประธานครับ แต่การทําหน้าที่ของประธาน สภานั้น ผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านว่า ท่านจะต้องยึดข้อบังคับอย่างครบถ้วน กระบวนความ ไม่ใช่หยิบเอาข้อบังคับใดข้อบังคับหนึ่งมาเพื่อที่จะทําตามความเห็น หรือตามอารมณ์ของท่าน การทําตามข้อบังคับนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราเคารพอยู่แล้วนะครับ แต่ขณะเดียวกันการทําตามข้อบังคับนั้นท่านประธานต้องตระหนักอยู่เสมอนะครับว่า ท่านจะต้องให้สิทธิกับสมาชิกทุกคนในการแสดงความเห็น การปกป้องสิทธิในการแสดง ความคิดเห็นนั้นเป็นหน้าที่ของท่านประธานโดยแท้ ท่านจะทําอย่างไรได้ละครับ นอกจาก การยึดข้อบังคับ ท่านก็ต้องมีศิลปะในการดําเนินการประชุมเพื่อให้บรรยากาศของการประชุม ในทุกครั้งเป็นไปเพื่อเอื้อให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้ เป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งนั้นเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อขึ้นไปนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธานสภา ท่านต้องฟังให้มากกว่าพูด และถ้าต้องพูด ก็ไม่ใช่ พูดในลักษณะที่โต้เถียง เถียงคําไม่ตกฟาก ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะไม่สิ้นสุด และท่านเถียงสมาชิก ได้ แต่อย่าเถียงแล้วท่านเอาชนะไม่ได้ ท่านใช้กําลังเข้ามาลาก อุ้มสมาชิกไป เช่นนี้ผมคิดว่า ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ห้องประชุมแห่งนี้ตามข้อบังคับบอกไว้ เป็นเขต หวงห้าม เป็นเขตที่ทุกคนต้องเคารพ การที่ท่านให้ตํารวจรัฐสภาเข้ามาอยู่แล้วก็ทําหน้าที่ ในการอุ้มสมาชิกออกไป เพื่ออ้างว่าเป็นไปตามข้อบังคับนั้น บางครั้งท่านประธานก็ต้อง ทบทวน ท่านประธานท่านก็คงนึกภาพออกนะครับ วันที่ท่านให้ตํารวจรัฐสภาขึ้นไปยืนอยู่ บนบัลลังก์หลังท่าน และท่านยังทําหน้าที่อยู่ต่อไปนี้ นั่นมันเหมาะสมหรือครับ นี่ไม่ใช่ เขตหวงห้ามอันศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ก็ขอให้ท่านประธานได้ทบทวนและเพื่อรักษาความงดงาม ของระบอบประชาธิปไตยของระบบรัฐสภาของห้องประชุมแห่งนี้ ผมคิดว่าท่านประธาน ต้องทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง และท่านต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในวันนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอ ๒ ท่านสุดท้าย นะครับ ท่านวิชาญแล้วก็ท่านสมชาย

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เพราะว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งนะครับ ฟังดูเสมือนว่าหลายท่านเอง ก็มาพูดในทํานองว่าท่านประธานจะต้องปฏิบัติอย่างโน้นอย่างนี้นะครับ ส่วนผมเองนี่นั่งฟัง มาตั้งแต่เช้าแล้วครับ และก็ยกมือ ถ้าประธานไม่ชี้ก็ไม่มีสิทธิพูด เพราะเคารพท่านประธาน

ประการสําคัญก็คือว่าในเมื่อมีข้อบังคับการประชุมนี้นะครับ ถ้าไม่ใช้มันก็ต้อง ทิ้งข้อบังคับแล้วท่านประธาน ผมมองว่าการประชุมทุกอย่างมันต้องมีผู้ที่เป็นประธาน ในที่ประชุม คนที่ทําหน้าที่ในการประชุมนั้นก็มีหน้าที่ที่จะต้องควบคุมการประชุม ตามข้อบังคับ และควบคุมแล้วในเมื่อไม่มีอะไรก็จบ แต่เมื่อมีอะไรซึ่งจะต้องเป็นข้อยุติ ก็ให้ท่านประธานเองเป็นคนกําหนดหรือเป็นคนชี้ ยกเว้นกรณีที่มันมีข้อขัดแย้งก็ใช้ประชามติ ในที่ประชุมหรือก็ใช้มติ ทีนี้วันนี้เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าท่านประธานเอง อะลุ่มอล่วย ประนีประนอม ก็รู้อยู่แล้วว่าการพิจารณาในส่วนของรัฐธรรมนูญนี้มีการ พิจารณากันมาหลายวัน และก็จริง ๆ แล้วถ้าเพื่อนสมาชิกในรัฐสภาให้ความเห็นตรงกันว่า จะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สามารถที่จะได้ใช้บังคับกับบุคคลที่จะมีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ในอนาคตก็ต้องช่วยกันครับ ด้วยเหตุและผล แต่ถ้าบอกว่าไม่อยากให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออก ก็เป็นการขัดขวางในเรื่องของกระบวนการ ซึ่งกระผมหรือทุกคนก็ทราบดีอยู่แล้วว่า มีหลายส่วนที่ประสงค์ที่ไม่อยากจะให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้คลอดออกมา ดังนั้นในวิธีการขณะนี้ ผมก็เลยมองว่าถ้าอันไหนชอบ อันไหนเป็นกฎหมายที่มีความต้องการหรือคล้ายคลึงกันนี่ ก็สามารถที่จะออกมาบังคับใช้ แต่ถ้าอันไหนมันไม่ชอบนี่ท่านประธานก็เป็นวิธีการ แต่การเลือกใช้วิธีการ สมัยที่เราเป็นฝ่ายค้าน คือฝ่ายผมเป็นฝ่ายค้านผมจําได้ว่ากฎหมาย หลายฉบับ พวกผมเองในขณะนั้นก็มองว่าอันนี้เราไม่ชอบเราไม่รับ เมื่อไม่รับเราก็อภิปรายครับ อภิปรายสุดท้ายจะลงมติก็มี ๒ ทาง ก็คือ ๑. ลงมติไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นชอบ ๒. วอล์ค เอ้าท์ (Walk out) ออกไปนะครับ ในทํานองลักษณะนี้ แต่ขณะนี้รัฐสภามีการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของวิธีการหรือที่เรียกกันว่า ชอบพูดกันอ้างเสมอครับว่า ประเพณีปฏิบัติ ประเพณี ปฏิบัตินี่มันไม่เคยมีนะครับที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม โดยเฉพาะท่านประธานเอง เมื่อตอนเช้าท่านประธานก็พูดหลายอย่าง พร้อมให้ท่านสมาชิกได้ยุติในการที่จะพูดหรือเสนอ แต่ก็มีประเด็นหลายอย่าง ซึ่งที่ผ่านมานี้ท่านประธานบังคับใช้ข้อบังคับทุกอย่างแล้ว จนกระทั่งท่านประธานยืนขึ้น สมาชิกต้องนั่งลง ก็ขัดครับ ขัดต่อข้อบังคับทุกอย่าง ท่านประธานก็บอกว่าต้องเชิญออก เชิญออก ไปเชิญก็คล้าย ๆ กับว่าไม่ออกแล้ว ไม่ออก ก็ต้องมีวิธีการปฏิบัติต่อไป ซึ่งผมเรียนว่าถ้าเป็นในลักษณะอย่างนี้ ขั้นตอนมันไปตามรูปแบบ อยู่แล้ว แต่ถ้าวันนี้บอกว่าตัวท่านประธานเองจะต้องฟังเพื่อนสมาชิกทุกคน ก็ไม่ต้อง ถือข้อบังคับการประชุมแล้วครับท่านประธาน ท่านประธานก็ถามเลยบอกว่าจะเอาอย่างไร ก็ปล่อยครับ ทุกอย่างมันก็จะเป็นความวุ่นวายแล้วก็ประเทศไทยมีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญ ออกที่นี่ แต่เมื่อสมาชิกไม่ใช้ข้อบังคับ นั่นแสดงว่าไม่เคารพกฎหมาย เพราะฉะนั้นที่นี่ ก็ไม่สมควรที่จะออกกฎหมายครับ แล้วก็ไม่สมควรที่จะมีการเปิดประชุมรัฐสภา ผมมอง อย่างนั้นท่านประธาน ก็ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกครับ เพราะว่าทางบ้านเขาก็พูดกัน บอกว่าที่นี้เป็นตัวอย่าง แต่ในเมื่อวันนี้ตัวอย่างที่ดีอยู่ที่นี้ ถ้าทําตัวอย่างที่ไม่ดีมันก็เหมือนกับ ว่าคนอื่นก็จะเอาเป็นตัวอย่าง แล้วเราก็จะโดนต่อว่าครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอท่าน สุดท้ายครับ ท่านสมชาย แสวงการ เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา

(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชายขออนุญาต นิดหนึ่ง เชิญครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมประท้วงท่านประธานที่ปล่อยให้คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ลุกขึ้น กล่าวเสียดสีพวกผม แล้วก็พูดเอาความดีเข้าตัวโดยที่ท่านประธานไม่ได้ทักท้วงห้ามปราม ผมจะทวนให้ท่านประธานฟังว่าคุณวิชาญพูดว่าอย่างไร คุณวิชาญเขาอ้างว่าฝ่ายคุณวิชาญ ได้ทําทุกอย่างอยู่ในระเบียบในกฎเกณฑ์ แล้วกล่าวหาว่าพวกผมมีเจตนาที่จะขัดขวาง รัฐธรรมนูญนี้แล้วก็ไม่ปฏิบัติตามกติกา กฎเกณฑ์ ข้อบังคับถึงขนาดว่าไม่ควรจะต้องมีสภา ไม่ควรจะมีการประชุมร่วมกันรัฐสภา การที่พูดจาในลักษณะที่เสียดสีพวกผมว่าผมได้กระทํา การที่ไม่ถูกต้องนั้น ผมอยากจะเรียนประธานครับว่า สมัยที่คุณวิชาญเป็นฝ่ายค้านได้กระทํา การมากกว่านี้ครับ ไม่เหมือนที่พวกผมทําอยู่ในวันนี้ คุณวิชาญถึงขนาดเอาพวกมาล้อมสภา เอาพวกมาไล่จับกุมตัวผมในสภาทํามากกว่านี้เยอะครับ พวกผมไม่ได้ทําอย่างนั้น ไม่ได้ มีพฤติการณ์ที่หยาบช้าเลวทรามอย่างนั้น วันนี้จะมากล่าวหาว่าผมขัดขวางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ผมใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พวกผมกําลังใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้วก็ปฏิบัติ อยู่ในกฎเกณฑ์ในกติกา ผมไม่ได้ขอให้ท่านประธานไปสั่งให้คุณวิชาญแก้คําพูดหรือถอน คําพูดหรอกครับ แต่ผมเรียนท่านประธานว่าท่านประธานต้องคอยเตือนถ้ามีการกระทํา อย่างนี้อีก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

สรุปนะครับ ตั้งแต่ใช้เวลามา ๕๔ นาทีแล้วนะครับ ทุกท่านที่ลุกขึ้นยืนก็พาดพิงทําให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหายมาโดยตลอด ว่ากันไปว่ากันมา พาดพิงกันไปพาดพิงกันมามันก็อยู่อย่างนี้นะครับ ผมว่าเอาพอสมควร เดี๋ยวท่านวิชาญครับ ถ้าอย่างนี้เดี๋ยวท่านสุเทพลุกมาอีก แล้วก็อยู่อย่างนี้ ไหน ๆ อะลุ่มอล่วยแล้ว เชิญครับสักนิดหนึ่ง

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตครับ เพื่อนสมาชิกผู้อาวุโสครับ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่กล่าวอ้างว่าผมเองเอาดีใส่ตัว จริง ๆ ไม่ได้เอาดีครับพูดตามความเป็นจริง แต่ส่วนหนึ่งที่ท่านบอกว่าผมเองขณะที่ทําหน้าที่ เป็นฝ่ายค้านเคยเอาพวกมาล้อมสภา แล้วก็มาจับกุมท่านสมาชิกก็คือกลุ่มของท่าน ตรงนี้ ท่านประธานต้องให้ถอนคําพูดครับ เพราะผมเองไม่สามารถหรอกครับ ที่จะไปเอาใครมา ล้อมสภาหรือไปดําเนินการจับใคร จับสมาชิกที่ไหนครับ ผมไม่ได้ทําอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นขออนุญาตครับ เพราะเอ่ยนามผมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาว่าอย่างนี้ครับ ก็คงไม่ถึง ขั้นให้ถอนหรอกครับ ก็ขอเตือนแล้วกัน เพราะทุกท่านก็พาดพิงไปพาดพิงมาอย่างนี้ตั้งแต่ต้น ถ้าไปให้ถอนก็ไม่จบสักทีต้องถอนทุกคนนะครับตั้งแต่คนแรก ท่านสมชายท่านสุดท้าย เชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบคุณครับ ท่านประธาน สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าภาพเมื่อเช้าก็เป็นภาพที่ผมเองก็ไม่สบายใจอีกภาพหนึ่ง แล้วก็ต้องกราบเรียนว่า ที่ผ่านมาในระยะ ๓-๔ ครั้งในการประชุมรัฐสภาก็มีภาพออกไปต่างประเทศ ซึ่งก็เรียนว่า ไม่ดีสําหรับสภาไทย ไม่ดีสําหรับระบอบประชาธิปไตยไทย แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ที่ต้องหารือท่านประธานในฐานะสมาชิกรัฐสภาคนหนึ่งนะครับ เพราะว่ามันก็เนื่องมาจากเหตุ ผลที่เกิดขึ้นมาจากเหตุครับ ท่านประธานครับ มีความจําเป็นที่ต้องเรียนว่าเพราะเราเร่งรีบ เกินไปหรือไม่ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมกราบเรียนครับว่านี่เป็นปัจจัยใหญ่ เพราะว่าความจริงแล้วนับจากวันนี้ไปจนถึงวันที่ ๒ มีนาคม นับต่อไปถึงการเลือกตั้ง ท่านประธานนับดี ๆ ครับ เดือนกันยายน เดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน ๗ เดือนครับ ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดตรง ๆ ตอนนี้เอาเวลาของสภาไปหมด วันนี้วันพุธ วันพฤหัสบดี เป็นวันประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ วันอังคาร เป็นวันประชุมวุฒิสภา วุฒิสภา เขาไม่ได้ประชุมมา ๒-๓ ครั้งแล้วครับท่านประธาน เอามาประชุมรัฐสภาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ ๒ วันต้องมาประชุมเรื่องงบประมาณ เพราะว่าไม่อย่างนั้นเดี๋ยวไม่ทันเหมือนกัน เราก็เข้าใจครับ แต่เรื่องปัญหาพี่น้องประชาชนสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนี้มีปัญหาอยู่ เมื่อสักครู่ท่านรองเลขาธิการลงมาเจรจากับแกนนําม็อบสวนยางพาราไม่ได้คําตอบอะไรครับ จะต้องเอากลับมาที่ กนย. อีก แกนนําสั่งให้มีการสลายการชุมนุม ไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง ขณะนี้มวลชนบางส่วนก็ไม่ฟังแกนนํากันก็ไปที่สนามบิน กองบินที่ ๗ นี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้น วุ่นวาย แต่ว่าผมในฐานะสมาชิกวุฒิสภาก็รู้สึกละอายใจว่าต้องมาเอาเวลาของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเขาจะได้พูดเพื่อแก้ปัญหาพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราที่กําลัง เกิดปัญหา ความจริงก็ดีใจครับว่าท่านประธานเอาเวลาประชุมรัฐสภามานี้ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถึงแม้ผมจะไม่ใช่คนใต้ แต่ผมก็มีญาติพี่น้องในจังหวัดชุมพร ในจังหวัดกระบี่ในหลายจังหวัดครับ เขาก็เดือดร้อน ก็อยากจะพูดเหมือนกัน แต่ว่า ท่านประธาน ถ้าเอาเวลาตรงนี้มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แทนที่จะใช้วันที่เราไม่ใช้ ผมก็คิดว่า ทําอย่างนี้มันจะเสียหาย ถ้าเป็นไปได้ท่านประธานครับ เอาเวลาอีกสักนิดหนึ่งให้เพื่อน ส.ส. เพื่อน ส.ว. ได้พูดปัญหาเรื่องภาคใต้ แก้ไขกันนี่นะครับ ผมคิดว่าช่วยทุเลาปัญหาขณะนี้ได้ นะครับ อันนี้ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เสนอท่านประธานครับ ท่านประธานมีหน้าที่ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการกําหนดการประชุมรัฐสภา เราเสียเวลากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาหลายวัน หลายสัปดาห์มาก ซึ่งก็ต้องเรียนตามตรงว่า ๑๓ มาตรา ยังไม่ง่ายครับที่จะจบ แล้วก็ โดยสากลแล้วในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศ ฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน เขาแก้รัฐธรรมนูญครั้งหนึ่งครึ่งปี ปีหนึ่ง เขาแก้ได้ครับ เพราะ กฎหมายนั้นสําคัญ แล้วยิ่งผ่านประชามติมาด้วย ผมเสนอท่านประธานอย่างนี้ครับ เอาวันจันทร์ วันอังคาร กลับไปประชุมวุฒิสภาเหมือนเดิม ได้ทํางานของวุฒิสภา เอาวันพุธ วันพฤหัสบดี กลับไปให้ ส.ส. ทํางานเหมือนเดิมครับ เอาวันศุกร์มาประชุมแก้รัฐธรรมนูญ กันเลยครับท่านประธาน ท่านประธานจะประชุมวันศุกร์ ทุกวันศุกร์ก็ได้ ท่านประธาน อยากจะเพิ่มเป็นวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ก็ได้ครับ ถ้าท่าน ส.ส. ท่าน ส.ว. ไม่ต้องลง พื้นที่กัน ผมยืนยันครับว่าผมจะมาทําหน้าที่ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ท่านประธาน ลองพิจารณาครับ เราจะได้ทําหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันอย่างจริงจัง เรามีเวลา ๗ เดือนครับท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานช่วยพิจารณาในข้อนี้ด้วย เพราะ ท่านประธานมีอํานาจในการกําหนดการประชุม ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ผมขอพัก ประชุม ภาระส่วนตัวสัก ๕ นาทีครับ

พักประชุมเวลา ๑๒.๕๐ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๒.๕๓ นาฬิกา

ผมว่าเข้าวาระเลย ดีไหมครับ เดี๋ยวก็หยิบประเด็นปรึกษาใหม่ไปเรื่อย

(นายอภิชาต สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เอาสุดท้ายของสุดท้ายครับ ท่านอภิชาต เชิญ

นายอภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพชรบุรี

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม อภิชาติ สุภาแพ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเกี่ยวเนื่องจากเรื่องของคุณชูวิทย์ แล้วก็ ต่อมาด้วยคุณรังสิมา เกี่ยวกับเรื่องที่มีการพาดพิงเรื่องดึงเก้าอี้ ท่านประธานฟังหน่อยครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับท่านและผมโดยตรง เพื่อให้เป็นที่เข้าใจและท่านประธานก็สามารถจะ ยืนยันได้ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้พูดในที่นี้อีกเลย แต่ผมเชื่อว่าการทําหน้าที่ วันนั้นกับการทําหน้าที่วันนี้มันเกี่ยวเนื่องกัน มันเกี่ยวข้องกัน และมันเกิดข้อเปรียบเทียบ อย่างชัดเจน ท่านชูวิทย์ได้กล่าวไว้ว่าบทบาทในการที่เกิดวันนั้นมีการดึงเก้าอี้ประธานสภา แต่กับเหตุการณ์วันนี้การที่ท่านใช้กําลังตํารวจมาฉุดกระชากลากถูสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อย่างน่าทุเรศที่สุด มันตรงกันข้ามกับที่เหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้น วันนั้นท่านประธานคงทราบดีว่า สภาวุ่นวายนั้นเกิดจากเพราะท่านทําหน้าที่ไม่เป็นกลางเหตุการณ์กําลังจะบานปลาย ท่านหัวหน้าพรรคของผม ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกขึ้นยกมือเพื่อจะขอพูดกับท่านประธาน เพื่อจะหาทางออก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็พอสมควรนะครับ ผมขอ เข้าระเบียบวาระเลยได้ไหมครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่ท่านประธาน ได้นัดให้มีการพิจารณาในวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง แต่ว่าวันนี้ถ้าท่านประธานจะลอง พิจารณาดู ความจริงเป็นวันพุธครับ วันพุธปกติเราจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีโอกาสในการที่จะนําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์เรื่องราคายางพาราตกต่ําที่เป็นปัญหารุมเร้ารัฐบาล แล้วก็ สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราอยู่ในขณะนี้ ขึ้นมาหารือได้ อย่างน้อย ๑ ชั่วโมง แต่ว่าเพราะเหตุที่ท่านประธานนัดให้มีการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญจะด้วยเหตุผลใด ก็สุดแล้วแต่ ผมไม่เรียนตรงนี้แล้วนะครับ พวกกระผมจึงได้หารือกับท่านวิทยา บุรณศิริ แล้วก็เข้าใจว่าท่านประธานวิปรัฐบาลก็รับทราบแล้วนะครับ ขอความกรุณาท่านประธาน ได้เปิดโอกาสให้พวกกระผมได้นําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะ เกษตรกรชาวสวนยางพาราขึ้นมาหารือกับท่านประธานสักภายในเวลาประมาณ ๓๐ นาที ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายได้มีความเห็นร่วมกันแล้ว ขอความกรุณาท่านประธานได้เปิดโอกาสด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านวิทยา

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าในส่วนที่เป็นประเด็นตามที่ ประธานวิปฝ่ายค้านได้นําเรียนต่อท่านประธานนั้นก็ยังอยู่ในห้วงเวลา ก็เป็นเรื่องที่มี ความจําเป็น ทางประธานวิปรัฐบาลเองก็นั่งอยู่กับผม ที่ประชุมคงจะไม่ขัดข้องนะครับ แต่เนื่องจากว่าวาระเรื่องที่พิจารณานั้น ท่านประธานก็คงจะต้องดําเนินการอยู่ในกรอบเวลา พอสมควรครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทีนี้ก่อนหน้านั้นท่านวิทยา มาพูดกับผมว่าได้หารือกับท่านจุรินทร์ ขอเวลาสักครึ่งชั่วโมงพูดเรื่องการทําหน้าที่ของผม กับพูดเรื่องยางพารา แล้วก็ใช้เวลาไปไม่ใช่ครึ่งชั่วโมงครับ ชั่วโมงเศษ และตอนนี้ขออีก ๓๐ นาที อย่างนั้นนะครับ ใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ หากท่านประธานวิปฝ่ายค้านยืนยันว่ามีความจําเป็น ส่วนตัว กระผมเองแล้วท่านสมาชิกก็คงจะให้โอกาสท่านครับ แต่ว่าหลังจากนั้นเสร็จก็ขอให้ ท่านประธานได้ดําเนินการ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าไม่มีใครประท้วง ผมก็ไม่ติดใจอะไรครับ เอาสักครึ่งชั่วโมง ท่านใดก่อนเชิญเลยครับ ท่านจุฤทธิ์เชิญ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงแล้ววันนี้ปัญหาจะไม่เกิดยืดยาวอย่างนี้ ประเด็นของผม มีสั้น ๆ นิดเดียวครับ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม คือเมื่อวันอังคารเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ จับเวลาด้วย นะครับ ตั้งเวลาใหม่เลยครับ ๓๐ นาทีครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กล่าวคือเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันอังคารที่ ๒๗ สิงหาคม เวลาประมาณ ๑๗.๓๐ นาฬิกา หรือห้าโมงเย็น ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เข้ามาที่รัฐสภา และผมได้ลุกขึ้นเป็นคนถาม ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะแก้ปัญหาเรื่องยางพาราอย่างไร ผมตั้งคําถามท่านนายกรัฐมนตรีไป ๒ ข้อท่านประธานครับ เรื่องแรกคือจะมีการสลายผู้ชุมนุมหรือไม่ เรื่องที่ ๒ ที่ชาวบ้าน ขอราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๐๑ บาท ได้หรือไม่ ผมคิดว่าถ้าวันนั้นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ตอบ วันนี้เราไม่ต้องมามีปัญหาในสภาเรื่องนี้ครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ บอกว่าให้ราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาทก็จบครับ แต่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไม่ตอบผม ท่านนายกรัฐมนตรีกลับตอบว่าให้ใช้เวทีอื่นในการพิจารณา และขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการ คณะทํางานลงไปดูแล้ว จากการไม่กล้าตัดสินใจของท่านนายกรัฐมนตรี จากการที่ คณะทํางานเรื่องยางพาราด้อยประสิทธิภาพทําให้ปัญหาวันนี้ยังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมจึง กราบเรียนท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีว่าให้ท่านลงมาแก้ปัญหาเรื่องด้วยตัวเอง อย่างเร่งด่วน ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ก็ต้อง ขอความร่วมมือนะครับ เราอะลุ่มอล่วยกัน ใช้เวลาตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ มีการพาดพิงทําให้เกิดความเสียหาย พูดในหลักการครับ ขอความร่วมมือ เชิญท่านนริศครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าชาวสวนยางพารา พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราทั้งพื้นที่ภาคใต้ และทั่วประเทศเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจริง ๆ ตลอดระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมาราคา ยางพาราตกต่ําและมีท่าทีในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนี้น้อยมากครับ นี่คือความทุกข์ แสนสาหัสของพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเรื่องราคายางพาราตกต่ํา กราบเรียนท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับว่า ม็อบที่เกิดขึ้นทั่วทุกภาคขณะนี้ไม่มีเป็นม็อบการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้นนะครับ แต่ว่าก็มีนักการเมืองเข้าไปให้กําลังใจ ไปแสดงความเห็นใจบ้าง อันนี้ท่านอย่าแปลกใจนะครับ เพราะว่าพวกเราก็มาจากพี่น้องเกษตรกรนะครับ ท่านต้องแปลกใจ ถ้าไม่มีนักการเมือง เข้าไปให้กําลังใจ ไม่ไปยืนเคียงข้างพี่น้องในยามที่เขาได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อน นะครับ ผมเรียนท่านประธานครับว่าราคายางที่ทางผู้ชุมนุมเรียกร้อง ไม่ได้เกินเลยไปจาก ความเป็นจริง เพราะเราเคยได้ราคายางพาราสูงกว่านี้ และราคายางพารา ๑๒๐ บาท เป็นราคายางพารา

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ตกลงท่านบุญยอด ยืนประท้วงอยู่ใช่ไหมครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นชูมือ ประท้วงท่าน เพราะว่าขณะนี้ในห้องอาหารมีสมาชิกรัฐสภารับประทานอาหารอยู่ เพราะ มันเลยเที่ยงมาแล้ว ๑๐๐ กว่าคนครับ แต่ในห้องนั้นไม่มีเสียงครับ ลําโพงไม่ได้ทํางาน มีใครปิดไปไม่ทราบอย่างไร แล้วถ้าฟังกันไม่รู้เรื่องอย่างนี้จะอภิปรายหรือจะดําเนินการ ประชุมต่อได้อย่างไรครับ ท่านต้องให้จัดการดําเนินการซ่อมลําโพงในห้องอาหารนะครับ ซึ่งเป็นห้องอาหารใหญ่ให้เสร็จสิ้น ถ้ายังซ่อมไม่ได้ ผมก็เสนอท่านพักการประชุมไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เจ้าหน้าที่ ไปดูแลหน่อย ไปดูนะครับ ไปซ่อมแซมหน่อย เชิญต่อเลยครับ ท่านนริศครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานครับ ราคาที่ม็อบได้เรียกร้องไม่ได้เกินเลยนะครับ แล้วก็ ๑๒๐ บาทที่มาก็คือคนในรัฐบาลนี้ครับ เคยไปประกันกับพี่น้องประชาชน เคยสัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ และขณะนี้ข้อเรียกร้อง ก็ไม่ได้ถึง ๑๒๐ บาท ผมคิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล และรัฐบาลควรจะให้ได้ เพราะ ทุนมันก็ร่วม ๗๐ บาทแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วราคายางพาราก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ประกอบกับค่าครองชีพก็เคยขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ขณะนี้ราคายางพาราและพืชผลทางการเกษตร ต่ําลงทุกรายการ ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทุกรายการ จึงมีปัญหาที่พี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อนอย่างทุกข์อย่างแสนสาหัส เหมือนที่ผมกราบเรียนกับประธานไว้ในเบื้องต้น สิ่งสําคัญวันนี้รัฐบาล สิ่งสําคัญวันนี้นายกรัฐมนตรีต้องลงมาแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธานี เชิญครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัด สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เป็นที่น่าเห็นใจจริง ๆ ครับกับเกษตรกร ชาวสวนยางพาราครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจะพิจารณาดูดี ๆ นะครับ เขาต้องตื่น ตั้งแต่ตีสอง ตีสาม ขึ้นมากรีดยางพารา กว่าจะได้ยางก็แสนลําบากครับ วันนี้หลาย ๆ คนเขา ไม่มีรายได้ครับท่านประธาน รายได้ไม่พอที่จะช่วยเหลือครอบครัว เขาก็จึงมาประท้วงกัน ท่านประธาน แล้วเป็นม็อบที่ไม่ได้มีใครจัดตั้งครับท่านประธานครับ มันจัดตั้งไม่ได้จริง ๆ มันถึงได้มีปัญหาครับท่านประธาน วันนี้นะครับม็อบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวานก่อนผม จะขึ้นเครื่องได้คุยกับประชาชนที่มาครับ ท่านประธานครับ เขาไม่ได้มีใครจัดตั้งกัน เพราะ เขารู้ว่าจะมาเขาก็มากัน ทีนี้มากันแล้วต่างคนต่างก็คุมกันไม่ได้ เมื่อตํารวจไปตั้งด่านตรวจค้น อาวุธ เขาก็ลงจากรถแล้วเขาก็เดิน ม็อบก็เลยเดินตามไปด้วยหมดเลย ก็เลยมีปัญหา แล้วก็ต้องขอชี้แจงท่านประธานว่าที่ออกประกาศไปว่าม็อบปิดสนามบิน สนามบิน ไม่มีปิด สนามบินครับท่านประธาน ที่ปิดสนามบินเป็นตํารวจทั้งนั้นครับ ตํารวจปิดไม่ให้รถผู้โดยสารที่จะไปเครื่องบินไม่ให้เข้า ให้ลงรถจอดรถที่นั่น ผมเองบังเอิญ ขับรถเองเลยได้เข้า เพราะว่าถ้าผมจอดรถตรงนั้นผมก็เข้าไม่ได้ เขาเลยให้ผมเข้าครับ ท่านประธาน รัฐบาลก็ไปแก้ปัญหาผิดครับ ไปให้ราคาพันกว่าบาทต่อไร่ รัฐบาลไม่เข้าใจครับ ให้ค่าปุ๋ยกับให้เงินอย่างนี้มันไม่ได้ถึงเกษตรกรจริง ๆ ท่านประธานครับ สวนยางพารา สวนหนึ่งมีเจ้าของสวน มีคนรับจ้างกรีดยางพารา สวนหนึ่งจะมีคนรับกรีดยางพาราประมาณ ๔-๕ คนท่านประธาน แล้วพวกนั้นเขาก็ไม่มีรายได้พอ ถ้าเราไปชดเชยเงินให้กับเขาและจะให้ ปุ๋ยชาวบ้านยิ่งไม่ต้องการเลยครับ เพราะรัฐบาลไปให้ปุ๋ยก็เป็นปุ๋ยปลอมเสียส่วนใหญ่ แล้วรัฐบาลเดี๋ยวก็ไปกินเปอร์เซ็นต์ค่าปุ๋ยกันอีก มันก็เป็นอย่างนี้ละครับท่านประธาน ผมว่าน่าเห็นใจนะครับ ถ้ารัฐบาลทําโครงการจํานําได้ดี ผมว่ารัฐบาลเอายางพารามาจํานํา เถอะครับ รับจํานําแล้วไม่บูดไม่เน่าครับ ถ้าเก็บไว้อย่างดีจะไม่เสียหายท่านเก็บได้เป็นปีครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกมีผู้ยกมือ อภิปรายเยอะเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะพยายามเรียงลําดับที่ได้ยกมือก่อนหลัง แล้วท่านก็ต้องบริหารกันเองนะครับ เพราะมีเวลา ๓๐ นาที ตามที่ตกลงกันไว้นะครับ เชิญท่านชุมพลครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใน พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดชุมพร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากที่กรณีที่พี่น้องชาวสวนปาล์มที่ชุมนุม เรียกร้องอยู่ในขณะนี้ อยู่บนท้องถนนบ้าง อยู่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดบ้าง ท่านประธานครับ จากที่ผมได้เข้าไปสัมผัสนะครับ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ครับ ผมเองทราบจากที่ผมติดตามข่าวมีสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม คือคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นะครับ ทราบว่าเป็น ส.ส. เป็นโฆษกพรรค ลักษณะการให้สัมภาษณ์ เหมือนกับเป็นการดูถูกพี่น้องชาวจังหวัดชุมพรว่า ผมนั้นเป็นแกนนําพี่น้องประชาชน ในการยึดศาลากลางจังหวัดชุมพร ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เมื่อวันจันทร์นั้นพี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้อง ผมเองในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎร ท่านประธานก็ในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรครับ คนที่เป็นผู้แทนราษฎร หนึ่งในการเป็นหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ที่บอกว่าม็อบที่มีความเดือดร้อนเกษตรกรที่มีความเดือดร้อนนั้น เป็นม็อบการเมือง ขอทีเถอะครับ ท่านประธานครับ ขอให้ท่านได้เห็นใจพวกผมบ้างครับ ผมในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น นี่คือจุดยืนของความเป็นผู้แทนราษฎรครับ ถ้าพี่น้องประชาชนเดือดร้อน พวกผมก็พร้อม ที่จะเดินนําหน้าและไม่อยู่ข้างหลังครับ เพราะฉะนั้นการที่พวกผมไปที่ศาลากลางนั้น เพราะที่ศาลากลางเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนครับ พวกเราไปที่ศาลากลางเราไม่ได้ไปเผา นี่คือเหตุผลครับท่านประธานครับ และผมบอกขออนุญาตท่านประธานไปยังคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ด้วยว่าท่านเป็นคนจังหวัดพังงาอย่าลืมว่าตัวเองเกิด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่าไปพาดพิงเลยครับ เอาในหลักการดีกว่าครับ เวลา ๓๐ นาที เดี๋ยวประท้วงไปประท้วงมา เอาในหลักการดีกว่า

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ครับท่านประธาน ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดชุมพรครับ

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

โน่นยืนประท้วงอยู่โน่น คุณพร้อมพงศ์

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ผมไม่ได้พาดพิง ในทางที่กล่าวร้ายครับ แต่ผมนําเรียนท่านประธานสั้น ๆ ท่านประธานอย่างเพิ่งปิด ไมโครโฟนครับ ขอให้ผมได้พูดนิดเดียวแล้วผมก็หยุดแล้วครับ ผมได้บอกว่าคนที่เป็น ส.ส. ที่มาจากทางภาคใต้นั้นเกิดและโตมาจากสวนยางพารา มีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะ สวนยางพารา เพราะฉะนั้นอย่าลืมถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ด้วยความยินดีครับ เชิญ ท่านพร้อมพงศ์ครับ เอาที่พาดพิงเท่านั้นนะครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ กรณีที่สมาชิกที่เป็นฝ่ายค้านเขาพาดพิงว่า ผมเองไปให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่เป็นการกล่าวหานะครับ ผมยืนยันว่าผมเองมาจาก จังหวัดพังงาครับ ที่บ้านก็ทําสวนยางพารา เพราะฉะนั้นรู้ถึงหัวอกของพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางพาราดี แต่ผมห่วงว่าขณะนี้เองมีพี่น้องหลาย ๆ จังหวัดที่เขาเดือดร้อนจากเรื่อง ราคายางพาราตกต่ํา ราคาปาล์มตกต่ํา แต่ยังมีที่ผมยืนยันว่ายังมีกลุ่มการเมือง แล้วก็ มีคนของฝ่ายการเมืองหลายพื้นที่ วันนี้ไม่ต้องดูอย่างอื่นครับ ดูจากข่าวก็ได้ว่าไปอยู่ทุกพื้นที่ แล้วก็มีการดําเนินการลักษณะที่จะเอาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา สวนปาล์ม มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมท้าครับ ไปสาบานที่วัดพระแก้วกันตอนนี้ก็ได้ ถ้าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลังนะครับ ใครที่ร้อนตัวหรือกินปูนร้อนท้องมากล่าวหา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เอาละครับ พอแล้วครับ ท่านพร้อมพงศ์ ท่านครับ ผมถึงบอกพาดกันไปพาดกันมา เชิญท่านชุมพลเชิญครับ

นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุมพร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชุมพล จุลใส พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชุมพรครับ ผมในฐานะเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ผมยอมรับกับท่านประธานนะครับว่า ผมเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน คนชุมพร เลือกผมมาครับ ไม่มีใครเลือกผมมาครับ เพราะฉะนั้นเมื่อพี่น้องประชาชนเดือดร้อน ผมก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนครับ และผมยืนยันว่าผมไม่ต้องรับคําท้าใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เพราะว่าสภาแห่งนี้ไม่ใช่ที่ท้าทายกัน แต่ผมยืนยันด้วยความชัดเจนว่าสิ่งที่ ผมทําไปนั้นถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๖๓ ทุกอย่างครับ ท่านประธานครับ ถ้าจะดําเนินคดีหรืออย่างไรก็ว่ากันไป ไม่มีปัญหาครับ แต่ผมถือว่าสิ่งที่หน้าที่ของผู้แทน ที่ต้องทําคือดูแลปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพราะผมนั้นไม่ได้เป็นทาส ของใคร พี่น้องประชาชนคือเจ้านายผมครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอบคุณ ท่านชุมพลนะครับ ที่ไม่พาดพิงกลับครับ ขอบคุณครับ เอาท่านเจะอามิง เมื่อสักครู่นี้ เห็นยกมือมาก่อนครับ เรื่องยางพาราต่อนะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ท่านประธานครับ ขออนุญาตสะท้อนถึงความเห็นว่าวันนี้นอกจาก ๑๔ จังหวัด ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลางแล้ว คนจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ทนทุกข์ทรมานกับราคายางพารา ตกต่ํา ท่านประธานคงจะทราบได้ว่า ๒ ปีกว่าที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มาเป็นรัฐบาล จากราคายางพารา ๑๘๐ บาทวันนี้ลดลงเหลือ ๖๐ บาท ในขณะที่ค่าครองชีพเครื่องอุปโภค บริโภค ก๊าซขึ้นราคา ไข่ยิ่งลักษณ์ก็ขึ้นราคา โคตรแพงเลยไข่ยิ่งลักษณ์ขึ้นแบบสุด ๆ ของประวัติเลยครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ทําให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย

(นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิงมีผู้ประท้วง ท่านพร้อมพงษ์ประท้วงหรือครับ เชิญครับ

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม พร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ คุณชุมพล จุลใส ได้กล่าวลักษณะเป็นการพูดเสียดสีนะครับ ผมอยากให้ถอนคําพูดนะครับ ในกรณีบอกว่าไม่เป็นทาสใคร คือมองว่าผมที่มีการดําเนินการที่ไปแถลงข่าวเรื่องนี้ ก็เป็น การไปลักษณะเหมือนว่าผมเป็นทาส อันนี้มันไม่ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ต้องถอนครับ ผมยืนยันว่าความเดือดร้อนพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา รัฐบาลเห็นใจครับ พวกผม ก็เห็นใจว่าคนใต้เหมือนกัน แต่สิ่งที่คุณชุมพล จุลใส ที่ดําเนินการเมื่อวานนี้ที่จังหวัดชุมพร

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขอวินิจฉัยเลยครับ เข้าใจแล้วครับ ขอวินิจฉัยเลยครับ ก็คงไม่มีอะไรมากครับ เมื่อสักครู่นี้ผมก็นั่งฟังอยู่ ก็ถือว่า ก็เตือนท่านชุมพลซึ่งท่านก็พยายามจะไม่กระทบอะไรมากมาย ไม่เสียเวลาหรอกครับ ท่านเจะอามิงต่อเถอะครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ท่านประธาน ที่เคารพครับ วันนี้พี่น้องเกษตรกรยางพารา ท่านประธานคงจะทราบนะครับ เวลาชาวสวน เขากรีดยางพารา จะมีน้ํายางพาราตกลงไปในถ้วยยาง ท่านประธานทราบไหมครับ ความเดือดร้อนของวันนี้น้ํายางพาราที่ตกลงถ้วยคือน้ําตาของพี่น้องประชาชนที่ตกทุกข์ ท่านประธานครับ ที่รัฐบาลภายใต้การนําของท่านยิ่งลักษณ์ไม่ได้ใส่ใจและไม่สนใจ ในการแก้ไขปัญหา และที่สําคัญที่สุดท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ด้วยความไม่รู้เรื่องของ ท่านนายกรัฐมนตรีจริง ๆ ท่านได้นายกรัฐมนตรีได้พูดถึง บอกว่าในขณะนี้แก้ปัญหาราคา ยางพาราค่อนข้างจะยาก เพราะว่าเป็นสินค้าที่ส่งออก ไม่สามารถที่จะกําหนดราคายางพารา อันดับโลกได้ ที่จริงถ้าท่านนายกรัฐมนตรีได้ใส่ใจ ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหายางพารา นะครับท่านประธาน ยางพาราในประเทศไทยเป็นสินค้าที่ส่งออกลําดับหนึ่งของประเทศ คนที่จะไปแก้ปัญหา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเจะอามิง ขออภัยครับ ขอหารือนิดหนึ่ง ตอนนี้ญัตติไม่ญัตติเรื่องยางพารา เราอะลุ่มอล่วยให้ใช้เวลาได้ระบาย ได้พูดคุยกันสักครึ่งชั่วโมง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้พาดพิง เพราะ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่ใช่เป็นญัตติเรื่องยางพาราโดยตรง ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้มาชี้แจง เราพูดมันอาจจะทําให้เกิดความเสียหาย ผมขอเป็นอย่างนี้ครับ ขอเอา ในหลักการดีกว่า พยายามอย่าไปพาดพิงทําให้เกิดความเสียหาย พาดพิงมันอาจจะเป็นเรื่อง ของการมองต่างมุม เพราะฉะนั้นเอาในหลักการเพื่อที่จะไม่ให้มีปัญหา ขอความร่วมมือ อย่างนี้นะครับ เราจะได้ใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ขอบคุณ ท่านประธาน ผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่ผมพูดนี้ไม่ได้พาดพิงเลยครับ พูดตรง ๆ เลย ตรงประเด็นเลยว่า นายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจและนายกรัฐมนตรีไม่ใส่ใจ สิ่งที่ผมพยายามสะท้อนให้เห็นก็คือ ต้องการให้นายกรัฐมนตรีใส่ใจกับการแก้ไขปัญหา วันนี้ม็อบชาวสวนยางพาราประท้วงขึ้นมา ก็ที่เป็นห่วงวันนี้ก็คือห่วงว่าจะบานปลาย ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีต้องใส่ใจ ต้องมอบหมายให้กับแนวทางในการแก้ไข ในการดูแลต้องให้ชัดเจน นายกรัฐมนตรีต้องกล้า ที่จะตัดสินใจ กล้าที่จะมอบหมายให้ใครรับผิดชอบ ไม่ใช่ให้รองเลขาธิการเข้าไปนั่งพูดคุย ซึ่งไม่มีอํานาจในการแก้ไขอะไรเลย สร้างความมั่นใจให้กับชาวเกษตรกรม็อบสวนยางพารา ให้ได้ว่าคนที่ไปพูดคุย ๑. แนวทางในการเป็นการมอบฉันทานุมัติจากนายกรัฐมนตรี อย่างแท้จริง ไม่ใช่ไปแบบวันนี้ครับท่านประธาน วันนี้ยังไม่มีอะไร ความคืบหน้าจากรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหา มีอยู่อย่างเดียวคือจะสลายม็อบอย่างเดียว ท่านประธานครับ ผมเรียน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าการสลายม็อบอย่าสลายนะครับ เพราะปัญหาเกษตรกรชาวสวน ยางพาราวันนี้คือความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงวันนี้ ที่จริงมันจะไม่บานปลายมาถึงขนาดนี้ถ้ารัฐบาลให้ความใส่ใจถ้านายกรัฐมนตรีปูให้ความใส่ใจ อย่ามัวแต่ตะแล๊ดแต๊ดแต๋ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านเจะอามิงครับ ตะแล๊ดแต๊ดแต๋ นี่ถอนเถอะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ความหมาย ของผม ตะแล๊ดแต๊ดแต๋

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านถอนเถอะครับ จะได้จบ จะได้พูดต่อ

นายเจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ถ้าเป็น คําไม่เหมาะสม ผมก็ขออนุญาตถอนเพื่อให้สภาเดินหน้าได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่าน ไหนต่อ

(นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านอนันต์ประท้วงอะไร เชิญครับ

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม อนันต์ ศรีพันธุ์ จากพรรคเพื่อไทยครับ จากที่ท่านได้ชี้แจงในเรื่องของราคา ยางพารานั้นผมก็เรียนรู้มาพอสมควร ที่ท่านบอกว่าไร่หนึ่งตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงกรีด ต้นทุน เฉลี่ยแล้วไร่หนึ่งประมาณ ๖๔ บาท เพิ่มอีก ๑๓ เปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๗๓ บาท รัฐให้ ๘๐ บาท ยังไม่พอ แล้วยังให้ค่าปุ๋ยนี่ครับ ไร่ละ ๑,๒๖๐ บาท ให้ ๑๐ ไร่เป็นเงินสดครับ ไม่ใช่เป็นปุ๋ย บางคนบอกว่าปุ๋ยนั้น ไม่ใช่ ส่วนจะตกลงว่าอีก ๒๕ ไร่ที่ท่านขอไปนั้นก็ตกลงกัน พรุ่งนี้

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ท่านครับ ๓๐ นาที ไม่ใช่ท่านมีสิทธิพูดฝ่ายเดียวนะครับ ฝ่ายนี้ก็ต้องสามารถที่จะใช้สิทธิได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้เขาได้ชี้แจงนิดหนึ่ง เขาได้พูดบ้าง ไม่ใช่จะพูดฝ่ายเดียวครับ ให้เขาได้ พูดบ้าง ก็คงใช้เวลานาที ๒ นาที เขาเป็น ส.ส. ครับ เขาก็มีสิทธิ เขามีสิทธิครับ หรือจะให้ ฝั่งนี้ไม่ต้องพูดเลยอย่างนั้นหรือ ท่านสาธิต เชิญ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดระยองนะครับ คือที่ผมประท้วง ท่านประธาน เพราะว่าผมเข้าใจว่า ด้วยความเคารพท่านอนันต์นะครับ ท่านลุกขึ้นยืน แล้วท่านก็ยกมือ ความจริงผมเข้าใจว่าท่านลุกขึ้นมาประท้วงว่ามีท่านผู้ใดอภิปรายผิด ข้อบังคับหรือไม่ อย่างไร แต่เมื่อท่านลุกขึ้นมา ท่านใช้สิทธิในการอภิปราย ผมก็เลยจะลุกขึ้น ประท้วงท่านประธานว่า ถ้าเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาใช้สิทธิประท้วงต้องบอกว่าผิดข้อบังคับ ข้อใด ไม่ได้มีสิทธิในการอภิปรายชี้แจง แต่เมื่อท่านประธานกําลังจะวินิจฉัยว่าท่านอนันต์ ลุกขึ้นมาแล้วใช้สิทธิอภิปรายนี้ ถ้าท่านจะอภิปรายก็มีสิทธิได้ แต่ประเด็นขั้นต้นที่ท่าน ใช้สิทธินี้แสดงอาการถึงการลุกขึ้นประท้วงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

โอเคครับ เข้าใจครับ ขอบคุณครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

เพราะฉะนั้น ท่านประธานต้องวินิจฉัย ท่านประธานต้องฟังให้จบครับ คือที่ประชุมแห่งนี้มีปัญหาเยอะ เพราะท่านประธานเลือกวินิจฉัยในสิ่งที่บางครั้งก็ผิดพลาด บางครั้งเพื่อนสมาชิกก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยนี้ท่านต้องเคร่งครัด แล้วต้องถูกต้องอย่างแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นการวินิจฉัยที่ท่านอนันต์ลุกขึ้นยืนแล้วยกมือขึ้นนี้เป็นอาการของการแสดง การประท้วงนะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านประธานต้อง วินิจฉัยกรณีนี้ให้ชัดเจนนะครับ เพื่อเพื่อนสมาชิกจะได้ดําเนินการตามข้อบังคับได้ถูกต้องครับ

(นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกําแพงเพชร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนันต์ครับ

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธานครับ ประท้วงผู้อภิปราย

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนันต์เดี๋ยวก่อน สรุปท่านใช้สิทธิประท้วงหรือจะใช้สิทธิอภิปราย

นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ประท้วงผู้อภิปราย พูดเท็จในสภาว่าเราให้เป็นเงินสด เราไม่ให้เป็นปุ๋ย นี่คือท่านผู้อภิปรายไปแล้วคือคุณธานี ประท้วงตรงนั้นเองครับ ว่าเราให้เป็นเงินสด เราไม่ให้เป็นปุ๋ย อันนี้คือประท้วงที่ว่าเขาพูดเท็จ ในสภาเท่านั้นเองครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าอย่างนั้นจบ เอามีเวลาครึ่งชั่วโมงนะครับ ท่านใช้สิทธิของท่าน เชิญท่านธานี

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ ผม ธานี เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีครับ ผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลจะให้ปุ๋ย ผมบอกว่าให้เงินไปได้เฉพาะ เจ้าของสวน พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะสวนที่ไปปลูกอยู่ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคอะไร ก็แล้วแต่ เมื่อนายทุนไปปลูกคนที่กรีดยางพาราคือลูกจ้าง เวลาให้เจ้าของสวนก็ให้ได้เฉพาะ ชาวสวน ที่ผมบอกว่าแล้วที่ให้ปุ๋ยนี้เขาไม่เอา เพราะตอนแรกเขาจะให้ปุ๋ยแล้วเขาไม่เอา ไม่ได้บอกว่าคราวนี้เขาให้ปุ๋ย ผมเข้าใจครับ ท่านประธานครับ แต่คนรับจ้างกรีดยางพารา ท่านประธานเชื่อไหม บ้านคนหนึ่งมีลูก ๕-๖ คน เขาขึ้นมากรีดยางพารากันทั้ง ๕-๖ คน แล้วถึงค่อยออกไปโรงเรียนท่านประธาน ท่านต้องเห็นใจเขาครับ เกษตรกรครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านสมาชิกครับ เราสัญญากันไว้ ๓๐ นาทีนะครับ เหลืออีก ๑๗ นาที ท่านต้องบริหารกันเองนะครับ เห็นส่งชื่อมาเต็มพรึดเลย เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้เวลากันคนละนาทีสองนาทีนะครับ เชิญท่านสุพัชรี เชิญครับ

นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน สุพัชรี ธรรมเพชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันต้องขออนุญาตเรียกร้องในเรื่องของความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราค่ะ เพราะวันนี้ถ้าทุกท่านได้เห็นวันที่ ๑ กันยายน ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็น ค่าก๊าซแอลพีจี (LPG) ก็ดี แล้วก็สินค้าต่าง ๆ นี้ราคาแพงขึ้น แต่ในทางกลับกันสินค้าเกษตร ก็มีการตกต่ําลงเรื่อย ๆ นะคะ ดิฉันต้องยืนยันกับที่ประชุมในรัฐสภาแห่งนี้ว่ารัฐบาล ณ วันนี้ ๒ มาตรฐาน ๒ เรื่องด้วยกันค่ะท่านประธาน

เรื่องแรก คือที่รัฐบาลบริหาร ๒ มาตรฐาน ก็คือในเรื่องมาตรฐานของรัฐบาล ต่อนโยบายการอุดหนุนสินค้าเกษตรคะ เมื่อวันที่ ๓ กันยายนที่ผ่านมามติ ครม. ก็ออกมา ชัดเจนค่ะท่านประธานว่าจะมีตามมติ ครม. ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ มีการรับจํานําข้าวนาปี ในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ นี้ ใช้เงินจํานวน ๒.๗ แสนล้านบาทนะคะ รับจํานํา ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน โครงการรับจํานําข้าวนาปรังใช้เงินอยู่ที่ ๑๓,๐๐๐ บาทต่อตัน แต่ในทางกลับกันพี่น้องผู้ปลูกยางพารา ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านเคยประชุมกับคณะกรรมการเครือข่ายชาวสวนยางพาราไว้ว่าจะให้ค่าปุ๋ยเป็นจํานวนเงิน ๑,๒๖๐ บาท จะให้ทั้งหมด ๒๕ ไร่ แต่พอมาดูมติ ครม. เมื่อวานซืนนี้ออกมาก็ได้แค่ ๑๐ ไร่เท่านั้นเอง แล้วก็มาบอกว่าจะประชุม อีกทีในวันพรุ่งนี้ ทําไมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทําไมไม่อนุมัติให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวน ยางพาราไปเลย ๒๕ ไร่ แต่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราเขาก็บอกว่าทําไมการที่อนุมัติ เรื่องต้นทุนการผลิตตรงนี้กับการที่รัฐบาลใช้นโยบายของประกันราคาให้กับพี่น้อง ชาวสวนยางพารา ท่านกลัวหรือคะรัฐบาล ท่านกลัวที่จะใช้นโยบายเดียวกับรัฐบาล สมัยท่านอภิสิทธิ์ในเรื่องของการประกันราคาข้าว เพราะเราไม่ได้ไปใช้อิงแทรกแซงราคา ตลาดโลกเลยนะคะ เพราะว่าเราใช้สิทธิในส่วนของส่วนต่างที่จะโอนเงินเข้าไปในบัญชีให้กับ พี่น้องเกษตรกรโดยตรง วันนี้ดิฉันก็เลยบอกว่าในเรื่องของมาตรฐานการจัดสรรนโยบาย ของสินค้าเกษตรของรัฐบาลนี้ ๒ มาตรฐานอย่างสิ้นเชิง

เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน มาตรฐานเรื่องที่ ๒ ที่รัฐบาลจัดการกับชุมนุม ของผู้ชุมนุม ก็คือเป็นมาตรฐานที่แตกต่างกันในเรื่องของข้าวและเรื่องของยางพารา ที่ประชุมก็คงจะทราบ เมื่อคราวที่แล้วพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเขาก็มาเรียกร้องให้ราคา ข้าวปรับขึ้นมา ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตันเหมือนเดิม มาเรียกร้องที่หน้าทําเนียบรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังมารับปากรับคํานะคะว่าจะทําให้ข้าวขึ้นมาถึง ๑๕,๐๐๐ บาท เหมือนเดิม ก็ยังได้ผลตามตรงนั้น แต่ในเรื่องของการเรียกร้องของพี่น้องชาวสวนยาง วันนี้ เป็นเวลาเกือบ ๑๐ กว่าวันแล้ว ที่พี่น้องเกษตรกรชุมนุมประท้วงเรียกร้องราคายางพารา ให้รัฐบาลดําเนินการ วันนี้รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉยส่งผู้ที่ไม่มีอํานาจหน้าที่ไปเจรจา วันนี้รัฐบาลอยู่กัน อย่างไรคะ ที่ทําให้พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อนมาก ดิฉันก็เลยต้องมาเรียกร้องแทนพี่น้อง เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่จะให้รัฐบาลรับการดูแลช่วยเหลือแล้วก็ไม่ดําเนินการ ๒ มาตรฐานอย่างนี้ต่อไป ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน ส.ว. ประสงค์ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ ผมเองก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งเห็น ความสําคัญและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ผู้ซึ่งทําหน้าที่ในการเกษตรกรชาวสวน ยางพาราและสวนปาล์มทั้ง ๒ อาชีพนะครับ ผมเองครอบครัวผมไม่มีสวนยางพาราครับ ผมได้ลงทุนเดินทางเพื่อที่จะศึกษาหาความจริงจากความทุกข์ของประชาชนที่อําเภอชะอวด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมาวันจันทร์ ผมได้ตั้งกระทู้ถามด่วนไปถึงท่านประธานวุฒิสภาในเรื่องนี้ แต่ไม่ทราบว่าท่านประธานจะบรรจุในกระทู้ถามด่วนหรือไม่ ผมยังไม่ทราบนะครับ แล้ววันนี้ ผมได้ลงชื่อหารือกับท่านประธาน ท่านประธานปล่อยให้เวลา ๒๔ นาที ผ่านไปโดยไม่มี โอกาสที่จะให้สมาชิกรัฐสภาได้ทําประโยชน์ โดยท่านประธานลงมาทําหน้าที่ประธาน ประมาณ ๑๐.๒๔ นาฬิกา แต่ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นไม่สําคัญ สิ่งที่ผมมีความเป็นห่วง และมีความกังวลมากคือความเดือดร้อนของประชาชน ผมลงไปในพื้นที่ สิ่งหนึ่งที่ผมฟัง พี่น้องประชาชนเขาเดือดร้อนและเขากังวลมาก คือรัฐบาลไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับพี่น้อง ประชาชนผู้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางพาราและสวนปาล์ม ท่านประธานครับ รัฐบาล มีนโยบายที่ชัดเจนมากเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม เมื่อปี ๒๕๕๔ ข้อ ๑.๑๑ ว่ารัฐบาลมีนโยบาย จะทํางานให้เสร็จภายใน ๑ ปี จะเริ่มทํางานภายใน ๑ ปี แต่ในกรณีนี้รัฐบาลไม่ได้ทําอะไร เลยให้ชัดเจนในกรณีปัญหาเรื่องยางพาราและปาล์มน้ํามันครับ ท่านประธานครับ รัฐบาล ประกาศอย่างไรทราบไหมครับ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ข้อ ๑.๑๑ นะครับ ผมขอ อ่านอย่างนี้นะครับ ยกระดับราคาสินค้าเกษตร ผมเชื่อว่าปาล์มและยางพาราเป็นสินค้า เกษตรครับ และท่านยังบอกต่อไปครับว่า ในส่วนหนึ่งของนโยบายนะครับ รวมทั้งผลักดัน ให้เกษตรกรสามารถขายสินค้าเกษตรได้ในราคาสูงเพียงพอเพื่อเทียบกับต้นทุน และนําระบบ รับจํานําสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร ส่วนที่เป็น ยางพารากับปาล์มน้ํามันรัฐบาลได้ทําบ้างหรือยังครับ เรื่องนี้นี่ละครับ จึงเป็นปัญหาเรื้อรัง ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติ แล้วก็เป็นการปฏิบัติ ซึ่งรู้สึกจะมองเห็นว่าเป็นการปฏิบัติซึ่งมี ๒ มาตรฐาน ท่านประธานครับ การรับจํานําข้าวรัฐบาลทําไว้แล้วครับ รัฐบาลบอกว่าจะเริ่ม จากการจํานําข้าว เริ่มมานานแล้วครับ เดี๋ยวนี้เรื่องอื่นรัฐบาลสามารถจะทําได้ เพราะฉะนั้น ผมขอกราบเรียนไปถึงรัฐบาลครับท่านประธานที่เคารพว่าใช้นโยบายอันนี้เถอะครับ ทําเดี๋ยวนี้ปัญหาที่มีขึ้นจะสงบ แล้วก็จะให้พี่น้องประชาชนทุกคนได้อยู่กันอย่างมีการสมานฉันท์ ดั่งที่รัฐบาลต้องการครับ ขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านยุคลครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ ท่านต้องช่วย บริหารกันเองด้วยนะครับ เห็นส่งชื่อมาเยอะมาก เพราะฉะนั้นท่านมีเวลาเหลือแค่ ๑๑ นาที เท่านั้นครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากภาคตะวันออก จากจังหวัดจันทบุรี ก็มีสวนยางพารามากที่สุดนะครับ เช่นเดียวกันของประเทศไทย

ข้อที่ ๑ ก็อยากจะเรียนบอกกับพี่น้องด้วยความห่วงใยพี่น้องชาวสวนยางพารา ชาวสวนปาล์มว่าขณะนี้พี่น้องเดือดร้อนมาก ด้วยยางพาราคาตกต่ําทั้ง ๆ ที่ข้าวของอย่างอื่น แพงทั้งสิ้นนะครับ พี่น้องเดือดร้อนมาก ผู้ที่มีรถยนต์ ที่ซื้อรถ ที่มีอาชีพทําสวนยางพารา สวนปาล์ม ที่ดาวน์รถอยู่ในขณะนี้ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้มายึดรถกลับคืนเกือบหมดแล้วครับ นี่คือปัญหาครับท่านประธาน

ข้อที่ ๒ ปัญหาลูกที่เรียนหนังสืออยู่ ไม่ว่าต่างประเทศ ต่างจังหวัด หรือมา ในกรุงเทพมหานครที่มีบ้านเช่าอยู่ เสียค่าเทอมให้ลูกอยู่ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าครั้งที่แล้วยางพารา ราคากิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท แต่ขณะนี้เหลือกิโลกรัมละ ๖๐ บาท ลูกที่เรียนหนังสือตอนนี้ บางครอบครัวเขาให้ลูกออกจากสถานศึกษาเรียนหนังสือไปแล้วนะครับ หอที่เช่าค้างค่าหอ ไว้เป็นปีแล้ว เลยอยากจะเรียนบอกกับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าเมื่อเห็นชาวสวน เดือดร้อนอย่างนี้ สวนปาล์มเดือดร้อนอย่างนี้ ท่านนิ่งนอนใจไม่ได้ครับ ที่ท่านบอกว่าอยากจะ ชดเชยไร่ละ ๑,๒๖๐ บาท คนหนึ่ง ๑๐ ไร่ รายหนึ่ง ๑๐ ไร่ ในที่ ๆ มีเอกสารสิทธิเท่านั้น นี่คือปัญหาที่รัฐบาล ผมเรียนบอกตรง ๆ ว่าถ้ามีความจริงใจท่านทําอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ท่านจะต้องแก้ไขปัญหาตามที่พี่น้องเรียกร้องมาว่าเขาต้องการกิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท นี่คือยางพารา ปาล์มเขาต้องการกิโลกรัมละ ๖ บาท เลยอยากจะให้รัฐบาลได้เห็นใจ ความทุกข์ของพี่น้องเกษตรกรในวันนี้อย่างนี้ด้วยครับ ขอให้ติดตามและให้พี่น้องเกษตรกร อยู่ได้ และไม่ต้องประท้วงปิดถนนเหมือนวันนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสาธิต เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัด ระยอง ท่านประธานครับ ผมคงหมดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ครับ ผมเลยจําเป็นที่จะต้องมาพูด กับท่านประธานแทน ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าพัฒนาการของการชุมนุมในวันนี้ มันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น การทําหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ได้มีการติดตาม สถานการณ์ ติดตามความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน สะท้อนออกมาเป็นกระทู้สด เป็นญัตติ พูดแล้วก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากฟากฝั่งของผู้บริหาร เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีพี่น้องประชาชนที่มีอาชีพสวนยางพาราเดินทางไปพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีที่ทําเนียบ ผมเข้าใจว่า ๒ ครั้ง ผมเองเดินทางไปพบ ๑ ครั้ง ก็ได้พบเพียงรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นี่คือพัฒนาการจนเป็นเหตุให้พี่น้องประชาชนชาวสวนยางพาราทั่วประเทศเขาทนไม่ได้ครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ความจริงพี่น้องประชาชนที่ยังไม่เข้าใจการเมือง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็มาทวงถามกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านด้วย ว่าทําไมผู้แทนราษฎรไม่ช่วยทําให้ราคายางพารามันมีราคายางสูงขึ้นกว่านี้ ผมก็บอกกับ พี่น้องประชาชนว่าเราก็เป็นเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านครับ เราไม่มี งบประมาณ เราไม่มีอํานาจสั่ง เราไม่มีหน้าที่หรือไม่มีอํานาจที่จะไปช่วยพี่น้องประชาชนได้ เรามีหน้าที่เพียงสะท้อนปัญหาไปยังผู้ที่รับผิดชอบ แต่รัฐบาลไม่นําพาเลยครับ ไม่ติดตาม ไม่แก้ไข ไม่สนใจ สุดท้ายมันก็เกิดการชุมนุมอย่างไรครับ แล้วพอเรามีการชุมนุม ฝ่ายการเมืองของพรรครัฐบาลก็บอกว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง ผมเรียนกับท่านประธาน เลยครับว่า มันไม่มีหรอกครับ ถ้าเป็นการชุมนุมทางการเมืองมันจะต้องสั่งได้ สั่งให้ชุมนุม สั่งให้ยุติหรือสั่งให้มีการดําเนินการเช่นไร แต่ทั้งหมดเป็นการพัฒนาการของความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงครับ ท่านประธานครับ จนถึงวันนี้ผมยืนยันกับท่านประธาน ว่ามติ ครม. ที่ออกมาก็ไม่ได้ตอบโจทย์ ไม่ได้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนชาวสวน ยางพารา เขาขอราคาขึ้น ผมเรียนท่านประธานว่าราคาที่เขาขอมันสมเหตุสมผลครับ เขาคิด คํานวณต้นทุนของพี่น้องชาวสวนยางพาราอยู่ที่ ๖๐ กว่าบาท บวกด้วยค่าครองชีพเบ็ดเสร็จ ประมาณ ๘๐ กว่าบาทเขาขอมีการต่อรอง เขามีคณะทํางานกลุ่มสหกรณ์ สุดท้ายก็เรียกร้อง ทั่วประเทศ ๙๒ บาทครับ ยางพาราแผ่นรมควันชั้นสาม ชั้นหนึ่งก็ไปอบแล้วก็มีมาตรฐาน มีคุณภาพมากกว่าก็ ๑๐๑ บาท ยางพาราน้ํา ๘๑ บาท หรือ ๘๐ บาท ยางพาราก้นถ้วย ๘๐ บาท อยู่ในเหตุในผลไม่ได้เกินความจําเป็นครับ แต่ทําไมรัฐบาลให้ไม่ได้ครับรัฐบาล ถามกลับไปยังผู้ชุมนุมว่าแล้วจะต้องมีรายละเอียดอย่างไร จะต้องทําแบบไหน แล้วทําไม ทีข้าวละครับ ไปกําหนดราคาสูงกว่าตลาดโลกครับ และไม่ต้องถามถึงวิธีการ วิธีการรับจํานํา ก่อให้เกิดการทุจริตอย่างมหาศาลมีผู้ได้ผลประโยชน์สูญเสียงบประมาณเท่าไรท่านประธาน ก็ทราบ แต่ทําไมไม่ทําละครับ เกี่ยงงอนกับการที่จะลงไปเจรจาบ้างจะไปเจรจาก็ตั้งธงไว้ก่อน บอกว่าทํายากทําไม่ได้ รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ครับ ทําไมใจดีอย่างนี้ละครับ ทุกอย่าง ข้อเรียกร้องมันมีเหตุมีผลครับ พัฒนาการของความเดือดร้อนก็เป็นพัฒนาการที่แท้จริงเป็น ความเดือดร้อนที่แท้จริง ท่านกําลังทําอะไรอยู่ครับ มิหนําซ้ําวันนี้ยังลุกขึ้นมาพูดว่าฝ่ายค้าน ต้องรับผิดชอบว่าเมื่อมีผู้เดือดร้อนจากการชุมนุม มันไม่ใช่หรอกครับ เข้าใจผิดหรือเปล่าครับ ผลความเดือดร้อนจากการชุมนุมของสวนยางพารารัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบครับ ผมไม่เคยเห็น ประเทศไหนทั่วโลกปิดถนนไปแล้ว ๑๐ วัน รัฐบาลไม่จริงใจที่จะไปแก้ไขปัญหายังนิ่งเฉยอยู่ ยังปล่อยให้ปัญหาคาราคาซัง ผมยังไม่นับนะครับท่านประธานที่เคารพ ในที่ประชุม กระทรวงมหาดไทย ในที่ประชุมมีข่าวเล็ดลอดมาว่านั่งประชุมกันแล้วบอกว่าไม่เป็นไร ให้ปิดถนนไปเถอะ เพราะว่าที่ภาคใต้ไม่ใช่ฐานเสียงคะแนนของพวกเรา คนที่เดือดร้อนคือ คนที่ภาคใต้

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ไม่อยากให้พูด มันพาดพิงทําให้เสียหาย ไม่อยากให้มีการประท้วงครับ เอาไปในหลักการดีกว่าครับ อย่าไป ใส่ร้ายกันเลยครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ก็ผมชี้ให้ ท่านประธานเห็นอย่างนี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วเหลือแค่ ๓ นาที นะครับ เดี๋ยวเพื่อนไม่ได้พูดนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

ชี้ให้เห็นว่า ถ้าวิธีคิดการแก้ไขปัญหาเป็นแบบนี้มันก็หนี ๒ มาตรฐานไม่พ้นครับ และมันก็หนีการแก้ไข ปัญหาโดยไม่เกิดประสิทธิภาพไม่พ้น มันก็เลยเกิดการชุมนุม เมื่อมีการชุมชนก็ต้องมี ความเดือดร้อน แต่รัฐบาลไม่เคยนําพาครับ วันนี้ผมยืนพูดอยู่ที่หน้าประธาน ท่านประธาน คิดอย่างไร ท่านประธานคิดแบบผมไหมครับ ถ้าท่านประธานคิดแบบผมแล้ว ผมหมดหวัง กับรัฐบาลแล้ว ท่านประธานต้องช่วยสิครับ ประมุขแห่งสภานิติบัญญัติแห่งนี้มีศักดิ์ศรี เพียงพอไหมที่จะไปพูดกับรัฐบาลว่า นี่มันเป็นความเดือดร้อนที่แท้จริง ลุกขึ้นมานั่งแก้ไข ปัญหาจะสนองตอบข้อเรียกร้องอย่างไรก็มาคุยกัน แต่ผมเรียนว่าทุกข้อเรียกร้องมีการ กลั่นกรองกันอย่างรอบคอบ และนําไปสู่การเสนอกับรัฐบาลหลายครั้งนะครับ เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่า เพื่อให้ความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ แล้วก็เพื่อให้ความปรองดอง หรือท่านที่กําลังจะพยายามทําสภาปฏิรูปการเมืองนะครับ ท่านฟังไหมครับ ท่านต้องฟัง คนที่เขาเกี่ยวข้อง ถ้าท่านฟังและท่านรักษามาตรฐานท่านจะแก้ไขปัญหาได้ครับ อย่าคิด แต่เพียงเอาประโยชน์ทางการเมืองอย่างเดียวครับ ต้องคิดแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ฝ่ายท่านเลขาธิการรัฐสภา ช่วยบันทึกและส่งให้รัฐบาลเพื่อชี้แจงในโอกาสต่อไปด้วยนะครับ เหลือเวลาไม่ถึง ๒ นาทีครับ น่าจะเป็นท่านสุดท้ายครับ ท่าน พลตํารวจตรี สุรินทร์ครับ

พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พลตํารวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องความเดือดร้อนของผู้ประท้วงเรื่องยางพารานะครับ ผมมีประเด็นอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ คือเดือดร้อนจริง ๆ ไม่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังนะครับ ถ้ามีนักการเมืองก็ประท้วงแล้วที่จังหวัดสงขลา โดยเฉพาะ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของผมอําเภอจะนะอยู่ใน ๔ อําเภอของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าประท้วงตรงนั้น แล้วอะไรจะเกิดขึ้น นั่นประเด็นที่ ๑ ไม่มีนักการเมือง

ประเด็นที่ ๒ ราคายางพาราต้นทุน ๗๕ บาทครับ ไม่ใช่ ๖๐ กว่าบาท อาจจะ เป็นภาคอีสาน ๖๐ กว่าบาท แต่ภาคใต้ ๗๕ บาทค่อนข้างแน่นอน

ประเด็นที่ ๓ เรื่องที่เกิดขึ้นก็เกิดจากความผิดพลาดของรัฐบาลนะครับ เนื่องจากการบริหารที่ผิดพลาด ราคายางพาราฝ่ายเราเป็นกําหนด แต่เมื่อท่านมาเป็นรัฐบาล ท่านบริหารผิดพลาดกลายเป็นผู้ซื้อเป็นฝ่ายกําหนด แล้วใครบ้างจะซื้อของแพงนะครับ ไม่มีใครอยากซื้อของแพงหรอกครับ ท่านต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ ขอขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังมีเวลาเศษอีก ๕๑ วินาที ยืนเยอะเลย เอาหลังสุดโน่นครับ ผมดูลําดับการยกมือครับ พยายามชี้คนที่ยกมือก่อนหลัง

นายสินิตย์ เลิศไกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สินิตย์ เลิศไกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมเข้าใจครับ วันนี้ไม่ใช่เป็นการยื่นญัตติ แต่ว่าเป็นการหารือ ผมเองก็ ขออนุญาตหารือต่อกรณีปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ําทั้งยางพาราและปาล์มน้ํามัน ในวันนี้ พี่น้องประชาชนทั้งหลายซึ่งได้ออกมาชุมนุมได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาให้กับ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ํา ทั้งยางพาราและปาล์มน้ํามันนั้น ผมใคร่เรียนกับท่านประธานว่า เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เป็นความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนทุกหย่อมหญ้าในวันนี้ แต่ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ทางรัฐบาลไม่ได้ป้องกันปัญหาและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในวันนี้ถ้ารัฐบาลได้แก้ปัญหา อย่างจริงจังและเร่งด่วนนั้น การตอบสนองต่อพี่น้องประชาชนชาวสวนยางพารา และสวนปาล์มนั้นคงจะไม่มีม็อบเกิดขึ้นและมีม็อบมากมายในวันนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าความจริงใจต่อการแก้ปัญหานั้นต้องมีความจริงใจ ถ้าไม่จริงใจแล้วแก้ปัญหา ยากครับ ผมกราบเรียนกับท่านประธานเพียงสั้น ๆ เท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ หมดเวลา นะครับตามที่ตกลงกันไว้ครับ ผมขอดําเนินการต่อเลยนะครับ ก็ข้อตกลง ตกลงกันไว้อย่างนั้น เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกรัฐสภา พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ใช้ สิทธิเกินเลยนะครับ เพราะว่าหมดเวลาแล้ว แต่ผมคิดว่าเมื่อท่านประธานได้เปิดโอกาสให้ พวกเราได้พูดกันครึ่งชั่วโมง ผมไม่อยากให้การพูดผ่านไปเฉย ๆ ก็ทราบดีว่าท่านประธาน ได้สรุปเมื่อสักครู่ว่าท่านจะส่งสิ่งที่พวกเราได้สะท้อนมาไปที่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐบาล ผมคิดว่ามันไม่เพียงพอครับ สถานการณ์วันนี้กับเหตุการณ์ที่กําลังเกิดขึ้นในหลายจังหวัด ในภาคใต้และในภาคอื่น ๆ มันเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธาน ๒ เรื่องครับ ในฐานะที่ท่านเป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะช่วยดําเนินการคลี่คลายปัญหา ในเรื่องนี้

ข้อแรก เรามีญัตติที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ แล้วก็ท่านประธานก็คงจะให้ ได้มีการอภิปรายในเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานตรง ๆ ครับว่า ไม่ว่าผู้ที่ จะได้รับมอบหมายหรือผู้ที่จะพยายามไปแก้ไขปัญหา คลี่คลายสถานการณ์ จะเป็นใครก็ตาม ตราบเท่าที่สัญญาณจากหัวหน้ารัฐบาลบอกว่าเรื่องของราคายางพาราแทรกแซงไม่ได้ ผมคิดว่าสถานการณ์ไม่มีทางคลี่คลาย ผมอยากจะขอความกรุณาท่านประธานว่าท่านรับปาก พวกเราว่าท่านจะประสานงานให้นายกรัฐมนตรีมารับฟังการอภิปรายของพวกเราในวันพรุ่งนี้ สละเวลาครึ่งวันนี่ครับ บริหารจัดการได้อยู่แล้วครับ มาฟังเสียงสะท้อนจากผู้แทนของ ประชาชน เพื่อที่จะได้ทบทวนแนวทางของการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ครับ มิฉะนั้นผมมั่นใจครับ ว่าจะให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี จะให้ท่านรัฐมนตรี จะให้ท่านรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัด จะให้ผู้การหรือใครก็ตามไปเจรจา ยากที่สถานการณ์นี้จะคลี่คลายได้ เพราะฉะนั้นข้อแรกอยากจะขอความกรุณาท่านประธานว่าช่วยประสานเป็นกรณีพิเศษครับ ยืนยันว่าในฐานะประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ท่านประธานประสงค์จะให้หัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้มารับฟัง มาแลกเปลี่ยน มาตอบญัตติในวันพรุ่งนี้

ข้อที่ ๒ เมื่อสักครู่ผมก็ไม่ได้อยากจะประท้วง แต่ว่ามีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่ยัง ยืนท้าทายทํานองว่าการเมืองจะไปอยู่เบื้องหลังของการชุมนุม ซึ่งความจริงก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานครับว่า อย่าว่าแต่พรรคฝ่ายค้านเลยครับ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ได้ยินอยู่กับหูว่า สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหายังไปในพื้นที่เพื่อที่จะพยายามค้นหาข้อเท็จจริง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ พวกผมก็มีหน้าที่ในการดูแลปัญหาทั้งหมด แล้วก็ ต้องการที่จะรักษาประโยชน์ของส่วนรวม เรียนนะครับเมื่อวานนี้ผมกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ติดตามรายงานข่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แล้วผมยืนยันกับ ท่านประธานเลยครับว่า พอมีข่าวว่าตรงไหนจะปิดสนามบิน ตรงไหนจะปิดถนน ผมก็เห็น คุณสุเทพพยายามที่จะประสานงานไม่ให้มันเกิดปัญหาขึ้น เพราะฉะนั้นอยากจะขอ ความกรุณาว่าท่านประธานช่วยสื่อสารไปยังฝ่ายการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้ไหมครับว่า หยุดเติมเชื้อไฟเข้าไป โดยเฉพาะ ส.ส. หรือ โฆษกพรรคที่พยายามมากล่าวหาเรื่องนี้ครับ หรือจะต้องให้พี่น้องเกษตรกรเขาไปยืนยันที่บ้านของท่านว่าไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ขอความกรุณาท่านประธาน ๒ เรื่องนะครับ ขอให้นายกรัฐมนตรีมาฟังญัตติ แล้วก็ ขอความกรุณาว่าหยุดบิดเบือนเรื่องนี้เป็นเรื่องอื่น เพราะความเดือดร้อนเป็นความเดือดร้อน ของประชาชนอย่างแท้จริง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ประธานวิปรัฐบาล เชิญครับ

นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดถึง ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องญัตติยางพาราในวันพรุ่งนี้นั้นผมยืนยันที่จะให้มี การอภิปรายต่อ และประการสุดท้ายที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอยากจะให้ ทางรัฐบาลมาตอบ ผมยินดีที่จะให้ทางรัฐบาลมาตอบนะครับ ถือว่าเรื่องนี้ไม่เป็นเรื่อง ที่ปกปิดแต่อย่างใด ที่พี่น้องประชาชนนั้นรู้อยู่ตลอดว่ารัฐบาลได้ช่วยเหลือมาตลอด

ประเด็นที่ ๒ สําหรับในเรื่องของการเมือง ตามที่ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงนั้น สําหรับผมนั้นผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าทางซีกฝ่ายรัฐบาลนั้น ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศชาติอยู่ได้ และให้เกษตรกรทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรผู้ที่ทํายางพาราทั่วประเทศก็ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล อย่างต่อเนื่อง และมีการเจรจากันมาตลอดนะครับ ดังนั้นผมจึงฝากในที่ประชุมนะครับว่า รัฐบาลนั้นยังเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชนที่ทํายางพารามาตลอดนะครับ ดังนั้นก็อยากจะ ให้พี่น้องประชาชนที่ได้ฟังในการอภิปรายซึ่งเป็นการเสนอแนะ เป็นการหารือของทางซีก ฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่ารัฐบาลไม่ได้ นิ่งนอนใจที่จะให้ความช่วยเหลือกับพี่น้องประชาชน เกษตรกรชาวสวนยางพาราตลอดไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ก็ขอบคุณครับ รัฐสภายินดี ต้อนรับ ฯพณฯ อ่องฮาตัน รองนายกสมาคมนักข่าวสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ และผู้แทนสมาคมสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนม่าร์ นําโดยท่านประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เวลคัม มิสเตอร์อ่องฮาตัน ไวซ์ เพรสซิเดนท์ ออฟ เดอะ เมียนมาร์ จัวนาลิสท์ แอสโซซิเอชั่น แอนด์ ปาร์ตี้ (Welcome Mr. Aung Hla Tun Vice President of the Myanmar Jounalists Association and party.) ฉะนั้นเรามาต่อเลยนะครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ตกลง ท่านประธานจะกรุณาทําหนังสือหรือประสานงานถึงท่านนายกรัฐมนตรีได้ไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ท่านประธาน วิปรัฐบาลตอบชัดเจนแล้วนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

คือผม ขอบคุณที่ท่านประธานวิปท่านพยายามทําหน้าที่ในส่วนของท่านนะครับ แต่ผมเกรงว่า จะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเราพยายามสื่อสารไป คือสัปดาห์ที่แล้วก็มีรัฐบาลมาฟังญัตติครับ แต่ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานไปก็คือว่าสัญญาณจากผู้บริหารสูงสุดยังเป็นว่าราคา ยางพาราแทรกแซงไม่ได้ ผมก็เลยบอกว่าอยากให้หัวหน้าฝ่ายบริหารมาฟังญัตติ แล้วผม ก็อยากจะขอบารมีท่านประธานในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติประสานงานได้ไหมครับ ความจริงเรื่องนี้มันไม่ควรจะต้องประสานอะไรเป็นกรณีพิเศษเลยด้วยซ้ํานะครับ เพราะ นายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภาก็สมควรที่จะมาร่วมประชุมอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เป็นเรื่องที่สมควรจะให้นายกรัฐมนตรีมารับฟังครับ ก็อยากจะขอบารมี ท่านประธานนะครับ ท่านจะทําไม่ทําท่านก็ตอบผมเถอะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมจะช่วยทําหนังสือ อย่างที่ท่านได้ฝากนะครับ ต่อเลยนะครับ ผมขออนุญาตดําเนินการตามนี้นะครับ เราจะให้ สิทธิกรรมาธิการที่ได้สงวนความเห็นไว้ได้อภิปรายก่อนนะครับ แล้วถึงจะมาเป็นที่สมาชิก ที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้เรียงตามลําดับที่ส่งรายชื่อมานะครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนมาตรา ๕ ท่านประธานก็ได้มีข้อดําเนินการในเรื่องของการพิจารณาว่าให้วิปได้ส่งรายชื่อผู้อภิปราย นะครับ ทีนี้พอมามาตรา ๕ ท่านก็มาเปลี่ยนหลักเกณฑ์อีก ผมเรียนท่านอย่างนี้ครับว่า การพิจารณารัฐธรรมนูญนั้นให้พิจารณาเรียงตามมาตรา ผมเองแม้จะมีชื่ออยู่ในอันดับแรก แต่ผมกําลังรอข้อมูลที่ให้เจ้าหน้าที่ไปเตรียมมาให้ผม เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความพร้อม ในการอภิปรายไม่พร้อมเพียงกัน เมื่อทางวิปฝ่ายค้านได้เสนอชื่อไปยังท่านประธานแล้ว ท่านประธานได้กรุณาเรียกตามรายชื่อที่เราได้แจ้งไปด้วยครับ เพราะนั่นคือความพร้อม ในการทําหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแต่ละท่านครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมชี้แจงอย่างนี้นะครับ ตามข้อบังคับก็ชัดเจนว่าผู้ที่จะอภิปรายก่อนหลังคือกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น แล้วก็ ตามมาด้วยสมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติไว้ ซึ่งเราก็ปฏิบัติกันมาอย่างนี้มาโดยตลอดนะครับ แล้วท่านก็ส่งรายชื่อมา ก็ส่งมาตามนี้ครับ แล้วก็รายชื่อท่านแรกก็ชื่อท่านธนา อยู่ในมือผม นี่ครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ รายชื่อท่านอาจจะ สับสนนะครับ รายชื่อจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน มีส่งไปชื่อเดียวคือ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ของผมยังไม่ได้ส่งเลยครับ เพราะฉะนั้นท่านถามเจ้าหน้าที่สักนิดหนึ่งครับ อาจจะเป็นรายชื่อ เก่าหรือเปล่าครับ ขณะนี้ผมสอบถามจากท่านประธานวิปก็ยืนยันว่ามีเพียงรายชื่อเดียว ที่ส่งไปขณะนี้ของฝ่ายค้านคือ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ทางเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ส่งรายชื่อมาทั้งหมดตามที่ผมถืออยู่ในมือ แล้วก็ท่านสุเทพส่งมาทีหลัง คนเดียว แต่ก่อนหน้านั้นส่งมาทั้งชุดตามนี้ เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมไม่เข้าใจว่ารายชื่อที่ท่านประธานพูดมันมาได้อย่างไร เพราะว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรา พิจารณาถึงมาตรา ๔ แล้วก็จบ จบแค่นั้นเองครับ มาตรา ๕ พวกผมยังไม่ได้ส่งชื่อใครเลย พอมาวันนี้มาตรา ๕ ทางซีกผมส่งไปเพียง ๑ ท่านครับ ชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ เพราะชื่ออื่นไม่มี ท่านประธานอย่าสับสนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอ ก็ให้ทางนี้ ได้พูดบ้าง เดี๋ยวผมจะให้ท่านประธานจุรินทร์

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ท่านประธานในประเด็นที่ท่านประธานได้ยกขึ้นเป็นข้อหารือเพื่อจะจัดลําดับการอภิปราย ด้วยความเคารพท่านประธานครับ วิธีปฏิบัติของเราที่ได้ดําเนินการมาตลอดในเรื่อง การพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม เราก็ให้สิทธิผู้อภิปรายที่เป็นไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาในหมวด ที่ว่าด้วยการอภิปราย ข้อ ๔๐ มาตลอดนะครับ ถึงแม้ว่าเราจะมีข้อตกลงในช่วงหลังว่า เราจะให้มีการส่งรายชื่อ ประเพณีการยึดถือก็คือว่าเมื่อส่งรายชื่อแล้วนี้ก็ต้องเรียงลําดับ เว้นแต่ว่าผู้แปรญัตติ ผู้สงวนความเห็นที่มีลําดับก่อนหน้านั้นในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ หรือผู้ได้เสนอคําแปรญัตติไม่ประสงค์ใช้สิทธิก็เป็นผู้ที่จะใช้สิทธิในกรณีที่กรรมาธิการ มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลง ก็เป็นตามลําดับนั้น ความหมายก็คือว่าไม่ได้ห้ามครับ ถ้ามีการเอาผู้แปรญัตติหรือผู้สงวนความเห็นไม่ได้เสนอความเห็นที่จะอภิปรายแล้ว นั่นหมายความว่าเราก็ก้าวเข้าไปสู่เรื่องของผู้ที่มีสิทธิอภิปรายตามข้อบังคับที่ว่าด้วยการ ใช้สิทธิที่กรรมาธิการแก้ไขไป ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ก็จะเป็นสมาชิก ที่ได้เสนอชื่อเข้าไปในฐานะที่ผู้ใช้สิทธิในการที่จะอภิปรายในการแก้ไข ต้องถือเป็นอย่างนั้นก่อน ท่านประธานครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพอมาถึงสมาชิกที่ใช้สิทธิตามที่กรรมาธิการแก้ไขแล้วจะ วนกลับมากรรมาธิการอีก มันก็เป็นลักษณะการวน เพราะเราอนุญาตให้ท่านส่งรายชื่ออยู่แล้ว แต่ว่าส่งรายชื่อนั้นต้องเป็นเรื่องของกรรมาธิการผู้แปรญัตติ แล้วก็ผู้ที่ใช้สิทธิเป็นตามลําดับ นั้น และก็ปฏิบัติเป็นมาอย่างนั้นตลอดครับ ถ้าจะเริ่มต้นด้วยผู้ที่ไม่แปรญัตติมาอภิปราย ก็เริ่มได้ครับ แต่ไม่ควรจะวนกลับมาที่ผู้เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนี้อีก ก็ต้องขออนุญาต ท่านประธานหารือในประเด็นนี้ด้วยครับ เพราะเราได้ปฏิบัติกันมาอย่างนั้นตลอดครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัยอันนี้ก่อน นะครับ คําขอหารือของท่านคุณหมอชลน่านนะครับ วุฒิสภาธรรมเนียมปฏิบัติมานั้น การที่จะพิจารณากฎหมายในวาระที่สองนั้น เราเริ่มจากชื่อร่าง คําปรารภ เรียงตามลําดับมาตรา ผู้อภิปรายได้คือผู้สงวนความเห็น ผู้สงวนคําแปรญัตติ และก็ท่านสมาชิกอภิปรายได้กรณีที่ กรรมาธิการมีการแก้ไข นี่คือหลักนะครับ ซึ่งไปสอดคล้องกับข้อ ๔๐ ของข้อบังคับประชุม ผู้เสนอญัตติหรือผู้ที่สงวนคําแปรญัตติจะอภิปรายได้ก่อน ถูกไหมครับ มันตรงกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ผมหารือที่ประชุมหน่อย คือถ้าท่านส่งท่านสุเทพมา ท่านสุเทพไม่ได้สงวนไว้ ถ้าท่านจะอภิปราย ผู้สงวนความเห็นไม่ต้องอภิปรายได้ไหมครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญหมอสุกิจก่อน เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๔๐ ที่ท่านอ้างนี้ละครับ ท่านประธานอ่านดูสิครับ ไม่ได้มีการบอกเลยว่ากรรมาธิการที่สงวนความเห็นได้พูดก่อน เขาเขียนอย่างนี้นะครับว่า ผู้มีสิทธิอภิปรายก่อนคือผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติ ชัดเจน ไหมครับ แต่ถ้าผู้เสนอญัตติหรือผู้แปรญัตติมีหลายคน ให้ประธานอนุญาตให้อภิปรายก่อน ได้เพียงคนเดียว อันนี้เป็นที่เข้าใจกัน แล้ววรรคต่อไปครับ กรรมาธิการซึ่งได้สงวนความเห็น กรรมาธิการผู้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ ซึ่งได้สงวนความเห็น หรือสมาชิกรัฐสภา หรือกรรมาธิการผู้ได้รับมอบหมายจากผู้แปรญัตติ ซึ่งได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในขั้น คณะกรรมาธิการ ให้มีฐานะเสมือนเป็นผู้แปรญัตติด้วย ก็เท่ากันนะครับ ระหว่างผู้สงวน ความเห็นกับผู้แปรญัตติ ปฏิบัติเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นไม่ได้บอกว่าผู้สงวน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยจะเป็นผู้อภิปรายก่อน ไม่ใช่เลยครับ ท่านดูสิครับ เพราะฉะนั้น ที่เราส่งชื่อนี่ไปถูกต้องแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนั้นเชิญท่านวิชาญครับ เดี๋ยวจะได้วินิจฉัยพร้อมกันเลยครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรณีที่ใช้ข้อบังคับ ในการที่จะอภิปรายหรือการสงวนคําแปรญัตติที่เพื่อนสมาชิก ท่านหมอชลน่านได้บอกกล่าวไปแล้ว ผมเห็นด้วยครับ เพราะครั้งที่แล้วท่านประธาน วินิจฉัยผม ผมจําได้ครับ ครั้งที่แล้วท่านประธานเป็นคนวินิจฉัยผมเองว่า ผมอยู่ในส่วนไหน ในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไข ผมอภิปรายไปได้ส่วนหนึ่ง เพื่อนสมาชิกท่านยกมือ คือตัวเพื่อน สมาชิก ท่านประเสริฐ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านท้วงผมบอกว่าผมไม่สามารถอธิบายได้ เพราะทําผิดข้อบังคับการประชุม ท่านประธานก็ถามผมในวันนั้นบอกว่า ท่านวิชาญ มีการแปรญัตติหรือเปล่า แล้วก็อยู่ในช่วงไหน ท่านประธานก็กรุณาไล่ ไล่มา ผมก็บอกว่า มีการแก้ไข แต่ท่านประธานบอกว่า ก็ต้องเรียง เรียงจากคนที่มีการสงวน และก็เรียงจาก กรรมาธิการก่อน แล้วก็คนสงวน แล้วค่อยมาถึงผม ในวันนั้นผมก็เลยต้องปฏิบัติตาม ข้อบังคับที่เพื่อนสมาชิกเองเป็นคนท้วงก็คือท่านประเสริฐ ฉะนั้นวันนั้นกับวันนี้ก็คงจะต้อง มีมาตรฐานเดียวกัน เพราะสภาก็มีการประชุมเหมือนกัน ก็ขออนุญาตท่านประธานได้ วินิจฉัยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวนะครับ อย่าเพิ่งครับ เอา ส.ว. อีกสักท่านหนึ่ง ให้เกียรติ ส.ว. เขาหน่อย ให้เกียรติเขาหน่อยครับ ท่านเกชาครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดราชบุรี สมาชิกรัฐสภา ผมขอเรียน กับท่านประธานว่าผมเป็นผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์วันส่งชื่อต้น ๆ นะครับ ว่าในฝั่งวุฒิสภา ก็จะให้เรียงจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนไว้ แล้วก็ผู้แปรญัตติ แล้วก็ผู้อภิปราย ที่กรรมาธิการแก้ไข แต่ในส่วนของพรรคที่เป็นฝั่งผู้แทนราษฎรนะครับ ท่านประธานรัฐสภา สมศักดิ์ได้บอกว่าให้ใช้วิธีส่งรายชื่อ ให้เรียงส่งมาเรื่อย ๆ แล้วแต่จนกว่าจะหมด ฉะนั้น การปฏิบัติของฝั่ง ส.ส. กับของ ส.ว. จึงไม่ตรงกัน ตั้งแต่วันที่อภิปรายเริ่มต้น ซึ่งผมก็ได้อยู่ ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย ก็ยืนยันได้ว่าของฝั่งฝ่ายค้านนั้นให้ใช้วิธีส่งชื่อทีละ ๔-๕ คนมาอย่างนั้น แต่ฝั่งของวุฒิสภาจะเรียงไปให้ตามเล่มให้ท่านเลย ก็จะมาจากประธานกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย แล้วก็ผู้สงวนคําแปรญัตตินะครับ แล้วก็ผู้อภิปรายที่กรรมาธิการแก้ไขครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขอวินิจฉัย ๓ ท่านก่อน คุณหมอสุกิจ ท่านวิชาญ ท่านเกชา ผมขอวินิจฉัยอันนี้ก่อนได้ไหมครับ เดี๋ยวสิ พาดพิงอะไร เดี๋ยวผมจะบอกว่าพาดพิงอย่างไรนะครับ อีกคนเดียวนะครับ ท่านพุทธิพงษ์

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐภาที่เคารพ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตท่านประธานสั้น ๆ ครับ คือสิ่งที่ท่านประธานกรุณา ได้นําเรียนเมื่อสักครู่นี้กับท่านเพื่อนสมาชิก ท่านวิชาญ ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน มันคนละ เรื่องเดียวกันกับที่เรากําลังพูดกันอยู่ตอนนี้ครับท่านประธาน ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ในหน้า ๘๖ ท่านก็มีสิทธิที่จะต้องใช้สิทธิของท่าน แต่ว่ากรณี ที่ท่านวิชาญได้ยกตัวอย่างเมื่อมาตราที่แล้วท่านไม่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ ท่านก็ไม่สามารถ ที่จะอภิปรายได้ ท่านประเสริฐท่านก็ใช้สิทธิของท่านประท้วงว่าถ้าทําแบบนี้มันก็ผิดข้อบังคับ และวันนี้พอเข้ามาตรา ๕ ทางพรรคประชาธิปัตย์ในสิทธิของเรา เราก็ส่งชื่อไป ๑ ชื่อ และผมก็อยากจะถามท่านประธานว่า ถ้าแบบนี้แล้วเราจะเดินต่อไปอย่างไร ตกลงท่านจะ เอาแบบไหน ทุกครั้งที่มีปัญหาขึ้นมาท่านก็จะบอกว่าส่งรายชื่อมา ท่านก็เรียกตามรายชื่อ เราปฏิบัติอย่างนี้มาหลายวันแล้วครับท่านประธาน แล้วพอมาอยู่ดี ๆ วันนี้ท่านลุกขึ้นมา แล้วก็จะมาบอกว่าไม่ให้โอกาสท่านสุเทพ ซึ่งก็แปรญัตติไว้ได้ใช้สิทธิของท่าน นี่คือสิ่งที่ผม พยายามจะนําเรียนท่านประธานว่าท่านจะวินิจฉัยอย่างไรต้องฟังเหตุผลตรงนี้ก่อนครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านประธานก่อนหน้านี้ก็คือก่อนที่ท่านจะขึ้นมาทําหน้าที่ ผมก็ยัง ยกมืออยู่นะครับ ยังประท้วงอยู่ ข้องใจว่าทําไมใช้สิทธินี้ไม่ได้ เพราะเราปฏิบัติอย่างนี้มา ตั้งหลายวันแล้ว แค่นั้นเองครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวครับ คือความจริงแล้ว ตั้งแต่วันแรกจนวันนี้วันที่ ๗ ผมพูดเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง บอกการพิจารณาในวาระที่สอง เรื่องชื่อร่าง คําปรารภ เรียงลําดับมาตรา สมาชิกอภิปรายได้ ก็คือผู้สงวนความเห็น ผู้สงวนคําแปรญัตติ และสมาชิกทุกท่านที่สามารถอภิปรายได้ ในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข ผมพูดอย่างนี้มาตลอดนะครับ ไม่เคยมีผิดเพี้ยนเลยครับ และผมก็สอนหนังสือเวลาเด็กมาใครมาผมก็สอนอย่างนี้ และไปบรรยายที่ไหนผมก็บรรยาย อย่างนี้ และนี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐสภาครับในการพิจารณากฎหมาย เชิญคุณหมอ ชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน สมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่ผม กราบเรียนหารือท่านประธานไม่ได้หมายความว่าไปห้ามท่านสุเทพนะครับ ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน เพราะท่านมีชื่อแปรญัตติอยู่ครับ อยู่ในหน้า ๘๖ ผมไม่ได้เอ่ยชื่อท่าน ไม่ได้ห้าม นะครับ ผมเพียงแต่หารือว่ากรณีมีชื่อกรรมาธิการได้สงวนความเห็นไว้และไม่ใช้สิทธินะครับ แล้วจะมาถึงผู้แปรญัตติ มาถึงผู้แปรญัตตินะครับ ถ้าเราเอาผู้แปรญัตติขึ้นก่อน ท่านก็อยู่ ในที่ประชุมท่านไม่ประสงค์ใช้สิทธิ สิทธินั้นก็หายไปตามข้อบังคับ ข้อ ๓๘ ผมเพียงแต่หารือ ประเด็นนี้ด้วยนะครับ ผมไม่เคยบอกเลยว่าห้ามท่านสุเทพ เพราะท่านมีสิทธิที่จะใช้สิทธิ ของท่านได้เต็มที่อยู่แล้ว เพราะท่านเป็นผู้แปรญัตติตามข้อ ๔๐ นะครับ ผมเพียงแต่หารือ ประเด็นนี้ ไม่ได้บอกเลยว่าท่านสุเทพจะไม่มีสิทธิอภิปรายนะครับ แต่ผมเพียงบอกว่าเราจะ หมุนกลับมาที่เดิมไหม เมื่อก้าวไปถึงผู้แปรญัตติและผู้ที่ไม่ได้แปรญัตติแล้วนี้มันควรจะ เป็นตามนั้น ส่งชื่อก็จริงครับ แต่ต้องเป็นไปตามลําดับ หารือในประเด็นนี้เท่านั้นเองครับ สิทธิของท่านสุเทพ เมื่อท่านอื่นไม่ส่งเลย ท่านสุเทพขึ้นเป็นท่านแรกได้อยู่แล้วครับ แต่ผม เพียงหารือว่าเมื่อท่านสุเทพขึ้นเป็นท่านแรกจะกลับมากรรมาธิการเสียงข้างน้อยอีกหรือไม่ ผมหารืออย่างนั้นครับ ท่านประธานครับ เมื่อท่านเรียกและเขาไม่ใช้สิทธิถือว่าหมดสิทธิ ไปตามข้อ ๓๘ นะครับ เรียกแล้วไม่ประสงค์ใช้สิทธิหมดสิทธิตามข้อ ๓๘ ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค ผมวินิจฉัยอีกทีนะครับ ความจริงแล้วไม่ได้ว่าท่านสุเทพไม่มีสิทธินะครับ เพราะท่านขอแปรญัตติในมาตรา ๑๑๕ (๙) ผมจําได้แม่นเลยนะครับ แล้วเรื่องนี้เอาอย่างนี้ครับ คือที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่าผมเรียน ท่านหลายครั้งแล้วว่าเวลาพิจารณากฎหมายในวาระที่สอง ผมก็พยายามเรียงอย่างนี้ เรียงเรื่องตั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผู้แปรญัตติ แล้วก็ถึงพวกสมาชิก ผมพูดอย่างนี้ มาตลอดแล้วไม่เคยผิดเพี้ยนเลยนะครับ เดี๋ยวนะครับเอาอย่างนี้ เดี๋ยวคุณหมอสุกิจ คุณประเสริฐ วันนั้นที่ผมไม่ให้คุณวิชาญพูด เพราะว่าคุณวิชาญนั้น ผมเรียงลําดับอย่างนี้ครับ คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วก็ผู้แปรญัตติ แต่คุณวิชาญวันนั้นยังไม่ได้สงวนเอาไว้ ผมก็เลยพูดบอกว่ายังไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ถูกต้องครับ ผมให้สิทธิคุณประเสริฐก่อน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ต่อกรณีเพื่อนสมาชิก ที่ทักท้วงว่า ตอนที่กําลังอภิปรายมาตรา ๓ อยู่นั้น ผมทักท้วงเองว่าท่านใช้สิทธิอะไร เพราะว่า ๑. ท่านไม่ได้สงวนคําแปรญัตติ ทีนี้ท่านใช้สิทธิในข้อมาตราที่มีการแก้ไข ซึ่งก็ ถูกต้องครับ แต่ว่าท่านต้องใช้หลังสุด ซึ่งตรงกับที่ท่านประธานพูดทุกประการ แต่วันนี้ แตกต่างกัน วันนี้ท่านสุเทพได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในหน้า ๘๖ ซึ่งท่านเมื่อสักครู่เข้าใจแล้ว เดิมทีท่านบอกว่าท่านสุเทพไม่ได้สงวนคําแปรญัตติ แต่ตอนนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าท่านสุเทพ ได้สงวนคําแปรญัตติ แล้วประการถัดมาผมก็ใช้คําพูดท่านประธานว่าพวกผมตั้งแต่วันแรก จนปัจจุบันนี้ก็คําพูดเดิมครับ ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะท่านประธานบอกเองว่า ท่านประธาน วันนั้นคือท่านสมศักดิ์ บอกว่าให้ใช้วิธีส่งชื่อแล้วจะขาน พวกผมก็ส่งชื่อตั้งแต่วันแรกอภิปราย รัฐธรรมนูญจนปัจจุบันนี้ พวกผมคําไหนก็คํานั้นครับ ยังไม่มีเปลี่ยนแปลงเหมือนกันครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณที่คิดเหมือนกันครับ ความจริงแล้วผมกําลังจะดําเนินการต่ออยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าต้องทําความเข้าใจกันก่อนว่า ที่เราพูดนั้นคือตรงกันแล้ว ทีนี้ตรงกันนั้นก็คือผู้ที่พิจารณารายมาตราและผู้ที่สงวนความเห็น คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วต่อด้วยสมาชิกที่สงวนคําแปรญัตติ แล้วถึงมาต่อด้วย ท่านสมาชิกกรณีที่มีการแก้ไข ถ้าเห็นตรงกันอย่างนี้ ผมก็ได้สบายใจ เพราะว่าเดี๋ยวจะให้ ท่านสุเทพได้พูด เพราะว่าผู้สงวน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยวันนี้ไม่ได้ส่งชื่อมา ผมก็จะให้ ท่านสุเทพพูดถูกไหมครับ เดี๋ยวเอาทางนี้ ฝั่งนี้มาเอาคุณครูมานิตย์ ฝั่งนี้บ้าง เดี๋ยวครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ เขาก็ให้อํานาจ ท่านประธานอยู่แล้ว ผมคิดว่าอะไรที่มันพออะลุ่มอล่วยกันได้ก็อะลุ่มอล่วยไปเถอะครับ มันจะเดินไปข้างหน้าได้แล้ว บางครั้งข้อบังคับเราก็เฉียด ๆ บ้างนะครับ ท่านสุเทพท่านก็ได้ ขอแปรญัตติไว้ เดี๋ยวก็เวียนกลับมามันก็เป็นเนื้อหาที่อยู่ในตรงนี้ละครับ เขาขอแปรญัตติไว้ ผมคิดว่าอันไหนที่พอ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุยกัน รู้เรื่องแล้วนะครับ ผมคุยกันหลายรอบ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมกําลังคุย กับท่านประธานครับ ผมขอโทษจริง ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นี่เวลาพูดอภิปราย พูดกับ ประธานนะครับ ครูมานิตย์พูดกับผมนะครับ ไม่ต้องไปฟังเสียงอย่างอื่นนะครับ เชิญครับ ท่านอื่นขออนุญาตนะครับ เพราะขณะนี้มีสมาชิกนั่งเฝ้านั่งดูเราอยู่นะครับ ก็คือสมาชิก สภาท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการจากเทศบาลตําบลต้นธงชัย จังหวัดลําปาง มาเยี่ยมชมอยู่ นะครับ เพราะฉะนั้นเวลาการปฏิบัติของเรานั้น เดี๋ยวเขาจับเอาที่ผิด ๆ ไปใช้ยุ่งเลยครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

คืออย่างนี้ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวเท่านี้ก่อนครับ รักษามารยาทหน่อยนะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธานครับ ตั้งแต่ดูข้อ ๔๐ ข้อ ๔๑ ข้อ ๔๒ ข้อ ๔๓ มันเป็นอํานาจของท่านประธาน อะไรพอที่จะ ยืดหยุ่นให้มันเดินไปข้างหน้าได้ ผมคิดว่าให้เดินไปข้างหน้า ให้ท่านสุเทพพูดเลยครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวก็เวียนกลับมาก็ไม่เห็นเสียหายอะไรครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค ขอบคุณครับ ไม่ต้อง แล้วครับ ไม่ต้องยื่นแล้วครับ ท่านสุเทพครับ ท่านจุรินทร์ครับ เดี๋ยวส่งรายชื่อให้ผมทีละ ๔-๕ ชื่อก็ได้นะครับ เดี๋ยวเอาให้ท่านจะจุรินทร์ก่อน แล้วผมจะให้ท่านสุเทพแล้วนะครับ ท่านจุรินทร์เชิญครับ ท่านจุรินทร์ครับ เชิญท่านจุรินทร์ก่อน ให้เกียรติประธานวิปก่อนครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ผมมี ๓ ประเด็นสั้น ๆ ครับท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๑ เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกกระผมดําเนินการในการส่งชื่อ ให้ท่านประธานตามที่ท่านประธานเพิ่งมอบหมายล่าสุดอีกครั้งหนึ่งนี้เป็นไปตามข้อบังคับ ไม่ใช่เรื่องของการอะลุ่มอล่วยนอกเหนือข้อบังคับ ที่บอกว่าเป็นไปตามข้อบังคับคือเป็นไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๐ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าผู้ที่มีสิทธิอภิปรายก่อน มีอยู่ ๒ จําพวก จําพวกที่ ๑ คือผู้ที่เสนอญัตติ จําพวกที่ ๒ คือพวกผู้แปรญัตติ กรรมาธิการซึ่งได้สงวนความเห็น ที่ท่านประธานพูดเมื่อสักครู่กับผู้แปรญัตติ ซึ่งสงวนคําแปรญัตติไว้นั้นให้มีฐานะเหมือน ผู้แปรญัตติด้วย ก็คือทั้งกรรมาธิการที่สงวนความเห็นและผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ อย่างท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นต้น ถือว่าเป็นผู้แปรญัตติด้วย แปลว่าเป็นผู้ที่สามารถ ใช้สิทธิอภิปรายก่อนได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๐ ทุกประการ เพียงแต่ผู้ที่มีสิทธิอภิปรายหลัง คือผู้ที่ไม่ใช่กรรมาธิการที่สงวนความเห็น และไม่ใช่ผู้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ แต่เนื่องจาก มาตรานั้นมีการแก้ไขและสมาชิกรัฐสภาท่านนั้นประสงค์จะร่วมแสดงความเห็นก็สามารถ ใช้สิทธิได้ แต่ต้องหลังผู้แปรญัตติ เท่านี้เองครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านประธานขอให้ พวกกระผมส่งชื่อ พวกกระผมก็จะส่งชื่อตามข้อบังคับ คือส่งชื่อกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น และผู้ที่สงวนคําแปรญัตติ ซึ่งเขามีสิทธิอภิปรายก่อน ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๐ ทุกประการ

ประการที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าการ ที่พวกกระผมวิปฝ่ายค้านได้ดําเนินการส่งชื่อตามความเห็นท่านประธานนั้น ก็เพื่อช่วย ท่านประธานบริหารจัดการการอภิปราย เนื่องจากพวกกระผมก็ไม่มีความประสงค์ที่จะ ต้องการอภิปรายทุกท่าน สําหรับผู้ที่สงวนความเห็นและสงวนคําแปรญัตติไว้เพื่อที่จะช่วยให้ การประชุมเดินหน้าไปได้ด้วยความราบรื่น ไม่จําเป็นต้องพูดทุกคน พวกกระผมก็จะได้ บริหารจัดการกันเอง คัดเลือกบุคคลที่คิดว่าจําเป็นต้องอภิปรายส่งให้ท่านประธาน เพื่อให้ ท่านประธานได้รับความสะดวกในการบริหารจัดการการประชุม

ประการที่ ๓ สําคัญที่สุดที่ขออนุญาตกราบเรียนทําความเข้าใจกับ ท่านประธานตรงนี้ก็คือว่า เพื่อให้การประชุมในมาตรา ๕ ที่เรากําลังจะเริ่มต้น ณ เวลา ถัดจากนี้ไป เดินหน้าไปด้วยความราบรื่นตามวัตถุประสงค์ของพวกเราทุกประการ ขอความกรุณาท่านประธานได้กรุณาอนุญาตให้พวกกระผม โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ที่กระผมรับผิดชอบอยู่ได้แสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผู้ที่สงวนความเห็น และผู้ที่สงวนคําแปรญัตติไว้ให้ได้ใช้สิทธิอภิปราย ซึ่งพวกกระผมได้ใช้สิทธิแปรญัตติไว้ทั้งสิ้น จํานวน ๑๐๗ ท่าน แต่ไม่ได้แปลว่าพวกกระผมประสงค์จะใช้เวลาทั้ง ๑๐๗ ท่าน แต่ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานไว้ตรงนี้ก่อนว่า พวกกระผมแจ้ง ความประสงค์ไว้ที่วิปว่า ประสงค์จะอภิปราย ๕๓ ท่าน ขอให้ ๕๓ ท่านที่พวกกระผม จะส่งชื่อไปยังท่านประธานได้แสดงความคิดเห็นทุกท่าน และผมคิดว่าทุกอย่างก็จะเดินหน้า ไปได้ด้วยความราบรื่น ไม่ใช่ขอใช้สิทธิ แต่เป็นสิทธิที่พวกผมควรจะได้ตามข้อบังคับ และรัฐธรรมนูญ ขอทําความเข้าใจกับท่านประธานเบื้องต้นครับ ขอบคุณครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ความเห็น ตรงกันนะครับ เพราะฉะนั้นส่งรายชื่อมา ก็คือรายชื่อคนที่สงวนความเห็นกับสงวนคําแปรญัตติ มาก่อนถูกไหมครับ ตรงกันแล้ว ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นยืนประท้วงท่านหลายครั้งตามข้อบังคับ เพื่อที่จะเสนอ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ผมขอใช้คําอภิปรายของท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านจุรินทร์ เป็นคําอภิปรายของผมครับ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการที่จะพูดครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมต้องชี้ต่อท่านประธานก็คือว่า ท่านประธานดูข้อ ๓ นะครับ เลขาธิการ หมายถึง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรผู้ซึ่งรับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติ หน้าที่เป็นเลขาธิการรัฐสภาในการประชุมรัฐสภาตามข้อบังคับนี้ รองเลขาธิการรัฐสภา หมายถึง เลขาธิการวุฒิสภาซึ่งได้รับแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็น รองเลขาธิการรัฐสภาในการประชุมรัฐสภาตามข้อบังคับนี้ ผมต้องเรียนถามครับ ผมเคย เรียนถามมาแล้วครั้งหนึ่งกับสุภาพสตรีที่กําลังทําหน้าที่อยู่ในขณะนี้ครับ ผมไม่ได้มีปัญหา อะไรกับท่านนะครับ แต่ผมไม่รู้จักท่านด้วย ผมไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร ท่านสุภาพสตรีที่นั่ง อยู่ในตําแหน่งเลขาธิการรัฐสภาขณะนี้ เป็นใคร มาจากไหน ได้รับแต่งตั้งจากใคร ข้อ ๑ ถ้าทําไม่ได้ก่อน ถ้าตามข้อบังคับนี้ผมเชื่อว่าทําไม่ได้ นั่นคือข้อที่ ๑ ที่ท่านจะต้องวินิจฉัย หรือ ข้อ ๒. ถ้าท่านบอกว่าทําได้ ผมขอดูคําสั่งของท่านที่ได้แต่งตั้งสุภาพสตรีท่านนี้มานั่ง อยู่ในตําแหน่งนี้ แล้ววันนี้เป็นการประชุมร่วมรัฐสภาสําคัญอย่างยิ่ง เพราะกําลังจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ท่านลุกขึ้นไปทําหน้าที่ส่งรายชื่อ ส่งโน้ต (Note) ส่งอะไรต่าง ๆ ผมไม่ทราบว่า ท่านเป็นคนของใคร หรือเป็นคนจากที่ไหน ขอบพระคุณรับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ข้อ ๑ ไม่ต้องวินิจฉัยนะครับ เพราะว่าท่านใช้ของท่านจุรินทร์เป็นคําอภิปรายท่านนะครับ ข้อ ๒ ท่านบุญยอดครับ ถ้าท่านเป็นข้าราชการอย่างผมท่านจะเข้าใจเลย เพราะระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดินก็ดี ระเบียบบริหารข้าราชการฝ่ายรัฐสภาก็ดี หรือแม้กระทั่งข้อบังคับของเรา ถ้าประธานไม่อยู่ หรือว่าปลัดไม่อยู่ อธิบดีไม่อยู่ คนที่ทําหน้าที่คือรอง มันจะมีกฎหมาย บังคับอยู่เลยครับ คนที่นั่งอยู่นี่คือรองเลขาธิการของวุฒิสภา ก็คือปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการรัฐสภา เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้สงสัยประเด็นนี้อีกนะครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านกุลเดชมีอะไร นี่คือสิ่งที่ เป็นระเบียบของราชการอยู่ครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงคําวินิจฉัยของท่านประธานครับ ท่านมาใช้กับกรณีนี้ไม่ได้ครับ ผมสมมุติว่าอันนี้ตําแหน่งเลขาธิการนะครับ ถ้าเป็นท่านไม่สบาย ท่านสมศักดิ์ไม่สบาย ผมถามว่าท่านเจริญกับท่านวิสุทธิ์มานั่งแทนท่านได้ไหมครับ ไม่ได้ นะครับ ท่านอย่าวินิจฉัยมั่ว ๆ ครับ สภานี้เป็นสภาออกกฎหมาย ท่านต้องอ่านกฎหมาย ให้เป็นนะครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านกุลเดช ผมวินิจฉัยตามหลักและระเบียบของทางราชการ สําหรับข้าราชการประจํา ท่านนั่งลงเถอะ มันจบแล้ว เพราะฉะนั้นท่านจะมาพูดว่าผมวินิจฉัยมั่ว ๆ ไม่ได้ อย่างน้อยท่านต้องให้เกียรติผม อาชีพผมเดิมอาชีพข้าราชการนะครับ เชิญท่านกุลเดชครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมไม่ได้ว่าท่านหรอกครับ เพียงแต่ ท่านหยิบกฎหมายมาใช้ไม่ถูกครับ นั่นเป็นกฎหมายสําหรับข้าราชการพลเรือน นี่มันมี ข้อบังคับอยู่ ท่านต้องทําตามข้อบังคับครับ ในข้อบังคับก็ระบุแล้วว่าเลขาธิการรัฐสภาคือ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รองเลขาธิการรัฐสภาคือเลขาธิการวุฒิสภามาทําหน้าที่ คนอื่น มาทําไม่ได้ จะให้ใครมา มอบอํานาจอะไรก็ไม่ได้ครับ ท่านวินิจฉัยด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เราจะมี หนังสือแต่งตั้งข้าราชการรักษาราชการแทนกรณีที่ไม่มีเลขาธิการ หรือมีเลขาธิการ แต่เลขาธิการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เราจะมีหนังสือหรือมีคําสั่งชัดเจน เอาอย่างนี้ผมว่า เดี๋ยวเอาคําสั่งมาให้ดูดีกว่า ไม่ต้องครับ ท่านนั่งเถอะท่านกุลเดช ท่านเจือท่านนั่งเถอะครับ เพราะว่าไม่ได้เป็นประเด็นอะไรเลย เพราะคนฟังคือคนที่อยู่ทางบ้าน นี่เขาทําหน้าที่ช่วย หน้าบัลลังก์นี่เอง เขาทําหน้าที่ช่วย ท่านกุลเดชยังสงสัยอยู่ ท่านเจือเดี๋ยวก่อนครับ ท่านกุลเดชสงสัยอะไรครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านครับ ผมยังสงสัยแน่ เพราะอันนี้ในข้อบังคับ ระบุชัดเลยนะครับ ไม่ได้บอกว่าแทนกันได้นะครับ ท่านจะมาเอาระเบียบข้าราชการพลเรือน มาอ้างไม่ได้ครับ อันนี้มันเหนือกว่าครับ อย่างที่ผมบอกครับ ถ้าท่านไม่อยู่ ท่านประธานไม่อยู่ ท่านเอาท่านเจริญกับท่านวิสุทธิ์มาแทนได้ไหมครับ ก็ไม่ได้ วันนี้เมื่อเลขาธิการไม่อยู่ ทําหน้าที่ไม่ได้ ท่านต้องสั่งเลื่อนประชุมครับ ดําเนินการอย่างนี้ไม่ได้ ให้ใครอภิปรายก่อน ก็ไม่ได้ เพราะถือว่าที่จะอยู่นี้ คนที่นั่งอยู่ไม่ถูกตามข้อบังคับ การประชุมถือว่าเป็นโมฆะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะบอกท่านอย่างนี้นะครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

เราอย่าทํา อะไรที่มันผิดข้อบังคับครับ ทุกวันนี้ก็ลากกันลงทะเล แล้วก็ว่าฝั่งผมไม่ใช้ข้อบังคับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ฟังผมคนละประเด็น คนละกรณีนะครับ ถ้าประธานรัฐภาไม่อยู่ รองประธานรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าเกิดผม ไม่อยู่ด้วยไม่ต้องทําอะไรเลย ถูกไหมครับ นั่นคือถูกต้อง แต่เนื่องจากข้าราชการประจํา เขามีหนังสือสั่งการว่า เขาจะเรียงลําดับเลย ๖ คน ลําดับ ๑ ลําดับ ๒ ลําดับ ๓ เขามีนะครับ เดี๋ยวฝั่งนี้ก็เอาท่านวิทยาครับ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ เพื่อให้ที่ประชุมที่สามารถ ดําเนินการต่อไปได้ จริง ๆ ไม่มีเลขาธิการท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ครับ อันนั้นเป็นข้อเท็จจริง นะครับ คือประธานสามารถดําเนินการเองครับ ไม่จําเป็นต้องมีเลขาธิการก็ได้ครับ ผมคิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะว่าเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ก็สามารถช่วยท่านประธานได้ แต่ถ้าเลขาธิการมาแล้วก็ได้โปรดทําหน้าที่ปฏิบัติ แต่ผมเรียนข้อเท็จจริงนะครับ ในกรณีที่ไม่มีเลขาธิการนั้น ท่านก็ไม่ต้องใช้ เพราะท่านประธานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ไม่ต้องแล้ว นะครับ ท่านเสียหายได้อย่างไร เชิญท่านเจือก่อน ท่านเจือยืนมานานจนเมื่อยแล้วครับ

นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม เจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนกันท่านประธานอย่างนี้ นะครับ ประเด็นที่ ๑ กฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดชัดเจนเลยเวลามีการประชุมร่วมนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานที่ประชุม ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานรัฐสภา นี่กฎหมายรัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ ชัดเจน ผมรับในประเด็นนี้

ประเด็นที่ ๒ ต่อท่านบุญยอดได้ท้วงเมื่อสักครู่ที่ท่านชี้แจง มันไม่ตรง เรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นการบริหารราชการแผ่นดิน มันเป็นเรื่องข้อบังคับการประชุมรัฐสภาครับ การบริหารราชการแผ่นดินในกรณีที่ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติแทนนั้นชอบตามการบริหารราชการแผ่นดิน แต่การประชุมรัฐสภา เรามีข้อบังคับการประชุมเอาไว้ครับ ท่านไปดูในหน้า ๑๘๑ นี้ ข้อ ๓ ท่านดูได้เลยนะครับ เขาเขียนไว้นะครับ

อันที่ ๑ ไม่มีตําแหน่งอื่นมาแทนได้เลย เลขาธิการรัฐสภา หมายถึง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็น เลขาธิการรัฐสภาในการประชุมรัฐสภาตามข้อบังคับนี้ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่จะทําหน้าที่ต้องได้รับการแต่งตั้งด้วยนะครับ

อันที่ ๒ รองเลขาธิการรัฐสภา หมายถึง เลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งได้รับ การแต่งตั้งจากประธานรัฐสภาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นรองเลขาธิการรัฐสภาในการประชุมรัฐสภา ตามข้อบังคับนี้ ความหมายคืออะไรครับท่านประธาน ข้อบังคับไม่ได้เปิดช่องให้ประธาน รัฐสภาแต่งตั้งรองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขาธิการหรือรองเลขาธิการการประชุม รัฐสภาเลยครับ ไม่ใช่เป็นการบริหารราชการแผ่นดินโดยทั่วไป นี่คือการประชุมร่วมกันของ รัฐสภา ถามว่าถ้าเกิดว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหรือเลขาธิการวุฒิสภาเกิดไม่สบาย หรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ ก็คือไม่ต้องประชุม ถามว่าเกิดอะไรขึ้นครับ วันนี้ถามว่าเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับวันนี้ เราไม่มีเรื่องด่วนอะไรเลยในการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ เรื่องด่วนก็คือเรื่องของพี่น้องประชาชนต่างหาก เพราะฉะนั้นการวินิจฉัย ของท่านประธานไม่ชอบครับ ผิดข้อบังคับครับ

(นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านเจือครับ คือความจริงแล้วมันเป็นเรื่องที่คุณประท้วงอะไรครับ เดี๋ยวครับ คุณพายัพบ้าง เดี๋ยวฝั่งนี้บ้าง ลองฟังเขาหน่อยนะครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพ ด้วยความเกรงใจที่ประชุมแห่งนี้ และด้วยความเห็นใจพี่น้องประชาชน ที่ติดตามรายการอยู่ทางบ้าน กระผมขอให้ท่านประธานปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม รัฐสภา อยากเห็นสภาแห่งนี้เดินหน้าได้ และกระผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นสมาชิกฝ่ายค้าน สมาชิกฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่วุฒิสมาชิก ซึ่งกระผมเกรงใจมากนั้น อยากจะฟังความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่จะลุกขึ้นอภิปรายใน ประเด็นต่าง ๆ ที่สําคัญ ๆ เหล่านี้ในการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ กระผมอยากฟังความคิดเห็น ที่แตกต่างกันระหว่างเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้มากที่สุดแล้ว กระผมอยากฟังท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลุกขึ้นพูดในประเด็นสําคัญ ๆ เหล่านี้ ด้วยความเคารพ ไม่ได้คิดเป็นประเด็นอื่น จึงอยากให้ท่านประธานปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัดครับ ด้วยความเคารพครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คงไม่ต้อง วินิจฉัยนะครับ ผมก็จะดําเนินการตามข้อ ๕ นะครับ ท่านกุลเดชนั่งเถอะนะครับ ท่านสุเทพ เชิญครับ ไม่แล้วครับ ท่านสุเทพเชิญครับ มันจะเสียหายตรงไหนล่ะครับ ไม่ได้เสียหาย ตรงไหนหรอกครับ ผมวินิจฉัยแล้ว ท่านสุเทพครับ เชิญเลยครับ ไม่มีแล้วครับ ท่านกุลเดช ไม่มีอะไรแล้ว เวลานี้เลขาธิการรัฐสภาก็มาแล้ว เขาอุตส่าห์ไปทําหน้าที่รับประธานสภา แห่งเมียนมาร์ครับ ท่านพูดคนเดียวนะครับ ห้ามคนอื่นพูดเลยนะครับ เชิญท่านกุลเดชครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงเพียง ๒ ประเด็นสั้น ๆ

ประเด็นแรก ก็คือที่ท่านวิทยา บุรณศิริ กล่าวเมื่อสักครู่ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามนะครับ นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้องครับ ถ้าไม่มีเลขาธิการรัฐสภาประธานก็สามารถ ดําเนินการได้ครับ แต่ไม่ใช่ประธานเอาใครก็ไม่รู้มานั่งเป็นตุ๊กตาหลอกพวกผมว่าเป็น เลขาธิการรัฐสภา ซึ่งพวกผมตรวจสอบอย่างอื่นก็ยุ่งอยู่แล้วครับ ตรวจสอบรัฐบาล ตรวจสอบ อะไรก็แย่อยู่แล้วครับ ต้องมาตรวจสอบสถานะของเจ้าหน้าที่อีก มันทําอะไรก็ลากกันไป ทําเรื่องผิดข้อบังคับทั้งนั้น เรื่องผิดกฎหมายถนัดกันนัก ทําให้มันถูก ๆ ไม่ได้หรือครับ ในสภานี้นะครับ นี่ประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านวินิจฉัยว่าอย่างนั้นอย่างนี้ท่านฟังสิครับ ท่านอย่าตัดไมโครโฟน ผมพูดนี่ผมเสียหายครับ ผมเสนอไปแล้ว ท่านวิทยาบอกว่าไม่มีก็ประชุมได้ ชาวบ้านบ้านผม เขาบอก ส.ส. มันโง่หรืออย่างไร ไม่รู้หรืออย่างไร ผมรู้ครับ แต่ผมจะถามว่าเอาใคร มานั่งเป็นตุ๊กตาหลอกผม เท่านั้นละครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เรียนให้ท่านทราบว่าผมเป็น คนที่ไม่ค่อยตัดไมโครโฟนนะครับ เพราะฉะนั้นเชิญท่านสุเทพครับ เชิญได้เลยครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติข้อความ ในมาตรา ๕ คือไปแปรญัตติ มาตรา ๑๑๕ ปรากฏอยู่ในรายละเอียดตามรายงานของ คณะกรรมาธิการของรัฐสภา หน้า ๘๖ หน้า ๘๗ และเมื่อได้ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการแล้ว กรรมาธิการก็ไม่เห็นด้วยในคําขอแปรญัตติของกระผม กระผมจึงได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ จึงมีสิทธิที่จะได้อภิปรายตามข้อบังคับทุกประการ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้เป็นเบื้องต้น และไม่เห็นด้วย มากขึ้นเมื่อได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาแล้วก็นําเสนอต่อรัฐสภา ในมาตรา ๕ นี้ ที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมดูรายละเอียด ดูรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว ผมเห็นว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ใช้วิจารณญาณที่เหมาะสม ที่มีเหตุผลในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วทําให้ผมเกิดความสงสัยในความบริสุทธิ์ใจของ คณะกรรมาธิการที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อระบอบการปกครองของบ้านเมือง ทําให้ผม เกิดความสงสัยว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ได้มี เจตนาที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติของบ้านเมือง แต่มี เจตนาแอบแฝงที่จะกระทําการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด ที่ผมมีความคิดมีความสงสัยอย่างนี้ จึงทําให้ ผมไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และผมจะขออนุญาตซักซ้อมกับ ท่านประธานเพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุที่ท่านประธานจะได้เอามาตรา ๔๔ มาจัดการกับผมอีกหรือ อาข้อบังคับ ข้อ ๔๔ มาจัดการผมอีก ผมจะอภิปรายอยู่ในกรอบและขอให้ท่านประธาน ได้ตั้งใจฟัง กรอบที่ผมจะอภิปราย ผมจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการทํานี้ไปทําอะไรมา และมันเสียหายอย่างไร ผมจะชี้แจงให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นว่าการที่คณะกรรมาธิการ ไปดําเนินการมาอย่างนั้นมันผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างไร ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างไร และจะผิดกฎหมายอื่นอย่างไร ผมขอสงวนสิทธิที่จะได้อภิปรายในประเด็นที่เป็น เหตุผลเหล่านี้ ท่านประธานครับ ที่กระผมไม่เห็นด้วยกับการทํางานของคณะกรรมาธิการ เพราะคณะกรรมาธิการไปยกเลิกข้อความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ในส่วนที่เป็นเรื่องสําคัญ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา ๑๑๕ ได้มีบทบัญญัติ กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ได้รับการ สรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็จะไม่พูดในรายละเอียดของคุณสมบัติ แต่ผมพูดในส่วนที่เป็น ข้อห้าม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กําหนดลักษณะต้องห้ามของคนที่จะมาสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภาเอาไว้อย่างมีนัยสําคัญ โดยกําหนดเอาไว้ใน (๕) (๖) (๗) (๙) นั่นคือส่วนที่ เป็นปัญหาระหว่างผมกับคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๑๑๕ (๕) รัฐธรรมนูญได้ห้ามเอาไว้ครับ ว่าไม่ให้ผู้ที่เป็นบุพการี เป็นคู่สมรส เป็นบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก ข้อห้ามข้อนี้ชัดเจน ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีข้อผ่อนผัน ห้ามเด็ดขาด แต่ว่าคณะกรรมาธิการก็ไปยกเลิกข้อห้ามข้อนี้เสีย ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูด ในรายละเอียด ใน (๖) รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้กําหนดข้อห้ามว่า คนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมือง เป็นผู้ที่มีตําแหน่งในพรรคการเมืองไม่ให้มาสมัครเป็นวุฒิสมาชิก แต่ข้อห้ามนี้มีข้อต่อรองมีเงื่อนไข มีเงื่อนไขผ่อนปรนว่าถ้าลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว หรือลาออกจากตําแหน่งในพรรคการเมืองแล้วเกิน ๕ ปี ก็ให้สมัครได้ ไม่เหมือนกับคนที่ เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของ ส.ส. ไม่ได้เด็ดขาด ใน (๙) เขาห้ามคนที่เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นที่จะลงสมัคร ส.ว. ลาออกวันนี้จะไปสมัครพรุ่งนี้ เขาไม่ให้สมัคร ต้องพ้นตําแหน่งแล้ว ๕ ปี เขาถึงจะให้สมัครที่สําคัญก็คือว่าข้อห้าม ใน (๗) ของมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ห้ามไม่ให้ผู้แทนราษฎรหรือคนที่เคย เป็นผู้แทนราษฎร แล้วก็พ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี ห้ามไม่ให้ลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ แต่กรรมาธิการชุดนี้แก้หมดเลยครับ เอาออกหมดเลย (๕) ที่ห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรนั้นท่านยกเลิกหมดทั้งวงเล็บเลยทั้งข้อเลย เอาเป็นว่าต่อไปนี้ใครเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร ส.ว. ได้ทุกคน รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันเขาตัดสิทธิเอาไว้ครับ ตัดสิทธิ ส.ส. ตัดสิทธิพ่อแม่ ส.ส. ลูกเมีย ส.ส. สามี ส.ส. แต่กรรมาธิการชุดนี้ไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สิทธิกับ ส.ส. ให้สิทธิกับพ่อกับแม่กับลูกกับเมีย ของ ส.ส.

ประการต่อไป ใน (๖) ท่านแก้ไม่หมดท่านทิ้งเอาไว้ เพียงแต่ว่าห้ามไม่ให้ สมาชิกผู้ดํารงตําแหน่งของพรรคการเมืองลงสมัคร ที่จริงไม่ใช่ครับ การคงไว้อย่างนี้หรือท่าน แก้เพียงให้เหลือแค่นี้มันไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย เพราะคนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็สามารถลาออกวันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ อันนี้ผมไม่สามารถมอง เป็นอย่างอื่นได้นอกจากว่าท่านมีเล่ห์เหลี่ยม มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วทําแบบไม่กล้าหาญ ด้วย ถ้าคงไว้แค่ครึ่งบรรทัดอย่างนี้เอาออกมันไปทั้งวงเล็บจะดีกว่า ใน (๗) นี้ ท่านก็ห้ามไว้ อย่างเดียวว่าไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงสมัคร ส.ว. อันนี้ก็เหมือนกันห้ามไว้แค่นี้ ไม่ต้องห้ามดีกว่า คงไม่มี ส.ส. คนไหนละครับที่จะไปสมัคร ส.ว. มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห้ามและก็ไม่จําเป็นต้องเขียนให้เปลืองกระดาษ มีคนบ้าไม่กี่คนที่ลาออกจาก ส.ส. แล้วไปสมัคร ส.ว. ผมคิดว่าอย่างนั้น แต่อาจจะมี แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องเขียนไว้ครับ ปล่อยเลยดีกว่า แต่นี่เขียนไว้ตั้งใจ ตั้งใจเพื่อที่จะไปบริหารจัดการว่าในแต่ละจังหวัดนั้น จะเอาใครลง ส.ว. จะเอาใครลง ส.ส. หรือแม้แต่ว่าคนที่เลือก ส.ส. สอบตกแล้วก็จะได้เอาไป เป็น ส.ว. มันมีวิธีปฏิบัติมันมีวิธีจัดการ ส่วนใน (๙) ท่านไปเขียนเอาไว้แค่เพียงแต่ว่า ต้องไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นการแก้ที่เป็นนัยสําคัญ เพราะของเดิม ถ้าคนเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ที่มีตําแหน่งทางการเมือง ถ้าพ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี เขาไม่ให้สมัคร แต่ที่ท่านคงไว้อย่างนี้ก็หมายความว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่วันนี้ ไม่ให้ไปสมัครเป็น ส.ว. ผมถึงอยากจะเรียนกับประธานว่า ผมเห็นว่ากรรมาธิการนี้ ไม่บริสุทธิ์ใจ ไม่ทํางานตรงไปตรงมา และมีผลประโยชน์แอบแฝง ผมกราบเรียนว่า ในเรื่องที่กรรมาธิการแก้มานี้ ผมรับไม่ได้ ด้วยความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงบ้านเป็นห่วงเมือง เพราะผมเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการแก้มาทั้งหมดนั้นมันเป็นการเปิดช่องทางให้พรรคการเมือง สามารถที่จะมาครอบงํารัฐสภาได้ พรรคการเมืองสามารถเข้ามามีเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าพรรคการเมืองเข้าไปควบคุมเสียงข้างมาก ในวุฒิสภาด้วย ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว เป็นเรื่องเสียหายกับบ้านเมืองแล้ว เพราะเมื่อไรที่มี พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเข้าไปครอบงําได้ทั้งสองสภา นั่นก็หมายความว่า องค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถทําหน้าที่ ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีการแทรกแซงองค์กรอิสระเหล่านั้น อย่างที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับบ้านเมือง จะไม่มีหนทางที่จะทําให้การเลือกตั้งทั้งหลาย มีความบริสุทธิ์ มีความเที่ยงธรรมได้ เพราะ กกต. ถูกกํากับโดยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นเสียง ของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก ไม่มีความหวังที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดบทบัญญัติ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้ ฝ่ายบริหารที่มีเสียงข้างมากในสภาคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ก็สามารถฉ้อโกงคอร์รัปชัน ทุจริตกันได้อย่างเอิกเกริกไม่ต้องเกรงกลัว ป.ป.ช. ต่อไป เพราะ ป.ป.ช. ก็มาจากการแต่งตั้ง ของวุฒิสมาชิก ซึ่งอยู่ในกํากับของพรรคการเมือง ทําไมผมถึงบอกว่าอยู่ในกํากับครับ ก็ถ้าเพราะคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเมีย เป็นสามีของ ส.ส. ไปเป็น ส.ว. มันก็ครอบ กันมาตั้งแต่ในครัวอยู่แล้ว มันกลายเป็นสภาครอบครัวอยู่แล้ว ส.ส. นั่นต้องทําตามที่พรรคสั่ง อยู่แล้ว ส.ส. ก็ไปสั่งลูก สั่งเมีย สั่งพ่อสั่งแม่ ก็จบกันเท่านั้น แล้วถ้าการที่ท่านเปิดโอกาส ให้คนเป็นสมาชิกพรรค คนที่ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในพรรคเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรค เป็นรองเลขาธิการลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัคร ส.ว. ได้ อันนั้นก็เท่ากับ ส่งตัวแทนของพรรคไปคุมวุฒิสภาชัด ๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เหตุผลอย่างนี้ครับ ผมถึงอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ยิ่งพูดไปผมยิ่งเห็นเลยว่าในจิตใจที่แท้จริงเบื้องลึก ของท่านนี้มันซ่อนเอาความเลวร้ายเอาไว้ ไม่บริสุทธิ์ใจ มีเป้าหมายชัดเจนที่จะทําให้ การเมืองการปกครองในประเทศนี้ผิดรูปผิดร่าง เสียหาย ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเจตนาชัดเจนครับที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภามีที่มาที่หลากหลาย เพื่อให้การตรวจสอบอํานาจรัฐเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง เขาถึงได้กําหนดไว้ว่าต้องให้มา ๒ ทาง มาเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากสรรหา ครึ่งหนึ่ง เพราะเขากลัวว่าถ้ามาจากเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวกลุ่มบุคคลเหล่านี้จะถูก แทรกแซงโดยพรรคการเมืองแล้วคนดีก็จะไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมไม่ย้อนกลับไปแล้วตรงนั้น แต่ว่าผมต้องการชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า แม้แต่เจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญใครอ่านรัฐธรรมนูญก็ต้องเห็นชัดว่า ต้องการให้วุฒิสภาเป็นกลาง ต้องการให้ วุฒิสมาชิกไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ไม่ต้องการให้คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือคนที่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ในวุฒิสภา แต่ท่านจงใจเลย แก้ไข รัฐธรรมนูญตรงนี้ เขียนบทบัญญัติอย่างนี้เอาไว้ จงใจให้สมาชิกพรรคการเมือง ให้ผู้มี ตําแหน่งมีอิทธิพลในพรรคการเมืองเข้าไปครอบคลุมวุฒิสภา เวลาเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านมักจะพูดกันบ่อย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย สู้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ ท่านไปเปิดดูสิครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านว่าวิเศษนัก เขาก็ห้ามเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๑๖ เขาบอกเลยว่า บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ ลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกก็คือคนที่เป็นสมาชิกหรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งอื่นในพรรคการเมือง เขาห้าม ส.ส. ห้ามคนที่เคยเป็น ส.ส. แล้วยังพ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๑ ปี ลงสมัครวุฒิสมาชิก นี่ผมต้องเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาพูดให้ท่านฟังเพราะท่านมักจะยกย่องแล้วท่านก็บอก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีกว่านั้น แต่เอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญ ที่ท่านว่าดีกว่าท่านก็ไม่สนใจหรอก เพราะว่าไม่ตรงกับประโยชน์ที่พวกท่านต้องการ ท่านเลือก หยิบเอาเฉพาะสิ่งที่ท่านได้อย่างที่ท่านต้องการแล้วเอามาเชิดชูว่าดี ถ้าตรงไหนไม่ตรงใจ ไม่ตรงท่านต้องการท่านไม่เอา ท่านประธานครับ การกระทําของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วชัดเจน ร้ายไปกว่านั้นครับ การกระทํา ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะต้องบอกว่า ท่านทําผิด กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ นี้กําหนดไว้ชัดว่า การปฏิบัติ หน้าที่ของรัฐสภาจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านไปดูเรื่องหลักนิติธรรมเถอะครับ มันจะต้องเป็นหลักที่มีเหตุผลอธิบายได้ แล้วก็อยู่ในขอบเขตอํานาจที่เขาให้ท่านทําและ ชอบด้วยกฎหมาย ท่านมีอํานาจอะไรที่จะไปเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียใหม่เพื่อพ่อท่าน เพื่อแม่ท่าน เพื่อลูกเมียของท่าน เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดหรือ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง การกระทําอย่างนี้ พฤติกรรมอย่างนี้ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ในทัศนะของผม ผมอยากเรียนกับท่านประธานครับว่า อยู่ในสภามาหลายปีผมยังไม่เคยเห็น คณะกรรมาธิการชุดไหนที่ทํางานโดยไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีสํานึกอย่างที่ชุดนี้เขาทํา ถ้าจะพูดอย่างชาวบ้านก็เรียกว่า ถ้าพูดให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ก็คือว่าราคายางพารามันตกต่ําครับ ยางอายไม่มีครับ ถ้าคนมียางอายจะต้อง ไม่ไปทํากฎหมายพิเศษเพื่อให้สิทธิกับพ่อ แม่ ลูก เมีย ตัวเอง ไม่ไปให้สิทธิกับตัวเอง ให้สิทธิ ในสิ่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดว่าไม่มีสิทธิ แล้วทําเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ มันต้องถูกประณาม ไม่ใช่ พูดกันด้วยเหตุผลธรรมดา ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจ ท่านประธานที่เคารพ ไม่ว่าจะการให้สิทธิกับพ่อแม่ การให้สิทธิกับพรรคการเมืองของตัวเอง หรือการสิทธิกับตัวเอง และการให้สิทธิกับพวกพ้องของตัวเองที่เป็นรัฐมนตรีผิดทั้งนั้นละครับ ผิดศีลธรรม ผิดคุณธรรม ผิดกฎหมาย แล้วไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลาย ไม่เข้าใจหรอกครับ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อ้ายนี่ละครับ คือผลประโยชน์ทับซ้อนของจริง สังคมโลกได้ยินอย่างนี้ก็ต้องประณามครับ ผมไปดูหลายเรื่องในภาคเอกชนนะครับ เอาว่า คนที่จะไปทํางานแบงก์ (Bank) ทํางานธนาคาร ถ้าเคยเป็นผู้บริหารของธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติมาเขาก็มีข้อห้าม ไม่เกิน ๓ ปีไปทํางานแบงก์เอกชนไม่ได้ออกจากแบงก์ชาติ คนที่เป็นคณะกรรมการควบคุมกิจการประกันภัย ลาออกจากราชการไปแล้วจะไปทํางาน บริษัทประกันภัยทันทีเขาก็ไม่ให้ มีแต่สภาที่น่าละอายแห่งนี้ละครับ ลาออกจาก ส.ส. วันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัคร ส.ว. ได้ ลาออกจากตําแหน่งในพรรคการเมืองวันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัคร ส.ว. ได้ ผมถึงบอกว่าพฤติกรรมอย่างนี้เป็นพฤติกรรมที่ใครก็รับไม่ได้ พฤติกรรมอย่างนี้เป็นพฤติกรรม ที่ควรจะได้รับการตําหนิติเตียนจากสังคมจากประชาชน มีสมาชิกชอบมาพูดบอกว่า มีกระบวนการที่จะต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือว่าต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทํากันอยู่ ในขณะนี้ ผมไม่ทราบหรอกครับว่ากระบวนการมีใครบ้าง แต่ผมเรียนกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ประกาศตัวจะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะ ที่ทําเพื่อลูกเมียตัวเอง พ่อแม่ตัวเอง ครอบครัวตัวเอง ทําเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ทําเพื่อ พรรคตัวเอง ทําแล้วให้ชาติเสียหาย ให้บ้านเมืองเสียหาย มีผลต่อการปกครองบ้านเมือง การตรวจสอบขององค์กรอิสระชํารุดทรุดโทรมถูกครอบงํา ผมจะต่อต้าน และผมเห็นว่า เป็นภารกิจที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือกันต่อต้านรัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังแก้ไขกันอยู่นี้ด้วย เพราะอะไรครับ เพราะสมาชิกวุฒิสภาทุกคนได้กล่าวคําปฏิญาณเอาไว้ก่อนที่จะเข้ามาทํา หน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภา มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ เราทุกคนได้ปฏิญาณ เอาไว้ว่าเราจะรักษารัฐธรรมนูญ เราจะปกป้องรัฐธรรมนูญ เราจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ทุกประการ ปฏิญาณไว้แล้ว ท่านก็ปฏิญาณเหมือนผม ท่านปฏิญาณ แล้วท่านไม่ทํา ผมปฏิญาณแล้วผมจะทํา ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย ก็เช่นเดียวกัน เขามีสิทธิที่จะต่อต้านท่าน เขามีสิทธิที่จะลุกขึ้นปกป้องรัฐธรรมนูญที่พวกท่าน กําลังจะทําปู้ยี่ปู้ยําอยู่ในขณะนี้ ท่านไปดูมาตรา ๖๙ เถอะครับ สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิของชาวไทยทุกคน ในเมื่อท่านทั้งหลายกําลังกระทําการที่จะทําให้รัฐธรรมนูญ บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ แล้วจะทําให้บ้านเมือง เกิดความวิบัติเสียหาย นําไปสู่แนวทางของการกระทําที่เรียกกันว่าเผด็จการรัฐสภานั้น ผมและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะต่อต้านและต่อสู้กับท่าน ทุกวิถีทาง เป็นอย่างไรเป็นกัน แต่ว่าไม่ยอมให้พวกท่านได้มาทําร้ายประเทศไทยของเรา อย่างสะดวกง่ายดายและเดินเชิดหน้าชูตาแล้วมาชี้หน้าประณามพวกผมหรอก ผมนั่นล่ะ ที่จะพูดกับท่าน ประณามท่านว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นสิ้นคิด แล้วก็ไม่มีความรับผิดชอบต่อ ประเทศชาติและประชาชน ผมจึงคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาในวันนี้และจะคัดค้านต่อไปครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญประธานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการนะครับ ผมนามสกุล แก้วมีชัย นะครับ ไม่มีลูก ไม่มีภรรยา ไม่มีพี่ ไม่มีน้องอยู่ในรัฐสภานะครับ ทั้งหลายทั้งปวงที่เขียนมานี้นะครับ กรรมาธิการได้ใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลโดยยึดหลัก สําคัญที่สุดครับ ก็คือเราคิดว่าเมื่อเราจะคืนอํานาจให้กับประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกวุฒิสภา ของเราแล้วนะครับ เราคงไม่ไปตั้งเงื่อนไขที่จะไปตัดสิทธิผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นเรื่องที่ประชาชน เขาจะเป็นคนตัดสิน คณะกรรมาธิการได้ดูรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ๒๕๔๐ ประกอบการพิจารณา ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านก็ได้กล่าวอ้างเช่นกันนะครับ ก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ ในมาตรา ๑๒๖ ที่พูดถึงคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อคราวรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้ประชาชนเลือกทั้งหมดเหมือนกันนะครับ ก็ไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องบุพการี เรื่องบุตร เรื่องพี่ เรื่องน้องอะไรนะครับ ก็ให้ประชาชนเขาตัดสิน ขณะเดียวกันเรื่องการ เป็นสมาชิกพรรคก็เขียนสั้น ๆ นะครับ อย่าง (๑) ก็บอกเป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่น ของพรรคการเมือง ผมกราบเรียนอย่างนี้ว่าเรื่องสมาชิกพรรคหรือผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง ดํารงตําแหน่งอื่นในพรรคนี้ ท่านก็คงทราบว่าการเมืองภาคประชาชนในระยะหลัง เราก็รณรงค์ให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายหันเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งคนส่วนหนึ่งแล้วก็เป็นส่วนใหญ่ หลายสิบล้านคนก็พากันวิ่งไปเป็นสมาชิกพรรคโน้นพรรคนี้ แล้วอยู่ดี ๆ เราก็มาเขียน รัฐธรรมนูญว่า พวกไปเป็นสมาชิกพรรคนี้ ถ้าท่านสนใจสมัคร ส.ว. ท่านต้องพ้นจากสมาชิก พรรคมา ๕ ปี ผมถามท่านกลับว่ามันให้ความเป็นธรรมกับบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ เขาไม่เคย รู้มาก่อนว่าการที่เขาตั้งใจจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการไปเป็นสมาชิกพรรคหรือ ไปช่วยทํางานให้พรรคที่เขาเชื่อศรัทธาในอุดมการณ์ของพรรคนั้นมันจะมาเป็นโทษกับเขา ภายหลัง ถูกตัดสิทธิขั้นพื้นฐานด้วยซ้ําไป สิทธิของพลเมือง สิทธิทางการเมือง คือเรา ก็คํานึงถึงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ทีนี้กรรมาธิการก็ฟังแล้วเดี๋ยวก็จะนั่งฟังด้วยเหตุ ด้วยผล นะครับว่าท่านสมาชิกทั้งหลายท่านจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ อีก แต่กราบเรียน ด้วยจริงใจ กรรมาธิการไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านกล่าวหานะครับ เราไม่ไปเป็นเครื่องมือของใครหรอกครับ ผมก็นั่งสดับตรับฟัง นอกจากเพื่อนสมาชิกเอง ฟังทางสาธารณะที่เขาวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ กรรมาธิการก็พร้อมถ้าหากท่านมีเหตุมีผล แล้วแนวโน้มส่วนใหญ่คิดว่าเอา ถ้าเราจะ รับผิดชอบร่วมกันว่าเราพร้อมจะตัดสิทธิ หลายท่านเคยพูดถึงสิทธิตามธรรมชาติ สิทธิ พลเมือง สิทธิทางการเมือง ถ้าเราจะมาตัดสิทธิเหล่านี้ของเขา ไม่ได้ยกให้ประชาชนเขา ตัดสินเองนี้นะครับ กรรมาธิการก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร แต่อยากฟังหน่อย ฟังเหตุผลฟังผล ให้รอบด้านว่ามันจะเป็นยังไง ผมไม่ถือโทษโกรธใครหรอกครับ ถ้าจะมาบอกว่ากรรมาธิการ เป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ แล้วไม่ถือว่าเป็นการพิงให้เสียหาย เพราะกรรมาธิการทําหน้าที่ โดยสุจริตครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปผมจะให้สิทธิ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ท่านเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ เชิญครับ ของท่าน หน้า ๖๙ นะครับ

นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม เกชา ศักดิ์สมบูรณ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดราชบุรี สมาชิกรัฐสภาในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ สงวนความเห็นไว้ในมาตรา ๕ ในกรณีที่ทางกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไขในส่วนของคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในส่วนของ กรรมาธิการที่มีการแก้ไขนั้น ก็มีในมาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๑๕ เกี่ยวกับเรื่องบุคคล ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นนี้ผมได้สงวนความเห็นไว้ โดยที่ท่านคณะกรรมาธิการได้ตัดใน (๕) เกี่ยวกับ เรื่องของการไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นนี้ ซึ่งนอกจากนี้กรรมาธิการยังได้มีการแก้ไข (๖) โดยตัดเรื่อง การเป็นสมาชิกพรรคออกไป และ (๗) ไปตัดเรื่องการที่ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมนั้นต้องไม่เป็นมาแล้ว ๕ ปี แล้วก็ (๙) ผู้เคยเป็นรัฐมนตรีนั้นต้องพ้นไปแล้ว ๕ ปี ซึ่งกรรมาธิการได้ตัดออกไปในส่วนนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นนี้ อย่างเช่นใน (๕) ผมมีความเห็นว่าคงจะต้องคงไว้คําว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะรัฐมนตรี ทําไมผมจึงต้องห้ามคําว่า พ่อแม่ลูก และภรรยา เฉพาะตําแหน่ง ส.ส. หรือ ครม. ในร่างเดิมนะครับ ข้อห้ามนั้นได้ห้าม ไปถึงคําว่า หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็หมายความว่า รวมไปถึง อบต.นายกเทศมนตรี สจ. นายก อบจ. ทั้งหมดเลย ซึ่งเป็นการห้าม ซึ่งในตําแหน่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวพันสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในวันนี้ที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ก็ห้ามเพียงสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีเพียงอย่างนี้ นี่คือใน (๕) ซึ่งผมเห็นว่าควรจะต้องคงไว้ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องคงไว้ไม่หมดนะครับ ส่วนใน (๖) เกี่ยวกับเรื่องการไม่เป็นสมาชิกพรรค หรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง หรือเคยเป็น หรือเคยดํารงตําแหน่ง และพ้นจาก การเป็นสมาชิกพรรคมาแล้วนะครับ ในพรรคการเมือง ซึ่งร่างเดิมนั้นไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งต้อง พ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ผมได้ขอสงวนไว้ ๒ ปี ก็คือผู้เคยเป็น ส.ส. นั้น ต้องพ้นมาแล้ว ๒ ปี ถึงสมัคร ส.ว. ได้ ทําไมผมจึงต้องมีเหตุผลว่าต้องใช้ ๒ ปี แต่ของกรรมาธิการนั้นไม่ต้อง ใช้เลย ลาออกจากสมาชิกพรรควันนี้ หรือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รุ่งขึ้นก็สมัครได้เลยนะครับ

เรามาดูเรื่องคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา ๑๐๒ (๑๐) บอกไว้ว่า ในข้อห้ามบุคคลผู้มีสมบัติต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน (๑๐) เขาบอกไว้ว่า เคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี ก็หมายความสมาชิกวุฒิสภานั้นถ้าพ้นมาแล้วยังไม่ถึง ๒ ปี ก็จะสมัคร ส.ส. ไม่ได้ ก็เช่นกันนะครับ ผมถึงได้สงวนเรื่องก็คือเป็นสมาชิกไว้ว่าต้องเป็น ๒ ปี รวมทั้งถึงต้องการไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย ต้องพ้นมาแล้ว ๒ ปี รวมทั้ง คณะรัฐมนตรีด้วย เพื่อให้เกิดการสอดคล้องกับข้อห้ามของสมาชิกวุฒิสภาไปเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจจะลดน้อยลงไปจากเดิม ซึ่งเดิมนั้น ๕ ปี ผมก็เห็นว่า เป็นความเหมาะสมที่หลาย ๆ ท่านอาจจะมองว่าทําไมไปตัดสิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัดสิทธิคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถสมัคร ส.ว. ได้ ก็เพียงแต่ว่าเดิม ๕ ปี ก็ขอแก้ไขเป็น ๒ ปี ผมก็เชื่อว่าทางกรรมาธิการนั้นก็คงต้องไปดูว่าจากเดิมนี้ท่านตัดออกไปหมดเลยนะครับ ให้พ่อแม่ลูกเมีย เป็น ส.ว. ได้หมด ออกจาก ส.ส. มาเป็นได้ ออกเป็นกฎหมายเป็นได้ ซึ่งก็มี เสียงคัดค้านจากบุคคลภายนอกอย่างมากมาย รวมทั้งสมาชิกในรัฐสภาของเรานี้ด้วยนะครับ ผมก็ฝากทางกรรมาธิการเสียงข้างมากไว้ครับว่า ถ้าจะคงไว้ก็ขอให้ท่านได้ดูว่าเราจะคงไว้ เพียงแค่ไหนครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

หมอเจตน์เชิญครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ แก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๕ เป็นมาตราที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นร่างมาตราที่มีปัญหามากที่สุด ผมใช้คําว่า เป็นร่างมาตราที่เรียกแขก เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง ไปมากมาย โดยเฉพาะคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้มีสิทธิสมัครรับการเลือกตั้งไว้ โดยให้มีสัญชาติไทยอายุไม่ต่ํากว่า ๔๐ ปี สําเร็จ การศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาตรี และต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด คือมีชื่อในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเกิดในจังหวัดที่สมัคร หรือเคยศึกษาในจังหวัดที่สมัคร หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ที่กําหนดไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่า ส.ว. ก็จะเป็นผู้อาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิ มีทั้งอายุและประสบการณ์ในการที่จะทําหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ว. ท่านไม่ได้ตัดไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ยังคงอยู่ ผมเพียงแต่พูดขึ้นมาเพื่อจะโยงถึงข้อที่ทางคณะกรรมาธิการ เปลี่ยนแปลงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม เพราะว่าใน (๕) ถึง (๙) ถูกคณะกรรมาธิการ ตัดออกเกือบทั้งหมด คือเกี่ยวกับข้อต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งใน ๔ ประเด็นคือ ผมใช้คําง่าย ๆ เป็นคําไทยนะครับคือ

ประเด็นที่ ๑ พ่อแม่ลูกผัวเมียของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สามารถลงสมัคร ส.ว. ได้ ก็จะทําให้กลายเป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง สภาครอบครัว ดังที่สมาชิกส่วนใหญ่ก็ได้อภิปรายไปหลายวันจนถึงวันนี้

ประเด็นที่ ๒ สมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคไม่ต้อง เว้นวรรค ๕ ปี

ประเด็นที่ ๓ ส.ส. หรือผู้เคยเป็น ส.ส. ก็ไม่ต้องเว้นวรรค ๕ ปีเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ ๔ รัฐมนตรี สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนก็ไม่ต้องเว้นวรรค ๕ ปีเช่นเดียวกัน

ท่านประธานครับ การแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการตัดข้อต้องห้ามของ ผู้สมัคร ส.ว. ออกเกือบทั้งหมด ผมถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการ ดําเนินการ โดยขัดหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราพิจารณาอยู่ เพราะว่าหลักการ ท่านเขียนไว้เพียงสั้น ๆ ว่าให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งและกําหนดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไว้ใน ๑๐ มาตรา ซึ่งรวมถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในร่างมาตรา ๑๑๕ นี้ด้วย แต่ในร่าง ครม. ที่ผ่านวาระที่หนึ่งยังยืนตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือห้าม ส.ส. พ่อแม่ลูกผัวเมียของ ส.ส. และนักการเมืองลงสมัคร ถ้าจะลงต้องเว้นวรรค ๕ ปี รวมถึงข้อต้องห้ามอื่น ๆ เมื่อคณะกรรมาธิการแก้ไขด้วยการ ตัดออกจึงถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักการ เพราะว่าท่านเสนอการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาเอง ท่านกําหนดไว้เฉพาะให้ที่มาของ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แล้วท่านก็กําหนดการแก้ไขไว้ยืนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านมาแก้ไขตรงนี้เสียเอง นะครับ รวมถึงการแก้ไขข้ออื่น ๆ ที่ข้อต้องห้ามของผู้สมัครที่ทําให้ขัดหลักการของรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุล ผมคิดว่าตรงนี้คือปัญหา ถ้าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แน่จริง ท่านอย่าเปลี่ยนนะครับ เพราะว่าตรงนี้ชัดเจน ก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยมือ ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ผมเชื่อสิ่งที่ผมยืนยัน ณ ที่นี้มันเป็นจริง การแก้ไขที่ ทําให้กลับไปเป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง สภาครอบครัว สภาทาส เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีปัญหา แล้วก็นําไปสู่การแก้ไขโดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาใหม่ ด้วยการแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างขึ้น โดยผ่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปทําประชาพิจารณาทั่วประเทศทั้ง ๔ ภาค สอบถามคณะกรรมการองค์กรอิสระทุกองค์กร ก็ได้คําตอบมา แล้วก็จึงออกมาเป็นลักษณะที่ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ปลอดจากการยึดโยงทางการเมือง ที่ทําให้ถอยห่างทางการเมือง ท่านประธานครับ การตัดออกของคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ใช้เหตุผล ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถ คนที่ผมเคารพว่าท่านไม่ต้องการตัดสิทธิ เพราะ ผู้ตัดสิทธิคือประชาชน ทําให้แก้ไขแล้วกลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และแย่ยิ่งกว่า ปี ๒๕๔๐ เสียอีก เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังให้ ส.ส. และนักการเมืองเว้นวรรค ๑ ปี ส.ว. เว้นวรรค ๒ ปีด้วยซ้ํา แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็บอกว่าไม่ต้องเว้นวรรคเลย ลาออกวันนี้ ถ้าหากว่ามีผลก็สามารถสมัครเข้ารับการเลือกตั้งได้ทันที ตรงนี้มีปัญหานะครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านไม่ได้เขียนห้าม พ่อแม่ลูก คู่สมรสลงสมัคร แล้วก็เป็นที่มาของ สภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง อันนั้นก็เกิดปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วก็ได้ถูกแก้ไขแล้ว แต่นี่ท่านจะนํากลับเข้ามาอีก คือนําปัญหาที่ได้รับการแก้ไขที่เขาแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านนําสิ่งที่เป็นปัญหานี้กลับเข้ามาอีกเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีตแล้วว่ามีปัญหา แต่ทําไม ท่านถึงยังเอากลับเข้ามาอีก อันนี้ไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ ในการยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาครอบงํา โดยบุคคลที่อยู่ ในครอบครัวเดียวกัน ท่านประธานครับ ในกรณีที่เราจะถอดถอน ส.ส. สักคนหนึ่งโดย ส.ว. ถ้าเขาอยู่ครอบครัวเดียวกัน แล้วไปปรึกษากันที่บ้าน แล้วมันจะถอดถอนได้อย่างไรนะครับ เพราะว่าในหลักการนี้เราต้องให้ ส.ว. นี้สามารถดํารงความเป็นกลาง โปร่งใส แล้วก็ปลอด จากการแทรกแซง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ ส.ว. เป็นอิสระครับ ไม่ต้องการ ให้มีฐานทางการเมือง ไม่ต้องการให้มีการยึดโยงทางการเมือง ถ้าหากว่า ส.ว. มีความใกล้ชิด ส.ส. ในลักษณะเครือญาติ การทํางานก็จะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ความเป็นอิสระ ในการทําหน้าที่ก็จะหายไป เพราะฉะนั้นการแก้ไขคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามดังกล่าวนี้ ผมถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ ส.ว. เป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจากการแทรกแซง อันนี้ประสบการณ์มีมาแล้วใน ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เขาเรียกว่า สภาทาส แล้วก็ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ เขาเรียกว่า สภาผัวเมีย สภาผัวเมียในปี ๒๕๔๙ ยังไม่ได้ทํา ปฏิบัติหน้าที่ก็ถูกปฏิวัติไป ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่แล้วมันจะเลวร้ายขนาดไหน ผมขอย้ําอีกทีนะครับท่านประธาน

สําหรับมาตรา ๑๑๕ (๖) ยกเลิกข้อความสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารง ตําแหน่งใดในพรรค ไม่ต้องเว้นวรรคห้าปี

มาตรา ๑๑๕ (๗) ยกเลิกข้อความหรือเคยเป็น ส.ส. และพ้นจาก ส.ส. ไม่เกิน ห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง

มาตรา ๑๑๕ (๙) ยกเลิกข้อความหรือเคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา

การยกเลิกข้อความดังกล่าวทําให้ข้อต้องห้ามถูกยกเลิกแล้วก็มีโอกาสสูญเสีย ความเป็นกลาง ซึ่งเราต้องการนะครับ เพราะว่าในการทําหน้าที่ที่ต้องเป็นกลางนี้ เพราะว่า มันมีหน้าที่ของ ส.ว. ที่ไปเกี่ยวข้อง แล้วก็จะต้องดํารงความเป็นกลางอยู่มากมาย ซึ่งผมก็จะ ลําดับความสําคัญตรงนี้ต่อไป แต่ว่าในกรณีที่ท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข ให้สามารถลาออกจากตําแหน่งวันนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถเข้าสมัครรับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. ได้ อิทธิพลฝ่ายการเมืองจะมีบทบาทต่ออํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเพิ่มขึ้น การตรวจสอบถ่วงดุล หรือ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) มันจะหายไปและก็ไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในการแก้ไขครั้งนี้จะทําให้ ส.ว. ขาดความเป็นกลาง ถูกแทรกแซงทางการเมืองเอื้อประโยชน์ต่อ ส.ส. และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ สามารถลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการตรวจสอบ และถ่วงดุล ท่านประธานครับ หน้าที่ของ ส.ว. มีง่าย ๆ ๔ ประการ

ประการแรก คือ การกลั่นกรองกฎหมาย ท่านประธานลองคิดดูแล้วกัน ถ้าหากว่า ส.ว. อยู่เป็นพวกเดียวกับรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างมากในทีนี้ผมไม่ได้ หมายถึงว่าพรรคเพื่อไทย เพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่เป็นรัฐบาลจนชั่วฟ้าดินสลาย วันหนึ่งก็เปลี่ยนขั้ว อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในอนาคต ก็ได้ แต่ปัญหาก็คือว่าเสียงข้างมากคุม ส.ว. ได้ เพราะฉะนั้นการกลั่นกรองกฎหมาย ถ้าหาก ว่าเรายังมี ๒ สภาอยู่ การกลั่นกรองกฎหมายก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเสียงข้างมาก หรือเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการเขียนกฎหมายตามที่ตัวเองต้องการ มันก็จะกลายเป็น กฎหมายที่ไม่ได้ใช้บังคับกับประชาชนทั้งประเทศ มันใช้เฉพาะตามความต้องการของรัฐบาล หรือเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นอํานาจในการกลั่นกรองกฎหมายก็จะเบี่ยงเบนไป เพราะว่า รัฐบาลก็ปราศจากปัญหาและอุปสรรค ในการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งองค์กรอิสระและองค์กรอื่นรวมทั้งศาลเป็นหน้าที่ที่สอง ซึ่งผมจะเรียงลําดับว่ามีการแต่งตั้ง หรือเห็นชอบประการใดบ้าง

ข้อที่ ๑ ท่านประธานเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ คน ซึ่งไม่เป็นข้าราชการ ตุลาการให้ดํารงตําแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ข้อที่ ๒ เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒ คน ให้ดํารงตําแหน่งกรรมการ ตุลาการศาลปกครอง

ข้อที่ ๓ ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตําแหน่ง ภายหลังจากที่คณะกรรมการอัยการมีมติ

ข้อที่ ๔ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. จากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อจํานวน ๓ คน และที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาแล้วเสนอรายชื่อ ๒ คน

ข้อที่ ๕ ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจาคณะกรรมการ สรรหาเพื่อให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ จํานวน ๒ คน และสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น จํานวน ๒ คน

ข้อ ๖ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน จากที่ คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อจํานวน ๓ คน

ข้อที่ ๗ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้จากที่ คณะกรรมการสรรหาเสนอ จํานวน ๙ คน

ข้อที่ ๘ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้จากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อ จํานวน ๗ คน

ข้อที่ ๙ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติจากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อ จํานวน ๗ คน

ข้อที่ ๑๐ หน้าที่ตามกฎหมายอื่น พิจารณาคัดเลือก กสทช. จํานวน ๑๑ คน จากที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ ๒๒ คน แล้วก็คัดเลือกกรรมการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติงานของ กสทช. จํานวน ๕ คนจากที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ ๑๐ คน ตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

อันนี้เป็นหน้าที่ที่เห็นชอบแล้วก็คัดเลือก แต่ ส.ว. ยังมีบทบาท อํานาจ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยการเข้าชื่อเสนอให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพฤติกรรมของสมาชิกและพรรคที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและอํานาจถอดถอน และให้พ้นจากตําแหน่ง ควบคุมการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ถอดถอน บุคคลให้ออกจากตําแหน่งดังมีตําแหน่งต่อไปนี้ครับ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรี ส.ว. ก็ถอดถอนได้ รัฐมนตรีก็ถอดถอนได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือท่าน ส.ส. ทั้งหลาย ก็ถอดถอนได้ แล้วก็ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ถอดถอนประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านผู้พิพากษาทุกคน ตุลาการ พนักงานอัยการหรือผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงผู้ใดที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติส่อไปในทาง ทุจริตต่อหน้าที่ต่อตําแหน่ง ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้ก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และมีหน้าที่ให้ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๘ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. มีล้นฟ้า การแต่งตั้งอาจจะแค่เห็นชอบหรือว่า แต่งตั้งในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหามา แต่ท่านอย่าประมาทนะครับ เพราะว่าการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระเพียงคนเดียว คนเดียวมันก็ทําให้ประเทศไทย วุ่นวายมาได้ทุกวันนี้ แต่คนเดียวในคณะกรรมการองค์กรอิสระมันก็เกิดขึ้นมาได้ แล้วก็ เรื่องของการถอดถอน ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้มานานเกือบ ๖ ปี ท่านประธานก็เห็นได้ชัดเจนว่า ส.ว. ไม่มีน้ํายา ถอดถอนใครไม่ได้ แต่ท่านอย่าประมาทครับ ถ้าหากว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญร่างฉบับนี้แก้ไขได้ แล้วก็ถ้าหากว่าเกิด ส.ว. เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. มันเกิดขึ้นมาได้ครับท่านประธาน แล้วตรงนั้นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เรานิ่งเฉยไม่ได้ ในส่วนกรณีที่ทางคณะกรรมการเสียงข้างมากมีการ แก้ไข เอาเฉพาะที่ผ่านวาระที่หนึ่ง ของการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ร่างที่ผ่าน ครม. มานี้มีการแก้เล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลในร่างมาตรา ๑๑๕ ใน (๖) และ (๗) อันนี้ผมรับได้ แต่ในมาตราที่เหลือ ผมเห็นว่ามันเป็นมาตราที่เป็นปัญหา แล้วก็ขัดต่อ หลักการตามที่ผมพูดไปแล้ว แล้วก็ผมคิดว่าในกรณีนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านไม่ได้ คํานึงถึงปัญหาในอดีตและไม่ได้คํานึงถึงที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งต้องการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องสภาทาส ปัญหาเรื่องสภาผัวเมีย แล้วก็ผ่านทั้งการทําประชาพิจารณ์ ผ่านทั้งการทําประชามติ แล้วท่านก็กลับมาแก้ไขให้ ส.ส. และเครือข่ายลงสมัคร ส.ว. ได้โดย ไม่ได้ต้องเว้นวรรค ๕ ปี ตรงนี้ผมคิดว่าท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านต้องทบทวน แล้วก็ในกรณีนี้ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนิดหนึ่งว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ท่านประธานทราบไหมครับ ทําไมเขาถึงเรียกว่า สภาผัวเมีย ในวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ ยังไม่ได้ ทําหน้าที่เลย ท่านทราบไหมครับท่านประธาน มีผัวเมียอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อยู่ทั้งหมด ๑๗ คู่ ถ้าหากว่ารวมเครือญาติด้วยทั้งสองสภานี้จะมีอยู่ทั้งหมด ๒๔ คู่ รวมแล้วมีเครือข่าย นักการเมืองอยู่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ และอันนี้ก็คือรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ได้แก้ไข ที่แก้ไขแล้ว ก็เป็น ส.ว. ในชุดนี้ ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วย แล้วก็มีเพื่อน ส.ว. เลือกตั้ง ความคิดเห็นมันแตกต่างกัน แต่ว่าพวกเราก็ตั้งใจทํางาน อาจจะมีการขัดแย้งกันบ้าง แต่แม้กระทั่งกับท่านประธานเอง ก็มีการขัดแย้งกับผมด้วย แต่ว่าเราก็ตั้งใจทํางานครับท่านประธาน เราต้องการให้งาน มันออกมาดี เราต้องการให้ประโยชน์มันเกิดขึ้นกับประเทศชาติ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กําลังจะแก้ไขให้กลับไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และแย่ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะไม่มีการเว้นวรรคเลย เดิม ส.ว. ๒ ปี ส.ส. ๑ ปี กรณีอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ผมไม่เข้าใจนะครับ เพราะว่าในกรณีที่มันมีสภาที่มีการยึดโยงเรื่องของเครือข่าย นักการเมืองอยู่ในสภานี้ มันกําลังจะบ่งบอกว่าสภานี้จะไม่อิสระ เพราะว่า ส.ว. เมื่อเข้ามา คนเดียว เป็นคู่เดียว เข้ามานี้เขาก็จะมีการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ส.ว. ด้วยกัน การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ส.ว. นี้มันเป็นวัฒนธรรมของชาติ เกรงใจกัน เอาละ ไม่พูด ถึงเรื่องเงินทองก็แล้วกัน เอาเฉพาะความเกรงใจกัน ตรงนี้มันก็ไม่ได้เป็นอิสระอย่างที่ควรจะ เป็นแล้ว เพราะว่าผู้ที่เป็นเครือข่าย ผู้ที่เป็นครอบครัวเขามันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มันอยู่ใน นักการเมืองเดียวกัน แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นในลักษณะร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานี้ พรรคไหนกุมเสียงข้างมากของ ส.ส. ได้ ก็กุมเสียงข้างมากของ ส.ว. ได้ เพราะท่านใช้ฐาน การเลือกตั้งมาจากที่เดียวกัน ท่านใช้ฐานการเลือกตั้งมาจากแหล่งเดียวกันนะครับ ท่านประธาน ท่านทราบไหมครับว่าการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําไมเขาถึงให้เว้นวรรค ๕ ปี แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากกําลังจะแก้ให้เป็นไม่ต้องเว้นวรรค สมัครพรุ่งนี้ วันนี้ ก็ลาออกมีผลใช้ได้เลย ท่านทราบไหมครับว่าทําไมเขาถึงให้เว้นวรรค ๕ ปี เขาต้องการให้ ถอยห่างทางการเมือง ต้องการให้การยึดโยงทางการเมืองให้มันจางลงไป แล้วเขาคิดว่า ระยะเวลา ๕ ปี เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทิ้งช่วงระยะเวลาให้สังคมได้ตัดขาด ไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกันแล้วจึงสมัครได้ แต่ว่าในความคิดเห็นส่วนตัวผมนี้ ผมมีประสบการณ์ว่า ๕ ปี มันไม่พอหรอก จะให้ดีสัก ๑๐ ปีก็แล้วกัน แต่ว่าท่านประธานกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดได้อย่างไร ๕ ปีมันไม่ดี มันเป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองแล้วทั้งหมด ก็ควรจะตัด ออกไปเลย ให้สิทธิเขาเลย ท่านคิดได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจตรงนี้นะครับ เพราะถ้าหากว่า ท่านแก้ไขแล้วตรงนี้ ฐานเสียงเอย ฐานคะแนนเอย หัวคะแนนจากฐานของ ส.ส. ของ พรรคการเมืองนั้น ก็จะเข้ามาเป็นฐานของ ส.ว. เพราะว่าเขตการเลือกตั้งมันทับซ้อนกับ การเลือกตั้งของ ส.ส. สุดท้ายเราก็จะได้พรรคพวกของ ส.ส. รัฐมนตรี นักการเมืองในปัจจุบัน เข้ามาเป็น ส.ว. ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง นําไปสู่ การกินรวบอํานาจเบ็ดเสร็จ ในอํานาจที่เรามี ๓ ฝ่าย มี ๓ อํานาจ ก็คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ อํานาจทั้ง ๓ นี้จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล หรือ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ แต่ว่าที่เป็นอยู่นี้ก็คือ อํานาจบริหารมันไม่ได้จากเสียงข้างมากของ ฝ่ายนิติบัญญัติ มุ้งต่าง ๆ ก็มารวมกับเสียงข้างมาก ก็ไปเป็นฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้น ก็จะเหลือโดดเดี่ยว อํานาจตุลาการ ถ้าหากว่าท่านไปรวบอํานาจของตุลาการ เพราะ ส.ว. เลือกตั้งที่จะมาใหม่ไม่มีอิสระนะครับ กดปุ่มได้ ไปเลือกคนที่ไม่ควรจะเป็น กรรมการใน องค์อิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือถอดถอนคนที่ไม่ควรจะถูกถอดถอน เพราะฉะนั้น ความเป็นอิสระตรงนี้หายไป ปัญหาก็คือว่าอํานาจตุลาการที่คอยคานอํานาจฝ่ายบริหารนี้ ก็ต้องหมดสิ้นลง ตรงนี้ผมคิดว่าประเทศชาติก็มีปัญหา ปัญหาอะไรครับท่านประธาน ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน การกินรวบอํานาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวบอํานาจทั้ง ๓ อํานาจ มันทําให้ไม่มีคนตรวจสอบ นําไปสู่การคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะสเกล (Scale) ใหญ่มากมาย ขนาดไหนก็ตาม ท่านประธานครับ การจัดอันดับดัชนีภาพลักษณะคอร์รัปชันขององค์กร ความโปร่งใสสากล ไทยได้คะแนนเพียง ๓๗ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน ในปี ๒๕๕๕ ถดถอยจากลําดับที่ ๘๐ ไปเป็นลําดับที่ ๘๘ แล้วก็เมื่อมีการสํารวจในระหว่างเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ ถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ จากกลุ่มตัวอย่าง ๑,๐๐๐ คนในประเทศไทย โดยองค์กรความโปร่งใส ไม่ใช่องค์กรที่จัดทําโพลล์ (Poll) ต่าง ๆ นะครับ เพราะพวกนั้น มันเชื่อถือไม่ได้ แต่ทีนี้องค์กรที่เขาสํารวจทั่วโลกภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ ระเบียบเดียวกัน พบว่าร้อยละ ๖๖ มองว่าทุจริตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๒๕ มองว่าเท่าเดิม ท่านประธานครับ ตัวเลข ผมเอามาในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมเอามาในสถานการณ์ที่ ส.ว. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ไขแล้ว ผมยังให้เครดิต (Credit) ว่า ส.ว. ชุดนี้ ซึ่งรวมทั้งสรรหาและเลือกตั้ง เป็น ส.ว. ที่ดี เพราะมาตามรัฐธรรมนูญ ไม่ห่างกับการยึดโยงทางการเมืองตั้ง ๕ ปี แล้วยังมี ดัชนีคอร์รัปชันมากขนาดนี้ ลําดับการคอร์รัปชันถดถอย หมายถึงประเทศไทยมีคอร์รัปชัน มากมาย ประชาชนร้อยละ ๖๖ เชื่อว่าคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น ในขณะที่พวกเราเป็น ส.ว. มา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปแย่กว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วจะให้ผมมาคิดว่าคอร์รัปชันในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ณ วันนี้ท่านประธาน ทราบไหมครับ ผมได้ยินคําพูดกรอกหู เข้าหูตลอดเวลาว่านักการเมืองหรือข้าราชการก็เถอะ ชักเปอร์เซ็นต์ร้อยละ ๓๕ ร้อยละ ๔๐ ร้อยละ ๔๕ ท่านประธานครับ ผมสงสารประเทศไทย ผมอยากจะร้องไห้ ประเทศเราเป็นอย่างนี้แล้วครับ งบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท มันจะไปถึงประชาชนเท่าไร แล้วเราเพิ่งผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีไป แต่ว่าถ้าหากว่าท่านประธานและท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านยังยืนยัน ผมเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ผมเป็นห่วงว่าคอร์รัปชันของประเทศชาติมันจะใหญ่ มันจะมากขึ้น จนรัฐบาลไม่มีเงินไปบริหารราชการแผ่นดิน โปรดเถอะครับ ผมขอไหว้ละครับ ท่านประธานกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านแก้ไขเถอะครับ แล้วถ้าจะให้ดีท่านแก้ไข หลาย ๆ มาตราทั้งภาพรวม คือไม่ใช่เฉพาะมาตรานี้หรอกนะครับ ท่านถอยเถอะครับ แต่ถอยหลาย ๆ มาตราที่มันเกี่ยวโยงกัน แต่ถ้าจะเอามาจาก ส.ว. เลือกตั้งตามเจตนารมณ์ เดิมผมก็ไม่ว่า เพราะว่ามันผ่านหลักการและเหตุผลมาแล้ว แต่ถ้าล้มไปด้วย ได้ด้วยก็ยิ่งดี แต่ท่านถอยในเรื่องของการยึดโยงการเกาะเกี่ยวทางการเมือง ที่ให้ ส.ว. มีความเป็นอิสระ สามารถคัดสรรกรรมการในองค์กรอิสระ กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยความอิสระ โดยความเที่ยงธรรม ได้คนดีเข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เพื่อจะได้ไปทําหน้าที่ของตุลาการ ตัดสิน พิพากษา ลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ผมขอไหว้วอนท่านอีกสักครั้งหนึ่งครับ ท่านช่วยทบทวนด้วย เพื่อประเทศชาติ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชํานิครับ เชิญครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ แล้วก็ได้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายคัดค้านไม่เห็นด้วย รวมทั้งการสงวนความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ กันไปอย่างกว้างขวาง เราเดินทาง กันมาหลายมาตรา มีความเห็นค่อนข้างเข้มข้นและใช้เวลานานถึง ๗ วัน ผมไม่ได้สงวน คําแปรญัตติไว้เลยในมาตราก่อน ๆ เพราะทราบดีว่ามีเพื่อนสมาชิก รวมทั้งคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้ให้ความเห็นกันไปอย่างกว้างขวางแล้ว ผมตั้งใจเลือกที่จะสงวนความเห็นไว้ ในมาตรา ๕ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๕ เป็นการเฉพาะ ทําไมหรือครับท่านประธาน ผมตั้งใจที่จะ แก้ไขแล้วก็สงวนความเห็นในมาตรานี้ เพราะว่าเป็นมาตราที่เป็นศูนย์กลางของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มาตราที่แล้วมานั้นเป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบ เป็นผลผลิตร่วม เจตนารมณ์ของผู้เสนอแก้ไขในครั้งนี้เขาต้องการที่จะเสนอให้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ (๙) เราไม่ต้องการให้เพื่อนสมาชิกได้หลงประเด็นในการแก้ไขแล้วก็พูดไปในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง เป็นเรื่องจริง เป็นปัญหาหลักการ การเสนอแก้ไขในครั้งนี้จะขัดต่อ หลักการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมเห็นด้วยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ประการสําคัญก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไขที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอน เป็นการขัดต่อการมีหรือไม่มีวุฒิสภาแน่นอน ข้อเท็จจริงของการเสนอการแก้ไข ที่ผมบอกว่าได้มีการเสนอแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ (๙) มาตรา ๑๑๕ (๙) เดิมเขียนอย่างไรครับ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน เขียนว่า ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือเคยเป็น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าว มาแล้วยังไม่เกินห้าปี ความนี้เป็นข้อห้ามไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นอยู่ในสมัยปัจจุบัน แล้วจะครบวาระในต้นปีหน้านี้ลงสมัครเลือกตั้งได้อีก ตรงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงข้อยกเว้น ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขบังเอิญ แต่เป็นเงื่อนไขเฉพาะที่กําหนดในการห้ามคุณสมบัติของบุคคลอื่น ๆ ไม่ให้สมัครเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานว่า ความข้อนี้ เป็นความเพียงสั้น ๆ แต่ว่าเป็นข้อความที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวและลอย ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ผูกพันสามารถที่จะให้คําอธิบายกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ว่า ประเทศไทยเราจําเป็นต้องมีหรือไม่มีวุฒิสภา ประเทศไทยเราพูดด้วยความรู้สึกอยากจะให้ ได้อํานาจ พูดด้วยความรู้สึกอยากจะมี อยากจะเป็นมาตลอด หรือบางครั้งพูดอยากให้ สถานะของตัวเองนั้นดํารงอยู่แล้วอยู่อย่างมีเกียรติ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี บ้างก็เรียกการมี วุฒิสภาว่าเราคือ สภาสูง บางครั้งเราเรียกสมาชิกวุฒิสภาว่านอกจากจะเป็นสภาสูงแล้ว บางครั้งเรียกว่า เป็นสภาพี่เลี้ยง ท่านประธานครับ ระบบของวุฒิสภาไทยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาสูง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง มันเป็นภาษา เป็นถ้อยคําของการกําหนดให้มี หรือไม่ให้มีวุฒิสภา ประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารทุกครั้งมีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมา ทําหน้าที่แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็จะรักษาสิ่งนี้ไว้ ดูแลในช่วงเวลาหนึ่ง ต่อมาเมื่อหลังจากรัฐประหารแล้ว ใช้อํานาจกันไปนานแล้ว ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญเสมอ และการมีรัฐธรรมนูญเสมอนี้ท่านประธานคงจําได้ครับว่า เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกครั้งประเทศไทยจะต้องถกเถียงกันอีกว่าเราควรมีวุฒิสภาไว้หรือไม่ ในอดีตเผด็จการ บอกว่าต้องมีเพราะประชาชนคนไทยยังเลือกสมาชิกวุฒิสภา ยังเลือกผู้แทนราษฎรไม่เป็น ความรู้เรายังน้อย เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องให้มีวุฒิสภาไว้เพื่อให้ทําหน้าที่เป็นสภาพี่เลี้ยง แท้จริงแล้วสภานั้นเป็นเพียงสภาที่รักษาดุลอํานาจของรัฐบาลก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากประชาชน ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความจงใจที่จะไปว่ากล่าวของความดี หรือไม่ดีในการมีวุฒิสภา แต่ว่าข้ออ้างการมีวุฒิสภาในวันนั้นจึงเป็นข้ออ้างเพียงเพื่อรักษา ดุลอํานาจของรัฐบาลก่อนมีการเลือกตั้ง ประเทศไทยได้มีการร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง แล้วถกเถียงอย่างนี้ทุกครั้งจริง ๆ ท่านประธานไปอ่านประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้เลย ครับ ทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งนั้นจะต้องถกเถียงว่าต้องมีวุฒิสภาหรือไม่ และคําอธิบายกลับมาอีกก็คือว่าจําเป็นจะต้องมี เพราะอย่างนั้น ๆ มีเหตุผลให้กับการมี หรือไม่มี ท่านสามารถ แก้วมีชัย เป็นคนรุ่นเดียวกับผม หลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม เราได้มี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการร่างครั้งสําคัญของประเทศไทย อาจารย์มหาวิทยาลัย ในขณะนั้นได้ออกมาร่วมร่างกับเรา อาจารย์ที่สอนรัฐศาสตร์ให้กับเราก็มาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ในวันนั้น และวันนั้นท่านประธานครับ ประเทศไทยได้มาถึงจุดสําคัญอีกครั้งหนึ่งมี สภาผู้แทนราษฎรแน่ นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งแน่ แต่สมาชิกวุฒิสภาจะมีหรือไม่ วันนั้นเป็นวันที่ถกเถียงและมีข้อจํากัดที่รุนแรงที่สุดและเข้มข้นที่สุด หาคําอธิบายให้การมี หรือไม่มีวุฒิสภาไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่วุฒิสภามีอํานาจเบาบางที่สุดคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญไม่ได้มีให้อํานาจวุฒิสภาเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และก็ไม่ได้ให้อํานาจ วุฒิสภาเหมือนกับก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะเกิด ๑๔ ตุลาคม เพราะฉะนั้นท่านประธาน คงเห็นนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ จึงกําหนดให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งแต่ว่า อํานาจน้อยมาก วุฒิสภาในวันนั้นจึงเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และที่ผมใช้คําว่า จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง อีกต่อไป และจึงไม่มีสิ่งที่จะเป็นสภาสูง อีกแล้ว เพราะประธานสภาผู้แทนราษฎรเขาเป็นประธานรัฐสภา ถ้าประธานวุฒิสภาเป็น ประธานสภาสูงเขาก็ต้องให้ท่านประธานวุฒิสภาไปเป็นประธานรัฐสภา ผมอธิบายความตรงนี้ เพื่อยืนยันกับท่านประธานว่าการมีหรือไม่มีวุฒิสภานั้นอยู่ที่การออกแบบหลังจากการมี รัฐธรรมนูญทุกครั้ง และการออกแบบทุกครั้งไปรับใช้ภารกิจ เมื่อตกลงกันได้ว่าวุฒิสภาต้องมี จึงจําเป็นต้องมีภารกิจ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็ถกเถียงเรื่องนี้กันรุนแรงมาก ผมเป็นคนหนึ่งที่ยกมือรับรองรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลังจากที่สภาล่างเขาร่างกันมาแล้ว และวันนั้นท่านประธานครับ ประเทศไทยตกลงกันได้ว่า วุฒิสภาต้องมี และมีความสําคัญต่อระบบการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด เพราะประเทศไทย ไม่เพียงแต่มีอํานาจเพียง ๓ ฝ่าย ในการบริหารประเทศเท่านั้น ไม่เพียงแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่เรายังต้องมีองค์กรอิสระขึ้นมาทําหน้าที่ตรวจสอบ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองไทย ใครจะทําหน้าที่ตรงนี้ และคําอธิบายวันนั้นจึงให้กับวุฒิสภา ผมไม่ตั้งใจจะพูดให้ยาวออกไปท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ต้องกังวล แต่ผมกําลังเล่าให้ท่านประธานฟังตรงนี้ว่าการออกแบบให้มี วุฒิสภาอยู่ต่อไปนั้นกําหนดบนพื้นฐานของการกําหนดอํานาจหน้าที่ที่ผมต้องทบทวน การมีอํานาจหน้าที่ เพราะวุฒิสภาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ จนมาถึงปัจจุบันนี้เป็นครั้งแรก ที่วุฒิสภาได้ถูกกําหนดอํานาจแล้วมีอํานาจที่เป็นพิเศษ เมื่อกําหนดให้มีอํานาจเป็นพิเศษ เช่น บอกว่าวุฒิสภาทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย วุฒิสภาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภาให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญ ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ ให้บุคคลดํารงตําแหน่ง วุฒิสภาให้ความเห็นชอบในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง และให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาเมื่อมีการยุบสภา ท่านประธานครับ การกําหนดให้ที่มีอํานาจ หน้าที่อย่างนี้เป็นพิเศษอย่างนี้ จึงต้องบอกว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาเริ่มไปสัมพันธ์ไปอยู่ภายใต้โครงสร้างไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขและไปสู่ภายใต้ กิจกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เขาจึงกําหนดคุณลักษณะพิเศษของคนที่มาทําหน้าที่วุฒิสภาขึ้น เมื่อทําหน้าที่เป็นลักษณะพิเศษอย่างนี้ กําหนดให้มีอํานาจเฉพาะอย่างนี้ เขาจึงกําหนด คุณสมบัติเฉพาะ คนอย่างผมเป็นวุฒิสภาไม่ได้ เพราะผมไปทําหน้าที่อย่างอื่นเสียแล้ว เขาต้องมากําหนดคนที่มีอํานาจหน้าที่เฉพาะขึ้นมาให้ดํารงตําแหน่ง เขาถึงกําหนดที่มาของ คนที่จะมาดํารงตําแหน่งนี้เป็นพิเศษแตกต่างไปจากระบบอื่น ๆ ประเทศไทยมีจาก การเลือกตั้งอยู่ ๔ แบบ เลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ลงเลือกตั้ง ท้องถิ่นสังกัดพรรคก็ได้ ไม่สังกัดพรรคก็ได้ ลงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบ การเมืองของประเทศนี้เป็นระบบของเสียงข้างมากเป็นผู้แทนของปวงชน พรรคการเมือง มีอุดมการณ์ มีเจตนารมณ์มีกระบวนการในการทํางานทุกคนต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าจะลงผู้แทนราษฎร และถ้าจะเป็น ส.ว. อย่าว่าแต่เป็นสมาชิกพี่น้องครับ เขาไม่ให้เข้าใกล้ เสียด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่ถูกกําหนดไว้ว่ามันเป็นเงื่อนไขที่มีความแตกต่างและเป็นความแตกต่าง พิเศษบอกไปอีกว่าคนมาทําหน้าที่พิเศษนี้เป็นได้ครั้งเดียวให้อยู่ในวาระเดียว ไม่ต้องการ ให้เป็นต่อเนื่องไม่ต้องการให้เสพติด ไม่ต้องการให้ใช้อํานาจล้นเกิน ไม่ต้องให้ไปผูกพัน กับระบบอื่น ๆ อีกเป็นแล้วต้องยุติ เป็นแล้วเป็นอีกไม่ได้ หัวใจสําคัญของเราที่ต้องพูดจากัน ในการแก้ไขวันนี้ก็คือวุฒิสภาที่เสนอแก้ไขครั้งนี้ เสนอมาแล้วเป็นแล้วเป็นอีก เป็นแล้วเป็นอีก จากไหนครับ ปี ๒๕๔๐ อ้างกันทุกวัน ดีใจกันเหลือเกินเก่งมากชอบศรัทธาเป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๔๐ เป็นแล้วเขาให้เป็นอีกหรือครับ เขาก็ไม่ให้เป็น แล้วเที่ยวนี้แก้อะไร ผมบอก ท่านประธานเลยครับว่าที่เถียงกันในมาตรา ๓ เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งพูดกันให้มันเกินเลยไป เท่านั้นเอง พูดให้เกินเลยอย่างไรครับ ก็ ส.ว. ปัจจุบันมันเลือกตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่บางส่วนมาจาก ความหลากหลายก็ใช้อีกกระบวนการหนึ่ง เพราะกระบวนการเลือกตั้งมันได้หลากหลาย ไปทั้งหมด นี่คือเป็นกระบวนการที่ถูกกําหนด แล้วไม่เพียงกําหนดว่าให้อยู่ในวาระเดียว เท่านั้น เขากําหนดระยะเวลาเป็นการเฉพาะอีก ผู้แทนราษฎร ๔ ปี อบจ. ๔ ปี เทศบาล ๔ ปี อบต. ๔ ปี แต่ว่า ส.ว. เขาบอกเอาไปเลย ๖ ปี เพราะอะไร เขาไม่ต้องการให้อยู่ในระยะเวลา ที่มันอาจจะสั้นเกินไปไม่พอทํางาน แต่ก็ไม่ยาวเกินไปในเวลาที่ล้นเกิน นี่คือเป็นเงื่อนไขที่ ถูกกําหนด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้ เรื่องสําคัญหัวใจสูงสุดต้องย้อนกลับมาสู่ที่มาตรา ๑๑๕ (๙) ที่ได้มีการเสนอแก้ไขเป็นอย่างนี้ครับ แก้ไขว่าไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา ความข้อนี้ เป็นข้อความที่ถูกเขียนขึ้น แล้วผมบอกกับท่านประธานว่าขัดต่อเจตนารมณ์การมีระบบ วุฒิสภา ผมได้ให้ความเห็นนี้ต่อกรรมาธิการ เราถกเถียงกันด้วยความเคารพ ให้ความเห็น กันอย่างตรงไปตรงมาและเป็นประเด็นในทางการเมือง ผมบอกว่าการมีหรือไม่มีวุฒิสภา การมีวุฒิสภาอย่างไร มีระบบเป็นอย่างไร ทั้งหมดเป็นชุดความคิด เป็นชุดความคิดของระบบ การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราเห็นเป็นการส่วนตัวว่าควรจะให้มีหรือไม่ให้มี

(นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาภาควิชาชีพ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชํานิครับ ขอโทษครับ ขอขัดจังหวะนิดเดียว ท่านวิชาญท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ บอกข้อบังคับ บอกหัวข้อ ประท้วงครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๕ ครับ เรื่องการควบคุมการประชุม ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าต้องขออภัยท่านที่กําลังอภิปรายอยู่นี้นะครับ ท่านสงวน คําแปรญัตติไว้มันมีประเด็นเดียวที่ต่างจากกรรมาธิการนะครับ ก็คือใน (๘) ท่านเพิ่ม มาตรา ๑๐๒ (๑๐) เพิ่มขึ้นอีก ๑ เป็นข้อเดียวนะครับที่เพิ่มขึ้นมา ฉะนั้นท่านประธานต้อง ควบคุมว่าท่านควรจะอภิปรายเฉพาะประเด็นที่ท่านเห็นต่างจากกรรมาธิการ ที่ท่านเพิ่มขึ้นมา คือใน (๘) ที่ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้สมัครรับเลือกตั้งตาม มาตรา ๑๐๒ (๑๐) ก็คือว่า ไม่เคยเป็นผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นวุฒิสภา ประเด็นเดียวครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

(๕) (๖) (๗) ท่านขอตัด แต่ยังคงไว้บางอย่างนะครับ (๘) ท่านเพิ่ม (๙) ท่านตัดอีก ซึ่งท่านกําลังจะเข้าสู่ประเด็น อยู่แล้วนะครับ เชิญท่านชํานิต่อครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลัง จะบอกว่าผมได้อภิปราย ผมไม่เห็นด้วยในสิ่งที่แก้ไข พร้อมทั้งผมได้สงวนความเห็นเพิ่มเติม สงวนความเห็นของผมไว้ซึ่ง ผมยังไม่ถึงประเด็นที่จะต้องใส่ข้อความตามที่ท่านสมาชิกลุกขึ้น ท้วงติง ท่านประธานครับ ผมเขียนแน่นอน และนี่เป็นประเด็นที่ผมคาดหวัง การอภิปราย ของผมในวันนี้กับเพื่อนสมาชิกว่า เราต้องลงมติกัน แล้วผมยังคิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญของเรา จะผ่านหรือไม่ผ่าน ผ่านแล้วสําเร็จหรือไม่สําเร็จอยู่ตรงมาตรานี้ ท่านประธานครับ มาตรานี้ จึงเป็นเรื่องที่มีกระบวนการในการที่ยาวมาที่ผมต้องย้อนให้ท่านประธานฟังว่ามันเดินทาง กันมาอย่างไร ชุดความคิดหนึ่ง ๆ ถูกกําหนดขึ้นแล้วก็กําหนดให้มันเป็นกฎเกณฑ์ แล้วก็เป็น เรื่องของระบบการเมือง ระบบการเมืองของเราตรงนี้คือเป็นระบบของวุฒิสภา ท่านประธานครับ ระบบของวุฒิสภานี้จึงแตกต่างจากกับระบบของสภาผู้แทนราษฎร แตกต่างกับระบบกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แตกต่างกับระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความแตกต่างนี้จึงเป็นเงื่อนไข ที่สําคัญที่นํามาสู่การแก้ไขครั้งนี้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่าผู้เสนอร่างวันนี้ เจตนารมณ์ที่แท้จริงในการเสนอแก้ไขมาตราที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขที่ให้ ส.ว. ชุดนี้เป็นแล้วเป็นอีก นี่คือหัวใจหลัก แล้วกรมอื่นจึงเป็นองค์ประกอบที่ตามมา ผมอธิบายว่า ในมาตรา ๓ ที่บอกให้ ส.ว. ๒๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้เขาเรียกว่าเป็นการแก้เกี้ยว ไม่ใช่แก้ที่ต้องการ แก้ที่ต้องการเป็นแล้วเป็นอีก แก้เกี้ยว อธิบายความเป็นประชาธิปไตย ว่าจะเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน เพราะคนที่เป็นแล้วเป็นอีก ลงไปเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่ทุกคน ผมได้ฟังแล้วว่าบางท่าน ท่านก็ประกาศว่าท่านไม่ลงอีกแล้ว หรือบางท่านอาจจะยังคิด อยากจะลง แต่ถึงเวลาอาจจะไม่ได้ลงก็ได้ สุขภาพไม่ให้อะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านประธานครับ เรามี ส.ว. มาแล้ว ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแล้วเป็นอีกก็ต้องกลับไปลงเลือกตั้งที่เดิมอีก ท่านประธานครับ คนไปลงเลือกตั้งมาแล้วครั้งหนึ่ง อยู่ไป ๆ บทบาทมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ลงเลือกตั้งใหม่จะได้อีก หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ สร้างหลักประกันอย่างไรครับ ก็สร้างหลักประกันก็ทําให้ ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้ง ต่อไปนี้กรุงเทพมหานครมี ๑ คนเดิมวันนี้มี ๑๘ คน กรุงเทพมหานคร ผมไม่หวั่นหรอก เพราะผมเห็นท่านไม่ค่อยตื่นเต้น บางจังหวัดมี ส.ว. มาแล้ว ๑ คน ต่อไปมี ๕ คน บางจังหวัดมี ส.ว. มาแล้วต่อไปจาก ๑ มี ๔ ต่อไปมี ๓ ต่อไปมี ๒ อย่างน้อยบางจังหวัดก็มีหลักประกันละครับ ว่าครั้งนี้ถ้าลงอีกก็คงจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ถ้าไปลงเลือกตั้งเองวันนี้ก็ไม่แน่ เสี่ยงอีกเหมือนกัน เราถึงประมวลไปเรื่องการเลือกตั้งมา อธิบายของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย แท้จริงแล้วในมาตราอื่นที่แก้ไขเป็นกลลวง ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เจตนาต้องการเป็นแล้วเป็นอีก พอเป็นแล้วเป็นอีกมันจึงขัดต่อ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ให้มีวุฒิสภา ให้วุฒิสภาที่มีอํานาจหน้าที่ ๗-๘ ประการที่ผมอ่านให้ท่านประธานฟังแล้วว่าหน้าที่เหล่านี้เขาไม่ให้ไปสัมพันธ์ เขาไม่ให้ไป ผูกพันกับการเมืองอื่น ผมเป็นคนที่ร่วมทํางานกับคณะกรรมาธิการอย่างเข้มข้นคนหนึ่ง ผมไม่เข้าร่วมประชุมครั้งเดียวท่านประธานครับ ในวันแรกที่เขาตั้งตําแหน่งกัน ตั้งประธาน รองประธานกัน วันนั้นละผมไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลังจากวันนั้น วันอื่นผมก็เข้าร่วมประชุม กันทั้งหมด ความคิดเห็นที่ผมบอกว่ามันเป็นชุดความคิดนี้ท่านประธานครับ บ้านเรามันมี ความไม่เข้าใจการเมืองอยู่หลายเรื่อง บางเรื่องเอาการเมืองไปผูกเพื่อผลประโยชน์แห่งตน บางเรื่องเอาการเมืองไปผูกเพื่อให้มีอํานาจเหนือระบบ แต่บางเรื่องไปคิดถึงการเมืองอย่าง ปราศจากเหตุผล อย่างเช่นอย่างที่ท่านประธานลุกขึ้นชี้แจงอยู่คําหนึ่งที่ผมคิดว่าฟังได้ คนที่ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนี้ท่านครับ เขาที่ไม่ใช่เป็นผู้แทนราษฎร ที่ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี เขา เป็นสมาชิกพรรคธรรมดาคนหนึ่ง เขาควรที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหาก ว่าเขาลาออกจากการเป็นสมาชิก เพราะอะไรครับ เพราะระบอบประเทศไทยเป็นระบอบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบของเสียงข้างมาก กระบวนการได้มาซึ่งเสียงข้างมากคือเป็นกระบวนการของเขามาจากการเลือกตั้ง มาจาก กระบวนการของพรรคการเมือง นี่เป็นวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นเลยท่านประธานครับ เขาบอก เลยว่าคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองมีใครบ้าง ๑. รับฟังข่าวสาร ติดตามข่าวสาร อย่างใกล้ชิด ๒. เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนอย่างสม่ําเสมอ ๓. ร่วมออกเสียงลงประชามติ ๔. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๕. ถ้ามีความตื่นตัวสูงกว่านั้นอีกลงสมัครรับเลือกตั้ง คุณค่าลักษณะประชาธิปไตยอย่างนี้อาจารย์รัฐศาสตร์เขาบ่นเลยว่า รัฐธรรมนูญเขียนไม่ให้ คนเป็นสมาชิกพรรค เป็นนี่มันผิด แต่โอเคว่าเป็นสมาชิกพรรคลง ส.ว. ไม่ได้ ให้เขาลาออก เสียก่อน เพราะมีคนเป็นสิบ ๆ ล้านคนเป็นสมาชิก คุณกําลังตัดสิทธิของคนทั้งประเทศ ได้อย่างไร อย่างนี้มันเป็นเหตุผลและมันเป็นชุด แต่ตัวอื่นทั้งหมดนี้ ท่านประธานครับ ซึ่งที่เพื่อนสมาชิกท่านสุเทพพูดก็ดี ท่านคุณหมอพูดก็ดี มีเหตุผล เพราะว่ามันเป็นชุดเดียวกัน เขาห้ามไม่ให้ ส.ว. ลงอีก เขาจึงห้ามไม่ให้ลูกเมียนักการเมืองไปลงด้วย เขาจึงไปห้ามคนที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองด้วย เขาห้ามผู้แทนราษฎรด้วย ห้ามอย่างนี้มันเป็นชุดของระบบ เพราะฉะนั้นวันนี้เพื่อนสมาชิกอย่าหลงประเด็น คือพอเราพูดถึงบุพการี คู่สมรส ฟังแล้ว เป็นความรู้สึกที่น่าค้าน ก็ต้องค้านครับ ไม่ใช่ไม่ค้าน แต่หัวใจสําคัญก็คือว่า ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ไม่ได้ นี่คือประเด็นที่เราจะต้องพูดจากัน นี่คือสิ่งที่สภานี้ต้องให้ความสําคัญ ผมฟังข่าว อ่านจากหนังสือพิมพ์ ฟังว่าท่านประธานให้ความเห็นว่าท่านประธานกรรมาธิการผมจะรับ เรื่องนี้ไปพิจารณาใหม่ ผมบอกว่ารับไปพิจารณาใหม่ได้นะครับ แต่ต้องคุยกันให้จบ ไปพิจารณาอะไร ไม่ใช่เขามาวิจารณ์กันเรื่องไม่เป็นบุพการี ไม่เป็นคู่สมรส แล้วก็เอาแค่นี้ ไปตัดแล้วเลิก อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะหัวใจของมาตรานี้มันอยู่ที่ ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ส.ว. ไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ใช่เป็นแล้วเป็นอีกไม่ได้ เป็นแล้วเป็นอีกไม่เหมาะ มันขัดต่อเจตนารมณ์ ขัดต่อชุดความคิด ขัดต่อระบบของการมี วุฒิสภา ถ้าอย่างนี้ให้เป็นแล้วเป็นอีกมันต้องกลับไปสู่ระบบใหม่ ระบบใหม่คืออะไร ท่านประธานครับ ไปตั้งคําถามใหม่ว่าประเทศไทยควรมี ส.ว. อีกหรือไม่ เราต้องกลับย้อน ไปสู่ยุคนั้นทันทีเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นทําการแก้ไขมาตรา ๑๑๕ ทั้งหมด จึงเป็น การแก้ไขอยู่ ๓ แบบ แบบที่ ๑ คือแก้ที่ฉันอยากจะแก้ แบบที่ ๒. แก้เกี้ยวเพื่อให้สอดรับกับ ที่ฉันอยากแก้ อย่างนี้มันน่าอายครับ เราทําไม่ได้ แบบที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องที่ต้องแก้ แล้วดันไม่แก้ ๑. เป็นแล้วเป็นอีก ๒. ๑๐๐ คน เป็นแล้วเป็นอีก ๓. วาระในการดํารงตําแหน่ง อํานาจเหมือนเดิม แต่ว่าพอจะให้ดํารงตําแหน่งชักไม่เอาครับมันก็ต้อง ๔ ปีครับท่านประธาน แต่ในนี้ยืนไว้ ๖ ปี อันนี้ผมต้องเล่าให้ท่านประธาน เพราะว่าเพื่อนกรรมาธิการกับผมโหวตกัน ท่านทราบไหมผมเป็นกรรมาธิการแล้วโหวต แล้วผมโหวตชนะด้วยในกรรมาธิการ ท่านประธานรู้ไหมที่เขาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาผลัดกันเกาหลัง ส.ส. รัฐบาลแก้ให้ ส.ว. ส.ว. เสนอแก้ให้รัฐบาลเขาเกาหลังกันในสภาไปรอบหนึ่งแล้ว ผมไปโหวตในคณะกรรมาธิการ ผมบอกว่าผมแพ้ท่านทุกวาระแล้ว เหลือสุดท้ายถ้าอย่างนี้ ส.ว. ต้องอยู่ ๔ ปี เพราะระบบ การเมืองไทยเป็นระบบ ๔ ปี เขาให้เป็น ๖ ปี เพราะเขาไม่ให้เป็นอีก ท่านประธานครับ โหวตแล้วผมชนะครับท่านประธาน พอโหวตผมชนะเจ้าของคันหลังขึ้นมาใหม่ ก็วิ่งไปวิปกัน มาแล้วท่านประธานก็เรียกประชุมใหม่ โหวตผมก็แพ้ ผมฝ่ายค้านครับ ผมบอกเกากันในสภา ไม่พอ ไปกันในกรรมาธิการแดงเถือกเลยท่านประธานครับ เลือดไหลซิบ ๆ เลย นี่เป็นเรื่อง ของระบบความคิด นี่เป็นปัญหาทางการเมือง ผมบอกว่าผมนี่ละเป็นคนที่เห็นแล้วและเข้าใจ ในการทํางาน ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่าประเทศไทยต้องมีวุฒิสภา วุฒิสภาต้องเป็น บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ วุฒิสภาต้องปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง และวุฒิสภาต้องทําหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญกําหนดนี้ได้อย่างเคร่งครัด แล้วก็ทําหน้าที่นี้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ไทย การมีหรือไม่มีวุฒิสภาอยู่ตรงที่ว่ามีหรือไม่มีไว้ทําอะไร มีหรือไม่มีแล้วประชาชนจะได้ ประโยชน์อะไร วันนี้เรายกมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการที่ผมคิดไปนอกจากตัด ข้อความ ผมก็ไปเพิ่มข้อความลงใน (๘) และผมเติม (๑๐) ผมเติม (๑๐) เข้าไปอย่างไร ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๑๐๒ ข้อความนี้บอกว่า เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) แล้วข้ามไป (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ผมก็เลยเอา (๑๐) ของมาตรา ๑๐๒ มาใส่ลงไปว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลง แล้วยังไม่เกินสองปี นี่คือสิ่งที่ผม จะต้องเอากลับคืนมา ท่านประธานครับ ผมเคารพเสียงข้างมาก เคารพความเห็นของทุกท่าน ที่อยู่ในกรรมาธิการ เคารพความเห็นของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านประธานครับ เราจะให้ประชาชนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเรา การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อผลประโยชน์ของคนที่อยากจะเป็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นการฉีกระบบของวุฒิสภา เราลงไปเป็นสิ่งที่เราไม่พึงที่จะให้มีอีกต่อไป ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขให้ ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัย กรรมาธิการ ชี้แจงครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครสวรรค์ ในนามสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้เวลาสักนิดนะครับ เพื่อเกิด ความเข้าใจร่วมกัน เพราะว่าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้พูดถึงว่าเสียงข้างมากต้องการให้เกิด สภาผัวเมียต้องการให้ท่าน ส.ว. เลือกตั้งนั้นเป็นแล้วเป็นอีก ท่านประธานครับ อยากจะ จําลองภาพของห้องกรรมาธิการการพิจารณาในมาตรานี้จริง ๆ ครับ ท่านเชื่อไหมครับว่า มีผู้เห็นด้วยที่เป็นเสียงข้างมากนี้ ตามที่ร่างของเสียงข้างนี้นะครับ ไม่ใช่เรื่องของ ส.ว. เลือกตั้งอยากเป็นแล้วเป็นอีกเท่านั้นนะครับ ผู้ที่เห็นด้วยมีทั้ง ส.ส. เสียงมาจากพรรคเพื่อไทย แล้วก็จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตดูนะครับ มีการแปรญัตติ ที่เห็นด้วยกับร่างของเสียงข้างมากนี้ ท่านดูตามหน้าต่าง ๆ ได้เลยนะครับ ท่านลองดู ท่านชํานินะครับ ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านยุคล เดี๋ยวให้ชี้แจง ก่อนครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

หน้า ๗๒ ส่วนใหญ่ท่านก็เห็นด้วย นะครับ อย่างเช่น สภาบุพการี คู่สมรส ท่านก็เห็นด้วยนะครับ ส่วนจะมีเรื่องที่ไม่เห็นด้วย อย่างที่ท่านอภิปรายไปแล้วผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อยากจะบอกว่าหลายท่านครับ ท่านไปดู หน้า ๗๒ ผมไม่เอ่ยชื่อก็ได้นะครับ หน้า ๗๔ หน้า ๗๕ หน้า ๘๔ หน้า ๙๐ หน้า ๑๑๕ บุคคลต่าง ๆ ที่ไม่อยากจะเอ่ยนามท่าน เพราะว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องพาดพิง เห็นด้วยกับ เสียงส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนประชุมในห้องกรรมาธิการก็เห็นด้วยกัน ท่านประธานครับ กรณีที่มีการกล่าวหากันในเรื่องของ ส.ว. บางท่านว่าอยากเป็นแล้วเป็นอีก เราเป็นนักการเมืองด้วยกันครับ ท่านประธานครับ ความเป็นเหมือนผู้แทนราษฎรครับ อยากเป็นแล้วอยากเป็นอีก แต่ว่าไปเลือกตั้งไม่ใช่ได้กลับมาเสมอไปครับ โดยเฉลี่ย ของการเลือกตั้งนั้นสมาชิกเก่าจะสอบตกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เสมอครับ ดังนั้น การเป็นแล้วเป็นอีกนั้นมันไม่แน่เสมอไปที่จะได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านยุคลเดี๋ยวให้ คณะกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนนะครับ

(นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ประท้วงเชิญท่านยุคล ถ้าอย่างนั้นท่านชํานิแล้วกัน

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

ผมขออนุญาตเสียเอง ท่านสุนัย นั่งเถอะ ผมขออนุญาตอย่างนี้ เพราะว่าถ้าท่านสุนัยลุกขึ้นอย่างนี้ ไม่ใช่ชี้แจง อย่างนี้ เป็นข้อโต้แย้ง และผมจําเป็นแล้วที่จะพูดต่อทันที เหตุมันต้องพูดต่อทันทีคืออย่างนี้ ท่านประธานครับ การแก้ไขมาตรานี้มันมีการแก้ไข (๕) (๖) (๗) (๘) เพราะมันมีการแก้ไข (๙) ข้อเสนอให้แก้ไข (๙) ก็คือว่าที่เสนอร่างเข้ามา หัวใจก็คือเป็นแล้วเป็นอีก เมื่อ ส.ว. เป็นแล้ว เป็นอีก อย่างอื่นที่เคยห้ามไว้ก็ต้องยกให้กับเขา ผมถึงบอกเพื่อนสมาชิกอย่างไรครับว่าวันนี้ มันไม่ใช่เริ่มต้นที่ผู้เป็นบุพการี คู่สมรส แต่มันเริ่มจาก ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ในชุดความคิด เดียวที่เขาห้าม ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกเขาห้ามบุพการี คู่สมรส บุตรของผู้ดํารงตําแหน่ง เขาห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขาห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมือง เขาห้ามสมาชิก พรรคการเมือง เขาห้ามรัฐมนตรี เขาห้ามผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เขาห้ามสภาท้องถิ่น เขาห้ามมาเป็นชุด เพราะเขาไม่ได้ห้าม ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกคนเดียว เขาไปห้ามคนอื่นอีก ๔ พวก ถ้าแก้ให้ ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ที่ห้ามอื่นโดยระบบทางการเมืองมันต้องแก้ให้เขา มันไม่ใช่เรื่องเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ข้อโต้แย้งแบบที่กรรมาธิการชี้แจงอย่างนี้ ที่ท่าน ประธานคณะกรรมาธิการสามารถลุกขึ้นชี้แจงตอนคุณสุเทพผมพอฟังได้ว่ามันคืออะไร แต่ว่า พอท่านสุนัยลุกขึ้นชี้แจงอย่างนี้ก็ต้องโต้แย้งกันให้ฟัง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเรียกร้อง ขณะนี้ก็คือต้องไม่แก้ให้ใครเลย มันจึงจะเข้าระบบชุดความคิดอันนี้ แต่ถ้าต้องแก้ ถ้า ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก แล้วต้องแก้ให้กับคนอื่นด้วย ถ้าแก้ให้ ส.ว. แล้วมันต้องแก้ให้คนอื่น หรือถ้า ไม่อยากจะแก้มันต้องกลับไป หรือถ้าไม่เอาตามนี้ มันก็ต้องออกแบบ ส.ว. ชุดใหม่ นั่นก็คือ เป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามระบบ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านสุนัยชี้แจง ท่านประธานครับ ถ้าเป็นอย่างนี้ ผมจําเป็นลุกขึ้นตอบโต้ เพราะว่าท่านพูดอะไรก็ไม่รู้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านสุนัยครับ ท่านชี้แจงในประเด็นในหลักการ ท่านอย่าไปนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็มีผู้ประท้วงอีก

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ครับ ผมเชื่อฟังท่านประธานครับ และจะไม่วินิจฉัยด้วยตัวของผมเองครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านบุญยอด จะประท้วงนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นเพื่อใช้สิทธิ ถูกพาดพิงนะครับ ท่านกล่าวถึงในการแก้ไข การสงวนความเห็นของการแปรญัตติไว้ในหน้า ๙๐ หน้า ๙๐ มีชื่อผมเพียงชื่อเดียว เพราะฉะนั้นผมต้องยืนยันว่าเป็นผมแน่ ๆ นะครับ และการตัดของผมนี้ไม่ได้ตัดตามหรือว่าเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดไว้ เมื่อสักครู่ท่านพูดทํานองนี้นะครับ ผมมีสิทธิที่จะได้ลุกขึ้นอภิปราย ผมไม่อยากจะใช้สิทธิ ถูกพาดพิงตอนนี้ แต่ผมขอเรียนต่อท่านว่าผมจะลุกขึ้นอภิปรายและชี้แจงกับพวกท่าน อีกครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่ผมตัดไปนั้นไม่ตรงกับท่าน ผมมีจุดยืนของผมเองอย่างไร ผมจะอภิปราย ตรงนั้นครับ ขอบพระคุณครับ

(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาถึงคิวท่านก่อนนะครับ ท่านยุคลประท้วงอะไรครับ เชิญท่านยุคลครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอบคุณที่เปิดดูนะครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อย่างนี้นะครับ ผมให้ความคิดเห็นท่านประธาน ว่าคณะกรรมาธิการ ท่านสุนัย ขอโทษที่เอ่ยนามท่าน อยากจะให้ท่านฟังก่อน ให้ท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายก่อนนะครับ แปรญัตติก่อน อยู่ในทํานองเดียวกัน ถ้าท่าน สุนัยตอบ บางครั้งโต้แย้งด้วย ผมกลัวว่าจะไม่จบสิ้นในเวลากรอบในวันนี้ ผมห่วงใยตรงนี้เอง ผมอยากจะให้ท่านสุนัยหรือคณะกรรมาธิการพิจารณาเสียงข้างมากนั่งฟัง ใจเย็น ๆ ก่อน นะครับ แล้วก็พี่สุนัยเหมือนพี่ชายของผม ท่านไม่ต้องนั่น เดี๋ยวท่านได้เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้ว ใจเย็น ๆ นะครับ ผมเชียร์ (Cheer) ท่านอยู่ตลอดนะครับ ก็ขอให้ท่านนั่งลงก่อนนะครับ ขออภัยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเคครับ ขอบคุณครับ ท่านยุคล

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ขอทําหน้าที่ก่อน ขอทําหน้าที่ในสภาก่อนก็แล้วกัน ก่อนเป็นรัฐมนตรีนะครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ในฐานะกรรมาธิการครับ ชี้แจงเลยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านครับ เรื่องนี้ถ้าเราบอกว่า ส.ว. เลือกตั้งไม่ให้เข้ามาเป็นอีก ผมถามนิดเถอะครับ แล้วทําไม ส.ว. แต่งตั้งนี้เป็นแล้วเป็นอีกได้ ถูกมีการเลือกตั้งได้ ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ เรื่องสภาผัวเมียนี้

(นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภาภาคอื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ประท้วงครับ เชิญท่านประสงค์ประท้วงด้วยเรื่องอะไรครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

ผมประท้วงท่านที่กําลัง อภิปรายอยู่เมื่อสักครู่ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ ครับ คือท่านไม่พูดความจริงครับ ขณะนี้ ส.ว. แต่งตั้งไม่มีครับท่านประธาน ผมขอยืนยัน และคําว่า ส.ว. แต่งตั้งนี้เป็นคําพูดซึ่งทําให้ ประชาชนเข้าใจผิดมาตลอดเวลาว่ามีอยู่ในขณะนี้ ไม่มีครับ ท่านประธานครับ หวังว่า ผู้อภิปรายจะได้แก้ไขคําพูดให้ถูกต้องด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านประสงค์ครับ อาจจะใช้คําพูด คือ ส.ว. ท่านพูดให้ตรงหน่อยนะครับ ท่านประสงค์จะได้ สบายใจครับ ไม่ใช่แต่งตั้งครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ถ้ามันสะกิดใจก็ขอเป็นสรรหาก็ได้ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

สรรหานะครับ

(นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ประท้วงอะไรครับ ท่าน ประท้วงผม เดี๋ยวครับ เดี๋ยว ๆ อย่าเพิ่งนะครับ ให้ประท้วงพาดพิง คุณหมอเจตน์ก่อน เดี๋ยวนะครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านสุนัยนะครับ ที่บอกว่า ส.ว. แต่งตั้งทําไมถึง เป็นแล้วเป็นอีก ส.ว. แต่งตั้งทําไมเป็นแล้วเป็นอีก ผมประท้วงในประเด็นที่ว่าเป็นแล้วเป็นอีก คือท่านไม่เข้าใจในโครงสร้างของ ส.ว. สรรหา ท่านไม่เข้าใจแนวคิดของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ว่า ส.ว. สรรหาที่เขาสามารถเป็นช่วงแรก ๓ ปี แล้วเป็นในช่วงที่ ๒ นี้ ๖ ปี มีอยู่ชุดเดียวครับ เพราะว่าเขาต้องการเหลื่อม ๓ ปี ต่อ ๓ ปี คือมี ส.ว. สรรหา ๖ ปี จริง ๆ ส.ว. สรรหา มีอายุ ๖ ปี แต่ว่าชุดแรกจะมีอายุแค่ ๓ ปี เหลื่อมเพื่อจะได้มีพี่เลี้ยง ในระหว่างที่แต่ละ ส.ว. เลือกตั้งชุดหนึ่งหมดอายุไป ส.ว. สรรหาก็จะทําหน้าที่พี่เลี้ยง พอกลับมาอีกที ส.ว. เลือกตั้งก็ทําหน้าที่พี่เลี้ยงของ ส.ว. สรรหา เพราะว่าจริง ๆ แล้วทั้ง ส.ว. สรรหาและ ส.ว. เลือกตั้งมีอายุ ๖ ปีเท่ากัน ยกเว้นในชุดแรก เพราะว่าต้องการเหลื่อมเวลากัน เพื่อต้องการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่กันและกัน อันนี้คือเจตนารมณ์ที่เกิดรัฐธรรมนูญแบบนี้ แล้วก็ ที่มาของ ส.ว. สรรหาแบบนี้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าท่านสุนัยเข้าใจแล้ว แต่ทําเป็นไม่เข้าใจครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมคงไม่ต้องวินิจฉัยนะครับ ท่านสุนัยพยายามนะครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ผมเองไม่เคยถูก สรรหาเลยไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ เรื่องพวกนี้ ผมมาจากการเลือกตั้งเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ส่วนกรณีเรื่องผัวเมียนี้ก็เหมือนกัน ผมคิดว่าเรากําลังใช้คําพูดทําให้เกิดความเข้าใจผิด แล้วก็ บางทีเรากําลังละเลยต่อหลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วยครับ กรณีพ่อเป็นนักการเมือง ก็อยากให้ลูกเป็น สามีเป็นก็อยากให้ภรรยาเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเห็น เหมือนกันนะครับ แล้ววันนี้ความเป็นจริงในบ้านเรานะครับ เรามีข่าวดูหน้าหนังสือพิมพ์ก็ได้ ว่าสามีเหลือง ภรรยาแดงก็มี ดังนั้นเรื่องความคิดทางการเมืองนี้เป็นเรื่องความคิดเสรีที่เรา ถกเถียงกันในที่ประชุมกรรมาธิการนะครับ ท่านดูนะครับ กรณีมาตรา ๑๑๕ (๕) ถ้าเรา บอกว่าห้ามสามีภรรยาเป็นสมาชิก ส.ว. กรณีที่เกิดมีการเลือกตั้ง ส.ส. ก็คนหนึ่งเป็นผู้ชาย ส.ว. มีการเลือกตั้งเป็นผู้หญิงต่างคนต่างเป็นโสด แล้วต่อมาในอนาคตเกิดชอบกันขึ้นมา แต่งงานกันไม่ได้นะครับ แต่งงานกันก็จะต้องถูกตัดสิทธิทันทีนะครับ อย่างนี้มันเป็นการขัด หลักสิทธิมนุษยชนอย่างยิ่งนะครับ แล้วในโลกนี้ไม่ค่อยมีใครเขาทํากันอย่างนี้หรอกครับ ดังนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะพูดถึงเรื่องนี้การที่เป็นผัวเมียกันก่อนหรือหลังไม่จําเป็นเขาจะต้องเห็น เหมือนกันหรอกครับ บางคน ส.ว. ที่ไม่สังกัดพรรคอ้างตัวว่าสุจริต อ้างตัวว่าไม่เกี่ยวข้องก็ไป แอบกระทําการรับนโยบายกันกับใครบางคนก็มี อย่างนี้ก็เรียก ส.ว. ผัวเมียไม่ได้ คงต้องเรียก ส.ว. กิ๊กสิ ท่านประธานครับ ดังนั้นในเรื่องนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า จะเป็น อย่างไรก็ตามเราถือฐานของประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพิจารณาเรื่องนี้กันว่าควรเป็นเสรีภาพ ของผู้ที่จะสมัครและเป็นเรื่องของประชาชน แล้วเรื่องนี้เป็นความจริงครับ ท่านประธานครับ ในที่ประชุมเสียงข้างมากทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ ไม่ใช่มีพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ไม่ใช่มี ส.ว. เท่านั้นครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายจริง ๆ ครับ ไปดูรายงานได้ครับ ผมชี้แจงสั้น ๆ เท่านั้นครับเพื่อความเข้าใจตรงกัน เพื่อไม่ให้เราเกิดความเข้าใจผิด แล้วถ้าเราจะห้ามตรงนี้ไม่ให้เป็นแล้วเป็นอีก แล้วนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัด สภาแห่งนี้ไม่ใช่หรือครับ ที่ออกกฎหมายให้เขาเป็นได้ไม่รู้กี่ครั้ง เอนกอนันต์เลยครับ ไม่ได้บังคับ ๒ ครั้งนะครับ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตําบล นายกเทศบาลเราก็ออกให้เขาเป็นได้ ดังนั้นคําว่า ชุดความคิด ชุดความคิดในที่ประชุมนี้คําว่า ชุดความคิด เราหัวเราะกันมากนะครับ แล้วปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหมครับ นี่คือชุดความคิดครับ ท่านเอาเหตุผลอะไรไปอธิบายละครับ ว่านายก อบจ. ทําไมสภาแห่งนี้จึงออกกฎหมายให้เขาเป็นได้มากกว่า ๒ ครั้ง

(นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านสุนัยครับ มีผู้ประท้วงแล้วนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

แล้วเทศบาลทําไมเป็นได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุนัยครับ เดี๋ยวมี ผู้ประท้วง เอาใครก่อนครับ เอาท่านยุคลก่อนแล้วครับ เชิญครับ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

จี้ใจดําหรือครับ ที่เราออกให้เขาจริง ๆ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จันทบุรี

กราบเรียน ประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จันทบุรี ประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมจําเป็นต้องขอโทษท่านสุนัยจริง ๆ นะครับ และผมต้องขอโทษ ผ่านไปยังท่านประธานรัฐสภา ผมอยากจะให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติอธิบายจะดีกว่า เพราะด้วยเหตุผลว่าผ่านจากคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนมาก อันนี้เหมือนเหตุผล ถ้าคนทั่วไปพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านเขาฟังว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของท่านสุนัย นี่คือผมฟังและเพื่อน ๆ สมาชิกพี่น้องที่อยู่ทางบ้านฟังว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของท่าน ไม่ใช่เป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมาจาก ท่านประธาน ท่านสามารถ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้เชิญท่านสุนัย ผ่านท่านประธานว่า ลงมานั่งข้างล่างเสียและจะจบ ขอบพระคุณมากครับ

(นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ ท่านยุคล คุณสาธิต เชิญครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะของสมาชิก รัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานในการควบคุมการทําหน้าที่ของท่านประธาน ของเพื่อนสมาชิก ความจริงก็เนื้อหาเกือบใกล้เคียง แต่ว่าอันนี้เป็นหน้าที่ท่านประธาน ผมคิดว่าท่านสุนัย ใช้สิทธิในการเป็นกรรมาธิการลุกขึ้นมาชี้แจง เพื่อนสมาชิกที่เขาแปรญัตติไว้หรือสงวน ความเห็นไว้เป็นการนําเสนอเหตุผลนะครับว่า เขาสงวนความเห็นและเขามีเหตุผลอะไร ถ้าท่านสุนัยจะลุกขึ้นชี้แจงไม่ใช่เป็นการชี้แจงแบบตอบโต้ แต่ต้องด้วยพื้นฐานของเหตุและผล อย่างท่านประธานสามารถนี้พอรับได้ครับมีเหตุมีผล แต่อย่างที่ท่านสุนัยชี้แจงนี่กําลังจะ บิดเบือนครับ นี่กําลังจะชี้แจงว่าหลักการเลือกท้องถิ่นให้ซ้ําวาระได้ ก็ไม่จริง เพราะคนละ หลักการครับ ตรงนั้นเขาต้องการที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่เป็นไร เพราะว่ามีอํานาจบริหาร ให้ซ้ําได้ ให้ประชาชนตัดสิน แต่นี่ ส.ว. นะครับ หลักการก็คือว่าเป็นกลาง แล้วก็มาทําหน้าที่ แต่งตั้ง ถอดถอน ซึ่งมันคนละแบบ คนละหลักการกัน เพราะฉะนั้นถ้ายิ่งให้ท่านสุนัยชี้แจง ก็ยิ่งไม่จบจะเป็นปัญหาเยอะ เพราะว่ามันตะแบง บิดเบือน แต่ถ้าด้วยเหตุด้วยผลใช้สิทธิของ กรรมาธิการชี้แจงและอยู่ในพื้นฐานหลักการไม่ลงลึกไปว่าเพื่อนสมาชิกท่านนี้แปรญัตติแบบนี้ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างนี้ไม่จบหรอกครับ ท่านประธานต้องควบคุม และให้ การประชุมนี้เป็นไปตามกลไกนะครับ ถ้าสมมุติว่าท่านสุนัยจะใช้สิทธิในกรรมาธิการชี้แจงนี้ ท่านประธานสามารถบอกด้วยนะครับว่า กรรมาธิการได้มอบหมายให้ท่านสุนัยชี้แจง จะได้เข้าใจตรงกันครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ผมวินิจฉัยทั้งคู่ ของท่านยุคลด้วย ท่านสาธิตด้วยนะครับ ผมว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ท่านสุนัยผมว่า ให้ท่านสามารถชี้แจงที่ประชุมดีกว่า ถ้าท่านชี้แจงอีกผมว่าก็มีคนลุกขึ้นอีก ผมจะได้ให้ ท่านสามารถ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมด้วยความเคารพ ท่านประธาน แต่ผมก็เพิ่งจะรู้ว่าการชี้แจงของกรรมาธิการไม่มีสิทธิที่จะชี้แจงนอกจาก ท่านประธานกรรมาธิการจะอนุญาต ท่านประธานครับ คําพูดหลายคําพูดของคนบางคนนี้ บางคนก็อยู่ในกรรมาธิการนะครับ ก็รู้ความจริงว่าเสียงข้างมากเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ ทั้ง ๒ พรรคครับ พรรคใหญ่เห็นตรงกันหลัก ๆ เลย การใช้ภาษาที่กล่าวหาว่าเขาตะแบง บิดเบือนนี้ ถ้าผมใช้กลับไปบ้างโกรธนะพวกนี้ จี้นิดไม่ได้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละท่านสุนัยด้วยความเคารพ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมพูดความจริง ไม่ใช่เรื่องความเห็นส่วนตัว แต่เพื่อให้ท่านประธานสบายใจ และคนพาลบางคนสบายใจ ผมจะได้นั่งครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนั่งเถอะครับ ขอบคุณครับ เอาอย่างนี้ ท่านไม่ต้องบอกคนพาล ถอนไปเลยนะครับ ท่านสาธิตไม่ต้องหรอกครับ ให้ท่านสามารถดีกว่า คือท่านจะใช้สิทธิ ผมบอกแล้วว่าให้เขาถอน คนพาล คืออย่างนี้เวลา อภิปรายท่านอย่าตวัด เหมือนเขียนอักษรตวัดมันก็ไม่ไปไหนเสียที ไม่ใช่เวลาอภิปราย อย่าตวัดไปเกี่ยวเนื่องทําให้เกิดการทักท้วงกันนะครับ ผมให้ท่านสาธิตครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกรัฐสภานะครับ ก็ต้องขอเรียนชี้แจงท่านประธานว่าผมเป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย แล้วก็ทําหน้าที่ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ผมเข้าร่วมประชุมตลอดเวลา การที่เพื่อนสมาชิกบอกว่ามีกรรมาธิการที่อยู่ทั้งพรรคฝ่ายค้านลงมติในเสียงข้างมากนี่มีหลาย กรณีครับ ลงความเห็น ลงมติ บางกรณีก็เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก บางกรณีก็คัดค้าน แต่หลักการของพวกเราในการทําหน้าที่ข้างต้นคือเราไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แต่เมื่อเราไปทําหน้าที่ในกรรมาธิการ เราก็ไปทําหน้าที่ด้วยความตั้งใจ แล้วก็ให้โอกาส ในการทําหน้าที่ของกรรมาธิการส่วนใหญ่ แต่จะไปพาดพิงว่าการลงมติของใครเป็นอย่างไรนั้น เป็นสิทธิอยู่แล้วครับ ทีนี้ผมเรียนว่าพวกผมทําหน้าที่ในทุกฐานะ ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการ หรือในสภา ท่านมาบอกว่าผมเป็นคนพาล ผมเรียนว่าเป็นความเท็จครับ ท่านต้องถอนคํานี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านชี้แจงเท่านั้นนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมาธิการ

นี่อย่างไรครับ ผมจะบอกเหตุผลว่า ทําไมท่านต้องถอน เพราะว่าตอนที่เราเป็นฝ่ายค้าน กฎหมายรัฐบาล ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ พรรคฝ่ายค้านลงมติให้ความร่วมมือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๙๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ในกรรมาธิการ ก็ปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้เหมือนกัน ส่วนการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนตัวในการทําหน้าที่ จะมาบอกว่าเป็นคนพาลไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านสุนัยพูดเมื่อสักครู่นี้ท่านต้องถอน เพราะพวกผมปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน ตามหน้าที่ทุกอย่าง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัย เชิญท่านนั่งได้ ท่านสุนัยครับ เชิญนะครับ ด้วยความเคารพนะครับ ท่านถอนเสีย

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านสาธิตบอกว่าความคิดเห็นเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน จะไปว่าท่านพาลไม่ได้ ผมไม่ได้ ว่าท่าน แต่เราเคารพซึ่งกันและกัน เมื่อผมแสดงข้อคิดเห็นให้เหตุผลทําไมต้องว่าผมตะแบง แล้วก็บิดเบือนด้วยครับ แต่ว่าไม่ทะเลาะกับเด็กอยู่แล้วครับ ผมถอนครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถอน โอเค ขอบคุณครับ เชิญท่านสามารถครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กรรมาธิการก็ได้ฟังเหตุฟังผลของเพื่อนสมาชิกในการพิจารณา มาตรา ๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๕ ว่าด้วยคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามนะครับ ก็ฟังทั้งท่านผู้อาวุโส จากฝ่ายค้าน ฟังทั้งท่านวุฒิสมาชิกนะครับ กรรมาธิการก็ใคร่จะขอความกรุณาท่านประธาน ถ้าจะกรุณาพักประชุมสัก ๓๐ นาที ให้กรรมาธิการได้ไปนั่งพิจารณาทบทวนแล้วจะได้มา กราบเรียนรายงานกับท่านประธานต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่งนะครับ เผื่อมีอะไรที่จะได้นําข้อมูล ที่ได้ไปทบทวนให้เป็นประโยชน์ในการพิจารณาของรัฐสภาแห่งนี้ครับท่านประธาน ขอความกรุณาท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมขออย่างนี้ครับ ให้กรรมาธิการไปพิจารณากัน ไปประชุมกันนะครับ และพวกผมขอพักประชุม ๓๐ นาที เชิญครับ

พักประชุมเวลา ๑๖.๓๘ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๘.๐๒ นาฬิกา

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมขออนุญาตดําเนินการ ประชุมต่อเลยนะครับ ทีนี้ประเด็นรายชื่อที่ส่งขึ้นมาได้มีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะดําเนินการประชุมต่อไปนี้ พวกกระผมมีคําถามที่จะเรียนถามท่านประธานว่า เมื่อสักครู่ท่านประธานพักการประชุม พักไปด้วยเหตุผลอะไรครับ แล้วก็กรรมาธิการที่ขอให้ท่านประธานได้สั่งพักการประชุม ท่านขอให้พักการประชุมเพื่อจะไปดําเนินการอะไร ว่าอย่างไร แล้วได้ผลว่าอย่างไร ขอทราบครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากเมื่อสักครู่ทันทีที่ท่านประธานกรรมาธิการยกมือขึ้น แล้วก็กราบเรียนท่านประธานว่าขอให้สั่งพักการประชุมนี้ สมาชิกทางซีกนี้หลายท่านได้ ยกมือขอสอบถาม แต่ว่าท่านประธานสั่งพักการประชุมเสียก่อนในทันที เพราะฉะนั้น พวกกระผมก็ยังไม่ได้รับทราบเหตุผลอะไรทั้งสิ้นเลยครับ ขอทราบครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญประธานคณะกรรมาธิการ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ครับ ก็เมื่อสักครู่ผมได้ กราบเรียนเสนอท่านประธานขอให้พักการประชุมเพื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากจะได้ไป ปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ประชุมนะครับ ปรึกษาหารือว่าที่เรารับฟังกันมานี้ มาตรา ๕ ที่แก้ไข เพิ่มเติมมาตรา ๑๑๕ เราคิดเห็นอย่างไรเพื่อจะได้หาทางออกทําให้การประชุมดําเนินการไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ปรึกษาหารือ ปรึกษาหารือกันไม่ได้ประชุมนะครับ ก็ได้แลกเปลี่ยนกัน เพราะผมก็เป็นห่วง ผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าเกิดท่านประธานถามว่า กรรมาธิการเอาอย่างไรในวงเล็บนี้ ๆ เวลาผมตอบว่า ให้ยืน หรือจะเอากลับไปร่างเดิม ถ้าผม ไม่มีการปรึกษาหารือกับกรรมาธิการเสียงข้างมากก็จะถูกข้างล่างทักท้วงว่า ท่านประธานไป ตัดสินได้อย่างไรไม่ไปปรึกษาหารือกันก่อน เพราะฉะนั้นก็ลองไปปรึกษาหารือกัน ก็ไม่มีอะไร ครับท่านประธานครับ ทุกอย่างก็คงเป็นเหมือนที่อยู่ในรายงานนะครับ ยังไม่ได้มีการไป ทบทวน ไปแก้อะไรทั้งนั้นนะครับ ไปหารือแนวทางว่าจะเอาอย่างไร คิดว่าท่านประธานก็คง จะต้องดําเนินการต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตตอบประเด็นที่กําลังหารือกันอยู่ครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ในรัฐสภา แล้วก็พวกกระผมได้รับข้อความว่าให้มีการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการ ด่วนขณะนี้นะครับ นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ยังอยู่ในเมสเสจ (Message) ของผม ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่า เหตุการณ์นี้ก็ทําให้ท่านประธานนั้นเสียหายด้วย เพราะท่านประธาน เป็นประธานอยู่ในที่ประชุม และผมคนหนึ่งกําลังรอที่จะอภิปรายในการใช้สิทธิในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย เพื่อนสมาชิกของผมก็ได้ท้วงติงว่ากรรมาธิการควรจะอย่าเพิ่งชี้แจง ควรที่จะให้กรรมาธิการเสียงข้างน้อยหรือผู้แปรญัตติได้แสดงความคิดเห็นตามสิทธิ และตามข้อบังคับ และตามรัฐธรรมนูญก่อน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกับการจัดฉาก และสมคบกัน ท่านประธานจะทราบหรือไม่ ผมไม่ทราบด้วย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่า เมื่อมีการชี้แจงจากคณะกรรมาธิการท่านหนึ่ง ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ลุกขึ้นไป หารือท่านประธาน ท่านประธานก็สั่งว่าพักการประชุม พวกผมก็แปลกใจว่า พักการประชุม เพราะอะไร เพราะนี่คือการประชุมรัฐสภา แล้วกําลังพิจารณาร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความสําคัญสูงสุด กระบวนการในการดําเนินการควรที่จะได้ ดําเนินการตามข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ก็ปรากฏว่าเมื่อมีข้อความ เข้ามาพวกผมก็เดินตามไปครับท่านประธาน ก็ได้มีการหารือกัน โดยท่านประธาน คณะกรรมาธิการใช้คําพูดว่า เป็นการหารือของกรรมาธิการเสียงข้างมาก นี่ไม่ใช่ต้องการ จะฟื้นประเด็นอะไรนะครับ แต่ว่าอยากจะกราบเรียนท่านประธาน และท่านประธาน คณะกรรมาธิการว่าอย่าทําอย่างนี้ในห้องประชุมรัฐสภา เพราะนี่คือกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่า ท่านพยายามที่จะเร่งรัด รวบรัดใช้เสียงข้างมากลากไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง นะครับ ผมเองด้วยซ้ําไปที่จะกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมไปท้วงติงในห้องประชุม หรือท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าหารือก็แล้วแต่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ว่าการกระทําอย่างนี้ไม่ชอบด้วยข้อบังคับแน่นอน และไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริง ไม่ชอบด้วย ข้อเท็จจริงก็ตามที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ก็คือว่าไม่มีการดําเนินการในเรื่องนี้อย่างโปร่งใส ไม่มีการปล่อยให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันอย่างทั่วถึงว่ากรรมาธิการได้รับฟังความคิดเห็นแล้ว ควรจะไปปรับปรุงแก้ไขหรืออย่างไร แต่เป็นการรวบรัดตัดความกระทําแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยยึดเอาเสียงข้างมาก ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าพวกผมก็ปฏิบัติตามเสียงข้างมาก แต่ต้องเคารพเสียงข้างน้อย แต่ประเด็นที่สําคัญที่สุดก็คือว่าไม่ได้ดําเนินการตามข้อบังคับครับ ผมอยากจะให้กระบวนการในการพิจารณากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นต้องดําเนินการ ตามข้อบังคับ ถ้าหากท่านประธานคณะกรรมาธิการมีวัตถุประสงค์ครับ ท่านประธานครับ จะไปขอความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ ท่านต้องใช้คํานี้ครับ ท่านจะไปตัดพวกผมไปได้ อย่างไรครับ หรือท่านคิดว่าท่านมีเสียงข้างมากท่านจะทําอะไรก็ได้ ผมคิดว่านี่ละครับ คือปัญหาทางการเมืองของเราที่มีข้อถกเถียงกันอยู่ที่ท่านมักจะออกมาพูดอยู่เสมอว่า ทําไมต้องใช้เวลา ทําไมต้องลาก ทําไมต้องมีปัญหา ทําไมผมต้องมายืนพูดอยู่ในขณะนี้ ก็เพราะเหตุผลเดียว เหตุผลที่ท่านคิดว่าท่านใช้เสียงข้างมาก ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานครับ ผมได้ท้วงติงว่าโดยข้อบังคับ ข้อ ๑๒ การที่จะไปแสวงการความเห็นร่วม การที่จะไปแก้ไขท่านต้องทําโดยข้อบังคับ ถ้าหากจะนัดประชุมก็ต้องแจ้งก่อน ๓ วัน ถ้าเร่งด่วนก็อย่างน้อย ๑ วัน เพราะต้องใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาโดยอนุโลม แต่อย่างไร ก็ตามเมื่อพวกผมได้พูดเรื่องนี้ ก็ขอขอบคุณครับที่ท่านประธานกรรมาธิการก็ยอมรับความคิดเห็น ท่านก็สรุปตัดบทว่าเป็นเพียงการหารือ ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกกระผมก็ไม่ติดใจหรอกครับ แต่ถ้าหากว่าต่อไปนี้ที่เราจะพิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญต่อไปนี้ ผมอยากจะกราบเรียน กับท่านประธานรัฐสภาและท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ท่านอย่าใช้วิธีการที่ผ่านมาเลยครับ ที่ได้ลากเลยมาหลายวัน เพราะท่านใช้วิธีการแบบใช้เสียงข้างมากลากไป และทําท่าที แบบไม่โปร่งใส ลุกลี้ลุกลน จนให้ผมได้กล่าวหาว่าท่านพยายามที่จะทําตามใบสั่งอย่างไรครับ ต่อไปนี้ หลังจากนี้อย่าให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีกเลยครับ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ตั้งแต่ ช่วงเช้านี้ก็เจ็บช้ํามากพอแล้วครับ ผมพยายามยกมือ ผมพยายามเข้าไปห้ามปราม เพื่อไม่ต้องการให้รัฐสภาเรามีความเสียหายไปมากกว่านี้ ขอประธานจงกลับมาทําหน้าที่ของ ประธานตามข้อบังคับและตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าทุกคนจะยอมรับครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ สิ่งที่ผมพูดไปเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นจริงเพื่อได้บันทึกไว้ในรัฐสภาแห่งนี้ และร้องขอว่าประธาน รัฐสภาและประธานคณะกรรมาธิการ ขอให้ได้ดําเนินการอย่างโปร่งใส และขอให้การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญได้ใช้สิทธิกันอย่างถ้วนหน้าอย่างชัดเจน ถึงแม้ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และผมเชื่อว่าพวกผมจะอภิปรายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนรับรู้ด้วยครับว่า การแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งนี้วัตถุประสงค์ที่แท้จริง เป้าหมายที่แท้จริงของเสียงข้างมาก เป็นอย่างไร ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา โดยที่ผมเป็นผู้ที่สงวน คําแปรญัตติของมาตรา ๕ ที่จะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๕ เอาไว้ แล้วก็ได้อภิปราย แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ลุกขึ้นมาชี้แจง

ข้อที่ ๑ สาระสําคัญที่ชี้แจงกับผมก็คือว่า ท่านคณะกรรมาธิการได้กระทําการ ทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ ได้ใช้สติ ได้ใช้ความรอบคอบ ได้ใช้เหตุผลอย่างที่สุดแล้ว แต่ว่าอยู่ ๆ ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เสนอต่อท่านประธานรัฐสภาว่าขอพักการประชุม พักการประชุมไปก็นานนะครับ พวกผมก็นั่งรออยู่ว่าพักการประชุมแล้วท่านจะมาแจ้งอย่างไร ท่านก็มาแจ้งว่าท่านไปหารือกันกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก มันก็ทําให้ผมเกิดปัญหาว่า วิธีปฏิบัติอย่างนี้ผมไม่เคยเห็นคณะกรรมาธิการอื่นเขาทํา มันทําได้หรือครับท่านประธาน ประชุม ๆ กันท่านประธานคณะกรรมาธิการก็เกิดนึกฉุกใจอะไรขึ้นมาก็บอกว่าขอพัก การประชุม แล้วไปหารือ นี่ผมก็อยากจะรู้ว่าทําได้หรือเปล่าวิธีการอย่างนี้

ข้อที่ ๒ ที่ผมอยากจะถามว่าที่ท่านไปหารือกัน ที่เสียเวลาพวกผมต้องนั่งรอ อยู่นี่มันได้ผลอย่างไรครับ ท่านไปหารือเรื่องอะไรครับ ท่านไปหารือเรื่องอะไรครับ แล้วได้ผล เรื่องอะไร ประเด็นไหนบ้างที่ท่านไปหารือมา แล้วก็ผลของการหารือของฝ่ายข้างมาก คิดอะไรครับ ทําไมท่านไม่มาบอกเราตรง ๆ ละครับว่า ท่านไปหารือกันในประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ประเด็นที่ ๓ แล้วได้ผลมาอย่างนั้นอย่างนี้ พวกผมจะได้กําหนดแนวทางในการ ที่จะพูดจาอภิปรายในสภาต่อไปได้ ผมต้องการคําตอบครับท่านประธาน ว่ากรรมาธิการไป หารือกันเรื่องอะไร ไปหารือกันเรื่องประเด็นของข้อกฎหมายในร่างที่เราถกเถียงกันอยู่นี้ หรือเปล่า ส่วนไหน แล้วหารือแล้วคิดอย่างไร แล้วกรรมาธิการจะทําอะไรต่อ ผมต้องการทราบครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ กระผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับ ๑. วิธีการที่ขอความกรุณาท่านประธานพักประชุม เพื่อให้กรรมาธิการไปปรึกษาหารือนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งมีมติให้แก้ไขร่างมาตรา ๕ ที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๑๕ วงเล็บต่าง ๆ นี้เราก็ฟังเสียงจากที่ประชุมแล้ว เราก็ไปปรึกษาหารือว่าตรงไหน ประเด็นใดที่เราคิดว่าฟังแล้วมีเหตุมีผลเราจะแก้ไขเพิ่มเติม หรือจะกลับไปร่างเดิมดีไหม นะครับ ที่ต้องทําอย่างนี้ ๑. ทําได้ไหมนี่ ถ้าท่านย้อนไปตอนเราพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีประเด็นหนึ่ง คือเรื่องของการจะใช้กฎหมายใดไปดูแลการเลือก สสร. ตอนนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าจะใช้กฎหมายท้องถิ่น ในที่ประชุมส่วนใหญ่ ก็บอกว่า ไม่ได้ น่าจะใช้กฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่านั้น ใช้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง แล้วในที่สุดก็พักประชุม ผมก็เป็นประธานนะครับ แล้วก็นั่งประชุมกัน ห้องกรรมาธิการ ๔ นี้ ก็ไปทบทวนและก็ร่างมานําเสนอก็ทําให้การประชุมไม่ยืดเยื้อนะครับ เมื่อกรรมาธิการเห็นพ้องด้วย กรณีแบบนี้เหมือนกันนะครับ กรรมาธิการก็คิดว่า ในเมื่อเราฟังแล้วเราลองไปทบทวนดู ถ้าเผื่ออะไรที่มันเห็นพ้องกับที่ประชุมใหญ่ฟังแนวโน้ม ที่ประชุมแล้วเราเห็นด้วย มันก็จะทําให้ทุกอย่างราบรื่นนะครับ แต่ปรากฏว่ากรรมาธิการ เสียงข้างน้อยท่านก็เข้าไปร่วมประชุมด้วยท่านก็ติติงว่าถ้าจะประชุมแบบนี้ หรือหารือแบบนี้ มันต้องนัดประชุม ๓ วันล่วงหน้า หรือถ้านัดในห้องประชุมก็ต้องให้ท่านประธานนัดล่วงหน้า ๑ วัน กระผมก็คิดว่าจริง ๆ แล้วจะไปปรึกษาหารือกับกรรมาธิการเสียงข้างมากว่าจะเอา อะไรเรื่องต่าง ๆ แต่เมื่อมีประเด็นที่อาจจะทําให้เพื่อนกรรมาธิการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียง ข้างน้อยไม่สบายใจนะครับ กระผมก็เลยบอกว่า เอาอย่างนี้แล้วกันเราก็ถือว่า ไม่ได้ไปประชุม ไม่ได้ปรึกษาหารืออะไรทั้งนั้นนะครับ ถือว่าไปยกประเด็นต่าง ๆ แลกเปลี่ยนกันก็สุดแล้วแต่ เสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาจะว่าอย่างไรนะครับ เท่ากับวันนี้กรรมาธิการก็ยังยืนตามร่าง ของกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ ฉะนั้นก็ให้ท่านประธานให้ท่านสมาชิกได้ชี้แจง แสดงความคิดเห็นต่อครับ และในที่สุดพอเสร็จทุกคนแล้ว ท่านประธานก็คงจะถาม กรรมาธิการเสียงข้างมากจะเอาอย่างไรนะครับ ผมก็จะได้ตอบท่านประธานว่าจะเอาอย่างไร นะครับ เพราะเราก็คิดว่าที่จะตัดสินหาข้อยุติคือห้องประชุมนี้ครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่พออีกหรือครับ ท่านสุเทพ เชิญครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ คือต้องการให้มันจบถ้อยกระทงความ ตอนที่ผมอภิปรายแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนี้คือเรื่องที่ คณะกรรมาธิการไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ โดยตัดข้อความใน (๕) (๖) (๗) (๙) นะครับ ซึ่งผมจะไม่ย้อนไปในรายละเอียด แต่ผมก็อยากจะกราบเรียนถามผ่าน ท่านประธานรัฐสภาไปถึงท่านประธานกรรมาธิการนี่ละครับว่า ที่ท่านติดใจที่ท่านหวั่นไหว ที่ท่านเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่ามันมีประเด็นที่สมาชิกอภิปรายแล้ว ท่านอยากจะกลับไปทบทวน หรือว่าจะไปแก้ไข หรือว่าท่านเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าจะเห็นพ้องกับคําอภิปรายของพวก ผมนี้มันเรื่องอะไรในเรื่องเหล่านี้ครับ มันเป็นเรื่องที่ว่าข้อห้ามเรื่องห้ามบุพการี คู่สมรส บุตร ของ ส.ส. ลงสมัคร ส.ว. หรือว่าท่านฉุกใจเรื่องที่ผมอภิปรายว่ารัฐธรรมนูญเดิมเขาห้าม สมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองไม่ให้ไปสมัคร ส.ว. หรือว่าห้าม ส.ส. ไปสมัคร ส.ว. ทั้ง ๆ ที่พ้นตําแหน่งมันไม่เกิน ๕ ปี หรือห้ามรัฐมนตรีไปสมัคร ส.ว. ทั้ง ๆ ที่ยังไม่พ้น ตําแหน่งไม่เกิน ๕ ปี มันประเด็นอะไรละครับ ผมจะได้ตัดสินใจถูก แต่อยู่ ๆ ท่านบอกว่า ก็แล้วแต่กลับ กลับมาแล้วแต่ความเห็นของสภา ตกลงที่ท่านไปคุยกันนั่นท่านไม่บอกเลย ใช่ไหมครับว่า มันมีประเด็นอะไรที่ท่านไม่ค่อยแน่ใจเสียแล้ว ทําไมท่านไม่บอกล่ะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ จริง ๆ ยังไม่ทันไปพูดจาอะไรกันลงไปในรายละเอียดแต่ละวงเล็บหรอกครับ แค่ (๕) นี่ก็วงแตกแล้วครับ ที่วงแตกนี่ไม่ใช่อะไรใช้ภาษาชาวบ้าน เพราะอะไรครับ ก็ถูกทักท้วงในข้อกฎหมายข้อบังคับอะไรร้อยแปด ฉะนั้นกรรมาธิการก็เลยคิดว่าหมดปัญหา ไม่ต้องปรึกษาหารือแล้วมาฟังต่อดีกว่า ฉะนั้นขณะนี้ก็ยืนยันว่ากรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังยืนยันตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมาก และถึงที่สุดก็แล้วแต่มติที่ประชุม จะเอาอย่างไร ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานวิป ฝ่ายรัฐบาล เชิญครับ เดี๋ยวเอาประธานวิปฝ่ายค้าน แล้วค่อยประธานวิปฝ่ายรัฐบาลดีไหม ท่านจุรินทร์ก่อน เชิญครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกรัฐสภา ผมลุกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อสอบถามเพื่อความชัดเจนเท่านั้นเอง

ประการที่ ๑ แปลว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการที่ไปหารือกับกรรมาธิการ เสียงข้างมากเมื่อสักครู่ ซึ่งผมเพิ่งเคยได้ยินนะครับ ท่านเป็นประธานของกรรมาธิการทั้งคณะครับ ไม่ใช่เป็นประธานกรรมาธิการของเสียงข้างมากหรือเสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เวลาท่านทําหน้าที่ ท่านต้องทําหน้าที่ในฐานะประธานกรรมาธิการของกรรมาธิการทุกคน อันนี้ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าไปหารือกันแล้วเมื่อสักครู่กับกรรมาธิการเสียงข้าง มากแล้วก็วงแตก สุดท้ายท่านมายืนยันในที่ประชุมว่าเพราะฉะนั้นก็เอาไปตามกรรมาธิการ เสียงข้างมาก คําถามของกระผมสั้น ๆ ก็คือแปลว่าถัดจากนี้ไปจะไม่มีกรณีขอให้ ท่านประธานพักการประชุม แล้วท่านไปนัดประชุมกรรมาธิการเสียงข้างมากเพื่อทําอะไร ก็ไม่ทราบอีกแล้วใช่หรือไม่ พวกกระผมจะได้วางใจว่าการพิจารณาจะดําเนินการไป ในที่ประชุมใหญ่ของรัฐสภานี้เท่านั้น ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการชวลิต เชิญครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ มีเพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลเองจํานวนมากทีเดียวสอบถามถึงเรื่องที่ได้มี การพักประชุมเพื่อที่จะไปปรึกษาหารือกันนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร จริง ๆ แล้ว การทํางานในสภาผู้แทนราษฎรหรือในรัฐสภา จําเป็นจะต้องมีการพูดคุยกันเพื่อให้งาน ของสภาเป็นไปด้วยความราบรื่นเกิดภาพลักษณ์ที่ดีของสภาของเรา ท่านประธานวิป ฝ่ายรัฐบาลท่านอํานวย คลังผา ผมและท่าน ส.ว. สุรชัย เมื่อวันศุกร์ได้มีโอกาสได้ขออนุญาต ที่จะไปพบผู้ใหญ่ของฝ่ายค้าน ผมคงไม่เอาเรื่องในที่ลับที่คุยกันมาเปิดเผยในที่แจ้ง แต่วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อให้การดําเนินงานของสภาของเราเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อ การดําเนินงานไม่สามารถที่จะเป็นไปตามสิ่งที่เราคาดการณ์ได้ แล้วก็อย่างที่ท่านประธาน สามารถได้เรียนต่อที่ประชุมนะครับ ก็คงให้เป็นไปตามวาระหรืองานที่จะเดินต่อไปตาม ระเบียบวาระที่เป็นไปที่สมควรจะเป็น แต่ทางเราก็ยังยืนยันในความปรารถนาดีที่อยากจะ เห็นการดําเนินงานในรัฐสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธานวิป ฝ่ายรัฐบาล เชิญครับ

นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะกราบขออภัยท่านผู้ทรงเกียรติ ซึ่งผม ขออนุญาตเอ่ยนาม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยความเคารพ ผมเห็นว่าท่านหนึ่งเป็นผู้ใหญ่ ของพรรคฝ่ายค้านนะครับ ก็ได้ไปร่วมปรึกษาหารือว่าในสภานั้นจะเดินหน้าอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๔ มาตรา ๕ ก็ได้รับคําแนะนํา ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ห้องอาหาร ท่านก็ให้ความกรุณาแนะนําเป็นอย่างดีนะครับว่า นี่เป็นข้อปรึกษาหารือนะครับ ท่านให้ความคิดอย่างนี้นะครับว่า หากกลับไปร่างเดิม ก็จะง่ายขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นผมได้เห็นท่านผู้ใหญ่แนะนําในส่วนนี้ก็นํามาคุยกัน ถือว่าเป็นข้อคิดเห็น ก็มาคุยกัน ท่านชวลิตก็ไปด้วยนะครับ ซึ่งผมไป ๒ คน ไปพูดจากัน ที่ห้องอาหาร วันนั้นก็มีท่านนิพนธ์ ท่านสาทิตย์ ท่านสุเทพ ทั้ง ๓ ท่านได้คุยกัน ผมก็นํา ในส่วนนี้มาหารือกันว่าทําอย่างไรที่จะให้สภาเดินไปได้ ก็ได้คําแนะนําจาก ๓ ท่าน ผมก็เลย มาพูดคุยกัน ก็มาหารือกันว่าต้องการให้งานในสภาเดินไปได้ ก็ได้นําขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง ดังนั้น ประธานขึ้นมาหารือในวันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่เชิญกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมมาพูดคุยกัน ก็ถือเป็นเรื่องหารือ ในกรรมาธิการเท่านั้น ยังไม่ได้ข้อยุติใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นวันนี้ก็คิดว่าเวลาพอสมควร วันนี้เสียเวลาไปมากแล้วก็อยากให้ประธานรัฐสภาได้ดําเนินการประชุมต่อไปครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นขอต่อเลยครับ เชิญท่านสุเทพครับ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเกรงว่าผมจะกลายเป็น คนที่มีปัญหาในพรรคไปถ้าไม่ชี้แจง ที่จริงเหมือนที่ท่านกรรมาธิการชวลิตว่าละนะครับ มันเป็นเรื่องที่คุยกันข้างนอกแล้วก็ไม่อยากจะเอามาพูดข้างใน แต่ว่าเมื่อท่านพูดมามันบันทึก อยู่ในสภา ผมได้กราบเรียนท่านประธานวิปรัฐบาล และท่านกรรมาธิการที่นั่งคุยกันด้วยแล้ว ว่าในพรรคผมมีระเบียบ มีวินัย มาคุยกับผมก็จะเปล่าประโยชน์ เพราะว่าในพรรคผม การตัดสินใจในการปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็นอํานาจของวิป อํานาจของท่านประธานวิป จะเป็นท่านชวน หลีกภัย จะเป็นผม ไม่มีใครที่จะไปเปลี่ยนมติวิป หรือไปแหกมติวิปได้ จะมีความคิดเห็นแตกต่างไปไม่ได้ เพราะว่าพวกผมก็มีระเบียบ มีวินัย แต่ว่าถ้าสนทนากัน นอกรอบ มาคุยกันว่าทําอย่างนั้นดีไหม ทําอย่างนี้ดีไหม เช่น เช่นนะครับ ถ้าท่านบอกว่า มาตรา ๕ ท่านเห็นด้วยกับพวกผม ท่านจะไม่แก้แล้ว จะเอาเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ผมว่าถ้าท่านเห็นด้วยเหมือนกับพวกผมก็ดี เพราะว่าพวกผมไม่เอาอยู่แล้วที่แก้นี้ แล้วก็ไม่ใช่ เฉพาะมาตรา ๕ ทุกมาตราที่แก้มานี้เขาไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว แล้วก็ข้อสนทนาก็ต่อไปว่า แล้วถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านจะเปลี่ยน กรรมาธิการเกิดนึกอยากจะเปลี่ยนขึ้นมานะครับ จะทําอย่างไร ท่านก็บอกว่าจะไปพักประชุมแล้วจะไปประชุมกรรมาธิการ กระผมก็ได้ ท้วงแล้วครับ ท่านประธานครับ บอกว่าคงทําไม่ได้นะครับ เพราะว่าการนัดประชุม กรรมาธิการก็ต้องอาศัยข้อบังคับของรัฐสภา ต้องมีการนัดหมายล่วงหน้า ถ้าท่านจะไป ประชุมแล้วไปประชุมกัน ๑๐ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที แล้วกลับมานี้ผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องที่ ถูกต้อง ผมกราบเรียนอย่างนี้ เพราะว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะไปหักล้างอะไรท่านประธานวิปรัฐบาล นะครับ เพียงแต่ว่าเพื่อให้ได้เข้าใจ เดี๋ยวท่านประธานวิปจุรินทร์ก็จะหาว่าผมล้ําเส้น แต่ผม อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าไหน ๆ ก็เสียเวลาแล้ว ผมก็อยากจะรู้ความคืบหน้า เท่านั้นเองว่าตกลงที่กรรมาธิการนึกว่าจะไปทบทวนนั้นมันข้อไหน หรือว่าทั้งมาตรา แต่ถ้าท่านกลับมาแล้วท่านยืนยันเหมือนเดิม ผมก็จะตั้งหน้าตั้งตาคัดค้านต่อไปเหมือนเดิม ก็เท่านั้นละครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ยังไม่พอหรือครับ พอแล้ว กระมังครับ ท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย แล้วเมื่อสักครู่ผมได้เข้าไป ประชุมด้วย สิ่งที่อยากจะขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ไม่ว่าท่านจะไปคุยกันแบบนอกรอบ อย่างไรก็ตามนี้กับท่านอาวุโสทั้งหลาย ผมคิดว่าถ้าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ก็เสียดายที่ท่านยุติเสีย เมื่อสักครู่ผมไปประชุมแล้วผมได้แสดงความเห็นในที่ประชุม กรรมาธิการด้วย ๑. ผมคิดว่าถ้าจะมีการพูดคุยกันเรื่องของการแก้ไขเพื่อให้เข้าสู่จุดเดิมของ มาตรา ๕ ผมก็ตั้งคําถามกับท่านประธานกรรมาธิการว่าเราจะแก้มาตรา ๖ มาตรา ๗ เสียด้วยไหม คุยกันให้มันครบ ๒. ก็คือผมก็ยังมีความเห็นว่าเรื่องนี้ถ้าว่ามันเป็นการเรียก ประชุมโดยผิดข้อบังคับเราก็ควรจะทําให้มันถูกข้อบังคับ พอถึงจุดนี้ผมคิดว่าแทนที่เรา จะบอกว่าเรากลับมาตรงจุดนี้จุดเดิม ทําไมเราไม่ทําให้มันถูกข้อบังคับ แล้วเดินหน้าในสิ่งที่มี การเสนอกันในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับการเดินหน้าของสภาเรา ผมเพียงแต่อยากจะขอเรียนว่า มันไม่เสียเวลามากหรอกครับ ถ้าเราจะเข้าสู่กระบวนการให้มันถูกต้อง ถ้าเห็นว่าเป็นกรณี เร่งด่วนก็ทําหนังสือแจ้งวันนี้แล้วพรุ่งนี้นัดประชุมอะไรก็ตามที่ให้มันถูกต้องตามข้อบังคับ สิ่งที่ท่านประธานกรรมาธิการขออนุญาตที่จะเรียนว่า ผมเสียดายในสิ่งที่ท่านไม่น่าจะตัดรอน เร็วเกินไป สิ่งที่เป็นประโยชน์กับพวกเรานะครับ ผมว่าทําให้มันถูกข้อบังคับแล้วเดินหน้า ต่อไปได้ ความมันคลุมเครือเมื่อสักครู่ท่านบอกว่าขออนุญาตเอ่ยนามท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านก็ถามว่าหัวข้อไหนบ้าง ก็เป็นคําถามเดียวกับที่ผมถามในที่ประชุม เพราะฉะนั้นถ้าเราเย็นกันสักนิด ทําให้มันถูกข้อบังคับ แล้วให้เดินหน้าต่อไปในการประชุม แล้วรัฐธรรมนูญนี้ได้ประโยชน์ต่อประชาชนที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ผมว่าก็ไม่น่าจะ ละโอกาสตัวนี้เสีย เสียดายครับ ผมเสียดายสิ่งที่ทําท่าจะดีครับ ให้มันดีเถอะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือข้อเสนอครับ ท่านประธานที่เคารพครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ต้องขอขอบคุณท่านศุภชัย นะครับ โดยส่วนตัวผมเห็นด้วยนะครับ แต่ทีนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทั้ง ๓ ฝ่าย กรณีอย่างนี้ครับ อยากฟังความเห็นท่านประธานวิปทั้ง ๓ ฝ่ายด้วยครับ ขอความเห็นในกรณีที่ท่านศุภชัย แนะนําหน่อยครับ ขอความเห็นวิปทั้ง ๓ ฝ่ายครับ ท่านมีอะไรครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะเลขานุการวิปวุฒิสภา ก็อยากจะกราบเรียนในหน้าที่ที่กระผมเองนั้นได้ทํา แล้วก็รวมทั้งเพื่อนสมาชิกได้หารือในประเด็นที่การพักการประชุม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ในที่ประชุมแห่งนี้นะครับก็คือสืบเนื่องอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเองก็พยายามทําหน้าที่ ในฐานะเลขานุการวิปวุฒิสภาอย่างเต็มที่ แล้วก็ทําหน้าที่ในวิป ๓ ฝ่าย แต่สืบเนื่องจากว่า การประชุมวิป ๓ ฝ่ายนั้นไม่สามารถกระทําได้เลย ทุกครั้งเมื่อวันที่ ๓๐ วันศุกร์ที่แล้ว ท่านประธานก็บอกว่าให้มีการประชุม ๓ ฝ่าย ก็ปรากฏประชุมไม่ได้ ๓ ฝ่าย ก็เหลืออยู่ ๒ ฝ่าย ก็คือมีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายวุฒิสภา พอประชุมกันเสร็จก็ไม่สบายใจว่ามันมีอยู่ ๒ ฝ่าย แล้วจะมีมติออกมา แล้วเราดําเนินการตามมติไปแล้วจะเป็นที่ยอมรับไหม ก็ไม่มีมติก็ถือว่า ไม่ตัดสินใจว่าจะประชุมต่อไป ในที่ประชุมก็มีการหารือว่าเมื่อประชุมไม่ได้ก็ต้องให้อํานาจ ท่านประธานเป็นผู้ชี้ขาด แต่ท่านประธานเองเท่าที่ผมดูการประชุมก็หนักใจ เพราะชี้ขาด อะไรไปก็จะถูกประท้วงอยู่ตลอดเวลา ทีนี้ผมเองก็ถูกเชิญจากท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลนะครับ ว่าลองไปหารือนอกรอบดูสิ ผมเองก็พยายามทําทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่เป็นผล เมื่อไม่เป็นผล ก็ไม่เป็นอะไรครับ แต่ว่าสิ่งที่วันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการนั้นได้พักการประชุม เพื่อหารือ ผมเองผมก็บอกท่านว่าได้รับ ดีด้วยครับ เพราะว่าเนื่องจากมาตรา ๕ ในกรรมาธิการเองก็มีการแก้ไข เพื่อนสมาชิกก็มีการคัดค้านอภิปรายกันมากมายว่า ไม่เห็นด้วย สังคมก็กล่าวหาว่าเป็นสภาผัวสภาเมีย ทาง คปก. คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ท่านคณิต ณ นคร ก็มีหนังสือมายังรัฐสภาในประเด็นนี้เหมือนกัน เมื่อประธาน คณะกรรมาธิการเห็นว่าถ้าจะถอยกลับไปที่เดิมก็พักหารือ สิ่งเหล่านี้ก็กระทําได้ครับ เพราะว่าเราพิจารณากฎหมายใน มาตรา ๒ รายมาตรา ในสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ในวุฒิสภา ก็ดี เราก็มีทําสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วนะครับ แต่เมื่อท่านประธานนั้นหารือแล้วไม่เป็นผลก็ถือว่า ย่อมดีกว่าไม่หารือ เมื่อไม่หารือไม่เป็นผลเราก็ต้องใช้ข้อบังคับในการประชุมแห่งนี้นะครับ ท่านประธานก็ดําเนินการประชุมต่อไป ในมาตรา ๕ กรรมาธิการแก้ไข กรรมาธิการ สงวนความเห็น ผู้แปรญัตติ และสมาชิกที่อยากจะอภิปรายในประเด็นที่กรรมาธิการแก้ไข ก็ไปเข้าชื่อก็กระทําได้ ผมเองนั้นก็อยากจะให้ท่านประธานดําเนินการประชุมต่อไป แล้วก็ ช่วยกําชับนิดหนึ่งว่าบางครั้งการอภิปรายบางทีมันนอกประเด็นมันก็ทําให้เราต้องใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้มากเกินไป ก็จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงให้ที่ประชุมทราบ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนั้นเดินต่อนะครับ ผมขอรายชื่อส่งรายชื่อหน่อยได้ไหมครับ ท่านต่อไปท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ แล้วขอส่ง รายชื่อใหม่ด้วยนะครับ เพราะของเก่าดูจะสับสนนิดหนึ่ง ระหว่างนี้ขอรายชื่อด้วยครับ เรียงลําดับมาให้ด้วยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้ขอสงวน ความเห็นความในมาตรา ๑๑๕ ไว้ทั้งหมด ซึ่งความในมาตรา ๑๑๕ นั้นเป็นประเด็นสําคัญ ในเรื่องของคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะรับสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานจะเห็นได้ชัดเจนว่า ตั้งแต่พิจารณาร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ผมยังไม่ได้ลุกขึ้นอภิปราย เพราะว่าประเด็นหลักสําคัญที่สภาแห่งนี้ได้ให้ ความเห็นชอบไปก็คือว่า ให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ผมมีคิดเห็นโดยส่วนตัวว่า การมาจากการเลือกตั้งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความยึดโยงกับ พี่น้องประชาชน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่ได้ถือว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นเครื่องหมายของ ประชาธิปไตย เพราะในประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภาที่เป็นสองสภา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านชินวรณ์ครับ ขออภัย ท่านสงวนไว้มีใน (๖) จาก ๕ ปี เป็น ๒ ปี และ (๗) จาก ๕ ปี เป็น ๒ ปี และ (๙) จาก ๕ ปี เป็น ๒ ปี ในส่วนของที่ไม่ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองและไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรหรือเคยเป็น แล้วก็ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านแก้ไขจาก ๕ ปี ขอเป็น ๒ ปีนะครับ ประเด็นของท่านอยู่ตรงนี้นะครับ ขอให้อยู่ในประเด็นครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับที่ท่านประธาน อนุญาตให้ผมพูดทุกวงเล็บที่ผมได้แปรญัตติ ความจริงผมจะพูดโดยภาพรวมที่ไม่ต้องใช้ เวลามาก เมื่อท่านประธานได้กรุณาก็ขอขอบพระคุณครับ เพราะว่ากรรมาธิการได้มีการไป แก้ไขนะครับ ตั้งแต่ (๕) ไม่เป็นกรณีคู่สมรส ผมก็แปรญัตติกลับมา การไม่เป็นสมาชิกผู้ดํารง ตําแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดํารงตําแหน่ง ผมก็แปรญัตติ กลับมาที่ให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขเวลาสองปี ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินสองปี บุคคล ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ ผมก็แปรญัตติกลับมานะครับ แล้วก็ (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งไม่ใช่วุฒิสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช่วุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่พ้นตําแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินสองปี ชัดเจน ไหมครับ ท่านประธานครับ ก็แสดงว่าผมได้แปรญัตติในประเด็นเรื่องคุณสมบัติและ คุณลักษณะต้องห้ามในการเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่เมื่อสักครู่เพียงแต่ผมเกริ่นขึ้นมา ท่านประธานก็กรุณาว่าให้ผมพูดทุกวงเล็บไปทีละวงเล็บ ก็ดีเช่นเดียวกันครับ แต่ว่าก่อนที่จะไป กระผมขออนุญาตท่านประธานว่าทําไมผมจึงได้มาแปรญัตติในมาตรานี้ เหตุที่ผมต้อง แปรญัตติในมาตรานี้ ผมได้เริ่มกราบเรียนกับท่านประธานสภาว่า ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอ ขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะกําหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ซึ่งเดิมนั้นวุฒิสภาก็มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการสรรหาอีก ๗๕ คน ท่านประธานครับ ผมไม่ขัดข้องนะครับ ที่มีการแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า การเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นความเป็น ประชาธิปไตย เพราะความเป็นประชาธิปไตยมันมีองค์ประกอบหลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ ท่านชินวรณ์ครับ ประเด็นนั้นมันข้ามมาแล้วนะครับ ขอเข้าประเด็นของท่านดีกว่านะครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ก็ผมกําลังอธิบายอยู่ในประเด็น ว่าทําไม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

มันอยู่มาตรา ๓ มันจบไป แล้วครับ ขอเข้าประเด็นท่านเถอะครับ ที่สงวนและมีการแก้ไข

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

นี่ละครับ ท่านประธานเป็นห่วง อย่างนี้ละครับ จึงมีข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นปรากฏการณ์ของระบอบ ทักษิณนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ พูดอย่างนี้ใส่ร้าย นะครับ ผมกําลังดูแลการประชุม โดยยึดข้อบังคับนะครับ ข้อบังคับชัดเจนนะครับ ในวาระสองนี่ให้พูดได้เฉพาะในส่วนที่สงวนเอาไว้หรือมีการแก้ไข

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ก็ผมกําลังจะอภิปรายเพื่อเข้าไปสู่ ประเด็นที่ได้มีการแก้ไขครับ เพราะเป็นเรื่องสําคัญที่สุดในการแก้ไขกฎหมาย การแก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ เพราะฝ่ายที่เห็นด้วยก็จะอ้างแต่เพียงว่าเป็นการแก้ไขให้ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้ง เพราะยึดโยงกับประชาชน ผมอธิบายว่าโดยหลักการนั้นผมไม่ขัดข้อง แต่การเลือกตั้งนั้นต้องมีเหตุผลอย่างไรที่ผมจะอธิบายมาตรา ๕ แต่ท่านประธานก็ใจร้อน กําลังจะเข้าพอดี ท่านประธานก็ท้วงติงเป็นครั้งที่ ๒

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

กําลังจะเข้าก็เอาเลยครับ เชิญเลยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ใช่ครับ พอท่านประธานท้วงติง เป็นครั้งที่ ๒ ผมก็ต้องอธิบายเหตุผลต่อครับว่า ที่ผมต้องชี้แจงเหตุผลดังนั้น เพราะมี ข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นปรากฏการณ์ของระบบทักษิณ เพราะในยุคที่ผ่านมานั้นมีการครอบงํา

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมว่าอยู่ในประเด็น ดีกว่าครับ แล้วอย่าไปพาดพิงให้เสียหายเลยครับ นอกจากไม่อยู่ในประเด็นแล้วยังไปพาดพิง ให้เสียหาย มันผิดข้อบังคับชัดเจน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

พอแล้วครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

แล้วท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วง ท่านประธานครับ ท่านประธานออกอาการอย่างน้อย ๒ ครั้ง เกือบ ๓ ครั้งนะครับ สมาชิก แปรญัตติ สงวนคําแปรญัตติ และอภิปรายในส่วนที่มีการแก้ไขครับ คําอภิปรายมันไม่ได้ เพียงแค่การแปรญัตติเท่านั้นนะครับ มีส่วนที่แก้ไขด้วย ซึ่งก็แก้ไขเยอะมาก การพูดถึง ในส่วนแก้ไขรวมไปด้วยสมาชิกน่าจะต้องมีสิทธิทําได้ แต่ประธานเป่านกหวีดตลอดเวลาครับ เป็นกรรมการที่ไม่ยอมให้นักเล่นเขาได้แสดงความสามารถของเขา หรือแสดงบทบาทหน้าที่ ของเขา ท่านประธานต้องทําหน้าที่เป็นกลางครับ ท่านประธานครับ และตามข้อบังคับ การประชุมอย่างเคร่งครัดก็คือว่า ทั้งการแปรญัตติและส่วนที่แก้ไขก็จะอภิปรายต่อไปได้ครับ ผมขอให้ท่านดูแลข้อบังคับอย่างถูกต้องนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมดําเนินตามข้อบังคับ และข้อบังคับเขียนไว้ชัดเจนนะครับ วาระที่สองให้อยู่ในกรอบที่ได้สงวนคําแปรญัตติไว้ เท่านั้น แล้วก็มีการแก้ไขเท่านั้น แต่ท่านกําลังอภิปรายในมาตรา ๓ ที่ลงมติไปแล้ว และผม ก็ได้เตือนว่าให้เข้าประเด็นได้แล้ว และท่านก็บอกว่าท่านจะเข้าประเด็น แต่ก็ยังไม่เข้า ประเด็น นอกจากไม่เข้าประเด็นแล้วยังไปพูดพาดพิงทําให้คนอื่นเสียหาย ซึ่งผิดข้อบังคับ ทั้งนั้นเลย ผมก็ใช้ดุลยพินิจตามข้อบังคับที่ท่านให้ผมปฏิบัตินั่นละครับ เพราะฉะนั้น ท่านชินวรณ์ครับ ขอความกรุณาเถอะครับ เอาอยู่ในประเด็นแล้วอย่าไปพาดพิงคนอื่น เสียหายเลยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

อยู่ในประเด็นครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

และมาประท้วงคําวินิจฉัย ของประธานก็ผิดข้อบังคับอีกครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

ผมยังไม่ได้ประท้วงเลยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมขอต่อเนื่องนิดเดียวเท่านั้นเองครับท่านประธาน ใจเย็น ๆ ครับ ท่านประธานครับ ท่านทําหน้าที่ประธานรัฐสภาของสมาชิกทุกคนนะครับ ผมเรียนท่านว่าถ้าท่านยังมีท่าทีแบบนี้ การประชุมจะเดินไปไม่ได้ครับ ผมก็เพียงแต่ด้วยความหวังดีนะครับว่าเห็นท่านก็เหนื่อย ท่านประธานนิคมแอบหลับบนบัลลังก์ด้วยซ้ํานะครับ ทุกท่านเหนื่อยทั้งนั้นครับ สมาชิก วุฒิสภาประชุมมาแล้ว ๒ วันเต็ม ๆ ครับ วันนี้วันที่ ๓ วันศุกร์ท่านต้องประชุมอีกนะครับ เห็นทุกคนจริง ๆ ครับ แต่ถ้าท่านประธานยังแข็งขนาดนี้ ยังหวดทุกคน ทุกประเด็น ทุกคําพูดอย่างนี้ ผมเชื่อว่าการประชุมวันนี้ไม่ราบรื่นแน่นอนครับ ผมฝากท่านเพียงเท่านี้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ถ้าอย่างนี้มันก็ลําบาก นะครับ บอกให้ผมยึดข้อบังคับ พอผมยึดข้อบังคับก็หาว่าผมอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เป็นกลาง รับคําสั่งอะไรก็ไม่รู้ ผมเชื่อว่าประชาชนที่ดูอยู่ที่บ้านเขารู้ ท่านชินวรณ์ครับ ขอความกรุณา เถอะครับ เข้าประเด็นและอย่าไปพาดพิงคนอื่นให้เสียหายครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เข้าประเด็นครับว่า ผมได้แปรญัตติและขอสงวนความเห็น ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก เริ่มตั้งแต่ (๕) คือผมสงวนความเห็นว่า การเป็นวุฒิสมาชิกต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดวงเล็บนี้ไปครับ คือให้มีสภาผัวเมียได้ ผมได้สงวน ความเห็น ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคย ดํารงตําแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง มาแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ก็คือว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัด เงื่อนไขเรื่องเวลาออก ก็คือเป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ลาออกวันนั้น สมัครวันนั้นได้เลย ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกิน ๒ ปี คือเดิม ๕ ปี ผมขอเพียง ๒ ปี คืออย่างน้อยก็พ้นวาระสมัยหนึ่ง นับถึงวันรับสมัคร เพราะต้องการที่จะให้วุฒิสมาชิก เป็นกลางครับท่านประธาน ไม่เข้าเกี่ยวข้องทางการเมืองครับ และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธาน เพราะต้องการที่จะให้วุฒิสมาชิกมีคุณสมบัติพิเศษ และ (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่วุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา ท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี เพื่อไม่ให้เกิด ในเรื่องของผลประโยชน์ขัดกันครับ ผมได้แปรญัตติไว้ทั้ง ๕ วงเล็บนี้ ผมจึงได้ให้เหตุผลกับ ท่านประธานก็เนื่องจากว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมามีการครอบงําวุฒิสภา จนท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ได้เคยพูดในสภาแห่งนี้ว่ามีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน และปัจจุบันนี้ท่านก็ยังอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน เพราะไม่เสียหาย เมื่อมีการครอบงําวุฒิสภาก็นําไปสู่การเข้าไปครอบงําองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และนําไปสู่การฟ้องร้อง กกต. ยุคนั้น แล้วก็ในท้ายที่สุด ก็ถูกศาล ตัดสินนะครับ หรือแม้แต่องค์กรอื่น ๆ ที่เข้าไปครอบงําในองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจ ที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาโดยตรง นั่นคือในท้ายที่สุดนําไปสู่การรวบอํานาจ และเป็น ที่มาของปัญหาทางการเมืองนะครับ นั่นคือคราวนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีข้อกล่าวหา ว่าครอบงําวุฒิสมาชิก โดยใช้ทุนแบบสามานย์ แต่วันนี้ผมจะตั้งข้อกล่าวหาในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ ว่ากําลังมีกระบวนการที่จะครอบงําวุฒิสมาชิก โดยใช้อํานาจทางการเมือง ทําไมผมตั้งข้อกล่าวหาแบบนี้ ก็เพราะว่าการดําเนินการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก มีวาระซ่อนเร้นอ้างความเป็นประชาธิปไตยว่า เป็นเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตยที่ต้องปกครอง ด้วยกฎหมาย คือระบบนิติรัฐ และระบบนิติธรรม คือการปกครองที่จะต้องคํานึงถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน คือการปกครองที่จะต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล มีดุลยภาพในทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นที่มาว่า ถ้ามีการแก้ไขให้มีสภาผัว สภาเมีย ให้สมาชิกพรรคการเมืองลงได้ ให้นักการเมืองลงได้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้มีประโยชน์ได้เสียลงได้ ในมาตรา ๕ นี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่สําคัญที่จะ นําไปสู่การทําลายดุลยภาพทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติ ไว้ว่าการกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์อิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ผมจึงอยากจะวาดภาพให้ ท่านประธานรัฐสภาและพี่น้องประชาชนได้เห็นว่าทําไมผมจึงเป็นห่วงจินตนาการเอาเอง เหมือนที่ประธานกรรมาธิการได้ตอบตอนที่เพื่อนสมาชิกคนอื่นอภิปรายหรือไม่ ผมก็ต้องมา ทบทวนสิครับท่านประธาน ว่าระบบรัฐสภาในโลกนี้ที่ใช้ระบบ ๒ สภา มีกี่ประเทศ และประเทศใดบ้างที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศใดบ้างที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วผม กราบเรียนกับท่านประธานว่า มีหลายประเทศที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง เขาก็เป็น ประชาธิปไตย เพราะเขาได้วางระบบดุลยภาพในทางการเมืองให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล แต่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเรานั้นได้กําหนดบทบาท ของวุฒิสภา มีทั้งหมด ๖ ประการใหญ่ ๆ นี่ละครับที่น่าเป็นห่วงท่านประธาน

ประการแรก คือกลั่นกรองกฎหมาย

ประการที่ ๒ คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

ประการที่ ๓ ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญต่าง ๆ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ได้กําหนดไว้ เช่น การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเหล่านี้เป็นต้น

ประการที่ ๔ ให้พิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่ง

ประการที่ ๕ ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง และอํานาจหน้าที่อื่น ๆ

โดยสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราไม่ได้แก้ไขในเรื่องอํานาจหน้าที่นั้น นอกจากมีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว ยังมีอํานาจหน้าที่กึ่งศาล คือมีอํานาจหน้าที่ในการไปพิจารณาให้คนดํารงตําแหน่ง ให้ถอดถอนออกจากตําแหน่งด้วย โดยเฉพาะมีหน้าที่ที่จะไปแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่เป็น องค์กรอิสระที่ได้กําหนดเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานลองนึกภาพดูสิครับว่า ถ้าให้สมาชิกวุฒิสภามีคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกันกับ ส.ส. หรือเป็นนักการเมืองทั่วไปที่มาจาก ฐานพรรคการเมือง การที่จะดําเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวนี้เป็นการทําลายดุลยภาพ ในระบบการเมืองหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่าเป็นห่วงขึ้นมาเองนะครับ วันนี้ต้องกราบเรียนว่ามีบุคคลไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๖ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านครับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ร้องที่ ๑ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ร้องที่ ๒ นายคมสัน โพธิ์คง ผู้ร้องที่ ๓ เขาร้องใครครับ เขาก็ร้อง ผู้ร้องที่ ๑ จนถึงผู้ร้องทั้งหมดตามบัญชีแนบท้าย มีทั้งหมดเป็นรายนามตั้งแต่หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค จนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ๒๖๔ คน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญร่างนี้ มีประเด็นสําคัญที่ผมได้ กราบเรียนกับท่านประธานไปแล้ว คือผู้ร้องก็มีความคิดเห็นเหมือนที่ผมเป็นห่วงนี่ละครับ แต่วันนี้ผมยังมีโอกาสที่จะเป็นปากเป็นเสียงท้วงติงแทนพี่น้องประชาชนที่เขาเป็นห่วงตามที่ ผมกล่าวหาเบื้องต้นว่าเป็นปรากฏการณ์ในระบบชั่วร้ายในทางการเมืองที่ผ่านมา ผู้ร้องได้ร้องว่า การแก้ไขในร่างมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๔๑ และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทําลายกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลในวุฒิสภาที่ถ่วงดุลต่อสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ทําลายการถ่วงดุลวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร และถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เป็นการกระทําขัดต่อ หลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีผู้พูดไปหลายคนแล้วในมาตราที่ผ่านมา แต่ว่าในส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๕ ก็คือว่าเป็นเรื่องที่มีความชัดเจนในมาตรา ๕ ว่า ถ้าหากว่าให้คุณสมบัติของคนเป็นสมาชิกวุฒิสภาไปเป็นบุพการี เป็นคู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกตัดออกไป คือสามารถที่จะดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ผมคิดว่านี่คือข้อแรกที่ทําลายระบบดุลยภาพทางการเมืองที่ชัดเจน และจึงเป็นที่มาที่ไป ครับท่านประธาน ที่ผมเรียนกับท่านประธานว่า ทําไมท่านประธานคนที่แล้วจึงสมคบคิดกับ ประธานกรรมาธิการพักการประชุม เขาก็ไปหารือเรื่องนี้ละครับ เพราะวันนี้มีกระแสออกมา จากรายการสื่อสารมวลชน จากพี่น้องประชาชน จากนักวิชาการว่าวันนี้รัฐสภาแห่งนี้ กําลังหลับหูหลับตา ลืมภาพอันชั่วร้ายที่เรียกว่า สภาผัวเมีย ไปแล้วหรือ กรรมาธิการ ก็สะดุ้งตื่นและกําลังที่จะนําไปสู่กระบวนการแก้ไขละครับ ผมก็เลยเรียนกับท่านกรรมาธิการ ตอนไปประชุมด้วยกัน เมื่อสักครู่นี้บอกว่า ถ้าท่านแก้ไขประเด็นนี้ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกผม ไม่เห็นด้วย เพราะพวกผมได้สงวนความเห็นให้ (๕) คือไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดไปเป็น สมาชิกวุฒิสภา ส่วนในสภาผู้แทนราษฎรใน อบจ. ใน อบต. ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ของฝ่ายที่จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ ส.ว. นั้นเป็นฝ่ายตรวจสอบ และมีหน้าที่พิเศษกึ่งศาลในการที่จะพิจารณาตัวบุคคล แต่งตั้งตัวบุคคลและถอดถอนตัว บุคคลท่านประธานที่เคารพครับ วงเล็บต่อไปนี่น่าเกลียดมากเลยครับ ขอประทานโทษ เมื่อสักครู่นี้ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายไปแล้วว่า ทําไมท่านไม่ตัดออกไปทั้งหมด ละครับ ท่านยังคงไว้ว่า ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง แปลว่าอะไร แปลว่าดํารงตําแหน่งได้เลยครับ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย วันสมัคร วุฒิสภาก็ไปสมัครได้เลย ก็เท่ากับว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย ก็มีคนกล่าวหาว่า พรรคการเมืองบางพรรคมีบัญชีพรรคการเมืองบัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ บัญชี ๑๑๑ จะเอา วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่สําคัญนี้ไว้รองรับบุคคลทางการเมืองเท่านั้นหรือ และวันนี้ก็ไม่มีใครปฏิเสธครับ เพราะมีหลายคนได้เดินทางไปหาเสียงในบางพื้นที่แล้ว เพราะเชื่อว่าเมื่อมีเสียงข้างมาก คงผ่านรัฐสภาแน่นอน ท่านประธานคณะกรรมาธิการอย่าไปเอาหัวข้อเดียวเฉพาะตัด ครึ่งเดียว เอาเฉพาะสภาผัวสภาเมียออกนะครับ ผมไม่ยอมหรอกครับ เมื่อสักครู่ผมเอง ก็มีการท้วงติงที่ท่านไปประชุมจนท่านยอมรับฟังความคิดเห็นของพวกผม ท่านจึงถอย กลับมา และบอกว่าหารือก็ไม่เป็นไร แต่ท่านต้องยอมรับ (๖) ด้วยครับ เพราะ (๖) จะเป็น หัวใจที่สําคัญครับ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเขาตัดปัญหานี้ออกไปเลยนะครับ เช่น ประเทศอังกฤษเขาก็มีสภาขุนนาง และมาจากการแต่งตั้งของขุนนางและของข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่จริง ๆ ที่มีประสบการณ์ เพื่อต้องการที่จะให้วุฒิสภาเป็นสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย เป็นสภาที่ทําหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบและเป็นกลางทางการเมือง วันนี้คนเขาก็มองต่อไป ว่าถ้าท่านสามารถคุมเสียงในวุฒิสภาได้ก็นําไปสู่การเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระได้ และเมื่อไป แทรกแซงองค์กรอิสระได้ก็เท่ากับรวมอํานาจประเทศได้ เพราะฉะนั้นการลงทุนครอบงําวุฒิสภา คราวนี้เป็นการลงทุนโดยใช้อํานาจทางการเมืองเหมือนเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมามีคนเห็นว่าใช้เงิน เพื่อมีอํานาจทางการเมือง เมื่อมีอํานาจทางการเมืองก็ใช้อํานาจทางการเมืองควบรวมประเทศ เมื่อควบรวมประเทศเสร็จแล้วก็จะควบรวมผลประโยชน์ของประเทศ และเมื่อควบรวม ผลประโยชน์ของประเทศแล้ว มีผลประโยชน์มหาศาลแล้วก็เอาผลประโยชน์นั้นมาจัดการ ในการให้ได้ที่มาที่เป็นอํานาจทางการเมืองคือการทุจริต ตั้งแต่การเลือกตั้ง นี่คือกระบวนการ ที่ผมอยากฉายให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าอันตราย อันตรายมากเลยครับ ไม่เป็นบุพการี เป็นคู่สมรสก็มากพอแล้ว แต่ว่าก็แน่นอนคงไม่มีครอบครัวใดที่จะมีความพร้อมที่จะเป็นได้ ทั้งสามี ภรรยา ลูก ในคราวเดียวกันเป็นจํานวนมากนักจนถึงขั้นที่จะมีนัยสําคัญ แต่ว่าก็เป็น เรื่องที่มีความเสียหายจากสภาชุดที่ผ่านมา แต่ประเด็น (๖) นี้สําคัญจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะเป็นการเข้าร่วมเข้าไปสู่บันไดขั้นแรกที่ใช้ฐานอํานาจทางการเมืองไปสู่การเป็น ตําแหน่งวุฒิสภา เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ไม่ว่าฐานการเมืองของพรรคใดอยู่ ในพื้นที่ใด ถ้าหากให้สมาชิกพรรคหรือคนที่พี่น้องประชาชนรู้กันโดยทั่วไปว่าทํางานให้กับพรรคใด อยู่ในบัญชีรายชื่อ อยู่ในบัญชีรัฐมนตรี อยู่ในบัญชีหมายเลขใด ๑๐๙ ๑๑๑ ก็จะเป็นที่รู้กัน โดยทั่วไปสิครับว่าบุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็นฐาน ทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าต่อไปนี้การเมืองในวุฒิสภาก็ถูกส่งไปจากการเมือง ที่มาจากฐานของพรรคการเมืองและเป็นการปิดโอกาสของบุคคลอื่นทําให้มนุษย์พันธุ์ การเมืองพันธุ์เดียวเท่านั้นที่จะเป็นได้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. (๗) ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดเงื่อนไขเวลาไม่เกิน ๕ ปี ผมให้แค่ ๒ ปีครับ ผมสงวนความเห็นลงมาแค่ ๒ ปี อย่างน้อยก็วาระที่หนึ่ง แต่ท่านตัดออกหมดเลย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่เดี๋ยวนี้ ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปลงเป็น สมาชิกวุฒิสภา ได้เปรียบทั้งฐานการเมืองในการเลือกตั้ง และแน่นอนที่สุด ยิ่งมี ความผูกพันกับพรรคการเมือง หรือวันนี้เห็นว่าตัวเองได้ผลประโยชน์จากคําว่า การเลือกตั้ง และใช้การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นหรือ ผมคิดว่านี่ละครับ มันยอมไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และจะตรวจสอบได้อย่างไร ล่ะครับ ผมเรียนว่าน่าเสียดายมากครับ เรามีความคิดเรื่องปฏิรูปทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เรามีองค์กรอิสระ มีกฎหมาย ป.ป.ช. มีการพูดถึงประโยชน์ทับซ้อน มีการพูดถึงการบริหาร จัดการที่ดี แต่วันนี้การเริ่มต้นที่นําไปสู่การควบรวมอํานาจ ขาดดุลยภาพทางการเมือง การใช้ฐานทางการเมืองเข้ามาสร้างกลไกใหม่เป็นการสร้างกลไกในการรวบอํานาจได้เริ่ม เกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ และเช่นเดียวกัน ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าควรที่จะเป็นชุดความคิดเดียวกัน คือถ้าห้ามไม่ให้ ส.ว. เป็น ส.ว. อีกต่อไป ก็ต้องห้ามไม่ให้ ส.ส. มาเป็น ส.ว. ได้ครับ ก็จะได้ เกิดความเป็นธรรมเท่ากันครับ แต่นี่ท่านไปแก้ไขมาตรา ๑๑๖ ให้ ส.ว. คราวนี้ สามารถลง สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้ แปลว่าอะไร แปลว่า ประการที่ ๑ ให้คนเสนอกฎหมายนี้และลงมติกฎหมายนี้ ได้ประโยชน์จากการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะสามารถลงซ้ําได้ ลงซ้ําได้แล้ววาระเดิมทีเดียวก็ถกเถียงกันในชั้น กรรมาธิการ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามที่ท่านชํานิได้พูดถึงครับ เดิมมีการคัดค้านกันมาก เอาวาระ ๔ ปี พอ วาระ ๖ ปีนี้นะครับ ถ้าเป็นซ้ําได้รอบที่ ๒ กี่ปีครับ ๑๒ ปี เป็นซ้ําได้รอบที่ ๓ กี่ปีครับ ๑๘ ปี ท่านประธานครับ เราจะให้องค์กรที่ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบ ดูแล ถอดถอน แต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ มีวาระเป็นติดต่อกันได้ โดยอ้าง แต่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้นหรือ ท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงครับว่า ไม่สามารถ ไปตัดสิทธิขั้นพื้นฐานได้ มีท่านหนึ่งต้องการจะโชว์บอกว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนมาจาก การเลือกตั้งเป็นคนตัดสินใจเอง เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ไปโน่นเลยครับ ผมได้ปรึกษา นักกฎหมาย และเผอิญผมก็โชคดีครับ ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็ได้เชิญผมไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในนามผู้เป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายฉบับนี้ละครับ ผมก็ถามเหตุผล ของคณะกรรมการ คปก. ว่าการที่เราจะไปกําหนดห้ามสิทธิไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาผัวเมีย เป็นสภาที่เกี่ยวข้องกับฐานทางการเมือง เป็นสภาที่เป็นนักการเมืองอยู่แล้ว เป็นการตัดสิทธิ ของนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่าโดยกฎหมายมหาชน ท่านประธานครับ การดําเนินการ ในการกําหนดสิทธิหรือลักษณะต้องห้ามบางอย่างไม่ได้เป็นการตัดสิทธิตามความหมายของ สิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมือง แต่เป็นการตัดสิทธิหรือกําหนดคุณลักษณะไว้ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ ป้องกันการผูกขาด ป้องกันการรวบอํานาจ เป็นเรื่องปกติ ของประเทศในระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยทั่วไปที่เป็นสากลยังกําหนดไว้ด้วยซ้ําไปครับว่าให้ใครสมัครได้ ไม่สมัครได้ ด้วยการกําหนดอาวุโสและความสามารถด้วยซ้ํา และบางประเทศก็กําหนดวาระด้วยซ้ํา ไม่ให้เกิน ๒ วาระ ไม่ให้เกิน ๑ วาระ ไม่ใช่มาอ้างแต่เพียงการเลือกตั้ง แล้วบอกว่าเป็นกี่วาระ ไปได้ตลอด อย่างนี้จึงเป็นข้อกล่าวหาว่าที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญร่างนี้เพื่อให้ที่มาของ ส.ว. นั้นได้มีคุณลักษณะที่มาจากฐานพรรคการเมืองไม่พอ แต่ให้ ส.ว. ที่เป็นอยู่แล้ว ได้ประโยชน์โดยตรงจากการที่สามารถไปเลือกตั้งซ้ําได้ จึงเป็นที่มาที่เรียกว่าเป็นการ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อผลัดกันเกาหลังระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการ จะนําไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่างมาตรา ๖๘ ร่างมาตรา ๑๑๙ และอาจจะนําไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามความต้องการของพวกท่านต่อไป พี่น้องประชาชน เห็นภาพนี้แล้วไหมครับ ว่าทําไมพวกผมจึงได้ขอสงวนความเห็นในเรื่องคุณสมบัติ และ พวกผมได้ยืนยันว่านี่คือมาตราที่สําคัญที่สุดที่พวกกระผมจะต้องต่อสู้ครับ ท่านถอยไปเลยครับ แต่ท่านอย่าถอยครึ่งทาง ท่านประธานครับ ถ้าหากประธานคณะกรรมาธิการจะขอ ความร่วมมือกับพวกผมว่าท่านจะถอยไป ขอให้ท่านได้ถอยไปให้สุดซอยครับ หากท่านมี ความจริงใจว่าท่านต้องการให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อยึดโยงกับ ประชาชน ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้ ส.ว. ลงซ้ําได้ ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้มี สภาผัวเมีย ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้มีสภาที่มาจากสมาชิกของพรรคการเมือง ท่านถอยกลับไปเถอะครับ อย่าให้สภา ส.ว. ชุดหน้ามาจากนักการเมืองที่เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านถอยกลับไปเถอะครับ อย่าให้คนที่จะเป็น ส.ว. ในอนาคต มีผลประโยชน์ขัดกัน เพราะเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อนครับ ถ้าท่านถอย กลับไป นี่คือครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง ๕ ข้อที่ผมได้สงวนความเห็นไว้นี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งเท่า นั้นเอง ท่านต้องถอยกลับไปในการที่จะไม่ให้ ส.ว. ชุดนี้ลงซ้ําได้ ถ้าท่านถอยไปก่อน ท่านประธานครับ ผมก็อาจจะไม่จําเป็นต้องพูดในมาตรา ๑๑๖ ในมาตรา ๑๑๗ และที่สําคัญ ผมได้สงวนความเห็นในมาตราสุดท้ายครับท่านประธาน คือมาตรา ๑๑๓ เอาไว้ ผมก็ ไม่จําเป็นต้องพูด แต่ถ้าท่านไม่ถอยไป ท่านถอยครึ่งซอย ในมาตรา ๑๓ ผมได้เป็นคนต่อสู้ ในชั้นกรรมาธิการอย่างหนักหน่วงเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะผมรู้ว่าถ้าวันนี้เสียงข้างมาก ลากไป ถ้าวันนี้ท่านทั้งหลายเห็นว่าเป็นเรื่องที่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้เป็นเรื่อง ของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในท้ายที่สุดนี่คือจุดเริ่มต้นในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ และประชาชนก็จะได้รู้ความจริงว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย เป็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในสภานี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงได้สงวนความเห็นไว้เพื่อสอดรับกับมาตรา ๑๑๕ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๒ ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ว่า เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านครับ เอาไว้ถึงมาตรา ๑๒ ก่อนดีไหมครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

กําลังจะจบ ท่านประธาน มาขัดอีกแล้ว

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ กรรมาธิการ

เพราะฉะนั้นต้องไปเริ่มต้นใหม่ครับ ขออนุญาตทบทวนไปอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ทบทวนไปอีกนิดเดียวว่า ในมาตรา ๑๑๕ เป็นหัวใจสําคัญในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เป็นเรื่องที่เป็นแกนหลักของไม้ ที่ท่านฉาบผิวไว้ ว่าท่านแก้วิธีการ ส.ว. ว่ามาจากการเลือกตั้ง ให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นประชาธิปไตยเพียงปากของท่าน แต่แกนหลักคือคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ที่ไม่ให้เป็นสภาผัวสภาเมีย ไม่ให้เป็นสภาของพรรคการเมือง ไม่ให้เป็นสภาของนักการเมือง ไม่ให้เป็นสภาของนักบริหาร ท้องถิ่นนี่คือแกนหลัก และถ้าจะสะท้อนความจริงใจที่ผมกําลังสรุปก็คือว่า หากท่านถอยไป สุดซอยและยอมรับในส่วนที่ผมได้สงวนความเห็นคือ เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดํารงตําแหน่งอยู่ก่อนรัฐธรรมนูญนี้ ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาภายใน ๒ ปี นับตั้งแต่วันพ้นจากตําแหน่ง ก็แสดงว่า พวกเราที่นั่งอยู่ในสภานี้จะไม่มีส่วนได้เสีย เราลงมติไม่ใช่เพื่อตนเอง และในท้ายที่สุดพี่น้อง ประชาชนก็เห็นว่าวันนี้เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ใช่สะท้อนปรากฏการณ์ของระบอบ ทักษิณ ผมจึงไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ถ้าหากท่านมีความจริงใจในมาตราต่อไป ผมก็จะไม่อภิปราย แต่ถ้าท่านกรรมาธิการปากว่าตาขยิบ อ้างแต่ประชาธิปไตยเพียงปาก ผมขอประทานโทษครับท่านประธาน ที่ต้องใช้สิทธิในการสงวนความเห็นทุกมาตราในสภานี้ เพื่อต่อสู้จนถึงที่สุดต่อไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. มงคล ศรีคําแหง

นายมงคล ศรีคําแหง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายมงคล ศรีคําแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา ผมคิดว่าจะทําให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ที่มาของ ส.ว. ที่แสดงความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดที่สุด ผมขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๕ (๕) (๖) (๗) แล้วก็ (๙) ก็จะใช้เวลาพูดไม่มากนะครับ (๕) กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่มีการแก้ไข ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการด้วย แต่ว่าผมเองนั้นด้วยความห่วงใยว่า ถ้าหากว่ากรรมาธิการมีการแก้ไขจากร่างเดิมบอกว่าให้ตัดคําว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีออก ผมเกรงว่า พี่น้องประชาชนหรือคนที่กําลังเฝ้าติดตามหรือดูบทบาทของ ส.ว. จะมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และขาดความสง่างามนะครับ ขาดความสง่างามอย่างไรครับ ถ้าหากว่าสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ว. มีพ่อ มีแม่ หรือมีลูกเป็น ส.ว. แล้วมีครอบครัวเดียวกันมาเป็น ส.ส. ผมอยากเรียน ว่าความสง่างามจะไม่เกิดขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจ ส.ว. จะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากว่า ส.ว. นั้น หน้าที่สําคัญหน้าที่หนึ่งก็คือการถอดถอนรัฐมนตรี ส.ส. ถ้าหากว่าเราเป็น ส.ว. ผมเป็น ส.ว. มีเมียเป็น ส.ส. ใครจะเชื่อใจผมครับว่า ผมทําหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อนี้ผมต้อง กราบขออภัยกรรมาธิการ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นต่างจากพวกกระผม คือเหตุผลของผม ที่ขอแสดงความเห็นในมาตรานี้ ผมอยากจะให้ตัดคําว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือให้ตัดคําว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเหลือคณะรัฐมนตรีไว้ คือพูดง่าย ๆ เดี๋ยวจะสับสน คนที่เป็น ส.ว. พ่อ แม่ ลูก ห้ามเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ด้วยกัน แต่ว่าบุตรหรือลูกนั้นจะไปเป็นการเมืองระดับท้องถิ่น คุณจะไป ลงเลือกตั้งอย่างไร ผมคิดว่านั่นเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ว่า ๒ สภานี้ผมคิดว่าน่าจะสงวนไว้ นะครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ให้ตัดมาตรา ๕ (๕) ออกนะครับ คือ ๒ สภานี้ต้อง สงวนไว้เลย ถ้าพ่อแม่ ลูกเมีย เป็น ส.ว. ลูก พ่อแม่ หรือคนใดคนหนึ่งจะเป็น ส.ส. ไม่ได้ นะครับ เพื่อความสง่างามแล้วก็ความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคม ส่วนมาตรา ๕ (๖) ก็มีการแก้ไขร่างเดิมนี่ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรค การเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดํารงตําแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือดํารง ตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ถึงมาสมัครรับเลือกตั้งนะครับ มาตรานี้ ก็เกี่ยวโยงกันนะครับ ข้อความนี้เกี่ยวโยงกับ (๗) แล้วก็ (๘) (๙) ด้วย เพราะผมบอกว่าผมได้ อภิปรายในกรรมาธิการว่า การเป็น ส.ว. นั้นถ้าหากว่าให้ผู้ลาออกจากสมาชิกพรรค วันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือเลขาหรือสมาชิกพรรคใด ๆ ก็แล้วแต่ ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ผมถามหน่อย แม้แต่รัฐมนตรีด้วยนะครับ ออกจากรัฐมนตรีแล้วก็มาสมัครได้ ถ้าลาออกจากสมาชิกพรรค ผมไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลก็เพราะเราบอกว่า ส.ว. ส.ส. ยึดโยง กับประชาชน แต่ว่าการทําหน้าที่ของ ส.ว. นั้นแตกต่างจาก ส.ส. นะครับ ผมไม่ต้องการเห็น ส.ว. มีความผูกพันกับนักการเมือง แต่ว่าในความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่า ต้องเขียนไว้ว่า ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย ๒ ปี หรือ ๕ ปี เพราะอะไรครับ ท่านประธาน ใครจะไปเชื่อว่าลาออกจากพรรควันนี้พรุ่งนี้ลง ส.ว. ความผูกพันจะยังอยู่ไหม ท่านเป็นมากี่ปีนะครับ ท่านเป็นสมาชิกพรรคกี่ปี ท่านเป็น ส.ส. ท่านเคยเป็นอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีนะครับ แล้วใครจะเชื่อว่าท่านจะทําหน้าที่ ส.ว. ได้อย่างอิสระถ้าหากมีเรื่อง พรรคการเมืองที่ท่านเคยสังกัดมีเรื่องเข้าสู่สภานะครับ ผมเลยขอสงวนความเห็นว่า ผมเห็นตาม ร่างเดิมครับ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในข้อนี้อย่างน้อยต้องเป็นสมาชิกพรรค ลาออกแล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถ้า ๕ ปีได้ยิ่งดีครับ ผมไม่ได้รังเกียจ ส.ส. ไม่ได้รังเกียจสมาชิก พรรคการเมือง แต่ว่าการทําหน้าที่ของ ส.ว. นั้นต้องมีความชัดเจน ต้องมีความเป็นอิสระ อย่างน้อย ๆ ต้องให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือไม่ใช่ลาออกวันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ ผมเปรียบเสมือน พระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเมื่อเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่กี่เดือนนี้ ท่านครับ สึกจากพระวันนี้อีก ๒ วัน จดทะเบียนสมรส สังคมคิดอย่างไรน่าจะมีความผูกพันมาก่อนหน้านี้ไหม สึกจากพระวันนี้ พรุ่งนี้จดทะเบียนแต่งงานนี้ นะครับ ใครเขาจะเชื่อ สังคมที่ไหนจะเชื่อว่าไม่มีความผูกพันกัน ก็เหมือนกัน เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าหากท่านกรรมาธิการจะทบทวนเอาตามร่างเดิมหรือจะ ตามความคิดเห็นของผู้แปรญัตติคนใดก็แล้วแต่ผมก็ขอฝากในประเด็นนี้ไว้ ผมไม่อยากให้ เหมือนกับเป็นข่าวเรื่องพระสึกวันนี้พรุ่งนี้แต่งงาน ลาออกจากสมาชิกวันนี้พรุ่งนี้สมัคร ส.ว. พี่น้องประชาชนเฝ้ามองเฝ้าติดตาม เรื่องนี้มีความชัดเจนครับ มีความชัดเจนมาก และอีกประเด็นหนึ่งครับคือไปจํากัดสิทธิว่าคนเป็น ส.ว. แล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถึงจะไปลง ผู้บริหารท้องถิ่นหรือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้นะครับ ผมถามว่าถ้าหากว่าคนที่เป็น ส.ว. แล้ว เขาเบื่อการเมืองในระดับบนหรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ถ้าเขาจะไปเล่นการเมือง ในระดับท้องถิ่น ผมคิดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่น่าจะไปปิดกั้นความเป็นประชาธิปไตย หรือในเมื่อเขามีทางเลือกที่จะไปลงการเมืองท้องถิ่นก็ควรเปิดโอกาสให้ ผมก็ฝากกรรมาธิการ ได้ทบทวนนะครับ ส่วนเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงส่วนใหญ่ในสภาแห่งนี้ ผมน้อมรับนะครับ น้อมรับมติเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่า การเป็นประชาธิปไตยนั้น ถ้าไม่เอาเสียงส่วนใหญ่ตัดสินแล้ว เราจะเอาเสียงข้างน้อยหรือ แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องรับฟังว่ามันมีข้อท้วงติงอย่างไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ ก็ขอฝาก ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสักครู่หลายท่านได้พูดถึงกล่าวหาว่ามีการผลัดกันเกาหลัง เกาไหล่ ผมว่าท่านครับ เราอย่ากล่าวหากันเลย ท่านใดที่แก้กฎหมาย เสนอกฎหมายเข้ามา ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนหรือเป็นประโยชน์ต่อใครก็แล้วแต่ ไม่เฉพาะเจาะจง คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมคิดว่ามันก็เกาหลังให้กันทั้งนั้นนะครับ ท่านเป็น ส.ส. ต้องกราบ ขออภัย บางท่านเป็น ส.ส. เป็น ๗-๘ สมัย ๑๐ สมัย ก็ไม่มีใครว่า เพราะว่าท่านต้องทํา ความดีพี่น้องประชาชนถึงเลือก ถ้าหากท่านไม่ทําความดีเป็นสมัยเดียวยังตกเลยท่าน อยากเป็นต่อก็เป็นไม่ได้นะครับ นี่คือเสียงประชาชนผมเห็นแล้วพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเอ่ยนามหลายท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นไม่เลือกเป็น ๑๐ สมัย หลายท่านปู่ชัย ผมต้องกราบขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็เป็นมาตั้งแต่สมัยออกจากกํานัน หลายสมัย อันนี้ผมคิดว่าล้วนแล้วแต่เป็นการที่สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ และโดยเฉพาะเขตนั้น ๆ ที่ท่านลงเลือกตั้งนะครับ ถ้าหากพวกผมได้มีโอกาสได้ลงสมัคร ผมคิดว่าไม่ใช่เหตุผลที่ได้เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียงให้โอกาสให้สิทธิในการสมัคร เท่าเทียมกับบุคคลอื่นเท่านั้น แต่การที่จะได้เป็น ส.ว. อีกหรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน จะตัดสินครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประกอบ จิรกิติ เชิญครับ

นายประกอบ จิรกิติ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายประกอบ จิรกิติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมในการอภิปรายคําแปรญัตติของผม ในมาตรา ๕ นี้ ผมได้แปรญัตติเพิ่มเติมถ้อยคําในมาตรา ๑๑๕ (๒) จากเดิมที่บัญญัติไว้ว่ามีอายุไม่ต่ํากว่า สี่สิบปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง ผมได้แปรญัตติถ้อยคําเพิ่มเติมเป็น มีอายุไม่ต่ํากว่า สี่สิบปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ท่านประธานจะเห็น ได้ว่าในการทํางานไม่ว่าจะเป็นในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชนหรือหน่วยงานอื่น ๆ นั้น ล้วนแล้วแต่มีการกําหนดการเกษียณอายุไว้ อย่างเช่น ภาคราชการเราก็ได้กําหนดอายุ การเกษียณอายุการทํางานไว้ที่เมื่อมีอายุ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ในภาคเอกชนนั้นหลายแห่งก็มีการ กําหนดอายุไว้ที่ ๖๐ ปีบริบูรณ์ หรือบางแห่งอาจจะเป็น ๖๕ ปีบริบูรณ์ก็ตาม ดังนั้นกระผม จึงเห็นว่าเราควรที่จะมีการกําหนดกรอบเวลาอายุของผู้ที่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกวุฒิได้ไว้ที่ ๗๐ ปีบริบูรณ์ในวันสมัครรับเลือกตั้ง แต่หากคณะกรรมาธิการเห็นว่า อายุ ๗๐ ปีบริบูรณ์ที่ผมได้นําเสนอนั้นน้อยเกินไป อาจจะเพิ่มเติมเป็น ๗๕ ปี หรือ ๘๐ ปี ก็แล้วแต่ ผมไม่ขัดข้อง ทั้งนี้แล้วแต่ตามที่คณะกรรมาธิการและที่ประชุมนี้จะเห็นสมควร ท่านประธานครับนอกจาก (๒) ดังกล่าวแล้ว ผมได้มีการแปรญัตติไว้ใน (๕) ซึ่งเดิมได้บัญญัติ ไว้ว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ผมไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้แปรญัตติในส่วนนี้ออก เพราะผมเห็นว่าการดํารงตําแหน่งสมาชิกวุฒิสภานั้น เป็นตําแหน่งที่ทรงเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีภาระหน้าที่ที่สําคัญในการพิจารณาในเรื่อง ของการแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคล ถ้าหากว่าเป็นคู่สมรสของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองไม่ว่า จะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ นั้นก็อาจจะมี ผลกระทบต่อการตัดสินใจหรือการดําเนินงานของท่านสมาชิกวุฒิสภานั้น ๆ ดังนั้นกระผมจึง เห็นสมควรที่จะคงไว้ตามเดิม เช่นเดียวกันสําหรับความใน (๖) (๗) และ (๙) ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการปรับปรุงแก้ไขนั้น ในคําแปรญัตติของผม ผมขอคงไว้ ตามเดิม ฉบับร่างเดิมนะครับ เพราะใน (๖) นั้นที่บอกว่าไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใด ในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดํารงตําแหน่ง และพ้นจากตําแหน่งจากการ เป็นสมาชิกหรือการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน ๕ ปี นับถึง วันสมัครรับเลือกตั้ง ก็เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านที่ได้มีการอภิปรายไปก่อน หน้าที่ผมจะได้มีโอกาสอภิปราย ถ้าหากว่าเราปล่อยให้บุคคลที่ยังผูกพัน หรือมีความรู้สึก สัมพันธ์กับพรรคการเมือง เพิ่งพ้นมาจากการดํารงตําแหน่ง หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่นานนัก ความผูกพันดังกล่าว ความเกรงใจก็ยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นอาจจะมีผลกระทบ ต่อการดําเนินงานของท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านนั้น สําหรับใน (๗) ที่บัญญัติไว้ว่าไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เช่นเดียวกับทาง (๖) ที่ยังคงมีความสัมพันธ์ ความคุ้นเคยกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยกันซึ่งอาจจะต้องพิจารณาถอดถอนได้นะครับ สําหรับใน (๙) นั้น ที่บัญญัติไว้ว่าไม่เป็น รัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้ว ยังไม่เกิน ๕ ปี อันนี้ก็เช่นเดียวกันกับเหตุผลอื่น ๆ ที่ว่าถ้าหากว่าท่านจะมาทําหน้าที่สมาชิก วุฒิสภาผู้ทรงเกียรติก็ควรจะพ้นจากความผูกพันทางการเมืองในการบริหารงานหรือว่าดํารง ตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ มา ซึ่งก็อย่างน้อยควรจะมีระยะเวลาพอสมควรซึ่งเดิมก็ได้ บัญญัติไว้ว่า ๕ ปี เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเรียนต่อท่านประธานและท่านกรรมาธิการ ตามที่ผมได้ขออนุญาตแปรญัตติไว้ ถ้าหากว่าท่านเห็นด้วยกับเหตุผลที่กระผมได้อภิปรายไป หรือที่เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ก็ขอความกรุณาทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้กรุณาพิจารณาทบทวน ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มาที่พลอากาศเอก วีรวิท ท่านวีรวิท คงศักดิ์ เชิญครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้สงวนความเห็นไว้ใน หลายประเด็นนะครับ ในมาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข มาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญ

ประเด็นแรก ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ใน (๔) ซึ่งเป็นเรื่องของคุณสมบัติ ของสมาชิกในการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากในร่างที่ผมเสนอไว้เดิมนั้นผมได้พิจารณาให้มีการ เลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพจึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องสัมพันธ์กับพื้นที่ คุณสมบัติในเรื่องของ การที่จะอยู่ในพื้นที่นั้นไม่มีความจําเป็นต้องใช้ ผมเลยขอแปรญัตติตัดออก แต่ในเมื่อเพื่อน สมาชิกได้มีความเห็นเป็นเสียงส่วนมากให้มีการแก้ไขใน มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แล้ว เป็นบัญชีรายชื่อของจังหวัด เพราะฉะนั้นคุณสมบัติในข้อ ๔ นั้นก็มีความจําเป็น เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ใน (๔) นั้น ขอถอนนะครับ ในส่วนที่ผมขอแปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ในประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของบุพการี บุตร และคู่สมรส ซึ่งเรื่องนี้ทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดออก แต่ในความเห็นผม ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจําเป็นกับ การทํางานของสมาชิกวุฒิสภา เพราะโดยคุณลักษณะของสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้อง มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นไม่จําเป็นจะต้องมีผู้มา กีดขวางแนวทางในการทํา ในกรณีที่มีสามีภรรยากับนักการเมืองตามที่บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๕) ที่ได้กําหนดไว้เดิมนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อจะให้สามีภรรยานั้น ไม่มีความเกี่ยวพันในเรื่องของการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมขอ อนุญาตยกตัวอย่างว่า สามีภรรยานั้นเป็นนิติบุคคลเดียวกัน เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ในสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายหรือการดําเนินการนั้นก็จะมีความผูกพันกัน ในกรณี ที่สมาชิกวุฒิสภาจําเป็นจะต้องมีการถอดถอนคู่สมรสของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใช้อํานาจ หน้าที่โดยมิชอบ หรือจะเป็นกรณีในการทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม คงเป็นไปไม่ได้ที่สามีจะไป ถอดถอนภรรยา หรือภรรยามาถอดถอนสามี เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ก็จะทําให้มี การหาทางที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาก็จะไม่เป็นกลาง และไม่มีอิสระอย่างแท้จริง เพราะมีความเกรงใจซึ่งกันและกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ เราไม่อยากจะให้กระบวนการในการที่สามีภรรยาจะมีข้อขัดแย้งกันในกรณีที่การขัดกัน ต่อหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา หรือการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองอื่น ๆ ที่จําเป็นจะต้อง มีการใช้อํานาจในการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนว่าประเด็น สําคัญของหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาผมได้เรียนท่านประธานกับท่านสมาชิกทั้งหลายแล้วว่า คุณลักษณะจากประสบการณ์ที่ผมได้ศึกษาแล้วก็ทําหน้าที่มานั้น ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา จะต้องอยู่ใน ๓ หลักเกณฑ์

ประการแรกก็คือ จะต้องขอไม่ได้ อันนี้ถ้าเผื่อเป็นสามีภรรยาหรือคุณพ่อ กับลูก เป็นธรรมดาครับ ในสังคมไทยจะต้องมีการขอกัน เพราะฉะนั้นการขอนั้นอาจจะ เชื่อมโยงไปถึงอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนด เพราะฉะนั้นการที่เราไปตัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทั้งบิดาและบุพการีกับบุตร และก็สามีภรรยา สามารถจะเป็นความเชื่อมโยงกัน ในขณะที่คนใดคนหนึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่น่ากระทํานะครับ สิ่งอันนี้จะทําให้เกิดปัญหา มากมาย และสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งสําคัญ บางครั้งสังคมไทย อาจจะอยู่ในความกตัญญูที่จะอยู่ร่วมกัน แต่ในต่างประเทศนั้นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว จะต้องแยกออกจากกัน ในสิ่งอันนี้คือสิ่งที่ผมถึงคิดว่าเราไม่น่าที่จะไปแก้ไขกฎนี้ที่ทําให้เกิด ปัญหาในเรื่องของสังคมและครอบครัว ขออภัยครับ ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของ สามีภรรยาและพ่อแม่ ในการทํางานในองค์กรเดียวกันนั้น ในหลักของการบริหารงานบุคคลถือว่า เป็นสิ่งต้องห้ามนะครับ ในต่างประเทศ และแม้กระทั่งบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย เขาจะถือมากในกรณีที่สามีหรือภรรยา หรือบิดา หรือบุตรนั้น เป็นคนที่มีอํานาจในการใช้ ดําเนินการต่าง ๆ แม้กระทั่งสิทธิประโยชน์ จากประสบการณ์ที่ผมได้พบก็คือว่าบางคนนั้น อาจจะต้องลาออกคนใดคนหนึ่งในเมื่อสามีหรือภรรยาจะต้องไปเป็นหัวหน้าส่วนงาน แม้กระทั่งตัวผมเองผมก็ยอมรับว่า ในเมื่อภรรยาผมเป็นทหารอากาศ ผมไม่มีโอกาสที่จะ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารอากาศได้ นอกจากจะให้ภรรยาลาออก นี่คือกฎที่เป็น แล้วก็แนวทางที่จะทํา ในส่วนของขออนุญาตท่านประธาน เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของ กองทัพอากาศนั้นเราจะถือมากในเรื่องของผู้บังคับบัญชาสูงสุดเป็นบิดาหรือเป็นสามี และมี คนในครอบครัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เคยมีครั้งหนึ่งครับท่านประธาน ผู้บังคับการกองบิน ท่านหนึ่งได้รับการแต่งตั้งไปอยู่ในอีกกองบินหนึ่ง หลายคนพูดว่าเป็นการที่ทําให้แยก ครอบครัวกัน สาเหตุที่แท้จริงผู้บังคับบัญชาให้เหตุผลว่า ในเมื่อคุณจะเป็นผู้บังคับการ กองบิน คุณไม่สามารถจะปกครองภรรยาของคุณได้ เพราะฉะนั้นจะทําให้เกิดความลําเอียง หรือมีการทําที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้นะครับ เพราะฉะนั้นกรณีเรื่องนี้ผมถือว่าเรื่องของ คนในครอบครัวไม่น่าที่จะมาเป็นอุปสรรคในการทํางานของสมาชิกวุฒิสภาในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือจะเป็นการลงโทษเพื่อถอดถอนให้ออกจาก ตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ ในประเด็นนี้ผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๕ (๕)ได้กําหนดไว้เดิมนั้น มีความชอบและมีความเป็นมาตรฐานสากลแล้ว ไม่สมควรที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะแก้ไขให้กลับมาเป็นตรงนี้ โดยให้เหตุผลในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องไม่ละเมิดหรือก้าวก่ายในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละบุคคล เราจะอยู่ ในลักษณะของการที่คนในครอบครัวมาขอให้สมาชิกวุฒิสภาตัดสินใจทําในสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ไม่บังควรครับผม เพราะฉะนั้นผมจึงขอยืนยันว่าน่าจะมีการรักษามาตรฐานของนักการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาในข้อนี้ไว้ ใน (๖) กรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขที่จะให้ สมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองสามารถจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ในเรื่องนี้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้กําหนดว่าจะต้องเว้นวรรคหรือจะต้องปลอดจากการ ออกจากตําแหน่ง ๑ ปี แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้จะต้องเว้นวรรค ๕ ปี แต่ในกรณีนี้ไม่เว้นวรรคสิ่งที่ตามมาก็คือว่าจะทําให้ ส.ว. นั้นมีความเกี่ยวพันกับวงจร ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารหรือฝ่ายที่มีเสียงข้างมากในสภา ท่านประธาน ลองนึกภาพสิครับว่า ถ้าเผื่อเราจะไปลงสมัครเลือกตั้งตามแนวคิดของรัฐธรรมนูญที่กําลังจะ แก้ไขนี้เราจําเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์หรือทําความรู้จักกับคนในพื้นที่ไหมครับ เพราะระบบ บ้านเราจําเป็นจะต้องใช้ฐานเสียงของคน บางคนนั้นอาจจะได้ฐานเสียงจากการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ฐานเสียงที่สามารถจะทําได้มากที่สุด ก็คือฐานเสียงทางการเมือง เนื่องจากเขามีฐานเสียงอยู่แล้ว สามารถที่จะสนับสนุนบุคลากรให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ในเรื่องนี้คือสิ่งที่ถ้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเป็นผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง อยู่แล้วออกไป ความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติตนหรือ ทางจิตใจนั้นจําเป็นจะต้องมี เมื่อมีแล้วการตัดสินใจที่จะต้องดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบตามหน้าที่เพื่อจะตรวจสอบฝ่ายบริหารนั้นเราก็คงจะมี ความเกรงใจกัน ความเกรงใจเป็นคุณลักษณะปกติของคนไทยอยู่แล้วนะครับ แต่การที่เรา เพิ่งพ้นจากองค์กรหรือสถาบันที่เราเพิ่งพ้นมาความเชื่อมโยงในจิตใจก็ยังมีอยู่ความคิดที่จะ ช่วยเหลือหรือการจะดําเนินการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญถึงได้บัญญัติไว้อย่างไรครับ ว่าให้เว้นวรรค ๕ ปี เพื่อให้ปลอดจากความคิดในเรื่องของความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ ที่มีความผูกพันกัน แต่ถ้าเผื่อว่าไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือดํารงตําแหน่ง พรรคการเมืองก็ยิ่งดีนะครับ ในสิ่งที่ผมอยากเรียนว่าการดําเนินการตรงนี้จะทําให้ความยึดโยง แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาจะมีโอกาสที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ได้ง่ายมาก เพราะว่าในเรื่องของการขอร้องทําให้เราจําเป็นจะต้องไปอยู่ในอาณัติของฝ่ายบริหารหรือ พรรคการเมืองที่ตนเคยสังกัดมา เพราะฉะนั้นใน (๖) นั้นผมขอที่จะยืนยันตามร่างที่ กรรมาธิการเสนอ หรือร่างที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เห็นด้วยกับการที่กรรมาธิการจะแก้ไข

ต่อมา ใน (๗) ที่มีการขอแก้ไขไว้ในตัวที่กรรมาธิการได้เสนอก็คือ ไม่เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นแล้วพ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินห้าปีนับแต่ วันสมัครเลือกตั้ง ปัจจัยข้อนี้ถ้าแก้ไปแล้วจะทําให้เกิดผล ๒ อย่างครับ

ประการที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะมีความสัมพันธ์กันมาก เพราะว่าเคยทํางานอยู่ในพรรคหนึ่งแล้วจะต้องมาเป็นสมาชิก วุฒิสภาเพื่อตรวจสอบพรรคการเมืองนั้นความผูกพันและความใกล้ชิดนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ ค่อนข้างจะยากที่จะไปฝ่าฝืน

ประการที่ ๒ ข้อเสียที่มีการแก้ไขตรงนี้ก็คือ จะทําให้เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติในมาตรานี้อาจจะเข้าข่ายของการที่ตัดสินใจหรือใช้อํานาจรัฐ เพื่อทําให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ผมไม่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกจะต้องมีปัญหาในเรื่องนี้ครับ แล้วก็ไม่มีความจําเป็นเลยที่ท่านจะต้องดําเนินการที่จะลาออกจาก ส.ส. ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ หรือ ส.ส. เขตก็ตาม ในโอกาสตรงนี้ทําให้มีโอกาสมาก ถ้าเผื่อมีการนํา ส.ส. บัญชีรายชื่อออกจากบัญชี แล้วก็ สมัคร ส.ว. โดยใช้ฐานเสียงหรือความผูกพันของพรรคการเมือง เขามีโอกาสที่จะเป็น ส.ว. ครับ แต่การทํางานมันก็จะมีปัญหา แต่ถ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบเขตตัดสินใจลาออก เพราะว่ายังเหลือเวลา ๒ ปี ท่านมีฐานเสียงหรือมีคะแนนในพื้นที่ อยู่แล้ว จํานวน ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คะแนน ท่านมีโอกาสที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทางเลือก ท่านดีกว่าครับ เพราะว่าท่านจะสามารถเป็นได้อีก ๖ ปี แล้วไม่จําเป็นจะต้องมีกระบวนการ ในการที่จะยุบสภา ท่านก็สามารถเป็นได้ถึง ๖ ปี และถ้าเป็นไปตามร่างที่แก้ไขนี้ ท่านก็ อาจจะเป็นสมัยที่ ๑ สมัยที่ ๒ สมัยที่ ๓ สมัยที่ ๔ สมัยที่ ๕ ก็ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ตรงนี้จะทําให้ความผูกพันหรือ ส.ส. ที่เพิ่งพ้นตําแหน่งไปทันทีก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมถึงมีความเห็นว่ากระบวนการตรงนี้น่าจะคงไว้ตามร่างเดิม ก็คือให้พ้นจากตําแหน่งสมาชิก วุฒิสภาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี

ในประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมขอสงวนไว้คือใน (๙) เกี่ยวข้องกับ รัฐมนตรีและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในเรื่องนี้จะมี ๒ นัย ในประเด็นก็คือว่าผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นรัฐมนตรี เลขานุการ ที่ปรึกษา หรือสมาชิกท้องถิ่น ทั้งหมดนั้น มีโอกาสที่จะลาออกได้ แล้วก็มาสมัคร ส.ว. สิ่งอันนี้ก็คงจะคล้ายกับการที่ท่าน เป็นสมาชิกพรรค และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ความผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นการ ผูกพันทางใจ หรือผูกพันทางมิตรไมตรีก็จะมีอยู่ และกระบวนการที่จะทําให้เกิดปัญหา ในความไม่เป็นกลาง และไม่เป็นอิสระของสมาชิกวุฒิสภาก็จะเกิดขึ้นได้เป็นประจํา และสิ่งสําคัญที่จะเกิดขึ้นก็คือว่ากระบวนการตรงนี้จะทําให้มีการบริหารจัดการจาก พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากและมีฐานเสียง ซึ่งอาจจะทําให้สมาชิกสามารถที่จะผัน หรือจะมีการโอนย้ายนักการเมืองในสังกัดออกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็จะมีความผูกพัน การทําหน้าที่ของวุฒิสภาก็จะไม่สามารถทําได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ที่วางไว้ นอกจากนั้นในการแก้ (๙) จะมีผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งครับ ในส่วนนี้เป็นของ ร่างเดิม ก็คือไปทําให้สมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในปัจจุบันนั้นมีสิทธิที่จะเป็นต่อในวาระที่สอง ขอบคุณครับ ที่ท่านมีการเสนอร่างขึ้นมา เพราะว่าในกรณีที่ผมพ้นวาระเมื่อใดผมก็มีสิทธิ ที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง โดยที่จะผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง ก็ต้องขอขอบคุณครับ แต่สิ่งอันนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม สาเหตุที่ไม่เหมาะสมเพราะว่าสมาชิก วุฒิสภานั้น การออกแบบเขามีความต้องการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นวาระเดียว ๖ ปี ถ้ามีความประสงค์จะเป็นอีกนั้นก็จะต้องใช้กฎเกณฑ์เหมือนนักการเมืองอื่น ๆ คือต้อง เว้นวรรค ๕ ปี ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเพื่อจะให้ไม่มีการสืบทอดอํานาจ หลายท่านคงนึกไม่ออกครับ ว่าการสืบทอดอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นอย่างไร ในการออกแบบของรัฐธรรมนูญ เพื่อจะให้มีสมาชิกวุฒิสภานั้น ต้องการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นจะต้องมีความ เชื่อมโยงกับองค์กรใด ๆ และไม่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองโดยตรง ในกรณีที่ผมเป็น สมาชิกวุฒิสภาอยู่ ถ้าผมต้องการจะลงเลือกตั้งในคราวหน้า ผมก็จะต้องพยายามที่จะ หาเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในพื้นที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ ๑ หรือครั้งที่ ๒ ก็ตาม

ในประเด็นต่อมาครับ นอกจากจะมีความผูกพันแล้ว ถ้าในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ ผมมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งการเมืองใด ผมก็จะไม่สามารถ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมาได้ ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบ ในกรณีทุจริตก็ตาม หรือการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสิ่งสําคัญก็คือในกรณีที่จะมีการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลผู้ใด ก็คงจะต้องมีความเกรงใจ หรือไม่สามารถปฏิเสธคําขอของผู้ที่มีอํานาจเหนือผมได้ ก็จะทําให้ ตัวผมนั้นต้องตกไปอยู่ในสิ่งที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ คือไม่อยู่ในอาณัติผูกพัน ของผู้ใด และผลเสียของการแก้ไขตาม (๙) นี้จะเกิดผลอันหนึ่งซึ่งหลายท่านไม่เคยพูดกัน สิ่งที่เป็นบทพิเศษในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทําให้เปลี่ยนแปลงหลักการสําคัญ คือสมาชิก วุฒิสภานั้นในระบบเดิมจะแบ่งครึ่งโดยมีการเลือกตั้งชุดหนึ่ง และมีการสรรหาชุดหนึ่งโดยมี การเหลื่อมกันทุก ๓ ปี นั่นหมายความว่าทุก ๓ ปีจะมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วก็อีก ๓ ปีต่อมา ก็จะมีการสรรหาใหม่ กระบวนการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ออกแบบนั้นจะทําให้มีสมาชิก วุฒิสภาต่อเนื่องตลอดเวลา ข้อดีของการที่มีสมาชิกวุฒิสภาต่อเนื่องนั้นจะทําให้มีเหมือนกับ พี่เลี้ยง หลายคนที่ไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสภาเมื่อเข้ามาในครั้งแรกท่านอาจจะต้องใช้เวลา ในการเรียนรู้ข้อบังคับและวิธีการปฏิบัติตัว ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่เข้ามา ใหม่ ๆ ท่านต้องยอมรับครับว่า ๓ เดือนแรกนั้นท่านคงต้องเรียนรู้ แต่ถ้าเผื่อสมาชิกวุฒิสภา เข้ามาใหม่ทั้งหมดและไม่มีคนที่มีประสบการณ์ในการทํางานรัฐสภาเลยก็จะทําให้งานทาง รัฐสภาชะงักงัน นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้พยายามออกแบบไว้ ในตัวร่างที่ออกมานั้น ได้เปลี่ยนแปลงกฎนี้ครับ โดยที่จะให้มีการเลือกตั้งทุก ๖ ปี กระบวนการตรงนี้ถึงแม้ว่า รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่าให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถจะรักษาการได้จนกว่าที่จะมีสมาชิกต่อ แต่ถ้าเผื่อท่านลาออกเพื่อไปสมัครใหม่ สมมุติว่าจะมีการเลือกตั้ง ปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๒๐๐ คนตัดสินใจที่จะลงเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อนุญาตตาม (๙) นี้ ทั้ง ๒๐๐ คน ลาออกเพื่อจะไปดําเนินการเป็น ส.ว. ในวาระที่สอง วาระที่สามของตัวเอง แล้วจะมีสมาชิก วุฒิสภาที่ไหนทําหน้าที่งานของวุฒิสภา มีความเป็นไปได้ครับการทําหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภาในฐานะรัฐสภา ถ้าจังหวะช่วงว่างของการสุญญากาศในการไม่มีสมาชิกวุฒิสภา แล้วมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรด้วย ปัญหาของประเทศที่จะต้องตัดสินใจในกระบวนการ รัฐสภาหลายประการ ซึ่งผมคงไม่อยากจะเอามาทบทวนตรงนี้ สิ่งนี้ก็จะทําให้การบริหาร บ้านเมือง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็แล้วกัน ในเรื่องของการประกาศสงคราม ถ้ามีศึกเหนือเสือใต้ขึ้นมาใครจะเป็นผู้มีอํานาจในการที่จะประกาศสงครามครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมเลยมองดูว่าใน (๙) นั้นหลักการของรัฐธรรมนูญเดิมได้ทําไว้ดีแล้ว และเป็นหลักการ ที่สําคัญก็คือสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นได้เพียงวาระเดียว ไม่สามารถจะเป็นต่อเนื่องในวาระ ที่สองได้ นอกจากมีการเว้นวรรค ๕ ปี การแก้ไขตามร่างเดิมที่เข้ามาในวาระที่หนึ่งได้ไปตัด เปลี่ยนบทบาทตรงนี้ครับ ซึ่งทําให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถจะเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ทําให้เกิดปัญหาในการทํางานของรัฐสภาในอนาคต เพราะฉะนั้นผมเลยเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ในเรื่อง ของการดําเนินการตามที่ผมขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑๑๕ นั้น

ประการแรก เป็นการขัดต่อหลักบริหารงานบุคคลและหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะหลักที่ว่า อินเทกริตี้ (Integrity) คําว่า อินเทกริตี้ นั้นก็คือการตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ในกรณีนี้ทําให้เราสมาชิกวุฒิสภาเสี่ยงต่อการสูญเสีย คุณธรรมในเรื่องการตัดสินใจระหว่างสามีภรรยา พ่อกับลูก ซึ่งจะทําให้เกิดความบกพร่อง ในการปฏิบัติหน้าที่

ประการที่ ๒ ครับ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นจําเป็นจะต้องมีการตัดสินใจ อย่างกล้าหาญในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนหรือการดําเนินการต่าง ๆ ถ้าปล่อยให้ สมาชิกวุฒิสภามีความสัมพันธ์กับองค์กรหรือสถาบันใด ๆ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว ตัวเองนั้น โอกาสที่จะสูญเสียจริยธรรมและมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่มากนะครับ

ประการที่ ๓ ต้องการความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นการที่จะต้อง เป็นกลางทางการเมืองที่ไม่จําเป็นที่จะต้องคิดกลับมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีก เพราะฉะนั้น ท่านไม่ต้องสร้างไมตรีต่อใคร ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาผมอยากจะเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นคนที่งานสุดท้ายที่จะมาสร้างประโยชน์ให้กับ สังคม และไม่คิดที่จะทําในวงการเมืองอีก หลายท่านที่เคยทํางานการเมืองก็จะได้พ้น และเมื่อหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภาก็จะไปทําหน้าที่งานเพื่อเป็นประโยชน์ของสังคม ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนะครับ

ประการสุดท้าย ที่ผมอยากเรียนว่า ข้อเสียของสิ่งที่เรากําลังจะทํา ในมาตรา ๑๑๕ นั้น คือจะทําให้มีการถ่ายโอนทางการเมือง ซึ่งเรื่องการถ่ายโอนบุคคล ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการ ผมได้ยินมีการ พูดจากันว่าจะมีการให้ถ่ายโอนได้แม้กระทั่ง ส.ว. ไปเป็นรัฐมนตรีได้ แต่เนื่องจากไปขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งไม่อยู่ในกระบวนการที่ดําเนินการไว้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ที่ ถ้าเราวางระบบโครงสร้างทางการเมืองสองสภา ให้มีความเชื่อมโยงหรือใกล้ชิดกันมาก จนเกินไปเหมือนที่เรากําลังจะแก้อยู่ตรงนี้ ในมาตรา ๑๑๕ จะทําให้ระบบการเมืองของเรา ล้มเหลวในอนาคต ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านกรณ์ จาติกวณิช ของท่านหน้า ๑๑๒ นะครับ คือตัด (๔) แล้วก็เพิ่มข้อความ (๔) ใหม่ แล้วก็ (๙) นะครับ เชิญครับ ท่าน ๒ วงเล็บนะครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราก็ได้มีการอภิปรายกันหลายวันหลายคืนนะครับ ในส่วนของการแก้มาตราสําคัญก็คือ มาตรา ๓ เรื่องของที่มาของ ส.ว. วิธีการคัด ส.ว. ให้มา ปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภา ซึ่งก็มีการอภิปรายกันกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเรื่อง ของการเลือกตั้ง การสนับสนุนเรื่องของการสรรหาหรือวิธีอื่น ๆ ประเด็นจริง ๆ ในส่วนของ ตัวผมเองผมก็ได้อภิปรายไว้ในมาตรานั้น แล้วผมก็ได้ยืนยันว่าส่วนตัวผมเองผมเห็นด้วยกับ การเลือกตั้ง แล้วก็เลือกตั้ง ส.ว. ทุก ๆ ท่าน แล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการให้มี ส.ว. จํานวนทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน แต่ประเด็นที่ยังเป็นประเด็นขัดแย้งกันตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ก็คือวิธีการคัดเลือก ซึ่งจริง ๆ เราควรที่จะต้องคิดตามตรรกะว่าบทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิก บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภานั้น มีไว้ทําอะไร เช่นเดียวกันครับ การพิจารณาการแก้ไข มาตรา ๕ เราก็ควรที่จะตระหนักว่า สุดท้ายแล้วการแก้ไขนั้นจะนําไปสู่วิธีการคัดวุฒิสมาชิก แล้วก็การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก ซึ่งจะมีความเหมาสมต่อภาระหน้าที่ของวุฒิสภาอย่างไรหรือไม่ สั้น ๆ ครับ บทบาทหน้าที่หลักของวุฒิสภามีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกก็คือบทบาทหน้าที่ ในการตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งมีการพิจารณาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือ สภาร่าง บทบาทที่สําคัญที่ ๒ ก็คือบทบาทหน้าที่ในการพิจารณาถอดถอนผู้มีอํานาจทาง การเมือง โดยเฉพาะระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี บทบาทที่ ๓ ก็คือบทบาทในการร่วม พิจารณาแต่งตั้งกรรมการอิสระ ซึ่งเมื่อเราไปดูว่าบทบาทหน้าที่หลักของกรรมการอิสระ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ คืออะไร เราก็จะพบว่าบทบาทหน้าที่หลักขององค์กรอิสระ เกือบทุกองค์กรก็คือการตรวจสอบการทําหน้าที่ของ ส.ส. การทําหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

ดังนั้นเราจึงสรุปได้ว่าภาระหน้าที่หลัก ๓ เรื่องของวุฒิสภาล้วนแล้วแต่ เป็นการตรวจสอบ ส.ส. และฝ่ายบริหารทั้งสิ้น ดังนั้นตามตรรกะเราจึงต้องยืนยันว่าวิธีการมา ซึ่ง ส.ว. นั้น ต้องเป็นวิธีการที่อันดับแรก มีการเลือกตั้ง แต่ที่สําคัญก็คืออันดับที่ ๒ ต้องมี การเลือกผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ หมายความว่าอิสระจาก ส.ส. อิสระจาก รัฐบาลและที่สําคัญก็คืออิสระจากพรรคการเมือง เพราะตามภาระหน้าที่ที่ผมได้สรุปไป ๓ เรื่องนั้น ท่านประธานก็คงเห็นภาพครับว่า ถ้าวุฒิสมาชิกไม่มีความเป็นอิสระจาก ส.ส. พรรคการเมืองหรือรัฐบาล ก็จะไม่สามารถที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบกฎหมายถอดถอน รัฐมนตรี หรือแต่งตั้งกรรมการอิสระที่มีความรู้ ความสามารถ และความเป็นกลาง ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอีกชั้นหนึ่งได้ ความสามารถและความเป็นกลางในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอีกชั้นหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาพิจารณาในส่วนของมาตรา ๕ และถ้าเราเข้าไปดูการแก้ไขมาตรา ๕ ทั้งในส่วนของ หลักการ ซึ่งเราได้มีการพิจารณากันไปแล้ว แต่โดยเฉพาะในส่วนของการทํางานของ คณะกรรมาธิการและเป็นมติของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น เราจะเห็นและ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าเป้าหมายของการแก้มาตรา ๓ แต่แรกนั้นคืออะไร เพราะการแก้ มาตรา ๓ และสุดท้ายมาแก้มาตรา ๕ ตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมากแสดง เจตจํานงชัดเจนว่า ต้องการที่จะเปิดช่องให้กับตนเองและพวกมีสิทธิที่จะกลับมาสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภาได้ เพื่อที่จะมีโอกาสที่จะครอบงําการทํางานของวุฒิสภาและปิดช่อง การตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ เพราะถ้าเรามาดู ในรายละเอียดของการแก้มาตรา ๕ นั้นเราจะพบว่า สุดท้ายแล้วจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็น พวกเดียวกันกับ ส.ส. พรรคการเมืองและรัฐบาลทั้งสิ้น แต่การแก้มาตรา ๕ นั้นผ่านมา ๒ ขั้นตอน ตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ขั้นตอนแรกคือการแก้ในหลักการ เมื่อเราพิจารณา ในมาตรา ๕ ตามร่างที่เราได้พิจารณากันในวาระแรกจะพบว่ามีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเพียงเล็กน้อยไม่กี่คํา แต่เป็นคําที่มีนัยสําคัญ ความแตกต่างอยู่ใน (๙) ก็คือการเปิดสิทธิพูดง่าย ๆ โดยสรุปให้กับวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาชุดปัจจุบันสามารถที่จะลง สมัครได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านวุฒิสมาชิกก็ได้กรุณาอภิปรายไปนะครับ แล้วก็ได้แสดงถึง สปิริต (Spirit) ของท่านว่าถึงแม้การแก้ไขในลักษณะนี้จะทําให้ท่านมีสิทธิที่จะมาลงเลือกตั้ง ในสมัยต่อไปได้ แต่ท่านก็ไม่ได้เห็นด้วยในหลักการว่าควรที่จะทํา เพราะการเปิดโอกาสให้ วุฒิสมาชิกโดยเฉพาะในสภาชุดปัจจุบันกลับมามีสิทธิอีกครั้งเป็นการชี้ทางให้กับวุฒิสมาชิก เข้าคบหาสมาคมและมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองเพื่อหวังผลในส่วนของคะแนนเสียง หรือการสนับสนุนจากพรรคการเมืองในอนาคตที่จะได้รับในกรณีที่ท่านตัดสินใจลงสมัคร แต่ท่านประธานครับ เมื่อร่างหลักการได้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว และเข้าสู่ขั้นตอน การทํางานในชั้นกรรมาธิการ เราก็ยิ่งได้พบว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายและเจตจํานงที่ชัดเจน ของเสียงข้างมากในสภานั้นคืออะไร คือในชุดแรกในส่วนของหลักการแก้เรื่องเดียว ก็คือแก้เพื่อเปิดโอกาสให้กับวุฒิสมาชิกชุดปัจจุบันสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ อันนี้ก็เป็น ที่มาของข้อสงสัยในสังคมโดยทั่วไปว่าที่แก้เช่นนี้ก็เพื่อหวังว่าจะได้คะแนนสนับสนุน ในชั้นหลักการ โดยวุฒิสมาชิกหลายท่านที่เตรียมตัวที่จะลงสมัครเลือกตั้งเมื่อมีการหมดวาระ และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนี้ไปแล้ว แต่เมื่อมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ และเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกแล้ว เสียงข้างมากกลับนําไปสู่การแก้อีกหลายข้อ ซึ่งจะส่งผลทําให้มีการครอบงําวุฒิสภาโดยฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองอย่างปฏิเสธ ไม่ได้ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ที่ผมขอเสนอคําแปรญัตติไว้ก็สะท้อนกับแนวความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ไม่เห็นด้วยว่าเราจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีสิทธิที่จะมาลงสมัครเป็น วุฒิสมาชิก ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมต้องขอเรียนว่าพี่น้องประชาชนฟังแล้วก็สับสน เดิมทีผมฟังแล้วก็คล้อยตามว่า ถ้าสมมุติในกรณีมีครอบครัวครอบครัวหนึ่งมีสามีเป็นผู้ที่ มีความรู้ มีความสามารถ มีภรรยาที่มีความรู้ ความสามารถ มีลูกที่พร้อมที่จะอาสาทํางาน การเมืองเพื่อรับใช้สังคม ทําไมเราถึงจําเป็นที่จะต้องจํากัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้น มันไม่ ขัดหลักรัฐธรรมนูญ และไม่ไปขัดสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของเขาหรือไม่ แต่ท่านประธานครับ เมื่อเราย้อนกลับไปดูตรรกะว่าภาระหน้าที่ของวุฒิสมาชิกคืออะไร เราถึงจะเข้าใจว่า ทําไมถึง มีความจําเป็นและความเหมาะสมที่จะต้องตัดสิทธิในส่วนของสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ในการอยู่ในสภาบนในขณะที่มีสมาชิกครอบครัวอยู่ในสภาล่างแล้ว เพราะหน้าที่ของสภาบนคือวุฒิสมาชิกนั้นก็คือการตรวจสอบพิจารณา ในบางกรณีอาจจะต้อง ถึงขั้นถอดถอนผู้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่ภรรยาเป็น ส.ส. สามี เป็น ส.ว. แล้วเราจะคาดหวังว่าถึงแม้มีมูลเหตุจําเป็นและความเหมาะสมที่ควรจะต้อง พิจารณาถอดถอนภรรยาผู้เป็น ส.ส. นั้น สามีผู้เป็น ส.ว. จะกล้าดําเนินการตามนั้น ซึ่งเป็น เหตุผลครับว่า ทําไมถึงมีความจําเป็นที่เราต้องสงวนสิทธิตรงนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กับทาง วุฒิสมาชิกสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักของท่านได้เต็มที่ นอกเหนือจากนั้น ในชั้นกรรมาธิการก็ได้เปิดศึกให้กับสมาชิกของพรรคการเมืองสามารถที่จะลาออก และวันรุ่งขึ้นลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกได้ทันที เช่นเดียวกับกับผู้ที่ ณ ปัจจุบันเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็น ส.ส. ก็จะสามารถลาออกจากตําแหน่งเพื่อลงสมัคร เป็นวุฒิสมาชิกได้ รวมไปถึงแม้แต่รัฐมนตรีครับ ที่อยู่ในตําแหน่งวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะรู้อยู่แล้ว ว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน อาจจะมีการปรับออกจากตําแหน่งก็สามารถที่จะลาออกและ ลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกได้ ทั้งหมดนี้เป็นการปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็นกลาง ผู้ที่ไม่ได้มีเครือข่าย หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่จะมีโอกาสได้รับเลือกในโลกของความเป็นจริง ผมได้ อภิปรายไว้แล้วในมาตรา ๓ ครับว่าในโลกของความเป็นจริง ถ้าใครเป็นผู้สมัครอิสระ อย่างแท้จริง โอกาสที่จะชนะในการเลือกตั้งในกรณีที่ต้องมาแข่งขันกับผู้ที่ได้รับการสนับสนุน หรือเพิ่งเมื่อวานนี้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่งแทบจะไม่มีครับ ผมได้หยิบ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการของกรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านไป เปรียบเทียบคะแนน เสียงให้พวกเราได้ดูครับว่า คะแนนเสียงของผู้สมัคร ๒ ท่านที่เป็นสมาชิกพรรคใหญ่มีคะแนน เสียงรวมกันถึง ๒.๓ ล้านคะแนน รวมเป็นเปอร์เซ็นต์ของหรือสัดส่วนของผู้ที่มาใช้สิทธิ โดยรวมกว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มีผู้สมัครเป็นผู้สมัครอิสระรวมกันแล้วถึง ๒๓ ท่าน คะแนนสูงสุดเป็นหลักเพียงแค่ประมาณแสนกว่า ๆ คะแนนของ ๒๓ คนรวมกันมีสัดส่วน จากคะแนนทั้งหมดไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่เราก็ต้องยอมรับว่า คุณสมบัติหรือคุณภาพ ของตัวบุคคลไม่ได้มีความแตกต่างกันมากถึงขนาดนั้นระหว่างผู้ที่พรรคการเมืองใหญ่ ส่งลงสมัครกับผู้ที่เป็นผู้สมัครอิสระ แต่ความได้เปรียบของการอยู่ในเครือข่ายของ พรรคการเมืองในเวทีเลือกตั้งนั้นปรากฏชัด แล้วก็จะมีผลในลักษณะเดียวกันในการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกในอนาคต ถ้าเราเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นกลางและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองจําเป็นต้องมาแข่งขันกับผู้ที่มีความชัดเจนว่าเป็นส่วนของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอํานาจถึงกับเป็นฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นนี่คือสาเหตุ ที่กระผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๕ โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็อยากที่จะวิงวอนให้ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาและทบทวนว่า สิ่งที่ท่านแก้ไปนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร หรือไม่ ส่วนคําแปรญัตติของกระผมเองในมาตรา ๕ นั้น ก็สะท้อนข้อเสนอการแปรญัตติในมาตรา ๓ ที่ผมบอกว่าผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกทั้งสภา แล้วก็สนับสนุนให้มีวุฒิสมาชิกรวมทั้งสิ้น ๒๐๐ ท่านตามข้อเสนอของ กรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมได้เสนอว่าเนื่องจากภาระหน้าที่ของวุฒิสมาชิกคือ การตรวจสอบการกลั่นกรอง เราควรที่จะต้องมีผู้ที่เป็นกลาง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และที่สําคัญก็คือมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่จะสามารถเสริมการทํางานของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ผมก็จะไม่ลงรายละเอียดอีกนะครับว่าในมาตรา ๓ นั้น ผมได้เสนอแก้มาตรา ๑๑๑ ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมอย่างไร แต่โดยสรุปผมได้เสนอว่าเราควร ที่จะให้มีการเลือกตั้ง แต่เลือกจากบัญชี บัญชีในที่นี้ก็หมายถึง บัญชีสภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีความสําคัญต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการแปรญัตติในมาตรา ๕ ของผมจึงได้สะท้อนถึงข้อเสนอในมาตรา ๓ นะครับ นอกเหนือจากนั้นผมก็ได้แปรญัตติไว้ ต้องขออนุญาตท่านสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่จะขอ ตัดสิทธิสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันจากการลงสมัครเลือกตั้ง เว้นเสียว่าท่านจะมีการเว้นวรรค ให้ครบกําหนด ๕ ปี ตามข้อตกลงเดิมตามรัฐธรรมนูญ และเป็นเงื่อนไขที่ท่านยอมรับ ในขณะที่ท่านมารับตําแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกในสภาชุดปัจจุบัน ตรงนี้ก็เพื่อให้มีความยุติธรรม ทั้งหมดนี้กับผู้ที่จะมาสมัครในอนาคต ผมเห็นว่าโดยเฉพาะท่านที่เป็น ส.ส. อยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะท่านที่มีตําแหน่งเป็นฝ่ายบริหาร ณ ปัจจุบัน ถ้าท่านมีสิทธิที่จะลาออกแล้วไปลง สมัครเป็นวุฒิสมาชิกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กําลังจะเกิดขึ้นนั้น ท่านจะมีความได้เปรียบ มหาศาลเมื่อเทียบกับผู้สมัครอิสระที่แท้จริง ตลอดช่วงที่ท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี หรือเป็น ส.ส. ท่านรู้อยู่ในใจอยู่แล้วครับว่าอีกไม่นานท่านจะลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิก แต่โอกาสในการที่จะหาเสียงด้วยการอาศัยตําแหน่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรีของท่าน เป็นโอกาส ที่ผู้สมัครอิสระที่จะลงแข่งกับท่านเพื่อที่จะได้เป็นวุฒิสมาชิกในอนาคตนั้นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้จะทําให้กลุ่มผู้ที่มีตําแหน่งอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ว่า ตําแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือตําแหน่งในฝ่ายบริหารนั้นจะมีความได้เปรียบมหาศาล เมื่อเทียบกับผู้สมัครแหล่งอื่น และสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือ เราจะมีสมาชิกวุฒิสภาในรัฐสภา สมัยหน้าที่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีต ส.ส. บ้าง อดีตรัฐมนตรีบ้าง ทุกคนเกี่ยวโยงกับ พรรคการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ และบทบาทหน้าที่ของสภาบนที่มีในการตรวจสอบ ส.ส. ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่นั้นก็จะล่มสลาย นี่คือสาเหตุที่ผมมองว่าแนวทางการแก้นั้นไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตการเมืองไทย ท่านประธานครับ ผมใกล้จะจบแล้ว แต่ผมอยากที่จะเรียนว่ารัฐบาลเองตอนนี้ก็ให้ ความสําคัญกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งแน่นอนที่สุด ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศคือ การปฏิรูปการเมือง คราวนี้ที่ผมอยากที่จะถามผ่านท่านประธานไปสู่เสียงข้างมาก รวมไปถึง รัฐบาลด้วย ก็คือแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญตามที่ท่านได้มีข้อสรุป แล้วก็นําเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้เราพิจารณาในวันนี้สอดคล้องกับแนวความคิดเรื่องของการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาล อย่างไร รัฐบาลได้ลงทุนลงแรงนะครับ ในการที่จะเชิญองค์ปาฐกที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ มาปาฐกถาให้กับคนไทยได้ฟัง มีการถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสติดตาม ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบรรยายของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร คือ ท่านโทนี แบลร์ (Tony Blair) นั้น ท่านก็ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่า เราควรที่จะหยุดพิจารณากันในรัฐสภาแห่งนี้ ณ วันนี้อยู่หลายข้อ ๔ ข้อครับที่มีความเกี่ยวโยง กับสิ่งที่เรากําลังจะทําอยู่ ผมขออนุญาตท่านประธาน สั้น ๆ นะครับ ในการที่จะทบทวน โดยสรุปเป็นคําแปรญัตติของผมเอง

ข้อแรก ท่านโทนี แบลร์ได้ให้คําแนะนําไว้กับพวกเราทุกคนว่าเราจะ ปรองดองได้ทุกฝ่ายต้องรู้สึกอยากแบ่งปันโอกาสที่มีมากกว่าแบ่งแยกจากปัญหาในอดีต ท่านเตือนสติพวกเรานะครับว่า ถ้าเราเห็นว่าโอกาสในอนาคตของประเทศมีมากมายนะครับ เพียงพอที่เรามาคุยกันดีกว่า ว่าเราจะแบ่งปันโอกาสนั้นอย่างยุติธรรมในสังคมโดยรวม อย่างไร แทนที่ยังจะแบ่งแยกอยู่จากปัญหาในอดีตนั้น ก็เป็นสิ่งที่พึงจะทําและควรที่จะต้อง ทํา แต่นี่ความแตกแยกในอดีตและเงื่อนไขที่มา ซึ่งความแตกแยกในอดีตและเงื่อนไข ที่มาซึ่ง ความแตกแยกในอดีตยังไม่จาง แต่รัฐบาลได้เสนอเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มเติมด้วยการเสนอ การแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ ซึ่งจะนําไปสู่การบั่นทอนโอกาสในการตรวจสอบในอนาคต และมีประชาชนจํานวนมากที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นสิ่งที่ควรที่จะทําก็คือ ทบทวนการแก้ไข ถ้ารัฐบาลยังคิดว่า เรื่องที่กําลังเสนอให้ทําอยู่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองจริง ก็นํากลับมาเสนอกับรัฐสภาพิจารณา เมื่อแผนการปฏิรูปการเมืองมีผลลัพธ์ชัดเจน และแล้วเสร็จ

ข้อที่ ๒ ท่านโทนี แบลร์ได้แนะนําก็คือ ท่านบอกว่าเราลบล้างความอยุติธรรม คือความไม่ยุติธรรมในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถตั้งกรอบการทํางานที่ทุกคนเห็นว่ายุติธรรม ได้ คืออะไรที่มันไม่แฟร์ (Fair) อะไรที่มันไม่ยุติธรรมในอดีตนี้ มันสายไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว เราแก้ไม่ได้ แต่เรามากําหนดกรอบ กฎเกณฑ์ กติกา ในการที่จะอยู่ร่วมกัน ทํางานร่วมกัน ในอนาคตที่มีความยุติธรรมนั้นเป็นสิทธิ โอกาส และหน้าที่ของพวกเราทุกคน แต่วันนี้ครับ จากที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า ผลของการแก้รัฐธรรมนูญในมาตรา ๕ ตามที่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้นําเสนอนั้น ไม่ได้เป็นกรอบที่มีความยุติธรรมแต่อย่างใด สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างชัดเจนระหว่างผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองกับผู้ที่จะเป็นผู้สมัคร วุฒิสมาชิกที่เป็นผู้สมัครอิสระที่แท้จริงในอนาคต เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็จะไม่ส่งผล ต่อการปฏิรูปทางการเมืองในแนวทางที่ควร และไม่ส่งผลในทางที่จะสร้างความปรองดอง หรือความยุติธรรมในสังคม

ข้อที่ ๓ ที่ท่านโทนี แบลร์ได้แนะนําพวกเราไว้ครับ ท่านบอกว่าคําว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความถึง อํานาจของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องสร้างโอกาสให้ทุกคน ได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในสังคม ประเด็นนี้ก็วกกลับมาที่ประเด็นผมกล่าวถึงครับว่า การแก้รัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ มีส่วนในการที่จะสร้างโอกาสให้กับทุกคนมีส่วนร่วม อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ท่านอาจจะบอกนะครับ บอกเท่าเทียม ก็นี่ไงภรรยาผัวเป็น ส.ส. ได้ ภรรยาก็จะได้เป็น ส.ว. ได้ แต่มันผิดตรรกะ มันผิดหลักการ บทบาทหน้าที่ของสภาบนว่า มีไว้เพื่อทําอะไร และที่สําคัญก็คือการแก้กฎหมายในลักษณะนี้เป็นการตัดสิทธิ พี่น้องประชาชนที่จะพึ่งพาวุฒิสภาในการที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ในการ ตรวจสอบสภาล่างหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุดครับ ผมสรุปได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญตามที่เรากําลังพิจารณาอยู่นั้น ไม่ได้มีส่วนในการที่จะให้ทุกคนมีส่วนร่วม อย่างเท่าเทียมกันในสังคม

ข้อสุดท้ายครับท่านประธาน มิสเตอร์โทนี แบลร์ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ได้แนะนําเราไว้ว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการดูแล ประชาชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญมาก ที่สุด ถามว่าถ้าการแก้รัฐธรรมนูญตามนี้ ทําให้ตามที่ผมอภิปรายนั้นเกิดขึ้นจริง ทําให้เรามี วุฒิสภาที่เป็นพวกเดียวกันพูดง่าย ๆ กับ ส.ส. เป็นพวกเดียวกันกับฝ่ายบริหารนั้น เราจะมี กลไกหรือกระบวนการการตรวจสอบที่โปร่งใสหรือไม่ ไม่มีทางครับ ประเด็นปัญหาของ ผลลัพธ์ที่เราจะได้รับจากการแก้รัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้นําเสนอ ก็คือเราจะทําลายบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาในการตรวจสอบ เราจะทําลายระบบ การตรวจสอบที่มีความโปร่งใส เราจะบั่นทอนโอกาสที่เราจะมีองค์กรอิสระที่มีคณะกรรมการ ที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการทํางานตรวจสอบสภาล่าง และที่สําคัญก็คือตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร และสุดท้ายระบบการตรวจสอบโดยรวมของประเทศก็จะถูกทําลาย ซึ่งไม่ได้ เป็นผลดีกับพี่น้องประชาชน และไม่มีผลดีกับประเทศชาติเลย ผมจึงขอวิงวอนครับ ให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กรุณาพิจารณาทบทวนว่าสิ่งที่ท่านกําลังนําเสนอนั้น อาจจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราบางคนในที่นี้ในระยะสั้น แต่ผลระยะยาวต่อประเทศชาติ ผลระยะยาวต่อความยุติธรรมในสังคมนั้นจะเป็นไปในทิศทางที่ควรหรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านสุรจิต ท่านขอตัด ความใน (๙) มาตราตรงนี้อันเดียวนะครับ เชิญท่านสุรจิตครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ที่ได้ผ่านวาระที่หนึ่งขั้น รับหลักการมา ร่างเดิมได้แก้ไขมาตรา ๑๑๕ ในส่วนที่เกี่ยวกับ ส.ว. สรรหาไปนะครับ ในประเด็นคุณสมบัตินี้ไม่ได้มีการแก้ไขอะไร นอกจากเอา ส.ว. สรรหา ซึ่งประเด็นนั้นเราผ่าน ไปแล้วนะครับ แล้วก็ในร่างที่ผ่านวาระที่หนึ่งมาก็ไม่ได้แก้ลักษณะต้องห้ามใน (๕) มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ ไปแก้เฉพาะลักษณะต้องห้ามใน (๙) โดยไปเติมข้อยกเว้นให้สมาชิก วุฒิสภาที่พ้นไปจากลักษณะต้องห้ามในการดํารงตําแหน่งไม่เกิน ๕ ปี คือเพิ่มข้อยกเว้น เพื่อให้ลงสมัครต่อเนื่องได้ แต่เสร็จแล้วคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ได้แก้ไขให้หนักข้อขึ้นไปยิ่งกว่าเดิมในเรื่อง บุพการี คู่สมรส อะไรเหล่านั้นก็คือไปแก้ (๕) มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๙ ซึ่งกระผมก็ได้ เรียนแล้วว่ามันเป็นการแก้ไขเกินหลักการที่เราได้รับมา หรือแม้แต่ร่างในวาระหนึ่ง เพราะว่า ในหลักการซึ่งสมาชิกทุกท่านก็ดูได้จากเอกสาร ซึ่งระบุว่าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แล้วก็มีประโยคเดียวว่า โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจาก การเลือกตั้ง ข้อความมีประโยคเดียวเท่านี้ แล้วก็ข้อความในวงเล็บเลขมาตราต่าง ๆ นั้น ก็หมายความว่า ให้ไปแก้ไขมาตราเหล่านั้นให้สอดคล้องกับหลักการในเรื่องที่ให้ ส.ว. ทั้งหมด มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นไม่ได้ไปแก้คุณสมบัติอะไร เพราะฉะนั้นผมถึงได้ติงไว้แล้วว่า เป็นการแก้ลักษณะต้องห้ามคุณสมบัติเกินหลักการแล้วก็จะทําให้เป็นการเปลี่ยนแปลง เจตนารมณ์สําคัญของการมีอยู่ของวุฒิสภาที่จะดํารงความเป็นกลางแล้วก็ปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง เพราะว่าจะทําให้วุฒิสภาทําหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้ เพราะว่า ก็จะกลายเป็นสภาเครือญาติตรวจสอบกันไม่ได้ผลประโยชน์ก็ทับซ้อนไขว้เขวไปหมด ผมเรียนแล้วว่า เมื่อเราไม่ได้แก้ไขหน้าที่ของวุฒิสภาซึ่งมีอยู่ ๕ ประการก็คือ การกลั่นกรอง กฎหมาย การควบคุมฝ่ายบริหารผ่านกลไกคณะกรรมาธิการ ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญ แล้วก็พิจารณาเลือกแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบบุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ รวมทั้งการถอดถอน ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี เมื่อเรา ไม่ได้แก้ภาระหน้าที่ เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปแก้คุณสมบัติหรือข้อห้าม ผมก็เป็น ส.ว. เลือกตั้ง ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมวิเศษกว่าคนอื่น แต่ว่าอันนี้มันเป็นเรื่องหลักการวุฒิสภาถูกออกแบบมา อย่างนั้นเพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง เพราะฉะนั้นพูดง่าย ๆ ก็คือผมแก้กลับ ให้เหมือนเดิมตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งก็เกินกว่าร่างเดิมร่างแรกที่ผ่านวาระหนึ่งด้วย ก็คือกลับไปสู่สถานะเดิม เพราะผมเห็นว่าตรงนี้ไม่ควรจะมีการแก้ไขก็เพื่อจะให้ ส.ว. มีความเป็นกลางแล้วก็ป้องกันการเสนอผลประโยชน์ตอบแทนหรือตกอยู่ภายใต้อํานาจ ทางการเมืองหรือป้องกันการตอบแทนด้วยตําแหน่งหลังจากพ้นสมาชิกภาพ ส.ว. แล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องหลักการ ผมก็ไม่อยากพูดซ้ําอะไรอีก ผมก็ขอยืนยันตามที่ผมได้สงวนไว้ แล้วผมก็อยากจะเรียนย้ําอีกทีหนึ่งว่า ถ้าท่านแก้ไปแบบนี้บ้านเมืองจะสงบสุขไม่ได้ อันนี้มันเป็นหลักการที่ชอบแล้ววุฒิสภาไม่ได้ไปตั้งรัฐบาลหรือล้มรัฐบาลอะไร รัฐบาลที่ดี ก็ไม่จําเป็นต้องกลัวการตรวจสอบอะไร อันนี้ก็เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างที่ ควรจะเป็น ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ หน้า ๙๐ ท่านแก้ไขมาตรา ๑๕ ท่านแก้ไขแล้ว ตัด ยกเว้น (๓) เท่านั้นเอง เชิญอภิปรายครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมทบทวนข้อตกลงที่เราเคย ทํากันไว้ ผมก็ขอสงวนสิทธิของผมว่า ผมจะอภิปรายต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยและประธาน คณะกรรมาธิการต่อไปตามหน้าที่ที่ได้รับมา และตามคิวที่ได้รับจากทางวิปฝ่ายค้าน ก็ขอดําเนินการเลยนะครับ

ผมขออนุญาตที่จะต้องเริ่มต้นที่จะได้อภิปรายในส่วนที่ผมเสนอคําแปรญัตติ และผมสงวนคําแปรญัตติไว้ รวมทั้งส่วนที่กรรมาธิการร่วมรัฐสภานั้นได้ไปทําการแก้ไข จํานวนมากนะครับ อภิปรายผสมกันไป ต้องขออภัย ผมต้องเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ผมต้อง เริ่มต้นกลับไปดูร่างของฉบับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ที่ส่งเข้ามา ในการแก้ไขเรื่องนี้ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๖ นะครับ โดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย และมีผู้ที่ร่วมลงนามทั้งหมด ๓๐๘ ท่าน เสนอเข้ามา ผ่านหลักการในวาระแรกวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ครับ หลักการและเหตุผลมีเพียงเท่านี้ นะครับ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภา มาจากการเลือกตั้ง วงเล็บว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ มีเพียงเท่านี้ เหตุผลให้ไว้ ๔ บรรทัดครับ โดยที่ เป็นการสมควรกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อให้วิธีการได้มาซึ่งสมาชิก วุฒิสภามีลักษณะเช่นเดียวกับวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยการได้รับเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชน อันเป็นการส่งเสริมหลักประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงจําเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้ ในรายละเอียดของการผ่านหลักการ ในหลักการแรกร่างวาระแรกนั้นชัดเจนนะครับว่า สิ่งที่ผ่านจากรัฐสภาแห่งนี้ในวาระแรกกับไปผ่านกรรมาธิการร่วมรัฐสภามานั้น ในมาตรา ๕ นี้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญยิ่งนะครับ ผมเสนออย่างไรในการแปรญัตติ ตามหน้า ๙๐ นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ขอแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมความในมาตรา ๑๑๕ เป็นดังนี้

มาตรา ๑๑๕ คุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภามีดังนี้

(๑) ต้องมีสัญชาติไทยโดยกําเนิด

(๒) มีอายุไม่ต่ํากว่าสามสิบปีในวันเลือกตั้ง

(๓) สําเร็จการศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาหรือเทียบเท่า

(๔) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงในวันรับสมัคร หรือเป็นบุคคลที่เกิดหรือศึกษาหรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่รับสมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าปี

นอกจากนั้นเรื่องอื่น ๆ ผมตัดทิ้งหมดเลยครับ ผมตัดทิ้งทั้งหมดทุกข้อนะครับ ทุกวงเล็บที่ทั้งในร่างที่หนึ่งและก็ร่างของกรรมาธิการนั้นจะไม่ตรงกัน คณะกรรมาธิการ ไม่เห็นด้วยผู้แปรญัตติขอสงวนนะครับ ผมต้องเรียนความตั้งใจของผมไว้ก่อนครับว่า สิ่งที่ผมตัดแบบนี้เพราะอะไร เชื่อมโยงกับในมาตราก่อนหน้านี้นะครับ ผมเคยเสนอว่า ถ้าประธานคณะกรรมาธิการท่านนี้ยังคงนั่งดํารงตําแหน่งนี้อยู่ ผมต้องยืนยันหลักการ กับท่านครับ วิธีคิดกับท่านครับว่า ก่อนหน้านี้ท่านเคยแก้ไขมาตรา ๒๙๑ รัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมนะครับ ให้มี สสร. ขึ้นมา จัดการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ท่านกําหนดบรรดา สสร. ไว้แบบที่ผมแก้นี่ละครับ เหมือนกันเลยครับ วันนี้ท่านก็ไม่เอาใช่ไหมครับ ท่านไม่เอา ผมก็ต้องอนุมานได้ว่าแสดงว่าคุณสมบัติแบบนี้ใช้ไม่ได้ สสร. ที่ท่านเคยเสนอมา ก็ต้องมีคุณสมบัติที่ใช้ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะท่านไม่เอาเลย นี่ครับ คือความตั้งใจของผม ที่จะมาแสดงต่อรัฐสภาแห่งนี้ครับ สะท้อนกลับไปในสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่พวกเราคุยกัน ๑๕ วัน ๑๕ คืน ขอให้ท่านแก้ไข ผมเชื่อว่าผมคงจะแก้ไขในทํานองว่าให้กลับมาเป็นว่า ไม่เป็นบุพการี ไม่เป็น ส.ส. ไม่เป็น ส.ว. จะได้มาเป็น สสร. ใหม่ได้ แต่ท่านไม่เอาครับ ท่านจะเอาแบบที่ผมเอามา ลองแปะมาให้ดูเปรียบเทียบ เทียบเคียงกัน เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้ยังคงยืนยันแบบนี้ ข้อสรุปของสภานี้ต้องมีเหมือนกันครับ และข้อสรุป ของนายสามารถ แก้วมีชัย ต้องมีเหมือนผมครับว่า สิ่งที่ผ่านมาแล้วมันใช้ไม่ได้นะครับ ผมอภิปรายต่อนะครับว่า สิ่งที่ท่านแก้ไขมาแล้วผมไม่เห็นด้วยนั้นคืออะไรบ้างนะครับ สิ่งที่ทําการเสนอมานี้ มีการตัดเรื่อง ส.ว. สรรหาออกในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งอันนั้นสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล แต่ท่านก็จะเพิ่ม เพิ่มส่วนที่สําคัญมา ก็คือการที่ให้สมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง มีดํารงตําแหน่งต่อไปต่อเนื่องได้ อันนี้เป็นส่วนที่ในส่วนของวาระแรกนั้นส่งเข้ามา เมื่อท่านกลับไปแก้ไขกรรมาธิการเดินหน้าต่อไป แล้วก็แก้ไขมาตัดมาเยอะแยะมากมาย ตัดมาตั้งแต่ (๕) (๖) (๗) (๙) นะครับ สิ่งที่ตัดมานี้จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ไม่ใช่มี สมาชิกเท่าที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้เท่านั้นนะครับ แต่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็นําเสนอ รายงานนี้เข้ามา ฉบับวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลงนามโดย ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ผมขออนุญาตท่านประธานและท่านประธานคณะกรรมาธิการ อ่านย้ําอีกครั้งหนึ่งให้พี่น้องประชาชนชาวไทยได้รับทราบครับว่าความเห็นและข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในหน้าที่ ๑๐ เริ่มไว้อย่างนี้ครับว่าจากการพิจารณาศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... แล้วก็พูดถึง มาตราที่แก้ไขนะครับ ทั้งจากสํารวจศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการประกอบกับการรับฟัง ความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็น และข้อเสนอแนะดังนี้ นี่เป็นสิ่งที่ผมต้องถามกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาชุดนี้ว่าได้นําไป พิจารณาด้วยหรือไม่ แล้วถ้าเขามีความเห็นมาแบบนี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย องค์กร ที่ตั้งโดยรัฐธรรมนูญ ศาสตราจารย์คณิต ณ นคร ๔.๑ การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภาและการแก้ไขข้อห้าม การดํารงตําแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม พิจารณาเสร็จแล้ว มีการยกเลิกลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิก วุฒิสภาตามมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ดังต่อไปนี้ ๔.๑๑ การยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารง ตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง การกําหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาว่าต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้นเพื่อให้ สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาการครอบงํา โดยบุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เช่น บุพการี คู่สมรส บุตร เพื่อให้การดําเนินงานของสมาชิกวุฒิสภามีความเป็นกลาง โปร่งใส และปราศจาก การแทรกแซง ทําให้สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง ดังนั้นการยกเลิก มาตรา ๑๑๕ (๕) จึงอาจจะทําให้ได้สมาชิกวุฒิสภาที่มีความใกล้ชิดกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในลักษณะเครือญาติอันอาจส่งผลให้การทําหน้าที่ของวุฒิสภาถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทําให้ขาดความเป็นอิสระในการทําหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๕) ด้วยเหตุผลดังกล่าวการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ย่อมไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ที่ต้องการให้วุฒิสภามีความเป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจากการแทรกแซง สภาพการณ์ดังกล่าวเคยเกิดประสบการณ์ในช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดังนั้น ที่มาของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในประการนี้จึงมีที่มาจากข้อเท็จจริง ที่เคยเกิดขึ้น เมื่อปราศจากเหตุผลในการสนับสนุนที่หนักแน่นในการแก้ไขประเด็นนี้ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงเห็นควรให้คงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามดังกล่าวไว้ จากประเด็นนี้ผมขออภิปรายในสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ ๒ เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ ๑ ท่านจําได้ ไหมครับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพย์วัลย์ สมุทรักษ์ ท่านเป็น ส.ว. สรรหา พุทธศักราช ๒๕๕๑ ภาคอื่น ๆ ครับ เนื่องจากนายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ บุตรชาย ได้เลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส. สัดส่วน ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๕) และมาตรา ๑๑๙ ที่กําหนด คุณสมบัติ ส.ว. ว่าต้องไม่เป็นบุพการีของ ส.ส. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทิพย์วัลย์ อดีตคณบดี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ท่านไม่ต้องให้ใครร้องขอครับ ท่านลาออกครับ ท่านยังคงเคารพต่อข้อบังคับข้อนี้ มาตรา ๑๑๕ (๕) เอาไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ผมขอชื่นชมท่าน ขออนุญาตพูดถึงท่านแล้วก็ชื่นชมท่านครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ เอกสาร ที่อ่านของอาจารย์คณิต โอเค ผมยังอนุญาตได้ เคยบอกไว้แล้วว่าจะแจกให้ แต่ทางของ อาจารย์ทิพย์วัลย์ ท่านกรุณาขออนุญาตผมก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นข้อความที่ท่านอ่าน ผมเขียนให้อาจารย์เองครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณที่ท่านเตือนครับ ผมคิดว่าไม่มีอะไรเสียหายกับเรื่องนี้นะครับ ก็ต้องขออนุญาต ที่จะต้องอ่านบ้างเท่าที่จําเป็นเท่านี้เองครับ จบแล้วครับ ผมก็อภิปรายครับว่า เห็นไหมครับ ว่ามีบุคคลที่เป็นตัวอย่าง เมื่อท่านเป็น ส.ว. ในขณะนั้น ลูกชายจะมาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ไม่รู้ว่าจะอยู่นานสักเท่าไรด้วยในขณะนั้น ท่านยังตัดสินใจลาออกครับ นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ จึงเข้ามาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วก็เป็น ส.ส. มาจนถึงทุกวันนี้ครับ นอกจากนั้นจากข้อความของ คปก. ครับ อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องถามในเรื่องนี้ ผมถาม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ครับ ซึ่งวันนั้นทําการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในขณะนั้น ตั้ง คมช. ขึ้นมา ๑ ในเหตุผลสําคัญก็คือเรื่องนี้ครับ การแทรกแซงองค์กรอิสระ การแทรกแซงสมาชิกวุฒิสภา วันนี้พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งมาเป็น ส.ส. ในขณะนี้ ยังยืนยันในหลักการของตัวเองเหมือนวันนั้นหรือไม่ ประเด็นต่อมาครับที่ คปก. ได้พูดถึง การยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๖) ได้ยกเลิกข้อความว่า หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดํารงตําแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วยังไม่เกิน ห้าปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๕ (๗) การยกเลิกข้อความหรือเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกินห้าปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง มาตรา ๑๑๕ (๙) ยกเลิกข้อความว่า หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นแต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน ห้าปี การกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภาต้อง ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง หรือไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิก ท้องถิ่น หรือเคยเป็นแต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกินห้าปี เพื่อให้วุฒิสภามีความ เป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง การตัดข้อความระยะเวลาห้าปีดังกล่าว ย่อมส่งผลให้การได้มาของสมาชิกวุฒิสภามีโอกาสสูญเสียความเป็นกลางและมีการแทรกแซง จากฝ่ายการเมือง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอื่นใด เมื่อลาออกจากตําแหน่งก็สามารถมาสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ได้ทันที ทําให้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทต่ออํานาจของวุฒิสภามากขึ้น และ การที่อํานาจของฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทครอบงําอํานาจของวุฒิสภา ย่อมส่งผลกระทบ ต่อดุลยภาพของระบบรัฐสภาไทย และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๑๕ (๖) มาตรา ๑๑๕ (๗) และมาตรา ๑๑๕ (๙) คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างความโปร่งใส และสร้างดุลยภาพในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการกําหนดให้สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่สําคัญ ในการตรวจสอบและกลั่นกรองกระบวนการนิติบัญญัติรวมถึงการพิจารณาเลือกแต่งตั้ง ให้คําแนะนํา หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดํารงตําแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ การถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่งวุฒิสภาจึงควรมีความเป็นกลาง ปราศจาก การแทรกแซงทางการเมือง ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงควรคํานึงถึง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประกอบด้วย การยกเลิกข้อห้ามทั้ง ๓ กรณีดังกล่าว มีลักษณะ ที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ผมขออภัยจริง ๆ ครับ เพราะว่าผมดูจากที่ท่านขอแปรญัตติไว้แล้ว ที่ท่านอ่านมันไม่ตรงกับ ที่ท่านแปรญัตติสักอย่างนะครับ ท่านอ่านแต่เอกสารอย่างเดียวเลยครับ เพราะท่านตัด (๑) (๒) ท่านคงไว้ (๓) (๕) ถึง (๙) ท่านตัดหมด ท่านกรุณาอภิปรายอย่างนี้ผมว่ามันจะได้เร็วขึ้น

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเรียนต่อท่านนะครับว่า ผมอธิบายท่านแล้วนะครับ สิทธิของผมในการอภิปรายตรงนี้ก็คือ ส่วนที่ผมแปรญัตติและส่วนที่กรรมาธิการทําการแก้ไข ผมกําลังอภิปรายในส่วนหลังอยู่ นะครับ ผมอภิปรายส่วนแรกจบไปแล้วครับ ถ้าท่านประธานเหนื่อยนะครับ กรุณาลงไป พักผ่อนครับ นั่งสัปหงกบนบัลลังก์ประธานรัฐสภามันไม่สง่างามครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณบุญยอด คุณอย่าได้ กล่าวหาผมนะครับ ผมยังไม่เคยนั่งสัปหงกเลยนะครับ คุณอย่าได้กล่าวหานะครับ อย่านะครับ ผมเตือนคุณนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเห็นอย่างไรผมพูดอย่างนั้นครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณอย่าได้กล่าวหานะครับ ผมทําหน้าที่ผมไม่มีสัปหงกหรอกครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านอธิบายเถอะครับ ไม่เป็นไรครับ

(นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

การกล่าวหาคนอย่างนี้ ไร้มารยาทมากนะครับ อย่าได้ทํานะครับ ผมเตือนคุณนะครับ ท่านนฤมลว่าอย่างไรครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ดิฉันก็ตั้งใจจะยืนขึ้นประท้วงท่านประธานว่าไม่ได้ทําหน้าที่ควบคุมและดําเนินกิจการของ รัฐสภาอย่างถูกต้องนะคะ อย่างเคร่งครัด ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นเพื่อนสมาชิก ๒-๓ ท่าน แล้วค่ะ ที่ได้มีการแปรญัตติไว้ลักษณะเช่นเดียวกับกรรมาธิการที่มีการแก้ไข แต่เวลายืนขึ้น อภิปรายนี่ค่ะท่านประธาน อภิปรายไปคนละเรื่องเลย จะมาบอกว่าส่วนหน้าส่วนหลังอะไร ไม่ใช่ค่ะ มันต้องยืนว่าท่านได้มีการสงวนคําแปรญัตติไว้อย่างไร ส่วนที่ท่านไม่เห็นแตกต่าง ไปจากนั้นท่านก็พูดได้นะคะ แต่ว่าสิ่งที่ท่านยืนไว้ท่านตัดหมดเลย อย่างยกตัวอย่างขณะนี้ (๕) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมือง (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) ท่านตัดหมดเลย แต่เวลาที่ท่านอภิปราย ท่านอภิปรายไปอีกเรื่องหนึ่งเลยค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็สงสัยในหลักการของการพิจารณา กฎหมายของเราค่ะว่า นี่เราทําอะไรกัน วันนี้หลักการมันอยู่ตรงไหน หรือว่าไม่ต้องมีหลัก จริง ๆ แล้วอย่างที่พูดกันตั้งแต่เช้า ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าจําเป็นต้องทําให้เกิด ความชัดเจนค่ะ มิฉะนั้นดิฉันก็ต้องกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ที่ทําเอกสารขึ้นมานี่ทําเอกสาร ที่ไม่จริง ทําเอกสารเท็จค่ะ ขอท่านได้พิจารณาด้วยค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ไม่เป็นอะไรครับ ยกโทษให้เขาเถอะครับ เพราะว่าถ้าเขาไม่อ่านเอกสารเขาก็ไปไม่รอดครับ เพราะฉะนั้นอย่ากล่าวหาคนนะครับ กรุณารักษามารยาทนะครับ คนอย่างผมนี่ฆ่าได้ หยามไม่ได้ บอกก่อนนะครับ คุณอย่านะครับ คุณอย่าเล่นกับผมนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ แล้วท่าน ส.ว. นฤมล ผมไม่ทราบท่านมาจังหวัดไหนนะครับ ฟังคําอภิปรายให้ชัดเจน กรอเทปกลับมาดูก็ได้ว่าผมพูดแล้วว่าผมลุกขึ้นยืนผมใช้สิทธิของผม ในการอภิปราย เพราะผมแปรญัตติไว้ส่วนหนึ่ง และกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาได้ทําการ ตัดทอนแก้ไขอีกส่วนหนึ่ง ผมพูดชัดเจนนะครับ ส่วนที่ผมได้อภิปรายไปในส่วนที่ผมแปรญัตติไว้ ผมมีหลักการ ท่านประธานอย่าตัดไมโครโฟนสิครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณฟังผมก่อน ระหว่างที่ผม ไม่อยู่ คุณบอกผมนั่งหลับบนบัลลังก์ กล่าวหาผมนะครับ ผมนั่งฟังคุณด้วยความตั้งใจนะครับ คุณหาว่าผมสัปหงก เพราะการพูดอย่างนี้ท่านอย่าได้พูด ท่านอย่าได้พูดเชียวนะครับ อย่าได้เป็นคนที่พูดจาสับปลับ พูดตลบตะแลง อย่าเชียวนะครับ ผมเตือนคุณก่อนนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

แล้วเมื่อสักครู่ประธานบอกว่า ถ้าผมไม่อ่านจากต้นฉบับหรือเอกสารผมคงอภิปรายไม่ได้ ท่านกล่าวหาผมไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

การที่จะอ่านเอกสารต้อง ขออนุญาตจากประธานก่อนครับ ท่านรู้จักข้อบังคับไหมครับ ขออนุญาตผมก่อนครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านกุลเดชมีอะไรครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธาน เข้าใจผิดแล้วครับ เอกสารที่ท่านบุญยอดอ่านนี่มันเป็นช็อตโน๊ต (Shot Note) ของสมาชิก ทุกท่านนะครับ ไม่มีใครจะพูดเรื่อยเฉื่อยได้หมดหรอกครับ มันต้องมีช็อตโน๊ต ช็อตหัวข้อ จะได้พูดตรงประเด็น ท่านก็ไม่ดูเอกสาร หรือท่านอยากจะขอดูท่านก็ขอดูสิครับ ท่านไปปรักปรําว่าอ่านเอกสารไม่ได้นะครับ เอกสารที่ว่าหมายถึงเอกสารที่เอามาอ้างอิงต้อง ขออนุญาตท่านประธานก่อน ทุกคนรู้หรอกครับข้อบังคับ แต่วันนี้สมมุติว่าผมจะอภิปรายเล่ม นี้ทั้งเล่มผมยกเล่มขึ้นมามันก็เลยรุงรังครับ ผมก็ต้องมีช็อตโน๊ต ผมหยิบขึ้นมา ๓ ใบอย่างนี้ ท่านประธานต้องให้ผมเอาไปให้ท่านด้วยไหมครับ ขออนุญาตไหมครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับคุณกุลเดช คือต้องขออนุญาตประธาน ท่านขอเพียงแค่นี้ได้แล้วครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ช็อตโน๊ตก็ต้องขอหรือครับท่านประธาน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ยินดีครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตจากเอกสารที่อาจจะต้องอ่านประกอบ ขออนุญาตครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ขอประทานโทษครับท่านบุญยอด ผมจะถามว่าช็อตโน๊ตก็ต้องขอนะครับ ถึงคิวผม ผมได้ไปขอ

(นายจิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านจิตต์ มีอะไรครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

คือเอาให้ชัดเจนครับท่าน ถ้าช็อตโน๊ตต้องขอพรุ่งนี้ผมอภิปรายผมจะได้ขอ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ที่เขียนขึ้นมาเอง ไม่เป็นอะไรครับ อ่านได้อยู่แล้วถูกไหมครับ แต่เวลาจะเอาเอกสารจากข้างนอกมา ของหน่วยงานอื่น บอกท่านประธานขออนุญาตก่อน ขออนุญาตใช้เอกสารนี้อ่านให้ฟัง นะครับ แค่นี้ นี่คือมารยาทนะครับ ท่านจิตต์ครับ

พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตํารวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๔๓ คือผู้อภิปรายอภิปรายแสดงกิริยา หรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด ก็คือใส่ร้ายท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภา ประธานท่านนิคม ผมเลือกมากับมือนะครับ สมาชิกวุฒิสภาเกินครึ่งในวุฒิสภาเลือกมากับมือ ท่านมาดูถูกเสียดสี ใส่ร้ายอย่างนี้ ผมว่าไม่สมควรนะครับ ถ้าอภิปรายก็อภิปรายในประเด็นด้วย ไม่ใช่มาเสียดสี คนโน้นคนนี้ ประธานวุฒิสภาคือประธานของพวกกระผมนะครับ สมาชิกวุฒิสภาครับ ให้เกียรติด้วยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ความจริง แล้วเป็นเรื่องของมารยาทนะครับ มันบอกอยู่แล้วครับ ไม่ต้องห่วงครับ ท่านอภิปรายต่อครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ขณะนี้เป็นประธานรัฐสภาครับ ทําหน้าที่กับสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน ผมขออภิปรายต่อนะครับ แล้วก็อภิปรายทําความเข้าใจกับสมาชิกด้วยว่า ผมอยู่ในสิทธิ ของผมในการอภิปรายทั้งส่วนที่แปรญัตติสงวนคําแปรญัตติไว้และส่วนที่กรรมาธิการร่วม รัฐสภาทําการแก้ไขมาก็อภิปรายรวมกันไป ดูโน้ตบ้าง ไม่ดูโน้ตบ้าง ท่านประธานไม่ต้องห่วง ผมจัดรายการโทรทัศน์มา ๑๘ ปี ผมรู้จักท่านตั้งแต่ท่านอยู่กรุงเทพมหานครครับ ผมเชื่อว่า ผมจัดรายการ ๑๘ ปีนี้เกือบทุกวันในช่วงท้าย ๆ ผมไม่ต้องดูโน้ตก็ได้ ผมก็ยังพูดได้ครับ ท่านประธานอย่าท้าทายผมเช่นเดียวกันนะครับ ผมต่อนะครับว่า สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายส่งรายงานเข้ามาจําเป็นต้องอ่านบ้าง ผมคงไม่ต้องขออนุญาตเพราะรายงานนี้ ท่านอนุญาตแล้วว่าเป็นสิ่งที่ส่งเข้ามาสู่รัฐสภาแห่งนี้ ผมก็ถามต่อกรรมาธิการร่วมกัน ของรัฐสภาครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ที่เขาโต้แย้งมาโดยตลอดจนถึงบทสรุปที่บอกว่าดุลยภาพ เสียไป สิ่งที่กรรมาธิการจะต้องทําก็คือการขอต่อสภาแห่งนี้ว่า สิ่งที่ทําการแก้ไขผิดหลักการ ไม่ต้องดูโน๊ตก็จําได้เพราะไปพูดมาแล้ว ๓-๔ ที่ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กรรมาธิการร่วมกัน ของรัฐสภาเห็นว่าอย่างไรครับ ไม่สนใจใช่ไหมครับ ไม่ทําตามใช่ไหมครับ เดินหน้าต่อไหมครับ เดินหน้ากันเลยครับ เจ็ดวันเจ็ดคืนผ่านมาแล้วยังต่อกันได้อีกหลายวันครับ พวกผม ดําเนินการในสภาอย่างเต็มที่แน่นอน เพราะพวกผมเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าส่งที่เข้ามาในสภาแห่งนี้ เป็นเรื่องที่ผิดหลักการ เป็นเรื่องที่แก้แล้วกรรมาธิการเอาไปแก้ก็เกินกว่าหลักการที่เกิดขึ้น แต่ทุกท่านยังไม่ทําการแก้ไขเดินกันต่อไปเถอะครับ อภิปรายกันต่อไปเถอะครับ ทํางาน ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเถอะครับ ดีครับ ผมชอบครับ ส่งเสียงมาเยอะ ๆ ครับ ประชาชนจะได้ เห็นว่าใครทํางานทําหน้าที่ได้ดีจริงหรือไม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านบุญยอดครับ ท่านจะอภิปรายต่อไหมครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานไม่เตือนสมาชิกครับ เขาส่งเสียงอะไรครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ ผมเองครับ ทุกคนกรุณารักษามารยาทในที่ประชุมนะครับ การพูดจาเหมือนกันนะครับ ท่านกรุณานะครับ ขอให้เขาได้พูดคนเดียว แล้วถ้าเขาไม่พูด หรือพูดไม่เข้าประเด็น เดี๋ยวผมจะบอกเองครับว่าจะทําอย่างไรต่อไป เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สิ่งที่เราทํากันอยู่ในวันนี้ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คําถามง่าย ๆ คือ ดีขึ้นกว่าที่มีอยู่ในอดีต จริงหรือไม่ คําตอบของผมคือ ไม่ได้ดีขึ้นอะไรเลย กลับถอยหลังลงไปด้วยซ้ําไป รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เขายังต้องให้เว้นวรรคครับ คนหนึ่งที่เป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดชื่อนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ครับ จะลงสมัคร ส.ว. ใน ปี ๒๕๔๙ เดือนเมษายน ๒๕๔๙ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งอยู่ในพรรคชาติไทยในขณะนั้นออกจากพรรคไม่เกิน ๑ ปี เขาถูกตัดสิทธิในการลงสมัคร เขาอยู่ลําดับที่ ๒๖๐ ครับ ทําไมผมถึงจําได้ ผมลงสมัครด้วยครับ ผมอยู่ในลําดับที่ ๓๒ และผมได้รับการเลือกจากประชาชนชาวกรุงเทพมหานครในขณะนั้นเป็นลําดับที่ ๑๘ ลําดับสุดท้ายครับ คะแนนไม่เยอะหรอกครับ ๒๑,๐๐๐ กว่าคะแนน แต่ทุกคะแนนที่ได้มา ได้มาจากประชาชนที่ส่งผมเข้ามาในสมาชิกวุฒิสภาในขณะนั้น แต่ก็เดินทางไปไม่ถึงสภาครับ เพราะว่ามีการปฏิวัติเสียก่อนจาก พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ผมไม่เคยโทษ พลเอก สนธิ ผมเชื่อว่าวันนั้นเป็นความจําเป็นไม่ได้ติดใจ แต่สิ่งที่จะต้องอภิปรายก็คือว่ากรรมาธิการ ร่วมกันของรัฐสภาไปแก้ไขไปดัดแปลงตัดออก ตัด ๕ ปีออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตัด ๕ ปีออกจากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและกรรมการพรรคการเมือง ตัด ๕ ปี ออกจากการที่เป็นรัฐมนตรีแล้วจะมาลงสมัครท่านถอยหลังเข้าคลองไหมครับ ผมยังเชื่อว่า ท่านถอยหลังเข้าคลอง เพราะท่านไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า สิ่งที่แก้ไขมานั้นเป็นจริง มากน้อยเพียงใด ดีขึ้นอย่างไร ผมอยากให้ทุกคนได้ลงมติเลยด้วยซ้ําครับ ไม่ต้องแก้ไขครับ ดีครับ ทําอย่างที่ทําในวันนี้ ทําอย่างที่ท่านตัดมา แล้วให้สมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ลงมติใครเห็นด้วยจะได้ประกาศชื่อไว้ให้ชัดเจน ใครลงมติเห็นด้วยแล้วเพิ่มสิทธิให้ตัวเอง ให้เอาบุพการีเข้ามาได้ เพิ่มสิทธิให้ตัวเองเป็น ส.ว. ครั้งนี้ ลงสมัคร ส.ว. ครั้งหน้า เป็นการเพิ่มสิทธิให้ตัวเอง ลงมติเลยครับ ท่านจะพบกับ อนาคตต่อไปที่ท่านจะลงมติโดยมือของท่านเอง ผมเชื่อว่าท่านจะเดินไปสู่การถูกถอดถอน และการถูกพักทางการเมือง ๕ ปี ซึ่งพรรคการเมืองหรือกลุ่มของท่านไม่มีสิทธิอะไรช่วยได้ ผมเชื่อว่าท่านไม่กลัว ดีครับ ขอบคุณครับ มันมีเสียงสะท้อนนะครับท่านประธาน มีคนบอก ว่าไม่กลัว ผมก็บอกว่าดีแล้ว ท่านคิดชอบแล้ว ทําเลยครับ ตายยกเข่งจะเกิดขึ้น

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ท่านบุญยอด เตือนอีกทีนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

และสมาชิกคนอื่น ๆ จะมีความสุขมากยิ่งขึ้น เมื่อกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภานั้นอธิบายว่า สิ่งที่แก้ไขมาเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ต้องให้ได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกัน ผมถามท่านครับ แล้วทําไมท่านต้องกําหนดคนอายุ ๔๐ ปีละครับ ทําไมท่านต้องกําหนด ปริญญาตรีละครับ ทําไมท่านต้องกําหนดในจังหวัดต่าง ๆ ถ้ายึดหลักนี้ หลักที่ท่านอธิบายกัน เมื่อสักครู่ในตอนกลางวัน ถ้ายึดหลักนี้ทําไมผมไปสมัครจังหวัดเชียงรายบ้านท่านบ้างไม่ได้ ทําไมท่านไม่ให้ความเสมอภาคกับผมละครับ ถ้าผมอยากจะสมัครเป็น ส.ว. ในจังหวัด เชียงรายของท่านหรือจังหวัดฉะเชิงเทราของท่าน ผมจะลงสมัครแข่งกับท่านนิคม ไวยรัชพานิช ได้ไหมครับ ถ้าให้ความเสมอภาค

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้ครับ ผมเชิญท่าน ไปสมัครที่แปดริ้วครับ ผมเชิญท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านท้าทายผมไม่ได้ครับ เพราะสิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้มีมา ยังต้องมีจังหวัดที่เกิด ขอโทษครับ ผมเกิดกรุงเทพมหานครครับ ผมเรียนกรุงเทพมหานคร ผมทํางานกรุงเทพมหานคร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับท่าน ผมไม่อยาก ต่อรองท่าน ท่านกรุณาเข้าประเด็นครับ ในกรุงเทพมหานครผมก็ลงแข่งกับท่านได้ รองปลัดกรุงเทพมหานครจะแข่งกับท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมเชิญครับ ผมเชิญท่านเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นท่านอย่า ท่านอภิปรายไปครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ มีคนตะโกนว่าตุ๊ดนะครับ ผมขออนุญาตให้เดินออกมา

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุเชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ครับ เดี๋ยวท่านประธาน เดี๋ยวจะหาว่าผมบอกว่าพี่เป็นตุ๊ด ผมไม่ได้พูดนะครับประธาน ผมประท้วง คนละเรื่องกันครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญประท้วงครับ ประท้วง เรื่องอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

เดี๋ยวคนทางบ้านเขาจะหาว่าผมว่าพี่บุญยอดเป็นกระเทย เป็นตุ๊ด ไม่ใช่นะครับท่านประธาน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

จิรายุรู้จักผมดี เขายืนยันได้ว่าผมเป็นตุ๊ดหรือไม่

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ไม่แน่ใจท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณจิรายุประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ประท้วงท่านประธานนิดเดียวก่อน ประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธาน ใจเย็น ๆ นิดเดียวท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธานทํางานมาดีตลอดแล้ว ประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๕ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุม ด้วยเหตุผล ๑. ท่านประธาน นั่งมาไม่เคยสัปหงกเลย เพราะคนเป็นประธานท่านนั่งท่านสัปหงกไม่ได้ ท่านง่วงท่านก็ลุกไป ก็แค่นั้นเอง ท่านยังใจดีที่พี่บุญยอดยังไม่ได้ถอนเสียด้วยซ้ํา และบันทึกไปในที่ประชุม ผมบอกท่านประธานช่วยควบคุมตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ครับว่า ท่านต้องใจเย็น ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ปล่อยไปเรื่อย ๆ ครับ คนฟังเขาก็เข้าใจว่าพี่เขาเป็นตุ๊ดหรือไม่เป็นตุ๊ด ไม่ใช่สาระสําคัญครับ ถ้าเป็นแล้วเป็นคนดีถือว่าสุดยอดครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมจะพยายาม ควบคุมตามข้อ ๕ ผมจะให้ท่านบุญยอดได้อภิปรายแต่อยู่ในประเด็นนะครับ เพราะว่า ประชาชนจับตาดูท่านอยู่ เพราะท่านเป็นบุคคลสําคัญมากเลยนะครับ ท่านกรุณานะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกับท่านไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนะครับ ผมคิดว่าเราจบกันเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ชายคนหนึ่ง เสียงผู้ชายที่พูดคําว่า ตุ๊ด ผมขอให้กล้าเดินออกมาหน่อยครับ ถ้าเป็น ลูกผู้ชาย กล้าแสดงตัวหน่อยครับ ถ้าไม่กล้าก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายครับ ขอบคุณครับ ไม่มีคนแสดงตัว ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ หันมา ทางนี้ครับ ท่านกรุณาหันมาทางนี้ครับ ท่านหันมาทางนี้พูดกับผมครับ เชิญอภิปรายครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

สรุปคือไม่มีคนไหนแสดงตัวนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ผมนี่ละพูด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

พูดก็ออกมา จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ยอมรับว่าเป็นคนที่พูดครับท่านประธาน ท่านประธานต้องดําเนินการครับ เหยียดหยาม ถากถาง ว่าผมไม่ใช่ลูกผู้ชาย ซึ่งผมนี่ มีครอบครัวนะครับ ผมถูกเลี้ยงมาอย่างดีครับ เป็นลูกผู้ชายมากพอสมควร ถ้ามาท้าทาย อย่างนี้ เดินเข้ามาอีกนิดสิครับ เดินเข้ามาเลยครับ

(นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อย่างนี้ครับ ขอให้ทุกท่าน อยู่ในความสงบนะครับ ท่านบุญยอดนั้นเป็นสุภาพบุรุษแล้ว ถูกอบรมมาอย่างดีนะครับ เขาจะอภิปรายนะครับ เชิญท่านบุญยอด กรุณาให้ความเป็นผู้ดี คุณกุลเดชเชิญครับ

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุทัยธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับท่านครับ มีการทําผิดข้อบังคับ แล้วก็ผู้ทําผิดนั้น รับเองแล้วครับว่า ได้พูดเสียดสีคนอื่นว่าเป็นตุ๊ด ให้ถอนครับ ถ้าผมบอกไอ้หัวเชื้อรานี่ มันจะว่าผมไหมครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้

นายกุลเดช พัวพัฒนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุทัยธานี

ในเฟสบุ๊ค (Facebook) เขาว่าขี้กลากกินหัวแล้วครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญนั่งลงครับ เอาอย่างนี้ ขอความร่วมมือนะครับ ขอความร่วมมืออยู่ในความสงบนะครับ ขอให้ท่านสุภาพบุรุษ ที่ชื่อบุญยอดนะครับ เพราะท่านบอกว่าท่านอบรมมาอย่างดีในการที่จะมาทําหน้าที่ครับ ให้เขาทําเถอะครับ ท่านจิรายุปล่อยให้ท่านบุญยอดว่าเถอะครับ ท่านบุญยอดเวลาพูด พูดกับผมนะครับ อย่าหันไปทางโน้นนะครับ คุยกับผมนี่นะครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมก็เพิ่งรู้ว่าคนที่ชื่อประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ไม่แน่จริงครับ ผมต่อเลยนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตดูรายงานฉบับนี้ ซึ่งส่งเข้ามาในสภาอยู่แล้วนะครับ ผมขออนุญาตท่านแล้ว นะครับ สิ่งที่ผมต้องเรียนถามต่อไปก็คือว่าจากหลักการแรกนั้นมีอยู่ครบเกือบจะทุกวงเล็บ ที่เป็นข้อห้ามของคนที่จะลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา แล้วหลังจากนั้นกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ก็ไปตัดทอนอยู่ในหลายมาตราซึ่งเป็นประเด็นสําคัญ ผมถามนายอุดมเดช รัตนเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยครับ ที่ยื่นหลักการนี้เข้ามา ยื่นร่างนี้เข้ามา ท่านยัง ยืนยันหลักการเดิมของท่าน ซึ่งไม่ตรงกับสิ่งที่กรรมาธิการร่วมได้ไปทําการแก้ไขหรือไม่ ผมถามคุณสมหญิง บัวบุตร ครับ จากพรรคเพื่อไทยว่ายังยืนยันหลักการเดิมอยู่หรือไม่ ผมถามคุณพรชัย ศรีสุริยันโยธิน จากพรรคเพื่อไทยด้วยว่า ยังยืนยันหลักการของตัวเอง หรือไม่ เขาแก้ไขมาอย่างนี้จะทําอย่างไร ผมถามนายบุญฐิน ประทุมลี จากพรรคเพื่อไทย นายสุทิน นพขํา จากพรรคเพื่อไทย นายศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ จากพรรคเพื่อไทย พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ผมยิ่งต้องถามครับ ท่านเป็นประธานกรรมาธิการการทหาร ท่านยังมี หลักการเดิมที่ท่านยื่นเข้ามาสู่สภาและผ่านหลักการวาระแรกหรือไม่ กรรมาธิการร่วมนั้น ไปตัดข้อความของท่านอยู่จํานวนมากครับ ผมถามนายองอาจ วงษ์ประยูร นะครับ นายนิยม ช่างพินิจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก นายศรีเรศ โกฎคําลือ นายยุทธจักร เรืองวรบูรณ์ นายจตุพร เจริญเชื้อ จากพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นเดียวกันว่า ยังยืนยันหลักการไหมครับที่ยื่นเข้ามานี้ แล้วกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาไปแก้ไขของท่าน นายกานต์ กัลป์ตินันท์ รู้ไหมครับว่า กรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาได้แก้ไขไปแล้ว นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายศรีงาม นายอนันต์ ลิมปคุปตถาวร นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ละครับ หยุดเล่นเกมได้แล้วครับและกลับมาดูการประชุมในครั้งนี้ นายพัฒนา สรรพโส นายปวีณ แซ่จึง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ ท่านบุญยอดขอความร่วมมือนะครับ ท่านขออนุญาตอ่าน แต่ว่าท่านอย่าได้ไปเอ่ยชื่อทุกคน เพราะไม่อย่างนั้นก็มีคนประท้วงท่านอีกนะครับ เพราะฉะนั้นท่านกรุณาเถอะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมพูดคําหยาบตรงไหนหรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ได้หยาบครับ หยาบได้อย่างไร เพราะว่าท่านถูกอบรมมาอย่างดีนะครับ ผมเชื่อเลยนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมอ่านรายชื่อของคนที่ยื่นหลักการนี้มาครับท่านประธาน ท่านเข้าใจไหมครับ จุดประสงค์ ของผมคืออะไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมต้องขอย้ํากับผู้ที่ยื่นหลักการนี้เข้ามาและกรรมาธิการไปแก้ไขของเขา ว่าคนเหล่านี้ อยู่ที่ไหน อยู่ในการประชุมอยู่หรือเปล่า

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่ต้องครับ ท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

คุณปวีณ แซ่จึง

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ มันเป็น เอกสิทธิ์ของเขา เขาจะยืนยันอย่างไรเป็นเอกสิทธิ์ของเขา ท่านไม่ต้องไปถามหรอกครับ ท่านอภิปรายของท่าน ท่านแก้ไขอะไรท่านอภิปรายไปครับท่านบุญยอดครับ ท่านมี การศึกษาดี ท่านถูกอบรมมาอย่างดีนะครับ ท่านเป็นแบบอย่างของสังคมไทยที่ควรจะ เอาอย่าง เพราะฉะนั้นท่านทําหน้าที่เถอะครับ

(นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

ท่านปวีณครับ ใช่หรือเปล่าครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานก่อน ท่านปล่อยให้เขาเอ่ยชื่อผมทําไม ผมยื่นแก้ไข เป็นสิทธิของผม ผมจะสงวนคําแปรญัตติหรือยืนในหลักการหรือไม่ เป็นสิทธิของผม ไม่เกี่ยวกับท่านผู้ที่อภิปราย อย่าก้าวล้ําสิทธิของคนอื่น คุณอย่าคิดว่าที่คุณพูดนี่มันเพราะ นะครับ คนอยากจะฟังนะครับ ผมบอกคุณว่าคุณดูดี ๆ ว่าคุณเล่นอะไร อย่าเล่นกับผม นะครับ ผมไม่ได้กลัวคุณนะ บอกก่อน อย่าเล่นอย่างนี้ ผมไม่ต้องการไปปะทะคารมกับกลุ่ม ส.ส. ด้วยกันทั้งหมดทุกคน แต่คุณอย่าเล่นอย่างนี้ คุณไปละเมิดเขาหมด ไปอ่านชื่อเขาหมด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ใจเย็น ๆ ครับ ใจเย็น ๆ นะครับ ใจเย็นครับ ท่านปวีณครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ผมไม่เคยเอ่ยชื่อ คุณนะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ ท่านปวีณครับ

นายปวีณ แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ผมประท้วง ท่านประธานนั่นละครับ ตามข้อ ๕

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ ประท้วงผมนะครับ ความจริงแล้วผมมันอ่อนนะครับ เพราะว่าผมไม่สามารถจะบอกเขาได้ว่าอย่าไปเอ่ยถึง คนอื่นเขา เพราะฉะนั้นผมเตือนเขาครั้งสุดท้าย ถ้าเขายังทําอย่างนี้อีก ผมจะไม่อนุญาต ให้อภิปรายแล้วจะไปคนอื่นนะครับ ท่านอย่าได้แสดงอะไรที่มันทําให้เวทีของที่ประชุมนี้ วุ่นวายนะครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)

คุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานตาม ข้อ ๕ นะครับ ท่านทําให้เกิดการ ท้าทายกันขึ้นในสภาอย่างมากมายเลยครับ ซึ่งต้นเหตุผมก็ต้องกราบเรียน ขอประทานโทษ นะครับ ท่านประธานเป็นคนเริ่มนะครับ คุณบุญยอดเขาก็บอกแล้วว่าเขาจบแล้วกับ ท่านประธาน แต่ผมรู้สึกว่าท่านประธานยังค้าง ๆ อยู่ เพราะว่าตอนหลัง ๆ ท่านประธาน ก็พูดจาเสียดสีคุณบุญยอดนะครับ อย่างนั้นผมอยากให้ท่านประธานตั้งสติครับ ใจเย็น ๆ ท่านเป็นประธานที่พวกผมเคารพอยู่ดีนั่นละครับ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านดําเนินการประชุม แบบปกติครับ อย่าได้เสียดสีคุณบุญยอดอีกเลยครับ อย่างเช่น คําว่า เป็นคนดีเลี้ยงมาดีอะไร อย่างนี้มันดูไม่ดีครับ ขอบคุณครับ

(นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ คุณหมอสุกิจ ที่เตือนสติผมนะครับ คืออย่างนี้ครับ คือเวลาอภิปรายนะครับ คือคุณก็ต้องพูดความจริง คืออย่ากล่าวหา อย่างผมเป็นประธาน กล่าวหาประธานหลับบนบัลลังก์อย่างนี้ สัปหงกอย่างนี้ ผมยังไม่เคยเลยครับ ไม่เคยแสดงอาการอย่างนั้นสักอย่างหนึ่ง คือเวลาพูดพูดความจริง คืออย่างนี้คุณก้าวล่วงคนอื่นได้ คุณอย่าก้าวล่วงประธานนะครับ ขอความกรุณานะครับ เชิญ

นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ในข้อ ๕ ครับ ซึ่งผมเข้าใจท่านประธานว่า โดนกดดันเยอะ แต่สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่า ถ้าฟังดี ๆ ที่ท่านบุญยอด อ่านชื่อนี้ไม่ได้อ่านชื่อคนนอกนะครับ แต่เป็นการตั้งคําถามของท่านบุญยอด ผมเชื่อว่าสมาชิก ทุกคนมีสิทธิตั้งคําถามให้กับกรรมาธิการทั้งนั้น ส่วนท่านประธานกรรมาธิการจะตอบไม่ตอบ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คุณบุญยอดมีสิทธิตั้งคําถาม ก็อยากเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน เขาทําดีแล้วครับ เขาไม่ได้ทํานอกกฎข้อบังคับอะไรเลยก็เขามีสิทธิตั้งคําถามครับท่านประธาน

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ แต่ว่าอย่าไป เอ่ยชื่อคนอื่นโดยไม่จําเป็น ท่านก็ถามกรรมาธิการว่าอย่างนี้นะครับ เชิญท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธานครับตาม ข้อ ๕ เพื่อนสมาชิกได้ทําผิดข้อบังคับใน ข้อ ๔๓ วรรคท้าย ขออนุญาตให้ท่านประธานฟังนะครับ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้านนั้น เข้าใจตรงกันด้วยว่าการประชุมของรัฐสภาเรามีข้อบังคับ ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในข้อ ๔๓ วรรคท้าย ห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพใส่ร้ายหรือเสียดสี บุคคลใดและห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์หรือออกชื่อสมาชิกรัฐสภาหรือบุคคลใด โดยไม่จําเป็น ฉะนั้นข้อประท้วงของเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ดูเสมือนจะเป็นการกระทําผิด ข้อบังคับ ขอให้ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมอย่างเคร่งครัดนะครับ หากเพื่อนสมาชิก ไม่ประสงค์จะอภิปรายอยู่ในวาระที่ควรจะเป็นท่านประธานก็ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ ให้เพื่อนสมาชิกหยุดการอภิปราย และการประชุมของเราจะได้เดินหน้าต่อครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ผมพยายามที่จะให้ดําเนินการไปตามข้อบังคับประชุมนะครับ แล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยปล่อย นะครับ ถ้าจะนอกทางไปบ้างผมก็ยังไม่ทักท้วงไม่ว่าอะไรเลยนะครับ เพียงแต่ว่าท่านจะได้ไปกล่าว อย่างในกรณีที่ไปเอ่ยชื่อเขา หรือกรณีที่ว่าประธานหรือว่าคนโน้นคนนี้ ท่านกรุณาเถอะ ว่าของท่านไปนะครับ ท่านอย่าได้ทําอย่างอื่นที่มันไปล่วงล้ําคนอื่นเขา เชิญท่านอภิปราย เวลาอภิปรายมองหน้าผมนะครับ อย่าไปมองหน้าคนอื่นนะครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับ ผมพูดถึงจุดประสงค์ที่ผมอภิปรายแบบนี้ก่อนนะครับ ผมบอกว่าคนที่ลงรายชื่อ ทั้งหมด ๓๐๘ รายชื่อที่เกิดขึ้นในวาระที่หนึ่งส่งหลักการเข้ามาในรัฐสภา ผ่านหลักการนี้ ไปเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ไปยังชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการไปแก้ไขจํานวนมาก คนเหล่านี้คิดอย่างไร คนเหล่านี้มี ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ด้วยครับ อยู่ในหน้าที่ ๓ ชื่อสุดท้ายด้านซ้ายครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

นี่ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมพูดด้วยความจําเป็นนะครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านไม่ต้องไปพูดถึงคนอื่น นะครับ ท่านไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ท่านว่าของท่านไป

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมถามอย่างมีเหตุผลนะครับ ร้อยโท ปรีชาพล เป็นคนหนึ่งใน ๓๐๘ คนครับ ผมกล่าวโดย ความจําเป็นนะครับ ผมอยากรู้เหมือนกันว่าแนวคิด ร้อยโท ปรีชาพล จากจังหวัดขอนแก่น เขาคิดอย่างไร

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนี่ดื้อจริง ๆ ผมไม่เคย เจอใครดื้ออย่างนี้ครับ พูดเมื่อสักครู่นี้หยก ๆ บอกว่าจะไม่เอ่ยชื่อคนอื่น นี่ท่านสมาชิก อยู่ข้าง ๆ ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ บอกคุณบุญยอดให้ทีเถอะอย่าดื้อเลย

(ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านปรีชาพลประท้วง อะไรครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กระผมประท้วงท่านประธานอีกครั้งหนึ่งในข้อบังคับ ข้อ ๕ และประท้วงผู้อภิปราย ซึ่งในส่วนตัวก็เคารพกันนะครับ ท่านกล่าวชื่อกระผมโดยที่ไม่มีความจําเป็น กระผมจะ คิดอย่างไร จะทําอย่างไรก็เป็นสิทธิ เอกสิทธิ์โดยชอบธรรมของกระผมในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น ๑ เสียง ๑ สิทธิเหมือนกับท่าน ฉะนั้น ท่านอย่าได้ก้าวล่วงตัวกระผมเป็นอันขาดนะครับ และท่านประธานกรุณาควบคุมให้อยู่ ในร่องในรอยด้วย เมื่อสักครู่นี้ก็ได้บอกท่านประธานไปแล้วครับว่า ถ้าหากเพื่อนสมาชิก มีทิศทางแนวทางที่จะอภิปรายเช่นนี้ พฤติกรรมมันส่อเจตนา ท่านประธานต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๔๔ ครับ ให้เพื่อนสมาชิกยุติการอภิปรายเพื่อให้การเดินหน้าการประชุมของเราเดินหน้า ต่อไปได้ครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านบุญยอด ขอความร่วมมือด้วยครับ เพื่อให้ที่ประชุมเดินหน้าไปได้นะครับ ท่านกรุณาอภิปรายของท่าน แต่ถ้าท่านอภิปรายผิดข้อบังคับหรือไปก้าวล่วงถึงคนอื่น ผมจะไม่อนุญาตให้ท่านอภิปรายอีก ผมจะไปที่ท่านสุรเดช และกลับมาที่ท่านจิรายุ และกลับมาที่ท่านบัญญัตินะครับ เอาตามนั้นนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

๓๐๘ รายชื่อนี้ควรจะลุกขึ้นมาอธิบายได้ว่าสิ่งที่กรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภาไปแก้ไขจาก สิ่งที่ท่านยื่นเสนอมา และ คปก. ก็บอกว่าการแก้ไขนี้ผิดต่อหลักการ พวกท่านอย่านั่งเฉยครับ ลุกขึ้นมาทําหน้าที่ตัวแทนของประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ หรือ ส.ว. ทั้งหลายที่ลงชื่ออยู่ ๕๐ คนในรายชื่อด้านหลัง อย่าอยู่เฉย และกรุณาลุกขึ้นมาอธิบายด้วยว่าทําไมท่านจึง ยื่นหลักการในการต่ออายุของตัวท่านเองออกต่อไป ทั้งที่ท่านเข้ามาท่านรู้อยู่แล้วว่าท่านมี ๖ ปี และท่านต้องจบภายในวาระเดียว นี่คือคําถามที่พี่น้องประชาชนฝากผมถามครับ

ท่านประธานครับ สุดท้ายครับ ผมถามกรรมาธิการร่วมว่าถ้าท่านจะแก้ไข ในบางส่วนของบางวงเล็บตามที่ท่านได้มีการออกไปประชุมกัน ซึ่งก็เป็นการประชุมที่แปลก ประหลาดที่สุดคือประชุมเฉพาะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ซึ่งผมก็คิดว่ามันก็ไม่เป็น การประชุมนะครับ แต่ผมถามท่านว่าถ้าท่านคิดว่าท่านถอยบางเรื่อง แค่นั้นมันไม่ได้แสดงว่า ท่านเห็นด้วย หรือว่าท่านเห็นดีกับที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้นะครับ มันเหมือนกับเด็กจะขโมยของ แล้วถูกจับได้แล้วก็เอาของมาคืน ไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กดีนะครับ เด็กคนนั้น แสดงอาการไปแล้วและถูกจับได้ครับ ท่านไปแก้ไขเกินกว่าสิ่งที่มีหลักการจากสภานี้ออกไป ท่านทําไปได้อย่างไร ถ้าท่านถอยกลับมาทั้งหมดยังแค่เสมอตัวครับ อย่ามาทวงบุญคุณ กับรัฐสภาแห่งนี้เด็ดขาดว่าได้ทําการแก้ไขให้หลังจากที่ได้ฟังสมาชิกอภิปรายในขั้นของ วาระที่สองแล้ว อย่าทวงบุญคุณเด็ดขาด เพราะนั่นเพียงแค่เราจับได้หรือคนอื่นเขามองได้ว่า ท่านทําผิดไปแล้วเท่านั้นเอง ผมขอเรียนต่อท่านนะครับ การประชุมรัฐสภาในวันนี้เป็นตัวชี้ อนาคตอย่างแท้จริงของประเทศชาติและสังคมไทย หลายเสียงพยายามบอกท่าน ขอร้องท่าน ให้ท่านกลับทําการปรับปรุงแก้ไขให้มันถูกต้อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญทําได้ แต่ต้องมีเหตุมีผล และไม่เสี่ยงต่อการถูกครอบงําใด ๆ ของสมาชิกวุฒิสภา ผมยังคงยืนยันในหลักการว่า พวกผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขที่เกิดขึ้นตั้งแต่วาระที่หนึ่งมาจนถึงรายละเอียดในวาระที่สอง ของการแก้ไขในวันนี้

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวขอโทษ ไม่ต้องประท้วง เขาจะจบแล้วครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผมได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ผมพยายามจะใช้แบบฟิลิบัสเตอร์ (Filibuster) อย่างที่สหรัฐอเมริกาเขาทํากัน ผมคิดว่าไม่ได้ออกจากตัวระบบวิธีการ ในการอภิปรายเลย เพราะเป็นการอภิปรายมาราธอน ถ้าท่านอยากจะให้เจอกับการอภิปราย แบบมาตรฐานแบบนี้เราก็คงจะต้องเปิดโอกาสให้กันและกัน แต่สภาแห่งนี้ท่านประธาน ไม่เปิดโอกาสให้ผม สมาชิกบางคนไม่เข้าใจวิธีการนี้ ไม่เป็นไรครับ เราเรียนรู้กันไป เราต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถ้าประธานให้เกียรติสมาชิก สมาชิกย่อมให้เกียรติ ประธานเสมอครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญะพาดพิง เชิญก่อนครับ เชิญครับ

นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม บุญฐิณ ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด มุกดาหาร ในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมมีรายชื่อที่โดนพาดพิง ผมเป็นคนหนึ่งที่สงวน คําแปรญัตติไว้ ในมาตรา ๑๑๒ (๖) และ (๗) การดํารงตําแหน่งจาก ๕ ปีให้เหลือ ๒ ปี เหตุผลที่ผมแปรญัตติไว้นะครับ การที่จะแก้รัฐธรรมนูญฉบับใด มาตราใด วงเล็บใด หรือข้อความใด ผมยึดหลักการประชาธิปไตย มีคําตอบให้ผมอยู่ ๓ ข้อครับ ๑. เป็นของ ประชาชนหรือไม่

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยว ๆ จะประท้วงหรือจะ อภิปราย

นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

ถูกพาดพิงครับ ชี้แจงครับว่าเหตุผลทําไม

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

โอเค พาดพิงมาตรา ๑๑๕ เชิญครับ

นายบุญฐิณ ประทุมลี สมาชิสภาผู้แทนราษฎร มุกดาหาร

เหตุผลที่ผม แปรญัตติไว้ก็เพราะผมบอกว่า การที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใด วงเล็บใด หรือข้อความใด ตอบคําถามอยู่ ๓ ข้อครับ ตอบได้อยู่ ๓ ข้อ ๑. เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นของ ประชาชนหรือไม่ มากน้อยเพียงไร ข้อ ๒ โดยประชาชนมากน้อยเพียงไร ข้อ ๓ เพื่อประชาชนหรือไม่ ฉะนั้นทุกข้อที่พูดไปนี้ผมขอคําตอบอยู่ ๓ ข้อ ผมฝากข้อคิดอย่างหนึ่ง นะครับท่านประธาน สุดท้ายแล้วครับ ก็คือในโลกนี้ยังไม่มีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก หรอกครับ แล้วก็ในโลกนี้ยังไม่มีสตรีที่งามที่สุดในโลก และรัฐสภาแห่งนี้ยังไม่มีใครที่ดีพร้อม แต่ทุกคนทําหน้าที่ตรงนี้พร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีหรือยังครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณสําหรับคําคม เชิญประธานครับ

นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม สามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมาธิการ ก็ขอชี้แจงส่วนที่พาดพิงถึง กรรมาธิการครับ

เรื่องแรก ท่านก็พยายามพูดว่า การแก้รัฐธรรมนูญคราวนี้เป็นการกระทําผิด อย่างมหันต์ ถึงขนาดบอกว่าอาจจะถูกเพิกถอนสิทธิ อาจจะมีปัญหา ก็กราบเรียนนะครับ แก้รัฐธรรมนูญตามอํานาจที่เรามีในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ และไม่ได้นอกเหนือหลักการ ที่ไหนหรอกครับ หลักการท่านก็ไปอ่านชัดเจน เมื่อสักครู่ท่านก็อ่านเองว่า ให้วุฒิสมาชิก มาจากการเลือกตั้ง และให้แก้มาตราไหนบ้าง มาตรา ๑๑๕ ก็อยู่ในหลักการให้แก้ไข เรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม และเมื่อสักครู่ก่อนท่านนั่งนี่ ท่านบอกว่าเหมือนพวกผม ไปขโมยอะไรมาแล้วตอนนี้จะเอามาคืน อย่ามาเรียกร้องคุณงามความดี คือขณะนี้นะครับ เรากําลังเอาอํานาจประชาชนที่ถูกขโมยไปคืนให้ประชาชน แล้วพวกผมกรรมาธิการ เสียงข้างมากยืนยันนะครับ ยังไม่ได้ไปประชุมที่จะย้อนกลับไปในร่างเดิมนะครับ กรรมาธิการ เสียงข้างมากยังยืนยันตามร่างของกรรมาธิการเสียงข้างมากนี่ครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรเดชครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรากําลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่องของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเราเองก็ได้พิจารณามาหลายวัน แล้ววันนี้เราเองมาพิจารณาในส่วนของมาตรา ๕ ซึ่งได้เขียนไว้ว่าให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และใช้ข้อความนี้แทน ในมาตรา ๑๑๕ นั้น ที่บอกว่า บุคคลผู้มีคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วในมาตรา ๕ นี้ที่มีการแก้ไขตามมาตรา ๑๑๕ นั้น เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๑๑๕ เหมือนกัน แต่ต่างถ้อยคําหรือตัดถ้อยคํา ที่บอกว่าเดิมทีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นมีสมาชิกทั้งเลือกตั้งและสรรหา ดังนั้นเองจึงต้อง ตัดถ้อยคําที่บอกว่า ให้มีการเสนอชื่อเพื่อรับการสรรหาเท่านั้น แต่เนื้อหาตามมาตรา ๑๑๕ เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ เช่นเดียวกัน ดังนั้นผมเองในฐานะสมาชิกวุฒิสภานะครับ การที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดข้อความ คุณสมบัติบางข้อไปนะครับ ซึ่งผมจะพูดในรายละเอียดนั้น ผมเองก็เป็นกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งไม่เห็นด้วยในการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากตัดคุณสมบัติบางประการ ไปนะครับ ผมจึงได้ขอสงวนคําแปรญัตติ สงวนความเห็นว่าให้คงตามร่างเดิมตามมาตรา ๑๑๕ ตามที่รัฐสภาแห่งนี้รับหลักการในวาระที่หนึ่ง ท่านประธานครับ คุณสมบัติ ซึ่งเพื่อนสมาชิก พูดกันมากในเรื่องคุณสมบัตินั้น มันต้องต่างกันครับ การที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ถ้าคุณสมบัติ เหมือนกันเราจะมี ๒ สภาไปทําไมนะครับ ดังนั้นผมจึงเป็นคนหนึ่งในกับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ที่ขอให้คงคุณสมบัติที่แตกต่างกันของสมาชิกวุฒิสภากับ ส.ส. สืบเนื่องจากว่า ถ้า ส.ส. นั้น ในสภาของเรามี ๕๐๐ คน แต่อาจจะมีความคิดเห็นเหมือนดอกไม้ ๒ สี ก็คือสีฝ่ายค้าน และสีฝ่ายรัฐบาล แต่ถ้าเกิด ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมี ๑๕๐ ท่าน เหลือ ๑๔๙ ท่าน เปรียบเสมือนดอกไม้ ๑๔๙ สี ซึ่งถึงแม้ว่าความคิดที่ไม่เหมือนกันแต่อยู่ในแจกันเดียวกัน ในดอกไม้ ๑๔๙ สีนั้น ต้องมีความสง่างาม มีความสวยงามของมันเอง เพราะการพิจารณา ความคิดต่าง ๆ มันจะล้อตามเสียงข้างมาก เราพิจารณาด้วยเหตุและด้วยผล ดังนั้นเอง ความเป็นอิสระของ ส.ว. ต้องมีครบ ต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจาก ส.ส. สืบเนื่องจากว่า ส.ส. ต้องยอมรับว่าเรา ส.ส. เป็นดอกไม้เหมือน ๒ สี เพราะ ส.ส. เองเป็นฝ่ายนิติบัญญัติส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งทางฝ่ายนิติบัญญัติหรือ ส.ส. นั้น เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเองเสียง ข้างมากของฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. เป็นการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นเองทางฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ ส.ส. นั้นต้องเห็นพ้องต้องตามทางฝ่ายบริหารทั้งหมด อันนี้ที่เป็นที่ยอมรับกันได้ แต่ท่านประธานครับ ถ้าในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาบางเรื่องเพื่อนสมาชิก ผมเองก็ได้ทํางาน ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภาทั้งเลือกตั้งและสรรหาด้วยดีมาตลอด ผมทํางานอยู่สภาแห่งนี้ ๕ ปี กว่าแล้วครับ ๕ ปี ๖ เดือนนะครับ เราทํางานด้วยกันได้อย่างดี เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเหตุและ เป็นผลกัน ถึงแม้ว่าสภาแห่งนี้ได้พิจารณาในรัฐธรรมนูญแก้ไขในมาตรา ๑ มาตรา ๒ และมาตรา ๓ ให้เปลี่ยนโครงสร้างจากระบบการสรรหาเป็นการเลือกตั้งทั้ง ๒๐๐ คน ก็ตาม แต่คุณสมบัติในมาตรา ๕ ต้องมีความแตกต่าง ผมจึงต้องสงวนคําแปรญัตติ เพราะว่า อย่างเช่นอํานาจหน้าที่ที่เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่าอํานาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา มีอันมากนะครับ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔-๕ เรื่อง อย่างเรื่องแรกเรื่องการกลั่นกรองของกฎหมาย การกลั่นกรองของกฎหมายต้องไปยอมรับความจริงว่ากฎหมายที่ทางคณะรัฐมนตรีเสนอ ถ้าผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมาก คือฝ่ายรัฐบาล ต้องผ่านนะครับ แต่การกลั่นกรอง ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภาบางเรื่องก็ไม่ผ่าน ดังนั้นเองความเป็นอิสระตรงนั้นมีความจําเป็นมา นะครับ ต้องมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในบทบาทหน้าที่อันดับแรก คือการกลั่นกรอง กฎหมาย จึงมีเขาเรียกว่า สภาพี่เลี้ยงหรือสภากลั่นกรองไม่ใช่ว่าเห็นพ้องต้องตาม ถ้ามี คุณสมบัติเหมือนกันไม่จําเป็นหรอกครับที่จะมี ๒ สภา มีสภาเดียวก็พอ หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องหน้าที่ ๒ เรื่องการพิจารณาควบคุมบริหารการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งสภาแห่งนี้ เรามีทั้งชั้นกรรมาธิการ มีการแปรญัตติ มีการตั้งกระทู้ถาม ถ้าส่วนในชั้นกรรมาธิการก็ต้อง ยอมรับ ในส่วนของกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นสัดส่วนของทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลตามสัดส่วนที่เท่ากัน แต่ก็เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ถ้า ทางรัฐบาลถืออะไรกฎหมายก็ต้องผ่าน เช่นเดียวกันในชั้นกรรมาธิการที่จะตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินในเมื่อในแต่ละคณะกรรมาธิการก็มี ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเป็น เป็นอันมาก ดังนั้นเองบางเรื่องทางฝ่ายบริหารทําอะไรที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม ฝ่ายรัฐบาลเองอาจจะต้องให้การสนับสนุน เพราะถือว่าเป็นพรรคเดียวกัน และฝ่ายค้านเอง ถึงแม้ว่าบางเรื่องทั้ง ๆ ที่เป็นการที่ดีนะครับ ก็เห็นค้านไปตลอด ดังนั้นมีข้อจํากัด แต่ส่วน ในชั้นของคณะกรรมาธิการ ซึ่งการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติของสมาชิกวุฒิสภาเราทํางานด้วยเหตุด้วยผล ผมเองเป็นประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ผมเองมีสมาชิก ทั้งจากการเลือกตั้งและสรรหาเท่าเทียมกัน ทํางานด้วยเหตุด้วยผล เราไม่มีความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน สามารถทําร่วมกันได้ เรื่องอะไรที่ทางรัฐบาลทําดีเราก็สนับสนุน เรื่องอะไร ที่ไม่เห็นด้วยเราก็คัดค้าน ดังนั้นเองความสง่างามหรือความสวยงามของฟาร์ม (Farm) ดอกไม้ ๑๔๙ ดอก หรือ ๑๔๙ สีนั้น คือความสง่างามหรือความจําเป็น หรือแม้กระทั่ง ในเรื่องของการแต่งตั้งหรือให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่ง อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญ ถ้าเกิดว่า ถ้าอยู่ในอํานาจอย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้กล่าวมาแล้วว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลหรือสมาชิก วุฒิสภามีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันหรือครอบงําได้ก็ไม่ต่างอะไร ซึ่งตําแหน่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ ถึงแม้ว่าจะเป็นการให้ความเห็นชอบกันตาม ถ้าเกิดว่าถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่มามีเหตุ มีผล และมีความคิดของตัวเอง ผมว่าวุฒิภาวะทุกท่านมีพอนะครับ จึงสามารถตัดสินใจได้ ถ้าทุกคนเห็นชอบด้วย บุคคลนั้นก็สมควรที่จะได้รับการดํารงตําแหน่งนั้นต่อไป หรือแม้กระทั่งเรื่องการถอดถอนเช่นเดียวกัน ถอดถอน อย่างถึงแม้ว่าสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่ผมทํางานมา ๕ ปีครึ่ง ไม่เคยถอดถอนใคร แต่ถ้าเกิดว่าอยู่ในภายใต้อาณัติของคน ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บางเรื่องอาจจะมีการกลั่งแกล้งกันได้ ทําให้การถอดถอนได้ ถึงแม้ว่า ใช้ในสัดส่วน ๓ ใน ๕ ซึ่งใช้จํานวนถึง ๙๐ เสียงนะครับ ทั้ง ๆ ที่โดยธรรมชาติแล้วไม่สามารถ ที่จะถอดถอนได้ ยกเว้นผู้นั้นเป็นผู้กระทําความผิดโดยชัดเจน ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา ก็สามารถถอดถอนได้ แต่ถ้าเกิดอยู่ภายใต้อาณัติของใครก็จะมาชี้นําได้ว่าบางเรื่องไม่สมควร อาจจะมีการกลั่นแกล้งกันถอดถอนได้ หรือบางเรื่องผิดจริงแต่ขอร้องให้ช่วยเหลือกัน ก็สามารถที่จะหลุดพ้นการถอดถอนได้ ดังนั้นเองผมคิดว่าบทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งต้องแตกต่างจาก ส.ส. นะครับ อย่างที่ทางในชั้นกรรมาธิการที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก มีแปรญัตติทั้ง ๆ ที่ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่เห็นชอบหรือรับหลักการในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ในวาระที่หนึ่ง ในมาตรา ๕ ที่มีการแก้ไข มาตรา ๑๑๕ ซึ่งทางชั้นกรรมาธิการเสียงข้างมาก ได้มีการแก้ไขใน (๕) ที่ว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เพื่อน สมาชิกหลายคนในที่นี้ได้อภิปรายว่าไม่เห็นด้วยในการที่หลายคนว่าเป็นสภาผัว สภาเมีย ถึงแม้ว่าสภาผัว สภาเมีย บางคนก็เลี่ยงคัมภีร์ว่าสามารถหย่ากันได้ หย่ากันได้ก็สามารถลงได้ แต่สังคมเขาจะประณามถึงแม้ว่าโดยนิติกรรม คุณคิดว่าคุณเป็นผัวเมียกันแล้วคุณหย่า ก็มีสิทธิสมัครได้ แต่สังคมจะประณามคุณ สังคมจะรู้ว่าคุณไม่เหมาะสม คุณเลี่ยงกฎหมาย และเพราะว่าถึงคุณหย่าได้ สมัครได้ ก็ไม่แน่ว่าคุณจะได้ ประชาชนจะลงโทษคุณ หรือ แม้กระทั่งบุพการีคือพ่อ แม่ หรือบุตรหลาน การที่วุฒิสภากับสมาชิกวุฒิสภามีความเกี่ยวโยงกัน โดยเฉพาะทางสายเลือด คนไทยเองเขาว่าเลือดต้องข้นกว่าน้ํา บางเรื่องเหตุผลมาทีหลัง ต้องเอาความผูกพันความสัมพันธ์ระหว่างญาติมิตรพี่น้อง อย่าลืมนะครับ ดังนั้นเอง ความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกันถ้ายังมีอยู่ หวังอย่างไรว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือวุฒิสภานั้นจะ สามารถทําได้เต็มที่ ถ้ายังมีข้อนี้อยู่ ดังนั้นเองผมก็ไม่เห็นด้วยที่ทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะจัดข้อนี้ ผมเองก็ขอให้ยืนยันหรือให้คง ข้อ (๕) นี้ต่อไป หรือแม้กระทั่งใน (๖) ที่บอกว่าไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใด ๆ ของพรรคการเมือง หรือเคยเป็นสมาชิก หรือเคยดํารงตําแหน่ง พ้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้เองเช่นเดียวกันนะครับ สมาชิก หลายคน เพื่อนสมาชิกหลายคนก็พูดว่า หรือบางพรรคอาจจะมีสมาชิกที่มากอาจจะมาดํารง ตําแหน่ง หรือว่าในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรลงไม่ครบก็อาจจะไปลงวุฒิสภาได้ หรือ แม้กระทั่งในเมื่อท่านนั้นถึงแม้ว่าลาออก แต่พ้นไป ๕ ปี ความผูกพันนั้น ความเจือจางหรือว่า ความเข้มข้นยังมี ดังนั้นเองถ้าเกิดว่าคุณสมบัติเรื่องนี้ถ้าห่างกันไปเราคงไม่สามารถที่จะ ปฏิเสธได้ว่าแต่ละคนนั้นศรัทธาใคร เลือกพรรคอะไร แต่เวลามันสามารถพิสูจน์ได้นะครับ เวลาที่ห่างกันนั้นสามารถที่ทําให้ความผูกพันและความเกี่ยวข้องกันห่างกันได้ ดังนั้นเอง ผมเองก็เห็นด้วยว่า ควรที่จะคงไว้ว่าสมาชิก คุณสมบัติที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นต้องพ้น จากการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๕ ปีเช่นเดียวกัน เปรียบเสมือนหนึ่งกับทางรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือใน (๗) ที่ว่าไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า ๕ ปีนับจากวันเลือกตั้ง เช่นเดียวกันเมื่อสักครู่ที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าขนาดสมาชิก ไม่เห็นด้วย แล้วยิ่งเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกิน ๕ ปีความผูกพันจะมี แล้วถ้าเกิดว่า สมาชิกวุฒิสภาที่เคยเป็น ส.ส. แล้ว ได้รับมาเป็น ส.ว. แล้วการกระทําอะไรต่อให้บางทีเรา เข้าไปคุยกับใคร หรือเคยเป็นพรรคใด คนนั้นต่อให้คุณทําดีอย่างไรคุณทําถูกต้องอย่างไร เขาไม่เชื่อ เพราะถือว่าคุณเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ว่าระยะห่างที่ ๕ ปีนั้น จะสามารถทําให้ความเข้มข้น ความผูกพันกับพรรคนั้นหายไปได้ก็เป็นข้อคิดหนึ่งที่ผมเสนอ แล้วก็ข้อสุดท้ายที่บอกว่าใน (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ที่พ้น ๕ ปี ก็เช่นเดียวกันว่าขนาดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมไม่เห็นด้วย ยิ่งคนเป็นรัฐมนตรีหรือ ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ยิ่งเป็นเขาเรียกว่า เสนาบดี ยิ่งมีความผูกพัน ยิ่งมีความใกล้ชิด กับพรรคการเมือง ดังนั้นเองที่ผมแปรญัตติแล้วก็อยากจะขอวิงวอนทางท่านคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากเห็นพ้องผมสักครั้งหนึ่งจะได้ไหมครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ใน ธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ที่โหวตมา ๔ มาตราแล้ว เห็นตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยตลอด ผมเองถึงแม้เป็นคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเองสงวนคําแปรญัตติมาตรานี้ มาตราเดียว ผมเห็นว่ามาตรานี้ไม่มีความเหมาะสม เพราะว่าถ้าเกิดว่าเป็นไปตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากตัดคุณสมบัติบางข้อออกไปจํานวน ๔ ข้อนั้นจะทําให้คุณสมบัติความใกล้ชิด ระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. ใกล้ชิดกันมาก ดังนั้นเองถ้ายังคงอย่างนี้อยู่ผมว่ามีสภาเดียวก็พอ ก็ขอวิงวอนท่านกรรมาธิการและท่านสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ที่นี้ โปรดช่วยลงมติให้เห็นตามที่ผม ได้อภิปราย ขอขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพนมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ ที่มาที่ไปหลายท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่ามันทําท่าจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ก็ ขอบคุณฝ่ายค้านที่ได้กรุณาจะโหวตหรือไม่ผมไม่แน่ใจเลยครับแต่ว่าให้มีการเลือกตั้ง อันนี้เป็นกระบวนการที่น่าสนใจในระบอบประชาธิปไตย สาระสําคัญที่ผมมีการแปรญัตติไว้ ก็คือ เรื่องของอายุ ท่านประธานครับ เวลาใครบอกว่าเป็น ส.ส. นี่เขาบอกโอเคยังหนุ่มอยู่ แต่พอบอกเป็น ส.ว. ขออภัยนะครับท่าน ส.ว. ครับสังคมไทยมักจะเรียกผู้สูงอายุว่า ส.ว. สูงวัย เพราะอะไรท่านประธานครับ ก็เพราะว่าอายุเป็นตัวกําหนดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ใบนี้ครับ อายุมากทําประกันก็แพงหน่อย ถ้าเป็นประกันอุบัติเหตุก็แพงหน่อย เพราะฉะนั้น มันมีฐานของอายุเป็นตัวตั้งท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมแปรญัตติแก้ไขจากอายุ ๔๐ ปี เป็น ๔๕ ปีนี่นะครับ ก็ด้วยเหตุผลสําคัญ ๑ เรื่องก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๕๔ ท่านประธานคงจะ จําได้นะครับ ผมจําไม่ได้ว่าท่านประธานอยู่ในสภานั้นหรือเปล่า แต่คิดว่าไม่น่าอยู่ครับ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา ซึ่งมาจากไหน หลายท่านก็พอทราบดีนะครับ ครึ่งหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา ท่านชิงลาออกก่อนถึง วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ลาออกวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ถามมาแบบนี้มีเจตจํานง อะไร แล้วมันโยงอะไรเกี่ยวกับอายุที่ผมได้แปรญัตติไว้ ท่านประธานครับ หมายความว่า ลาออกก่อนที่จะครบวาระ วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ก็เพื่อเตรียมจะเข้าสู่กระบวนการ สรรหาอีกใช่ไหม ตอนแรกสื่อมวลชนก็เขียนกันเยอะท่านประธานครับ บอกว่าไม่น่าจะใช่ กระมัง เขาอาจจะลาออกก่อนด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแท้แล้วแต่ แต่ ๖๐ กว่าท่านลาออกก่อน ผมจึงแปรญัตติเรื่องอายุอย่างไรท่านประธานว่า ถ้าต่อไปนี้ ส.ว. ลงต้องอายุ ๔๕ ปี มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิ ไม่ใช่ศรีธนญชัย ไม่ใช่ใช้กฎหมายแล้วไปเล่นแร่วิธีการอะไรแปลก ๆ แบบนั้น ด้วยเหตุผลต่อมา ท่านประธานครับ หลังจากวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ครับ ส.ว. สรรหาที่ลาออกก่อนครบวาระ ๑ วัน มันก็เหมือนเด็กเรียนมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับ อาจารย์เขากําหนดไว้มหาวิทยาลัยเขาเขียนกฎระเบียบไว้บอกว่า ถ้าเกิดใครจะเรียนจบปริญญาตรีไปแล้วคุณจะกลับมาเรียนปริญญาตรีอีกไม่ได้ ปี ๓ ครึ่ง เรียนได้ ปี ๑ ปี ๒ สนุกครับ ปี ๓ ครึ่งชิงลาออกเพื่อจะมาเข้าปี ๑ ใหม่ อย่างนี้แปลกไหม ท่านประธานครับ ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมครับ และเหตุผลที่ผมแปรญัตติ เพียงแค่เรื่องนี้ก็เพราะว่าวัยวุฒิ คุณวุฒิของผู้มีทรงคุณวุฒิที่เรามีกันว่าสมาชิกวุฒิสภา มันต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ไม่ใช่อะไรทําแล้วได้กับตัวเองอะไรมีช่องโหว่ของกฎหมายตัวเอง ก็ทําอย่างนี้ไม่ได้ สาระสําคัญต่อมาครับ แม้ว่าร่างของคณะกรรมาธิการคณะใหญ่ จะเปิดโอกาสให้คนที่เป็นบุพการีเป็นบุตรของ ส.ส. ลงนี่นะครับ ผมเฉย ๆ ท่านประธานครับ เป็นก็ได้ ไม่เป็นก็ได้ แต่ผมก็ไม่แน่ใจครับว่าประเทศนี้ทําไมไม่ชอบพูดความจริงกัน จึงเป็นที่มาของการแปรญัตติว่า ทําไมจึงต้อง ๔๕ ปี มันไปโยงกัน ๒ เรื่องท่านประธานครับ ถ้าไปเขียน ๔๕ ปี แล้วเราบอกว่าสภาผัว สภาเมีย ท่านประธานเคยเห็นนักธุรกิจไหมครับ วันดีคืนดีเขาก็หย่ากันนะครับ หย่ากันทําไมครับ เพื่อที่จะไปทําธุรกิจเวลาถูกฟ้องร้อง จะได้คนละครึ่ง แต่ถ้าเป็นสามีภรรยาเดี๋ยวจะมีปัญหา สังคมไทยเป็นอย่างนี้ครับ ไม่ค่อยยอมรับความจริง ผมถามว่าถ้าเกิดป้าผมละครับ หรือแม่ยายผมละครับ พ่อตาผมละครับ ถ้าคนมันจะคิดอกุศลคิดว่ามันไม่ดีอย่างไร มันก็ไม่ดีครับ พ่อตาผม ผมอาจจะเกรงใจก็ได้มากกว่าพ่อตัวเสียด้วยนะครับ ท่านประธานครับ แม่ยายผม ผมอาจจะเกรงใจมากกว่าแม่ตัวเสียด้วยซ้ํานะครับ ถ้าเกิดผมจะต้องไปถูกถอดถอน หรือว่าต้องไปถอดถอนเขา ประเทศไทยไม่ค่อยยอมรับความจริงกันท่านประธานครับ สุดท้ายก็เกิดวิธีการอะไรครับ ใช้วิธีการหลบเลี่ยงเมื่อเขาไม่ให้สภาผัว สภาเมีย สามีภรรยา ลงไม่ได้ก็ไปให้คนอื่นลงเป็นกิ๊กทางใจครับ ถ้าเป็นกิ๊กทางใจแล้วนี่มันแตกต่างอะไรครับ กับคนที่ทํางานต่อหน้าต่อตานี้นะครับ ส.ส. หลายคนอย่างคุณวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส. เชียงราย แต่งงานกับ ส.ส. จังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่เห็นเป็นอะไรครับ ทั้งคู่ก็มีความรู้ ความสามารถอนาคตอาจจะเป็น ส.ว. ก็ได้ ภรรยาอยู่ ส.ส. ก็ได้ ถ้าท่านคิดอย่างนี้ มันก็กลับตาลปัตรกันไปหมดเลยครับ

เรื่องต่อมาครับ ความรู้นี่นะครับจริง ๆ ผมอยากจะแปรญัตติในเรื่องความรู้ เสียด้วยซ้ํา แต่ว่าไม่ได้แปรญัตติไว้เพราะว่าอายุน่าจะเป็นเกณฑ์ครับ ๔๐ ปี ผมว่า ยังน้อยไปหลายคนยังคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ครับ ยังเป็นทาร์ซาน (Tarzan) กันในสภากันเยอะ หลายคนยังไม่มีวุฒิภาวะท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้าอายุ ๔๕ ปี ก็หวังว่าสมาชิก วุฒิสภาน่าจะพอมีภาวะได้ไม่ใช่อะไรพวกตัวเองก็ทํา ๑๘ ครบวาระ ๑๗ ลาออก มีที่ไหนครับ มีประเทศไทยท่านประธานครับ ผมถึงบอกว่ามันแปลก ๆ อย่างไรครับ

แล้วเรื่องต่อมาครับ ทําไมต้อง ๔๕ ปี แล้วทําไมต้องไปกีดกันสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอายุ ๔๕ ปีนะครับ ผมถือว่า ฝีมือดีอายุเหมาะสมเป็นหนุ่มก็ประมาณอย่างผมนี้ท่านประธานครับ ทํางานได้ช่วยเหลือ สังคมได้ แต่ทําไมต้องไปกีดกันเขาละครับ เขาเป็นต่อทําไมต้องไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกตั้ง ถ้าทําดีก็ใช้ต่อ ท่านประธานใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไรครับ ถ้าท่านประธานใช้ยี่ห้อเดิม ๆ มานี่ อยู่ดี ๆ ถูกบังคับบอกว่า ๔ ปี ต้องเปลี่ยนยี่ห้อใหม่ เอาก็ใช้มาดีทําไมใช้ต่อไม่ได้ ก็ ส.ว. นั่งกันอยู่นี่เยอะแยะทํางานดีกว่า ส.ว. สรรหาอีกท่านประธานครับ มาบังคับผมให้ผมเปลี่ยน ยาสีฟันทําไม นี่คือสาระสําคัญที่ผมว่าประเทศนี้มันแปลก ๆ นะท่านประธานครับ กฎหมาย เขียนล็อกโน่นล็อกนี่ ไม่รู้จะล็อกเพื่อใคร อะไรอย่างไร และที่สําคัญท่านประธานครับ อายุเป็นตัวแปรครับ ๔๕ ปีนี่นะครับ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ท่านมั่นใจได้อย่างไรละครับว่า สภาที่เป็นภรรยาและสามี หรือจะเป็นลูกไปลงเลือกตั้งแล้วจะไม่แพ้ แถวบ้านผมบางทีเขารู้ แล้วนี่จิรายุเอาเมียลง ขออภัยครับเอาภรรยาลง เอาพ่อลง เอาลูกลง ชาวบ้านบอกอย่างนี้ เลือกไปก็สภาผัวสภาเมียลงแล้วก็สอบตก เอาแล้วอย่างไรครับ ยังไม่ทันนอนหลับเลยฝัน ซะแล้ว แล้วก็ทําท่าเหมือนบอกคุยบอกคืนนี้น่าจะฝันร้าย มันยังไม่ได้ทันนอนเลยนะ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายบางอย่างเราคิดจินตนาการในอนาคตได้ครับ แต่เอา หลักการมาเทียบความดูครับว่าถ้ามันไม่เป็นจริงแล้ว นี่เหตุใดละครับ เราต้องไปขีดเส้นใต้ นี่ผมยังไม่อยากยกเอกสารนะครับ เพราะว่าไม่ได้ขออนุญาตท่านประธานครับ นี่พูดไว ๆ ท่านประธานมองไม่เห็นหรอกครับ นี่ในเฟสบุ๊ก ในเว็บไซต์ (Website) เยอะแยะไปหมด ท่านประธานครับ บอกว่าจะเรียก สภาแบบนี้ว่าอะไรดี ซีกฝ่ายค้านทั้งนั้นละครับ พรรคผมก็มีครับ ท่อรั่วมีบ้างแต่เล็กน้อย เราไม่ว่ากันครับมีความรู้ความสามารถ หลายท่านอาจจะเป็นพ่อ หลายท่านอาจจะเป็นลูก หลาน ๆ ท่านประธานครับ รุ่นพ่อผมนี้การศึกษาน้อย ท่านประธานครับ รุ่นลูกผมเรียน ปริญญาตรี ปริญญาโท เป็นดอกเตอร์ เขาเรียนจบต่างประเทศ เพราะรุ่นพ่อมัวแต่ทํางาน แล้วผมถามว่าถ้าลูกมีปัญญา มันฉลาดมากกว่ามันนําพาธุรกิจได้ถ้ามันทําธุรกิจ แต่ถ้ามันเป็น ผู้บริหารประเทศหรือว่ามันเข้ามาทํางานในสภา ทําไมล่ะครับ เราไม่เอาความรู้เอาปัญญา เป็นที่ตั้งแล้วจะเอาอะไรเป็นที่ตั้งครับ ใช้ศรีธนญชัยหรือท่านประธานครับ ยังไม่ครบวาระ ลาออกก่อนจะได้ลงสมัครต่อ นี่ถ้าเกิด ส.ว. ที่นั่งอยู่นี้รู้นะครับว่าท่านเขียนไว้ ๒ ปีถึงจะ กลับมาลงสมัครเลือกตั้งได้ ผมว่าเขาก็ชิงลาออก แต่ผมเชื่อว่าท่านไม่ทําหรอก เพราะท่าน มาจากการเลือกตั้งท่านเคารพประชาชน นี่นะครับ ท่านประธานครับ ผมถามสังคมไทย ตกลงอย่างไรกันแน่ แล้วก็กลัวอะไรกันนักกันหนากับลงสมัครรับเลือกตั้ง ถ้ายิ่งเขียน กฎหมาย บอกห้ามบุพการี คือห้ามพ่อ ห้ามแม่ ห้ามลูก ห้ามเมีย นี่กฎหมายเขียนเช่นนี้ คนมันจะไปซ้าย คนมันก็ไปขวาครับ ไม่จําเป็นหรอกครับท่านประธาน ที่จะต้องเป็นบุพการี หรือจะต้องเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นสามี เป็นภรรยาครับ ใครก็ได้ที่ไม่มีพันธะทางใจ ก็สามารถ ที่จะจูงเขาได้เช่นเดียวกันครับ และผมก็เชื่ออยู่เสมอ ๆ ผมอาจจะคิดผิดก็ได้นะครับ การสรรหา ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ยังเชื่อเหมือนกันว่าท่านก็ต่างตอบแทนเหมือนกันใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ทําไมท่านไม่รอครบวาระละครับ เป็นเพราะอะไร อายุท่านไม่ได้หรืออย่างไรครับ หรือคน ๖๗ คนที่ลาออกก่อนวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ อายุ ๓๕ หรืออายุ ๔๑ ปี ผู้ใหญ่ทั้งนั้นครับ ก็รู้ ๆ ทั้งนั้น เดี๋ยวจะมาหาว่าผมไปทะลึ่งตึงตัง พูดถึงเรื่องของผู้ใหญ่ ผมไม่ได้ว่าบุคคลครับ ไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ละท่านด้วย แต่ผมเอ่ยหลักการครับว่าถ้าเกิดอยากจะ มาเรียนมหาวิทยาลัย จะเป็นเฟรชชี่ (Freshy) ปี ๑ ใหม่ ปี ๓ ครึ่ง เป็นหนวดเฟิ้มแล้ว ให้ลาออกมาสมัครปี ๑ ได้ แต่ถ้าเรียนจบปี ๔ แล้ว รับปริญญาแล้วห้ามมาสมัครปี ๑ อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ในหัวข้อที่ผมได้แปรญัตติไปนะครับ จริง ๆ แล้ว ท่านกรรมาธิการท่านก็ตัดในเรื่องบุพการี แต่ผมเฉย ๆ คือถ้าที่ประชุมแห่งนี้เห็นว่าบุพการี ท่านรังเกียจนักหนา ก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ได้ตัดด้วยซ้ํา ท่านประธานครับ เพราะผมถือมติ ของมหาชนที่เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเป็นเสียงส่วนใหญ่ว่ากันอย่างไรก็เคารพ เช่นนั้นครับ แม้บางอย่างไม่เห็นด้วย จริง ๆ มีคนมาถามจิรายุทําไมแปรญัตติแค่ ๔๐ เป็น ๔๕ ทําไมไม่ตัดแบบคนอื่นครับจะได้พูดได้เลย (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๐) ผมบอกถ้าตัดแบบนั้นนี่ศรีธนญชัย ตัดไปแล้วก็อาศัยที่จะพูด ผมก็ไม่กล้าท่านประธานครับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาครับ ก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ เขาเขียนชัดเจนครับว่า สิทธิของมนุษย์ก็ว่ากันไปครับ มาตรา ๓๐ บุคคลย่อม เสมอภาคในทางกฎหมาย ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิ เท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกแยก อันนี้ท่านรู้อยู่แล้ว ผมไม่อ่านจบ นัยสําคัญก็คือมันไปขัดต่อรัฐธรรมนูญไหมล่ะครับ ถ้าผมแปรญัตติหรือถ้าไปกําหนด ๔๐ ปี เอาอะไรไปวัดครับ อายุ ๔๐ ปี กับอายุ ๖๕ ปี หรือ ๗๐ ปีที่เป็น ส.ว. บางคนเป็นอายุ ๗๐ ปีฉลาดกว่าก็มีนะครับ แต่บางคนกะโหลกกะลา ก็เยอะนะครับ ท่านประธานครับ เหตุผลอะไรรู้ไหมครับ ผมนี่เจ็บปวดมาเสมอนะครับเวลา คนมาบอกว่าผมเดินเตะกระโถน แล้วบอกผมซุ่มซ่าม ท่านประธานเคยได้ยินคํานี้ใช่ไหมครับ พอเด็กเดินเตะกระโถนปุ๊บ บอกเลย เด็กคนนี้ซุ่มซ่าม แต่พอผู้ใหญ่เดินเตะ บอกใครเอามา วางเกะกะ ตกลงท่านเอาอายุเป็นตัววัดในสังคมนี้ใช่ไหมครับ เราเข้าใจครับขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย ท่านประธานครับ เราต้องเคารพผู้ใหญ่ แต่ถ้าเกิดกฎหมายบางเรื่องมันก็ต้อง ขออภัยผู้หลักผู้ใหญ่ครับ เพราะฉะนั้นการแปรญัตตินี่นะครับ ๔๐ เป็น ๔๕ การเห็นด้วย กับสภาที่จะเป็นบุพการี บุคคล คู่สมรส อะไรนี่นะครับ ท่านยังไม่ได้นอนเลยท่านอย่าเพิ่ง รีบฝัน คนเป็นบุพการีนี่เอาจริง ๆ ไปลงนี่นะครับสอบตกมาก็เยอะ หลายท่านไปลงกัน ภรรยาเขตเดียวกัน สามีอีกเขตหนึ่งใกล้ ๆ กัน สอบตกก็เยอะ มันไม่ได้หมายความว่ามันจะ ได้ทั้งหมด ท่านประธานครับ นอกจากนี้การแปรญัตติในเรื่องของอายุโยงใยไปจนถึงเรื่องของ การเมือง ทําไมละครับ เมื่อประชาธิปไตยมันต้องโยงกับการเมือง ถ้าอย่างนั้นเรายกเลิกเรื่องพรรคการเมือง เลยไหมครับ ไม่ต้องมีพรรคการเมืองแบบสมาชิกวุฒิสภา ส.ส. ก็ไม่ต้องมีพรรคการเมือง ใช้วิธีการเลือกหน้าเอา เห็นหน้านายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ทําดีให้กับพี่น้องประชาชน ใช้ ๔ ปีเขา ห้ามเลือกต่อ ทําอย่างไรละท่านประธานครับ ผมลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชน แก้ไขปัญหา ๔ ปี กฎหมายไปเขียนบอกว่า ไม่ได้ ต้องหยุดเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านก่อน ๒ ปี จึงค่อยมา สมัครใหม่ ผมว่ามันแปลก ๆ นะครับ แต่ท่านบอกว่าอยากได้ความหลากหลาย สมาชิกวุฒิสภา อยากได้ความหลากหลาย เอาคนที่เคยเป็นมาแล้วหยุดอยู่บ้าน ๒ ปี ไปนั่งอ่านหนังสือ หาความรู้ แล้วเดี๋ยวอีก ๒ ปี ข้างหน้าค่อยมาสมัครใหม่ ถ้าผมถามอย่างนี้บ้างแล้วสมาชิก สรรหา สมาชิกวุฒิสภาที่มีการสรรหาหลัง ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านประธานว่ากี่คนครับ ที่มาใหม่ ท่านประธานก็รู้กี่คนละครับ ๖๐ กว่าคนมีใหม่ที่มันหลากหลายทั่วประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ อําเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดระนอง จังหวัดยะลา จังหวัดชุมพร จังหวัดปัตตานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่ก็พวกเดียวกันครับ คนเดิม รสเดิมทั้งนั้นท่านประธานครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงท่านครับ เชิญครับ บอกข้อประท้วงด้วยนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สมาชิกรัฐสภาครับ ผู้อภิปรายท่านนี้วนเวียนซ้ําซาก ประเด็นเดิม ๆ ซ้ําอยู่ ๒-๓ รอบแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยนะครับ ท่านจิรายุ เอาตรงประเด็นเขาเลยนะครับ อย่าให้เขาประท้วงนะครับ คือต่อไปผมจะให้เจ้าหน้าที่ขึ้นจอ นะครับว่าใครอภิปรายไว้อย่างไร แล้วก็ขอว่าซ้ํานี่จะรู้เองครับว่าท่านพูดซ้ําหรือเปล่า ผมอาจจะใช้วิธีการอย่างนั้นนะครับ แล้วให้ทีวีช่อง ๑๑ จับที่จอ ท่านพยายามพูดแล้วก็ เอาประเด็นที่ท่านบอกว่าอายุ ๔๐ เป็น ๔๕ ก็แล้วกันครับ เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ปฏิบัติตามครับ ไม่มีสิ่งใดขัดขืน ทุกประการ แต่ท่านประธานครับ ผมแปรญัตติในมาตรา ๑๑๕ (๒) ซึ่งมันไปโยงใย กับบุพการี ถ้าให้ห้ามบุพการีอายุต้องเกิน ๔๕ ไม่ได้วนเวียนเลยท่านประธานครับ แล้วผม ก็โยงจาก (๒) มาถึง (๗) หรือว่า (๖) ว่าอยู่พรรคการเมืองท่านไปติติง หรือไปกังวลใจอะไร เท่านั้นเองท่านประธานครับ ถ้าพี่บุญยอดของผม สุดที่รักของผมนั่งฟังอย่างเรียบร้อย แล้วอธิบายตามที่ผมฟังท่านไม่ประท้วงแน่นอน เพราะท่านขึ้นนี้ผมไม่ประท้วงครับ ไม่พาดพิงท่านประธานครับ กลับมาต่อครับ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องโยงจาก (๒) ในมาตรา ๑๑๕ ที่บอกว่าอายุไม่เป็นตัวแปรสําคัญ เมื่อสักครู่ผมโยงไปที่ (๖) ท่านประธานครับ กรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัด (๖) ไว้บอกว่า เป็นสมาชิกผู้ดํารงตําแหน่ง ของพรรคการเมือง อย่างนี้ไม่ได้ ก็ผมเห็นด้วย ก็เหมือนกันครับ เพราะว่าอายุมันไปเป็นส่วน เกี่ยวข้องครับ แต่ท่านไม่กําหนดอายุ ๔๕ ปี แต่ว่าไปอยู่ในพรรคการเมือง เป็นกรรมการ บริหารพรรค หรือไม่ใช่เป็นสมาชิกพรรค มันก็ไม่ได้ครับ มันเกี่ยวกันนะครับท่านประธานครับ

ประเด็นต่อมาที่ผมบอกว่าอายุ ๔๕ แล้วไปเกี่ยวกับ (๗) ก็คือไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ แต่จริง ๆ แล้วผมไปตัดเสียด้วยซ้ํา ขอโทษครับ ไม่ได้ตัดเสียด้วยซ้ําว่า เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพ้นจากสมาชิก มาแล้วไม่เกิน ๕ ปี นับจากวันเลือกตั้ง อีกแล้วครับท่านประธาน ทําไมละ คนเป็น ส.ส. ประเทศนี้มันน่ารังเกียจหรืออย่างไร จะต้องไปดองเขาไว้ ๕ ปี เขาไม่ได้ถูกลงโทษนะครับ ท่านประธาน ถ้าท่านถูกลงโทษชี้มูลความผิด เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๕ ปี ก็อีก ประเด็นหนึ่งครับ นี่เขาหมดวาระแต่ท่านให้เขาอยู่บ้านเฉย ๆ ๕ ปี แหม ท่านประธานครับ ๕ ปี ถ้าเป็นท่านประธานผมว่าบางทีปีที่ ๔ อาจจะคิดมาก ขออภัยคิดแทนท่านนะครับ ไม่อยากทําแล้วการเมือง ไม่อยากมายุ่งวุ่นวายแล้ว ความรู้ของท่านประธานที่มีคุณค่า เป็นสุภาพบุรุษที่มีเกียรติประวัติ ทํางานให้กับประเทศนี้มาอย่างมากมาย แต่ร่างกายไม่ไหว แต่ใจได้ มันก็ไม่ได้เหมือนกันครับ แล้วขาดบุคลากรประเภทนี้ เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่า การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี่ มันไม่ได้เป็นโจรนะ ท่านประธานครับ เขาเป็นคนดีทั้งนั้นครับ อยู่ที่ว่าใครจะดีมากใครจะดีน้อยเท่านั้นละครับ ไม่มีใครในประเทศนี้นอกจากเทวดาเท่านั้นละครับที่ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นแน่นอน ท่านประธานครับ ทุกคนก็ย่อมดีไม่เท่ากันครับ เพราะฉะนั้นท่านอย่าไปกีดขวางเลยครับ เมื่อเราเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้วนี่นะครับ ประชาชนเขาจะเลือกเองครับ

ประเด็นต่อมาท่านประธานครับใน (๒) ที่ผมมีการแปรญัตติไว้จากอายุ นะครับ แล้วก็โยงใยต่อไป (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งไม่ใช่ สมาชิกวุฒิสภาอะไรต่าง ๆ นี้นะครับ หรือเคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการอื่น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกวุฒิสภา สภาท้องถิ่นอะไรของท่านนี้นะครับ จริง ๆ แล้วผมก็ไม่ได้ติดใจครับ เพราะถ้าท่านจะห้าม ท่านต้องห้ามตั้งแต่ (๔) เลย จนถึง (๘) แต่ห้ามแล้วมีประโยชน์อะไร หรือครับ เพราะฉะนั้นสาระสําคัญที่ผมขออนุญาตแปรญัตติ ท่านประธานครับ แล้วเราพูดกันมา ๗ วัน ๗ คืนแล้วนะครับ มันก็แค่การสร้างภาพหลอนครับว่าสภาผัวสภาเมีย จริง ๆ แล้ว ไม่มีเหตุผลกลใด ท่านประธานครับ นักธุรกิจชื่อดังภรรยาเก่งกว่าสามี สามีออกหน้าน้อยกว่า ภรรยาก็เยอะแยะไป ทําไมละครับ ชอบแบบโกหกมดเท็จ ชอบแบบหลีกเลี่ยงกัน ชอบแบบ ไม่จริงใจกัน ผมว่ายิ่งเป็นสภาผัวสภาเมีย หรือว่าเป็นคนที่ลงสมัครไม่ว่าจะเป็นลูกหรือจะเป็น ภรรยาเป็นสามีมันดีกว่าพวกไปแอบอยู่ข้างหลังนะท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นสุดท้าย ปลายทางครับเหตุผลที่ผมต้องแปรญัตติจากอายุ ๔๐ ปี เป็น ๔๕ ปี นะครับ เนื่องจากจะได้ ให้มี ส.ว. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ได้ไปใช้วิธีการซอกแซก ๆ เล่นแง่กฎหมายเหมือนเมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ สาระมีอยู่เท่านี้ครับ ส่วนที่เหลือผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการทุกประการครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวทางฝ่ายค้าน ผมขอความร่วมมืออย่างนี้ได้ไหมครับ ตามที่เมื่อเช้าที่เราคุยกัน ก็คือเวลาท่านส่งรายชื่อ เอาเฉพาะผู้ที่สงวนความเห็นหรือผู้แปรญัตติมาก่อนนะครับ จะขอบคุณมากเลยครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมถือว่าที่ท่านส่งมา ๒ คน คือท่านบัญญัติกับท่านอันวาร์ถือว่า ท่านตัดออกทั้งมาตรา ก็หมายความว่าท่านกําลังบอกให้คงร่างเดิม ผมจะถืออย่างนั้นนะครับ เพราะท่านที่มาให้คงร่างเดิมไว้ว่าอย่างไรนะครับ เอา ท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ก่อนครับ เชิญครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอถือโอกาสนี้อภิปรายในฐานะที่กระผม แปรญัตติในร่างมาตรา ๕ ของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งในตัวเนื้อร่างมาตรา ๕ นั้นก็เป็นเรื่องของ การแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น มาตราที่ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ผมจะอภิปราย ในส่วนของ (๕ (๖) (๗) และ (๙) นะครับ ใน (๕) นั้นผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ที่เปิดโอกาสให้คู่สมรส บุพการี และบุตร มีคุณสมบัติในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะเหตุว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดีนะครับ ผมจะเทียบให้ท่านกรรมาธิการได้ทราบนะครับ แล้วก็ไม่ได้มีข้อยึดโยงกับประชาชนว่าประชาชนจะได้อะไรจากการที่เปิดโอกาสให้สมาชิก วุฒิสภาที่เป็นเรียกว่า สภาผัวหรือสภาเมีย หรือสภาครอบครัว ทุกอย่างต้องมีประโยชน์ และก็มีโทษนะครับ เพื่อนสมาชิกก็อภิปราย ก็แข่งกันนําเสนอวิสัยทัศน์ว่ามันจะเกิดผลดี หรือผลเสียมากกว่ากัน ผลเสียก็คือว่า ทําให้ไม่มีความเป็นกลาง เพราะความเป็นกลาง เป็นคุณสมบัติหลักของวุฒิสมาชิก ผลเสียอีกข้อหนึ่งก็คือไม่มีความเป็นอิสระ ซึ่งความเป็น อิสระและความเป็นกลางถือว่าเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดของวุฒิสมาชิก ผลประโยชน์หรือข้อดี ของการที่ท่านกรรมาธิการได้แก้ไขให้เกิดเป็นสภาผัวสภาเมียได้นี้ก็คือผลประโยชน์ต่อ นักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เกิน ๕๐๐ คนนี้หรอกครับที่จะมีโอกาส ได้ประโยชน์จากในส่วนนี้ แต่นอกจากนั้นการเปิดโอกาสให้เกิดวุฒิสมาชิกสภาผัว สภาเมียนั้น ยังปิดกั้นไม่ให้ผู้ที่ มีความรู้ความสามารถจากนามสกุลอื่น ๆ หรือจากตระกูลอื่น ๆ ได้มีโอกาสได้งอกเงยมาเป็น สมาชิกรัฐสภาในนามของวุฒิสมาชิกได้อีกด้วย นั่นย่อมเป็นการจํากัดโอกาสในทางการเข้าสู่ ทางการเมือง ส่วนนี้ทําไมผมถึงเสนอที่แตกต่าง แล้วก็สมาชิกรัฐสภาในที่นี่หลายท่านไม่ได้พูด ถึงตรงนี้การปิดโอกาสของพี่น้องประชาชนในตระกูลอื่น ๆ ได้เข้ามาสู่ในวงการรัฐสภานั้นเป็น การเพิ่มโอกาสให้ประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการจะลืมคิดถึงประเด็นนี้ไปหรือไม่ หรือจะเป็นการรวบรัดให้ฐานอํานาจทางการเมืองนั้นอยู่ในครอบครัวของตัวเอง ซึ่งผมคิดว่า แม้ผมไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาแต่การได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ ซึ่งรัฐศาสตร์ผมกลับเห็นว่าพี่น้องประชาชนควรจะมีโอกาสได้พบนักการเมืองที่หลากหลาย แนวความคิดหลากหลายภูมิประเทศ หลากหลายเศรษฐสถานะ หลากหลายอาชีพ ให้มากกว่าเดิมด้วยการกลับไปเป็นร่างเดิมหรือไปเป็นรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ (๖) ของมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ นั้น ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการ ท่านได้ตัดการเว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปี ออกไปจากผู้ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ในพรรคการเมืองนะครับ ในกฎหมายเดิมนั้นต้องให้มีเว้นวรรค ๕ ปี เพื่อให้มีการปลอดจากกลุ่มก้อนทางการเมือง ในยุคนั้นสมัยนั้นให้พอสมควรคือ ๕ ปี แต่ท่านกรรมาธิการกลับตัดสิ่งเหล่านี้ออกไป ผมเข้าใจครับที่ท่านอธิบายว่า เพื่อไม่เป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลมากจนเกินไป แล้วก็ใช้เหตุผลว่าเป็นการให้สิทธิเสรีภาพ แต่ผมกลับคิดว่าข้อเสียมากกว่าข้อดี ผู้ใหญ่ ในพรรคผมจะสอนผมเสมอว่าการอภิปรายอะไรต้องพูดทั้งข้อดีและข้อเสีย การอภิปรายที่พูด แต่ข้อดีอย่างเดียวไม่พูดข้อเสียเลยต้องถือว่าไม่น่าเชื่อถือไว้ก่อน หรือพูดแต่ข้อเสียอย่างเดียว ไม่พูดข้อดีมันก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือ ฉะนั้นต้องพูดถึงข้อดีและข้อเสีย การเว้นวรรค ทางการเมือง ๕ ปีนั้นเป็นการทําให้ผู้สมัครนั้นปลอดจากความเป็นผู้ที่ไม่อิสระทางการเมือง แล้วก็ทําให้ผู้นั้นปลอดจากความไม่เป็นกลางทางการเมือง ซึ่งผมได้วิเคราะห์แล้วว่า วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องมี ๒ สิ่งที่สําคัญก็คือความเป็นอิสระและความเป็นกลางทางการเมือง เพราะเหตุว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมหล่อหลอมให้สมาชิกพรรคก็ดีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง เช่น เป็นประธานสาขา กรรมการสาขา กรรมการบริหารพรรค ที่ปรึกษาพรรคต่าง ๆ ก็ดี แต่ละพรรคการเมืองนั้นก็มีวัฒนธรรมทางการเมืองมี หลักคิดที่แตกต่างกัน บางพรรค การเมืองก็เป็นในแนวของทุนนิยมสุดโต่ง เป็นวัตถุนิยมทุนนิยมสุดโต่งก็มีให้เห็น บางพรรคการเมืองก็เป็นอนุรักษ์นิยม บางพรรคการเมืองก็เป็นการเน้นเฉพาะเรื่องของ แรงงาน บางพรรคการเมืองก็จะเน้นในจุดที่มีความแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นการที่จะ ให้ผู้สมัครการเข้าถึงการเป็นผู้สมัครของวุฒิสมาชิกนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะคงไว้ที่ร่างเดิม หรือคงไว้ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิม คือให้มีการเว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปี เพราะผมก็ยังหา เหตุผลที่อธิบายไม่ได้ว่าประชาชนจะได้อะไรจากการที่ไปแก้ไขให้เป็นไปตามร่างของ กรรมาธิการเสียงข้างมาก นอกจากจะเป็นผลดีต่อนักการเมืองเท่านั้น ใน (๗) ผู้สมัคร วุฒิสมาชิกนั้นจะต้องปลอดจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕ ปี ท่านก็ไปปรับปรุงให้เป็นว่า ไม่ต้องเว้นวรรค ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือพ้นจากความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็สามารถที่จะต่อเนื่องไปสมัคร ส.ว. ได้เลย นี่ก็อธิบายเช่นเดียวกันกับ (๖) ที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว ทําให้ขาดความเป็นอิสระ และขาดความเป็นกลางทางการเมืองในระดับของพรรคการเมือง นอกจากนั้นการที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ เช่น เป็นรัฐมนตรีหรือเป็นตําแหน่งใด ๆ ในทางการเมืองนั้น ในการแก้ไขของกรรมาธิการนั้น ก็มองในแง่ดีไปเสียหมดทุกอย่าง ว่ามนุษย์นั้นเป็นคนที่มี จิตใจที่ไม่มีอคติ ความอคตินั่นละ จะเป็นตัวที่ทําให้เกิดความไม่เป็นอิสระในทางการเมือง แล้วก็ทําให้มีความไม่เป็นกลางทางการเมือง ในอคตินั้น ขออ้างในพระพุทธศาสนานั้นแบ่งไว้ เป็น ๔ ประเภท นักการเมืองทั้งหลายมีอคติครบทั้ง ๔ ประเภทเลย ถ้าว่าไม่เป็นนักการเมือง ที่มีจิตใจ ที่ถูกฝึกมาให้เห็นแก่พี่น้องประชาชนจริง ๆ นั่นก็คืออคติในเรื่องของความรัก หรือชอบ เรียกว่า ฉันทาคติ นักการเมืองบางพรรคหรือบางยุคบางสมัยก็จะชอบที่จะเอื้อ ผลประโยชน์ให้จังหวัดหรือให้กลุ่มของประชาชนที่เลือกตนเข้ามา เขาเรียกว่าเป็นการอคติ ด้วยความรักหรือโดยความชอบ ถามว่าผิดไหม ปุถุชนไม่ผิดละครับ แต่ถ้าเป็นอริยสงฆ์ ก็ผิดครับ อคติเพราะชั่งหรือไม่ชอบ เขาเรียกว่า โทสาคติ อคติเพราะโกธร เพราะไม่ชอบ ก็เพราะเขาไม่ได้เลือกเรา เราก็เลยไม่ให้เอื้อประโยชน์แก่เขา อันนี้ก็คือเป็นอคติข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ ก็คืออคติเพราะกลัว กลัวเขาจะไม่ให้เราลงสมัครครั้งต่อไปบ้าง กลัวเขาจะไม่ให้เรา ได้รับตําแหน่งบ้าง เนื่องจากคู่แข่งเยอะ ก็กลัวเขาจะไม่พิจารณาให้เราได้รับตําแหน่ง ในตําแหน่งบริหารต่าง ๆ บ้าง เขาเรียกว่า ภยาคติ ภยาคติก็คืออคติเพราะกลัว นักการเมือง ส่วนใหญ่ครบเครื่องเลยนะครับ ทั้งรัก ทั้งชัง ทั้งกลัว มีโอกาสนะครับ เพราะเป็นปุถุชน แต่ไม่ได้หมายถึงทุกคน ข้อสุดท้ายครับ อคติเพราะหลง ความหลงก็คืออวิชา คือความไม่รู้ คือความโง่เขลา หรือความไม่รู้ ก็เลยเป็นโมหาคติ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านมองคนผู้สมัคร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิก ซึ่งผมดูในคุณสมบัติทั่ว ๆ ไปนั้น เขาไม่ได้พูดถึง เรื่องสภาพจิตใจเลย เพราะฉะนั้นคนคอหยัก ๆ สักแต่ว่าเป็นคน และมีคุณสมบัติ อายุครบถ้วน ภูมิลําเนา สัญชาติถูกต้อง ลงสมัคร ส.ส. และวุฒิสภาได้ทั้งสิ้น ไม่ได้พูดถึง คุณธรรมจริยธรรมเลย เพราะว่าเราอยู่ในโลกของมนุษย์ ซึ่งเราเรียกว่า โลกในโลกิยะ ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการทํามาหากิน เรื่องของผลประโยชน์ ความอยู่รอด ก็เลยเปิดโอกาส ให้ทุกคนละครับ ได้มีโอกาสเกิดมาเป็นคน เป็นมนุษย์หรือยัง ก็ยังไม่รู้ ได้เป็นผู้สมัครก่อน แล้วก็ให้พี่น้องประชาชนเลือก แต่ท่านก็ใช้ตัวกรอง มาตรฐานไส้กรองเดียวกันคือ ถ้าประชาชนเลือกมาแล้วก็หวังว่าจะต้องเป็น คนมันเป็นอยู่แล้ว แล้วก็จะต้องเป็นมนุษย์ และก็มีจิตใจสูง ปราศจากอคติทั้ง ๔ อย่างแน่นอน แล้วก็มาทําหน้าที่แบ่งปันผลประโยชน์ ทรัพยากรในฐานะนักการเมือง เพราะว่าคําว่า นักการเมืองนั้น เป็นบุคคลที่ในทางรัฐศาสตร์ เขาเรียกว่า เป็นผู้แบ่งปันผลประโยชน์ ผลประโยชน์ต่าง ๆ หรือเป็นผู้จัดการผลประโยชน์ อันมีข้อจํากัดให้กับประชาชนทั้งมวล แล้วก็เลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้ประชาชน เขาเรียกว่า นักการเมือง ก็คือคนที่กระทํา เดอะ แมทเทอร์ ออฟ ชอยซ์ (The Matter of choice) ก็คือสร้างตัวเลือกที่ดีที่สุดให้ประชาชน แต่ถ้าหากว่า ส.ว. ที่เลือกมาด้วยกระบวนการที่ท่าน กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ออกแบบมาแบบนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ๕๐๐ คน ใน ๕๐๐ คนนี้ ผมก็แปลกใจว่า มันคิดต่างกัน ๒ ข้างอยู่ตลอดเวลานะครับ ทางข้างหนึ่งก็เชื่อฟังไปทั้งหมด ทุกอย่าง เห็นเหมือนกันหมด อีกข้างหนึ่งก็ทําอะไรก็เหมือนกันหมด แล้วถ้าเกิดว่า ส.ว. เลือกตั้งมาโดยฐานเดียวกัน มันเกิดเป็นเหมือนกัน เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งก็คงจะแย่ นะครับ เพราะฉะนั้นนายท้ายเรือนั้นก็คงจะต้องเป็น ส.ว. ที่มีอํานาจในการตรวจสอบ และถ่วงดุล มีการเห็นแตกต่างจาก ส.ส. ที่มีการเลือกตั้งตรงจากพี่น้องประชาชน ในมาตรา ๓ นั้น ผมอภิปรายไว้ก็เป็นความกังวลมากอยู่แล้วว่าฐานเดียวกับ ส.ส. พอมา ในมาตรา ๕ นี้ก็ไปใช้ฐานเดียวกับ ส.ส. อีก ส.ส. นั้นเขาไม่ห้ามครับ สามี ภรรยา บุตร ธิดา บุพการี ลงสมัครได้ บ้านเดียวกันเป็น ส.ส. ทั้งสามี ภรรยาก็ได้ แต่ถ้าเป็น ส.ว. ก็ให้เว้น ระยะห่างสักนิดหนึ่งจะไปหย่าจะไปอะไรเขาก็ไม่ว่า ก็ไปหย่าสิครับ ไม่เป็นไร แต่ท่านหย่า ท่านก็ขาดสิทธิอีกหลายอย่างนะครับ ถ้าท่านต้องการสิทธิบางอย่าง ท่านก็ไปหย่าก็ไม่มีใคร ห้าม อย่างน้อยมันก็เป็นการสร้างแนวทางเนติแบบแผนให้คณะรัฐศาสตร์ต่าง ๆ คณะนิติศาสตร์ต่าง ๆ ที่เป็นนักศึกษาจะได้เอาไปเล่าไปเรียนว่าการเป็น ส.ว. นั้นมันมีหน้าที่ แตกต่างจาก ส.ส. อย่างไร แล้วความแตกต่างนั้นความที่คนเป็นปุถุชนนะครับ มีอคติต่าง ๆ จึงจําเป็นจะต้องกําหนดข้อกําหนดพอสมควร ที่กําหนดไว้ในนี้ในมาตรา ๕ นั้นมี ๙ วงเล็บ ผมเองก็ติติงไว้แค่ ๔ วงเล็บเท่านั้นเองว่า อย่าให้มันรูดมหาราช หรือว่าไม่มีเกลียวเลยนะครับ ไปได้หมดทุกอย่างนะครับ การที่ท่านคิดอย่างนี้มีหลักคิดอย่างไร มีข้อวิจัยอย่างไรในการ ออกแบบกฎหมายแบบนี้ ผมก็สงสัยนะครับ ก่อนที่จะมีการแก้ไขสิ่งใดนะครับ ประวัติศาสตร์ อนาคตก็ต้องมาศึกษาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มันมีปฐมเหตุมาจากอะไร ว่าทําไมผู้ร่าง ที่เสนอร่างมาคร่าว ๆ เป็นสมมุติฐานนะครับ เมื่อมาอยู่ในชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการเป็นผู้รู้ เป็นนักวิชาการ ท่านไม่ต้องเร่งรีบที่จะพิจารณา ท่านต้องไปศึกษา ท่านต้องไปเรียกข้อมูล ต่าง ๆ แล้วก็ไปดูร่องรอยของการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่สมัยก่อนเป็นต้นมา ข้อดีอะไร ข้อเสีย อะไร มาเทียบให้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง และเป็นเก็บร่องรอยไว้ให้มีการศึกษาของบัณฑิต ของนักศึกษาในอนาคต ท่านใช้แต่ความรู้สึกไม่ได้หรอกครับ รู้สึกว่าอย่างนั้น รู้สึกว่าอย่างนี้ เดี๋ยวนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้ามากแล้วครับท่าน แล้วก็ทางรัฐศาสตร์นั้นเขาก็เรียกว่า วิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าโพลิติคอล ซายนซ์ (Political Science) วิทยาศาสตร์ ไปถึงดวงจันทร์ ไปถึงดาวอังคารแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ทางการเมืองหรือโพลิทิคอล ซายนซ์ ทําไมมันถอยหน้า ถอยหลังอยู่อย่างนี้ผมก็ไม่เข้าใจนะครับ ก็อยากจะให้ท่านกรรมาธิการ แก้ไขรัฐธรรมนูญมีข้อมูลอะไรที่จะยืนยันให้กับผม ซึ่งผมเองก็พอมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ ก็อยากจะรู้ว่าต้นตอในหลักคิดมันอย่างไรนะครับ และที่ท่านอ้างว่าเพื่อให้ถ้าประชาชนเลือก แล้วก็จบ ก็คือชอบธรรม ตรงส่วนนี้ถ้าเป็น ส.ส. ผมไม่ว่า แต่เป็น ส.ว. นั้นมันมีบทบาท ที่แตกต่างกันอย่างมาก โดยเฉพาะ ๒ เรื่องที่สําคัญก็คือพิจารณาให้ดํารงตําแหน่งจํานวน ๘ ตําแหน่ง ผมคงไม่ต้องชี้แจงหมดทุกตําแหน่งนะครับ โดยมากก็จะเป็นเรื่องขององค์กร อิสระ แล้วก็องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. ต่าง ๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติต่าง ๆ ตรงนี้

(นายนิยม เวชกามา กรรมาธิการ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คุณหมอบัญญัติครับ พอดี ท่านนิยม เวชกามา ท่านประท้วงอะไรครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมประท้วงท่านประธาน ประท้วงผู้อภิปราย ข้อ ๔๓ ด้วย เพราะว่า ยืดเยื้อครับท่านประธาน ท่านเอาธรรมะมาสอนอยู่หลายนาทีแล้ว ผมนั่งฟัง ก็อยากให้ ท่านสรุปสั้น ๆ หน่อย รวบรัดพอสมควร มันยาวเกินไปครับ มันออกไปทะเลแล้วครับ ท่านประธาน กรุณากระชับด้วย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านนิยมครับ ผมวินิจฉัยครับ พอดีคุณหมอจะจบแล้ว เมื่อสักครู่เขาบอกจะจบอยู่แล้วนะครับ เชิญคุณหมอว่าต่อ จะจบอยู่แล้วครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระยอง

กราบขอบคุณครับ ความจริง ผมก็คิดว่าสภาก็แปลว่า บัณฑิต นะครับ ที่ใดไม่มีบัณฑิตที่นั่น ไม่ใช่เรียกว่า สภา ผมบวชมาเขามีสุภาษิตว่าอย่างนี้นะครับ ผมก็ขอยกแค่สักข้อเดียว เท่านั้นเองเรื่องอคติ ๔ นะครับ ก็จะคิดว่าขอโอกาสได้พูดเรื่องสิ่งที่มันเป็นข้อเท็จจริง ทางธรรมะบ้างนะครับ เพื่อประกอบให้การพิจารณาของท่านกรรมาธิการนะครับ ส.ว. นั้น มีหน้าที่พิจารณาตําแหน่งทั้ง ๘ ตําแหน่ง สําคัญมากเลยนะครับ แล้วก็ถอดถอนบุคคล ประมาณ ๑๕ ตําแหน่ง ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี จนถึง ส.ส. ส.ว. ประธานศาลฎีกา ผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงตามกฎหมายต่าง ๆ ส.ว. มีอํานาจมากนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าผมจะจินตนาการเป็นโมเดล (Model) ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองก็คือ ส.ส. สามารถ ควบคุม ส.ส. ให้นั่งนิ่ง ๆ ได้ จํานวนหลายร้อยคน สามารถคิดได้เหมือนกันได้หลายร้อยคน คณะรัฐมนตรี ๓๕ ตําแหน่ง สามารถคิดได้เหมือนกันหมด แล้วเขาก็เสนอกฎหมาย อะไรก็ตามเขาก็ไม่คิดหรอกว่ากฎหมายนั้นมันจะเป็นพิษเป็นภัยนะครับ เมื่อเสนอเข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎรก็ผ่านหมดทั้ง ๓ วาระ แล้วเมื่อไปที่ ส.ว. ส.ว. ก็มีหลักคิดเช่นเดียวกัน นะครับ มาจากการเลือกตั้งตรงแล้วก็เป็นสภาผัว สภาเมียเหมือนกัน ก็ผ่านวาระ ๓ วาระหมด ไม่มีการแก้ไข เสร็จปั๊บมีการทุจริตเกิดขึ้น มีการส่งไปให้ ป.ป.ช. สตง. หรือมีการทุจริต เลือกตั้งเกิดขึ้นส่งไปให้ กกต. หัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งคุม ส.ส. ในสภาคุม ส.ว. ไม่ได้ โดยตรง แต่ก็คุมด้วยเรื่องของความเกรงใจนะครับ ความเกรงใจนี้ก็เป็นฉันทาคติอย่างหนึ่ง ก็สามารถที่จะถอดถอนบุคคลหรือแต่งตั้งบุคคลที่เป็นประโยชน์ไม่ขัดใจกับตัวเองได้ เพราะฉะนั้นในเมื่อระบบการเมืองมันมีความผิดรูปไป แล้วก็ไม่มีการคิดทบทวนหรือว่ามีการ ตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าไม่มีเซคคันด์ ธอท (Second Thought) หรือไม่ มีความคิดครั้งที่ ๒ นะครับ ปัจจุบัน ส.ว. ท่านก็ไม่ได้มีอํานาจถึงขนาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังดีทําให้ ส.ส. ได้คิดครั้งที่ ๒ หลายครั้ง การแก้กฎหมายในการร่างกฎหมายใน สภาผู้แทนราษฎรเมื่อส่งไปในชั้นวุฒิสมาชิกมีการกลั่นกรองกฎหมาย กฎหมายเหล่านั้นมีการ แก้ไขในหลายเรื่องที่ ส.ส. ก็อาจจะขาดตกบกพร่องไปโดยไม่ได้ตั้งใจทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นด้วยบ้างไม่เห็นบ้างก็มีการตั้งกรรมาธิการร่วมกันก็บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ส.ว. เป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันไม่มีความคิดที่แตกต่างกันนะครับ กฎหมายย่อมออกมาได้ ไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน แล้วก็สามารถที่จะทําให้องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญหรือ องค์อิสระต่าง ๆได้บิดเบี้ยวไป ผิดรูปไป แล้วก็การเมืองในประเทศนี้ ความมั่นคงในประเทศนี้ มีความไม่มั่นคงเกิดขึ้น มีความล้มเหลวเกิดขึ้น ทางความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง แล้วใครจะรับผิดชอบครับ จะไม่เรียกว่าสภานี้ว่า สภาทาส หรือสภาสอพลอกันไปสอพลอ กันมาหรือขุนพลอยพยักนะครับ จะเรียกว่าอะไร ผมจึงวิงวอนให้ท่านประธานรัฐสภานะครับ ได้เรียนกับท่านประธานคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พิจารณารัฐธรรมนูญได้กรุณา ถอนร่างนี้ออกไปทบทวน แล้วก็เสนอร่างเข้ามาใหม่นะครับ เพื่อที่จะได้ปิดกั้นสิ่งที่จะเป็น อันตรายที่กระผมได้อภิปรายไว้นะครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวจะให้ประธาน คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง เดี๋ยวครับ ผมว่าท่านนิรันดร์อยู่ไหมครับ

(นายนิรันดร์ ประดิษฐกุล สมาชิกวุฒิสภาภาครัฐ ไม่อยู่ในที่ประชุม)

ไม่อยู่นะครับ ไม่อยู่ ผมกลับมาที่ท่าน เดี๋ยวครับ เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวผมให้ทางพรรคประชาธิปัตย์อีกสักคน คุณหมอสุกิจว่าอย่างไรนะครับ เดี๋ยวมีท่านพายัพท่านยืนขึ้นก่อน พอดีท่านนิรันดร์ไม่อยู่ เดี๋ยวครับ ท่านพายัพว่าอย่างไรครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ด้วยความเคารพท่านที่ประชุมสภาแห่งนี้ แต่เนื่องด้วย ได้เห็นว่าที่ประชุมแห่งนี้ได้พิจารณา มาตรา ๕ มาเป็นระยะเวลานานแล้วก็เนื้อหา ได้ครอบคลุมรอบด้านแล้ว และมีการซ้ําประเด็น กระผมจึงขอเสนอให้มีการปิดอภิปราย มาตรา ๕ ครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพายัพครับ ท่านเสนอ ญัตติขอปิดอภิปราย อย่างนี้ครับ คือความจริงผมจะให้พรรคประชาธิปัตย์เขาได้อภิปราย เพราะว่าในเมื่อท่านเสนอเป็นญัตติแล้วผมก็ต้องดําเนินการ ท่านสมาชิกมีเห็นเป็นอย่างอื่น ไหมครับ เชิญท่านณัฏฐ์ครับ

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จริง ๆ ตามที่ เราตกลงกันไว้ยังมีผู้อภิปรายอยู่อีกจํานวนมากนะครับท่านประธาน แล้วก็อย่างที่เราพูด กันไว้แต่ตอนเช้าคือว่า มีผู้ลงชื่ออภิปรายอยู่ร่วม ๑๐๐ คน แต่เราก็พยายามที่จะจํากัด และก็ตัดผู้อภิปรายท่านที่เห็นว่าประเด็นซ้ําหรือไม่จําเป็นออก เพราะฉะนั้นยังมีผู้อภิปรายอยู่ จํานวนมาก ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยท่านประธานต้องให้ผู้อภิปรายที่เขาสงวนความเห็นไว้ หรือกรรมาธิการที่ยังไม่ได้พูดได้อภิปรายให้เป็นที่เรียบร้อยก่อนครับ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ความจริงผมก็เรียน เมื่อสักครู่นี้บอกคุณหมอสุกิจแล้วว่าพยายามส่งรายชื่อที่ขอแปรญัตติออกมา แต่เมื่อท่าน อย่างนี้ผมก็เลยสรุปว่าท่านขอคงร่างเดิม ทุกคนก็บอกว่าเห็นด้วย ถูกไหมครับ อย่างนี้ ท่านพายัพท่านจะอภิปรายต่อไหม เดี๋ยวลองถามเจ้าของญัตติก่อนครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอยืนยันข้อเสนอเดิมครับ และเหตุผลเดิมครับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าเสนออย่างนี้ก็ต้องมี คนประท้วงอีก เอาคุณณัฏฐ์อีกทีหนึ่งครับ

(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ๒ ประเด็นนะครับ ที่จริงเมื่อสักครู่นี้ก็มีพวกผมที่เตรียมอภิปรายในฐานะที่กรรมาธิการไปแก้ไขร่างเดิม แล้วก็ ไม่ได้ส่งชื่อให้กับวิปครับ เพราะว่าได้รับแจ้งว่าเขาจะส่งชื่อผู้ที่เป็นกรรมาธิการกับผู้แปรญัตติ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นที่สําคัญเท่ากับว่าท่านประธานสมศักดิ์ได้เคยวินิจฉัยเอาไว้แล้วนะครับว่า ญัตติที่เสนอมานี้ไม่สามารถเสนอได้ ท่านประธานได้เคยเห็นแล้วนะครับว่า เวลาที่มีประธาน ท่านหนึ่งวินิจฉัย แล้วพอเปลี่ยนประธานในที่ประชุมมาวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นนี่ สุดท้าย ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมไม่เข้าใจว่า ทําไมท่านประธานจะเปลี่ยนแปลงดุลยพินิจ ของท่านประธานสมศักดิ์ เวลาท่านประธานวินิจฉัยอะไร ใครท้วงติง ท่านก็บอกว่า ไปดูข้อบังคับสิครับ คําวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด แต่พอท่านประธานอยากจะเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น ท่านก็ใช้วิธีเปลี่ยนตัวประธานละครับ แล้วคําวินิจฉัยมาตรฐานก็เปลี่ยนไป ท่านประธานก็ต้องใช้ดุลพินิจของท่านวินิจฉัยว่าญัตตินี้เสนอไมได้ครับ ส่วนท่านจะขอ ความร่วมมือในการที่จะกระชับเวลาการอภิปรายอย่างไรพวกผมก็ยินดีอยู่แล้ว

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือเป็นไปตามข้อบังคับครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีผู้เสนอญัตติขอปิดอภิปรายก็คือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และสามารถทําได้ ความจริงแล้วผมพยายามบอกว่าให้ส่งรายชื่อมา ผมพยายามที่จะ อะลุ่มอล่วย แต่เมื่อมีผู้เสนอญัตติอย่างนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ติดตามการประชุมเลยหรือครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมนั่งดูตลอดเลยครับ ไม่ได้หลับเลย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถ้านั่งดูตลอด ท่านกรุณาพักการประชุมและก็กลับไปดูคําวินิจฉัยของท่านประธานสมศักดิ์ครับ วินิจฉัย ประเด็นนี้ครับ กลับไปเลยครับ พักการประชุมไปเลยครับ เลยสี่ทุ่มแล้ว แล้วก็ไปดูคําวินิจฉัย ของท่านประธานสมศักดิ์ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมติดตามตลอดครับ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าท่าน ติดตามตลอดท่านต้องทราบครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาอย่างนี้คือความจริง เมื่อสักครู่ผมพยายามออมชอมว่าท่านพายัพท่านถอนนะครับ ถูกไหมครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

มันไม่ใช่ ประเด็นเรื่องจะออมชอม ไม่ออมชอมนะครับ พวกผมเห็นว่าท่านประธานสมศักดิ์ได้วินิจฉัย เรื่องนี้ไปแล้ว สมควรจะเป็นบรรทัดฐานในการดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาเถอะครับ คือผมฟัง มาตลอดนะครับ แต่เมื่อมีผู้เสนอญัตติมาผมก็ต้องดําเนินการตามนั้นนะครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ใช่ครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานสมศักดิ์วินิจฉัยว่าญัตติเช่นนี้เสนอไม่ได้ในกรณีนี้ครับ ถ้าท่านไม่แน่ใจ ท่านพักการประชุมแล้วก็ไปเปิดเทปดูครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คืออย่างนี้ครับ ผมว่า ผมค่อนข้างจะมั่นใจนะครับ ท่านเงียบหน่อยครับ

(นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ได้ยืน และยกมือขึ้น)

เชิญท่านวรชัยก่อน เชิญทางด้านนี้บ้างครับ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านพายัพได้ยกมือขึ้นขอปิดอภิปราย แล้วก็มีผู้รับรองถูกต้อง และเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอได้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน ดําเนินการตามญัตติไปเลยครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นเมื่อยังยืนยัน นะครับ เมื่อยืนยันผมก็ต้องดําเนินการนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ผมต้องดําเนินการครับ เพราะว่าเมื่อยืนยัน ท่านสมาชิกครับ ท่านประท้วงได้นะครับ แต่ว่าเอาอย่างนี้ ผมเห็นครับ ท่านธนิตพลครับ เอาอย่างนี้ครับ ผมให้สิทธิท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อนครับ ท่านเชิญอีกทีครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ท่านประธานกรุณากลับไปดูคําวินิจฉัยของท่านประธานสมศักดิ์ ซึ่งผมเห็นว่าชอบแล้วด้วย รัฐธรรมนูญ และข้อบังคับว่าด้วยการพิจารณาในขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการรายงานต่อสภา ผมอยากจะรบกวนผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภาครับ ช่วยยืนยันด้วยครับว่าได้มีการวินิจฉัย เรื่องนี้ไปแล้ว แล้วถ้าท่านประธานดําเนินการอย่างนี้ครับ จะขัดข้อบังคับ ขัดรัฐธรรมนูญ และเป็นปัญหาความชอบในกระบวนการในการทํามาทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานจะยืนยันอย่างเดียวว่าผู้เสนอญัตติยืนยัน มันไม่ได้ครับ มีการวินิจฉัยเรื่องนี้ ไปแล้ว และผมก็เห็นว่าสอดคล้องกับแนวทางการวินิจฉัยเรื่องนี้ ซึ่งปฏิบัติกันมาโดยตลอด ทุกยุคทุกสมัยครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมกําลังให้เจ้าหน้าที่ ดูคําวินิจฉัยอยู่นะครับ เดี๋ยวเชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานคงจะจําได้ ผมเคยเสนอให้ปิดอภิปรายนะครับ ในมาตราก่อนหน้านี้ ท่านประธานก็ได้วินิจฉัยไปแล้ว ซึ่งเราก็อะลุ่มอล่วยครับว่า การอภิปรายบอกว่าจะอยู่ในประเด็น จะกระชับ แต่สุดท้ายวันนี้ ก็ยังไม่จบ แค่มาตรา ๕ ท่านประธานได้เคยวินิจฉัยไปแล้ว ดังนั้นการวินิจฉัยในการประชุม แต่ละครั้งต้องอาศัยสถานการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เมื่อมีการขอปิดอภิปราย ในครั้งใหม่ ท่านประธานมีสิทธิที่จะใช้ข้อบังคับ ข้อ ๕ดําเนินการต่อไปได้ ผมรับผิดชอบ ในการที่กระผมได้เสนอปิดอภิปรายในครั้งนั้น แต่วันนี้อยากจะให้ท่านพายัพ ปั้นเกตุ ได้พูด กับท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง ขอทําความเข้าใจกับท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมพยายามจะขอร้อง ขอความร่วมมือนะครับ ผมก็ต้องดําเนินการตามข้อบังคับการประชุมก็ผมต้องลงมตินะครับ ท่านสมาชิกครับ กระผมขอตรวจสอบองค์ประชุมครับ เชิญท่านแสดงตนครับ คือเมื่อ ที่ประชุมมีผู้เสนอผมก็ต้องดําเนินการตามนั้น ตอนนี้ผมเป็นประธานอยู่ เชิญท่าน แสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

อย่างนี้ท่านสมาชิกครับ ความจริงแล้วเมื่อยังมีผู้ที่แปรญัตติอยู่ ถูกไหมครับ เราก็ขออนุญาตอภิปราย ถูกไหมครับ แต่เมื่อมีผู้เสนอเป็นญัตติขึ้นมา ผมในฐานะที่เป็นประธานที่ประชุม ก็ทุกคนเขายกมือ เขายืนยัน เขาก็รับรองนะครับ เอาอย่างนี้นะครับ โชว์ผลการแสดงตนครับ สมาชิกทั้งหมด ๓๓๖ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมนะครับ

ผมจะขอมติที่ประชุม ถ้าท่านเห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ท่านเห็นชอบ ถ้าท่านไม่เห็นชอบกับกรรมาธิการท่านลงมติ ไม่เห็นชอบ เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ผมสั่งลงมติไปแล้วนะครับ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นท่านรับผิดชอบในการนี้นะครับ ส่งผลครับ ปิดการลงมติส่งผลครับ ท่านสมาชิก ๓๓๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๖ คน ไม่เห็นด้วย ๓ คน ที่ประชุมเห็นชอบมาตรา ๕ ครับ

ผมขอบคุณครับ ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๒๒.๒๕ นาฬิกา