ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขมาตราในรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความไม่เห็นด้วยและสงวนความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และการผูกพันระหว่างการเมืองกับหน้าที่ของวุฒิสภา
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกําลัง จะบอกว่าผมได้อภิปราย ผมไม่เห็นด้วยในสิ่งที่แก้ไข พร้อมทั้งผมได้สงวนความเห็นเพิ่มเติม สงวนความเห็นของผมไว้ซึ่ง ผมยังไม่ถึงประเด็นที่จะต้องใส่ข้อความตามที่ท่านสมาชิกลุกขึ้น ท้วงติง ท่านประธานครับ ผมเขียนแน่นอน และนี่เป็นประเด็นที่ผมคาดหวัง การอภิปราย ของผมในวันนี้กับเพื่อนสมาชิกว่า เราต้องลงมติกัน แล้วผมยังคิดว่าวันนี้รัฐธรรมนูญของเรา จะผ่านหรือไม่ผ่าน ผ่านแล้วสําเร็จหรือไม่สําเร็จอยู่ตรงมาตรานี้ ท่านประธานครับ มาตรานี้ จึงเป็นเรื่องที่มีกระบวนการในการที่ยาวมาที่ผมต้องย้อนให้ท่านประธานฟังว่ามันเดินทาง กันมาอย่างไร ชุดความคิดหนึ่ง ๆ ถูกกําหนดขึ้นแล้วก็กําหนดให้มันเป็นกฎเกณฑ์ แล้วก็เป็น เรื่องของระบบการเมือง ระบบการเมืองของเราตรงนี้คือเป็นระบบของวุฒิสภา ท่านประธานครับ ระบบของวุฒิสภานี้จึงแตกต่างจากกับระบบของสภาผู้แทนราษฎร แตกต่างกับระบบกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แตกต่างกับระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความแตกต่างนี้จึงเป็นเงื่อนไข ที่สําคัญที่นํามาสู่การแก้ไขครั้งนี้ ผมกราบเรียนกับท่านประธานครับ ว่าผู้เสนอร่างวันนี้ เจตนารมณ์ที่แท้จริงในการเสนอแก้ไขมาตราที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขที่ให้ ส.ว. ชุดนี้เป็นแล้วเป็นอีก นี่คือหัวใจหลัก แล้วกรมอื่นจึงเป็นองค์ประกอบที่ตามมา ผมอธิบายว่า ในมาตรา ๓ ที่บอกให้ ส.ว. ๒๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้เขาเรียกว่าเป็นการแก้เกี้ยว ไม่ใช่แก้ที่ต้องการ แก้ที่ต้องการเป็นแล้วเป็นอีก แก้เกี้ยว อธิบายความเป็นประชาธิปไตย ว่าจะเลือกตั้ง ส.ว. ๒๐๐ คน เพราะคนที่เป็นแล้วเป็นอีก ลงไปเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งไม่ใช่ทุกคน ผมได้ฟังแล้วว่าบางท่าน ท่านก็ประกาศว่าท่านไม่ลงอีกแล้ว หรือบางท่านอาจจะยังคิด อยากจะลง แต่ถึงเวลาอาจจะไม่ได้ลงก็ได้ สุขภาพไม่ให้อะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านประธานครับ เรามี ส.ว. มาแล้ว ๗๗ คน มาจากการเลือกตั้ง ถ้าเป็นแล้วเป็นอีกก็ต้องกลับไปลงเลือกตั้งที่เดิมอีก ท่านประธานครับ คนไปลงเลือกตั้งมาแล้วครั้งหนึ่ง อยู่ไป ๆ บทบาทมีหรือไม่มีก็ไม่รู้ ลงเลือกตั้งใหม่จะได้อีก หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ สร้างหลักประกันอย่างไรครับ ก็สร้างหลักประกันก็ทําให้ ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน มาจากการเลือกตั้ง ต่อไปนี้กรุงเทพมหานครมี ๑ คนเดิมวันนี้มี ๑๘ คน กรุงเทพมหานคร ผมไม่หวั่นหรอก เพราะผมเห็นท่านไม่ค่อยตื่นเต้น บางจังหวัดมี ส.ว. มาแล้ว ๑ คน ต่อไปมี ๕ คน บางจังหวัดมี ส.ว. มาแล้วต่อไปจาก ๑ มี ๔ ต่อไปมี ๓ ต่อไปมี ๒ อย่างน้อยบางจังหวัดก็มีหลักประกันละครับ ว่าครั้งนี้ถ้าลงอีกก็คงจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้ง ถ้าไปลงเลือกตั้งเองวันนี้ก็ไม่แน่ เสี่ยงอีกเหมือนกัน เราถึงประมวลไปเรื่องการเลือกตั้งมา อธิบายของความเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย แท้จริงแล้วในมาตราอื่นที่แก้ไขเป็นกลลวง ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เจตนาต้องการเป็นแล้วเป็นอีก พอเป็นแล้วเป็นอีกมันจึงขัดต่อ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ให้มีวุฒิสภา ให้วุฒิสภาที่มีอํานาจหน้าที่ ๗-๘ ประการที่ผมอ่านให้ท่านประธานฟังแล้วว่าหน้าที่เหล่านี้เขาไม่ให้ไปสัมพันธ์ เขาไม่ให้ไป ผูกพันกับการเมืองอื่น ผมเป็นคนที่ร่วมทํางานกับคณะกรรมาธิการอย่างเข้มข้นคนหนึ่ง ผมไม่เข้าร่วมประชุมครั้งเดียวท่านประธานครับ ในวันแรกที่เขาตั้งตําแหน่งกัน ตั้งประธาน รองประธานกัน วันนั้นละผมไม่ได้เข้าร่วมประชุม หลังจากวันนั้น วันอื่นผมก็เข้าร่วมประชุม กันทั้งหมด ความคิดเห็นที่ผมบอกว่ามันเป็นชุดความคิดนี้ท่านประธานครับ บ้านเรามันมี ความไม่เข้าใจการเมืองอยู่หลายเรื่อง บางเรื่องเอาการเมืองไปผูกเพื่อผลประโยชน์แห่งตน บางเรื่องเอาการเมืองไปผูกเพื่อให้มีอํานาจเหนือระบบ แต่บางเรื่องไปคิดถึงการเมืองอย่าง ปราศจากเหตุผล อย่างเช่นอย่างที่ท่านประธานลุกขึ้นชี้แจงอยู่คําหนึ่งที่ผมคิดว่าฟังได้ คนที่ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนี้ท่านครับ เขาที่ไม่ใช่เป็นผู้แทนราษฎร ที่ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรี เขา เป็นสมาชิกพรรคธรรมดาคนหนึ่ง เขาควรที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหาก ว่าเขาลาออกจากการเป็นสมาชิก เพราะอะไรครับ เพราะระบอบประเทศไทยเป็นระบอบ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบของเสียงข้างมาก กระบวนการได้มาซึ่งเสียงข้างมากคือเป็นกระบวนการของเขามาจากการเลือกตั้ง มาจาก กระบวนการของพรรคการเมือง นี่เป็นวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้นเลยท่านประธานครับ เขาบอก เลยว่าคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองมีใครบ้าง ๑. รับฟังข่าวสาร ติดตามข่าวสาร อย่างใกล้ชิด ๒. เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนอย่างสม่ําเสมอ ๓. ร่วมออกเสียงลงประชามติ ๔. เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ๕. ถ้ามีความตื่นตัวสูงกว่านั้นอีกลงสมัครรับเลือกตั้ง คุณค่าลักษณะประชาธิปไตยอย่างนี้อาจารย์รัฐศาสตร์เขาบ่นเลยว่า รัฐธรรมนูญเขียนไม่ให้ คนเป็นสมาชิกพรรค เป็นนี่มันผิด แต่โอเคว่าเป็นสมาชิกพรรคลง ส.ว. ไม่ได้ ให้เขาลาออก เสียก่อน เพราะมีคนเป็นสิบ ๆ ล้านคนเป็นสมาชิก คุณกําลังตัดสิทธิของคนทั้งประเทศ ได้อย่างไร อย่างนี้มันเป็นเหตุผลและมันเป็นชุด แต่ตัวอื่นทั้งหมดนี้ ท่านประธานครับ ซึ่งที่เพื่อนสมาชิกท่านสุเทพพูดก็ดี ท่านคุณหมอพูดก็ดี มีเหตุผล เพราะว่ามันเป็นชุดเดียวกัน เขาห้ามไม่ให้ ส.ว. ลงอีก เขาจึงห้ามไม่ให้ลูกเมียนักการเมืองไปลงด้วย เขาจึงไปห้ามคนที่ ดํารงตําแหน่งทางการเมืองด้วย เขาห้ามผู้แทนราษฎรด้วย ห้ามอย่างนี้มันเป็นชุดของระบบ เพราะฉะนั้นวันนี้เพื่อนสมาชิกอย่าหลงประเด็น คือพอเราพูดถึงบุพการี คู่สมรส ฟังแล้ว เป็นความรู้สึกที่น่าค้าน ก็ต้องค้านครับ ไม่ใช่ไม่ค้าน แต่หัวใจสําคัญก็คือว่า ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ไม่ได้ นี่คือประเด็นที่เราจะต้องพูดจากัน นี่คือสิ่งที่สภานี้ต้องให้ความสําคัญ ผมฟังข่าว อ่านจากหนังสือพิมพ์ ฟังว่าท่านประธานให้ความเห็นว่าท่านประธานกรรมาธิการผมจะรับ เรื่องนี้ไปพิจารณาใหม่ ผมบอกว่ารับไปพิจารณาใหม่ได้นะครับ แต่ต้องคุยกันให้จบ ไปพิจารณาอะไร ไม่ใช่เขามาวิจารณ์กันเรื่องไม่เป็นบุพการี ไม่เป็นคู่สมรส แล้วก็เอาแค่นี้ ไปตัดแล้วเลิก อย่างนี้มันไม่ได้ เพราะหัวใจของมาตรานี้มันอยู่ที่ ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีก ส.ว. ไม่ใช่คนไม่ดี ไม่ใช่เป็นแล้วเป็นอีกไม่ได้ เป็นแล้วเป็นอีกไม่เหมาะ มันขัดต่อเจตนารมณ์ ขัดต่อชุดความคิด ขัดต่อระบบของการมี วุฒิสภา ถ้าอย่างนี้ให้เป็นแล้วเป็นอีกมันต้องกลับไปสู่ระบบใหม่ ระบบใหม่คืออะไร ท่านประธานครับ ไปตั้งคําถามใหม่ว่าประเทศไทยควรมี ส.ว. อีกหรือไม่ เราต้องกลับย้อน ไปสู่ยุคนั้นทันทีเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นทําการแก้ไขมาตรา ๑๑๕ ทั้งหมด จึงเป็น การแก้ไขอยู่ ๓ แบบ แบบที่ ๑ คือแก้ที่ฉันอยากจะแก้ แบบที่ ๒. แก้เกี้ยวเพื่อให้สอดรับกับ ที่ฉันอยากแก้ อย่างนี้มันน่าอายครับ เราทําไม่ได้ แบบที่ ๓ ท่านประธานครับ เรื่องที่ต้องแก้ แล้วดันไม่แก้ ๑. เป็นแล้วเป็นอีก ๒. ๑๐๐ คน เป็นแล้วเป็นอีก ๓. วาระในการดํารงตําแหน่ง อํานาจเหมือนเดิม แต่ว่าพอจะให้ดํารงตําแหน่งชักไม่เอาครับมันก็ต้อง ๔ ปีครับท่านประธาน แต่ในนี้ยืนไว้ ๖ ปี อันนี้ผมต้องเล่าให้ท่านประธาน เพราะว่าเพื่อนกรรมาธิการกับผมโหวตกัน ท่านทราบไหมผมเป็นกรรมาธิการแล้วโหวต แล้วผมโหวตชนะด้วยในกรรมาธิการ ท่านประธานรู้ไหมที่เขาแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาผลัดกันเกาหลัง ส.ส. รัฐบาลแก้ให้ ส.ว. ส.ว. เสนอแก้ให้รัฐบาลเขาเกาหลังกันในสภาไปรอบหนึ่งแล้ว ผมไปโหวตในคณะกรรมาธิการ ผมบอกว่าผมแพ้ท่านทุกวาระแล้ว เหลือสุดท้ายถ้าอย่างนี้ ส.ว. ต้องอยู่ ๔ ปี เพราะระบบ การเมืองไทยเป็นระบบ ๔ ปี เขาให้เป็น ๖ ปี เพราะเขาไม่ให้เป็นอีก ท่านประธานครับ โหวตแล้วผมชนะครับท่านประธาน พอโหวตผมชนะเจ้าของคันหลังขึ้นมาใหม่ ก็วิ่งไปวิปกัน มาแล้วท่านประธานก็เรียกประชุมใหม่ โหวตผมก็แพ้ ผมฝ่ายค้านครับ ผมบอกเกากันในสภา ไม่พอ ไปกันในกรรมาธิการแดงเถือกเลยท่านประธานครับ เลือดไหลซิบ ๆ เลย นี่เป็นเรื่อง ของระบบความคิด นี่เป็นปัญหาทางการเมือง ผมบอกว่าผมนี่ละเป็นคนที่เห็นแล้วและเข้าใจ ในการทํางาน ผมยืนยันกับท่านประธานครับว่าประเทศไทยต้องมีวุฒิสภา วุฒิสภาต้องเป็น บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ วุฒิสภาต้องปลอดจากอิทธิพลทางการเมือง และวุฒิสภาต้องทําหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญกําหนดนี้ได้อย่างเคร่งครัด แล้วก็ทําหน้าที่นี้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ไทย การมีหรือไม่มีวุฒิสภาอยู่ตรงที่ว่ามีหรือไม่มีไว้ทําอะไร มีหรือไม่มีแล้วประชาชนจะได้ ประโยชน์อะไร วันนี้เรายกมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยการที่ผมคิดไปนอกจากตัด ข้อความ ผมก็ไปเพิ่มข้อความลงใน (๘) และผมเติม (๑๐) ผมเติม (๑๐) เข้าไปอย่างไร ท่านประธานครับ ตามมาตรา ๑๐๒ ข้อความนี้บอกว่า เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) (๙) แล้วข้ามไป (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) ผมก็เลยเอา (๑๐) ของมาตรา ๑๐๒ มาใส่ลงไปว่า เป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลง แล้วยังไม่เกินสองปี นี่คือสิ่งที่ผม จะต้องเอากลับคืนมา ท่านประธานครับ ผมเคารพเสียงข้างมาก เคารพความเห็นของทุกท่าน ที่อยู่ในกรรมาธิการ เคารพความเห็นของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านประธานครับ เราจะให้ประชาชนเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเรา การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อผลประโยชน์ของคนที่อยากจะเป็น การแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เป็นการฉีกระบบของวุฒิสภา เราลงไปเป็นสิ่งที่เราไม่พึงที่จะให้มีอีกต่อไป ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขให้ ส.ว. เป็นแล้วเป็นอีกท่านประธานครับ