รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 115 และวุฒิสภา

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกรัฐสภา ในฐานะของกรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ แล้วก็ได้สงวนความเห็น ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายคัดค้านไม่เห็นด้วย รวมทั้งการสงวนความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ กันไปอย่างกว้างขวาง เราเดินทาง กันมาหลายมาตรา มีความเห็นค่อนข้างเข้มข้นและใช้เวลานานถึง ๗ วัน ผมไม่ได้สงวน คําแปรญัตติไว้เลยในมาตราก่อน ๆ เพราะทราบดีว่ามีเพื่อนสมาชิก รวมทั้งคณะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยได้ให้ความเห็นกันไปอย่างกว้างขวางแล้ว ผมตั้งใจเลือกที่จะสงวนความเห็นไว้ ในมาตรา ๕ ที่แก้ไขมาตรา ๑๑๕ เป็นการเฉพาะ ทําไมหรือครับท่านประธาน ผมตั้งใจที่จะ แก้ไขแล้วก็สงวนความเห็นในมาตรานี้ เพราะว่าเป็นมาตราที่เป็นศูนย์กลางของการแก้ไข รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มาตราที่แล้วมานั้นเป็นสิ่งที่เป็นองค์ประกอบ เป็นผลผลิตร่วม เจตนารมณ์ของผู้เสนอแก้ไขในครั้งนี้เขาต้องการที่จะเสนอให้มีการแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ (๙) เราไม่ต้องการให้เพื่อนสมาชิกได้หลงประเด็นในการแก้ไขแล้วก็พูดไปในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง เป็นเรื่องจริง เป็นปัญหาหลักการ การเสนอแก้ไขในครั้งนี้จะขัดต่อ หลักการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่า ผมเห็นด้วยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ประการสําคัญก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการแก้ไขที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แน่นอน เป็นการขัดต่อการมีหรือไม่มีวุฒิสภาแน่นอน ข้อเท็จจริงของการเสนอการแก้ไข ที่ผมบอกว่าได้มีการเสนอแก้ไขในมาตรา ๑๑๕ (๙) มาตรา ๑๑๕ (๙) เดิมเขียนอย่างไรครับ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน เขียนว่า ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อื่น ซึ่งมิใช่สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือเคยเป็น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าว มาแล้วยังไม่เกินห้าปี ความนี้เป็นข้อห้ามไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาที่เป็นอยู่ในสมัยปัจจุบัน แล้วจะครบวาระในต้นปีหน้านี้ลงสมัครเลือกตั้งได้อีก ตรงนี้ไม่ใช่เป็นเพียงข้อยกเว้น ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขบังเอิญ แต่เป็นเงื่อนไขเฉพาะที่กําหนดในการห้ามคุณสมบัติของบุคคลอื่น ๆ ไม่ให้สมัครเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ที่ผมได้กราบเรียนกับท่านประธานว่า ความข้อนี้ เป็นความเพียงสั้น ๆ แต่ว่าเป็นข้อความที่ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวและลอย ๆ แต่ว่าเป็นเรื่องที่ผูกพันสามารถที่จะให้คําอธิบายกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ว่า ประเทศไทยเราจําเป็นต้องมีหรือไม่มีวุฒิสภา ประเทศไทยเราพูดด้วยความรู้สึกอยากจะให้ ได้อํานาจ พูดด้วยความรู้สึกอยากจะมี อยากจะเป็นมาตลอด หรือบางครั้งพูดอยากให้ สถานะของตัวเองนั้นดํารงอยู่แล้วอยู่อย่างมีเกียรติ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรี บ้างก็เรียกการมี วุฒิสภาว่าเราคือ สภาสูง บางครั้งเราเรียกสมาชิกวุฒิสภาว่านอกจากจะเป็นสภาสูงแล้ว บางครั้งเรียกว่า เป็นสภาพี่เลี้ยง ท่านประธานครับ ระบบของวุฒิสภาไทยไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาสูง ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง มันเป็นภาษา เป็นถ้อยคําของการกําหนดให้มี หรือไม่ให้มีวุฒิสภา ประเทศไทยหลังจากการรัฐประหารทุกครั้งมีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นมา ทําหน้าที่แทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็จะรักษาสิ่งนี้ไว้ ดูแลในช่วงเวลาหนึ่ง ต่อมาเมื่อหลังจากรัฐประหารแล้ว ใช้อํานาจกันไปนานแล้ว ประเทศไทยต้องมีรัฐธรรมนูญเสมอ และการมีรัฐธรรมนูญเสมอนี้ท่านประธานคงจําได้ครับว่า เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกครั้งประเทศไทยจะต้องถกเถียงกันอีกว่าเราควรมีวุฒิสภาไว้หรือไม่ ในอดีตเผด็จการ บอกว่าต้องมีเพราะประชาชนคนไทยยังเลือกสมาชิกวุฒิสภา ยังเลือกผู้แทนราษฎรไม่เป็น ความรู้เรายังน้อย เพราะฉะนั้นเราจําเป็นต้องให้มีวุฒิสภาไว้เพื่อให้ทําหน้าที่เป็นสภาพี่เลี้ยง แท้จริงแล้วสภานั้นเป็นเพียงสภาที่รักษาดุลอํานาจของรัฐบาลก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลที่มาจากประชาชน ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความจงใจที่จะไปว่ากล่าวของความดี หรือไม่ดีในการมีวุฒิสภา แต่ว่าข้ออ้างการมีวุฒิสภาในวันนั้นจึงเป็นข้ออ้างเพียงเพื่อรักษา ดุลอํานาจของรัฐบาลก่อนมีการเลือกตั้ง ประเทศไทยได้มีการร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง แล้วถกเถียงอย่างนี้ทุกครั้งจริง ๆ ท่านประธานไปอ่านประวัติศาสตร์ของประเทศไทยได้เลย ครับ ทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ ทุกครั้งนั้นจะต้องถกเถียงว่าต้องมีวุฒิสภาหรือไม่ และคําอธิบายกลับมาอีกก็คือว่าจําเป็นจะต้องมี เพราะอย่างนั้น ๆ มีเหตุผลให้กับการมี หรือไม่มี ท่านสามารถ แก้วมีชัย เป็นคนรุ่นเดียวกับผม หลังวันที่ ๑๔ ตุลาคม เราได้มี การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการร่างครั้งสําคัญของประเทศไทย อาจารย์มหาวิทยาลัย ในขณะนั้นได้ออกมาร่วมร่างกับเรา อาจารย์ที่สอนรัฐศาสตร์ให้กับเราก็มาร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ในวันนั้น และวันนั้นท่านประธานครับ ประเทศไทยได้มาถึงจุดสําคัญอีกครั้งหนึ่งมี สภาผู้แทนราษฎรแน่ นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งแน่ แต่สมาชิกวุฒิสภาจะมีหรือไม่ วันนั้นเป็นวันที่ถกเถียงและมีข้อจํากัดที่รุนแรงที่สุดและเข้มข้นที่สุด หาคําอธิบายให้การมี หรือไม่มีวุฒิสภาไม่ได้ เป็นครั้งแรกที่วุฒิสภามีอํานาจเบาบางที่สุดคือรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ รัฐธรรมนูญไม่ได้มีให้อํานาจวุฒิสภาเหมือนกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และก็ไม่ได้ให้อํานาจ วุฒิสภาเหมือนกับก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่จะเกิด ๑๔ ตุลาคม เพราะฉะนั้นท่านประธาน คงเห็นนะครับว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๑๗ จึงกําหนดให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งแต่ว่า อํานาจน้อยมาก วุฒิสภาในวันนั้นจึงเป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และที่ผมใช้คําว่า จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สภาพี่เลี้ยง อีกต่อไป และจึงไม่มีสิ่งที่จะเป็นสภาสูง อีกแล้ว เพราะประธานสภาผู้แทนราษฎรเขาเป็นประธานรัฐสภา ถ้าประธานวุฒิสภาเป็น ประธานสภาสูงเขาก็ต้องให้ท่านประธานวุฒิสภาไปเป็นประธานรัฐสภา ผมอธิบายความตรงนี้ เพื่อยืนยันกับท่านประธานว่าการมีหรือไม่มีวุฒิสภานั้นอยู่ที่การออกแบบหลังจากการมี รัฐธรรมนูญทุกครั้ง และการออกแบบทุกครั้งไปรับใช้ภารกิจ เมื่อตกลงกันได้ว่าวุฒิสภาต้องมี จึงจําเป็นต้องมีภารกิจ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราก็ถกเถียงเรื่องนี้กันรุนแรงมาก ผมเป็นคนหนึ่งที่ยกมือรับรองรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ หลังจากที่สภาล่างเขาร่างกันมาแล้ว และวันนั้นท่านประธานครับ ประเทศไทยตกลงกันได้ว่า วุฒิสภาต้องมี และมีความสําคัญต่อระบบการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด เพราะประเทศไทย ไม่เพียงแต่มีอํานาจเพียง ๓ ฝ่าย ในการบริหารประเทศเท่านั้น ไม่เพียงแต่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ แต่เรายังต้องมีองค์กรอิสระขึ้นมาทําหน้าที่ตรวจสอบ เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมืองไทย ใครจะทําหน้าที่ตรงนี้ และคําอธิบายวันนั้นจึงให้กับวุฒิสภา ผมไม่ตั้งใจจะพูดให้ยาวออกไปท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ต้องกังวล แต่ผมกําลังเล่าให้ท่านประธานฟังตรงนี้ว่าการออกแบบให้มี วุฒิสภาอยู่ต่อไปนั้นกําหนดบนพื้นฐานของการกําหนดอํานาจหน้าที่ที่ผมต้องทบทวน การมีอํานาจหน้าที่ เพราะวุฒิสภาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ จนมาถึงปัจจุบันนี้เป็นครั้งแรก ที่วุฒิสภาได้ถูกกําหนดอํานาจแล้วมีอํานาจที่เป็นพิเศษ เมื่อกําหนดให้มีอํานาจเป็นพิเศษ เช่น บอกว่าวุฒิสภาทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย วุฒิสภาควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภาให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญ ๆ ตามที่กฎหมายกําหนด วุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ ให้บุคคลดํารงตําแหน่ง วุฒิสภาให้ความเห็นชอบในการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง และให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาเมื่อมีการยุบสภา ท่านประธานครับ การกําหนดให้ที่มีอํานาจ หน้าที่อย่างนี้เป็นพิเศษอย่างนี้ จึงต้องบอกว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาเริ่มไปสัมพันธ์ไปอยู่ภายใต้โครงสร้างไปอยู่ภายใต้เงื่อนไขและไปสู่ภายใต้ กิจกรรมที่มีลักษณะเฉพาะ เขาจึงกําหนดคุณลักษณะพิเศษของคนที่มาทําหน้าที่วุฒิสภาขึ้น เมื่อทําหน้าที่เป็นลักษณะพิเศษอย่างนี้ กําหนดให้มีอํานาจเฉพาะอย่างนี้ เขาจึงกําหนด คุณสมบัติเฉพาะ คนอย่างผมเป็นวุฒิสภาไม่ได้ เพราะผมไปทําหน้าที่อย่างอื่นเสียแล้ว เขาต้องมากําหนดคนที่มีอํานาจหน้าที่เฉพาะขึ้นมาให้ดํารงตําแหน่ง เขาถึงกําหนดที่มาของ คนที่จะมาดํารงตําแหน่งนี้เป็นพิเศษแตกต่างไปจากระบบอื่น ๆ ประเทศไทยมีจาก การเลือกตั้งอยู่ ๔ แบบ เลือกตั้งกํานัน ผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ลงเลือกตั้ง ท้องถิ่นสังกัดพรรคก็ได้ ไม่สังกัดพรรคก็ได้ ลงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบ การเมืองของประเทศนี้เป็นระบบของเสียงข้างมากเป็นผู้แทนของปวงชน พรรคการเมือง มีอุดมการณ์ มีเจตนารมณ์มีกระบวนการในการทํางานทุกคนต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ถ้าจะลงผู้แทนราษฎร และถ้าจะเป็น ส.ว. อย่าว่าแต่เป็นสมาชิกพี่น้องครับ เขาไม่ให้เข้าใกล้ เสียด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่ถูกกําหนดไว้ว่ามันเป็นเงื่อนไขที่มีความแตกต่างและเป็นความแตกต่าง พิเศษบอกไปอีกว่าคนมาทําหน้าที่พิเศษนี้เป็นได้ครั้งเดียวให้อยู่ในวาระเดียว ไม่ต้องการ ให้เป็นต่อเนื่องไม่ต้องการให้เสพติด ไม่ต้องการให้ใช้อํานาจล้นเกิน ไม่ต้องให้ไปผูกพัน กับระบบอื่น ๆ อีกเป็นแล้วต้องยุติ เป็นแล้วเป็นอีกไม่ได้ หัวใจสําคัญของเราที่ต้องพูดจากัน ในการแก้ไขวันนี้ก็คือวุฒิสภาที่เสนอแก้ไขครั้งนี้ เสนอมาแล้วเป็นแล้วเป็นอีก เป็นแล้วเป็นอีก จากไหนครับ ปี ๒๕๔๐ อ้างกันทุกวัน ดีใจกันเหลือเกินเก่งมากชอบศรัทธาเป็นประชาธิปไตย ปี ๒๕๔๐ เป็นแล้วเขาให้เป็นอีกหรือครับ เขาก็ไม่ให้เป็น แล้วเที่ยวนี้แก้อะไร ผมบอก ท่านประธานเลยครับว่าที่เถียงกันในมาตรา ๓ เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งพูดกันให้มันเกินเลยไป เท่านั้นเอง พูดให้เกินเลยอย่างไรครับ ก็ ส.ว. ปัจจุบันมันเลือกตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่บางส่วนมาจาก ความหลากหลายก็ใช้อีกกระบวนการหนึ่ง เพราะกระบวนการเลือกตั้งมันได้หลากหลาย ไปทั้งหมด นี่คือเป็นกระบวนการที่ถูกกําหนด แล้วไม่เพียงกําหนดว่าให้อยู่ในวาระเดียว เท่านั้น เขากําหนดระยะเวลาเป็นการเฉพาะอีก ผู้แทนราษฎร ๔ ปี อบจ. ๔ ปี เทศบาล ๔ ปี อบต. ๔ ปี แต่ว่า ส.ว. เขาบอกเอาไปเลย ๖ ปี เพราะอะไร เขาไม่ต้องการให้อยู่ในระยะเวลา ที่มันอาจจะสั้นเกินไปไม่พอทํางาน แต่ก็ไม่ยาวเกินไปในเวลาที่ล้นเกิน นี่คือเป็นเงื่อนไขที่ ถูกกําหนด เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้ เรื่องสําคัญหัวใจสูงสุดต้องย้อนกลับมาสู่ที่มาตรา ๑๑๕ (๙) ที่ได้มีการเสนอแก้ไขเป็นอย่างนี้ครับ แก้ไขว่าไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา ความข้อนี้ เป็นข้อความที่ถูกเขียนขึ้น แล้วผมบอกกับท่านประธานว่าขัดต่อเจตนารมณ์การมีระบบ วุฒิสภา ผมได้ให้ความเห็นนี้ต่อกรรมาธิการ เราถกเถียงกันด้วยความเคารพ ให้ความเห็น กันอย่างตรงไปตรงมาและเป็นประเด็นในทางการเมือง ผมบอกว่าการมีหรือไม่มีวุฒิสภา การมีวุฒิสภาอย่างไร มีระบบเป็นอย่างไร ทั้งหมดเป็นชุดความคิด เป็นชุดความคิดของระบบ การเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่เราเห็นเป็นการส่วนตัวว่าควรจะให้มีหรือไม่ให้มี