รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

เจตน์ ศิรธรานนท์ เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกวุฒิสภา และการแก้ไขมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาชิกวุฒิสภาจะไม่มีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง และเพื่อป้องกันการสร้างเครือข่ายนักการเมืองในสภานี้

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ แก้ไข รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๕ เป็นมาตราที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นร่างมาตราที่มีปัญหามากที่สุด ผมใช้คําว่า เป็นร่างมาตราที่เรียกแขก เพราะว่าทางคณะกรรมาธิการได้แก้ไข เปลี่ยนแปลง ไปมากมาย โดยเฉพาะคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามของผู้จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกวุฒิสภา เลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ของผู้มีสิทธิสมัครรับการเลือกตั้งไว้ โดยให้มีสัญชาติไทยอายุไม่ต่ํากว่า ๔๐ ปี สําเร็จ การศึกษาไม่ต่ํากว่าปริญญาตรี และต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด คือมีชื่อในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดมาไม่น้อยกว่า ๕ ปี หรือเกิดในจังหวัดที่สมัคร หรือเคยศึกษาในจังหวัดที่สมัคร หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่า ๕ ปี อันนี้ที่กําหนดไว้เพื่อเป็นหลักประกันว่า ส.ว. ก็จะเป็นผู้อาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิ มีทั้งอายุและประสบการณ์ในการที่จะทําหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ว. ท่านไม่ได้ตัดไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญตรงนี้ยังคงอยู่ ผมเพียงแต่พูดขึ้นมาเพื่อจะโยงถึงข้อที่ทางคณะกรรมาธิการ เปลี่ยนแปลงจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิม เพราะว่าใน (๕) ถึง (๙) ถูกคณะกรรมาธิการ ตัดออกเกือบทั้งหมด คือเกี่ยวกับข้อต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งใน ๔ ประเด็นคือ ผมใช้คําง่าย ๆ เป็นคําไทยนะครับคือ

ประเด็นที่ ๑ พ่อแม่ลูกผัวเมียของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สามารถลงสมัคร ส.ว. ได้ ก็จะทําให้กลายเป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง สภาครอบครัว ดังที่สมาชิกส่วนใหญ่ก็ได้อภิปรายไปหลายวันจนถึงวันนี้

ประเด็นที่ ๒ สมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคไม่ต้อง เว้นวรรค ๕ ปี

ประเด็นที่ ๓ ส.ส. หรือผู้เคยเป็น ส.ส. ก็ไม่ต้องเว้นวรรค ๕ ปีเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่ ๔ รัฐมนตรี สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาก่อนก็ไม่ต้องเว้นวรรค ๕ ปีเช่นเดียวกัน

ท่านประธานครับ การแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการตัดข้อต้องห้ามของ ผู้สมัคร ส.ว. ออกเกือบทั้งหมด ผมถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการ ดําเนินการ โดยขัดหลักการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เราพิจารณาอยู่ เพราะว่าหลักการ ท่านเขียนไว้เพียงสั้น ๆ ว่าให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกําหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งและกําหนดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขไว้ใน ๑๐ มาตรา ซึ่งรวมถึง การแก้ไขรัฐธรรมนูญในร่างมาตรา ๑๑๕ นี้ด้วย แต่ในร่าง ครม. ที่ผ่านวาระที่หนึ่งยังยืนตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือห้าม ส.ส. พ่อแม่ลูกผัวเมียของ ส.ส. และนักการเมืองลงสมัคร ถ้าจะลงต้องเว้นวรรค ๕ ปี รวมถึงข้อต้องห้ามอื่น ๆ เมื่อคณะกรรมาธิการแก้ไขด้วยการ ตัดออกจึงถือว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ขัดกับหลักการ เพราะว่าท่านเสนอการแก้ไข รัฐธรรมนูญมาเอง ท่านกําหนดไว้เฉพาะให้ที่มาของ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น แล้วท่านก็กําหนดการแก้ไขไว้ยืนตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านมาแก้ไขตรงนี้เสียเอง นะครับ รวมถึงการแก้ไขข้ออื่น ๆ ที่ข้อต้องห้ามของผู้สมัครที่ทําให้ขัดหลักการของรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของการตรวจสอบถ่วงดุล ผมคิดว่าตรงนี้คือปัญหา ถ้าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แน่จริง ท่านอย่าเปลี่ยนนะครับ เพราะว่าตรงนี้ชัดเจน ก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องอาศัยมือ ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าสิ่งที่ผมเชื่อสิ่งที่ผมยืนยัน ณ ที่นี้มันเป็นจริง การแก้ไขที่ ทําให้กลับไปเป็นสภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง สภาครอบครัว สภาทาส เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่มีปัญหา แล้วก็นําไปสู่การแก้ไขโดยการเขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขึ้นมาใหม่ ด้วยการแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ โดยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างขึ้น โดยผ่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไปทําประชาพิจารณาทั่วประเทศทั้ง ๔ ภาค สอบถามคณะกรรมการองค์กรอิสระทุกองค์กร ก็ได้คําตอบมา แล้วก็จึงออกมาเป็นลักษณะที่ เราได้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ปลอดจากการยึดโยงทางการเมือง ที่ทําให้ถอยห่างทางการเมือง ท่านประธานครับ การตัดออกของคณะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ใช้เหตุผล ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการสามารถ คนที่ผมเคารพว่าท่านไม่ต้องการตัดสิทธิ เพราะ ผู้ตัดสิทธิคือประชาชน ทําให้แก้ไขแล้วกลับไปเหมือนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และแย่ยิ่งกว่า ปี ๒๕๔๐ เสียอีก เพราะว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยังให้ ส.ส. และนักการเมืองเว้นวรรค ๑ ปี ส.ว. เว้นวรรค ๒ ปีด้วยซ้ํา แต่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็บอกว่าไม่ต้องเว้นวรรคเลย ลาออกวันนี้ ถ้าหากว่ามีผลก็สามารถสมัครเข้ารับการเลือกตั้งได้ทันที ตรงนี้มีปัญหานะครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านไม่ได้เขียนห้าม พ่อแม่ลูก คู่สมรสลงสมัคร แล้วก็เป็นที่มาของ สภาผัวเมีย สภาหมอนข้าง อันนั้นก็เกิดปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วก็ได้ถูกแก้ไขแล้ว แต่นี่ท่านจะนํากลับเข้ามาอีก คือนําปัญหาที่ได้รับการแก้ไขที่เขาแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านนําสิ่งที่เป็นปัญหานี้กลับเข้ามาอีกเรียนรู้ประสบการณ์ในอดีตแล้วว่ามีปัญหา แต่ทําไม ท่านถึงยังเอากลับเข้ามาอีก อันนี้ไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ ในการยกเลิกมาตรา ๑๑๕ (๕) ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ส.ส. หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจตนารมณ์ของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาครอบงํา โดยบุคคลที่อยู่ ในครอบครัวเดียวกัน ท่านประธานครับ ในกรณีที่เราจะถอดถอน ส.ส. สักคนหนึ่งโดย ส.ว. ถ้าเขาอยู่ครอบครัวเดียวกัน แล้วไปปรึกษากันที่บ้าน แล้วมันจะถอดถอนได้อย่างไรนะครับ เพราะว่าในหลักการนี้เราต้องให้ ส.ว. นี้สามารถดํารงความเป็นกลาง โปร่งใส แล้วก็ปลอด จากการแทรกแซง เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ ส.ว. เป็นอิสระครับ ไม่ต้องการ ให้มีฐานทางการเมือง ไม่ต้องการให้มีการยึดโยงทางการเมือง ถ้าหากว่า ส.ว. มีความใกล้ชิด ส.ส. ในลักษณะเครือญาติ การทํางานก็จะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ความเป็นอิสระ ในการทําหน้าที่ก็จะหายไป เพราะฉะนั้นการแก้ไขคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามดังกล่าวนี้ ผมถือว่าขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ ส.ว. เป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจากการแทรกแซง อันนี้ประสบการณ์มีมาแล้วใน ส.ว. ปี ๒๕๔๓ เขาเรียกว่า สภาทาส แล้วก็ ส.ว. ปี ๒๕๔๙ เขาเรียกว่า สภาผัวเมีย สภาผัวเมียในปี ๒๕๔๙ ยังไม่ได้ทํา ปฏิบัติหน้าที่ก็ถูกปฏิวัติไป ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่แล้วมันจะเลวร้ายขนาดไหน ผมขอย้ําอีกทีนะครับท่านประธาน

สําหรับมาตรา ๑๑๕ (๖) ยกเลิกข้อความสมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารง ตําแหน่งใดในพรรค ไม่ต้องเว้นวรรคห้าปี

มาตรา ๑๑๕ (๗) ยกเลิกข้อความหรือเคยเป็น ส.ส. และพ้นจาก ส.ส. ไม่เกิน ห้าปีนับถึงวันเลือกตั้ง

มาตรา ๑๑๕ (๙) ยกเลิกข้อความหรือเคยเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา

การยกเลิกข้อความดังกล่าวทําให้ข้อต้องห้ามถูกยกเลิกแล้วก็มีโอกาสสูญเสีย ความเป็นกลาง ซึ่งเราต้องการนะครับ เพราะว่าในการทําหน้าที่ที่ต้องเป็นกลางนี้ เพราะว่า มันมีหน้าที่ของ ส.ว. ที่ไปเกี่ยวข้อง แล้วก็จะต้องดํารงความเป็นกลางอยู่มากมาย ซึ่งผมก็จะ ลําดับความสําคัญตรงนี้ต่อไป แต่ว่าในกรณีที่ท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไข ให้สามารถลาออกจากตําแหน่งวันนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถเข้าสมัครรับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. ได้ อิทธิพลฝ่ายการเมืองจะมีบทบาทต่ออํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเพิ่มขึ้น การตรวจสอบถ่วงดุล หรือ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) มันจะหายไปและก็ไม่สอดคล้องกับ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในการแก้ไขครั้งนี้จะทําให้ ส.ว. ขาดความเป็นกลาง ถูกแทรกแซงทางการเมืองเอื้อประโยชน์ต่อ ส.ส. และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ สามารถลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็น ส.ว. ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ที่ต้องการตรวจสอบ และถ่วงดุล ท่านประธานครับ หน้าที่ของ ส.ว. มีง่าย ๆ ๔ ประการ

ประการแรก คือ การกลั่นกรองกฎหมาย ท่านประธานลองคิดดูแล้วกัน ถ้าหากว่า ส.ว. อยู่เป็นพวกเดียวกับรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมาก เสียงข้างมากในทีนี้ผมไม่ได้ หมายถึงว่าพรรคเพื่อไทย เพราะว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่เป็นรัฐบาลจนชั่วฟ้าดินสลาย วันหนึ่งก็เปลี่ยนขั้ว อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะเป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในอนาคต ก็ได้ แต่ปัญหาก็คือว่าเสียงข้างมากคุม ส.ว. ได้ เพราะฉะนั้นการกลั่นกรองกฎหมาย ถ้าหาก ว่าเรายังมี ๒ สภาอยู่ การกลั่นกรองกฎหมายก็จะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของเสียงข้างมาก หรือเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการเขียนกฎหมายตามที่ตัวเองต้องการ มันก็จะกลายเป็น กฎหมายที่ไม่ได้ใช้บังคับกับประชาชนทั้งประเทศ มันใช้เฉพาะตามความต้องการของรัฐบาล หรือเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นอํานาจในการกลั่นกรองกฎหมายก็จะเบี่ยงเบนไป เพราะว่า รัฐบาลก็ปราศจากปัญหาและอุปสรรค ในการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทั้งองค์กรอิสระและองค์กรอื่นรวมทั้งศาลเป็นหน้าที่ที่สอง ซึ่งผมจะเรียงลําดับว่ามีการแต่งตั้ง หรือเห็นชอบประการใดบ้าง

ข้อที่ ๑ ท่านประธานเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ คน ซึ่งไม่เป็นข้าราชการ ตุลาการให้ดํารงตําแหน่งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ข้อที่ ๒ เลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒ คน ให้ดํารงตําแหน่งกรรมการ ตุลาการศาลปกครอง

ข้อที่ ๓ ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตําแหน่ง ภายหลังจากที่คณะกรรมการอัยการมีมติ

ข้อที่ ๔ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. จากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อจํานวน ๓ คน และที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาแล้วเสนอรายชื่อ ๒ คน

ข้อที่ ๕ ให้ความเห็นชอบผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจาคณะกรรมการ สรรหาเพื่อให้ดํารงตําแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ จํานวน ๒ คน และสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์อื่น จํานวน ๒ คน

ข้อ ๖ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน จากที่ คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อจํานวน ๓ คน

ข้อที่ ๗ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้จากที่ คณะกรรมการสรรหาเสนอ จํานวน ๙ คน

ข้อที่ ๘ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้จากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อ จํานวน ๗ คน

ข้อที่ ๙ ให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติจากที่คณะกรรมการสรรหาพิจารณาแล้วเสนอรายชื่อ จํานวน ๗ คน

ข้อที่ ๑๐ หน้าที่ตามกฎหมายอื่น พิจารณาคัดเลือก กสทช. จํานวน ๑๑ คน จากที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ ๒๒ คน แล้วก็คัดเลือกกรรมการติดตามและประเมินผล การปฏิบัติงานของ กสทช. จํานวน ๕ คนจากที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ ๑๐ คน ตาม พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

อันนี้เป็นหน้าที่ที่เห็นชอบแล้วก็คัดเลือก แต่ ส.ว. ยังมีบทบาท อํานาจ ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยการเข้าชื่อเสนอให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ วินิจฉัยพฤติกรรมของสมาชิกและพรรคที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและอํานาจถอดถอน และให้พ้นจากตําแหน่ง ควบคุมการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็ถอดถอน บุคคลให้ออกจากตําแหน่งดังมีตําแหน่งต่อไปนี้ครับ ท่านประธาน นายกรัฐมนตรี ส.ว. ก็ถอดถอนได้ รัฐมนตรีก็ถอดถอนได้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือท่าน ส.ส. ทั้งหลาย ก็ถอดถอนได้ แล้วก็ถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันเอง ถอดถอนประธานศาลฎีกา ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ประธานปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ท่านผู้พิพากษาทุกคน ตุลาการ พนักงานอัยการหรือผู้ดํารงตําแหน่งระดับสูงผู้ใดที่มีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติส่อไปในทาง ทุจริตต่อหน้าที่ต่อตําแหน่ง ส่อว่าจงใจใช้อํานาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันนี้ก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗๐ และมีหน้าที่ให้ ป.ป.ช. พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๘ ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ของ ส.ว. มีล้นฟ้า การแต่งตั้งอาจจะแค่เห็นชอบหรือว่า แต่งตั้งในสัดส่วนครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการสรรหามา แต่ท่านอย่าประมาทนะครับ เพราะว่าการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระเพียงคนเดียว คนเดียวมันก็ทําให้ประเทศไทย วุ่นวายมาได้ทุกวันนี้ แต่คนเดียวในคณะกรรมการองค์กรอิสระมันก็เกิดขึ้นมาได้ แล้วก็ เรื่องของการถอดถอน ท่านประธานครับ ท่านประธานอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้มานานเกือบ ๖ ปี ท่านประธานก็เห็นได้ชัดเจนว่า ส.ว. ไม่มีน้ํายา ถอดถอนใครไม่ได้ แต่ท่านอย่าประมาทครับ ถ้าหากว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญร่างฉบับนี้แก้ไขได้ แล้วก็ถ้าหากว่าเกิด ส.ว. เป็นพวกเดียวกับ ส.ส. มันเกิดขึ้นมาได้ครับท่านประธาน แล้วตรงนั้นคือสิ่งที่น่ากลัว เพราะฉะนั้นผมเห็นว่า ในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เรานิ่งเฉยไม่ได้ ในส่วนกรณีที่ทางคณะกรรมการเสียงข้างมากมีการ แก้ไข เอาเฉพาะที่ผ่านวาระที่หนึ่ง ของการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ร่างที่ผ่าน ครม. มานี้มีการแก้เล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและเหตุผลในร่างมาตรา ๑๑๕ ใน (๖) และ (๗) อันนี้ผมรับได้ แต่ในมาตราที่เหลือ ผมเห็นว่ามันเป็นมาตราที่เป็นปัญหา แล้วก็ขัดต่อ หลักการตามที่ผมพูดไปแล้ว แล้วก็ผมคิดว่าในกรณีนี้คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านไม่ได้ คํานึงถึงปัญหาในอดีตและไม่ได้คํานึงถึงที่มาที่ไปของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งต้องการแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องสภาทาส ปัญหาเรื่องสภาผัวเมีย แล้วก็ผ่านทั้งการทําประชาพิจารณ์ ผ่านทั้งการทําประชามติ แล้วท่านก็กลับมาแก้ไขให้ ส.ส. และเครือข่ายลงสมัคร ส.ว. ได้โดย ไม่ได้ต้องเว้นวรรค ๕ ปี ตรงนี้ผมคิดว่าท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านต้องทบทวน แล้วก็ในกรณีนี้ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนิดหนึ่งว่า ในการเลือกตั้ง ส.ว. ปี ๒๕๔๙ ท่านประธานทราบไหมครับ ทําไมเขาถึงเรียกว่า สภาผัวเมีย ในวุฒิสภา ปี ๒๕๔๙ ยังไม่ได้ ทําหน้าที่เลย ท่านทราบไหมครับท่านประธาน มีผัวเมียอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อยู่ทั้งหมด ๑๗ คู่ ถ้าหากว่ารวมเครือญาติด้วยทั้งสองสภานี้จะมีอยู่ทั้งหมด ๒๔ คู่ รวมแล้วมีเครือข่าย นักการเมืองอยู่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์นะครับ และอันนี้ก็คือรัฐธรรมนูญที่ยังไม่ได้แก้ไข ที่แก้ไขแล้ว ก็เป็น ส.ว. ในชุดนี้ ซึ่งมีผมรวมอยู่ด้วย แล้วก็มีเพื่อน ส.ว. เลือกตั้ง ความคิดเห็นมันแตกต่างกัน แต่ว่าพวกเราก็ตั้งใจทํางาน อาจจะมีการขัดแย้งกันบ้าง แต่แม้กระทั่งกับท่านประธานเอง ก็มีการขัดแย้งกับผมด้วย แต่ว่าเราก็ตั้งใจทํางานครับท่านประธาน เราต้องการให้งาน มันออกมาดี เราต้องการให้ประโยชน์มันเกิดขึ้นกับประเทศชาติ แต่กรรมาธิการเสียงข้างมาก กําลังจะแก้ไขให้กลับไปเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และแย่ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เพราะไม่มีการเว้นวรรคเลย เดิม ส.ว. ๒ ปี ส.ส. ๑ ปี กรณีอย่างนี้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างไร ผมไม่เข้าใจนะครับ เพราะว่าในกรณีที่มันมีสภาที่มีการยึดโยงเรื่องของเครือข่าย นักการเมืองอยู่ในสภานี้ มันกําลังจะบ่งบอกว่าสภานี้จะไม่อิสระ เพราะว่า ส.ว. เมื่อเข้ามา คนเดียว เป็นคู่เดียว เข้ามานี้เขาก็จะมีการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ส.ว. ด้วยกัน การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อน ส.ว. นี้มันเป็นวัฒนธรรมของชาติ เกรงใจกัน เอาละ ไม่พูด ถึงเรื่องเงินทองก็แล้วกัน เอาเฉพาะความเกรงใจกัน ตรงนี้มันก็ไม่ได้เป็นอิสระอย่างที่ควรจะ เป็นแล้ว เพราะว่าผู้ที่เป็นเครือข่าย ผู้ที่เป็นครอบครัวเขามันอยู่ในกลุ่มเดียวกัน มันอยู่ใน นักการเมืองเดียวกัน แล้วก็ถ้าหากว่าเป็นในลักษณะร่างที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเสนอมานี้ พรรคไหนกุมเสียงข้างมากของ ส.ส. ได้ ก็กุมเสียงข้างมากของ ส.ว. ได้ เพราะท่านใช้ฐาน การเลือกตั้งมาจากที่เดียวกัน ท่านใช้ฐานการเลือกตั้งมาจากแหล่งเดียวกันนะครับ ท่านประธาน ท่านทราบไหมครับว่าการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทําไมเขาถึงให้เว้นวรรค ๕ ปี แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากกําลังจะแก้ให้เป็นไม่ต้องเว้นวรรค สมัครพรุ่งนี้ วันนี้ ก็ลาออกมีผลใช้ได้เลย ท่านทราบไหมครับว่าทําไมเขาถึงให้เว้นวรรค ๕ ปี เขาต้องการให้ ถอยห่างทางการเมือง ต้องการให้การยึดโยงทางการเมืองให้มันจางลงไป แล้วเขาคิดว่า ระยะเวลา ๕ ปี เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมทิ้งช่วงระยะเวลาให้สังคมได้ตัดขาด ไม่มีส่วน เกี่ยวข้องกันแล้วจึงสมัครได้ แต่ว่าในความคิดเห็นส่วนตัวผมนี้ ผมมีประสบการณ์ว่า ๕ ปี มันไม่พอหรอก จะให้ดีสัก ๑๐ ปีก็แล้วกัน แต่ว่าท่านประธานกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก คิดได้อย่างไร ๕ ปีมันไม่ดี มันเป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองแล้วทั้งหมด ก็ควรจะตัด ออกไปเลย ให้สิทธิเขาเลย ท่านคิดได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจตรงนี้นะครับ เพราะถ้าหากว่า ท่านแก้ไขแล้วตรงนี้ ฐานเสียงเอย ฐานคะแนนเอย หัวคะแนนจากฐานของ ส.ส. ของ พรรคการเมืองนั้น ก็จะเข้ามาเป็นฐานของ ส.ว. เพราะว่าเขตการเลือกตั้งมันทับซ้อนกับ การเลือกตั้งของ ส.ส. สุดท้ายเราก็จะได้พรรคพวกของ ส.ส. รัฐมนตรี นักการเมืองในปัจจุบัน เข้ามาเป็น ส.ว. ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง นําไปสู่ การกินรวบอํานาจเบ็ดเสร็จ ในอํานาจที่เรามี ๓ ฝ่าย มี ๓ อํานาจ ก็คือ อํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร และอํานาจตุลาการ อํานาจทั้ง ๓ นี้จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล หรือ เช็ก แอนด์ บาลานซ์ แต่ว่าที่เป็นอยู่นี้ก็คือ อํานาจบริหารมันไม่ได้จากเสียงข้างมากของ ฝ่ายนิติบัญญัติ มุ้งต่าง ๆ ก็มารวมกับเสียงข้างมาก ก็ไปเป็นฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้น ก็จะเหลือโดดเดี่ยว อํานาจตุลาการ ถ้าหากว่าท่านไปรวบอํานาจของตุลาการ เพราะ ส.ว. เลือกตั้งที่จะมาใหม่ไม่มีอิสระนะครับ กดปุ่มได้ ไปเลือกคนที่ไม่ควรจะเป็น กรรมการใน องค์อิสระหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือถอดถอนคนที่ไม่ควรจะถูกถอดถอน เพราะฉะนั้น ความเป็นอิสระตรงนี้หายไป ปัญหาก็คือว่าอํานาจตุลาการที่คอยคานอํานาจฝ่ายบริหารนี้ ก็ต้องหมดสิ้นลง ตรงนี้ผมคิดว่าประเทศชาติก็มีปัญหา ปัญหาอะไรครับท่านประธาน ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน การกินรวบอํานาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รวบอํานาจทั้ง ๓ อํานาจ มันทําให้ไม่มีคนตรวจสอบ นําไปสู่การคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะสเกล (Scale) ใหญ่มากมาย ขนาดไหนก็ตาม ท่านประธานครับ การจัดอันดับดัชนีภาพลักษณะคอร์รัปชันขององค์กร ความโปร่งใสสากล ไทยได้คะแนนเพียง ๓๗ คะแนน จาก ๑๐๐ คะแนน ในปี ๒๕๕๕ ถดถอยจากลําดับที่ ๘๐ ไปเป็นลําดับที่ ๘๘ แล้วก็เมื่อมีการสํารวจในระหว่างเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๕ ถึงเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ จากกลุ่มตัวอย่าง ๑,๐๐๐ คนในประเทศไทย โดยองค์กรความโปร่งใส ไม่ใช่องค์กรที่จัดทําโพลล์ (Poll) ต่าง ๆ นะครับ เพราะพวกนั้น มันเชื่อถือไม่ได้ แต่ทีนี้องค์กรที่เขาสํารวจทั่วโลกภายใต้กรอบกฎเกณฑ์ ระเบียบเดียวกัน พบว่าร้อยละ ๖๖ มองว่าทุจริตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ร้อยละ ๒๕ มองว่าเท่าเดิม ท่านประธานครับ ตัวเลข ผมเอามาในสถานการณ์ปัจจุบัน ผมเอามาในสถานการณ์ที่ ส.ว. เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่แก้ไขแล้ว ผมยังให้เครดิต (Credit) ว่า ส.ว. ชุดนี้ ซึ่งรวมทั้งสรรหาและเลือกตั้ง เป็น ส.ว. ที่ดี เพราะมาตามรัฐธรรมนูญ ไม่ห่างกับการยึดโยงทางการเมืองตั้ง ๕ ปี แล้วยังมี ดัชนีคอร์รัปชันมากขนาดนี้ ลําดับการคอร์รัปชันถดถอย หมายถึงประเทศไทยมีคอร์รัปชัน มากมาย ประชาชนร้อยละ ๖๖ เชื่อว่าคอร์รัปชันเพิ่มขึ้น ในขณะที่พวกเราเป็น ส.ว. มา ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วท่านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปแย่กว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วจะให้ผมมาคิดว่าคอร์รัปชันในอนาคตมันจะเป็นอย่างไร ณ วันนี้ท่านประธาน ทราบไหมครับ ผมได้ยินคําพูดกรอกหู เข้าหูตลอดเวลาว่านักการเมืองหรือข้าราชการก็เถอะ ชักเปอร์เซ็นต์ร้อยละ ๓๕ ร้อยละ ๔๐ ร้อยละ ๔๕ ท่านประธานครับ ผมสงสารประเทศไทย ผมอยากจะร้องไห้ ประเทศเราเป็นอย่างนี้แล้วครับ งบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท มันจะไปถึงประชาชนเท่าไร แล้วเราเพิ่งผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีไป แต่ว่าถ้าหากว่าท่านประธานและท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากท่านยังยืนยัน ผมเป็นห่วงนะครับท่านประธาน ผมเป็นห่วงว่าคอร์รัปชันของประเทศชาติมันจะใหญ่ มันจะมากขึ้น จนรัฐบาลไม่มีเงินไปบริหารราชการแผ่นดิน โปรดเถอะครับ ผมขอไหว้ละครับ ท่านประธานกับทางกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านแก้ไขเถอะครับ แล้วถ้าจะให้ดีท่านแก้ไข หลาย ๆ มาตราทั้งภาพรวม คือไม่ใช่เฉพาะมาตรานี้หรอกนะครับ ท่านถอยเถอะครับ แต่ถอยหลาย ๆ มาตราที่มันเกี่ยวโยงกัน แต่ถ้าจะเอามาจาก ส.ว. เลือกตั้งตามเจตนารมณ์ เดิมผมก็ไม่ว่า เพราะว่ามันผ่านหลักการและเหตุผลมาแล้ว แต่ถ้าล้มไปด้วย ได้ด้วยก็ยิ่งดี แต่ท่านถอยในเรื่องของการยึดโยงการเกาะเกี่ยวทางการเมือง ที่ให้ ส.ว. มีความเป็นอิสระ สามารถคัดสรรกรรมการในองค์กรอิสระ กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ โดยความอิสระ โดยความเที่ยงธรรม ได้คนดีเข้ามาอยู่ในองค์กรอิสระ เพื่อจะได้ไปทําหน้าที่ของตุลาการ ตัดสิน พิพากษา ลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ผมขอไหว้วอนท่านอีกสักครั้งหนึ่งครับ ท่านช่วยทบทวนด้วย เพื่อประเทศชาติ ขอบคุณครับ