สุเทพ เทือกสุบรรณ อภิปรายเรื่องการแปรญัตติรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๕ และการยกเลิกข้อห้ามสำหรับผู้ที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก และวิพากษ์วิจารณ์กรรมาธิการที่แก้ไขมาตรา 212 ของรัฐธรรมนูญว่าไม่บริสุทธิ์ใจ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้แปรญัตติข้อความ ในมาตรา ๕ คือไปแปรญัตติ มาตรา ๑๑๕ ปรากฏอยู่ในรายละเอียดตามรายงานของ คณะกรรมาธิการของรัฐสภา หน้า ๘๖ หน้า ๘๗ และเมื่อได้ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการแล้ว กรรมาธิการก็ไม่เห็นด้วยในคําขอแปรญัตติของกระผม กระผมจึงได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ จึงมีสิทธิที่จะได้อภิปรายตามข้อบังคับทุกประการ ที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติเอาไว้ เพราะว่าผมไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมนี้เป็นเบื้องต้น และไม่เห็นด้วย มากขึ้นเมื่อได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาแล้วก็นําเสนอต่อรัฐสภา ในมาตรา ๕ นี้ ที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมดูรายละเอียด ดูรายงานของคณะกรรมาธิการแล้ว ผมเห็นว่าคณะกรรมาธิการไม่ได้ใช้วิจารณญาณที่เหมาะสม ที่มีเหตุผลในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วทําให้ผมเกิดความสงสัยในความบริสุทธิ์ใจของ คณะกรรมาธิการที่มีต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อระบอบการปกครองของบ้านเมือง ทําให้ผม เกิดความสงสัยว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่ได้มี เจตนาที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมของประเทศชาติของบ้านเมือง แต่มี เจตนาแอบแฝงที่จะกระทําการเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัด ที่ผมมีความคิดมีความสงสัยอย่างนี้ จึงทําให้ ผมไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และผมจะขออนุญาตซักซ้อมกับ ท่านประธานเพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุที่ท่านประธานจะได้เอามาตรา ๔๔ มาจัดการกับผมอีกหรือ อาข้อบังคับ ข้อ ๔๔ มาจัดการผมอีก ผมจะอภิปรายอยู่ในกรอบและขอให้ท่านประธาน ได้ตั้งใจฟัง กรอบที่ผมจะอภิปราย ผมจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการทํานี้ไปทําอะไรมา และมันเสียหายอย่างไร ผมจะชี้แจงให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นว่าการที่คณะกรรมาธิการ ไปดําเนินการมาอย่างนั้นมันผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างไร ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างไร และจะผิดกฎหมายอื่นอย่างไร ผมขอสงวนสิทธิที่จะได้อภิปรายในประเด็นที่เป็น เหตุผลเหล่านี้ ท่านประธานครับ ที่กระผมไม่เห็นด้วยกับการทํางานของคณะกรรมาธิการ เพราะคณะกรรมาธิการไปยกเลิกข้อความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๕๐ ในส่วนที่เป็นเรื่องสําคัญ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาตรา ๑๑๕ ได้มีบทบัญญัติ กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือได้รับการเสนอชื่อเพื่อให้ได้รับการ สรรหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็จะไม่พูดในรายละเอียดของคุณสมบัติ แต่ผมพูดในส่วนที่เป็น ข้อห้าม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กําหนดลักษณะต้องห้ามของคนที่จะมาสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภาเอาไว้อย่างมีนัยสําคัญ โดยกําหนดเอาไว้ใน (๕) (๖) (๗) (๙) นั่นคือส่วนที่ เป็นปัญหาระหว่างผมกับคณะกรรมาธิการ ในมาตรา ๑๑๕ (๕) รัฐธรรมนูญได้ห้ามเอาไว้ครับ ว่าไม่ให้ผู้ที่เป็นบุพการี เป็นคู่สมรส เป็นบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิก ข้อห้ามข้อนี้ชัดเจน ไม่มีข้อต่อรอง ไม่มีข้อผ่อนผัน ห้ามเด็ดขาด แต่ว่าคณะกรรมาธิการก็ไปยกเลิกข้อห้ามข้อนี้เสีย ซึ่งเดี๋ยวผมจะพูด ในรายละเอียด ใน (๖) รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้กําหนดข้อห้ามว่า คนที่เป็นสมาชิก พรรคการเมือง เป็นผู้ที่มีตําแหน่งในพรรคการเมืองไม่ให้มาสมัครเป็นวุฒิสมาชิก แต่ข้อห้ามนี้มีข้อต่อรองมีเงื่อนไข มีเงื่อนไขผ่อนปรนว่าถ้าลาออกจากสมาชิกพรรคการเมืองแล้ว หรือลาออกจากตําแหน่งในพรรคการเมืองแล้วเกิน ๕ ปี ก็ให้สมัครได้ ไม่เหมือนกับคนที่ เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของ ส.ส. ไม่ได้เด็ดขาด ใน (๙) เขาห้ามคนที่เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นที่จะลงสมัคร ส.ว. ลาออกวันนี้จะไปสมัครพรุ่งนี้ เขาไม่ให้สมัคร ต้องพ้นตําแหน่งแล้ว ๕ ปี เขาถึงจะให้สมัครที่สําคัญก็คือว่าข้อห้าม ใน (๗) ของมาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ห้ามไม่ให้ผู้แทนราษฎรหรือคนที่เคย เป็นผู้แทนราษฎร แล้วก็พ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี ห้ามไม่ให้ลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ แต่กรรมาธิการชุดนี้แก้หมดเลยครับ เอาออกหมดเลย (๕) ที่ห้ามบุพการี คู่สมรส หรือบุตรนั้นท่านยกเลิกหมดทั้งวงเล็บเลยทั้งข้อเลย เอาเป็นว่าต่อไปนี้ใครเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นบุตรของ ส.ส. ลงสมัคร ส.ว. ได้ทุกคน รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันเขาตัดสิทธิเอาไว้ครับ ตัดสิทธิ ส.ส. ตัดสิทธิพ่อแม่ ส.ส. ลูกเมีย ส.ส. สามี ส.ส. แต่กรรมาธิการชุดนี้ไปแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สิทธิกับ ส.ส. ให้สิทธิกับพ่อกับแม่กับลูกกับเมีย ของ ส.ส.
ประการต่อไป ใน (๖) ท่านแก้ไม่หมดท่านทิ้งเอาไว้ เพียงแต่ว่าห้ามไม่ให้ สมาชิกผู้ดํารงตําแหน่งของพรรคการเมืองลงสมัคร ที่จริงไม่ใช่ครับ การคงไว้อย่างนี้หรือท่าน แก้เพียงให้เหลือแค่นี้มันไม่มีผลในทางปฏิบัติเลย เพราะคนเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็สามารถลาออกวันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ อันนี้ผมไม่สามารถมอง เป็นอย่างอื่นได้นอกจากว่าท่านมีเล่ห์เหลี่ยม มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วทําแบบไม่กล้าหาญ ด้วย ถ้าคงไว้แค่ครึ่งบรรทัดอย่างนี้เอาออกมันไปทั้งวงเล็บจะดีกว่า ใน (๗) นี้ ท่านก็ห้ามไว้ อย่างเดียวว่าไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงสมัคร ส.ว. อันนี้ก็เหมือนกันห้ามไว้แค่นี้ ไม่ต้องห้ามดีกว่า คงไม่มี ส.ส. คนไหนละครับที่จะไปสมัคร ส.ว. มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องห้ามและก็ไม่จําเป็นต้องเขียนให้เปลืองกระดาษ มีคนบ้าไม่กี่คนที่ลาออกจาก ส.ส. แล้วไปสมัคร ส.ว. ผมคิดว่าอย่างนั้น แต่อาจจะมี แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องเขียนไว้ครับ ปล่อยเลยดีกว่า แต่นี่เขียนไว้ตั้งใจ ตั้งใจเพื่อที่จะไปบริหารจัดการว่าในแต่ละจังหวัดนั้น จะเอาใครลง ส.ว. จะเอาใครลง ส.ส. หรือแม้แต่ว่าคนที่เลือก ส.ส. สอบตกแล้วก็จะได้เอาไป เป็น ส.ว. มันมีวิธีปฏิบัติมันมีวิธีจัดการ ส่วนใน (๙) ท่านไปเขียนเอาไว้แค่เพียงแต่ว่า ต้องไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นการแก้ที่เป็นนัยสําคัญ เพราะของเดิม ถ้าคนเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ที่มีตําแหน่งทางการเมือง ถ้าพ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๕ ปี เขาไม่ให้สมัคร แต่ที่ท่านคงไว้อย่างนี้ก็หมายความว่า คนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่วันนี้ ไม่ให้ไปสมัครเป็น ส.ว. ผมถึงอยากจะเรียนกับประธานว่า ผมเห็นว่ากรรมาธิการนี้ ไม่บริสุทธิ์ใจ ไม่ทํางานตรงไปตรงมา และมีผลประโยชน์แอบแฝง ผมกราบเรียนว่า ในเรื่องที่กรรมาธิการแก้มานี้ ผมรับไม่ได้ ด้วยความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงบ้านเป็นห่วงเมือง เพราะผมเห็นว่าสิ่งที่กรรมาธิการแก้มาทั้งหมดนั้นมันเป็นการเปิดช่องทางให้พรรคการเมือง สามารถที่จะมาครอบงํารัฐสภาได้ พรรคการเมืองสามารถเข้ามามีเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าพรรคการเมืองเข้าไปควบคุมเสียงข้างมาก ในวุฒิสภาด้วย ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว เป็นเรื่องเสียหายกับบ้านเมืองแล้ว เพราะเมื่อไรที่มี พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเข้าไปครอบงําได้ทั้งสองสภา นั่นก็หมายความว่า องค์กรทั้งหลายตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถทําหน้าที่ ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะมีการแทรกแซงองค์กรอิสระเหล่านั้น อย่างที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับบ้านเมือง จะไม่มีหนทางที่จะทําให้การเลือกตั้งทั้งหลาย มีความบริสุทธิ์ มีความเที่ยงธรรมได้ เพราะ กกต. ถูกกํากับโดยสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นเสียง ของพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก ไม่มีความหวังที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ขาดบทบัญญัติ ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ต่อไปนี้ ฝ่ายบริหารที่มีเสียงข้างมากในสภาคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ก็สามารถฉ้อโกงคอร์รัปชัน ทุจริตกันได้อย่างเอิกเกริกไม่ต้องเกรงกลัว ป.ป.ช. ต่อไป เพราะ ป.ป.ช. ก็มาจากการแต่งตั้ง ของวุฒิสมาชิก ซึ่งอยู่ในกํากับของพรรคการเมือง ทําไมผมถึงบอกว่าอยู่ในกํากับครับ ก็ถ้าเพราะคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเมีย เป็นสามีของ ส.ส. ไปเป็น ส.ว. มันก็ครอบ กันมาตั้งแต่ในครัวอยู่แล้ว มันกลายเป็นสภาครอบครัวอยู่แล้ว ส.ส. นั่นต้องทําตามที่พรรคสั่ง อยู่แล้ว ส.ส. ก็ไปสั่งลูก สั่งเมีย สั่งพ่อสั่งแม่ ก็จบกันเท่านั้น แล้วถ้าการที่ท่านเปิดโอกาส ให้คนเป็นสมาชิกพรรค คนที่ดํารงตําแหน่งสําคัญ ๆ ในพรรคเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นเลขาธิการพรรค เป็นรองเลขาธิการลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัคร ส.ว. ได้ อันนั้นก็เท่ากับ ส่งตัวแทนของพรรคไปคุมวุฒิสภาชัด ๆ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น เหตุผลอย่างนี้ครับ ผมถึงอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า ยิ่งพูดไปผมยิ่งเห็นเลยว่าในจิตใจที่แท้จริงเบื้องลึก ของท่านนี้มันซ่อนเอาความเลวร้ายเอาไว้ ไม่บริสุทธิ์ใจ มีเป้าหมายชัดเจนที่จะทําให้ การเมืองการปกครองในประเทศนี้ผิดรูปผิดร่าง เสียหาย ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีเจตนาชัดเจนครับที่จะให้ สมาชิกวุฒิสภามีที่มาที่หลากหลาย เพื่อให้การตรวจสอบอํานาจรัฐเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ต้องการให้การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง ทางการเมือง เขาถึงได้กําหนดไว้ว่าต้องให้มา ๒ ทาง มาเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากสรรหา ครึ่งหนึ่ง เพราะเขากลัวว่าถ้ามาจากเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวกลุ่มบุคคลเหล่านี้จะถูก แทรกแซงโดยพรรคการเมืองแล้วคนดีก็จะไม่มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมไม่ย้อนกลับไปแล้วตรงนั้น แต่ว่าผมต้องการชี้ให้ท่านประธานเห็นว่า แม้แต่เจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญใครอ่านรัฐธรรมนูญก็ต้องเห็นชัดว่า ต้องการให้วุฒิสภาเป็นกลาง ต้องการให้ วุฒิสมาชิกไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ไม่ต้องการให้คนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือคนที่เป็นผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองเข้ามาอยู่ในวุฒิสภา แต่ท่านจงใจเลย แก้ไข รัฐธรรมนูญตรงนี้ เขียนบทบัญญัติอย่างนี้เอาไว้ จงใจให้สมาชิกพรรคการเมือง ให้ผู้มี ตําแหน่งมีอิทธิพลในพรรคการเมืองเข้าไปครอบคลุมวุฒิสภา เวลาเรื่องรัฐธรรมนูญ ท่านมักจะพูดกันบ่อย ๆ ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เป็นประชาธิปไตย สู้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่ได้ ท่านไปเปิดดูสิครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านว่าวิเศษนัก เขาก็ห้ามเอาไว้ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๑๑๖ เขาบอกเลยว่า บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิ ลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสมาชิกก็คือคนที่เป็นสมาชิกหรือผู้ที่ดํารงตําแหน่งอื่นในพรรคการเมือง เขาห้าม ส.ส. ห้ามคนที่เคยเป็น ส.ส. แล้วยังพ้นตําแหน่งมาไม่เกิน ๑ ปี ลงสมัครวุฒิสมาชิก นี่ผมต้องเอารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาพูดให้ท่านฟังเพราะท่านมักจะยกย่องแล้วท่านก็บอก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ดีกว่านั้น แต่เอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญ ที่ท่านว่าดีกว่าท่านก็ไม่สนใจหรอก เพราะว่าไม่ตรงกับประโยชน์ที่พวกท่านต้องการ ท่านเลือก หยิบเอาเฉพาะสิ่งที่ท่านได้อย่างที่ท่านต้องการแล้วเอามาเชิดชูว่าดี ถ้าตรงไหนไม่ตรงใจ ไม่ตรงท่านต้องการท่านไม่เอา ท่านประธานครับ การกระทําของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างที่ผมกราบเรียนแล้วชัดเจน ร้ายไปกว่านั้นครับ การกระทํา ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะต้องบอกว่า ท่านทําผิด กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ นี้กําหนดไว้ชัดว่า การปฏิบัติ หน้าที่ของรัฐสภาจะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านไปดูเรื่องหลักนิติธรรมเถอะครับ มันจะต้องเป็นหลักที่มีเหตุผลอธิบายได้ แล้วก็อยู่ในขอบเขตอํานาจที่เขาให้ท่านทําและ ชอบด้วยกฎหมาย ท่านมีอํานาจอะไรที่จะไปเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญเสียใหม่เพื่อพ่อท่าน เพื่อแม่ท่าน เพื่อลูกเมียของท่าน เพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองที่ท่านสังกัดหรือ เพื่อประโยชน์ของตัวท่านเอง การกระทําอย่างนี้ พฤติกรรมอย่างนี้ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ในทัศนะของผม ผมอยากเรียนกับท่านประธานครับว่า อยู่ในสภามาหลายปีผมยังไม่เคยเห็น คณะกรรมาธิการชุดไหนที่ทํางานโดยไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีสํานึกอย่างที่ชุดนี้เขาทํา ถ้าจะพูดอย่างชาวบ้านก็เรียกว่า ถ้าพูดให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ก็คือว่าราคายางพารามันตกต่ําครับ ยางอายไม่มีครับ ถ้าคนมียางอายจะต้อง ไม่ไปทํากฎหมายพิเศษเพื่อให้สิทธิกับพ่อ แม่ ลูก เมีย ตัวเอง ไม่ไปให้สิทธิกับตัวเอง ให้สิทธิ ในสิ่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดว่าไม่มีสิทธิ แล้วทําเพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ มันต้องถูกประณาม ไม่ใช่ พูดกันด้วยเหตุผลธรรมดา ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจ ท่านประธานที่เคารพ ไม่ว่าจะการให้สิทธิกับพ่อแม่ การให้สิทธิกับพรรคการเมืองของตัวเอง หรือการสิทธิกับตัวเอง และการให้สิทธิกับพวกพ้องของตัวเองที่เป็นรัฐมนตรีผิดทั้งนั้นละครับ ผิดศีลธรรม ผิดคุณธรรม ผิดกฎหมาย แล้วไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านทั้งหลาย ไม่เข้าใจหรอกครับ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน อ้ายนี่ละครับ คือผลประโยชน์ทับซ้อนของจริง สังคมโลกได้ยินอย่างนี้ก็ต้องประณามครับ ผมไปดูหลายเรื่องในภาคเอกชนนะครับ เอาว่า คนที่จะไปทํางานแบงก์ (Bank) ทํางานธนาคาร ถ้าเคยเป็นผู้บริหารของธนาคารกลาง หรือแบงก์ชาติมาเขาก็มีข้อห้าม ไม่เกิน ๓ ปีไปทํางานแบงก์เอกชนไม่ได้ออกจากแบงก์ชาติ คนที่เป็นคณะกรรมการควบคุมกิจการประกันภัย ลาออกจากราชการไปแล้วจะไปทํางาน บริษัทประกันภัยทันทีเขาก็ไม่ให้ มีแต่สภาที่น่าละอายแห่งนี้ละครับ ลาออกจาก ส.ส. วันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัคร ส.ว. ได้ ลาออกจากตําแหน่งในพรรคการเมืองวันนี้ พรุ่งนี้ไปสมัคร ส.ว. ได้ ผมถึงบอกว่าพฤติกรรมอย่างนี้เป็นพฤติกรรมที่ใครก็รับไม่ได้ พฤติกรรมอย่างนี้เป็นพฤติกรรม ที่ควรจะได้รับการตําหนิติเตียนจากสังคมจากประชาชน มีสมาชิกชอบมาพูดบอกว่า มีกระบวนการที่จะต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือว่าต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทํากันอยู่ ในขณะนี้ ผมไม่ทราบหรอกครับว่ากระบวนการมีใครบ้าง แต่ผมเรียนกับท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ประกาศตัวจะต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะ ที่ทําเพื่อลูกเมียตัวเอง พ่อแม่ตัวเอง ครอบครัวตัวเอง ทําเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ทําเพื่อ พรรคตัวเอง ทําแล้วให้ชาติเสียหาย ให้บ้านเมืองเสียหาย มีผลต่อการปกครองบ้านเมือง การตรวจสอบขององค์กรอิสระชํารุดทรุดโทรมถูกครอบงํา ผมจะต่อต้าน และผมเห็นว่า เป็นภารกิจที่คนไทยทุกคนจะต้องร่วมมือกันต่อต้านรัฐธรรมนูญที่ท่านกําลังแก้ไขกันอยู่นี้ด้วย เพราะอะไรครับ เพราะสมาชิกวุฒิสภาทุกคนได้กล่าวคําปฏิญาณเอาไว้ก่อนที่จะเข้ามาทํา หน้าที่เป็นสมาชิกรัฐสภา มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๓ เราทุกคนได้ปฏิญาณ เอาไว้ว่าเราจะรักษารัฐธรรมนูญ เราจะปกป้องรัฐธรรมนูญ เราจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยนี้ทุกประการ ปฏิญาณไว้แล้ว ท่านก็ปฏิญาณเหมือนผม ท่านปฏิญาณ แล้วท่านไม่ทํา ผมปฏิญาณแล้วผมจะทํา ท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหลาย ก็เช่นเดียวกัน เขามีสิทธิที่จะต่อต้านท่าน เขามีสิทธิที่จะลุกขึ้นปกป้องรัฐธรรมนูญที่พวกท่าน กําลังจะทําปู้ยี่ปู้ยําอยู่ในขณะนี้ ท่านไปดูมาตรา ๖๙ เถอะครับ สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เป็นสิทธิของชาวไทยทุกคน ในเมื่อท่านทั้งหลายกําลังกระทําการที่จะทําให้รัฐธรรมนูญ บิดเบี้ยว ผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ แล้วจะทําให้บ้านเมือง เกิดความวิบัติเสียหาย นําไปสู่แนวทางของการกระทําที่เรียกกันว่าเผด็จการรัฐสภานั้น ผมและพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะต่อต้านและต่อสู้กับท่าน ทุกวิถีทาง เป็นอย่างไรเป็นกัน แต่ว่าไม่ยอมให้พวกท่านได้มาทําร้ายประเทศไทยของเรา อย่างสะดวกง่ายดายและเดินเชิดหน้าชูตาแล้วมาชี้หน้าประณามพวกผมหรอก ผมนั่นล่ะ ที่จะพูดกับท่าน ประณามท่านว่าสิ่งที่ท่านทํานั้นสิ้นคิด แล้วก็ไม่มีความรับผิดชอบต่อ ประเทศชาติและประชาชน ผมจึงคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอต่อสภาในวันนี้และจะคัดค้านต่อไปครับ