ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่สมาชิกวุฒิสภามีคุณสมบัติเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจจะกระทบต่อระบบการเมืองและดุลยภาพทางการเมือง นอกจากนี้ เขายังแนะนำมาตรการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน 5 ประการ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ เข้าประเด็นครับว่า ผมได้แปรญัตติและขอสงวนความเห็น ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการ เสียงข้างมาก เริ่มตั้งแต่ (๕) คือผมสงวนความเห็นว่า การเป็นวุฒิสมาชิกต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทาง การเมือง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดวงเล็บนี้ไปครับ คือให้มีสภาผัวเมียได้ ผมได้สงวน ความเห็น ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคย ดํารงตําแหน่ง และพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือการดํารงตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมือง มาแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ก็คือว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากไปตัด เงื่อนไขเรื่องเวลาออก ก็คือเป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ลาออกวันนั้น สมัครวันนั้นได้เลย ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วไม่เกิน ๒ ปี คือเดิม ๕ ปี ผมขอเพียง ๒ ปี คืออย่างน้อยก็พ้นวาระสมัยหนึ่ง นับถึงวันรับสมัคร เพราะต้องการที่จะให้วุฒิสมาชิก เป็นกลางครับท่านประธาน ไม่เข้าเกี่ยวข้องทางการเมืองครับ และไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ คือการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธาน เพราะต้องการที่จะให้วุฒิสมาชิกมีคุณสมบัติพิเศษ และ (๙) ไม่เป็นรัฐมนตรี หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่นซึ่งมิใช่วุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือเคยเป็นรัฐมนตรี หรือดํารงตําแหน่งทางการเมือง ซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา ท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น แต่พ้นจากตําแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน ๒ ปี เพื่อไม่ให้เกิด ในเรื่องของผลประโยชน์ขัดกันครับ ผมได้แปรญัตติไว้ทั้ง ๕ วงเล็บนี้ ผมจึงได้ให้เหตุผลกับ ท่านประธานก็เนื่องจากว่า ปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมามีการครอบงําวุฒิสภา จนท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ได้เคยพูดในสภาแห่งนี้ว่ามีการจ่ายเงินจ่ายทองกัน และปัจจุบันนี้ท่านก็ยังอยู่ในสภาแห่งนี้ ผมขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน เพราะไม่เสียหาย เมื่อมีการครอบงําวุฒิสภาก็นําไปสู่การเข้าไปครอบงําองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และนําไปสู่การฟ้องร้อง กกต. ยุคนั้น แล้วก็ในท้ายที่สุด ก็ถูกศาล ตัดสินนะครับ หรือแม้แต่องค์กรอื่น ๆ ที่เข้าไปครอบงําในองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอํานาจ ที่สําคัญที่เกี่ยวข้องกับวุฒิสภาโดยตรง นั่นคือในท้ายที่สุดนําไปสู่การรวบอํานาจ และเป็น ที่มาของปัญหาทางการเมืองนะครับ นั่นคือคราวนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีข้อกล่าวหา ว่าครอบงําวุฒิสมาชิก โดยใช้ทุนแบบสามานย์ แต่วันนี้ผมจะตั้งข้อกล่าวหาในสภาแห่งนี้ครับ ท่านประธานครับ ว่ากําลังมีกระบวนการที่จะครอบงําวุฒิสมาชิก โดยใช้อํานาจทางการเมือง ทําไมผมตั้งข้อกล่าวหาแบบนี้ ก็เพราะว่าการดําเนินการในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในเรื่องที่มาของวุฒิสมาชิก มีวาระซ่อนเร้นอ้างความเป็นประชาธิปไตยว่า เป็นเพียงการเลือกตั้งเท่านั้น แต่การเป็นประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปไตยที่ต้องปกครอง ด้วยกฎหมาย คือระบบนิติรัฐ และระบบนิติธรรม คือการปกครองที่จะต้องคํานึงถึงสิทธิ ขั้นพื้นฐานของพี่น้องประชาชน คือการปกครองที่จะต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล มีดุลยภาพในทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ นี่จึงเป็นที่มาว่า ถ้ามีการแก้ไขให้มีสภาผัว สภาเมีย ให้สมาชิกพรรคการเมืองลงได้ ให้นักการเมืองลงได้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้มีประโยชน์ได้เสียลงได้ ในมาตรา ๕ นี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่สําคัญที่จะ นําไปสู่การทําลายดุลยภาพทางการเมืองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บัญญัติ ไว้ว่าการกําหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพ และประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์อิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ผมจึงอยากจะวาดภาพให้ ท่านประธานรัฐสภาและพี่น้องประชาชนได้เห็นว่าทําไมผมจึงเป็นห่วงจินตนาการเอาเอง เหมือนที่ประธานกรรมาธิการได้ตอบตอนที่เพื่อนสมาชิกคนอื่นอภิปรายหรือไม่ ผมก็ต้องมา ทบทวนสิครับท่านประธาน ว่าระบบรัฐสภาในโลกนี้ที่ใช้ระบบ ๒ สภา มีกี่ประเทศ และประเทศใดบ้างที่มาจากการเลือกตั้ง ประเทศใดบ้างที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แล้วผม กราบเรียนกับท่านประธานว่า มีหลายประเทศที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง เขาก็เป็น ประชาธิปไตย เพราะเขาได้วางระบบดุลยภาพในทางการเมืองให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุล แต่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเรานั้นได้กําหนดบทบาท ของวุฒิสภา มีทั้งหมด ๖ ประการใหญ่ ๆ นี่ละครับที่น่าเป็นห่วงท่านประธาน
ประการแรก คือกลั่นกรองกฎหมาย
ประการที่ ๒ คือควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
ประการที่ ๓ ให้ความเห็นชอบในเรื่องสําคัญต่าง ๆ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ได้กําหนดไว้ เช่น การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเหล่านี้เป็นต้น
ประการที่ ๔ ให้พิจารณาบุคคลให้ดํารงตําแหน่ง
ประการที่ ๕ ถอดถอนบุคคลออกจากตําแหน่ง และอํานาจหน้าที่อื่น ๆ
โดยสรุปสั้น ๆ ก็คือว่าสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราไม่ได้แก้ไขในเรื่องอํานาจหน้าที่นั้น นอกจากมีอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว ยังมีอํานาจหน้าที่กึ่งศาล คือมีอํานาจหน้าที่ในการไปพิจารณาให้คนดํารงตําแหน่ง ให้ถอดถอนออกจากตําแหน่งด้วย โดยเฉพาะมีหน้าที่ที่จะไปแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่เป็น องค์กรอิสระที่ได้กําหนดเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านประธานลองนึกภาพดูสิครับว่า ถ้าให้สมาชิกวุฒิสภามีคุณสมบัติเฉกเช่นเดียวกันกับ ส.ส. หรือเป็นนักการเมืองทั่วไปที่มาจาก ฐานพรรคการเมือง การที่จะดําเนินการตามหน้าที่ดังกล่าวนี้เป็นการทําลายดุลยภาพ ในระบบการเมืองหรือไม่อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ว่าเป็นห่วงขึ้นมาเองนะครับ วันนี้ต้องกราบเรียนว่ามีบุคคลไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑ เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๖ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามท่านครับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ร้องที่ ๑ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ร้องที่ ๒ นายคมสัน โพธิ์คง ผู้ร้องที่ ๓ เขาร้องใครครับ เขาก็ร้อง ผู้ร้องที่ ๑ จนถึงผู้ร้องทั้งหมดตามบัญชีแนบท้าย มีทั้งหมดเป็นรายนามตั้งแต่หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค จนถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทย ๒๖๔ คน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญร่างนี้ มีประเด็นสําคัญที่ผมได้ กราบเรียนกับท่านประธานไปแล้ว คือผู้ร้องก็มีความคิดเห็นเหมือนที่ผมเป็นห่วงนี่ละครับ แต่วันนี้ผมยังมีโอกาสที่จะเป็นปากเป็นเสียงท้วงติงแทนพี่น้องประชาชนที่เขาเป็นห่วงตามที่ ผมกล่าวหาเบื้องต้นว่าเป็นปรากฏการณ์ในระบบชั่วร้ายในทางการเมืองที่ผ่านมา ผู้ร้องได้ร้องว่า การแก้ไขในร่างมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๔๑ และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ เรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทําลายกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลในวุฒิสภาที่ถ่วงดุลต่อสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้ทําลายการถ่วงดุลวุฒิสภา กับสภาผู้แทนราษฎร และถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เป็นการกระทําขัดต่อ หลักการและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีผู้พูดไปหลายคนแล้วในมาตราที่ผ่านมา แต่ว่าในส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๕ ก็คือว่าเป็นเรื่องที่มีความชัดเจนในมาตรา ๕ ว่า ถ้าหากว่าให้คุณสมบัติของคนเป็นสมาชิกวุฒิสภาไปเป็นบุพการี เป็นคู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองถูกตัดออกไป คือสามารถที่จะดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้ ผมคิดว่านี่คือข้อแรกที่ทําลายระบบดุลยภาพทางการเมืองที่ชัดเจน และจึงเป็นที่มาที่ไป ครับท่านประธาน ที่ผมเรียนกับท่านประธานว่า ทําไมท่านประธานคนที่แล้วจึงสมคบคิดกับ ประธานกรรมาธิการพักการประชุม เขาก็ไปหารือเรื่องนี้ละครับ เพราะวันนี้มีกระแสออกมา จากรายการสื่อสารมวลชน จากพี่น้องประชาชน จากนักวิชาการว่าวันนี้รัฐสภาแห่งนี้ กําลังหลับหูหลับตา ลืมภาพอันชั่วร้ายที่เรียกว่า สภาผัวเมีย ไปแล้วหรือ กรรมาธิการ ก็สะดุ้งตื่นและกําลังที่จะนําไปสู่กระบวนการแก้ไขละครับ ผมก็เลยเรียนกับท่านกรรมาธิการ ตอนไปประชุมด้วยกัน เมื่อสักครู่นี้บอกว่า ถ้าท่านแก้ไขประเด็นนี้ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าพวกผม ไม่เห็นด้วย เพราะพวกผมได้สงวนความเห็นให้ (๕) คือไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตร ของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองใดไปเป็น สมาชิกวุฒิสภา ส่วนในสภาผู้แทนราษฎรใน อบจ. ใน อบต. ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ของฝ่ายที่จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ ส.ว. นั้นเป็นฝ่ายตรวจสอบ และมีหน้าที่พิเศษกึ่งศาลในการที่จะพิจารณาตัวบุคคล แต่งตั้งตัวบุคคลและถอดถอนตัว บุคคลท่านประธานที่เคารพครับ วงเล็บต่อไปนี่น่าเกลียดมากเลยครับ ขอประทานโทษ เมื่อสักครู่นี้ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้อภิปรายไปแล้วว่า ทําไมท่านไม่ตัดออกไปทั้งหมด ละครับ ท่านยังคงไว้ว่า ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรคการเมือง แปลว่าอะไร แปลว่าดํารงตําแหน่งได้เลยครับ เป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย วันสมัคร วุฒิสภาก็ไปสมัครได้เลย ก็เท่ากับว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้เลย ก็มีคนกล่าวหาว่า พรรคการเมืองบางพรรคมีบัญชีพรรคการเมืองบัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ บัญชี ๑๑๑ จะเอา วุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่สําคัญนี้ไว้รองรับบุคคลทางการเมืองเท่านั้นหรือ และวันนี้ก็ไม่มีใครปฏิเสธครับ เพราะมีหลายคนได้เดินทางไปหาเสียงในบางพื้นที่แล้ว เพราะเชื่อว่าเมื่อมีเสียงข้างมาก คงผ่านรัฐสภาแน่นอน ท่านประธานคณะกรรมาธิการอย่าไปเอาหัวข้อเดียวเฉพาะตัด ครึ่งเดียว เอาเฉพาะสภาผัวสภาเมียออกนะครับ ผมไม่ยอมหรอกครับ เมื่อสักครู่ผมเอง ก็มีการท้วงติงที่ท่านไปประชุมจนท่านยอมรับฟังความคิดเห็นของพวกผม ท่านจึงถอย กลับมา และบอกว่าหารือก็ไม่เป็นไร แต่ท่านต้องยอมรับ (๖) ด้วยครับ เพราะ (๖) จะเป็น หัวใจที่สําคัญครับ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเขาตัดปัญหานี้ออกไปเลยนะครับ เช่น ประเทศอังกฤษเขาก็มีสภาขุนนาง และมาจากการแต่งตั้งของขุนนางและของข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่จริง ๆ ที่มีประสบการณ์ เพื่อต้องการที่จะให้วุฒิสภาเป็นสภาที่กลั่นกรองกฎหมาย เป็นสภาที่ทําหน้าที่ในการที่จะตรวจสอบและเป็นกลางทางการเมือง วันนี้คนเขาก็มองต่อไป ว่าถ้าท่านสามารถคุมเสียงในวุฒิสภาได้ก็นําไปสู่การเข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระได้ และเมื่อไป แทรกแซงองค์กรอิสระได้ก็เท่ากับรวมอํานาจประเทศได้ เพราะฉะนั้นการลงทุนครอบงําวุฒิสภา คราวนี้เป็นการลงทุนโดยใช้อํานาจทางการเมืองเหมือนเมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมามีคนเห็นว่าใช้เงิน เพื่อมีอํานาจทางการเมือง เมื่อมีอํานาจทางการเมืองก็ใช้อํานาจทางการเมืองควบรวมประเทศ เมื่อควบรวมประเทศเสร็จแล้วก็จะควบรวมผลประโยชน์ของประเทศ และเมื่อควบรวม ผลประโยชน์ของประเทศแล้ว มีผลประโยชน์มหาศาลแล้วก็เอาผลประโยชน์นั้นมาจัดการ ในการให้ได้ที่มาที่เป็นอํานาจทางการเมืองคือการทุจริต ตั้งแต่การเลือกตั้ง นี่คือกระบวนการ ที่ผมอยากฉายให้พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าอันตราย อันตรายมากเลยครับ ไม่เป็นบุพการี เป็นคู่สมรสก็มากพอแล้ว แต่ว่าก็แน่นอนคงไม่มีครอบครัวใดที่จะมีความพร้อมที่จะเป็นได้ ทั้งสามี ภรรยา ลูก ในคราวเดียวกันเป็นจํานวนมากนักจนถึงขั้นที่จะมีนัยสําคัญ แต่ว่าก็เป็น เรื่องที่มีความเสียหายจากสภาชุดที่ผ่านมา แต่ประเด็น (๖) นี้สําคัญจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะเป็นการเข้าร่วมเข้าไปสู่บันไดขั้นแรกที่ใช้ฐานอํานาจทางการเมืองไปสู่การเป็น ตําแหน่งวุฒิสภา เราต้องยอมรับความเป็นจริงครับ ไม่ว่าฐานการเมืองของพรรคใดอยู่ ในพื้นที่ใด ถ้าหากให้สมาชิกพรรคหรือคนที่พี่น้องประชาชนรู้กันโดยทั่วไปว่าทํางานให้กับพรรคใด อยู่ในบัญชีรายชื่อ อยู่ในบัญชีรัฐมนตรี อยู่ในบัญชีหมายเลขใด ๑๐๙ ๑๑๑ ก็จะเป็นที่รู้กัน โดยทั่วไปสิครับว่าบุคคลเหล่านี้คือบุคคลที่เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็นฐาน ทางการเมือง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าต่อไปนี้การเมืองในวุฒิสภาก็ถูกส่งไปจากการเมือง ที่มาจากฐานของพรรคการเมืองและเป็นการปิดโอกาสของบุคคลอื่นทําให้มนุษย์พันธุ์ การเมืองพันธุ์เดียวเท่านั้นที่จะเป็นได้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว. (๗) ก็เช่นเดียวกันครับ ไม่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดเงื่อนไขเวลาไม่เกิน ๕ ปี ผมให้แค่ ๒ ปีครับ ผมสงวนความเห็นลงมาแค่ ๒ ปี อย่างน้อยก็วาระที่หนึ่ง แต่ท่านตัดออกหมดเลย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่เดี๋ยวนี้ ลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปลงเป็น สมาชิกวุฒิสภา ได้เปรียบทั้งฐานการเมืองในการเลือกตั้ง และแน่นอนที่สุด ยิ่งมี ความผูกพันกับพรรคการเมือง หรือวันนี้เห็นว่าตัวเองได้ผลประโยชน์จากคําว่า การเลือกตั้ง และใช้การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้นหรือ ผมคิดว่านี่ละครับ มันยอมไม่ได้เลยครับ เพราะถ้าให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ และจะตรวจสอบได้อย่างไร ล่ะครับ ผมเรียนว่าน่าเสียดายมากครับ เรามีความคิดเรื่องปฏิรูปทางการเมืองตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เรามีองค์กรอิสระ มีกฎหมาย ป.ป.ช. มีการพูดถึงประโยชน์ทับซ้อน มีการพูดถึงการบริหาร จัดการที่ดี แต่วันนี้การเริ่มต้นที่นําไปสู่การควบรวมอํานาจ ขาดดุลยภาพทางการเมือง การใช้ฐานทางการเมืองเข้ามาสร้างกลไกใหม่เป็นการสร้างกลไกในการรวบอํานาจได้เริ่ม เกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญคราวนี้ และเช่นเดียวกัน ไม่เป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าควรที่จะเป็นชุดความคิดเดียวกัน คือถ้าห้ามไม่ให้ ส.ว. เป็น ส.ว. อีกต่อไป ก็ต้องห้ามไม่ให้ ส.ส. มาเป็น ส.ว. ได้ครับ ก็จะได้ เกิดความเป็นธรรมเท่ากันครับ แต่นี่ท่านไปแก้ไขมาตรา ๑๑๖ ให้ ส.ว. คราวนี้ สามารถลง สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ได้ แปลว่าอะไร แปลว่า ประการที่ ๑ ให้คนเสนอกฎหมายนี้และลงมติกฎหมายนี้ ได้ประโยชน์จากการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะสามารถลงซ้ําได้ ลงซ้ําได้แล้ววาระเดิมทีเดียวก็ถกเถียงกันในชั้น กรรมาธิการ ขอประทานโทษที่เอ่ยนามที่ท่านชํานิได้พูดถึงครับ เดิมมีการคัดค้านกันมาก เอาวาระ ๔ ปี พอ วาระ ๖ ปีนี้นะครับ ถ้าเป็นซ้ําได้รอบที่ ๒ กี่ปีครับ ๑๒ ปี เป็นซ้ําได้รอบที่ ๓ กี่ปีครับ ๑๘ ปี ท่านประธานครับ เราจะให้องค์กรที่ทําหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบ ดูแล ถอดถอน แต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ มีวาระเป็นติดต่อกันได้ โดยอ้าง แต่เพียงการเลือกตั้งเท่านั้นหรือ ท่านประธานกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงครับว่า ไม่สามารถ ไปตัดสิทธิขั้นพื้นฐานได้ มีท่านหนึ่งต้องการจะโชว์บอกว่าเป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนมาจาก การเลือกตั้งเป็นคนตัดสินใจเอง เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน ไปโน่นเลยครับ ผมได้ปรึกษา นักกฎหมาย และเผอิญผมก็โชคดีครับ ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ก็ได้เชิญผมไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในนามผู้เป็นกรรมาธิการร่างกฎหมายฉบับนี้ละครับ ผมก็ถามเหตุผล ของคณะกรรมการ คปก. ว่าการที่เราจะไปกําหนดห้ามสิทธิไม่ให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นสภาผัวเมีย เป็นสภาที่เกี่ยวข้องกับฐานทางการเมือง เป็นสภาที่เป็นนักการเมืองอยู่แล้ว เป็นการตัดสิทธิ ของนักการเมืองหรือไม่ เพราะว่าโดยกฎหมายมหาชน ท่านประธานครับ การดําเนินการ ในการกําหนดสิทธิหรือลักษณะต้องห้ามบางอย่างไม่ได้เป็นการตัดสิทธิตามความหมายของ สิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานทางการเมือง แต่เป็นการตัดสิทธิหรือกําหนดคุณลักษณะไว้ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ ป้องกันการผูกขาด ป้องกันการรวบอํานาจ เป็นเรื่องปกติ ของประเทศในระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยทั่วไปที่เป็นสากลยังกําหนดไว้ด้วยซ้ําไปครับว่าให้ใครสมัครได้ ไม่สมัครได้ ด้วยการกําหนดอาวุโสและความสามารถด้วยซ้ํา และบางประเทศก็กําหนดวาระด้วยซ้ํา ไม่ให้เกิน ๒ วาระ ไม่ให้เกิน ๑ วาระ ไม่ใช่มาอ้างแต่เพียงการเลือกตั้ง แล้วบอกว่าเป็นกี่วาระ ไปได้ตลอด อย่างนี้จึงเป็นข้อกล่าวหาว่าที่แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญร่างนี้เพื่อให้ที่มาของ ส.ว. นั้นได้มีคุณลักษณะที่มาจากฐานพรรคการเมืองไม่พอ แต่ให้ ส.ว. ที่เป็นอยู่แล้ว ได้ประโยชน์โดยตรงจากการที่สามารถไปเลือกตั้งซ้ําได้ จึงเป็นที่มาที่เรียกว่าเป็นการ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อผลัดกันเกาหลังระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลที่ต้องการ จะนําไปสู่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ร่างมาตรา ๖๘ ร่างมาตรา ๑๑๙ และอาจจะนําไปสู่ การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามความต้องการของพวกท่านต่อไป พี่น้องประชาชน เห็นภาพนี้แล้วไหมครับ ว่าทําไมพวกผมจึงได้ขอสงวนความเห็นในเรื่องคุณสมบัติ และ พวกผมได้ยืนยันว่านี่คือมาตราที่สําคัญที่สุดที่พวกกระผมจะต้องต่อสู้ครับ ท่านถอยไปเลยครับ แต่ท่านอย่าถอยครึ่งทาง ท่านประธานครับ ถ้าหากประธานคณะกรรมาธิการจะขอ ความร่วมมือกับพวกผมว่าท่านจะถอยไป ขอให้ท่านได้ถอยไปให้สุดซอยครับ หากท่านมี ความจริงใจว่าท่านต้องการให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งเพื่อยึดโยงกับ ประชาชน ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้ ส.ว. ลงซ้ําได้ ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้มี สภาผัวเมีย ท่านถอยกลับไปเลยครับ อย่าให้มีสภาที่มาจากสมาชิกของพรรคการเมือง ท่านถอยกลับไปเถอะครับ อย่าให้สภา ส.ว. ชุดหน้ามาจากนักการเมืองที่เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านถอยกลับไปเถอะครับ อย่าให้คนที่จะเป็น ส.ว. ในอนาคต มีผลประโยชน์ขัดกัน เพราะเป็นรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาก่อนครับ ถ้าท่านถอย กลับไป นี่คือครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง ๕ ข้อที่ผมได้สงวนความเห็นไว้นี้เป็นเพียงครึ่งหนึ่งเท่า นั้นเอง ท่านต้องถอยกลับไปในการที่จะไม่ให้ ส.ว. ชุดนี้ลงซ้ําได้ ถ้าท่านถอยไปก่อน ท่านประธานครับ ผมก็อาจจะไม่จําเป็นต้องพูดในมาตรา ๑๑๖ ในมาตรา ๑๑๗ และที่สําคัญ ผมได้สงวนความเห็นในมาตราสุดท้ายครับท่านประธาน คือมาตรา ๑๑๓ เอาไว้ ผมก็ ไม่จําเป็นต้องพูด แต่ถ้าท่านไม่ถอยไป ท่านถอยครึ่งซอย ในมาตรา ๑๓ ผมได้เป็นคนต่อสู้ ในชั้นกรรมาธิการอย่างหนักหน่วงเลยครับ ท่านประธานครับ เพราะผมรู้ว่าถ้าวันนี้เสียงข้างมาก ลากไป ถ้าวันนี้ท่านทั้งหลายเห็นว่าเป็นเรื่องที่การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเที่ยวนี้เป็นเรื่อง ของการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ในท้ายที่สุดนี่คือจุดเริ่มต้นในการแก้ไข กฎหมายรัฐธรรมนูญ และประชาชนก็จะได้รู้ความจริงว่าพี่น้องประชาชนไม่ได้ประโยชน์ อะไรเลย เป็นการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในสภานี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นผมจึงได้สงวนความเห็นไว้เพื่อสอดรับกับมาตรา ๑๑๕ ครับท่านประธาน ในมาตรา ๑๒ ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ว่า เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้ามมิให้ สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิก