มงคล ศรีคําแหง หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา ๕ (๕) (๖) (๗) (๙) เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภามีความเป็นอิสระและความสง่างาม และเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์เอ่ยนามผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีคุณงามความดี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายมงคล ศรีคําแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้องขอขอบคุณผู้ที่เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้ามา ผมคิดว่าจะทําให้ รัฐธรรมนูญนั้นเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ที่มาของ ส.ว. ที่แสดงความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างเด่นชัดที่สุด ผมขอสงวนความเห็น ในมาตรา ๕ (๕) (๖) (๗) แล้วก็ (๙) ก็จะใช้เวลาพูดไม่มากนะครับ (๕) กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่มีการแก้ไข ซึ่งผมเป็นกรรมาธิการด้วย แต่ว่าผมเองนั้นด้วยความห่วงใยว่า ถ้าหากว่ากรรมาธิการมีการแก้ไขจากร่างเดิมบอกว่าให้ตัดคําว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะรัฐมนตรีออก ผมเกรงว่า พี่น้องประชาชนหรือคนที่กําลังเฝ้าติดตามหรือดูบทบาทของ ส.ว. จะมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และขาดความสง่างามนะครับ ขาดความสง่างามอย่างไรครับ ถ้าหากว่าสภาผู้แทนราษฎร และ ส.ว. มีพ่อ มีแม่ หรือมีลูกเป็น ส.ว. แล้วมีครอบครัวเดียวกันมาเป็น ส.ส. ผมอยากเรียน ว่าความสง่างามจะไม่เกิดขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจ ส.ว. จะไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากว่า ส.ว. นั้น หน้าที่สําคัญหน้าที่หนึ่งก็คือการถอดถอนรัฐมนตรี ส.ส. ถ้าหากว่าเราเป็น ส.ว. ผมเป็น ส.ว. มีเมียเป็น ส.ส. ใครจะเชื่อใจผมครับว่า ผมทําหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อนี้ผมต้อง กราบขออภัยกรรมาธิการ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นมีความเห็นต่างจากพวกกระผม คือเหตุผลของผม ที่ขอแสดงความเห็นในมาตรานี้ ผมอยากจะให้ตัดคําว่า ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของ ผู้ดํารงตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือให้ตัดคําว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และเหลือคณะรัฐมนตรีไว้ คือพูดง่าย ๆ เดี๋ยวจะสับสน คนที่เป็น ส.ว. พ่อ แม่ ลูก ห้ามเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. ด้วยกัน แต่ว่าบุตรหรือลูกนั้นจะไปเป็นการเมืองระดับท้องถิ่น คุณจะไป ลงเลือกตั้งอย่างไร ผมคิดว่านั่นเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่ว่า ๒ สภานี้ผมคิดว่าน่าจะสงวนไว้ นะครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการที่ให้ตัดมาตรา ๕ (๕) ออกนะครับ คือ ๒ สภานี้ต้อง สงวนไว้เลย ถ้าพ่อแม่ ลูกเมีย เป็น ส.ว. ลูก พ่อแม่ หรือคนใดคนหนึ่งจะเป็น ส.ส. ไม่ได้ นะครับ เพื่อความสง่างามแล้วก็ความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคม ส่วนมาตรา ๕ (๖) ก็มีการแก้ไขร่างเดิมนี่ไม่เป็นสมาชิกหรือผู้ดํารงตําแหน่งใดในพรรค การเมืองหรือเคยเป็นสมาชิกหรือเคยดํารงตําแหน่งและพ้นจากการเป็นสมาชิกหรือดํารง ตําแหน่งใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแล้วไม่เกิน ๕ ปี ถึงมาสมัครรับเลือกตั้งนะครับ มาตรานี้ ก็เกี่ยวโยงกันนะครับ ข้อความนี้เกี่ยวโยงกับ (๗) แล้วก็ (๘) (๙) ด้วย เพราะผมบอกว่าผมได้ อภิปรายในกรรมาธิการว่า การเป็น ส.ว. นั้นถ้าหากว่าให้ผู้ลาออกจากสมาชิกพรรค วันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือเลขาหรือสมาชิกพรรคใด ๆ ก็แล้วแต่ ลาออกวันนี้ พรุ่งนี้สมัครได้ผมถามหน่อย แม้แต่รัฐมนตรีด้วยนะครับ ออกจากรัฐมนตรีแล้วก็มาสมัครได้ ถ้าลาออกจากสมาชิกพรรค ผมไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลก็เพราะเราบอกว่า ส.ว. ส.ส. ยึดโยง กับประชาชน แต่ว่าการทําหน้าที่ของ ส.ว. นั้นแตกต่างจาก ส.ส. นะครับ ผมไม่ต้องการเห็น ส.ว. มีความผูกพันกับนักการเมือง แต่ว่าในความเป็นจริงนั้นจะเป็นอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ว่า ต้องเขียนไว้ว่า ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย ๒ ปี หรือ ๕ ปี เพราะอะไรครับ ท่านประธาน ใครจะไปเชื่อว่าลาออกจากพรรควันนี้พรุ่งนี้ลง ส.ว. ความผูกพันจะยังอยู่ไหม ท่านเป็นมากี่ปีนะครับ ท่านเป็นสมาชิกพรรคกี่ปี ท่านเป็น ส.ส. ท่านเคยเป็นอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีนะครับ แล้วใครจะเชื่อว่าท่านจะทําหน้าที่ ส.ว. ได้อย่างอิสระถ้าหากมีเรื่อง พรรคการเมืองที่ท่านเคยสังกัดมีเรื่องเข้าสู่สภานะครับ ผมเลยขอสงวนความเห็นว่า ผมเห็นตาม ร่างเดิมครับ ไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในข้อนี้อย่างน้อยต้องเป็นสมาชิกพรรค ลาออกแล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถ้า ๕ ปีได้ยิ่งดีครับ ผมไม่ได้รังเกียจ ส.ส. ไม่ได้รังเกียจสมาชิก พรรคการเมือง แต่ว่าการทําหน้าที่ของ ส.ว. นั้นต้องมีความชัดเจน ต้องมีความเป็นอิสระ อย่างน้อย ๆ ต้องให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือไม่ใช่ลาออกวันนี้พรุ่งนี้สมัครได้ ผมเปรียบเสมือน พระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งเมื่อเป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่กี่เดือนนี้ ท่านครับ สึกจากพระวันนี้อีก ๒ วัน จดทะเบียนสมรส สังคมคิดอย่างไรน่าจะมีความผูกพันมาก่อนหน้านี้ไหม สึกจากพระวันนี้ พรุ่งนี้จดทะเบียนแต่งงานนี้ นะครับ ใครเขาจะเชื่อ สังคมที่ไหนจะเชื่อว่าไม่มีความผูกพันกัน ก็เหมือนกัน เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าหากท่านกรรมาธิการจะทบทวนเอาตามร่างเดิมหรือจะ ตามความคิดเห็นของผู้แปรญัตติคนใดก็แล้วแต่ผมก็ขอฝากในประเด็นนี้ไว้ ผมไม่อยากให้ เหมือนกับเป็นข่าวเรื่องพระสึกวันนี้พรุ่งนี้แต่งงาน ลาออกจากสมาชิกวันนี้พรุ่งนี้สมัคร ส.ว. พี่น้องประชาชนเฝ้ามองเฝ้าติดตาม เรื่องนี้มีความชัดเจนครับ มีความชัดเจนมาก และอีกประเด็นหนึ่งครับคือไปจํากัดสิทธิว่าคนเป็น ส.ว. แล้วอย่างน้อย ๒ ปี ถึงจะไปลง ผู้บริหารท้องถิ่นหรือเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นได้นะครับ ผมถามว่าถ้าหากว่าคนที่เป็น ส.ว. แล้ว เขาเบื่อการเมืองในระดับบนหรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ถ้าเขาจะไปเล่นการเมือง ในระดับท้องถิ่น ผมคิดว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญไม่น่าจะไปปิดกั้นความเป็นประชาธิปไตย หรือในเมื่อเขามีทางเลือกที่จะไปลงการเมืองท้องถิ่นก็ควรเปิดโอกาสให้ ผมก็ฝากกรรมาธิการ ได้ทบทวนนะครับ ส่วนเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ หรือเสียงส่วนใหญ่ในสภาแห่งนี้ ผมน้อมรับนะครับ น้อมรับมติเสียงส่วนใหญ่ เพราะว่า การเป็นประชาธิปไตยนั้น ถ้าไม่เอาเสียงส่วนใหญ่ตัดสินแล้ว เราจะเอาเสียงข้างน้อยหรือ แต่ว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องรับฟังว่ามันมีข้อท้วงติงอย่างไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ ก็ขอฝาก ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านประธานด้วยนะครับ
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อสักครู่หลายท่านได้พูดถึงกล่าวหาว่ามีการผลัดกันเกาหลัง เกาไหล่ ผมว่าท่านครับ เราอย่ากล่าวหากันเลย ท่านใดที่แก้กฎหมาย เสนอกฎหมายเข้ามา ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนหรือเป็นประโยชน์ต่อใครก็แล้วแต่ ไม่เฉพาะเจาะจง คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมคิดว่ามันก็เกาหลังให้กันทั้งนั้นนะครับ ท่านเป็น ส.ส. ต้องกราบ ขออภัย บางท่านเป็น ส.ส. เป็น ๗-๘ สมัย ๑๐ สมัย ก็ไม่มีใครว่า เพราะว่าท่านต้องทํา ความดีพี่น้องประชาชนถึงเลือก ถ้าหากท่านไม่ทําความดีเป็นสมัยเดียวยังตกเลยท่าน อยากเป็นต่อก็เป็นไม่ได้นะครับ นี่คือเสียงประชาชนผมเห็นแล้วพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเอ่ยนามหลายท่านผู้หลักผู้ใหญ่ท่านเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นไม่เลือกเป็น ๑๐ สมัย หลายท่านปู่ชัย ผมต้องกราบขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ท่านก็เป็นมาตั้งแต่สมัยออกจากกํานัน หลายสมัย อันนี้ผมคิดว่าล้วนแล้วแต่เป็นการที่สร้างคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ และโดยเฉพาะเขตนั้น ๆ ที่ท่านลงเลือกตั้งนะครับ ถ้าหากพวกผมได้มีโอกาสได้ลงสมัคร ผมคิดว่าไม่ใช่เหตุผลที่ได้เป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพียงให้โอกาสให้สิทธิในการสมัคร เท่าเทียมกับบุคคลอื่นเท่านั้น แต่การที่จะได้เป็น ส.ว. อีกหรือไม่อยู่ที่พี่น้องประชาชน จะตัดสินครับ กราบขอบพระคุณครับ