รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

วีรวิท คงศักดิ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีอิสระและเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และขอเสนอแนะให้มีการแก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะเรื่องของบุพการี บุตร และคู่สมรส นอกจากนี้ยังพูดถึงการแก้ไขข้อบังคับวุฒิสภา และผลที่ตามมาที่อาจเกิดขึ้นจากการแก้ไขร่างนี้ โดยมีใจความหลักเกี่ยวกับการกำหนดระยะเวลาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พ้นจากตำแหน่งไม่น้อยกว่าห้าปี เพื่อให้ไม่มีความผูกพันหรือความใกล้ชิดกับสมาชิกวุฒิสภา และไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ตัวเอง

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมได้สงวนความเห็นไว้ใน หลายประเด็นนะครับ ในมาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข มาตรา ๑๑๕ ของรัฐธรรมนูญ

ประเด็นแรก ผมได้ขอสงวนความเห็นไว้ใน (๔) ซึ่งเป็นเรื่องของคุณสมบัติ ของสมาชิกในการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากในร่างที่ผมเสนอไว้เดิมนั้นผมได้พิจารณาให้มีการ เลือกตั้งจากกลุ่มวิชาชีพจึงไม่มีความจําเป็นที่จะต้องสัมพันธ์กับพื้นที่ คุณสมบัติในเรื่องของ การที่จะอยู่ในพื้นที่นั้นไม่มีความจําเป็นต้องใช้ ผมเลยขอแปรญัตติตัดออก แต่ในเมื่อเพื่อน สมาชิกได้มีความเห็นเป็นเสียงส่วนมากให้มีการแก้ไขใน มาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๒ แล้ว เป็นบัญชีรายชื่อของจังหวัด เพราะฉะนั้นคุณสมบัติในข้อ ๔ นั้นก็มีความจําเป็น เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่ผมขอสงวนความเห็นไว้ใน (๔) นั้น ขอถอนนะครับ ในส่วนที่ผมขอแปรญัตติไว้ สงวนความเห็นไว้ในประเด็นที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องของบุพการี บุตร และคู่สมรส ซึ่งเรื่องนี้ทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดออก แต่ในความเห็นผม ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความจําเป็นกับ การทํางานของสมาชิกวุฒิสภา เพราะโดยคุณลักษณะของสมาชิกวุฒิสภานั้นจะต้อง มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดนั้นไม่จําเป็นจะต้องมีผู้มา กีดขวางแนวทางในการทํา ในกรณีที่มีสามีภรรยากับนักการเมืองตามที่บทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๕ (๕) ที่ได้กําหนดไว้เดิมนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อจะให้สามีภรรยานั้น ไม่มีความเกี่ยวพันในเรื่องของการทําหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ผมขอ อนุญาตยกตัวอย่างว่า สามีภรรยานั้นเป็นนิติบุคคลเดียวกัน เพราะฉะนั้นการดําเนินการ ในสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมายหรือการดําเนินการนั้นก็จะมีความผูกพันกัน ในกรณี ที่สมาชิกวุฒิสภาจําเป็นจะต้องมีการถอดถอนคู่สมรสของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีใช้อํานาจ หน้าที่โดยมิชอบ หรือจะเป็นกรณีในการทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม คงเป็นไปไม่ได้ที่สามีจะไป ถอดถอนภรรยา หรือภรรยามาถอดถอนสามี เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้ก็จะทําให้มี การหาทางที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาก็จะไม่เป็นกลาง และไม่มีอิสระอย่างแท้จริง เพราะมีความเกรงใจซึ่งกันและกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ เราไม่อยากจะให้กระบวนการในการที่สามีภรรยาจะมีข้อขัดแย้งกันในกรณีที่การขัดกัน ต่อหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา หรือการปฏิบัติหน้าที่ของนักการเมืองอื่น ๆ ที่จําเป็นจะต้อง มีการใช้อํานาจในการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนว่าประเด็น สําคัญของหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาผมได้เรียนท่านประธานกับท่านสมาชิกทั้งหลายแล้วว่า คุณลักษณะจากประสบการณ์ที่ผมได้ศึกษาแล้วก็ทําหน้าที่มานั้น ผมคิดว่าสมาชิกวุฒิสภา จะต้องอยู่ใน ๓ หลักเกณฑ์

ประการแรกก็คือ จะต้องขอไม่ได้ อันนี้ถ้าเผื่อเป็นสามีภรรยาหรือคุณพ่อ กับลูก เป็นธรรมดาครับ ในสังคมไทยจะต้องมีการขอกัน เพราะฉะนั้นการขอนั้นอาจจะ เชื่อมโยงไปถึงอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายกําหนด เพราะฉะนั้นการที่เราไปตัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทั้งบิดาและบุพการีกับบุตร และก็สามีภรรยา สามารถจะเป็นความเชื่อมโยงกัน ในขณะที่คนใดคนหนึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภานั้นไม่น่ากระทํานะครับ สิ่งอันนี้จะทําให้เกิดปัญหา มากมาย และสิ่งที่ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของจริยธรรมนั้นเป็นสิ่งสําคัญ บางครั้งสังคมไทย อาจจะอยู่ในความกตัญญูที่จะอยู่ร่วมกัน แต่ในต่างประเทศนั้นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว จะต้องแยกออกจากกัน ในสิ่งอันนี้คือสิ่งที่ผมถึงคิดว่าเราไม่น่าที่จะไปแก้ไขกฎนี้ที่ทําให้เกิด ปัญหาในเรื่องของสังคมและครอบครัว ขออภัยครับ ในส่วนที่ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของ สามีภรรยาและพ่อแม่ ในการทํางานในองค์กรเดียวกันนั้น ในหลักของการบริหารงานบุคคลถือว่า เป็นสิ่งต้องห้ามนะครับ ในต่างประเทศ และแม้กระทั่งบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย เขาจะถือมากในกรณีที่สามีหรือภรรยา หรือบิดา หรือบุตรนั้น เป็นคนที่มีอํานาจในการใช้ ดําเนินการต่าง ๆ แม้กระทั่งสิทธิประโยชน์ จากประสบการณ์ที่ผมได้พบก็คือว่าบางคนนั้น อาจจะต้องลาออกคนใดคนหนึ่งในเมื่อสามีหรือภรรยาจะต้องไปเป็นหัวหน้าส่วนงาน แม้กระทั่งตัวผมเองผมก็ยอมรับว่า ในเมื่อภรรยาผมเป็นทหารอากาศ ผมไม่มีโอกาสที่จะ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารอากาศได้ นอกจากจะให้ภรรยาลาออก นี่คือกฎที่เป็น แล้วก็แนวทางที่จะทํา ในส่วนของขออนุญาตท่านประธาน เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ของ กองทัพอากาศนั้นเราจะถือมากในเรื่องของผู้บังคับบัญชาสูงสุดเป็นบิดาหรือเป็นสามี และมี คนในครอบครัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เคยมีครั้งหนึ่งครับท่านประธาน ผู้บังคับการกองบิน ท่านหนึ่งได้รับการแต่งตั้งไปอยู่ในอีกกองบินหนึ่ง หลายคนพูดว่าเป็นการที่ทําให้แยก ครอบครัวกัน สาเหตุที่แท้จริงผู้บังคับบัญชาให้เหตุผลว่า ในเมื่อคุณจะเป็นผู้บังคับการ กองบิน คุณไม่สามารถจะปกครองภรรยาของคุณได้ เพราะฉะนั้นจะทําให้เกิดความลําเอียง หรือมีการทําที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนได้นะครับ เพราะฉะนั้นกรณีเรื่องนี้ผมถือว่าเรื่องของ คนในครอบครัวไม่น่าที่จะมาเป็นอุปสรรคในการทํางานของสมาชิกวุฒิสภาในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือจะเป็นการลงโทษเพื่อถอดถอนให้ออกจาก ตําแหน่งทางการเมืองหรือตําแหน่งที่รัฐธรรมนูญกําหนดนะครับ ในประเด็นนี้ผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งที่รัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๑๕ (๕)ได้กําหนดไว้เดิมนั้น มีความชอบและมีความเป็นมาตรฐานสากลแล้ว ไม่สมควรที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก จะแก้ไขให้กลับมาเป็นตรงนี้ โดยให้เหตุผลในเรื่องของสิทธิเสรีภาพ สิทธิเสรีภาพนั้น จะต้องไม่ละเมิดหรือก้าวก่ายในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละบุคคล เราจะอยู่ ในลักษณะของการที่คนในครอบครัวมาขอให้สมาชิกวุฒิสภาตัดสินใจทําในสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ไม่บังควรครับผม เพราะฉะนั้นผมจึงขอยืนยันว่าน่าจะมีการรักษามาตรฐานของนักการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภาในข้อนี้ไว้ ใน (๖) กรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขที่จะให้ สมาชิกพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองสามารถจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ในเรื่องนี้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ได้กําหนดว่าจะต้องเว้นวรรคหรือจะต้องปลอดจากการ ออกจากตําแหน่ง ๑ ปี แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กําหนดไว้จะต้องเว้นวรรค ๕ ปี แต่ในกรณีนี้ไม่เว้นวรรคสิ่งที่ตามมาก็คือว่าจะทําให้ ส.ว. นั้นมีความเกี่ยวพันกับวงจร ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารหรือฝ่ายที่มีเสียงข้างมากในสภา ท่านประธาน ลองนึกภาพสิครับว่า ถ้าเผื่อเราจะไปลงสมัครเลือกตั้งตามแนวคิดของรัฐธรรมนูญที่กําลังจะ แก้ไขนี้เราจําเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์หรือทําความรู้จักกับคนในพื้นที่ไหมครับ เพราะระบบ บ้านเราจําเป็นจะต้องใช้ฐานเสียงของคน บางคนนั้นอาจจะได้ฐานเสียงจากการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ฐานเสียงที่สามารถจะทําได้มากที่สุด ก็คือฐานเสียงทางการเมือง เนื่องจากเขามีฐานเสียงอยู่แล้ว สามารถที่จะสนับสนุนบุคลากรให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ ในเรื่องนี้คือสิ่งที่ถ้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือเป็นผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมือง อยู่แล้วออกไป ความสัมพันธ์หรือความเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิบัติตนหรือ ทางจิตใจนั้นจําเป็นจะต้องมี เมื่อมีแล้วการตัดสินใจที่จะต้องดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบตามหน้าที่เพื่อจะตรวจสอบฝ่ายบริหารนั้นเราก็คงจะมี ความเกรงใจกัน ความเกรงใจเป็นคุณลักษณะปกติของคนไทยอยู่แล้วนะครับ แต่การที่เรา เพิ่งพ้นจากองค์กรหรือสถาบันที่เราเพิ่งพ้นมาความเชื่อมโยงในจิตใจก็ยังมีอยู่ความคิดที่จะ ช่วยเหลือหรือการจะดําเนินการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญถึงได้บัญญัติไว้อย่างไรครับ ว่าให้เว้นวรรค ๕ ปี เพื่อให้ปลอดจากความคิดในเรื่องของความเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ ที่มีความผูกพันกัน แต่ถ้าเผื่อว่าไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือดํารงตําแหน่ง พรรคการเมืองก็ยิ่งดีนะครับ ในสิ่งที่ผมอยากเรียนว่าการดําเนินการตรงนี้จะทําให้ความยึดโยง แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาจะมีโอกาสที่จะฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ ได้ง่ายมาก เพราะว่าในเรื่องของการขอร้องทําให้เราจําเป็นจะต้องไปอยู่ในอาณัติของฝ่ายบริหารหรือ พรรคการเมืองที่ตนเคยสังกัดมา เพราะฉะนั้นใน (๖) นั้นผมขอที่จะยืนยันตามร่างที่ กรรมาธิการเสนอ หรือร่างที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ไม่เห็นด้วยกับการที่กรรมาธิการจะแก้ไข

ต่อมา ใน (๗) ที่มีการขอแก้ไขไว้ในตัวที่กรรมาธิการได้เสนอก็คือ ไม่เคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือเคยเป็นแล้วพ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกินห้าปีนับแต่ วันสมัครเลือกตั้ง ปัจจัยข้อนี้ถ้าแก้ไปแล้วจะทําให้เกิดผล ๒ อย่างครับ

ประการที่ ๑ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะมีความสัมพันธ์กันมาก เพราะว่าเคยทํางานอยู่ในพรรคหนึ่งแล้วจะต้องมาเป็นสมาชิก วุฒิสภาเพื่อตรวจสอบพรรคการเมืองนั้นความผูกพันและความใกล้ชิดนั้นก็จะเป็นสิ่งที่ ค่อนข้างจะยากที่จะไปฝ่าฝืน

ประการที่ ๒ ข้อเสียที่มีการแก้ไขตรงนี้ก็คือ จะทําให้เพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติในมาตรานี้อาจจะเข้าข่ายของการที่ตัดสินใจหรือใช้อํานาจรัฐ เพื่อทําให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง ผมไม่อยากจะให้เพื่อนสมาชิกจะต้องมีปัญหาในเรื่องนี้ครับ แล้วก็ไม่มีความจําเป็นเลยที่ท่านจะต้องดําเนินการที่จะลาออกจาก ส.ส. ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ หรือ ส.ส. เขตก็ตาม ในโอกาสตรงนี้ทําให้มีโอกาสมาก ถ้าเผื่อมีการนํา ส.ส. บัญชีรายชื่อออกจากบัญชี แล้วก็ สมัคร ส.ว. โดยใช้ฐานเสียงหรือความผูกพันของพรรคการเมือง เขามีโอกาสที่จะเป็น ส.ว. ครับ แต่การทํางานมันก็จะมีปัญหา แต่ถ้าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบเขตตัดสินใจลาออก เพราะว่ายังเหลือเวลา ๒ ปี ท่านมีฐานเสียงหรือมีคะแนนในพื้นที่ อยู่แล้ว จํานวน ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คะแนน ท่านมีโอกาสที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภา ทางเลือก ท่านดีกว่าครับ เพราะว่าท่านจะสามารถเป็นได้อีก ๖ ปี แล้วไม่จําเป็นจะต้องมีกระบวนการ ในการที่จะยุบสภา ท่านก็สามารถเป็นได้ถึง ๖ ปี และถ้าเป็นไปตามร่างที่แก้ไขนี้ ท่านก็ อาจจะเป็นสมัยที่ ๑ สมัยที่ ๒ สมัยที่ ๓ สมัยที่ ๔ สมัยที่ ๕ ก็ได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ตรงนี้จะทําให้ความผูกพันหรือ ส.ส. ที่เพิ่งพ้นตําแหน่งไปทันทีก็จะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น ผมถึงมีความเห็นว่ากระบวนการตรงนี้น่าจะคงไว้ตามร่างเดิม ก็คือให้พ้นจากตําแหน่งสมาชิก วุฒิสภาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี

ในประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ที่ผมขอสงวนไว้คือใน (๙) เกี่ยวข้องกับ รัฐมนตรีและผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ในเรื่องนี้จะมี ๒ นัย ในประเด็นก็คือว่าผู้ดํารง ตําแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นรัฐมนตรี เลขานุการ ที่ปรึกษา หรือสมาชิกท้องถิ่น ทั้งหมดนั้น มีโอกาสที่จะลาออกได้ แล้วก็มาสมัคร ส.ว. สิ่งอันนี้ก็คงจะคล้ายกับการที่ท่าน เป็นสมาชิกพรรค และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ความผูกพัน ไม่ว่าจะเป็นการ ผูกพันทางใจ หรือผูกพันทางมิตรไมตรีก็จะมีอยู่ และกระบวนการที่จะทําให้เกิดปัญหา ในความไม่เป็นกลาง และไม่เป็นอิสระของสมาชิกวุฒิสภาก็จะเกิดขึ้นได้เป็นประจํา และสิ่งสําคัญที่จะเกิดขึ้นก็คือว่ากระบวนการตรงนี้จะทําให้มีการบริหารจัดการจาก พรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากและมีฐานเสียง ซึ่งอาจจะทําให้สมาชิกสามารถที่จะผัน หรือจะมีการโอนย้ายนักการเมืองในสังกัดออกมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็จะมีความผูกพัน การทําหน้าที่ของวุฒิสภาก็จะไม่สามารถทําได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ ที่วางไว้ นอกจากนั้นในการแก้ (๙) จะมีผลที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่งครับ ในส่วนนี้เป็นของ ร่างเดิม ก็คือไปทําให้สมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ในปัจจุบันนั้นมีสิทธิที่จะเป็นต่อในวาระที่สอง ขอบคุณครับ ที่ท่านมีการเสนอร่างขึ้นมา เพราะว่าในกรณีที่ผมพ้นวาระเมื่อใดผมก็มีสิทธิ ที่จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง โดยที่จะผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง ก็ต้องขอขอบคุณครับ แต่สิ่งอันนี้ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม สาเหตุที่ไม่เหมาะสมเพราะว่าสมาชิก วุฒิสภานั้น การออกแบบเขามีความต้องการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นวาระเดียว ๖ ปี ถ้ามีความประสงค์จะเป็นอีกนั้นก็จะต้องใช้กฎเกณฑ์เหมือนนักการเมืองอื่น ๆ คือต้อง เว้นวรรค ๕ ปี ทั้งนี้ด้วยเหตุผลเพื่อจะให้ไม่มีการสืบทอดอํานาจ หลายท่านคงนึกไม่ออกครับ ว่าการสืบทอดอํานาจของสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นอย่างไร ในการออกแบบของรัฐธรรมนูญ เพื่อจะให้มีสมาชิกวุฒิสภานั้น ต้องการที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาไม่จําเป็นจะต้องมีความ เชื่อมโยงกับองค์กรใด ๆ และไม่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองโดยตรง ในกรณีที่ผมเป็น สมาชิกวุฒิสภาอยู่ ถ้าผมต้องการจะลงเลือกตั้งในคราวหน้า ผมก็จะต้องพยายามที่จะ หาเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงในพื้นที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่ ๑ หรือครั้งที่ ๒ ก็ตาม

ในประเด็นต่อมาครับ นอกจากจะมีความผูกพันแล้ว ถ้าในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่ ผมมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งการเมืองใด ผมก็จะไม่สามารถ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมาได้ ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบ ในกรณีทุจริตก็ตาม หรือการ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสิ่งสําคัญก็คือในกรณีที่จะมีการแต่งตั้งถอดถอนบุคคลผู้ใด ก็คงจะต้องมีความเกรงใจ หรือไม่สามารถปฏิเสธคําขอของผู้ที่มีอํานาจเหนือผมได้ ก็จะทําให้ ตัวผมนั้นต้องตกไปอยู่ในสิ่งที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๒ คือไม่อยู่ในอาณัติผูกพัน ของผู้ใด และผลเสียของการแก้ไขตาม (๙) นี้จะเกิดผลอันหนึ่งซึ่งหลายท่านไม่เคยพูดกัน สิ่งที่เป็นบทพิเศษในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ทําให้เปลี่ยนแปลงหลักการสําคัญ คือสมาชิก วุฒิสภานั้นในระบบเดิมจะแบ่งครึ่งโดยมีการเลือกตั้งชุดหนึ่ง และมีการสรรหาชุดหนึ่งโดยมี การเหลื่อมกันทุก ๓ ปี นั่นหมายความว่าทุก ๓ ปีจะมีการเลือกตั้งใหม่ แล้วก็อีก ๓ ปีต่อมา ก็จะมีการสรรหาใหม่ กระบวนการที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ออกแบบนั้นจะทําให้มีสมาชิก วุฒิสภาต่อเนื่องตลอดเวลา ข้อดีของการที่มีสมาชิกวุฒิสภาต่อเนื่องนั้นจะทําให้มีเหมือนกับ พี่เลี้ยง หลายคนที่ไม่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสภาเมื่อเข้ามาในครั้งแรกท่านอาจจะต้องใช้เวลา ในการเรียนรู้ข้อบังคับและวิธีการปฏิบัติตัว ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่เข้ามา ใหม่ ๆ ท่านต้องยอมรับครับว่า ๓ เดือนแรกนั้นท่านคงต้องเรียนรู้ แต่ถ้าเผื่อสมาชิกวุฒิสภา เข้ามาใหม่ทั้งหมดและไม่มีคนที่มีประสบการณ์ในการทํางานรัฐสภาเลยก็จะทําให้งานทาง รัฐสภาชะงักงัน นี่คือสิ่งที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้พยายามออกแบบไว้ ในตัวร่างที่ออกมานั้น ได้เปลี่ยนแปลงกฎนี้ครับ โดยที่จะให้มีการเลือกตั้งทุก ๖ ปี กระบวนการตรงนี้ถึงแม้ว่า รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ว่าให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถจะรักษาการได้จนกว่าที่จะมีสมาชิกต่อ แต่ถ้าเผื่อท่านลาออกเพื่อไปสมัครใหม่ สมมุติว่าจะมีการเลือกตั้ง ปรากฏว่าสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง ๒๐๐ คนตัดสินใจที่จะลงเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อนุญาตตาม (๙) นี้ ทั้ง ๒๐๐ คน ลาออกเพื่อจะไปดําเนินการเป็น ส.ว. ในวาระที่สอง วาระที่สามของตัวเอง แล้วจะมีสมาชิก วุฒิสภาที่ไหนทําหน้าที่งานของวุฒิสภา มีความเป็นไปได้ครับการทําหน้าที่ของสมาชิก วุฒิสภาในฐานะรัฐสภา ถ้าจังหวะช่วงว่างของการสุญญากาศในการไม่มีสมาชิกวุฒิสภา แล้วมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรด้วย ปัญหาของประเทศที่จะต้องตัดสินใจในกระบวนการ รัฐสภาหลายประการ ซึ่งผมคงไม่อยากจะเอามาทบทวนตรงนี้ สิ่งนี้ก็จะทําให้การบริหาร บ้านเมือง ผมขออนุญาตยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็แล้วกัน ในเรื่องของการประกาศสงคราม ถ้ามีศึกเหนือเสือใต้ขึ้นมาใครจะเป็นผู้มีอํานาจในการที่จะประกาศสงครามครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมเลยมองดูว่าใน (๙) นั้นหลักการของรัฐธรรมนูญเดิมได้ทําไว้ดีแล้ว และเป็นหลักการ ที่สําคัญก็คือสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นได้เพียงวาระเดียว ไม่สามารถจะเป็นต่อเนื่องในวาระ ที่สองได้ นอกจากมีการเว้นวรรค ๕ ปี การแก้ไขตามร่างเดิมที่เข้ามาในวาระที่หนึ่งได้ไปตัด เปลี่ยนบทบาทตรงนี้ครับ ซึ่งทําให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถจะเป็นได้มากกว่า ๑ วาระ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ทําให้เกิดปัญหาในการทํางานของรัฐสภาในอนาคต เพราะฉะนั้นผมเลยเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากว่า ในเรื่อง ของการดําเนินการตามที่ผมขอสงวนคําแปรญัตติในมาตรา ๑๑๕ นั้น

ประการแรก เป็นการขัดต่อหลักบริหารงานบุคคลและหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะหลักที่ว่า อินเทกริตี้ (Integrity) คําว่า อินเทกริตี้ นั้นก็คือการตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ในกรณีนี้ทําให้เราสมาชิกวุฒิสภาเสี่ยงต่อการสูญเสีย คุณธรรมในเรื่องการตัดสินใจระหว่างสามีภรรยา พ่อกับลูก ซึ่งจะทําให้เกิดความบกพร่อง ในการปฏิบัติหน้าที่

ประการที่ ๒ ครับ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภานั้นจําเป็นจะต้องมีการตัดสินใจ อย่างกล้าหาญในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการถอดถอนหรือการดําเนินการต่าง ๆ ถ้าปล่อยให้ สมาชิกวุฒิสภามีความสัมพันธ์กับองค์กรหรือสถาบันใด ๆ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัว ตัวเองนั้น โอกาสที่จะสูญเสียจริยธรรมและมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่มากนะครับ

ประการที่ ๓ ต้องการความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นการที่จะต้อง เป็นกลางทางการเมืองที่ไม่จําเป็นที่จะต้องคิดกลับมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาอีก เพราะฉะนั้น ท่านไม่ต้องสร้างไมตรีต่อใคร ในฐานะที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาผมอยากจะเรียนว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกแบบให้สมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นคนที่งานสุดท้ายที่จะมาสร้างประโยชน์ให้กับ สังคม และไม่คิดที่จะทําในวงการเมืองอีก หลายท่านที่เคยทํางานการเมืองก็จะได้พ้น และเมื่อหมดวาระของสมาชิกวุฒิสภาก็จะไปทําหน้าที่งานเพื่อเป็นประโยชน์ของสังคม ในช่วงสุดท้ายของชีวิตนะครับ

ประการสุดท้าย ที่ผมอยากเรียนว่า ข้อเสียของสิ่งที่เรากําลังจะทํา ในมาตรา ๑๑๕ นั้น คือจะทําให้มีการถ่ายโอนทางการเมือง ซึ่งเรื่องการถ่ายโอนบุคคล ทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่อันตราย ท่านประธานครับ ผมเป็นกรรมาธิการ ผมได้ยินมีการ พูดจากันว่าจะมีการให้ถ่ายโอนได้แม้กระทั่ง ส.ว. ไปเป็นรัฐมนตรีได้ แต่เนื่องจากไปขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งไม่อยู่ในกระบวนการที่ดําเนินการไว้ เพราะฉะนั้นกระบวนการ ที่ ถ้าเราวางระบบโครงสร้างทางการเมืองสองสภา ให้มีความเชื่อมโยงหรือใกล้ชิดกันมาก จนเกินไปเหมือนที่เรากําลังจะแก้อยู่ตรงนี้ ในมาตรา ๑๑๕ จะทําให้ระบบการเมืองของเรา ล้มเหลวในอนาคต ขอบคุณครับ