รัฐสภา · ครั้งที่ ๖ · ๔ กันยายน ๒๕๕๖

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 3 และ 5 โดยวิพากษ์วิจารณ์แผนการแก้ไขที่จะครอบงำวุฒิสภาโดยฝ่ายการเมือง และกล่าวว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่เป็นกรอบที่มีความยุติธรรม และสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองกับผู้ที่จะเป็นผู้สมัครวุฒิสมาชิกอิสระในอนาคต นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการกำหนดสิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และกล่าวว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้สร้างโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน

นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเราก็ได้มีการอภิปรายกันหลายวันหลายคืนนะครับ ในส่วนของการแก้มาตราสําคัญก็คือ มาตรา ๓ เรื่องของที่มาของ ส.ว. วิธีการคัด ส.ว. ให้มา ปฏิบัติหน้าที่ในวุฒิสภา ซึ่งก็มีการอภิปรายกันกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเรื่อง ของการเลือกตั้ง การสนับสนุนเรื่องของการสรรหาหรือวิธีอื่น ๆ ประเด็นจริง ๆ ในส่วนของ ตัวผมเองผมก็ได้อภิปรายไว้ในมาตรานั้น แล้วผมก็ได้ยืนยันว่าส่วนตัวผมเองผมเห็นด้วยกับ การเลือกตั้ง แล้วก็เลือกตั้ง ส.ว. ทุก ๆ ท่าน แล้วก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการให้มี ส.ว. จํานวนทั้งหมด ๒๐๐ ท่าน แต่ประเด็นที่ยังเป็นประเด็นขัดแย้งกันตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ก็คือวิธีการคัดเลือก ซึ่งจริง ๆ เราควรที่จะต้องคิดตามตรรกะว่าบทบาทหน้าที่ของวุฒิสมาชิก บทบาทหน้าที่ของวุฒิสภานั้น มีไว้ทําอะไร เช่นเดียวกันครับ การพิจารณาการแก้ไข มาตรา ๕ เราก็ควรที่จะตระหนักว่า สุดท้ายแล้วการแก้ไขนั้นจะนําไปสู่วิธีการคัดวุฒิสมาชิก แล้วก็การได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก ซึ่งจะมีความเหมาสมต่อภาระหน้าที่ของวุฒิสภาอย่างไรหรือไม่ สั้น ๆ ครับ บทบาทหน้าที่หลักของวุฒิสภามีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกก็คือบทบาทหน้าที่ ในการตรวจสอบกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งมีการพิจารณาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คือ สภาร่าง บทบาทที่สําคัญที่ ๒ ก็คือบทบาทหน้าที่ในการพิจารณาถอดถอนผู้มีอํานาจทาง การเมือง โดยเฉพาะระดับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี บทบาทที่ ๓ ก็คือบทบาทในการร่วม พิจารณาแต่งตั้งกรรมการอิสระ ซึ่งเมื่อเราไปดูว่าบทบาทหน้าที่หลักของกรรมการอิสระ หรือองค์กรอิสระต่าง ๆ คืออะไร เราก็จะพบว่าบทบาทหน้าที่หลักขององค์กรอิสระ เกือบทุกองค์กรก็คือการตรวจสอบการทําหน้าที่ของ ส.ส. การทําหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

ดังนั้นเราจึงสรุปได้ว่าภาระหน้าที่หลัก ๓ เรื่องของวุฒิสภาล้วนแล้วแต่ เป็นการตรวจสอบ ส.ส. และฝ่ายบริหารทั้งสิ้น ดังนั้นตามตรรกะเราจึงต้องยืนยันว่าวิธีการมา ซึ่ง ส.ว. นั้น ต้องเป็นวิธีการที่อันดับแรก มีการเลือกตั้ง แต่ที่สําคัญก็คืออันดับที่ ๒ ต้องมี การเลือกผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ หมายความว่าอิสระจาก ส.ส. อิสระจาก รัฐบาลและที่สําคัญก็คืออิสระจากพรรคการเมือง เพราะตามภาระหน้าที่ที่ผมได้สรุปไป ๓ เรื่องนั้น ท่านประธานก็คงเห็นภาพครับว่า ถ้าวุฒิสมาชิกไม่มีความเป็นอิสระจาก ส.ส. พรรคการเมืองหรือรัฐบาล ก็จะไม่สามารถที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบกฎหมายถอดถอน รัฐมนตรี หรือแต่งตั้งกรรมการอิสระที่มีความรู้ ความสามารถ และความเป็นกลาง ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอีกชั้นหนึ่งได้ ความสามารถและความเป็นกลางในการตรวจสอบฝ่ายบริหารอีกชั้นหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น วันนี้เรามาพิจารณาในส่วนของมาตรา ๕ และถ้าเราเข้าไปดูการแก้ไขมาตรา ๕ ทั้งในส่วนของ หลักการ ซึ่งเราได้มีการพิจารณากันไปแล้ว แต่โดยเฉพาะในส่วนของการทํางานของ คณะกรรมาธิการและเป็นมติของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้น เราจะเห็นและ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าเป้าหมายของการแก้มาตรา ๓ แต่แรกนั้นคืออะไร เพราะการแก้ มาตรา ๓ และสุดท้ายมาแก้มาตรา ๕ ตามข้อเสนอของกรรมาธิการเสียงข้างมากแสดง เจตจํานงชัดเจนว่า ต้องการที่จะเปิดช่องให้กับตนเองและพวกมีสิทธิที่จะกลับมาสมัครเป็น สมาชิกวุฒิสภาได้ เพื่อที่จะมีโอกาสที่จะครอบงําการทํางานของวุฒิสภาและปิดช่อง การตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างสิ้นเชิง อันนี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ครับ เพราะถ้าเรามาดู ในรายละเอียดของการแก้มาตรา ๕ นั้นเราจะพบว่า สุดท้ายแล้วจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็น พวกเดียวกันกับ ส.ส. พรรคการเมืองและรัฐบาลทั้งสิ้น แต่การแก้มาตรา ๕ นั้นผ่านมา ๒ ขั้นตอน ตามที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ขั้นตอนแรกคือการแก้ในหลักการ เมื่อเราพิจารณา ในมาตรา ๕ ตามร่างที่เราได้พิจารณากันในวาระแรกจะพบว่ามีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันเพียงเล็กน้อยไม่กี่คํา แต่เป็นคําที่มีนัยสําคัญ ความแตกต่างอยู่ใน (๙) ก็คือการเปิดสิทธิพูดง่าย ๆ โดยสรุปให้กับวุฒิสมาชิกในวุฒิสภาชุดปัจจุบันสามารถที่จะลง สมัครได้อีกครั้ง ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านวุฒิสมาชิกก็ได้กรุณาอภิปรายไปนะครับ แล้วก็ได้แสดงถึง สปิริต (Spirit) ของท่านว่าถึงแม้การแก้ไขในลักษณะนี้จะทําให้ท่านมีสิทธิที่จะมาลงเลือกตั้ง ในสมัยต่อไปได้ แต่ท่านก็ไม่ได้เห็นด้วยในหลักการว่าควรที่จะทํา เพราะการเปิดโอกาสให้ วุฒิสมาชิกโดยเฉพาะในสภาชุดปัจจุบันกลับมามีสิทธิอีกครั้งเป็นการชี้ทางให้กับวุฒิสมาชิก เข้าคบหาสมาคมและมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองเพื่อหวังผลในส่วนของคะแนนเสียง หรือการสนับสนุนจากพรรคการเมืองในอนาคตที่จะได้รับในกรณีที่ท่านตัดสินใจลงสมัคร แต่ท่านประธานครับ เมื่อร่างหลักการได้ผ่านการพิจารณาไปแล้ว และเข้าสู่ขั้นตอน การทํางานในชั้นกรรมาธิการ เราก็ยิ่งได้พบว่าสุดท้ายแล้วเป้าหมายและเจตจํานงที่ชัดเจน ของเสียงข้างมากในสภานั้นคืออะไร คือในชุดแรกในส่วนของหลักการแก้เรื่องเดียว ก็คือแก้เพื่อเปิดโอกาสให้กับวุฒิสมาชิกชุดปัจจุบันสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ อันนี้ก็เป็น ที่มาของข้อสงสัยในสังคมโดยทั่วไปว่าที่แก้เช่นนี้ก็เพื่อหวังว่าจะได้คะแนนสนับสนุน ในชั้นหลักการ โดยวุฒิสมาชิกหลายท่านที่เตรียมตัวที่จะลงสมัครเลือกตั้งเมื่อมีการหมดวาระ และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนี้ไปแล้ว แต่เมื่อมีการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ และเมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกแล้ว เสียงข้างมากกลับนําไปสู่การแก้อีกหลายข้อ ซึ่งจะส่งผลทําให้มีการครอบงําวุฒิสภาโดยฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคการเมืองอย่างปฏิเสธ ไม่ได้ ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ เพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ที่ผมขอเสนอคําแปรญัตติไว้ก็สะท้อนกับแนวความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ไม่เห็นด้วยว่าเราจะเปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดํารงตําแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีสิทธิที่จะมาลงสมัครเป็น วุฒิสมาชิก ท่านประธานครับ ประเด็นนี้ผมต้องขอเรียนว่าพี่น้องประชาชนฟังแล้วก็สับสน เดิมทีผมฟังแล้วก็คล้อยตามว่า ถ้าสมมุติในกรณีมีครอบครัวครอบครัวหนึ่งมีสามีเป็นผู้ที่ มีความรู้ มีความสามารถ มีภรรยาที่มีความรู้ ความสามารถ มีลูกที่พร้อมที่จะอาสาทํางาน การเมืองเพื่อรับใช้สังคม ทําไมเราถึงจําเป็นที่จะต้องจํากัดสิทธิของบุคคลเหล่านั้น มันไม่ ขัดหลักรัฐธรรมนูญ และไม่ไปขัดสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของเขาหรือไม่ แต่ท่านประธานครับ เมื่อเราย้อนกลับไปดูตรรกะว่าภาระหน้าที่ของวุฒิสมาชิกคืออะไร เราถึงจะเข้าใจว่า ทําไมถึง มีความจําเป็นและความเหมาะสมที่จะต้องตัดสิทธิในส่วนของสมาชิกครอบครัวเดียวกัน ในการอยู่ในสภาบนในขณะที่มีสมาชิกครอบครัวอยู่ในสภาล่างแล้ว เพราะหน้าที่ของสภาบนคือวุฒิสมาชิกนั้นก็คือการตรวจสอบพิจารณา ในบางกรณีอาจจะต้อง ถึงขั้นถอดถอนผู้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่ภรรยาเป็น ส.ส. สามี เป็น ส.ว. แล้วเราจะคาดหวังว่าถึงแม้มีมูลเหตุจําเป็นและความเหมาะสมที่ควรจะต้อง พิจารณาถอดถอนภรรยาผู้เป็น ส.ส. นั้น สามีผู้เป็น ส.ว. จะกล้าดําเนินการตามนั้น ซึ่งเป็น เหตุผลครับว่า ทําไมถึงมีความจําเป็นที่เราต้องสงวนสิทธิตรงนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กับทาง วุฒิสมาชิกสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจหลักของท่านได้เต็มที่ นอกเหนือจากนั้น ในชั้นกรรมาธิการก็ได้เปิดศึกให้กับสมาชิกของพรรคการเมืองสามารถที่จะลาออก และวันรุ่งขึ้นลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกได้ทันที เช่นเดียวกับกับผู้ที่ ณ ปัจจุบันเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็น ส.ส. ก็จะสามารถลาออกจากตําแหน่งเพื่อลงสมัคร เป็นวุฒิสมาชิกได้ รวมไปถึงแม้แต่รัฐมนตรีครับ ที่อยู่ในตําแหน่งวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะรู้อยู่แล้ว ว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยน อาจจะมีการปรับออกจากตําแหน่งก็สามารถที่จะลาออกและ ลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิกได้ ทั้งหมดนี้เป็นการปิดโอกาสให้กับผู้ที่เป็นกลาง ผู้ที่ไม่ได้มีเครือข่าย หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่จะมีโอกาสได้รับเลือกในโลกของความเป็นจริง ผมได้ อภิปรายไว้แล้วในมาตรา ๓ ครับว่าในโลกของความเป็นจริง ถ้าใครเป็นผู้สมัครอิสระ อย่างแท้จริง โอกาสที่จะชนะในการเลือกตั้งในกรณีที่ต้องมาแข่งขันกับผู้ที่ได้รับการสนับสนุน หรือเพิ่งเมื่อวานนี้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคการเมืองหนึ่งแทบจะไม่มีครับ ผมได้หยิบ ยกตัวอย่างการเลือกตั้งผู้ว่าราชการของกรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านไป เปรียบเทียบคะแนน เสียงให้พวกเราได้ดูครับว่า คะแนนเสียงของผู้สมัคร ๒ ท่านที่เป็นสมาชิกพรรคใหญ่มีคะแนน เสียงรวมกันถึง ๒.๓ ล้านคะแนน รวมเป็นเปอร์เซ็นต์ของหรือสัดส่วนของผู้ที่มาใช้สิทธิ โดยรวมกว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มีผู้สมัครเป็นผู้สมัครอิสระรวมกันแล้วถึง ๒๓ ท่าน คะแนนสูงสุดเป็นหลักเพียงแค่ประมาณแสนกว่า ๆ คะแนนของ ๒๓ คนรวมกันมีสัดส่วน จากคะแนนทั้งหมดไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่เราก็ต้องยอมรับว่า คุณสมบัติหรือคุณภาพ ของตัวบุคคลไม่ได้มีความแตกต่างกันมากถึงขนาดนั้นระหว่างผู้ที่พรรคการเมืองใหญ่ ส่งลงสมัครกับผู้ที่เป็นผู้สมัครอิสระ แต่ความได้เปรียบของการอยู่ในเครือข่ายของ พรรคการเมืองในเวทีเลือกตั้งนั้นปรากฏชัด แล้วก็จะมีผลในลักษณะเดียวกันในการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกในอนาคต ถ้าเราเปิดโอกาสให้ผู้ที่เป็นกลางและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ พรรคการเมืองจําเป็นต้องมาแข่งขันกับผู้ที่มีความชัดเจนว่าเป็นส่วนของพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่ที่มีอํานาจถึงกับเป็นฝ่ายบริหาร เพราะฉะนั้นนี่คือสาเหตุ ที่กระผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๕ โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก แล้วก็อยากที่จะวิงวอนให้ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาและทบทวนว่า สิ่งที่ท่านแก้ไปนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร หรือไม่ ส่วนคําแปรญัตติของกระผมเองในมาตรา ๕ นั้น ก็สะท้อนข้อเสนอการแปรญัตติในมาตรา ๓ ที่ผมบอกว่าผมสนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง วุฒิสมาชิกทั้งสภา แล้วก็สนับสนุนให้มีวุฒิสมาชิกรวมทั้งสิ้น ๒๐๐ ท่านตามข้อเสนอของ กรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ผมได้เสนอว่าเนื่องจากภาระหน้าที่ของวุฒิสมาชิกคือ การตรวจสอบการกลั่นกรอง เราควรที่จะต้องมีผู้ที่เป็นกลาง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง และที่สําคัญก็คือมีความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่จะสามารถเสริมการทํางานของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ผมก็จะไม่ลงรายละเอียดอีกนะครับว่าในมาตรา ๓ นั้น ผมได้เสนอแก้มาตรา ๑๑๑ ในรัฐธรรมนูญฉบับเดิมอย่างไร แต่โดยสรุปผมได้เสนอว่าเราควร ที่จะให้มีการเลือกตั้ง แต่เลือกจากบัญชี บัญชีในที่นี้ก็หมายถึง บัญชีสภาวิชาชีพต่าง ๆ ที่มีความสําคัญต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นการแปรญัตติในมาตรา ๕ ของผมจึงได้สะท้อนถึงข้อเสนอในมาตรา ๓ นะครับ นอกเหนือจากนั้นผมก็ได้แปรญัตติไว้ ต้องขออนุญาตท่านสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่จะขอ ตัดสิทธิสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันจากการลงสมัครเลือกตั้ง เว้นเสียว่าท่านจะมีการเว้นวรรค ให้ครบกําหนด ๕ ปี ตามข้อตกลงเดิมตามรัฐธรรมนูญ และเป็นเงื่อนไขที่ท่านยอมรับ ในขณะที่ท่านมารับตําแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกในสภาชุดปัจจุบัน ตรงนี้ก็เพื่อให้มีความยุติธรรม ทั้งหมดนี้กับผู้ที่จะมาสมัครในอนาคต ผมเห็นว่าโดยเฉพาะท่านที่เป็น ส.ส. อยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะท่านที่มีตําแหน่งเป็นฝ่ายบริหาร ณ ปัจจุบัน ถ้าท่านมีสิทธิที่จะลาออกแล้วไปลง สมัครเป็นวุฒิสมาชิกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กําลังจะเกิดขึ้นนั้น ท่านจะมีความได้เปรียบ มหาศาลเมื่อเทียบกับผู้สมัครอิสระที่แท้จริง ตลอดช่วงที่ท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี หรือเป็น ส.ส. ท่านรู้อยู่ในใจอยู่แล้วครับว่าอีกไม่นานท่านจะลงสมัครเป็นวุฒิสมาชิก แต่โอกาสในการที่จะหาเสียงด้วยการอาศัยตําแหน่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรีของท่าน เป็นโอกาส ที่ผู้สมัครอิสระที่จะลงแข่งกับท่านเพื่อที่จะได้เป็นวุฒิสมาชิกในอนาคตนั้นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้จะทําให้กลุ่มผู้ที่มีตําแหน่งอยู่ ณ ปัจจุบัน ไม่ว่า ตําแหน่งในฝ่ายนิติบัญญัติ หรือตําแหน่งในฝ่ายบริหารนั้นจะมีความได้เปรียบมหาศาล เมื่อเทียบกับผู้สมัครแหล่งอื่น และสุดท้ายผลลัพธ์ก็คือ เราจะมีสมาชิกวุฒิสภาในรัฐสภา สมัยหน้าที่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีต ส.ส. บ้าง อดีตรัฐมนตรีบ้าง ทุกคนเกี่ยวโยงกับ พรรคการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ และบทบาทหน้าที่ของสภาบนที่มีในการตรวจสอบ ส.ส. ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใหญ่นั้นก็จะล่มสลาย นี่คือสาเหตุที่ผมมองว่าแนวทางการแก้นั้นไม่เป็นคุณไม่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตการเมืองไทย ท่านประธานครับ ผมใกล้จะจบแล้ว แต่ผมอยากที่จะเรียนว่ารัฐบาลเองตอนนี้ก็ให้ ความสําคัญกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งแน่นอนที่สุด ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศคือ การปฏิรูปการเมือง คราวนี้ที่ผมอยากที่จะถามผ่านท่านประธานไปสู่เสียงข้างมาก รวมไปถึง รัฐบาลด้วย ก็คือแนวทางการแก้รัฐธรรมนูญตามที่ท่านได้มีข้อสรุป แล้วก็นําเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้เราพิจารณาในวันนี้สอดคล้องกับแนวความคิดเรื่องของการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาล อย่างไร รัฐบาลได้ลงทุนลงแรงนะครับ ในการที่จะเชิญองค์ปาฐกที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ มาปาฐกถาให้กับคนไทยได้ฟัง มีการถ่ายทอดให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสติดตาม ในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการบรรยายของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร คือ ท่านโทนี แบลร์ (Tony Blair) นั้น ท่านก็ได้ให้ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่า เราควรที่จะหยุดพิจารณากันในรัฐสภาแห่งนี้ ณ วันนี้อยู่หลายข้อ ๔ ข้อครับที่มีความเกี่ยวโยง กับสิ่งที่เรากําลังจะทําอยู่ ผมขออนุญาตท่านประธาน สั้น ๆ นะครับ ในการที่จะทบทวน โดยสรุปเป็นคําแปรญัตติของผมเอง

ข้อแรก ท่านโทนี แบลร์ได้ให้คําแนะนําไว้กับพวกเราทุกคนว่าเราจะ ปรองดองได้ทุกฝ่ายต้องรู้สึกอยากแบ่งปันโอกาสที่มีมากกว่าแบ่งแยกจากปัญหาในอดีต ท่านเตือนสติพวกเรานะครับว่า ถ้าเราเห็นว่าโอกาสในอนาคตของประเทศมีมากมายนะครับ เพียงพอที่เรามาคุยกันดีกว่า ว่าเราจะแบ่งปันโอกาสนั้นอย่างยุติธรรมในสังคมโดยรวม อย่างไร แทนที่ยังจะแบ่งแยกอยู่จากปัญหาในอดีตนั้น ก็เป็นสิ่งที่พึงจะทําและควรที่จะต้อง ทํา แต่นี่ความแตกแยกในอดีตและเงื่อนไขที่มา ซึ่งความแตกแยกในอดีตและเงื่อนไข ที่มาซึ่ง ความแตกแยกในอดีตยังไม่จาง แต่รัฐบาลได้เสนอเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มเติมด้วยการเสนอ การแก้รัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ ซึ่งจะนําไปสู่การบั่นทอนโอกาสในการตรวจสอบในอนาคต และมีประชาชนจํานวนมากที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นสิ่งที่ควรที่จะทําก็คือ ทบทวนการแก้ไข ถ้ารัฐบาลยังคิดว่า เรื่องที่กําลังเสนอให้ทําอยู่สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองจริง ก็นํากลับมาเสนอกับรัฐสภาพิจารณา เมื่อแผนการปฏิรูปการเมืองมีผลลัพธ์ชัดเจน และแล้วเสร็จ

ข้อที่ ๒ ท่านโทนี แบลร์ได้แนะนําก็คือ ท่านบอกว่าเราลบล้างความอยุติธรรม คือความไม่ยุติธรรมในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถตั้งกรอบการทํางานที่ทุกคนเห็นว่ายุติธรรม ได้ คืออะไรที่มันไม่แฟร์ (Fair) อะไรที่มันไม่ยุติธรรมในอดีตนี้ มันสายไปแล้ว มันผ่านไปแล้ว เราแก้ไม่ได้ แต่เรามากําหนดกรอบ กฎเกณฑ์ กติกา ในการที่จะอยู่ร่วมกัน ทํางานร่วมกัน ในอนาคตที่มีความยุติธรรมนั้นเป็นสิทธิ โอกาส และหน้าที่ของพวกเราทุกคน แต่วันนี้ครับ จากที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่า ผลของการแก้รัฐธรรมนูญในมาตรา ๕ ตามที่ทางกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้นําเสนอนั้น ไม่ได้เป็นกรอบที่มีความยุติธรรมแต่อย่างใด สร้างความได้เปรียบ เสียเปรียบอย่างชัดเจนระหว่างผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองกับผู้ที่จะเป็นผู้สมัคร วุฒิสมาชิกที่เป็นผู้สมัครอิสระที่แท้จริงในอนาคต เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ก็จะไม่ส่งผล ต่อการปฏิรูปทางการเมืองในแนวทางที่ควร และไม่ส่งผลในทางที่จะสร้างความปรองดอง หรือความยุติธรรมในสังคม

ข้อที่ ๓ ที่ท่านโทนี แบลร์ได้แนะนําพวกเราไว้ครับ ท่านบอกว่าคําว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความถึง อํานาจของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ต้องสร้างโอกาสให้ทุกคน ได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมในสังคม ประเด็นนี้ก็วกกลับมาที่ประเด็นผมกล่าวถึงครับว่า การแก้รัฐธรรมนูญที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ มีส่วนในการที่จะสร้างโอกาสให้กับทุกคนมีส่วนร่วม อย่างเท่าเทียมกันหรือไม่ ท่านอาจจะบอกนะครับ บอกเท่าเทียม ก็นี่ไงภรรยาผัวเป็น ส.ส. ได้ ภรรยาก็จะได้เป็น ส.ว. ได้ แต่มันผิดตรรกะ มันผิดหลักการ บทบาทหน้าที่ของสภาบนว่า มีไว้เพื่อทําอะไร และที่สําคัญก็คือการแก้กฎหมายในลักษณะนี้เป็นการตัดสิทธิ พี่น้องประชาชนที่จะพึ่งพาวุฒิสภาในการที่จะทําหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ในการ ตรวจสอบสภาล่างหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นแน่นอนที่สุดครับ ผมสรุปได้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญตามที่เรากําลังพิจารณาอยู่นั้น ไม่ได้มีส่วนในการที่จะให้ทุกคนมีส่วนร่วม อย่างเท่าเทียมกันในสังคม

ข้อสุดท้ายครับท่านประธาน มิสเตอร์โทนี แบลร์ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ได้แนะนําเราไว้ว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ถ้ารัฐบาลมีประสิทธิภาพในการดูแล ประชาชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญมาก ที่สุด ถามว่าถ้าการแก้รัฐธรรมนูญตามนี้ ทําให้ตามที่ผมอภิปรายนั้นเกิดขึ้นจริง ทําให้เรามี วุฒิสภาที่เป็นพวกเดียวกันพูดง่าย ๆ กับ ส.ส. เป็นพวกเดียวกันกับฝ่ายบริหารนั้น เราจะมี กลไกหรือกระบวนการการตรวจสอบที่โปร่งใสหรือไม่ ไม่มีทางครับ ประเด็นปัญหาของ ผลลัพธ์ที่เราจะได้รับจากการแก้รัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้นําเสนอ ก็คือเราจะทําลายบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภาในการตรวจสอบ เราจะทําลายระบบ การตรวจสอบที่มีความโปร่งใส เราจะบั่นทอนโอกาสที่เราจะมีองค์กรอิสระที่มีคณะกรรมการ ที่มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงในการทํางานตรวจสอบสภาล่าง และที่สําคัญก็คือตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร และสุดท้ายระบบการตรวจสอบโดยรวมของประเทศก็จะถูกทําลาย ซึ่งไม่ได้ เป็นผลดีกับพี่น้องประชาชน และไม่มีผลดีกับประเทศชาติเลย ผมจึงขอวิงวอนครับ ให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้กรุณาพิจารณาทบทวนว่าสิ่งที่ท่านกําลังนําเสนอนั้น อาจจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราบางคนในที่นี้ในระยะสั้น แต่ผลระยะยาวต่อประเทศชาติ ผลระยะยาวต่อความยุติธรรมในสังคมนั้นจะเป็นไปในทิศทางที่ควรหรือไม่ ขอบคุณครับ ท่านประธาน